[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 31 : [os] One Step Closer (Bomin x Daehwi)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    16 ก.ย. 63

[os] One Step Closer

Choi Bomin x Lee Daehwi



9,600 Words

#Shelterain101


BG Music: NCT 127 — Touch

AB6IX — Friend Zone



Please kindly noted that this is a work of Fanfiction, names, characters, business, places, events, locales, and incidents are either the products of the author’s imagination or used in a fictitious manner. Any resemblances to actual persons, living or dead, or actual events are purely coincidental.









“It is the time you have wasted for your rose

that makes your rose so important.”

― Antoine de Saint-Exupéry



*



          โรงอาหารของคณะศิลปกรรมตอนพักเที่ยงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวจัดและเตะตากว่าคณะอื่น อีแดฮวีสวมเสื้อยืดลายกราฟิตี้ กางเกงยีนขาดเข่าที่มีแพทเทิร์นผ้าสีตัดกันประดับอยู่ เขาสวมเบลสเซอร์จากคอลเลคชั่นล่าสุดของแบรนด์ดัง การแต่งตัวจัดนั้นเข้ากันได้ดีกับใบหน้าหวานและผมสีม่วงอ่อนประกายเงิน ถ้าเดินสวนกันบนถนนล่ะก็ คนส่วนมากคงคิดว่าแดฮวีเป็นไอดอลมากกว่านักศึกษาเอกแฟชั่นดีไซน์ธรรมดาๆ 

          แดฮวีคุยกับเพื่อนในกลุ่มอย่างออกรส ในขณะที่หันไปคุยกับคนอื่นๆ ที่เข้ามาทักทายเป็นระยะๆ กล่าวได้ว่าคนตัวเล็กน่ะเป็นคนวงในสุดๆ ของคณะที่หลายๆ คนต้องรู้จัก และด้วยนิสัยที่เป็นกันเอง การใช้คำพูดคำจาที่น่าฟัง ท่าทางกระฉับกระเฉง การฉลาดใช้คำพูดและให้ความเห็น ไหนจะใบหน้าน่ารักนั่นอีก จึงไม่แปลกอะไรที่คนจะอยากเข้ามาทำความรู้จัก

          “แดฮวี”

          “ว่า?”

          “คุณชายมาหาอีกแล้วน่ะ”

          ฮวังฮยอนจิน เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมพยักพเยิดไปทางประตูแคนทีน แดฮวีจึงหันไปตามทิศทางนั้น ก่อนจะพบเพื่อนสนิทพ่วงด้วยสถานะรูมเมทเดินเข้ามาในแคนทีนด้วยใบหน้านิ่งๆ อีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าทับด้วยสเวตเตอร์สีครีม และกางเกงยีนสีขาว ดวงตากลมโตกวาดตามองรอบโรงอาหาร ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อหาเป้าหมายเจอแล้ว

          แต่รอยยิ้มเล็กๆ นั่นกลับทำให้คนที่แอบดูอยู่ใจเต้นไปตามๆ กัน ถึงเด็กศิลปกรรมหลายคนจะเห็นหน้าเพื่อนสนิทของแดฮวีบ่อยๆ แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังไม่ชินกับใบหน้าหล่อราวกับไอดอลระดับท็อปนั่นสักที?

          “นายลืมกระเป๋าอุปกรณ์ไว้ที่ห้องอ่ะ”

          “เอ้อ จริงด้วย แล้วทำไมไม่โทรมาอ่ะ? เราจะได้ไปหาที่คณะ โบมินจะได้ไม่ต้องเดินมา”

          “ให้แดฮวีเดินมาหาคงใช้เวลาหมดพักเที่ยงอ่ะ ได้ทักคนอื่นตลอดทางแน่ๆ”

          “ฮ่าๆ เก่งมากครับคุณชาย แล้วนี่กินอะไรยัง?”

          “ยังเลย แล้วทำไมแดฮวียังไม่กินข้าวอ่ะ? อดข้าวอีกแล้วเหรอ?”

          “เอ่อ ขอประทานโทษนะครับคุณชายโบมิน คุณไม่คิดจะทักทายเพื่อนสนิทอีกคนที่นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้เลยเหรอครับ?”

          โบมินหัวเราะออกมา ก่อนจะโค้งตัวให้เพื่อนสนิทอีกคนอย่างกวนอารมณ์ จนฮยอนจินสะบัดนิ้วตะเพิด เป็นเชิงบอกให้ไปให้พ้นหน้า

          “เนี่ย พอทักแล้วก็มาไล่กัน”

          “ดูความสองมาตรฐานของคุณก่อนเถอะ คุณชายชเว มาตรฐานแรกไว้ใช้กับอีแดฮวีคนเดียว มาตรฐานที่สองคือเอาไว้ใช้กับทุกคนที่เหลือ”

          “พูดเวอร์ไปเรื่อยอ่ะ”

          แดฮวีปฏิเสธข้อห้าแทนเพื่อนรัก ก่อนจะเขย่งเท้าแล้ววาดแขนโอบรอบไหล่กว้างของโบมินอย่างทำเท่ ในขณะที่โบมินต้องถ่างขาออกเพื่อให้แดฮวีโอบได้ง่ายๆ ท่าทางตลกนั่นทำเอาซูยอง แจมิน และนาอึนหัวเราะออกมา

          “หัวเราะอะไรกันเนี่ย”

          “ขำที่โบมินต้องย่อเข่าให้นายโอบเนี่ย” ปาร์คซูยองชี้ไปที่เข่าของโบมิน

          “อ๋อ ก็ว่า ทำไมเขย่งนิดเดียวก็โอบได้แล้ว”

          “เดี๋ยวเขย่งเยอะๆ แดฮวีก็ตะคิวกินเหมือนคราวที่แล้วอีก สุดท้ายเราก็ต้องอุ้มไปนั่งดีๆ”

          “ก็เราเห็นโบมินชอบออกกำลังกายเลยอยากช่วยไง”

          “ตัวเบาอย่างกับฮารุจะช่วยอะไรได้”

          “ย่า! ฮวังฮยอนจินนายเปรียบฉันกับหมาเลยเหรอ!”

          “จะบอกว่าหมาของโบมินไม่น่ารักเหรอ?”

          “เออ ก็น่ารัก”

          ฮยอนจินหยักไหล่ พร้อมกับแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ โดยมีแดฮวียืนกัดฟันแล้วชี้หน้าเพื่อนรักด้วยความหงุดหงิดที่แพ้ในศึกครั้งนี้ โบมินมองคนสองคนที่กัดฟันใส่กันเหมือนเด็ก เขาตัดสินใจจับข้อมือของแดฮวีไว้ แล้วออกแรงดึงให้คนขี้โวยวายเดินไปซื้อกับข้าวด้วยกัน ทิ้งให้เพื่อนในกลุ่มและเด็กในคณะมองตามทั้งสองคนไปราวกับถูกสะกดจิต ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่แค่มองสองคนนี้อยู่ด้วยกันก็รู้สึกเขินกว่านั่งดูละครวัยรุ่นเสียอีก

          “นี่ ฮยอนจิน” นาอึนเอ่ยเรียกเพื่อนในกลุ่มที่กำลังเริ่มกินข้าวเที่ยง

          “ว่า”

          “โบมินนี่สปอยล์แดฮวีแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ?”

          “อืม...” ฮยอนจินเอ่ยงึมงำในคอ แล้วยกตะเกียบขึ้นมาวาดบนอากาศ ขณะใช้ความคิด “อื้อ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนมัธยมแล้วนะ เห็นหน้านิ่งๆ แบบนั้นแต่โบมินน่ะกวนตีนใช้ได้เลย เป็นประเภทชอบแหย่คนอื่น แหย่แดฮวีด้วยนะ แต่ก็โอ๋แค่แดฮวีอ่ะ”

          “โอ๋จริง ชอบแวะมาส่งขนม ไม่ก็ส่งของผ่านคนอื่นมาให้ นี่ฉันว่าฉันเจอโบมินบ่อยกว่าเพื่อนในเซคบางคนอีก” ปาร์คซูยองเสริม

          “จริง แต่พวกนายไม่รู้สึกเหรอว่าเวลาสองคนนั้นอยู่ด้วยกันมันมีออร่าแปลกๆ ยังไงไม่รู้”

          “แปลกๆ นี่คือดีหรือไม่ดีวะแจมิน”

          “เป็นกันป่ะ มองสองคนนั้นอยู่ด้วยกันแล้วมันเขินๆ ใจเต้นยังไงไม่รู้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่สองคนนั้นทำให้กันมันธรรมดามากเลยนะ แค่ยื่นน้ำให้ เอาของที่อีกคนลืมไว้มาให้งี้อ่ะ”

          “ไม่นะ” ฮยอนจินเอ่ยปฏิเสธทันควัน

          “เขินดิ”

          “เขินฉิบหาย”

          นาอึนกับซูยองหันมาแท็กมือกันทันที พวกเธอส่ายหน้าพร้อมกับหรี่ตาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะขยับตัวไปด้านข้าง เพื่อเตรียมที่นั่งให้โบมินได้นั่งข้างแดฮวี

          “ฮยอนจิน แต่นายอยู่กับสองคนนั้นมาตลอด ไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ เลยเหรอ?”

          “ไม่เห็นแปลก หรือเพราะสองคนนั้นมาดูแลกันแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ววะ?”

