Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 17 : Role.16 - Share what you like

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 ต.ค. 63

Role.16 - Share what you like

 

ลูเซียสกับอาซาไรทั้งคู่เป็นพวกคิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้นถ้ามันจะไม่สร้างปัญหาให้พวกเขาในภายหลัง นอกจากนี้ก็ยังเป็นพวกชอบแสวงหาคำตอบอย่างแปลก ๆ

วันนี้ลูเซียสไม่ได้ตามคุ้มครองท่านทูตเพราะเขากำลังทำงานอยู่ในห้องของผู้บริหารระดับสูงซึ่งได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดภายในตึก เธอจึงรวมกลุ่มอยู่กับซีโร่และแฟร์ที่ร้านฟาสฟู้ดแห่งหนึ่งภายในย่านการค้า ชายหนุ่มผู้ดูแลตระกูลมังกรนั้นถูกพักงานระยะยาวเพื่อเป็นการลงโทษที่เขาแอบปล่อยปละละเลยให้คนตระกูลมังกรอื่นถูกลักพาตัวไปทั้งที่เขาก็รู้ว่าเป็นคนจากกลุ่มไหน แม้ว่าจุดประสงค์จะดีแต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจของเขาก็ทำให้เบรดเล่ย์ตกอยู่ในอันตรายช่วงใหญ่ซึ่งการบกพร่องในหน้าที่ แต่ฝั่งตระกูลมังกรก็ไม่ได้เอาความเขา ทุกคนต่างเห็นซีโร่เป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้จะทำยังไงให้ทุกตระกูลเลิกไปที่คลังสมบัติอันตรายนั่นสักทีก็เลยร่วมมือกับพวกโจรไปเสียได้ โชคยังดีที่เรื่องนี้กลายเป็นถูกคลี่คลายโดยเอ็นเลสไป ดังนั้นเขาจึงถูกส่งตัวมาที่องค์กรเพื่อฝึกงานไปเจ้าหน้าที่คอยช่วยคนอื่นไปเป็นการลงโทษจากทั้งสิบสองตระกูล

ซีโร่ที่เข้ามาใหม่นั้นตามปกติแล้วจะกลายเป็นน้องเล็กแต่...

“เก่งมากลูเซียส!” เขากลับอยู่ในฐานะพี่เลี้ยงสาวมิวแทนท์ไปพร้อมกับแฟร์ที่ทำหน้าที่นี้มาก่อน

“ช่วยได้เยอะเลยซีโร่ มีฉันคนเดียวบางทีก็ไม่ครอบคลุม นี่ถ้าได้พี่เลี้ยงมนุษย์ที่เป็นผู้หญิงอีกสักคนก็น่าจะดี” แฟร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากที่พวกเขาสอนให้ลูเซียสเรียนรู้มารยาททั่วไปเมื่อเข้าไปใช้บริการร้านฟาสฟู้ด เธอจะต้องโตขึ้น สักวันก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ดังนั้นอะไรที่คนปกติเขาทำกันแล้วลูเซียสไม่เคยทำก็ต้องพยายามสอนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เองแฟร์ก็ไม่เคยนึกถึงมาก่อนเพราะทุกทีลูเซียสก็จะไปที่โรงอาหารขององค์กร ไม่ก็เลาจน์หน่วยที่มีแม่บ้านหุ่นยนต์คอยแจ้งเมนูอาหารที่เธออยากกินกับเชฟที่ถูกจ้างมาทำอาหารให้พนักงานแล้วนำมาเสิร์ฟ

“แต่ว่าก็ยังไม่ค่อยอยากให้ไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่ดี...” แฟร์พูดขึ้นแล้วนึกถึงวันที่เธอออกไปเที่ยวกับอาซาฮีและริน ตอนนั้นที่จับผู้ต้องสงสัยกลับมาด้วยก็ทำเอาเจ้าหน้าที่เจรจาปวดหัวไปตามกันกับการใช้พลังจิตในพื้นที่ปะชุมชนโดยไม่ได้มีเหตุอันควรเป็นพิเศษ

ในโลกของพวกเขาที่ทุกคนใช้พลังจิตกันเป็นเหมือนแขนขาของตนเองมีกฎมากมายให้ต้องคอยระวังตัวเพื่อไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรือเป็นช่องโหว่ให้พวกหัวหมอใช้พลังของตนทำอะไรในทางมิชอบ ยกตัวอย่างก็เช่นตามกฎหมายของพวกเขาแล้วคนที่ใช้พลังจิตในการก่อความเดือดร้อน ปล้น จี้ หรือก่ออาชญากรรมต่าง ๆ โทษจะเป็นสามเท่าจากปกติ

