ทาสรักซาตานร้าย [RW Version]

ตอนที่ 9 : ฉันไม่ใช่นักโทษนะ! 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 926
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 มี.ค. 60





หลังจากพาศวิตาไปส่งที่เรือนใหญ่ เอื้องก็แยกกับอีกฝ่ายแล้วเดินตรงดิ่งไปยังห้องครัวที่อยู่ทางด้านหลัง ซึ่งถือเป็นอาณาเขตที่เจ้านายของบ้านจะเข้ามายุ่มย่ามน้อยครั้งนัก      เด็กสาวก้าวตรงเข้าไปในอาณาจักรของผู้เป็นป้าก็พลันสะดุ้งโหยง เมื่ออีกฝ่ายร้องเรียกเธอเสียงดังลั่น

“นังเอื้อง !”

“ว่าไงจ๊ะป้า” เธอหันไปทางนางเอี่ยมผู้เป็นป้าแท้ๆ     ของตน และยังเป็นหัวหน้าแม่ครัวพ่วงด้วยคนดูแลเรือนใหญ่ของไร่ภคนันท์

ตอนนี้นางเอี่ยมหันมามองเธอด้วยสายตาสงสัย และคงจะสงสัยอย่างหนักเพราะอีกฝ่ายถึงขั้นละสายตาจากหม้อบนเตาแล้วหันมาจ้องมองเธอเขม็ง ในมือข้างขวายังถือทัพพีแน่น พลางร้องถามเธอด้วยน้ำเสียงที่ลดให้เบาลงว่า

“คุณคนนั้นน่ะ เป็นยังไง”

ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็รู้ว่า 'คุณคนนั้น' ของป้าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแขกสาวคนเมื่อวาน...คุณป่าน

“คุณป่านน่ะเหรอ” แต่ถึงอย่างนั้นเอื้องก็ยังย้อนถามเพื่อความแน่ใจ 

“ชื่อป่านเหรอ” ป้าเอี่ยมถามกลับด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นที่พยายามเก็บแต่ก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของเอื้อง “สวยกว่าคุณปออีกนะนั่น” ป้าของเธอรำพันเสียงเบา 

เอื้องพยักหน้ารับแรง “ใช่แล้วป้า แล้วก็นิสัยดีกว่าด้วย”

เธอเองแม้จะเพิ่งได้คุยกับคุณป่านแค่ชั่วโมงกว่าๆ แต่ก็รู้สึกชอบอีกฝ่ายมากกว่าพี่สาวที่อยู่บ้านหลังนี้มาเกือบสองปี   ศิรดาใช่จะนิสัยเสียขนาดหนัก แต่เมื่อบวกกับเรื่อง 'ฉาวโฉ่' ที่ อีกฝ่ายก่อขึ้น แน่นอนว่าให้อย่างไรเอื้องก็ทำใจชอบศิรดาไม่ลงอยู่ดี

คิดได้อย่างนั้นเอื้องก็อดที่จะรำพึงออกมาไม่ได้ “แต่ว่า...น่าสงสารเนอะ ที่ต้องมา...”

“นังเอื้อง!” ผู้เป็นป้าที่ได้ยินหลานสาวตัวเองพูดอย่างนั้นก็รีบร้องเรียกอีกฝ่ายเสียงดังลั่นเสียจนเอื้องสะดุ้งโหยง รีบยกมือขึ้นปิดปากทันควัน เมื่อรู้ตัวว่าตนเกือบพูดเรื่องต้องห้ามออกมาเสียแล้ว

เอื้องถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะที่นางเอี่ยมเหลียวซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยถามกึ่งตำหนิหลานสาวของตนเอง “แล้วแกได้หลุดปากอะไรออกไปไหม คุณเขาสงสัยอะไรหรือเปล่า”

“ไม่เลยจ้ะป้า” เอื้องส่ายหน้าพลางตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ฉันจะหลุดปากออกไปได้ยังไงว่าพี่สาวเธอไม่มีวันกลับมา” ตอนท้ายน้ำเสียงของเอื้องเบาลงไปอีก

