[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 24 : [SF] Frozen Light V (Epilogue)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    4 ธ.ค. 62

[SF] Frozen Light

V (Epilogue) 

Hwang Minhyun x Lee Daehwi 












AU – Omegaverse: Alfa x Alfa


warning: this chapter contains violent scene






#Shelterain101

14,341 words



BG Music: Nothing Without You – AB6IX

The Aftermath – Fromm feat. Minhyun






If I were able to make a wish – 

Just once in a life time. 

I’d erase all those painful memories

That swollen every hope of yours. 



As if all the roads of pain 

Lead to your embrace. 










          บอดี้การ์ดที่สวมชุดสูทสีดำ ยืนเรียงกันตั้งแต่หน้าลิฟต์ไปจนถึงบริเวณห้องผ่าตัด ไม่มีหยาดน้ำตาไหลจากนัยน์ตาของอีแดฮวี แม้กลิ่นคาวเลือดและน้ำตาที่ได้เห็นในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น จะชวนให้หัวใจแตกสลายทุกครั้งที่นึกถึง คิมดงยองและจองยุนโอทอดมองสภาพของคนเป็นน้องด้วยหัวใจที่เจ็บปวด



          “แดฮวี"



          ดงฮยอนเดินออกมาโดยมีผ้าพันแผลพันรอบหัว แขนซ้ายของอิมยองมินเข้าเฝือก ทั้งสองคนเดินมาหาคนอายุน้อยที่สุดในบริเวณนี้ด้วยความรวดเร็ว สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง และเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน



          “พี่ดงฮยอน"



          แดฮวีเรียกชื่อของพี่ชายออกมา โดยไม่แม้แต่จะลุกขึ้นเพื่อกอดคนเป็นพี่ หรือระบายอารมณ์ใดๆ นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่า – เหมือนกับสายตาของคุณพ่อ



          “มินฮยอนจะต้องไม่เป็นอะไร"



          แดฮวีพยักหน้า ก่อนจะกลับไปประสานมือของตัวเองเอาไว้ สวดภาวนาต่อพระเจ้าที่ไม่เคยเชื่อหรือนับถือ หลับตาลงเพื่อนึกถึงภาพความทรงจำที่เคยสร้างร่วมกัน กัดฟันจนริมฝีปากห้อเลือด เมื่อนึกถึงภาพความทรงจำล่าสุดที่มีร่วมกัน – ความทรงจำล่าสุดที่ไม่อยากให้มันกลายเป็นความทรงจำสุดท้าย



          “พี่ดงยอง"



          อัลฟ่าทั้งสองคนประสานสายตากัน นัยน์ตาที่บัดนี้เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและความโกรธแค้นของแดฮวี ทำให้ดงยองเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายกำลังจะคิดอะไรอยู่ เด็กผู้ชายที่มีแต่อุปสรรคใหญ่ๆ เข้ามาขวางทาง ชวนให้ดงยองรู้สึกหงุดหงิดใจแทน จนอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปลูบหัวคนเป็นน้องเบาๆ 



          “ได้สิ จะแก้แค้นทั้งที ยังไงรวมกันสองตระกูลก็ดีกว่า"


          “ขอโทษนะครับที่ต้องรบกวน แต่ว่าผมอยากให้พี่ดงฮยอน พี่ยองมินกับซองอู อยู่ปกป้องมินฮยอนที่นี่"


          “แล้วน้องไม่รอมินฮยอนตื่นขึ้นมาก่อนเหรอ?” 



          ดงฮยอนพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ อีแดฮวีในตอนนี้ กลายเป็นอีแดฮวีที่เขารู้สึกไม่คุ้นเคย ทั้งสายตา สีหน้า และน้ำเสียงที่ใช้นั้นเย็นชาราวกับน้ำแข็งบนยอดเขา



          “แน่นอนว่าน้องอยากอยู่กับมินฮยอน อยากเป็นคนแรกที่บอกรักมินฮยอนทันทีที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา แต่น้องก็อยากทำให้มินฮยอนมั่นใจก่อน – "



          อีแดฮวีลุกขึ้นยืน อกผาย ไหล่ผึ่ง แผ่นหลังตั้งตรงอย่างสง่าสมฐานะ ใบหน้าไร้รอยยิ้มยามที่พูดถึงคู่แท้ ดังเช่นแต่ก่อน เพราะบัดนี้ความโกรธแค้นได้เข้ามาเติมเต็มน้องคนเล็กของตระกูล



          "ว่าโลกใบนี้กลายเป็นโลกที่ปลอดภัยสำหรับมินฮยอนแล้ว ให้ฮิคาริรู้สึกถึงความปลอดภัยนั้นบ้าง – แค่นิดเดียวก็ยังดี"



          นัยน์ตาที่เคยเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ถูกเติมเต็มด้วยความแค้น มือเรียวกำเข้าหากันแน่น เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกหลากหลายที่ตนเองพยายามกดทับไว้



          “น้องจะทำได้ใช่ไหม พี่ดงฮยอน?” 


          “ได้สิ ถ้าน้องตั้งใจไว้แบบนั้น ก็ไม่มีอะไรที่อีแดฮวีทำไม่ได้หรอก"


          “ขอบคุณครับ แล้วก็ขอโทษพี่ดงฮยอนไว้ล่วงหน้าเลย เพราะการกระทำของน้อง อาจจะทำให้เกิดผลกระทบครั้งใหญ่ตามมา"


          “ไม่เห็นต้องขอโทษ ในเมื่อตระกูลนั้นไม่ไว้หน้าเราเอง ถ้าไม่ทำอะไรเลยน่ะยิ่งแย่กว่า"



          แดฮวีพยักหน้า ส่งยิ้มบางๆ ให้พี่ชายที่แสนดีต่อเขาเสมอ แม้ว่าเราจะไม่ได้มาจากสายเลือดเดียวกันทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าถ้าไม่มีดงฮยอน ชีวิตของอีแดฮวีคงมีแต่ฤดูหนาว ไร้ไออุ่นให้เขาได้ขดในช่วงที่รู้สึกถึงการแตกสลายข้างใน


          ถ้าไม่มีพี่ดงฮยอน อีแดฮวีในตอนนี้อาจเป็นเหมือนใครหลายคนที่ดีแต่ใช้อำนาจของตัวเอง ไร้หัวใจและไร้ความรู้สึก



          “เอาคนจากทางนี้ไปเพิ่มไหม?” 


          “ไม่ต้องก็ได้ครับ ยังไงก็ไปญี่ปุ่น ใช้คนของตระกูลผมน่าจะสะดวกกว่า"


          “เดี๋ยวผมให้คนของตระกูลจองมาช่วยด้วยครับ"


          “ขอบคุณพี่ดงยอง พี่ยุนโอ มากๆ นะครับ"



          ดงฮยอนเดินไปแตะไหล่ดงยอง ประสานสายตา แสดงความขอบคุณ พวกเขาพยักหน้าให้กันเบาๆ ก่อนที่ดงยองจะเดินไปหยุดอยู่ที่ด้านซ้ายมือของแดฮวี อัลฟ่าที่อยู่เหนืออัลฟ่านับพับคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นต่อสายตรงหาพี่ชายคนโต ในขณะที่ยุนโอต่อสายหาพี่ยุนโฮ



          แดฮวีเงยหน้าขึ้นไปมองตรงโถงทางเดิน เมื่อได้ยินเสียงลิฟต์ ภาพของปาร์คจีฮุนปรากฏสู่สายตา อีกฝ่ายส่งยิ้มบางๆ มาให้เขา โดยไม่ได้เอ่ยอะไร – แต่แค่นั้นก็พอแล้ว 



          “ซองอู เราไว้ใจให้นายปกป้องมินฮยอนแทนเราได้ใช่ไหม?” 