และอีกสามัญสำนึกของพวกเขาอย่างหนึ่งคือหากไม่จำเป็นก็จะไม่ใช่พลังจิต แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ใครต่างก็รู้และทราบกันดี คนจำนวนมากต่างมีระดับพลังจิตในปริมาณน้อย อย่างเรื่องการจับผู้ร้ายด้วยพลังจิตแทบจะไม่เกิดขึ้นเลยเพราะโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะมีปืนตาข่ายสำหรับยิงขาหรือยิงใส่ตัวเพื่อให้เชือกพันจนล้มก่อนเข้าจับกุม หากขัดขืนหลังจากขั้นตอนนี้ถึงจะใช้พลังจิตที่อำนวยความสะดวกเข้าช่วย

“นั่นสินะ ถ้าเกิดเจอคนในหมายอะไรสักอย่าง ยายนี่เป็นพวกพลังจิตไปถึงก่อนใช้มือแตะแน่นอน” ซีโร่พยักหน้าเห็นด้วย

“ทั้งที่พลังจิตรวดเร็วแม่นยำกว่า ทำไมถึงจะไม่ใช่ล่ะ” หัวคิ้วบนสีหน้าเรียบเฉยของเธอนั้นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“คิดว่าจาฮาราน่าจะให้เธออ่านประมวลกฎหมายสำหรับพลเมืองฉบับที่ควรรู้ไปแล้ว... รึเปล่านะ?” แฟร์ไม่ได้มีความจำพิเศษอะไร ก็เปรยถามหญิงสาวอย่างไม่มั่นใจ

“อ่านแล้ว บัญญัติที่เกี่ยวข้องว่าด้วยเรื่องการใช้พลังจิตเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยขอให้กระทำโดนนุ่มนวลและไม่ใช้กำลังรุนแรง ซึ่งไม่สามารถทำการจับกุมได้หากไม่มีหมายจับยืนยัน” ลูเซียสว่าเช่นนั้นแล้วเอ่ยต่อ

“พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ ทำความผิดซึ่งหน้า, มีพฤติกรรมส่อไปในทางก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นโดยมีอาวุธหรืออุปกรณ์ในมือ, เมื่อมีหมายจับแต่เกิดเหตุเร่งด่วนระหว่างนั้น และผู้ต้องหาแสดงเจตนาหลบหนีระหว่างขั้นตอนต่างๆ” เธอสรุปเหตุผลที่ว่ามาซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปที่ใช้กันกับทั้งมนุษย์ ไฮบริด และมิวแทนท์ ลูเซียสกลอกตาแล้วจ้องไปที่พี่เลี้ยงทั้งคู่

“ทั้งที่ก็เป็นไปตามข้อกำหนดกระทำความผิดซึ่งหน้าทำให้สามารถจับกุมได้ทันที แต่ทำไมถึงห้ามใช้พลังจิตล่ะ” เธอย้ำคำถามเดิม

“...” ซีโร่เหลือบมองแฟร์ว่าควรจะตอบยังไงดีพลางคิดว่าไอ้ตำแหน่งพี่เลี้ยงเนี่ยไม่ใช่แค่พี่เลี้ยงเด็กธรรมดาซะแล้ว เขาเองก็ไม่ได้รู้กฎหมายอะไรละเอียดขนาดจะจี้อธิบายแต่ละจุดให้เธอเข้าใจได้ด้วย

“อ่า....” แฟร์นิ่งหาคำอธิบายไปครู่ก่อนจะกระแอมแล้วไขความข้องใจของน้องเล็ก “คืออย่างนี้นะ มันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เพราะว่าพลังจิตอาจทำให้เกิดความอันตรายหรือข้อผิดพลาดระหว่างจับกุมได้มากกว่าการใช้สองมือสองเท้าหรืออุปกรณ์พันธนาการ ก็เลยไม่นิยมใช้กันและยิ่งในสถานที่สาธารณะ ถึงพวกเรามิวแทนท์จะมีจำนวนมาก แต่กลุ่มไร้พลังพิเศษก็มีมากไม่แพ้กัน นั่นแหละเหตุผลว่าทำไมถึงต้องละการใช้ท่ามกลางสายตาพลเมือง”

“...” ลูเซียสโคลงหัวเล็กน้อย “เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่มิวแทนท์และไฮบริด... สินะ?”