นี่เป็นเรื่องที่น้อยคนจะรู้ เกรงว่าถ้าวันนั้นเธอและป้าไม่บังเอิญไปได้ยินเข้า เอื้องเองก็คงไม่เอะใจอะไร เพราะจนถึง   ทุกวันนี้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของเรื่องเหล่านั้นยังคงทำท่าเฉยชาคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โดยเฉพาะพ่อเลี้ยงพีรวัสผู้เป็นเจ้านาย

“ข้าล่ะสงสารพ่อเลี้ยงจริงๆ สงสารคุณคนนั้นด้วย”     นางเอี่ยมอดพูดไม่ได้ พลางหันกลับไปสนใจหม้อแกงของนางต่อ

เอื้องเองก็ถอนหายใจยาว แล้วตอบผู้เป็นป้าไปว่า “ฉันก็หวังว่าพ่อเลี้ยงจะไม่ใจร้ายกับคุณป่านเกินไปนะป้า บางทีเขาอาจจะตกลงกันได้”

“เออ ก็หวังว่ามันจะไม่เป็นเหมือนที่ข้าแอบได้ยินมา    ล่ะวะ”

“หนูว่า...” เอื้องทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพูดออกมา “เราก็คงได้แต่แอบช่วยดูๆ อย่างนี้แหละป้า แต่ถ้าให้เลือก ยังไงหนูต้องเลือกช่วยพ่อเลี้ยง เพราะพ่อเลี้ยงท่านมีบุญคุณกับหนูนี่นา”

“เออ ข้าเองก็ไม่คิดจะเอาใจออกห่างเจ้านายเหมือนกันนั่นแหละ” นางเอี่ยมตอบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด “แล้วนี่คุณๆ อยู่ไหนกันล่ะ” 

“ฉันไปส่งคุณป่านที่ห้องอาหารแล้วป้า ถึงได้รีบเผ่นเข้าครัวมานี่แหละ เห็นหน้าพ่อเลี้ยงแล้วฉันอดสยองไม่ได้ ช่วงนี้หน้างี้เรียบกริบ แถมดุเหมือนเสืออีกต่างหาก” เอื้องอดพูดถึงเจ้านายของตนเองไม่ได้

ก่อนหน้านี้พ่อเลี้ยงก็ดูดุๆ โหดๆ แต่ยังพอยิ้มแย้มออกมาบ้าง ไม่ได้ดูโหดเหมือนอย่างตอนนี้ ทุกวันนี้พ่อเลี้ยงทำหน้าดุตลอดเวลายังกับเสือ ถึงจะไม่โดนดุด่าอะไรแต่แค่ได้เห็นหน้าพ่อเลี้ยงเอื้องก็สยองแล้ว ช่วงนี้หลบได้เป็นหลบ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ยิ่งตอนพ่อเลี้ยงอยู่กับคุณป่าน หูย...ท่าทางยิ่งดูน่ากลัวขึ้นเป็นสองสามเท่า จนเอื้องอดกลัวไม่ได้ว่าถ้าคุณป่านทำให้พ่อเลี้ยงโมโห พ่อเลี้ยงคงจะลุกขึ้นมาฉีกเนื้อคุณป่านกินเป็นแน่

“เลิกนินทาเจ้านายแล้วขึ้นเรือนไปดูแลคุณๆ ได้แล้วไป นังเอื้อง”

ผู้เป็นป้ากวัดแกว่งทัพพีในมือโบกไล่หลานสาวปากมาก ขณะที่เอื้องได้แต่ยิ้มขัน ก็คนเมื่อกี้ที่ยืนนินทาเจ้านายกับเธอไม่ใช่ป้าหรอกหรือ แต่ก็ขี้เกียจหาเหาใส่หัวให้ป้าร้องด่าแต่เช้า จึงได้แต่รับคำแล้วเผ่นแผล็วไปดูแลคุณๆ ที่ตอนนี้คงจะอยู่ในห้องอาหารบนเรือนใหญ่