          คนเป็นนายหันไปหามือซ้ายของตน น้ำเสียงนั้นเรียบเย็น แต่ซองอูก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร เพราะครั้งนี้เขาทำพลาดไปจริงๆ 



          ด้วยชีวิตครับ"



          เพราะมันเป็นความจริงที่ว่า ครั้งนี้องซองอูไม่สามารถปกป้องทั้งอีแดฮวีและฮวังมินฮยอน มินฮยอนที่กลายเป็นเพื่อนสนิทที่เขาสนิทใจด้วยมากที่สุด



          เราเชื่อในตัวซองอูนะ"



          คนเป็นอัลฟ่าสบสายตากับคนสนิท พูดแค่นั้น แตะอีกฝ่ายที่ไหล่ซ้าย ก่อนจะเดินออกจากบริเวณนั้นด้วยออร่าที่ชวนให้ขนลุก – มันทั้งแข็งแกร่งและสงบนิ่ง ราวกับไม่ใช่อีแดฮวีที่พวกเขาเคยรู้จัก



          นี่สินะ บทเรียกที่มาเฟียทุกคนต้องได้รับ

          ความเจ็บปวดจะทำให้แข็งแกร่งขึ้น



          เพื่อรับกับความเจ็บปวดที่จะดำเนินมาถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ – 

          แต่เป็นความเจ็บปวดที่จะดำเนินมาถึงแน่ๆ






*






Osaka, Japan 




          รถสปอร์ตสีดำสนิท ขับตีคู่กันไปนับสิบคัน เพียงแค่การเคลื่อนไหวของตระกูลมาเฟียอย่างตระกูลคิมและตระกูลอี ก็ถือว่าน่าหวาดกลัวแล้ว แต่ครั้งนี้ตระกูลจองที่มีอิทธิพลด้านการบินยังเข้ามาร่วมด้วย ไหนจะเพื่อนๆ ของทั้งสองตระกูลที่ลงมาร่วมศึกในครั้งนี้ด้วย การกระทำดังกล่าวชวนให้หลายตระกูลในญี่ปุ่นต่างเตรียมตั้งรับการโจมตีด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับคำถามในใจ 


          ใครกันที่กล้ากระตุกหนวดมังกรและราชสีห์



          “พี่ลองให้คนสืบให้แล้ว เป็นพ่อกับแม่ของมินฮยอนจริงๆ "


          “แล้วพี่ดงยองรู้ไหม ว่าพวกเขาจะทำแบบนั้นไปทำไม?” 


          “พี่รู้แค่ว่าพวกเขารับอุปการะเด็กคนนั้นมาเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเอง ใช้เป็นของแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ตอนแรกเขาก็ไม่อยากให้เด็กคนนั้นเป็นนักเปียโนสักเท่าไหร่ แต่พอเห็นว่าการเป็นนักเปียโนชื่อดังยิ่งเพิ่มมูลค่าในตัวมินฮยอน พวกเขาก็ปล่อยไป"



          แดฮวีเสมองออกไปนอกตัวรถ ฟิล์มสีดำสนิทตรงหน้ายังมืดมนน้อยกว่าจิตใจของตระกูลซากุไร – ตระกูลที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในญี่ปุ่น เช่นเดียวกับตระกูลของผมและพี่ดงยอง



          “พอน้องมาคิดดูแล้ว มันก็แปลก"



          มินฮยอนมักจะยิ้มออกมากว้างๆ แต่ดวงตากลับสะท้อนเพียงแต่ความเจ็บปวดที่แม้แต่แดฮวีเอง ก็ไม่สามารถลบความทรมานนั้นออกได้ – ผมรู้ดี



          “อะไรที่แปลก?” 



