[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 8 : [SF] Dust Til Dawn I (Minhyun x Daehwi)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    29 พ.ค. 61

[sf] Dust Til Dawn

I

Minhyun x Daehwi













#Shelterain101

10,026words

BG Music: Stella Jang – You as you are





































Fate doomed us as a playwright,

Rain falls into dust,

Until you walk into the play,

Rain stops, and I fall –

into you.












*















          ลมหนาวที่พัดกลิ่นเค็มของทะเลใต้เข้ามาสู่ห้วงลมหายใจ ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการสูบบุหรี่มวนที่สามของฮวังมินฮยอนเลยซักนิด ใบหน้าหล่อเหลาที่พบได้ทั่วไปตามโทรทัศน์ นิตยสาร ป้ายบิลด์บอร์ด ร่างสูงโปร่ง ลำตัวหนาและไหล่ที่กว้างสมชายชาตรีเป็นที่ดึงดูดสายตาให้ใครหลายคน



          แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ต้องการได้รับสายตาพวกนั้นซักเท่าไหร่ ถึงแบบนั้นเขาก็ส่งยิ้มกลับไป 

          กลับไปใส่หน้ากากในสถานที่ที่เขาควรจะได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด




          เม้มริมฝีปากสีชมพูสวยที่ไม่น่าจะผ่านบุหรี่ร้อยกว่าซองมาได้ สายตากวาดไปรอบชายหาดอย่างใช้ความคิด ไฟที่กำลังจะมอดและดับลงทำให้คนขี้รำคาญเริ่มหงุดหงิดอีกครั้ง



          ทำไมอะไรอะไรถึงไม่เป็นไปตามที่เขาคิดบ้างนะ?





          หลับตาลงเพื่อสูดกลิ่นทะเล – ธรรมชาติอย่างเดียวที่มินฮยอนชอบเป็นครั้งสุดท้าย สงสัยคงต้องตัดใจกับความคิดที่จะยืนมองทะเลนานๆ แล้วไปซื้อไฟแช็คที่มินิมาร์ทข้างโรงแรมแทนล่ะมั้ง






          “อ่ะ"




          เสียงหวานๆที่ดังมาพร้อมกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งครั้งที่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ด ภาพของพระอาทิตย์ที่กำลังไต่ระดับลงไปพบกับเส้นขอบฟ้า – น้ำทะเลที่เย็นเฉียบไม่ใช่จุดโฟกัสของมินฮยอนอีกต่อไป



          กลับเป็นเด็กผู้ชายร่างบาง ใบหน้าเล็กๆที่ประกอบด้วยนัยน์ตาชั้นเดียวข้างนึงและนัยน์ตาสองชั้นอีกข้าง นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่สะกดใจผู้คนได้เท่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่สะท้อนความเจ็บปวดและความสุขในการใช้ชีวิตไปพร้อมๆกัน ดวงตาทั้งคู่ทอประกายอย่างสวยงาม ราวกับดวงตาคู่นั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยน้ำตาแห่งความเศร้ามอง มันสะท้อนกับเงาของแสงสุดท้ายประจำวันได้อย่างสวยงาม – 

          แตกสลายได้อย่างสวยงามที่สุด? 


       นั่นคงเป็นนิยามที่ดีที่สุดเท่าที่มินฮยอนพอจะนึกออก ผมสีดำสนิทตัดกับเสื้อคอเต่าสีขาวทับด้วยแจ็กเก็ตแฟชั่นจ๋าสีดำ กางเกงสีขาวสะอาดกับรองเท้าหนังสีเดียวกับแจ็กเก็ต




          อื้อ

          รองเท้าหนังกับผืนทรายนับล้านเม็ด






          “ไม่สูบแล้วหรอ?”