“ถูกต้อง และอีกเหตุผลคือต่อให้สามารถทำได้แต่เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญในการควบคุมพลังจิตของตนเองมีค่อนข้างน้อย... อัตราส่วนของคนที่ควบคุมพลังจิตได้ดีจนไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งก็ไม่เผลอทำให้คนอื่นบาดเจ็บนั้นมีอยู่น้อยมาก เพราะความไม่แน่นอนในจุดนี้เองถ้าเกิดว่าจับคนร้ายแล้วเขาบาดเจ็บก็มีความเป็นไปได้ว่าจะฟ้องกลับเธอซึ่งเป็นต้นเหตุ” แฟร์อธิบาย

“เข้าใจแล้วจะระวังเอาไว้” ในหัวของลูเซียสนั้นยังคงสงสัยในความซับซ้อนทางความคิดที่ว่าก็ในเมื่อเป็นผู้ก่อเหตุร้ายเองแล้วทำไมถึงไม่เตรียมใจว่าจะถูกจับได้หรือบาดเจ็บกลับมาทั้งที่ตัวเองก็ไปทำร้ายคนอื่นกันนะ? แต่ว่าถ้าในกรณีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกปรักปรำเธอก็พอจะทำความเข้าใจได้

“เหลือบมองอากาศแบบนั้นยังสงสัยอยู่ละสิ ถามมาก็ได้” แฟร์หัวเราะในลำคอลูบหัวอีกฝ่ายด้วยความเคยชิน ท่าทีที่ถูกเอ็นดูนี้ลูเซียสเข้าใจและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

“ทั้งที่ทำความผิดเอง แต่ทำไมถึงไม่ยอมรับผลของการกระทำล่ะ ถ้าถูกจับได้ก็มีโอกาสบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ แน่นอนอยู่แล้ว ยิ่งก่อความผิดร้ายแรงก็ยิ่งถูกหมายหัวจับกุมแบบไม่ละมุนละม่อม ทั้งที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแต่ทำไมพวกผู้ต้องหาที่บาดเจ็บหลายคดีถึงฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ที่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ?” เมื่อได้รับอนุญาตให้ถามเธอก็ถาม

“....” แฟร์ลูบหน้าตัวเองเครียด ๆ ตั้งแต่ทำงานเป็นพี่เลี้ยงหล่อนมาเขาก็อ่านหนังสือมากขึ้น มากจนไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้เชียวล่ะ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อเผื่อเอาไว้ใช้มาตอบคำถามแปลก ๆ ของลูเซียสนี่แหละ...

บางคำถามที่คนรู้กันเองดีอยู่แล้วแต่อธิบายได้ยาก

บางคำถามที่น้อยคนนักจะสงสัย

และบางคำถามที่อาจจะไม่เคยถูกตั้งมาก่อน

“เรื่องนั้นต่างกันไปตามความเห็นแก่ตัวของบุคคลน่ะ” ซีโร่เป็นฝ่ายช่วยเสริมความเข้าใจของลูเซียสให้แทน

“ความเห็นแก่ตัว?” ลูเซียสทวนคำก่อนจะคลายอาการขมวดคิ้ว

“เพราะว่ารักตัวเองมากเกินไปจนไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา ตัวเองต้องได้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ตัวเองต้องได้อภิสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น หรือกระทั่งผสมปนเปด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่ตนเองตกต่ำแล้วก็ต้องการให้ผู้อื่นตกต่ำตามลงไปด้วย ถึงจะอธิบายไปทำนองนี้แต่ว่าเคสการฟ้องร้องกลับแต่ละเคสมีเหตุผลต่างกันไป สำหรับนักโทษที่สำนึกผิดแล้วการจับกุมรุนแรงที่บางครั้งทำให้เขาสูญเสียความสามารถหรือพิการอะไรบางอย่างเมื่อพ้นโทษออกมาทำให้เขาทำงานอย่างคนทั่วไปไม่ได้ ได้รับความลำบากในการใช้ชีวิต แม้จะมองอีกแง่ว่าเป็นผลของการกระทำแต่ด้วยหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานแล้วย่อมเป็นการถูกละเมิดจนเรียกร้องค่าเสียหายได้ สำหรับคนไม่ดีบางคนก็ใช้โอกาสนี้เพื่อทำลายอีกฝ่าย ในกรณีร้ายแรงที่สุดที่เคยเห็นมาก็คือนักโทษถูกจ้างวานให้สร้างอุบัติเหตุเสียเองระหว่างจับกุม เพื่อลากเจ้าหน้าที่ให้ประวัติเสียหรือถูกพักจากหน้าที่ เพราะว่าคนคนนั้นดันไปทำให้ผู้มีอำนาจแล้วไม่สนใจกฎหมายไม่พอใจอะไรเข้า” ซีโร่มองหญิงสาวที่เงียบคล้ายกำลังคิดตาม