          “เห็นจนชิน ประสาทสัมผัสเลยพังแล้วสินะ”

          ฮยอนจินแค่กะพริบตาปริบๆ ไม่ได้เถียงกลับ เพราะสิ่งที่นาอึนพูดก็ดูมีเหตุผล (?) ชายหนุ่มตักข้าวเข้าปาก ขณะพยายามใช้ความคิดอย่างหนัก

          “แล้วถ้าคิดว่าสองคนนั้นชอบกัน หรือมีใครคนหนึ่งแอบชอบเพื่อนตัวเองล่ะ?”

          “It all makes sense now.”

          ฮยอนจินตอบกลับไปเป็นภาษาอังกฤษ เพราะคิดคำพูดในภาษาบ้านเกิดไม่ออก เขารู้ว่าแดฮวีเป็นเกย์ และพอจะเดาออกว่าโบมินก็ชอบผู้ชายเหมือนกัน พอลองนึกย้อนดูฮวังฮยอนจินก็เริ่มแน่ใจว่าเขาคิดถูก เพราะชเวโบมินน่ะคอยมองตามและดูแลแดฮวีอยู่ตลอด โดยไม่ได้คบหาใครอีกเลยตั้งแต่โบมิน แดฮวี ชานฮา และฮยอนจินเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ตอนม.ปลาย

          ทั้งสี่คนบนโต๊ะยิ้มให้กัน ก่อนจะก้มลงไปกินอาหารต่อ เมื่อแดฮวีเดินเข้ามานั่งข้างนาอึน โดยมีโบมินนั่งอยู่ริมขอบโต๊ะ

          “นินทาอะไรเราหรือเปล่าเนี่ย?”

          “นินทาแดฮวีน่ะสิ ทีพวกฉันบอกให้กินข้าวแกก็ไม่ยอมกิน พอโบมินลากไปซื้อข้าวนี่ไม่งอแงเลยนะ”

          “ก็ถ้าไม่กินตอนนี้ กลับไปก็เจอโบมินบ่นจนกว่าจะนอนอ่ะ แค่คิดก็ปวดหูแล้วเนี่ย หยึยย”

          “ไม่ให้บ่นได้ยังไง ก็แดฮวีเป็นโรคกระเพาะนี่ เดือนที่แล้วก็พึ่งเครียดลงกระเพาะอีก พึ่งกินยาหมดไปแท้ๆ จะรับโรคใหม่เข้ามาแล้วเหรอ?”

          “โอเค โอเค ยอมแพ้แล้ว กินข้าวเถอะน่า เดี๋ยวก็กลับไปเรียนที่คณะไม่ทันหรอก”

          โบมินมองหน้าเพื่อนสนิท ก่อนจะเบะปากออกมา เมื่อเห็นท่าทางไม่เดือดร้อนของแดฮวี แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะรู้ดีว่าตัวเองก็ไม่มีสิทธิ์เจ้ากี้เจ้าการอีกฝ่ายมากไปกว่านี้

          ใช่ ในฐานะเพื่อนสนิทคหนึ่ง โบมินทำได้ดีที่สุดเท่านี้ 

          “ไม่งอนดิ เดี๋ยววันนี้จะกินข้าวให้หมดถาดเลย!”

          “ถ้าอิ่มแล้วก็ไม่ต้องฝืน เดี๋ยวอ้วกอีก”

          โบมินถอนหายใจ เขาโกรธอีแดฮวีได้ไม่ถึงสิบนาทีจริงๆ คนอื่นอาจจะมองว่าโบมินดูแลและเข้าใจแดฮวีดีมาก แต่ตัวแดฮวีเองก็อ่านทั้งสีหน้าและความคิดของโบมินได้เพียงแค่ปรายตามองเหมือนกัน

          ผ่านไปได้ไม่ถึงสิบนาทีชเวโบมินยิ้มออกมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าวันนี้แดฮวีตั้งใจทานข้าวสุดๆ แต่ก็ไม่วายยักคิ้วทำเท่ใส่โบมินอย่างมีมาด

          “เลิกเรียนแล้วรอที่คณะนะ เดี๋ยววนรถมารับ”

          “เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับคุณชาย!

          แดฮวียกมือขึ้นมาทำวันทยหัตถ์ด้วยท่าทางกระตือรือร้น จนโบมินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วส่งมือไปยีกลุ่มผมนั่นอย่างมันเขี้ยว

          “หึ่ยยย บอกว่าอย่าขยี้ผมเราไง!”

          สำหรับชเวโบมินแล้ว อีแดฮวีคือความโชคดีที่เขาไม่คิดว่าจะได้รับ

          โชคดีที่ได้พบ โชคดีที่ได้รู้จักกัน โชคดีที่ได้เป็นเพื่อน โชคดที่ได้อยู่เคียงข้าง เป็นคนที่แดฮวีไว้ใจแบบนี้


          แต่ชเวโบมินก็อดไม่ได้ที่จะหวังไว้มากกว่านั้น 

          หวังว่าตัวเองจะโชคดีพอที่จะได้พบตอนจบที่สมหวัง 

          หวังว่าความรักครั้งนี้จะไม่ใช่รักข้างเดียว 

          หวังว่าเขาจะได้กลายเป็นความรักของอีแดฮวีในสักวัน



*



          “แดฮวี แดฮวีครับ

          “อื้อ”

          “ตื่นได้แล้วครับ”

          กลิ่นของกาแฟสดที่ลอยมาจากห้องครัว ความชื้นในอากาศที่พอเหมาะ แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่ง เสียงเรียกที่นุ่มนวลของเพื่อนสนิท ทุกๆ องค์ประกอบนั้นทำให้อีแดฮวีสึกผ่อนคลายจนไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมา

          “รู้นะว่าแกล้งหลับต่อน่ะ”

          “งื้ออ อย่าเกา”

          แดฮวีครางอื้ออึง เมื่อเพื่อนสนิทใช้มือเกาคางเขาอย่างกับเกาคางสุนัข คนตัวเล็กถอนหายใจฟึดฟัด ก่อนจะยอมลุกมานั่งบนเตียงดีๆ แล้วยกมือขึ้นขยี้ตา ขณะพยายามหรี่มองเพื่อนสนิทด้วยสายตาเปล่าๆ ปราศจากแว่นสายตา

          “มองเห็นหรือยัง?”

          ชเวโบมินยกยิ้มเหมือนหมี แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแดฮวีเผลอกลั้นหายใจ แต่คนตัวเล็กกว่าก็ยังใช้ดวงตาคู่สวยมองเพื่อนขี้แกล้งอย่างไม่ยอมแพ้

          “อื้อ เห็นชัดเลย”

          “ว้า ไม่ใจเต้นเลยเหรอ?”

          “นายต่างหากที่ใจเต้น”

          แดฮวียกยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะผลักอีกคนให้ขยับตัวออกไป แล้วลุกขึ้นเพื่อไปอาบน้ำ และเตรียมตัวออกไปเรียน

          “ขนมปังหรือข้าว?”

          “อยากกินซีเรียลอ่ะ”

          “ซีเรียลกับผลไม้ปั่น?”

          “อื้ออ กับไส้กรอกทรงปลาหมึกด้วยได้ไหม”

          “ได้ครับ คุณชาย”

          “ถูกคุณชายเรียกว่าคุณชาย แล้วรู้สึกแปลกๆ แฮะ”

          แดฮวีบ่นงึมงำ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยท่าทีโงนเงน จนคนที่มองอยู่ได้แต่หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู

          “อย่าเข้าไปหลับในอ่างอาบน้ำอีกล่ะ”

          “หึ่ย! เราทำแบบนั้นแค่ครั้งเดียวเถอะ!” 

          โบมินยิ้มให้ตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว ยกนาฬิกาหนังเรือนโปรดขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะรีบเดินไปเตรียมอาหารเช้าให้ตัวเองกับรูมเมท

          ชเวโบมินและอีแดฮวี พึ่งย้ายมาอยู่ด้วยกันสองคน หลังจากเพื่อนรักของพวกเขาอย่าง ฮวังฮยอนจินและยุนชานฮาย้ายไปอยู่กับแฟนของตน โบมินจึงชวนแดฮวีที่ไม่ชอบอยู่คนเดียวมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งห้องนอนสองห้อง สามห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นและห้องครัวแบบบิลท์อินในตัว จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนขี้เหงา แต่ก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวแบบพวกเขา

          ยี่สิบนาทีผ่านไป รูมเมทตัวเล็กก็เดินออกมาที่ห้องครัว อีกฝ่ายสวมเสื้อยืดสีนีออน ทับด้วยเบลซเซอร์ลายสก๊อตกับคลัตช์คู่ใจ แดฮวีทรุดตัวลงนั่งและลงมือกินอาหารเช้าทันทีด้วยท่าทางหิวโหย

          “วันนี้นายมีซ้อมบาสใช่ไหม?”

          “อื้อ แล้ววันนี้แดฮวีต้องไปซ้อมกับวงไหม?”