          คิมดงยองที่สวมเสื้อคอเต่าสีดำ กางเกงยีนสีดำ ทับด้วยเบลเซอร์สีดำสนิม ไร้ลวดลายใดๆ หันไปมองน้องญาติของตนเองด้วยนัยน์ตาท่ี่เต็มไปด้วยดวงดาว ถ้าให้พูดตรงๆ ชีวิตของแดฮวีกับดงยองนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิตของดงยองน่ะโรยด้วยกุหลาบที่ไร้นาม เป็นดวงที่แม้แต่ซินแสประจำตระกูลยังบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกรักของพระเจ้า


          ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชะตาก็จะเข้าข้างคิมดงยองเสมอ



          “ผมกับมินฮยอน พวกเราไม่มีของอะไรที่แสดงว่าเคยอยู่ด้วยกันเลย – รูปภาพ แหวน สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ไม่มีของแทนใจอะไรทั้งนั้น"



          แดฮวีแบมือของตัวเอง นึกถึงสัมผัสที่เคยประสานและกอบกุมมือของเขา ความรักที่ถูกส่งผ่านมา หลอมละลายความหนาวเหน็บในหัวใจ



          “เพราะงั้นตอนนี้ที่น้องกำลังคิดถึงเขา น้องจึงทำได้แค่นึกถึงภาพความทรงจำที่บ้างก็ชัดเจน บ้างก็เลือนรางจนน่าเจ็บใจ"


          “แต่สิ่งของพวกนั้นยังไงมันก็ต้องหล่นหายไปสักวัน ไม่เหมือนความทรงจำ จริงๆ น้องไม่ได้ต้องการสิ่งของพวกนั้นหรอก – น้องแค่อยากได้มินฮยอนกลับมายืนข้างๆ "



          ผมหยิบมือถือขึ้นมา อ่านข้อความที่รอคอยมาตลอดค่ำคืนที่มืดมิด รู้สึกถึงเสียงของหัวใจของตัวเอง หลังจากที่เด็กหนุ่มได้ยินเพียงเสียงอื้อในหูตลอดเวลา นับตั้งแต่เสียงกระสุนนัดนั้นดังขึ้น



          “และผมจะทำลายทุกคนที่คิดจะทำร้ายหัวใจของผม"



          แดฮวีเก็บมือถือของตัวเองเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หลังอ่านข้อความจากพี่ดงฮยอน



          การผ่าตัดสำเร็จ ตอนนี้มินฮยอนอยู่ที่ห้องพักฟื้นแล้ว’ 



          ผมหยิบมีดประจำตัวขึ้นมาควงเล่น ริมฝีปากบางฮัมทำนองเพลงโซนาตาที่มินฮยอนชอบเล่น ในขณะที่คิมดงยองส่งข้อความไปหาคุณปู่ และสภานักเรียนของโรงเรียนฮานึลโซระ สาขาประเทศญี่ปุ่น



          “ถ้าคิดจะทำลายแล้ว ก็ต้องทำลายให้สิ้นซาก ไม่งั้นมันจะแว้งมากัดเราสักวัน"


          “ก็ไม่คิดว่าจะเหลืออะไรไว้อยู่แล้ว นอกจากชื่อตระกูลพังๆ ของพวกมัน"


          ดี"



          รถยนต์สีดำขับเคลื่อนไปยังจุดหมายเดียวของวัน โดยไร้เสียงพูดคุยใดๆ อีก ฤดูหนาวของโอซาก้า ยังไม่หนาวเหน็บเท่าหัวใจของอีแดฮวี และราตรีนี้ยังไม่มืดมนเท่า อนาคตของตระกูลซากุไร 








          อีแดฮวี ปาร์คจีฮุน คิมดงยอง จองยุนโอ และนากาโมโตะ ยูตะในชุดกิโมโน เดินเข้าสู่ตัวคฤหาสน์ตระกูลซากุไรด้วยสีหน้าเฉยชา เสียงของดาบฉวัดเฉวียน คนชุดดำที่โรยตัวมาจากเฮลิคอปเตอร์ เสียงกรีดร้อง ไม่ได้ทำให้ทั้งสี่คนคิดจะหยุดฟังแม้แต่นิดเดียว


          เพราะตอนที่มินฮยอนของผมร้องขอให้หยุด คนพวกนั้นยังไม่คิดจะฟังเลยนี่นา



          “ไง รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้เจอผมตัวเป็นๆ แล้ว?” 