“มันก็...พอจะสรุปเป็นคำนั้นได้อยู่” เขานึกว่าเธอกำลังทำความเข้าใจแต่กลับเป็นกำลังตีความเคสต่าง ๆ กับสิ่งที่เขายกมาเป็นคำจำกัดความ

“... งั้นที่มีพนักงานกับหุ่นทำความสะอาดทั้งที่ระบบของฟาสฟู้ดนั้นกินและทิ้งของเองก็เพราะคนเห็นแก่ตัวที่วางของของตัวเองทิ้งเอาไว้บนโต๊ะสินะ?” ลูเซียสนำความเข้าใจใหม่นี้ไปโยงกับสิ่งที่เพิ่งเรียนไปไม่นาน ระบบของร้านอาหารด่วนที่แฟร์กับซีโร่สอนให้คือหลังจากสั่งและรับอาหารตามคิว พอกินเสร็จก็ให้ยกไปทิ้งแบบแยกขยะที่จุดวางภาชนะใช้แล้วตามที่ร้านตั้งเอาไว้ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน ไม่ว่าจะเพราะมีพนักงานหรือหุ่นมาทำความสะอาดอยู่แล้ว หรืออาจจะเพราะเข้าใจความหมายของคำว่าอาหารด่วนผิดไปก็ตาม

“ถ้ารีบขนาดไม่เก็บจานงั้นกินอาหารเหลวแบบถุงง่ายหรือแคปซูลสารอาหารกว่าตั้งเยอะ...” เธอชี้จุดที่เพี้ยนจากวัตถุประสงค์ จากนั้นเสียงเตือนจากตลับคิวก็ดังขึ้น

“ไปเอาขนมก่อนนะ” แฟร์ชูเจ้าตลับที่กะพริบและส่งเสียงก่อนจะลุกไปที่เคาท์เตอร์เพื่อรับถาดอาหารที่ตั้งไอศกรีมเอาไว้สามโคนกลับมาที่โต๊ะ

“มันก็จริงที่อาหารแคปซูลและอาหารเหลวแบบถุงกินง่ายและรวดเร็วสะดวกกว่าอาหารฟาสฟู้ด แต่ว่ามนุษย์เรามักจะเป็นพวกอยู่เพื่อกิน เพราะฉะนั้นการเพลิดเพลินไปกับสัมผัสของอาหารในปากพร้อมรสชาติย่อมดีกว่าน้ำอร่อย ๆ ที่ทำได้แค่ดื่ม ไม่ต้องพูดถึงยาที่ทำแค่กลืนลงไป มันลำบากเพราะกายวิภาคของเรามีลิ้นและจมูกที่รับความอร่อยได้ดีเยี่ยมนี่แหละ” แฟร์หัวเราะเล็กน้อยแล้วแจกไอศกรีมวนิลาโคนให้คนในโต๊ะอีกสองคน

พอรับของหวานมาลูเซียสถึงเพิ่งจะนึกได้ และเริ่มยิงคำถามใหม่

“แฟร์อยู่ในหน่วยมานานแล้ว รู้ไหมว่าอาซาฮีชอบกินอะไร?”

“ยากจังแฮะ เท่าที่ฉันแห่งเธอก็กินทุกอย่างนะทั้งผัก ผลไม้ อ้อไม่สิ...อาซาฮีไม่เคยกินเนื้อสัตว์อื่นนอกจากปลาเลย อาจจะมีระบบย่อยที่ต้องการสารอาหารจากพืชมากกว่าเนื้อก็ได้” แฟร์เลิกคิ้วสงสัยว่าเธอจะถามเรื่องนี้กับเขาไปทำไม ทำไมไม่ไปถามพี่สาวของหน่วยโดยตรง ถ้าลูเซียสถามอาซาฮีต้องเต็มใจตอบแน่นอนอยู่แล้ว “ว่าแต่ถามไปทำไมน่ะ?”

“จะเอาของไปฝากอาซาไร”

“... ฮ่าๆๆๆๆ” แฟร์ขำก๊ากอยู่ในโต๊ะท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างตำหนิว่าเขารบกวนคนอื่น แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจพวกมันสักนิด

“แล้วไม่มีแบ่งให้พวกฉันหรือปะป๋าเธอบ้างเหรอ?” แฟร์ตาวาวรีบถามแหย่กลับ

“ก็เป็นเด็กดีแล้วไง? แบ่งขนมให้ด้วยนะ” ลูเซียสย่นคิ้ว ปกติในห้องหน่วยถ้าไม่มีงานก็วน ๆ อยู่ที่เรียน อ่าน กิน ซ้อม เล่น นอน อย่างคนขี้เกียจสุด ๆ เท่าที่จะขี้เกียจเผื่อวันที่ทำงานหนักทั้งวันได้ ถึงรินกับจาฮาราจะบอกกับลูเซียสไปหลายหนแล้วว่ามันทดแทนกันไม่ได้ก็ตาม...