          “ซ้อมม แต่ต้องประชุมโปรเจ็กต์ก่อนแล้วค่อยไปซ้อม น่าจะเสร็จดึกๆ เลย เพราะต้องรอคนในวงเสนองานกับที่ปรึกษาให้เสร็จก่อน โบมินกลับก่อนได้เลยนะ”

          “ไม่เป็นไร ถ้าเสร็จก่อนเดี๋ยวไปหาที่ห้องซ้อม แล้วค่อยกลับพร้อมกัน”

          “ย่า! ชเวโบมิน เราโตแล้วนะ กลับเองได้น่า”

          “รู้ดิ ตัวสูงขึ้นตั้งแปดเซนติเมตรแล้วนี่เนอะ”

          โบมินพูดขณะยกมือขึ้นมาวางไว้เนื้อหัวแดฮวี หรี่ตามองราวกับกำลังกะระยะให้เท่าแปดเซนติเมตรตามที่พูดไว้ เมื่อเห็นท่าทางน่าหมั่นไส้แบบนั้น อีแดฮวีจึงกระโดดตัวขึ้นให้หัวแตะฝ่ามือของเพื่อนสนิทอย่างเอาเป็นเอาตาย

          “ใครจะไปสูงเป็นต้นไม้แบบนายกัน! ฮึ่ย"

          “สำหรับคนนอนดึกแบบแดฮวีน่ะ เท่านี้ก็สูงแล้วนะ ฮ่าๆ” โบมินวางมือใหญ่ไว้บนหัวของคนที่ยู่ปากบู้บี้ พร้อมกับบ่นพึมพำตลอดเวลา “แต่จะทิ้งกันจริงๆ เหรอ? กินข้าวคนเดียวมันเหงานะ”

          “อ่า” แดฮวีเงยหน้าขึ้นจากจานซีเรียล แล้วมองผู้ชายหน้าตาดีจัดตรงหน้า กำลังเบ้ปากออกมาอย่างออดอ้อน “ก็ได้ เพราะท่านแดฮวีคนนี้สงสารนายชเวหรอกนะ”

          “เป็นพระกรุณาอย่างสูงครับท่านแดฮวีผู้ยิ่งใหญ่และหล่อเหลาที่สุดในโลกหล้า”

          แดฮวียิ้มอย่างชอบใจ เมื่อได้รับคำชมชุดใหญ่ คนตัวเล็กยืดตัวขึ้น ก่อนจะส่งมือไปขยี้ผมของโบมินจนเสียทรง แต่คนโดนกระทำกับยิ้มหร่าจนเห็นฟันครบทุกซี่

          “ขอให้วันนี้ก็เจอแต่เรื่องดีๆ เหมือนเดิมนะ”

          แดฮวียิ้ม ก่อนจะยกแก้วสตอร์เบอร์รีสมูตตี้ขึ้นมาชนกับลาเต้เย็นของโบมิน พวกเขาหัวเราะให้กัน เหมือนทุกๆ เช้า ชเวโบมินมักจะเริ่มต้นวันด้วยรอยยิ้มที่อีแดฮวีส่งมาให้ ในขณะที่อีแดฮวีมักจะตื่นพร้อมกับสัมผัสและเสียงเรียกของโบมิน พวกเขาใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบนั้น ในฐานะเพื่อนสนิทที่สนิทกันมาตั้งแต่ชั้นม.ปลาย ถึงแบบนั้นอีแดฮวีก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป

          บางสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างจงใจ



*



          อีแดฮวีเดินทักทายคนรู้จักไปตามทางด้วยรอยยิ้มสดใส ขณะมุ่งหน้าไปยังลานบาสเกตบอลของคณะบริหาร พร้อมกับคลัตซ์คู่ใจและถุงกระดาษอีกสองถุง

          “น้องแดฮวี!”

          “อ๊ะ? จูฮยอนนูน่า!”

          เมื่อเห็นพี่สาวของเพื่อนสนิท แดฮวีก็รีบวิ่งไปหาหญิงสาวที่มีใบหน้าสวยจัดราวกับนักแสดง ก่อนจะโบกมือทักทายด้วยท่าทีเล่นใหญ่จนคนแถวนั้นหันมามองกันหมด

          “มาหาเจ้าโบมินเหรอคะ?”

          “ครับ พอดีผมมีเวลาว่างนิดหน่อย เลยแวะเอาของว่างมาให้โบมินน่ะครับ”

          “น้องชายพี่นี่โชคดีจริงๆ เลยที่พี่เพื่อนดีขนาดนี้”

          “ฮ่าๆ ไม่เลยครับ นานๆ ทีผมถึงจะได้มาหาโบมินที่คณะครับ”

          “ก็ปกติน้องพี่น่ะเป็นคนแจ้นไปหาน้องแดฮวีนี่คะ” จูฮยอนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

          “ก็จริงครับ มีรุ่นพี่บางคนเข้าใจผิดด้วยว่าโบมินเป็นคนในคณะผมด้วยครับ ฮ่าๆ”

          “เลยกลายเป็นแรร์ไอเท็มที่คณะตัวเองสินะ แต่ก็เข้าใจได้ล่ะนะ

          “ครับ?”

          “ไม่มีอะไรค่ะ” จูฮยอนยิ้ม เธอมองหน้าตาที่น่าเอ็นดูของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกวางใจ “ไว้ว่างๆ ไปกินข้าวกับพี่นะคะ”

          “ได้เลยครับ!”

          “ไว้เจอกันน้า”

          “ครับ! นูน่า :) ”

          แดฮวียิ้มกว้าง ก่อนจะโบกมือลาจูฮยอนอย่างแข็งขัน เด็กคนนั้นกึ่งเดินกึ่งกระโดดไปข้างหน้าอย่างอารมณ์ดีเหมือนกระต่ายในเรื่องอลิซ จนคนที่มองตามอย่างจูฮยอนต้องหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ หวังว่าเด็กผู้ชายสองคนที่เธอรักและเอ็นดู จะเจอแต่ความสุขและสมหวัง

          หวังว่าความรักที่น้องชายของเธอบ่มเพาะมาตลอด จะสามารถเข้าไปในจิตใจของใครอีกคนได้



          ยังไม่ทันที่แดฮวีจะก้าวเข้าไปในตัวสนามดี เด็กผู้หญิงที่นั่งบนแสตนก็ตะโกนลงไปบอกโบมินว่าแดฮวีมาหา เมื่อได้ยินดังนั้นผู้ชายที่ตัวใหญ่เหมือนหมี รอยยิ้มก็เหมือนหมี ก็รีบวิ่งเหยาะๆ มาหาเพื่อนสนิททันที

          “ประชุมเสร็จแล้วเหรอ?”

          “อื้อ เลยแวะเอาของกินมาให้นายก่อน โบมินชอบซ้อมแล้วลืมกินข้าวอ่ะ”

          “ขอบคุณครับ :) ” โบมินรับถุงกระดาษที่มีเบอร์เกอร์เนื้อและเฟรนช์ฟรายมาถือ “แล้วแดฮวีจะกลับเลยเหรอ?”

          “ไม่อ่ะ ว่าจะพักสายตาสักหน่อย คงนั่งดูนายซ้อมสักพัก ระหว่างรอคนในวง น่าจะได้เริ่มซ้อมหลังหกโมงเลยนู่นเลย”

          “ถ้ามาดู ก็ต้องส่งเสียงเชียร์ด้วยนะ”

          “ครับนายท่าน!”

          โบมินยิ้มกว้าง เดินนำไปทางแสตนเชียร์ คนตัวสูงกว่าพยายามมองหาจุดที่ลูกบาสมีโอกาสกระเด็นไปเดินน้อยที่สุด เขาแวะหยิบของส่วนตัวของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะพาแดฮวีไปนั่งข้างๆ ซอยองโฮ รุ่นพี่นักบาสที่เขาสนิท เผื่อลูกบาสกระเด็นมาทางนี้ พี่ยองโฮก็จะช่วยปัดออกให้ได้

          “งั้นเราฝากของไว้ก่อนนะ”

          แดฮวีรับโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าตังค์ ขวดน้ำ และถุงอาหารของโบมินแบบงงๆ จะหยิบมือถือกับกระเป๋าตังค์ที่ฝากคนอื่นไว้ มาให้แดฮวีถือทำไม?

          “อื้อ ลงไปเล่นได้แล้ว เพื่อนนายรอจนเหงือกแห้งแล้วเนี่ย”

          “โอเคๆ ถ้าจะกลับต้องบอกกันก่อนนะ ไม่ใช่เดินหายไปเฉยๆ”

          “รับทราบครับท่านชาย ทีนี้ก็ลงไปได้แล้วครับ คนจะเกลียดผมทั้งสนามแล้วเนี่ย”

          แดฮวีปัดมือไล่เพื่อนสนิท เพราะเห็นว่าคนในทีมส่งเสียงเรียกโบมินอยู่หลายครั้งแล้ว คนตัวเล็กยกมือขึ้นทักทายเพื่อนบางคนที่เขาคุ้นหน้า และเคยทำความรู้จักอยู่บ้าง

          “ไอ้เด็กนั่นหน้าตาดีเป็นบ้าเลยเนอะ”

          “นั่นสิครับ หน้าตาดีจนน่าหมั่นไส้เป็นบ้า”

          แดฮวีเอ่ยตอบพี่ยองโฮ ขณะมองตามการเคลื่อนไหวที่ดูไร้ที่ตินั่น ส่วนสูงที่เกิน 180 เซนติเมตร ไหล่กว้าง ลำตัวหนา ใบหน้าเล็กๆ ดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม และผิวที่ขาวราวกับหิมะแรก ทำให้ชเวโบมินกลายเป็นนิยามของรักแรกที่ชัดเจนที่สุดแล้วล่ะมั้ง

          “ขนาดเหงื่อออกยังดูเซ็กซี่เลย”

          “เพื่อนผมนี่ฮ็อตจริงๆ แฮะ” แดฮวียิ้ม “ฮ่าๆ ชมได้ไม่ทันไรเอง” ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นโบมินลื่นจนเกือบล้มลงกับพื้น อีกฝ่ายยกมือขึ้นมาเกาคอแก้เขิน แล้วลุกขึ้นเพื่อเล่นต่อ

          “หืม?”