          คนตัวเล็กถามย้ำอีกครั้งเมื่อพบว่าผู้ชายที่เหมือนจะมองหาไฟแช็กตรงหน้า ไม่ยอมรับบุหรี่ที่เขาจุดไฟให้พร้อมแล้ว เอียงคอเล็กน้อยด้วยความงุนงง ก่อนจะตัดสินใจเดินหันหลังให้เมื่อความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่เขาได้รับกลับมา



          เดินทอดน่องอย่างที่ชอบทำเสมอมา มือเรียวคีบมวนบุหรี่กลิ่นโปรดขึ้นมาใส่ริมฝีปากบาง พ่นกลุ่มควันให้ลอยละล่องไปกับกลิ่นลมเค็มๆและเดินทางออกไปพร้อมกับลมทะเล


          จนกระทั่ง –






          “อ๊ะ"





          นัยน์ตาที่ถูกเติมเต็มด้วยหยาดน้ำตาจากท้องฟ้า ไม่ได้เบิกขึ้นเพราะตกใจสัมผัสตรงข้อมือ คนตัวเล็กทำเพียงแค่หันกลับมามองคนที่ตัวโตกว่า


          คนที่มีนัยน์ตาชั้นเดียว แต่มีดวงตาที่ดำขลับและโตกว่าทุกๆคนที่เคยเห็นมา หางตาเฉี่ยวๆกับสันจมูกที่โด่งนั่น เข้ากันได้ดีจนแดฮวีอดชมอีกฝ่ายในใจไม่ได้



          มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกที่เขาจะชมหรือรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งต่างๆรอบตัว

          เพราะอีแดฮวีเป็นศิลปิน



          และศิลปินก็มักจะเพลิดเพลินไปกับการชมความงามในทุกรูปแบบ


          ใช่

          และคนตรงหน้าคือศิลปะ





          คนๆนั้นจ้องเข้ามาข้างในดวงตาของแดฮวีราวกับจะสำรวจความคิดอะไรบางอย่าง อีกฝ่ายคงค้นพบสิ่งที่ต้องการหาแล้วล่ะ คนตัวเล็กรู้เมื่อมือคู่ใหญ่คู่นั้นยื่นมือเข้ามาแย่งมวนบุหรี่ที่เขาสูบไปแล้ว



          สูบบุหรี่ต่อจากบุหรี่ที่คนแปลกหน้าสูบไปแล้ว?



        แปลก


          แต่ก็ไม่ได้น่ากลัว




          พวกเขาหันกลับไปมองการดับลงของพระอาทิตย์ในเย็นวันอังคารด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง แต่ก็ซึมซับระดับความเหงาและว่างเปล่าในปริมาณที่เท่าๆกัน – เท่าปริมาณหยาดน้ำของท้องทะเลตรงหน้า


          พวกเขามองวิวทิวทัศน์จากมุมเดียวกัน องศาที่เทียบเคียงกันได้

          แต่ฮวังมินฮยอนกับอีแดฮวีมีเพลงที่เล่นในหัวต่างกัน




          “นี่"



          แดฮวียักไหล่ พร้อมกับแบมือเล็กๆออกมา และมันก็เป็นคนตัวเล็กข้างๆที่มินฮยอนเลือกที่จะให้ความสนใจท่ามกลางผู้คนมากมาย



          “อื้อ?”



          เสียงของเด็กน้อยที่วิ่งเล่นบริเวณโขดหิน

          เสียงของรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาด้วยความเร็วที่น่าจะพอมองภาพของทะเลได้สวยพอสมควร



          “ผมขอลองบุหรี่ของคุณหน่อยได้ไหมครับ?”