คำตอบเด็ก ๆ นั่นทำให้คนเลี้ยงข้าวมื้อนี้ไม่เป็นอันกินเพราะมัวแต่ขำและพยายามกลั้นขำ จนกระทั่งเขาสำลักขำเลยถูกลูเซียสลูบหลังด้วยสายตาเวทนา หลังขำจนพอแฟร์ก็ถามคำถามใหม่ที่ต่างออกไป

“แสดงว่าของที่จะให้อาซาไรไม่ใช่การเป็นเด็กดีกับขนมงั้นสิ?” คำตอบของลูเซียสก็คือการพยักหน้าให้กับแฟร์ ซีโร่เองก็กลั้นยิ้มไปอีกคน สองพี่เลี้ยงต่างอยากรู้ว่าลูเซียสจะให้อะไรท่านทูต

“ให้องุ่นดีไหม แล้วก็กีวี่”

พี่เลี้ยงเบอร์หนึ่งลงไปขำกับโต๊ะอย่างอดเสียไม่ได้ แฟร์หัวเราะจนน้ำตาเล็ด

ลูเซียสไม่คิดว่ามันเป็นการเยาะเย้ยหรือเพราะเห็นเธอเป็นตัวตลกแต่อย่างใดเพราะไม่ว่าจะสีสันหรือสัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้นรอบแฟร์ล้วนเป็นความเอ็นดูกับความสุข

“ใช้ของที่ตัวเองชอบเหรอ ใจกล้าดีนี่!” แฟร์กลั้นขำเขาปาดน้ำตาและแนะนำน้องสาว “ปกติแล้วน่าจะให้สิ่งที่อีกฝ่ายชอบนะลู...”

“ไม่รู้ว่าชอบอะไรก็เลยให้ของที่ลูชอบไง ไว้ค่อยถามอาซาไรทีหลัง คิดว่าน่าจะคล้ายแมลงมากกว่าต้นไม้” ลูเซียสเคี้ยวโคนไอศกรีมของตน

“หมายถึงสองพี่น้องเพื่อนบ้านนะเหรอ? เห็นด้วยปากของพวกเขาเป็นแบบกรามสามชิ้นนี่นะ” ซีโร่ร่วมวงสนทนาอีกคนพลางกินไอศกรีมของตนไป

“!?” แฟร์ชะงักแล้วหันไปทำตาโตใส่อีกฝ่าย “ฉันอยู่มาก่อนนายอีกกว่าจะรู้ก็นู้นตั้งสองปี! แล้วทำไมนายรู้ซะแล้ว!”

“??? นายต่างหากทำไมไม่รู้ ตรงคางพวกเขามีแนวเปิดอยู่นี่ แล้วก็เวลาพูดก็จะเห็นแนวฟันแปลก ๆ นายไม่สังเกต?” ซีโร่เลิกคิ้ว

แฟร์ยกมือปิดหน้าอย่างไม่อยากยอมรับในสะเพร่าของตัวเองเพราะเขาก็ไม่ทันสังเกตจริง ๆ

“เป็นนิสัยที่ดีนะ” ลูเซียสขยำกระดาษหุ้มโคนไอศกรีม

“ถ้ามันจะทำให้ตัวเองกับคนที่ต้องดูแลปลอดภัยก็ต้องหัดมองรอบข้างเข้าไว้นี่” ซีโร่ยักไหล่

“แต่มันจำเป็นต้องสังเกตกระทั่งเพื่อนร่วมงานตอนไม่ได้อยู่ในภารกิจเลยเรอะ!” แฟร์ไม่อยากยอมรับนิสัยเก็บทุกเม็ดของเพื่อนร่วมภาคสนามอีกสองคน นอกเวลางานเขาจะไม่สังเกต! แล้วมันจะทำไม!

“แฟร์ชอบโมเดลกระดาษใช่ไหม?” ลูเซียสจู่ ๆ ก็ถามขึ้น

“ก็ใช่ มาเล่นด้วยกันอีกสักกล่องไหมลู?” แฟร์ถามขึ้นอย่างตื่นเต้นเงินเดือนเขาซื้อของฟุ่มเฟือยได้ไม่กี่ชิ้นเท่านั้นแต่ถ้าลูเซียสอยากได้เงินนั่นจะเอาไปเบิกกับท่านประธานได้!