          ซอยองโฮเอ่ยงึมงำด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อเห็นอีแดฮวีหยิบไอแพดออกมาจากกระเป๋า แล้วเริ่มร่างภาพวาดขึ้นมา คนตัวเล็กจดจ่อกับงานตรงหน้า สลับกับเงยหน้าลงไปมองในสนาม พอโครงร่างเริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ยองโฮก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

          “รูปชเวโบมินเหรอ?”

          “ครับ ไม่เคยวาดโบมินเลย เลยอยากลองวาดดูน่ะครับ”

          “วาดสวยนะเนี่ย”

          ยองโฮเอ่ยชม ก่อนจะแกล้งยกมือถือขึ้นมาเซลฟี่ เพื่อถ่ายภาพของอีแดฮวีที่กำลังวาดภาพของโบมินด้วยความตั้งใจ จนคนตัวเล็กเผลอกัดริมฝีปากของตัวเองโดยไม่รู้ตัว คิดในใจว่าถ้าทั้งสองคนใจตรงกัน เขาจะส่งภาพนี้ให้รุ่นน้องคนสนิท

          แต่แบบนี้คงไม่ใช่รักข้างเดียวแล้วล่ะมั้ง?

          “ถ้าวาดไม่สวยเจ้าหมีนั่นต้องโวยวายแน่”

          ยองโฮกับแดฮวีหัวเราะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าหมีขาวที่วิ่งไปมารอบสนาม พอชู้ตลูกลงแป้น ก็หันมาโบกมืออวดตลอดเวลา



          สุดท้ายชเวโบมินก็ขับรถมาจอดที่ตึกคณะศิลปกรรม หลังจากซ้อมบาสเสร็จเร็วกว่าปกติ ภาพที่แรร์ไอเท็มของบริหารเดินตามแดฮวีเอกแฟชั่นดีไซน์ปีสอง กลายเป็นภาพคุ้นตาของหลายๆ คนในคณะไปแล้ว พอๆ กับคู่ของคิมโดยองเดือนศิลปกรรมปีสี่ กับจองแจฮยอนเด็กอักษรปีหนึ่ง ที่กลายเป็นขวัญใจของคนในมหาลัยฯ ไปแล้ว

          “เด็ก”

          “ว่าไงคุณลุง” แค่ได้ยินเสียงแดฮวีก็ตอบกลับได้ทันที โดยไม่ต้องหันไปมองว่าใครเป็นคนพูด “ฮ่าๆ ตาโบ๋ขนาดนี้ได้นอนไหมเนี่ย”

          “ไม่อ่ะดิ จะลืมตาน็อครอบอยู่แล้ว”

          “ฮื่ออ น้องแจฮยอนน่ารักจัง”

          แดฮวีเอ่ยถึงมนุษย์ตัวขาวที่ยืนข้างลุงรหัสของตัวเองด้วยเสียงแปด ทำเอาโดยองขนลุกซู่ขึ้นมาทันที จนต้องกระโดดไปบังตัวแฟนเด็กเอาไว้ด้วยท่าทางหวงแหน

          “ย่าห์! เวลาลุงรหัสนายพูดก็หันฟังบ้าง”

          “ก็ฟังอยู่อ่ะ แต่ตาเราก็ต้องมองสิ่งสวยๆ งามๆ บ้างหรือเปล่า จุดพักสายตาอ่ะลุง”

          “อันนี้เห็นด้วย”

          “แล้วลุงมีอะไรเปล่า เดี๋ยวน้องต้องไปซ้อมกับวงแล้ว”

          “เออ จะบอกเรื่องนี้แหละ คณะเขาขอมาว่าให้มีกิจกรรมรวมของปี 1-4 เลยคุยกันว่าร้องเพลงน่าจะง่ายสุด”

          “อ๋อ โอเคครับ แล้วต้องประชุมกันไหมอ่ะ หรือคุยในแชท?”

          “เดี๋ยวตั้งกลุ่มแล้วคุยในนั้นก่อน จะได้ให้แต่ละคนไปนึกเพลงมาเสนอ”

          โดยองที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางเก๊กๆ รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องอยู่ เขามองพ่อหนุ่มรูปหล่อที่มักจะอยู่กับหลานรหัสเขาตลอด

          “ว่าไงพ่อหนุ่ม?”

          “พี่โดยองอย่าไปเรียกเขาแบบนั้นซี่ เหมือนลุงจริงๆ อ่ะ”

          “อ้าว หนู” โดยองขมวดคิ้วใส่คนรัก ก่อนจะเหล่ตามองท่าทีของเด็กหน้าหล่อตรงหน้า แสยะยิ้มออกมาเมื่อพอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร “จะทำอะไรก็รีบทำน้า หลานรหัสคนนี้น่ะฮ็อตเหลือเกิน มีแต่คนทักมาขอคอนแทกต์”

          “แล้วคุณลุงได้ให้ไปไหมครับ”

          โบมินรีบถามแทรกอย่างรวดเร็ว จนแดฮวีหัวเราะให้กับท่าทีของเพื่อนสนิทที่ดูเลิ่กลั่กกว่าปกติ

          “เรียกลูกพี่สิ แล้วฉันจะตอบนาย”

          “ลูกพี่โดยองครับ บอกผมทีครับ”

          “ไม่ได้ให้ ฉันบอกว่าถ้าอยากได้ก็ไปขอแดฮวีเอง ถ้าเรื่องแค่นี้ไม่กล้า ก็อย่าหวังว่าจะสมหวังกับหลานรหัสของฉันเลย”

          “ว้าว พี่โดยองมีมุมเท่ๆ ด้วยอ่ะ / ว้าว ลุงรหัสผมก็เท่อยู่นะเนี่ย”

          แดฮวีกับแจฮยอนพูดออกมาพร้อมกัน คนน่ารักทั้งสองคนหันมายิ้มให้กัน ก่อนจะคล้องแขนกันเดินไปกดน้ำที่ตู้หยอดเหรียญตรงกลางสวน โดยปล่อยให้โบมินกับโดยองยืนมองหน้ากันด้วยความงวยงง

          “พวกเขาก็สนิทกันง่ายดีเนอะ”

          “พวกเราก็มาสนิทกันไหมครับ ฮยองจะได้ช่วยเชียร์ผม”

          “ไอ้เด็กนี่มันร้ายเว้ย แต่ขนาดนี้ยังต้องให้ช่วยเชียร์อีกเหรอ”

          “ก็ผมอยู่ในเฟรนด์โซนนี่นา”

          “ท่าทางก็ดูฉลาดนี่นา” โดยองหยุดเดิน มองเด็กหน้าตาดีตรงหน้าด้วยใบหน้าเอือมระอา “เฟรนด์โซนอะไรกัน มองมาจากตึกคณะศิลปกรรม ยังไงก็เห็นเป็นเลิฟโซน”

          “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

          “อื้อ เราก็น่าจะรู้จักนิสัยแดฮวีดีนี่?”

          เดือนปีสี่ยักคิ้วให้อย่างทำเท่า ใช้มือตบไหล่ๆ ของว่าที่แฟนหลานรหัส ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ ไปหาแฟนเด็กของตัวเองด้วยรอยยิ้มกว้าง จนโบมินต้องเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้

          อ่า...จริงๆ ก็อิจฉาแหละที่แสดงความรัก และสามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้โจ่งแจ้งขนาดนั้น



*



          ลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วงที่เล็ดลอดผ่อนช่องว่างของหน้าต่าง กลิ่นเทียนหอมที่ถูกจุด ไฟประดับสีส้มที่ห้อยพาดด้านบนทีวี เบียร์สองกระป๋อง กับขนมขบเขี้ยวที่กองเต็มโต๊ะกระจกหน้าทีวี และผู้ชายสองคนที่กำลังนั่งดูหนังรักเรื่องดังผ่านโปรแกรมสตรีมมิ่งยอดฮิต อีแดฮวีนั่งเหยียดขาบนโซฟาด้วยท่าทางราวกับผักเปื่อยที่ไร้กระดูกสันหลัง คนตัวเล็กค่อยๆ ยืดมือไปสุดแขนเพื่อจับกระป๋องเบียร์โดยไม่ละสายตาจากจอทีวีสักวินาทีเดียว ในขณะที่โบมินไขว่ห้างด้วยท่าทีสบายๆ เขามองท่าทางของแดฮวีด้วยความเอือมระอา จึงเอื้อมมือไปหยิบกระป๋องเบียร์ให้เพื่อนสนิท

          “ทำไมชอบให้ช่อดอกไม้เวอร์ๆ กันจังเลย”

          แดฮวีบ่นด้วยเสียงยานคาง เมื่อพระเอกยื่นช่อดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่เพื่อใช้ในการสารภาพรัก แต่พอได้รับคำปฏิเสธ ก็ทิ้งดอกไม้ที่น่าสงสารพวกนั้นอย่างไม่ไยดีซะงั้น

          “ซื้อมายังไม่ถึงวันก็ทิ้งลงงี้เลยนะ เหยียบซ้ำอีก ทำไมไม่เอากลับไปใส่แจกันเนี่ย ให้ยามใต้หอก็ยังดี ดอกไม้ไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อย”

          เสียงของแดฮวีเริ่มสูงขึ้น คนตัวเล็กส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทางไม่พอใจ ท่าทางเหมือนเหล่าแม่ๆ ที่นั่งดูละครแม่บ้านตอนบ่าย

          “ฮ่าๆ อินเรื่องดอกไม้มากกว่าสตอรี่ไลน์อีกนะเนี่ย”

          “ไม่เห็นจะตลกเลย ดอกไม้ก็เหมือนสัตว์เลี้ยงนั่นแหละ จะมาทิ้งๆ ขวางๆ ไม่ได้หรือเปล่า”

          “อืม...มันอาจจะทำใจยากที่จะเก็บกลับมาหรือเปล่า ถ้าเอากลับห้องก็จะถูกตอกย้ำทุกครั้งที่เห็นแบบนี้”

          โบมินเหลือบตามองท่าทางของเพื่อนสนิทที่ยกเท้าคางอย่างใช้ความคิด

          “อืม...ถ้ายังไม่มั่นใจก็ซื้อแค่ดอกเดียวก็ได้นี่นา”

          “ถ้าเป็นแดฮวีจะให้ดอกไม้ชนิดไหนเหรอ?”