          เงยหน้ามองด้วยสายตาที่ไม่ได้บ่งบอกว่าขอร้อง เป็นเหมือนประโยคบอกเล่าที่รองรับได้ทั้งคำตอบรับและปฏิเสธ ไม่ใช่ประโยคคำถามหรือประโยคคำสั่ง




          คนตัวสูงไม่ได้ตอบอะไร แค่ปล่อยมวนบุหรี่ที่สูบจนเกือบหมดแล้วลงชายหาด ใช้รองเท้าผ้าใบราคาแพงขยี้มันอย่างไม่ใส่ใจนัก ใช้มือข้างเดียวกันนั้นหยิบมวนบุหรี่ในกางเกงยีนส์ตัวโปรดออกมา



          ขยับเข้าไปใกล้ใครอีกคนอีกนิด

          ยื่นบุหรี่มวนนั้นออกไป

          และใครคนนั้นก็หยิบไฟแช็คออกมาโดยไม่ต้องสื่อสารกันผ่านคำพูด



          มันถูกจุดขึ้นในวินาทีต่อมา

          และในอีกสามวินาทีถัดมา

          บุหรี่มวนนั้นก็ถูกวางลงไปในริมฝีปากคู่สวย

          

          ของมินฮยอน







          ปล่อยมือลงข้างลำตัว

          เดินเข้าไปใกล้เจ้าของกลิ่นเชียบัทเทอร์โดยไม่ได้ใช้มือสัมผัส

          ก้มหน้าลงไปให้ได้ยินเสียงลมหายใจของคนแปลกหน้าที่โดดเด่นกว่าใครทั้งหมด



          ประทับริมฝีปากลงไปก่อนจะพ่นควันบุหรี่ให้อีกฝ่ายได้ลิ้มลอง


          ก่อนจะถอนตัวออกมา

          เพื่อพบว่านัยน์ตาที่เด็ดเดี่ยวคู่นั้นไม่ได้ลู่ลงหรือหลับตาพริ้ม



          อีกฝ่ายก็แค่จ้องกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า

          ปล่อยควันที่ได้รับออกมาอย่างไม่ได้แยแสนัก




          ฮวังมินฮยอนยิ้มออกมาบางๆ

          เมื่อพบว่าคนแปลกหน้าข้างๆน่ะไม่ได้ชอบกลิ่นบุหรี่ของเขาซักเท่าไหร่




          เพราะในมือคู่สวยนั้นกำลังคีบบุหรี่อันใหม่อยู่





          ฮวังมินฮยอนหัวเราะออกมา เมื่อพบว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าตาประหลาด มันน่าแปลกที่คนตัวเล็กคนนั้นไม่ได้โวยวายออกมา ทั้งๆที่พึ่งโดนจู่โจมจากคนแปลกหน้า


          ไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบตัวมากนัก




          เพราะอีกฝ่ายกำลังจมลงไปในโลกของเสียงดนตรี

          นั่งลงบนผืนทรายทั้งๆที่ใส่กางเกงสีขาว


          เอียร์พอด มือถือเครื่องใหญ่ บุหรี่และทะเล

          เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายยินดีแลกมันกับความเปรอะเปื้อนของกางเกงราคาแพง




          ราวกับทุกองค์ประกอบที่นักวาดต้องการมารวมกันอยู่ในเฟรมเดียว มือข้างซ้ายคีบบุหรี่เอาไว้ ในขณะที่มือขวากำลังก้มลงพิมพ์อะไรบางอย่างอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเล่นคอร์ดเปียโนที่มีอยู่ในนั้น แสงของพระอาทิตย์ค่อยๆขยับหนีคนตรงหน้าไปยังท้องทะเลที่ลึกลับและน่าพิศวง



          ใบหน้าด้านข้างที่สวยงาม

          ทุกๆอย่างมันน่าเหลือเชื่อมากพอ


          ที่จะหยุดให้ฮวังมินฮยอนนั่งลง

          นั่งลงทั้งๆที่เขาเกลียดการทำให้เสื้อผ้าของตัวเองสกปรก



          นั่งลงทั้งๆที่เขาชอบการยืนเสพอะไรบางอย่าง

          มากกว่าจะนั่งลง ไม่พร้อมที่จะหลบหนีหรือตั้งตัวกับอะไรก็ตาม



          นั่งลงเพื่อเสพศิลปะตรงหน้า

          แทนการเสพสารเสพติดที่คอยบรรเทาความเครียดของเขาเสมอ





          “นี่"



          คนตัวเล็กคงไม่คิดจะถามชื่อของเขาแล้วล่ะมั้ง อีกฝ่ายไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองหน้ามินฮยอน นัยน์ตาที่คู่นั้นยังคงให้ความสำคัญกับการบันทึกไอเดียลงไปในเทคโนเลยีเครื่องนั้น



          “อื้อ?”