“ถ้าช่างสังเกตจะเห็นมุมลดราคาโมเดลกระดาษในร้านหนังสือล่ะ... แต่ไม่เห็นมีข้อความลดราคาที่หน้าร้านเลย” สำหรับคนอื่นนี่คงเป็นการเล่าให้ฟังเล่น ๆ แต่ถ้าลูเซียสเป็นคนพูดเธอกำลังหมายถึงแฟร์ที่สะเพร่าทำให้ชวดของที่ชอบไป “ถ้าแฟร์ช่างสังเกตนอกเวลางานก็น่าจะแวะก่อนมากิน”

“อ๊า! ถ้ามุมลดราคาในร้านหนังสือแบบไม่ประกาศหน้าร้านมันจะหมดโปรโมชั่นตอนบ่ายนะ!” แฟร์ตบโต๊ะผุดลุกขึ้น รีบมองนาฬิกาข้อมือที่บอกว่าเขายังมีเวลาอีกนิดหน่อยถ้าวิ่งไปอาจจะทันได้ซื้อสักกล่อง แน่นอนว่าเขาวิ่งออกไปจากร้านในทันที ทิ้งให้ซีโร่นั่งขำอยู่กับลูเซียสที่แสยะยิ้มอย่างที่ไม่ค่อยจะทำนัก

 

หลังจากกลับมาที่ฐานทัพลูเซียสก็ตรงไปหาอาซาไรที่ห้องทำงานของเขาทันที สวนกับเจ้าหน้าที่สาวคนสวยผู้ออกมาจากห้องทำงานของอาซาไรพอดี

“คุณหนูลูเซียสนี่เอง อย่าเพิ่งเข้าไปดีกว่านะคะตอนนี้ท่านค่อนข้างจะ...อารมณ์ไม่ดีอยู่” เธอเอ่ยเตือนผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มเจื่อน

ลูเซียสเหลือบมองบัตรเจ้าหน้าที่ที่อกหญิงสาวเพื่อหาชื่อที่จะใช้เรียก “ขอบคุณ ค่ะ เจ้าหน้าที่แอนนา” ลูเซียสตอบกลับอีกฝ่ายและยืนรออยู่หน้าห้องของท่านทูตจนแอนนาเดินลับตาไปสองนาทีถึงเคาะประตูห้อง

“เข้าไปได้ไหม?”

“...ลูเซียสเหรอ? เข้ามาสิ” เสียงของอาซาไรอนุญาตให้เธอเข้าไปได้

ในห้องยังคงเต็มไปด้วยเอกสาร ส่วนท่านทูตก็สวมแว่นสี่เลนส์กำลังจัดการเอกสารกองซ้ายกองขวาบนโต๊ะของตน

“ขอโทษนะผมไม่ว่างจะตอบคำถามของคุณวันนี้ แต่ถ้าจะพักสายตาที่โซฟาละก็ตามสบายเลย” อาซาไรกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เขากำลังง่วงกับข้อมูลจำนวนมากของบัญชีที่มีตัวเลขคลาดเคลื่อนจากโปรแกรมที่คำนวณและชี้จุดผิดพลาดของรายการเบิกจ่ายโครงการต่าง ๆ จนต้องมานั่งย้อนผลโครงการต่าง ๆ รวมไปทั้งรายชื่อวัตถุดิบการก่อสร้างโครงการซึ่งงบเบิกมีปัญหาว่าอยู่ที่ไหน สร้างเมื่อไหร่บ้าง

“อื้ม ไม่เป็นไรแค่เอาผลไม้มาแบ่ง” ลูเซียสมองหาตู้เย็นขนาดเล็กในห้องทำงานของท่านทูต

“ใต้โต๊ะวางแจกันเปิดผ้าคลุมขึ้นมา” อาซาไรไม่ต้องมองก็รู้ว่าเธอกำลังหาตู้เย็นในห้องของเขา จากนั้นสมองเขาก็ประมวลผลว่าเพราะอะไรลูเซียสถึงเอาผลไม้มาแบ่งให้เขา เผ่าของเขามักจะกินพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ นาน ๆ ครั้งถึงจะเติมโปรตีนด้วยเนื้อปลาบ้าง ก็สะดุดไปว่าทั้งเขาและลูเซียสต่างก็ชอบพอกันและกัน สิ่งนี้น่าจะเป็นหนึ่งในอาการเกี้ยวพาราสี ด้วยการแบ่งปันอาหาร?