          “ดอกทานตะวัน!” คนตัวเล็กเด้งตัวจากโซฟาด้วยความตื่นเต้น “แล้วก็ดอกกุหลาบสีแดง!”

          “ไม่เห็นจะดอกเดียวเลย”

          “ก็สีมันตัดกันสวยดีนี่นา ความหมายก็ดีด้วย เฮ้อ คุณชายอย่ามาขัดเราได้มะ”

          “แค่ถามเฉยๆ เอง”

          โบมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ก่อนจะหยิบเบียร์ขึ้นมากระดกหนึ่งกรึบ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนตักของแดฮวีด้วยรอยยิ้มพริ้ม

          “หมอนก็มีอ่ะ”

          “ก็อยากนอนตรงนี้อ่ะ”

          “เดี๋ยวก็มาบ่นอีกว่ากระดูกเราทิ่ม”

          “ไม่บ่นแล้ว แต่จะพาไปกินอาหารอร่อยๆ บ่อยๆ แทน”

          โบมินเลิกสนใจภาพยนตร์ตรงหน้า แล้วพลิกตัวขึ้นมามองใบหน้าของเจ้าของตักแทน แดฮวีก้มลงมามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาไม่เข้าใจ

          “มองเหมือนจะพูดอะไร?”

          “ยังกลัวการกินข้าวเยอะๆ อยู่เหรอ?”

          “อื้อ”

          ตอบกลับโดยไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะต่อให้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อีแดฮวีก็ไม่สามารถปกปิดความรู้สึกหรือความคิดของตัวเองจากชเวโบมินได้อยู่แล้ว

          “ก็ต้องชั่งน้ำหนักทุกวันต่อหน้าครูฝึกมาตลอดสามปีนี่นา เหมือนมันติดเป็นนิสัยไปแล้ว”

          “โอเค งั้นค่อยๆ พยายามแก้ไปด้วยกันเนอะ”

          โบมินยกนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเพื่อนสนิท แล้วเปลี่ยนมานวดมือให้อีกคนแทน

          “นี่ ขอถามอีกอย่างได้ไหม”

          “ได้สิ”

          “ทำไมตอนนั้นถึงลาออกจากค่ายทั้งๆ ที่จะได้เดบิวต์อยู่แล้วล่ะ?”

          แดฮวีคลี่ยิ้มออกมาบางๆ แล้วเหม่อมองไปยังกรอบรูปที่อยู่หน้าทีวีที่มีรูปของเขากับพี่ๆ ในวง ดวงตาคู่นั้นไม่ได้สะท้อนความเศร้าหรือความเสียดายเหมือนเมื่อสามปีก่อนอีกแล้ว นั่นทำให้โบมินรู้สึกเบาใจขึ้นมาหน่อย

          “เพราะว่าเรากลัวน่ะ ฮ่าๆ ดูไม่เหมาะกับคนแบบเราเลยเนอะ ที่จะกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง”

          “กลัวว่ามันจะไม่สำเร็จเหรอ?”

          “เปล่า เรากลัวว่าวันหนึ่งเราจะกลัวการร้องเพลงเหมือนรุ่นพี่ในค่ายน่ะ กลัวว่าวันหนึ่งสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เป็นความฝันมาตลอดจะกลืนกินตัวตนของเราขึ้นมา ถ้าวันหนึ่งเรากลายเป็นเรื่องราวในชีวิตที่ทำให้แฟนคลับผิดหวัง หรืออยากลืมที่สุดขึ้นมาล่ะ? เรามองไม่ออกเลยว่าเราจะมีความสุขกับความไม่แน่นอนและความกดดันที่สังคมผลักมาหาได้ยังไง”

          พอหลับตาลงฟังเรื่องเล่าของแดฮวี โบมินก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดผ่านน้ำเสียงนั้นได้ชัดขึ้น ระดับการพูดที่อยู่ดีๆ ก็ช้าลง เดี๋ยวก็เร็วขึ้น สอดประสานกับการปะทุของอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ให้ลึกที่สุด

          “และเราก็รู้ดีว่าอาชีพไอดอลน่ะแปลก ตรงที่พวกเขาไม่ได้ตัดสินไอดอลจากความสามารถหรือคุณภาพของการแสดง แต่กลับไปโฟกัสที่เรื่องนิสัยหรือชีวิตส่วนตัว ซึ่งเราเองก็รู้ตัวนะว่าไม่ได้นิสัยดีอะไร พอคิดแบบนี้บ่อยๆ เข้าวันหนึ่งเราก็กลัวการเดบิวต์ขึ้นมา ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่เราฝันมาตลอด เรากลัวจนร้องเพลงไม่ออก พอจะลองทุ่มกับการเต้นแทน ก็กลายเป็นว่าเราขยับร่างกายไม่ออกซะงั้น”

          ราวกับว่าตอนนี้อีแดฮวีกำลังร้องเพลงที่มีเนื้อหา และท่วงทำนองที่เศร้าที่สุดในชีวิตให้โบมินฟัง การเรียงร้อยและจังหวะการเปล่งเสียงนั้นทำให้หัวใจของโบมินเหวอะหวะไปหมด แม้มันจะเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้วก็ตาม

          “สำหรับสาธารณชนน่ะ ไอดอลที่เต้นและร้องไม่ได้น่ะน่ารังเกียจกว่าอาชญากรเสียอีก เพราะงั้นเราเลยเลือกที่จะทิ้งทางเดินนั้นไป อีแดฮวีที่เกลียดการทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ที่สุด เลือกที่จะเดินหนีความฝันนั้นไป”

          “แต่ว่าตอนนี้ไม่เสียใจแล้วใช่ไหม?”

          โบมินลืมตาขึ้น พวกเขาสบตากันในจังหวะที่เพลงรักสดใสจากภาพยนตร์ดังขึ้นพอดี มันช่างขัดกับอารมณ์ตอนนี้สิ้นดี

          “อื้อ แต่เรารู้สึกผิดกับโบมินนะ เพราะตอนนั้นโบมินมารอรับฉันที่บริษัททุกวัน หลังเรียนพิเศษเสร็จเลยนี่นา”

          “ก็อยู่ใกล้ๆ กันนี่นา”

          “จริงๆ มันช่วยได้มากเลยล่ะ ที่ได้เจอคนที่สนิทใจ คนที่เล่าทุกอย่างให้ฟังได้ หลังจากต้องต่อสู้กับบรรยากาศความกดดันตรงนั้น ในที่ที่ทุกคนเป็นคู่แข่งที่พร้อมจะหักหลังกันทุกเมื่อ”

          “ไม่น่า ตอนนั้นนายเลี้ยงต๊อกบกกีฉันบ่อยมาก กินออกมุกไปร้องไห้ไปจนอาจุมม่าที่ร้านแถมขนมเพิ่มให้อีก”

          “ฮ่าๆ พูดแล้วก็อยากกินเลยแฮะ ไว้พรุ่งนี้แวะไปหาคุณป้ากันเนอะ”

          “อื้อ เอาสิ” โบมินคลี่ยิ้มด้วยความสบายใจ เมื่อเห็นว่าแดฮวีปรับอารมณ์กลับมาได้แล้ว “ตัวก็แค่นี้ แต่ใจนายน่ะแข็งแกร่งแล้วก็ยิ่งใหญ่มากเลยนะ”

          “ทั้งๆ ที่วิ่งหนีมาแบบนั้นน่ะนะ”

          “การทิ้งความฝันที่ใกล้ถึงฝั่งฝันน่ะ ใช้ความกล้ามากกว่าการวิ่งตามความฝันอีกนะ”

          โบมินส่ายหัวไปมาทั้งๆ ที่ยังนอนตักเพื่อนสนิทของตนอยู่ เขายิ้มและยกนิ้วโป้งให้แดฮวีทั้งสองมือ แล้วลุกขึ้นมาเต้นด้วยท่าทางตลกๆ จนคนที่นั่งมองอยู่ถึงกับล้มตัวลงหัวเราะอย่างชอบใจ

          “อันนี้ก็หัวเราะเกินไปหรือเปล่า”

          “ฮ่าๆๆ ก็นายตลก”

          “หัวเราะจนร้องไห้เลยนะ เชื่อเขาเลย”

          ถึงจะส่ายหัวไปมา แต่โบมินกลับยิ้มออกมาอย่างสดใส เมื่อเห็นว่าแดฮวีได้ระบายความเครียดที่ติดค้างในใจมานาน และดูเหมือนว่าคราวนี้เพื่อนสนิทของตนจะปล่อยวางได้แล้วจริงๆ

          “วันนี้อีแดฮวีน่ะเท่กว่าเมื่อวานอีกแฮะ”

          “อยู่แล้ว ก็คนมันเท่ซะขนาดนี้อ่ะ ยอมแพ้ซะเถอะชเวโบมิน!”