          “มันอาจจะแปลกๆ"


          “อ่าหะ"



          มินฮยอนเหยียดขาออกไปข้างหน้า ใช้มือขวาท้าวไปกับเม็ดทรายที่ไม่ได้ทำให้รู้สักดีมากนัก เอียงคอมองศิลปินตัวเล็กตรงหน้าที่กำลังรังสรรค์ศิลปะออกมาด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่



          “ขอคีย์เวิร์ดหน่อยสิ"



          พูดออกมาสั้นๆ ไม่มีการอธิบายที่มาที่ไปใดๆทั้งนั้น ราวกับอีกฝ่ายมั่นใจนักหนาว่าคนแปลกหน้าที่พึ่งนั่งคุยกันได้ไม่ถึงสิบประโยค ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะเข้าใจสิ่งที่ตนอยากจะสื่อ



          แต่อีกฝ่ายก็คิดถูกจริงๆนั่นแหละ




          “ฝุ่น พระอาทิตย์ตก แล้วก็ฝน"




          คนที่กำลังถูกแพสชั่นในการทำงานเข้าควบคุมพยักหน้าหงึกหงักอย่างแข็งขัน แม้ว่าคำทั้งสามคำที่มินฮยอนพูดไปมันแทบจะไม่มีอะไรเข้ากันได้เลย




          “คิดอะไรออกก็ร้องออกมาเลยก็ได้ ไม่ต้องพึมพำ พี่ไม่ได้หยิบหูฟังมา"



          เงยหน้ามาสบตากับคนที่แสดงความจริงจังออกมาทางสายตาอย่างงุนงง ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักให้อีกฝ่าย



          ศิลปินตัวเล็กร้องเพลงออกมา คำศัพท์ที่สลับกันไปมาวิ่งหาที่ของมันเอง

          หาที่ยืนที่จะทำให้ตัวเองออกมาสวยและจดจำได้ง่ายที่สุด


          น้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และจดจำได้ชัดกว่าความทรงจำที่มีให้รักแรก

          แตกหัก แต่สวยงามเหมือนกับครั้งแรกที่เราพยายามลืมใครซักคน




          ภาพพระอาทิตย์ที่กำลังจมน้ำทะเลไม่ใช่สิ่งที่มินฮยอนชอบมองอีกต่อไป


          มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แปลกอะไร ในเมื่อฮวังมินฮยอนน่ะผ่านการร้องเพลงรักมากกว่าร้อยเพลง ทุกจังหวะการเขินอาย ทุกคำเปรียบเทียบแทนความรู้สึก การบอกรักที่มีคำว่ารักและการบอกรักที่มีคำบอกลาเจือปนอยู่




          ในวันนี้ ณ ขณะที่เขากำลังนั่งอยู่บนเม็ดทรายนับล้านเม็ด

          ในตอนที่มินฮยอนเลือกจะเดินกลับไปยังโลกที่เขาคอยวิ่งหนีมาตลอด



          ทั้งวิ่งหนี แต่ก็ยังโหยหาความสุขที่เจ็บปวดนั้น


          มันเป็นวินาทีนี้

          ที่ฮวังมินฮยอนเจอใครบางคน



          คนที่ทำให้เขาเริ่มอยากจะเข้าใจ

          สาเหตุ –


          สาเหตุและผลลัพธ์

          ของเนื้อเพลงกว่าร้อยเพลงนั้น





          “อีแดฮวี"




          เขาเลือกจะบอกชื่อของตัวเองในตอนที่ร่างเล็กเก็บอุปกรณ์ลงไปในกระเป๋าแจ็กเก็ตแล้ว ลุกขึ้นยืนโดยที่ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ได้ยื่นสิ่งที่ตัวเองใช้เวลากว่าชั่วโมงในการประกอบสร้างมันขึ้นมา