ในขณะเดียวกันเมื่อคล้อยหลังเอื้อง ศวิตาก็หมุนกายเดินตรงไปยังห้องอาหารที่เธอเคยมานั่งรับประทานอาหารเย็นเมื่อวานนี้ หญิงสาวเหลือบตามองคนที่นั่งตำแหน่งหัวโต๊ะแสดงความเป็นเจ้าบ้าน เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับสีหน้าไม่พอใจเพราะยังเห็นแก่มารยาทเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็รู้ตัวเองดีว่าอย่างไรเสียเธอก็คงปกปิดมันได้ไม่ดีเท่าไหร่

ใครใช้ให้เขาทำอะไรก็ขัดหูขัดตาเธอไปหมดอย่างนี้เล่า

“พี่สาวของฉันจะมาถึงตอนไหน”

หญิงสาวเอ่ยถามหลังจากนั่งละเลียดทานอาหารเช้าไปได้ราวสิบนาที ผู้ชายตรงหน้าแม้จะทานเสร็จแต่ก็ยังไม่ได้ลุกไปไหน เขายังคงนั่งจิบกาแฟยามเช้าและทอดสายตามองหนังสือพิมพ์ในมือราวกับมันน่าสนใจนักหนา

“นี่คุณพีรวัส ฉันถามคุณอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง” หญิงสาวจี้ถามเมื่ออีกฝ่ายปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อหน้าตาเฉย

เขากำลังยั่วโมโหเธอ ทั้งที่ได้ยินคำถาม

อีตาบ้านี่! 

“ได้ยิน” พีรวัสเอ่ยสั้นๆ ขึ้นมา

ศวิตาขมวดคิ้วมุ่น ยุติการทานอาหารแต่เพียงเท่านี้   แล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง

“ได้ยินแล้วทำไมไม่ตอบ”

“ไม่อยากตอบ” 

“นี่!” หญิงสาวถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโห

คราวนี้พีรวัสวางหนังสือพิมพ์ในมือลงและมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนตอบเธอด้วยน้ำเสียง    เฉื่อยชา

“รอตอนเย็นๆ มั้ง เขาอาจจะกลับมา พี่สาวเธอนี่ ติดต่อกันเองไม่ได้หรือไง” 

ตอนท้ายเขาย้อนถามกลับ ทำให้เธอถึงกับสะอึกอึ้งพูดไม่ออก 

ศวิตากัดริมฝีปากแน่น อีกครั้งที่ต้องถลึงตาดุใส่เขา   แล้วเอ่ยย้อนถามอีกฝ่ายกลับบ้างด้วยน้ำเสียงห้วนจัด

“แล้วคุณไม่ใช่ว่าที่เจ้าบ่าวพี่สาวฉันหรือยังไง ทำไมถามอะไรก็ไม่รู้ แล้วถ้าฉันติดต่อพี่ปอด้ ฉันจะถามคุณไปเพื่ออะไร”

พีรวัสได้แต่พยักหน้า แล้วตอบรับในลำคอสั้นๆ เพียงคำเดียว “อืม...”

ท่าทีกวนโมโหแต่เช้าของเขาทำให้ศวิตาถึงกับสติแตก  “อืมอย่างนั้นเหรอ จะพูดแค่นี้อย่างนั้นเหรอ! นี่คุณจะแกล้งฉันไปถึงไหน!” เธอร้องใส่เขาเสียงดังจนแทบจะเป็นแผดเสียงลั่น ไม่สนใจมารยาทหรือเก็บอาการใดๆ อีกต่อไป

ผู้ชายตรงหน้าเธอมันน่ากระทืบให้ตาย คนบ้าอะไรกวนโมโหได้เป็นที่หนึ่ง เธอไม่ได้ทำอะไรเขาก่อนเลยสักครั้ง ทำไมเขาถึงได้เอาแต่แกล้งเธออยู่อย่างนี้อยู่ได้!