          “ผมไปสู้กับคุณตอนไหนครับคุณอี”

          “ไม่รับมุกเลยอ่ะ เซ็ง”

          “คุณก็ไม่รับมุกผมเหมือนกัน”

          “งงอ่ะ ดูหนังต่อดีกว่า”

          อีแดฮวีที่ปล่อยมือจากรักแรกของตนเอง

          รักแรกของอีแดฮวีคือการเป็นไอดอลที่ได้รับความรักมากมายจากแฟนคลับ

          รักแรกที่ติดอยู่ในใจเสมอ แต่แดฮวีเอง ก็ไม่คิดจะเดินกลับไปหาเส้นทางที่ทำให้เขาเกือบหลงลืมตัวตนของตัวเองไปเหมือนกัน



*



          เมื่อความมืดค่อยๆ ขยายตัวบนท้องฟ้าที่ไล่สีโทนส้ม นักศึกษาก็เริ่มหลั่งไหล่กันเข้ามาในงานเทศกาลของมหาวิทยาลัยมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นของอาหารสตรีทฟู้ดชวนให้น้ำย่อยทำงาน บู้ทของชมรม งานศิลปะ หรือบู้ทเกม ชวนให้แวะเข้าไปดูสักครั้ง

          แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่ที่แออัดที่สุดตอนนี้คือลานคอนเสิร์ตหน้าคณะศิลปกรรม ที่มีวงจากทุกๆ เอกในคณะหมุนเวียนกันขึ้นมาเล่นฟรีคอนเสิร์ตตั้งแต่ช่วงบ่ายสี่โมงจนถึงสี่ทุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าเอกที่เล่นปิดท้ายคือเอกการขับร้อง แต่เอกแฟชั่นดีไซน์ก็เป็นเอกที่ผู้คนในงานให้ความสนใจรองลงมา เพราะมีปาร์คแชยองปีหนึ่ง อีแดฮวีปีสอง คังซึลกิปีสาม และคิมโดยองปีสี่ที่ครอบครองเสียงที่ไพเราะมากๆ จนได้ชื่อว่าเป็นวงโปรดอันดับต้นๆ ของคนในมหาลัยฯ

          “วงของอีแดฮวีเล่นไปหรือยังนะ?”

          “ยังสิ ฉันพึ่งเห็นชเวโบมินเดินไปซื้อน้ำเอง”

          “แต่น่าจะใกล้แล้วล่ะ รีบไปจองที่กันเถอะ”

          “จริงด้วย วงของปาร์คแชยองเริ่มเล่นแล้วนี่นา”

          โดยองขำกับบทสนทนาสั้นๆ ของผู้หญิงแปลกหน้าสองคน เขากวาดสายตามองหาใครบางคนที่ฝากโดยองทำภารกิจที่สำคัญบางอย่าง เมื่อเจอคนที่ตามหาแล้ว โดยองจึงรีบก้าวยาวๆ ไปหาเป้าหมาย

          “สู้ๆ นะไอ้น้อง”

          รีบส่งของในมือให้ราวกับเป็นของร้อน ตบบ่าให้กำลังใจหมีขาวตรงหน้าสองที ก่อนจะรีบเดินกลับไปเตรียมแสตนบายที่หลังเวที แต่ก็ยังไม่วายสั่งให้อีแทยง เพื่อนสนิทของตัวเองวิ่งไปดูความเคลื่อนไหวหน้าเวที แวะไปหาหลานรหัสของตน ก่อนจะกลับมารายงานสถานการณ์ให้โดยองกับแฟนเด็กฟัง



          เสียงเชียร์จากคนดูเร่าร้อนขึ้นมาทันทีที่ปาร์คซูยองเริ่มดีดเบสตัวแรก ตามด้วยเสียงหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของนักร้องนำ วิธีและจังหวะการออกเสียงของอีแดฮวี เป็นเหมือนเวทมนตร์ที่สะกดให้ผู้ชมเชื่อว่านี่คือเพลงของอีแดฮวี ไม่ใช่เพลงที่ถูกนำมาร้องโคฟเวอร์ เสียงกีตาร์และท่าทางเปี่ยมเสน่ห์ของอีนาอึนที่ค่อยๆ ประสานขึ้นมา และเสียงเปียโนหวานๆ ที่เข้ามาตัดของนาแจมิน ทำให้การแสดงดูน่าตื่นตาตื่นใจ

          “ถ้าใครร้องได้ ช่วยร้องตามด้วยนะครับ”

          อีแดฮวียิ้ม พวกเขาเลือกจะทักทายผู้ชมด้วยเพลงแรก มากกว่าการแนะนำตัว เพลงฮิตจากทุกช่วงสมัยถูกนำมาร้อยเรียงขึ้นใหม่ผ่านน้ำเสียงที่หวาน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลัง แสงสีจากเวทียิ่งทำให้คนที่อยู่บนเวทีเปล่งประกายขึ้นอีก การตอบรับจากคนดู ทั้งผู้คนที่โยกตัวไปตามจังหวะ เสียงร้องที่ร้องคลอตามอย่างกระตือรือร้น ทำให้สมาชิกในวงยิ้มกว้าง และใส่พลังทั้งหมดลงไปจนเหงื่อเริ่มผุดออกตามใบหน้า แม้อากาศตอนเย็นของฤดูใบไม้ร่วงจะค่อนข้างเย็นก็ตาม

          “อีแดฮวีน่ะเหมาะกับเวทีจริงๆ แหละ”

          “อื้อ ก็โดดเด่นขนาดนั้นนี่นา”

          ยุนชานฮาพยักหน้าเห็นด้วยกับชเวโบมินที่ยังไม่ละสายตาจากคนบนเวทีสักครั้ง แม้การแสดงของวงนี้จะใกล้จบลงแล้วก็ตาม การยืนติดเวทีทำให้ทั้งสองคนมองเห็นการแสดงอย่างชัดเจน

          “แต่ว่าตอนนี้น่ะแดฮวีดูมีความสุขกว่าเดิมเยอะมากๆ ดูไม่กดดันตัวเอง หรือหวาดระแวงผู้คนรอบตัวเหมือนตอนนั้น”

          “ก็จริง อีแดฮวีตอนนั้นน่ะเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบตลอดเวลา ปากยิ้มนะ แต่ตาเศร้าฉิบหาย”

          “จริงๆ ตอนนั้นฉันน่ะคิดภาพอีแดฮวีที่เป็นคนธรรมดาไม่ออกเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า ฉันคิดภาพอีแดฮวีที่เป็นไอดอลไม่ออกเหมือนกัน”

          “จริง แค่คิดก็ปวดใจขึ้นมาแล้วแฮะ”

          ชานฮาพยักหน้าเห็นด้วย เขามองเพื่อนสนิทที่กระโดดโยกตัวบนเวทีตามจังหวะและอารมณ์ของเพลง มันอิสระเสียจนถ้าบอกว่าอีแดฮวีมีปีกงอกออกมา ชานฮาก็คงไม่เถียง

          “อวยพรให้หน่อยดิ”

          “ขอให้เขารับรักนะ”

          ชานฮาหันมาชูสองนิ้วให้เพื่อนสนิทด้วยใบหน้านิ่งๆ ยักคิ้วให้อีกสองที ก่อนจะผลักให้อีกคนก้าวไปข้างหน้าสักที โบมินหันกลับมามองเพื่อนสนิทอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความลังเล

          อ่า...ทำไมต้องร้องเพลงประจำร้านเหล้าอย่าง I loved you เป็นเพลงรองสุดท้ายด้วยนะ

          เมื่อเพลงมาถึงท่อนคอรัส โบมินจึงหลับตาลง แล้วก้าวไปยังทิศทางที่อีแดฮวียืนอยู่ พอร้องเพลงจบ แดฮวีก็ก้มลงมาสบตากับเพื่อนรักพอดี คนตัวเล็กเอียงคอมองโบมินด้วยความงุนงง ส่งสายตาลงมาราวกับจะถามโบมินว่ามีอะไร? เดินมาหน้าเวทีทำไม?