          “ฮวังมินฮยอน"




          เจ้าของชื่อลุกขึ้นยืนตามบ้าง ก้มลงมองเด็กผู้ชายที่เขาอาจจะมองผ่านหากเราเดินสวนกันบนทางแยกของถนนซักแห่ง


          แต่วันนี้ วันที่เขาได้ลองหยุด

          เลิกคิดถึงเรื่องราวที่คอยวิ่งเข้ามาในหัวเสมอ

          

          หยุดเพื่อลองมองอย่างอื่น

          หยุดเพื่อรับฟังเสียงร้องของใครบางคน


          เสียงที่เข้ามาแทนที่เพลงโปรดของมินฮยอน

          เพลงที่เขากดรีพีทมันไว้กว่าสี่ปี





          “ไปกินข้าวกัน คุณมินฮยอน"



          หันมาชวนด้วยใบหน้าที่ไม่ได้มีรอยยิ้มใดๆประดับอยู่ แต่มินฮยอนก็รับรู้ได้ถึงความเป็นมิตรที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายอย่างโลดแล่น – นั่นอาจเปนเพราะอีกฝ่ายสามารถแต่งเพลงจนจบก็ได้ล่ะมั้ง




          “อื้อนำไปสิ"



          ครั้งแรก –

          เป็นครั้งแรกที่มินฮยอนเห็นรอยยิ้มของอีแดฮวี









          พวกเราเดินลัดเลาะไปตามถนนที่ติดกับตัวหาด เวลานี้ไม่ค่อยมีรถแล่นมากนัก อาจเป็นเพราะมันเป็นวันธรรมดากลางสัปดาห์ด้วยล่ะมั้ง พวกเขาไม่ได้เดินข้างกัน ก็แค่เดินเป็นแถวเดียว


          ไม่ได้มีบทสนทนาที่ทำให้รู้จักกันและกันมากขึ้น




          แต่มินฮยอนก็รับรู้ว่าแดฮวีมักจะเดินช้าลงในก้าวที่เป็นเลขคู่ คนตัวเล็กมักจะเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่รอบข้าง มากกว่าจะมองไปข้างหน้าตรงๆ บางครั้งก็หยุดเดินเพราะเจอลูกแมวที่เดินสวนทางมา



          หยุดเพื่อมอง แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปสัมผัสหรือทำความรู้จัก




          เป็นเด็กที่กลัวการทำความรู้จักสิ่งที่ไม่คุ้นเคย

          แต่ก็กล้าพอที่จะหยุดและเฝ้าสังเกตุสิ่งที่ไม่คุ้นเคยนั้น


          มองตามจนแน่ใจว่ามันจะเดินไปยังทิศทางไหน ก่อนจะกลับไปมองทางเดินข้างหน้า ก้าวต่อไปยังถนนเส้นที่ตนเดินค้างไว้อยู่





          “พี่ไปเลือกที่นั่งเลย เดี๋ยวผมเดินกลับมาหา"



          หยุดเดินก่อนจะพูดประโยคแปลกๆใส่ แต่นัยน์ตาคู่นั้นก็แสดงความจริงจังจนมินฮยอนเลือกจะพยักหน้าให้แบบงงๆ



          “แล้ว – "


          “ครับ?”



          “จะหาพี่เจอหรอ?”




          ไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายจะกลับมาหาหรือเปล่า เพียงแต่มันประหลาดเกินไปหน่อยกับความมั่นใจของอีกฝ่าย ทั้งๆที่เราพึ่งเจอกันไม่ถึงสองชั่วโมง แต่อีกฝ่ายกลับแสดงความมั่นใจว่าจะหามินฮยอนเจอ — พบแหล่งที่ซ่อนของผม


          ความสามารถที่ควรจะได้มาหลังจากที่เราทำความรู้จักใครบางคนสักครึ่งชีวิต




          “ที่ๆไม่ได้อับแสงที่สุด – "



          ใบหน้าที่สะท้อนกับแสงไฟนีออนข้างถนน ค่อยๆยกยิ้มขึ้นราวกับเด็กที่กำลังนึกสนุกกับอะไรบางอย่าง



          “แต่อับสายตาผู้คนมากที่สุด:)”




          และวันนี้มินฮยอนก็ได้ค้นพบข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยประสบมาก่อน


          คนแปลกหน้าบางคนก็มีความสามารถพิเศษในการเข้าใจคนอื่นได้เป็นอย่างดี

          ดีเกินไป



          จนกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก

          กลายเป็นรอยยิ้มกว้างๆจนเขายังขนลุกตัวเอง











          กลิ่นของอาหารประจำห้องลอยเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอ่อนๆของเชียร์บัตเตอร์ เรียกรอยยิ้มจากคนที่นั่งเป็นพระเอกเอ็มวีอยู่ตรงหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต้นไม้ต้นใหญ่ แสงไฟอ่อนๆจากตัวบ้านที่อยู่ข้างหลังทำให้พอมองเห็น




          “รามยอน?”


          “อื้อ รามยอนทะเล ผมต้มเองเลยนะ"



          วางหม้อร้ามยอนลงอย่างภูมิใจ ข้อมือเล็กๆมีถุงผ้าห้อยอยู่ ข้อมือของแดฮวีมันเล็กจนมินฮยอนรู้สึกเจ็บทันทีที่คิดว่ามีถุงผ้าที่น่าจะมีน้ำหนักไม่น้อยห้อยอยู่ แต่อีกฝ่ายกลับทำเป็นไม่สนใจ หยิบขวดโซจูกว่าสี่ขวดออกมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับกิมจิและเครื่องเคียงอีกสามอย่างมาวางไว้อย่างรวดเร็ว



          “บ้านอยู่แถวนี้หรอ?”


          “เปล่าฮะ บ้านของคนรู้จักน่ะ"



          พูดพลางส่งตะเกียบกับถ้วยกระดาษมาให้เป็นเชิงบอกว่าเลิกถามแล้วลงมือกินได้แล้ว มินฮยอนยักไหล่ ก่อนจะลงมือกินรามยอนที่มีส่วนประกอบของปลาหมึกเยอะกว่าเส้นอีกล่ะมั้ง




          “ผมอยากฟังเพลง"



          เอ่ยออกมาแบบไม่มีเหตุและผลอีกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะมินฮยอนไม่ชอบให้ความสนใจกับอะไรบางอย่างที่มันมีแต่เหตุผลมากมาย


          เหตุผลที่สร้างขึ้นมานับร้อยเพื่อการร้องขออะไรบางอย่าง




          เสียงเพลงที่ถูกเล่นไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนตัวเล็กเลยซักนิด รวมทั้งการที่เพลงๆนั้นถูกกดปุ่มรีพีททิ้งไว้ด้วย


          ไม่สิ

          สำหรับอีแดฮวี มันคงไม่มีอะไรที่แปลกประหลาดเลยมั้ง อีกฝ่ายไม่คิดจะทักท้วงหรือทำให้ใครไคว่เขวในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำหรือชอบที่จะทำ



          เป็นเด็กที่คิดเยอะน่าดู





          “ไม่เบื่อหรอ?”


          “หืม ผมชอบเพลงนี้นะ ยังไม่เคยฟังเลย"


          “จะเปิดเพลงเองไหม?”



          เหมือนคุยกันคนละเรื่อง แต่มินฮยอนแค่รู้สึกแปลกๆที่ต้องนั่งฟังเพลงโปรดของตัวเอง กับใครอีกคนที่เขารักการฟังเสียงร้องเพลงของคนๆนั้นไปแล้ว



          “หืม?”