          “ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” 



          อีแดฮวีขยับคิ้วไปมา พลางมองหน้าสามีภรรยาตระกูลซากุไรด้วยสายตาเหยียดหยาม ชุดเกราะ ถ้วย ชาม และเหรียญเกียรติยศในห้องยังอยู่ในสภาพปกติ ตรงกันข้ามกับเจ้าของพวกมัน ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพที่น่าสมเพชยิ่งนัก



          “ก้มลงไปให้ต่ำกว่านี้สิครับ ตอนนี้ผมเป็นเจ้าของชีวิตพวกคุณนะ"



          แดฮวีแค่ปรายตามองผู้หญิงคนนั้น ใช้มือขวากดหัวผู้นำตระกูลด้วยแรงทั้งหมดที่มี เมื่อนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่คนพวกนี้เคยทำกับมินฮยอน



          “ทำเป็นหยิ่งยโสโอหัง ตัวเองขายลูกตัวเองเพื่อผลประโยชน์มานับครั้งไม่ถ้วนแท้ๆ "


          “ถ้าอยากได้มันก็เอาเงินมาซื้อสิ ไม่ใช่มาทำลายข้าวของคนอื่นแบบนี้"


          “มีสมองไว้คั่นหูเฉยๆ เหรอครับ ถึงพ่นอะไรแบบนี้ออกมา?” 



          อีแดฮวีใช้เพียงนิ้วชี้เฉยคางซากุไรขึ้นมา ก่อนจะถุยน้ำลายใส่ กระตุกริมฝีปากด้านขวาขึ้นด้วยความโกรธ



          “หลังจากที่คุณส่งคนไปยิงผมกับพี่? หลังจากทีฮิคาริต้องรับกระสุนพวกนั้น? หลงละเลิงในอำนาจจนคิดว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้าอยู่คนเดียวเหรอครับ?” 



          ก่อนจะใช้นิ้วโป้งและชี้บีบกรามของอีกฝ่าย โดยมียูตะคอยจับมือที่ไพล่หลังของซากุไรไว้ เผื่ออีกฝ่ายคิดทำอะไรตุกติกขึ้นมา



          “ใช่ ตระกูลผมกับคุณอาจจะมีอำนาจพอๆ กัน แต่คุณคงลืมทำการบ้านมาว่าตระกูลผมมีพันธมิตรมากกว่าคุณ – อย่างนับไม่ถ้วน อ้อ แล้วก็เป็นพันธมิตรที่ทำพันธะกันด้วยใจ ไม่ได้เกิดจากการค้าขายแบบที่คุณทำ"


          “ถ้าพวกฉันเป็นอะไรไป คิดว่าคนในตระกูลจะอยู่เฉยๆ เหรอ?” 


          “แล้วคุณคิดว่าผมทำอะไรไปบ้างก่อนจะมาเจอคุณล่ะ?” 



          แดฮวียิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม เมื่อเห็นใบหน้าที่เริ่มซีดลงเรื่อยๆ ของทั้งสองคน ลูกคนสุดท้องของตระกูลอียื่นมือไปหาปาร์คจีฮุน



          “ผมไม่เคยคิดจะมาทำร้ายพวกคุณเลย ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าพวกคุณเคยทำระยำอะไรบ้างกับคนของผม เพราะอย่างน้อยคุณก็ปล่อยให้เขาเติบโตขึ้นมา อย่างน้อยคุณก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ของเขา"



          โดยเพื่อนสนิทก็ส่งดาบประจำตระกูลมาให้อย่างรู้ใจ ปาร์คจีฮุนที่มักจะคอยปรามเสมอ เมื่อผมทำอะไรเกินขอบเขต แต่วันนี้เพื่อนสนิทของผมยังไม่เอ่ยห้ามอะไรสักคำ