“ไม่สิ ผมอยากกินแล้วคุณเอามาไว้บนเลยก็ได้” อาซาไรเปลี่ยนใจและตื่นเต้นขึ้นมาว่าอีกฝ่ายจะนำอะไรมาแบ่งเขา

ลูเซียสก็หมุนตัวจากโต๊ะวางแจกันไปวางกล่องทัปเปอร์แวร์ไปวางบนโต๊ะท่านทูตด้านในเป็นองุ่นกับกีวี่ที่หั่นมาแล้ว

“ดูเหมือนวันนี้โชคจะเข้าข้างผมน่าดูเลยนะ องุ่นนี่เป็นของโปรดผมบนดาวโลกเลยล่ะ” สีหน้าของอาซาไรผ่อนคลายขึ้น

“นอกจากหนังสือกับอิตาเลี่ยนโซดาก็มีองุ่นที่ชอบเหมือนกันเป็นอย่างที่สามแล้ว” ลูเซียสยิ้มอย่างที่ไม่ค่อยจะทำนักต่อหน้าคนอื่น

“งั้นลูเซียสเองก็ชอบกีวี่ด้วยสินะ อืม แล้วผมจะจำเอาไว้” อาซาไรเดาว่ากล่องนี้เป็นผลไม้ที่เธอชอบก็เลยเอามาแบ่งให้เขา ว่ากันตามตรงแล้วท่าทีต่อคนที่ชอบของลูเซียสนั้นค่อนข้างเด็ก ตรงไปตรงมา ใสซื่อ เอาของที่ตนเองชอบมาแบ่งให้คนที่ชอบเรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเจอในคนที่โตแล้วกันเพราะการให้ของที่ฝ่ายตรงข้ามชอบมักจะสร้างความประทับใจได้มากกกว่า

“แต่ผมว่ายังทำงานอยู่เลย หรือคุณจะป้อมผม?” อาซาไรขยับหนวดที่ปลายคิ้วนึกสงสัยว่าเธอจะตกลงหรือปฏิเสธ

“มือคู่รองไม่ว่างเหรอ?” ลูเซียสก้มมองแขนคู่รองของเอเลี่ยนหนุ่ม เขายกพวกมันขึ้นมาพร้อมโชว์ปลอกนิ้วอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้ในการคีย์ข้อมูลจอทัชสกรีนสำหรับปลายรยางค์ของเขาที่สัมผัสแล้วเซนเซอร์หน้าจอไม่สามารถจับได้

“งั้นก็ได้” ลูเซียสไม่ได้คิดมากอะไรกับการป้อนผลไม้ระหว่างอาซาไรทำงาน เธอมองซ้ายมองขวาหาเก้าอี้ที่จะไปนั่งข้างเพื่อนบ้านห่างไกล

“นอกจากโซฟาก็ไม่มีเก้าอี้ตัวอื่นให้ใช้หรอกครับ” อาซาไรไม่คิดจะเอาเก้าอี้ตัวอื่นมาไว้ในห้องเพื่อไม่ให้มีใครมานั่งตรงข้ามเขาขณะทำงาน “นั่งตักผมก็ได้”

“แล้วจะเห็นแป้นพิมพ์เหรอ?” ลูเซียสเดินอ้อมโต๊ะไปพร้อมกับถาม ตากมุมมองของอาซาไรที่ใต้มีจอระบบสัมผัสที่เขากำลังใส่ข้อมูลของงบประมาณโรงการที่ผิดพลาดลงไปทั้งหมดพลางให้มันคำนวณว่ามีหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้างตามที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้เอง

“ผมเป็นพวกพิมพ์ได้โดยไม่ต้องมองน่ะเพราะงั้นไม่เป็นปัญหาหรอก” อาซาไรเอ่ยคลายความกังวลเพื่อให้ลูเซียสมั่นใจว่าเธอไม่ได้มาเกะกะการทำงานของเขา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา” ลูเซียสเดินเข้าไปนั่งบนตักอีกฝ่าย อาซาไรเผยมือออกเพื่อให้เธอเข้ามาได้ง่าย และหลังจากที่ขังเธอเอาไว้บนตักของเขาแล้วท่านทูตก็ทำงานต่อพลางอ้าปากรับผลไม้อุณหภูมิปกติที่ดูจะคลายความเย็นมาก่อนแล้ว เขาอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นเกินไปไม่ได้ แน่นอนว่าอาหารก็กินอย่างเย็นไม่ได้ ท่านทูตหัวใจพองโตขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตว่าอีกฝ่ายก็ดูจะเข้าใจกลไกร่างกายของเขาที่ไม่เหมือนมนุษย์เอาซะเลย

อาซาไรเหลือบมองลูเซียสที่หยุดมือไปและกวาดตามองข้อมูลบนจอซึ่งผ่านตาเขามาแล้วรอบหนึ่งจึงสรุปข้อความลงในฐานข้อมูล