          “กรี้ดดดดดด”

          เสียงกรี้ดของผู้หญิงในงานดังขึ้นทันทีที่ชเวโบมินยื่นดอกกุหลาบสีแดงและดอกทานตะวันที่มีริบบิ้นสีขาวสลับเงินผูกไว้ให้กับนักร้องนำของวง ปฏิกิริยาของผู้ชมที่รุนแรงขึ้นยิ่งชวนให้คนที่ยืนซื้อของอยู่บริเวณใกล้ๆ รีบวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อพบภาพของอีแดฮวีที่ยืนหน้าแดงอยู่บนเวที โดยที่สมาชิกในวงแต่ละคนส่งยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย

          โบมินกวักมือเป็นเชิงบอกให้แดฮวีนั่งลงมา แดฮวีกัดริมฝีปากอย่างใช้ความคิด ก่อนจะคุกเข่าลงบนเวที แล้วเอียงตัวลงมาหาโบมิน

          “เราชอบแดฮวีนะ ชอบมาโดยตลอดเลย”

          โบมินเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่มั่นคง เขาส่งยิ้มกว้างที่สุดให้คนที่ยังกำไมค์ไว้แน่น ระยะห่างที่มีไม่มากทำให้โบมินมั่นใจคำสารภาพรักที่ส่งไปนั้น จะไปถึงคนฟังได้อย่างชัดเจนที่สุดแน่นอน

          ผู้ชมที่เคยส่งเสียงเชียร์เมื่อครู่ เริ่มเงียบเสียงลงเมื่อเห็นสัญญาณบอกให้เงียบจากนาอึนและซูยอง โดยหวังว่าพวกเขาจะได้ยินสิ่งที่คนดังทั้งสองคนกำลังคุยกัน ความเงียบปกคลุมรอบบริเวณอยู่ชั่วอึดใจ จนกระทั่งอีแดฮวีปิดเสียงไมโครโฟนแล้ววางมันลงกับพื้น ใช้มือขวาจับพื้นเวที ก่อนจะใช้มือบังรอบใบหูของโบมิน ลมหายใจที่รดต้นคอ ทำให้ชเวโบมินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะสติแตก

          “ถ้างั้นวันนี้ก็เป็นวันแรกของพวกเราเนอะ :) ”

          เสียงที่แดฮวีกระซิบข้างใบหู ทำให้โบมินหน้าแดงปรี้ด หัวใจเต้นรัวกว่าตอนที่โดนทำโทษให้วิ่งรอบสนามเสียอีก หมีขาวตัวใหญ่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ในจังหวะที่แดฮวีรับดอกไม้ทั้งสองดอกไปจากโบมิน แล้วลุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างมากๆ คนตัวเล็กหันไปส่งสัญญาณเป็นเชิงบอกให้เพื่อนในวงเริ่มเล่นเพลงสุดท้าย

          “โอ้ นักร้องน่าจะไม่ได้สติแล้วค่ะ เขาลืมไมค์ไว้ที่พื้นซะงั้น”

          “นั่นสิคะ น่าจะลืมไปแล้วนะคะเนี่ยว่าเพลงสุดท้ายต้องร้องคู่กับซูยอง”

          “ตอนนี้เขาน่าจะลืมฉันไปแล้วล่ะค่ะ อ่า...แต่ไหนๆ ก็ยืนเขินจนหน้าแดงแล้ว ก็น่าจะเขินให้มันสุดเลยนะคะ”

          “ทำไมเหรอครับ? เอ้ะๆๆ เพลงต่อไปคือเพลงอะไรน้า”

          “จะเรียกว่าเพลงอวดแฟนก็ไม่ผิดนะคะ ทั้งชมว่าสวย ไหนจะอวดว่าคู่ของเราเป็นคู่ที่ดูดีที่สุดอีก”

          “ฮ่าๆ ไม่แซวแล้วครับ ตอนนี้ทั้งโบมินทั้งแดฮวีหน้าแดงเป็นมะเขือเทศไปแล้ว เชิญรับฟังเพลงสุดท้ายของพวกเรา Dream โดยแบคฮยอนกับซูจีครับ”

          อีแดฮวีก้มลงไปเก็บไมโครโฟนที่วางอยู่บนพื้น เขากดเปิดไมค์ ขณะสบตากับเพื่อนสนิทที่ไม่เคยละสายตาจากเขาสักครั้ง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกันที่ชเวโบมินกลายเป็นความสบายใจของแดฮวีขนาดนี้ แต่รู้ตัวอีกทีเขาก็เริ่มใจเต้นกับโบมินเสียแล้ว

          “ตั้งใจฟังล่ะ”

          แดฮวีเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะเริ่มเพลง ทำเอาคนดูส่งเสียงฮือฮาไม่หยุด รวมทั้งเพื่อนๆ ในวงที่ยืนอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา ในขณะที่ชเวโบมินยืนยิ้มกว้างจนกรามแทบค้าง แต่ก็ไม่วายขยับตัวไปตามจังหวะของเสียงเพลง ล็อกสายตาไว้กับนักร้องนำ จนไม่ได้รับรู้สายตาของผู้ชมคนอื่นที่มองมา

          จะสนสายตาของอื่นไปทำไม?

          ในเมื่อตอนนี้เขากำลังอยู่ในสายตาของคนที่เขาแอบมองมาตลอด

          ในตอนที่ชเวโบมินรู้ว่าเขาเองก็เป็นนิยามความรักของอีแดฮวีเหมือนกัน



*



          อีแดฮวีจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขาล้มตัวลงนอนอย่างเต็มอิ่มคือตอนไหน เขากับเพื่อนในเอกแทบจะใช้เวลากินๆ นอนๆ ที่ห้องสตูดิโอของคณะอยู่แล้ว โบมินเองก็กำลังยุ่งกับธีสิสจบ แต่อีกฝ่ายก็ยังอุตส่าห์แวะซื้อข้าวซื้อขนมมาให้ เพื่อเช็กว่าแดฮวียังมีชีวิตอยู่ด้วย เพราะแดฮวีแทบไม่มีเวลาได้จับโทรศัพท์เลย

          “วันนี้ต้องกลับไปนอนดีๆ แล้วนะ”

          “แต่เราอยากทำงานต่อนี่นา”

          “เอาแค่บางส่วนกลับไปทำที่ห้องไหม แดฮวีไม่ได้นอนบนเตียงดีๆ มาห้าวันแล้วนะ”

          โบมินกับแดฮวียืนเถียงกันอยู่เกือบสิบนาที โดยที่เพื่อนคนอื่นในห้องไม่ได้หันไปสนใจ เพราะแค่นั่งปั่นงานตัวเองก็แทบจะไม่มีเวลาหายใจแล้ว

          “เมื่อสองอาทิตย์ก่อนแดฮวีก็พึ่งเป็นลมที่โถงทางเดินนี่? ตอนนี้ก็โค้งสุดท้ายของปีสี่แล้วนะ ถ้าไม่สบายหนักมันยิ่งไปกันใหญ่หรือเปล่า? ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ก็จะมีแรงทำงานมากกว่านี้นะ”

          อีแดฮวีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อพบว่าสิ่งที่แฟนตัวเองกำลังพูดน่ะมีน้ำหนักกว่าจริงๆ คนตัวเล็กพยักหน้ายอมรับข้อเสนอนั้น ก่อนจะรีบก้าวเท้าเร็วๆ ไปเก็บงานใส่กระเป๋า พวกเขาเดินไปที่ลานจอดรถโดยไม่มีใครพูดอะไร โบมินสตาร์ทรถก่อนจะกดเปิดเพลงคลอเบาๆ แล้วเอนตัวไปปรับเบาะของแดฮวีให้เอนลง เอื้อมหยิบผ้าห่มที่เบาะหลังมาห่มให้คนรักเสร็จสรรพ

          “ฮืออ ขอบคุณนะโบมินอ่า”

          “ตอบแทนเราด้วยการนอนเยอะๆ กินข้าวให้ครบทุกมื้อเถอะ”

          “จะพยายามครับ!”

          โบมินยิ้ม ก่อนจะก้มลูงจูบคนรักด้วยความคิดถึง แดฮวีให้ความร่วมมือโดยการเอียงคอให้อีกคนมอบสัมผัสที่ล้ำลึกขึ้นได้ อีแดฮวีชอบเวลาที่ได้อยู่กับโบมิน เพราะเขารู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังได้รับความรักอยู่เสมอ รู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งที่เห็นคุณค่าในตัวเขาและสิ่งที่เขาทำตลอด

          “ลูบหัวเราด้วยดิ”

          แดฮวีเอ่ยคอทันทีที่โบมินผละตัวออกไป จนอีกคนขำออกมาเสียงดัง แต่ก็ยอมยื่นมือไปขยี้กลุ่มผมนุ่มๆ นั่น พอผมเริ่มเสียทรงและแดฮวีกำลังจะโวยวายออกมา โบมินก็ก้มหน้าลงไปหอมหัวแฟนตัวเองฟอดใหญ่อยู่สามครั้ง ก่อนจะก้มลงไปฟัดแก้มคนน่ารักด้วยความมันเขี้ยว

          “ขอจับมือด้วยครับ!”

          “ได้ครับ คุณหนู!”

          “ทำไมชอบเรียกเราว่าคุณหนูอ่ะ”

          “ก็เธอชอบเรียกเราว่าคุณชายอ่ะ พอเป็นแฟนกันเธอก็ต้องเป็นคุณหนูดิ”

          “OK! Knock out!”

          แดฮวียกมือขึ้นทั้งสองข้างประกอบท่าทาง แล้วแบมือข้างขวาไปให้คนขับ กระดิกนิ้วเป็นเชิงเร่งให้โบมินรีบเอามือซ้ายมาวางบนมือเร็วๆ แทน

          “นี่ครับคุณหนู”

          โบมินวางมือลงไปด้วยความอ่อนโยน พวกเขาสบตากัน แล้วยิ้มออกมากว้างมากๆ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดวันเริ่มเบาบางลง และแทนที่ด้วยความรู้สึกสงบในใจ



*



          รู้ตัวอีกทีการเดินทางที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็กำลังมาถึงจุดสิ้นสุดเสียแล้ว อีแดฮวีจับพนักพิงเก้าอี้ มองภาพของชเวโบมินที่สะท้อนอยู่ในกระจกใบใหญ่ ท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงตระโกนของเพื่อนนักศึกษาคนอื่น

          “กังวลไหม?”