          “คุณคงนึกไม่ออกว่าผมกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหน ที่จะไม่สะบัดดาบกลางลำตัวของพวกคุณ เมื่อรู้ว่าคุณทำให้คนๆ นั้นต้องใช้เวลามากแค่ไหนในการหลับตาลงในแต่ละคืน พวกคุณที่ทำให้เขาสะดุ้งตื่นกลางดึกทุกค่ำคืน แม้ว่าผมจะโอบกอดเขาเอาไว้ด้วยความรัก"



          แดฮวีตวัดดาบไปด้านหลัง นั่งยองๆ ลงเพื่อสบตากับพ่อของมินฮยอน นัยน์ตาสีดำสนิทของแดฮวี – ที่มินฮยอนชอบมองนักหนา – 



          “แต่ตอนนี้ผมคงแกล้งหลับตาไม่ได้อีกแล้ว เพราะคุณทำร้ายคนรักของผม – ต่อหน้าผม"



          บัดนี้กลับถูกใช้เพื่อจดจำภาพสุดท้ายของบุรุษที่เคยยิ่งใหญ่ ใบหน้าหวานเอียงซ้ายและขวาเพื่อสำรวจใบหน้าที่เป็นฝันร้ายของคนรักอย่างถี่ถ้วน



          “ผม – อีแดฮวี ลูกชายคนเล็กที่ได้รับสิทธิ์และมรดกอย่างชอบธรรมของอีซึงกวาน หลานของตระกูลโทโมฮิสะและเหลนของตระกูลคิม"



          เดาะลิ้นออกมา พร้อมหัวเราะในลำคอ



          “ด้วยเกียรติและศักดิ์ข้างต้น ผมคงไม่สามารถปล่อยให้พวกคุณ – และบริวารของคุณไปไม่ได้ แม้แต่คนเดียว"



          แววตาล้อเล่นและยียวนหายวับภายในพริบตา นัยน์ตาสีรัตติกาลมืดมนกว่าทุกวัน อาจเพราะบัดนี้มันกลายเป็นหลุมดำที่พร้อมจะดูดกลืนทุกอย่างที่ขวางหน้า



          หลังจากนี้ไม่ว่าจะกี่ชาติ – "



          ยืดตัวขึ้นทันที โดยไม่อิดออด ราวกับว่าอีแดฮวีรอช่วงเวลานี้มาตลอด มีเพียง ปาร์คจีฮุน ที่หันหน้าเข้าหาแดฮวี ในขณะที่คิมดงยอง จองยุนโอ และยูตะ คอยระวังการโจมตีจากด้านนอก



          ก็ขอให้พวกคุณพานพบแต่ฝันร้ายนะครับ"



          เสียงดาบตัดฉับ โลหิตที่ไหลนองทั่วพื้นเสื่อทาทามิ ไม่มีแม้แต่เสียงร้องขอชีวิตจากทั้งสองคน



          แด่ฮิคาริ"



          อีแดฮวีพูดแค่นั้น ก่อนที่พวกเขาจะเดินออกจากคฤหาสน์ที่ทิ้งไว้เพียงแค่ชื่อเสียงในอดีต ยูตะ ดงยอง และยุนโอ นั่งรถแยกกลับไปยังบ้านของตนเอง ในขณะที่อีแดฮวีและปาร์คจีฮุน รุดไปที่เจ็ทส่วนตัว เพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังโซลให้เร็วที่สุด






*





Seoul, South Korea




          ฤดูเวียนผ่าน ใบไม้ที่เคยอยู่บนต้นร่วงหล่นลง พระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน เพื่อผลัดเปลี่ยนให้จันทราขึ้นมาส่องแสง เป็นแสงสว่างที่นำทางผู้คนที่หลงทางในยามราตรี



          “ขี้เซาเกินไปแล้วนะ"



          ส่วนสูงของอีแดฮวีขยับขึ้นไปสามเซนติเมตร ร่างกายกระชับแน่นกว่าเดิม เพราะการฝึกฝนที่เคร่งครัดขึ้น แดฮวีไม่ได้ปล่อยให้ร่างกายโทรมอย่างที่คนอื่นคิด เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองต้องคงภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งไว้เสมอ เพื่อประโยชน์ของตระกูลเอง



          “วันนี้คุณมินฮยอนของเราอยากฟังเพลงอะไรนะ?” 