          ทำหน้างงนิดหน่อย แต่ก็วางตะเกียบลง ก่อนจะยื่นมือมาปิดเพลงที่ถูกเปิดทิ้งไว้ หรี่ตามองระดับขวดของโซจูให้พอดีกับขอบโต๊ะ ก่อนที่มือเล็กจะออกแรงตบฝาขวดจนมันกระเด็นออกมา



          “อ่ะ"



          ยื่นมาให้คนอายุมากกว่า ก่อนจะขยิบตาให้อย่างขี้เล่น การกระทำของอีกฝ่ายทำให้มินฮยอนพอจะเดาได้ว่าแดฮวีคงเป็นคนที่เข้าสังคมเก่งพอสมควร แต่คงไม่ได้พอใจกับการแสดงเหล่านั้นซักเท่าไหร่


          ไม่สิ

          มันไม่ใช่การแสดงหรอก



          เพียงแต่วงการมายามันทำให้ใครหลายคนต้องแสดงออกว่าตนเป็นคนที่นิสัยดีพอ ดีมากพอที่จะทำให้พวกเขาไม่ถูกโจมตีจากคอมเม้นที่มองไม่เห็น จากผู้พิพากษาที่ไม่คิดจะฟังคำอธิบายของโจทก์ พวกเขาแค่ต้องการคลิปเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อตัดสินทั้งชีวิตของคนๆนั้น






          “ร้องให้ผมฟังแทนซี่:)”




          เปิดแล้ว

          มันน่าแปลก


          แต่ฮวังมินฮยอนรู้สึกได้ว่าอีแดฮวีเปิดใจให้เขาแล้ว





         “อีแดฮวี"




          เรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ

          และมันก็ทำให้อีแดฮวีตกอยู่ในภวังค์



          ถ้าคิดไม่ผิดล่ะก็ การเรียกชื่อของเขาก่อนจะร้องเพลงน่ะ –

          ชื่อที่ถูกเรียกเพื่อเป็นการบอกว่าเพลงเพลงนั้นถูกแต่งหรือถูกขับร้องขึ้นเพื่อเจ้าของชื่อนั้น





          “The world you belong to

          Tired of you

          You are not you

          I’m forced to be a person.

          In your world”





          แต่ความคิดทั้งหมดก็หายวับไปทันทีที่แดฮวีได้ยินเสียงมินฮยอนเป็นครั้งแรก หัวใจเต้นเร็วขึ้นครึ่งจังหวะ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยได้ยินเสียงคนๆนี้



          เพียงแค่แดฮวีมักจะได้ยินเสียงของคนๆนี้ผ่านเครื่องเล่นเพลงมาตลอด

          ได้ยินบ่อยขึ้นในตอนที่เขาลงมือแต่งเพลง – ช่วงเวลามืดจรดเช้าของอีกวันหนึ่ง




          “The darkness of the world is thick.

          When you get lost

          I want to be a light

          You are

           just want you to stay.”





          เป็นเสียงที่ทำให้อีแดฮวีตกหลุมรัก เป็นแรงผลักดันตั้งแต่ที่เขาเริ่มก้าวเข้าวงการ

          เป็นแรงผลักดันให้เขาทำงานต่อไป

          เป็นเสียงที่ทำให้อีแดฮวีรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดียวบนโลกใบนี้ที่กำลังรู้สึกว่างเปล่า

          ว่าอีแดฮวีไม่ใช่คนๆเดียวบนโลกที่กำลังเผชิญกับความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งสาเหตุ เหตุผล ที่มา และปราศจากผลลัพธ์





          “In your world

          There are people in the country.

          You are so

          I smile at you.”





          ที่นี่ไม่ได้มีแสงสว่างนัก

          และมันก็ไม่รอยยิ้มที่กว้างจนเห็นฟัน





          แต่แดฮวี

          อีแดฮวีก็มองเห็น

          และรับรู้ว่าฮวังมินฮยอนส่งยิ้มมาให้






          “You are

          I just want you to stay.