“ใครแกล้งเธอ เธอโวยวายไปเองทั้งนั้น” พีรวัสไม่สนใจท่าทางโมโหจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงของหญิงสาว และตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ

ศวิตาจ้องมองเขาด้วยความโกรธและไม่พอใจ หญิงสาวกัดฟันแน่นขณะที่พูดใส่หน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ “ถ้าไม่เห็นว่าพี่ปอรักคุณ ฉันจะยุให้เขาทิ้งคุณไปจริงๆ ด้วย!”

ทว่าดูเหมือนคำพูดของเธอจะสะกิดต่อมโมโหของอีกฝ่าย เพราะคนที่ทำหน้าเฉยชายั่วโมโหเธอกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นโกรธเคืองทันควัน ดวงตาสีอำพันของเขาดูเจิดจ้าด้วยความไฟโทสะที่พุ่งขึ้นสูงเพียงชั่ววินาที ชายหนุ่มเอื้อมมือปัดแก้วน้ำที่ตั้งวางอยู่บนโต๊ะเต็มแรงจนมันตกลงกับพื้นแตกกระจายเสียงดัง พร้อมกับตวาดใส่เธอเสียงดังลั่น

“หุบปาก!”

ศวิตาตกใจจนเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าเธอเสียขนาดนี้ ทว่ายังไม่ทันที่จะพูดตอบโต้อะไร อีกฝ่ายก็ตะโกนเรียกคนที่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะวนเวียนอยู่แถวนี้เพราะหน้าที่

“เอื้อง!”

“ค่า...พ่อเลี้ยง” เอื้องรีบโผล่เข้ามาภายในห้องอาหารอย่างรวดเร็ว

พีรวัสหันไปทางสาวใช้ในบ้านของตนเองแล้วเอ่ยสั่งเสียงเข้มจัด “ดูแลคุณศวิตาให้ดีๆ อย่าให้หนีไปไหน ถ้าเขาหนีได้   ฉันจะลงโทษเธอ”

ศวิตาได้ยินคำสั่งนั้นก็โมโห ดวงตาของเธอวาววับด้วยความโกรธเคือง

“นี่คุณ!” หญิงสาวเรียกเขาด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว    “ฉันไม่ใช่นักโทษนะ จะมาสั่งขังฉันได้ยังไง”

ทว่าพีรวัสไม่สนใจเธอ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำ ขณะที่สั่งเอื้องเสียงเข้มบ่งบอกว่าเขาเอาจริงทุกคำ   และเอื้องไม่ควรบิดพลิ้วกับคำสั่งของเขาเป็นอันขาด ไม่ว่าจะกรณีใดๆ 

“เข้าใจนะเอื้อง”

เอื้องพยักหน้ารับถี่ๆ ไม่โต้แย้งอะไรสักคำ แล้วเขาก็เดินออกไปจากห้องอาหารด้วยท่าทีโกรธเคืองที่ยังไม่คลาย ขณะที่เอื้องได้แต่ก้มหน้ารับคำ ไม่กล้าขัดคำสั่งของพ่อเลี้ยงพีรวัสแม้แต่น้อย

“ค่ะ พ่อเลี้ยง”





-----------


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

115 ความคิดเห็น

  1. #112 Pilin Pinit (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มีนาคม 2560 / 10:58
    ทำไมไม่อธิบายให้ป่านเข้าใจล่ะค่พคุณพ่อเลี้ยง
    #112
    0
  2. #111 Catdevil77 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 06:50
    แร๊งส์!!!!! 😂😂😂
    #111
    0
  3. #110 maew6244 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 21:27
    เห็นโหดๆอย่างนี้แต่สุดท้ายกลายเป็นหมาหง๋อยกลัวเมียทุกราย
    #110
    0