“ลูเซียส...” เขาเรียกชื่ออีกฝ่าย เธอละสายตามาจากข้อมูลมากมายและส่งองุ่นให้เขาถึงปาก

“ขอกินกีวี่ได้ไหม?” เธอถามขึ้นทั้งที่เอาผลไม้กล่องนี้มาให้เขาเองแท้ ๆ

“แต่คุณเอามาให้ผมนะ?” อาซาไรหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี นึกชอบที่ถูกทำให้ประหลาดใจ

“ก็อาซาไรบอกว่าชอบองุ่นที่สุด มันหวานมากกว่าเปรี้ยวกีวี่ที่เปรี้ยวมากก็ไม่น่าชอบนี่? เพราะงั้นฉันก็จะกินได้” ลูเซียสตอบ

“มันก็ถูกว่าผมชอบรสหวานมากกว่า นั่นสินะงั้นเราก็มากินผลไม้ไปด้วยกันเถอะ” อาซาไรอนุญาตด้วยรอยยิ้ม เขาชอบรสหวานมากกว่าจริง ๆ ก่อนจะสงสัยว่าการที่ลูเซียสเลือกผลไม้ที่รสชาติต่างกันมากสองชนิดมาใส่กล่องเดียวกันจะเป็นเพราะเหตุผลที่เธอจะสามารถกินอย่างใดอย่างหนึ่งไปพร้อมกับเขาด้วยกันรึเปล่านะ? แต่เอาไว้เขาจะถามเธอทีหลัง

“อาซาไร ตรงนี้น่ะ พื้นที่จริงมันเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานนะ” ลูเซียสชี้ไปที่ที่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นโครงการอะไรสักอย่าง

“หืม? อย่างนั้นเหรอ?” อาซาไรม้วนปลายคิ้วเข้าหากันมือทั้งสี่ยังคงวุ่นกับเอกสารและการกรอกข้อมูล

“ตรงนั้นเป็นโกดังเก็บของแทนอาคารพาณิชย์ล่ะ”

“โฮ่... ลูเซียสนี่เป็นดาวนำโชคของผมเสียจริงเชียว ขอบคุณนะ” เอเลี่ยนหนุ่มคลี่ยิ้มที่ไม่ชวนให้รู้สึกดีตามไปด้วย แววตาของเขาดูเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทั้งที่รูม่านตาต่างจากมนุษย์ “ผมทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ~”

 

 

--------------------------

ช่วงทอร์ค

ชื่อบทครั้งนี้เสนอคำว่า Share what you like = แบ่งปันในสิ่งที่คุณ(คนแบ่ง)ชอบ

สิบวันมานี้วาดรูปทุกวันเลยค่ะ ท้าตายมากราวกับขายวิญญาณ แต่ก็แต่งนิยายไปด้วย ขายวิญญาณสองเท่าไปเลย55555555555555555555555 ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพของวันนี้จะเสร็จไหมแต่นิยายตอน16ต้องได้ลง! < หัวข้อรังของวันนี้ก็เลยยังไม่วาดเลย 555555555555555 บ้าน่ามันต้องมีวิธีทำให้ทัน! 55555555555

ติดตามผลงานวาดได้ทางแท็ก #DSpromptober2020 ทั้งทางเฟส ทวิตและไอจีค่ะ ไปแยกร่างเอาไว้สามที่เลย55555555555 ส่วนลูเซียสกันท่านทูตยังไม่แน่ใจว่าจะวาดหัวข้อของวันไหนดีเพราะของวันนี้ไม่น่าจะทัน แง๊

^ ถ้าอยากเอาลิสหัวข้อวาดไปเล่นก็ตามสบายเลยค่ะ จะงานวาดงานเขียนหรืออื่นๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #40 zutto (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 19:10
    ล่อลวงน้องงงง ยัยยยอาซาาาาา
    #40
    0
  2. #25 faza205317 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 07:47
    เป็นการจีบกันได้น่ารักแท้ ฮือออออ ลูอย่าแกงพี่เลี้ยงง
    #25
    1
    • #25-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 17)
      14 ตุลาคม 2563 / 16:23
      ลูเซียส : นี่เป็นการแกง...ด้วยความรักยังไงล่ะ/พูดเองไม่มั่นใจเอง
      #25-1
  3. #24 light-wind (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 17:57
    เค้าหวานกันแล้วน่าร๊ากกก ลูเซียสแสดงออกตรงไปตรงมาจริงๆ น่ารักจังงง
    #24
    1
    • #24-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 17)
      14 ตุลาคม 2563 / 16:22
      แววจะโดนหลอกเอาได้ง่ายๆเลยค่ะ5555
      #24-1