          You are

          You are”





          เขาจึงส่งยิ้มกลับไปให้อีกฝ่าย

          คนที่เขาคอยฟังเสียงมาตลอด

         แต่ปฏิเสธที่จะรับรู้ตัวตนจริงๆของอีกฝ่าย



          ทั้งรูปถ่าย ภาพเคลื่อนไหวหรือแม้แต่ประวัติที่ได้รู้ผ่านตัวอักษร





          “The darkness of the world is thick.

          When you get lost

          I want to be a light

          You are

          I just want you to stay”





          เพราะแดฮวีรู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นมันใช่ตัวตนจริงๆของอีกฝ่ายทั้งหมด เขาจึงเลือกที่จะเรียนรู้ ทำความรู้จักนักร้องของตัวเองผ่านเสียงเพลง ผ่านเนื้อเสียงที่กรีดเข้าไปข้างในจิตใจ


          ไม่รับรู้สิ่งที่อาจจะทำให้เขาไคว่เขวต่อตัวตนในอนาคต



          และฮวังมินฮยอนในวันนี้ก็ทำให้อีแดฮวีมั่นใจ

          ว่าตัวตนของอีกฝ่ายที่เขารับรู้ผ่านเสียงเพลงมาตลอด


          มันคือเรื่องจริงทั้งหมด






          ยินดีที่ได้พบนะครับ คุณศิลปิน :)”





          ส่งมือออกไปให้คนที่เขาคอยแต่งเพลงให้มาตลอด

          และตัวนักร้องก็รู้ดี – รู้ดีตั้งแต่แรกแล้วว่าอีแดฮวีคือใคร



          เสียงร้องที่มักจะได้ยินผ่านเทปเดโม่เสมอ

          คนที่สอนให้มินฮยอนเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกที่แฝงอยู่ในเนื้อเพลง ผ่านเนื้อเสียงที่ทำให้มินฮยอนยังคงยืนอยู่บนสปอร์ตไลท์






          ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ คุณศิลปิน :)”





          ครั้งแรกที่พบกันผ่านโลกของเสียงเพลง

          ครั้งที่สอง ที่พบกันในโลกแห่งความจริง





          โลกที่พวกเขาทั้งสองคนต่างผลักดันให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จ

          ผ่านความรัก –


          ที่เรียกว่าดนตรี








TBC




Please comment or tag #Shelterain101



Talk:ไม่รู้ว่าจะชอบกันหรือเปล่า จริงๆเราแต่งทิ้งไว้นานแล้วแต่หาประโยคจบตอนไม่ได้.___.แฮ่ เป็นพล็อตที่เราอยากแต่งนานแล้วค่ะ และก็คิดว่าสองคนนี้เข้ากับคาแรคเตอร์ที่เราวางไว้มากๆเลยค่ะT___T



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #216 creamvipcream (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 21:07
    เเงง ดีมาก ชอบการที่เข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก
    #216
    0
  2. #122 Justread (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 18:53
    อ่านแล้วทำไมถึงรู้สึกเหงาแปลกๆ ขณะเดียวกันเหมือนกำลังถูกฮีลไปด้วย
    #122
    0
  3. #121 imyouryellow (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 01:53
    ฟิคแบบนี้เป็นฟิคที่เราเดาความคิดตัวละครไม่ออกเลยค่ะ แง อยากตีความได้เก่งๆ บ้างจัง; - ;
    แอบเขินตอนมินฮยอนให้ลองบุหรี่ของตัวเอง แต่ก็ใจแป้วตอนแดฮวีไม่ได้แสดงอาการอะไร
    ชอบการที่มินฮยอนเลือกที่จะนั่งลงข้างแดฮวีทั้งๆ ที่รู้ว่ากางเกงมันต้องเลอะแน่ๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ชอบแต่ก็ยังนั่ง
    ตอนจบเป็นตอนจบที่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้เลย ตกใจมากเลยค่ะ นึกว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
    ยิ่งมารู้ว่าทั้งคู่เป็นแรงผลักดันให้กันและกันยิ่งเขินเลย; - ;
    รอตอนต่อไปนะคะ~
    #121
    0