          “อื้อ กังวลสิ เหมือนกำลังแบกความภาคภูมิใจและความเหน็ดเหนื่อยของนายตลอดสี่ปีเลย”

          แดฮวียิ้มออกมาทันทีที่ได้ยิน เขาส่งมือไปนวดไหล่ให้โบมินที่กำลังสวมชุดที่แดฮวีตัดสำหรับไฟนอลโปรเจ็กต์ แดฮวีทำทุกอย่างตั้งแต่ชุด หมวก ตุ้มหู สร้อย หรือแม้แต่รองเท้าหนังที่เขาไปเรียนวิธีการทำตั้งแต่ช่วงปีสาม อีแดฮวีกล้าพูดว่าเขาใช้เวลาตลอดสีปี่อย่างคุ้มค่าที่สุดจริงๆ และในวันนี้ความพยายามและการเตรียมการตลอดสี่ปีนี้ มันก็เตะตาบรรดาอาจารย์มากพอ ที่จะทำให้ชุดของอีแดฮวีได้รับเกียรติในการเดินปิดงานในวันนี้

          “ก็เป็นชุดที่เต็มไปด้วยเกียรติยศ ความพยายาม และบาดแผลของอีแดฮวีคนนี้นี่นา แต่มันจะเป็นโชว์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ต่อเมื่อโบมินเป็นคนสวมใส่องค์ประกอบเหล่านี้นะ”

          แดฮวีย่อเข่าลง แล้วโน้มตัวลงไปวางคางบนไหล่ของคนรัก ใช้มือกอดแฟนตัวเองไว้หลวมๆ

          “เพราะนายคือคนที่คอยอยู่ข้างฉันและความฝันของฉันมาตลอด ทั้งการเป็นไอดอลและการเป็นดีไซเนอร์ก็ด้วย เป็นความรักที่เราภาคภูมิใจมากๆ พอๆ กับความสำเร็จที่เราได้รับในวันนี้เลยล่ะ”

          ถ้าแดฮวีเป็นนักแต่งเพลง เพลงของแดฮวีก็จะมีแต่รอยเท้าของโบมินเต็มไปหมด

          “Thank you for being my greatest and simplest love.”

          ถ้าแดฮวีเป็นกวี ร่องรอยของโบมินก็จะปรากฏขึ้นบนสัมผัสและจังหวะของตัวอักษรที่ถูกร้อยเรียงขึ้นเสมอ

          “ขอบคุณเหมือนกันนะ ที่ตอบรับความรักของเรา หลังจากนี้ก็มาสร้างความทรงจำด้วยกันเยอะๆ เลยเนอะ”

          “อื้อ แต่ตอนนี้ต้องไปเตรียมตัวขึ้นเวทีแล้วนะ”

          “โอเคครับ”

          “ฝากความฝันของเราด้วยนะ”

          “ครับ ขอบคุณที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของความฝันเธอนะครับ”

          แดฮวียิ้ม จัดหมวกของโบมินให้เข้าที กระตุกแขนเป็นเชิงบอกให้แฟนหนุ่มลุกขึ้น แดฮวีเดินวนรอบตัวโบมินขณะกวาดสายตาเช็กความเรียบร้อยโดยละเอียด

          “แฟนใครเนี่ยหล่อจัง”

          “อะไรกันเนี่ย เมื่อกี้ยังทำท่าซึ้งอยู่เลย”

          “มีแฟนหล่อก็ต้องอวดแหละ ไม่งั้นไม่ชวนมาเป็นนายแบบของโปรเจ็กต์จบเราหรอก”

          “ร้ายนัก”

          แดฮวียักคิ้วให้ด้วยท่าทางกวนๆ แต่มันกลับดูน่ารักมากๆ ในสายตาโบมิน แต่มองได้ไม่นานดีไซเนอร์คนเก่งก็ดันหลังให้โบมินไปเตรียมตัวอยู่ข้างเวที

          “ไปได้”

          ผลักหลังแฟนของตัวเองออกไป ในจังหวะที่ดนตรีเริ่มเปลี่ยน อีแดฮวียิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงฮือฮาและเสียงตบมือเกรียวกราวของผู้ชม แผ่นหลังกว้างของชเวโบมินที่เดินออกไปอย่างมาดมั่นและมั่นคง จนแดฮวีรู้สึกว่าโบมินภาคภูมิใจในงานของแดฮวีพอๆ กับเจ้าของผลงาน

          ภาพความสำเร็จที่งดงามนั่นสอดประสานกับความฝันและความรักไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และสมบูรณ์แบบจนชวนให้กลั้นหายใจ

          หลังจากโบมินเดินเสร็จ นางแบบและนายแบบทุกคนเดินกลับไปยังแคทวอร์ค พร้อมกับดีไซเนอร์ของตน แดฮวีชี้ไปที่ชานฮาและพี่จูฮยอนที่ถือช่อดอกไม้ดอกใหญ่ พร้อมกับชูนิ้วโป้งมาให้ด้วยความภูมิใจ ไหนจะลุงรหัสที่ตอนนี้กลายเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดังไปแล้วกับแจฮยอนคนดังคนนั้นที่ส่งยิ้มมาให้แดฮวีจนตากลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว

          “สำเร็จไปอีกขั้นแล้วเนอะ:) ”

          โบมินกระซิบบอกที่ข้างหู ส่งรอยยิ้มกว้างที่ทำให้แดฮวีผ่านอุปสรรคต่างๆ มาให้ แล้วโอบเอวแดฮวีเข้ามา กลิ่นน้ำหอมของโบมินทำให้หัวใจที่เต้นแรงเพราะความประหม่า กลับมาเต้นในจังหวะที่พอดี

          “มาโตไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครอีกคนไว้ข้างหลังเนอะ”

          “อื้อ”

          เพราะว่าอีแดฮวีกับชเวโบมินเป็นแค่คนธรรมดา ที่พยายามจะใช้ชีวิตในแบบของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด

          การสร้างรอยเท้าในความทรงจำในแต่ละช่วงวัยของกันและกัน จึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่พวกเขาจะจินตนาการออก และโอบกอดเศษเสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นไว้อย่างหวงแหนนั้นได้




THE END 


Please comment or tag #Shelterain101


Talk: คือสารภาพตรงนี้เลยว่า เขินเวลาน้องโบมินอยู่กับน้องแดฮวีมากๆๆๆๆ ทั้งๆ ที่แบบมันก็ไม่ได้แตะต้องตัวกันมากเลยอ่ะ แต่คนดูมันเขินนนนนนนน จนมันอดทนไม่ไหว ต้องแต่งฟิคบมฮวี ฮือออ ถ้าอ่านแล้วชอบ อ่านแล้วใช่ สามารถสกรีมในเม้นหรือในแท็กได้ตามสบายเลยนะคะ มาเล่นกันเราเหงา .___. (จริงๆก็คือเขียนเรื่องนี้นานมาก นั่งดูรูปแต่ละคนวนไป เรือผีเหลือเกินค่ะ ฮื่ออ)

ปล. วันที่ 19 นี้ ใครว่างไปสมทบกันได้นะค้าาา ถ้าเรามีน้องโบมิน หรือน้องแดฮวีไม่ได้ อย่างน้อยเราก็ต้องได้ประชาธิปไตยคืนมาค่ะ!





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #262 ODDPU (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 16:51
    ดีใจมีคนแต่งเรือนี้ มันน่ารักมาก เราโดนตกจากตอนที่น้องโบมินวิ่งมากินน้ำที่น้องแดฮวี แล้วพอมาอ่านฟิคนี้แล้วแบบ อยากร้อง น่ารักมากๆคุณแต่งดีมาก;-; เขินตามน้องไปหมดเลย ขอบคุณที่แต่เรื่องนี้นะคะ;-;
    #262
    0
  2. #261 walanwhann (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 01:20
    ฮือ ในที่สุดดดดดดดดดด ก็มีฟิคของคู่นี้ เขินมากเลย เรื่องราวค่อยๆดำเนินไปอย่างเนิบๆแต่มีความหมาย ทุกตอน มันน่ารักมากๆๆ โบมิน และ แดฮวี อยู่ด้วยกันทุกช่วงชีวิตเลย เขินมาก อบอุ่นหัวใจมากๆๆ แง ดีใจมากๆค่ะ ที่ไรท์แต่งคู่นี้ ขอบคุณมากนะคะ 🥺
    #261
    0
  3. #260 Saruwatari Guy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 23:54
    โอ๊ยเขินนนน เขินตั้งแต่พารากราฟแรก ฮืออออออ มันดีย์ต่อใจมากๆเลยค้าบบบ ขอบคุณนะคับบบบบ 😍😍😍😍
    #260
    0
  4. #259 mr-merqry (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 22:51
    ชั้นสูงมากเลยค่ะ อยากตุยให้มันรู้แล้วรู้รอด นุเขินอะไรเค้าอ่ะแม่ เค้ารักกันคือดีอ่ะ ชอบเรือนี้นะคะ แบบมั่กๆ เคสคู่เอยอะไรเอย เอ๋ พี่ว่ามันไม่ใช่ละนะคะ อยากให้แต่งเป็นช่วงชีวิตแบบไอดอลด้วยค่ะ คงสนุกน่าดู กับเด็กๆปังปังจึกับเยปปี้ด้วย ต้องเต็มไปด้วยสีสันแน่ๆเลยค่ะ 19นี้ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะคะ
    #259
    0