          ที่นั่งข้างเตียงผู้ป่วยกลายเป็นที่ๆ อีแดฮวีใช้เวลาอยู่มากที่สุด คนตัวเล็กมักประสานมือของตัวเองไว้รอบมือที่แห้งผากของมินฮยอน กดจูบลงบนฝ่ามือนั้นบ้างให้หายคิดถึง



          “ไม่รู้ด้วยสิว่าปกตินายฟังเพลงอะไร เห็นเล่นแต่เพลงคลาสสิค จะเอาไวโอลินมาเล่นก็กลัวข้างห้องนายจะด่า เอ๊ะ หรือจะเอาแผ่นกันเสียงมาติดดี แต่ถ้ามีคนมาทำร้ายหรือนายร้องไห้แล้วพยาบาลไม่ได้ยินล่ะ จะย้ายให้กลับไปนอนที่บ้านก็ไม่ได้ ยากจังแฮะ"



          ใช่ เขาคิดถึงมินฮยอนมากๆ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็นอนอยู่ตรงหน้า



          “มินฮยอน?” 



          อีแดฮวีสะดุ้ง ก่อนจะยกมือของมินฮยอนขึ้นมาแนบแก้มของตัวเอง นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนด้วยความหวัง จนซองอูที่ยืนดูอยู่ที่มุมห้องได้แต่เบือนหน้าหนี



          ไม่ว่าอีแดฮวีจะเรียกฮวังมินฮยอนไปนับร้อย นับพัน นับหมื่นครั้ง 

          คนๆ นั้นก็ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลืมตาขึ้นมา



          “อือ"



          แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับทำให้ซองอูตกใจ หยาดน้ำตาไหลออกมาด้วยความดีใจโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็รวบรวมสติโดยการรีบวิ่งออกไปบอกพยาบาลให้ตามหมอมาเช็คอาการของเพื่อนสนิท



          “ไง นอนจนหายง่วงเลยสิ"



          มินฮยอนพยักหน้ารับ ยิ้มออกมาเมื่อสิ่งที่เขาเห็นเป็นสิ่งแรกหลังจากลืมตาขึ้นมา คือใบหน้าของคุณแดฮวีที่กำลังส่งยิ้มมาให้เขาอยู่ นัยน์ตาคู่ที่มินฮยอนชอบที่สุดในโลกยังงดงามเช่นเดิม แม้มันจะดูเหนื่อยล้ากว่าแต่ก่อน



          “Welcome back toyour lightless world:) ” 



          ประโยคที่ทำให้ภาพความทรงจำครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันลอยเข้ามา แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรอยยิ้มที่ส่งมาให้ รอยยิ้มที่ทำให้มินฮยอนรู้สึกว่าตัวเองเป็นโลกทั้งใบของคุณแดฮวีเหมือนกัน โลกที่ไร้แสงสว่างของคุณแดฮวี ที่ทำให้เขามองเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น


          แม้แต่อนาคตของตัวเอง



          “แล้วก็เราอยากให้มินฮยอนรับรู้ไว้ ว่าตอนนี้โลกใบนี้ปลอดภัยสำหรับมินฮยอนแล้วนะ;) ” 



          หัวใจกระตุก – นัยน์ตาที่สะท้อนความรู้สึกผิด แต่ก็เด็ดเดี่ยวในการกระทำของตัวเอง ถึงจะรู้สึกโหวงๆ อยู่บ้างๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขาเองก็ดีใจเหมือนกันที่ได้ยินแบบนั้น



          เพราะมันทำให้มินฮยอนมั่นใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีฝันร้ายพวกนั้นแล้ว



          “อย่าพึ่งเครียดมากสิ พึ่งฟื้น เดี๋ยวปวดหัวนะ แล้วหิวน้ำไหม?” 



          มินฮยอนพยักหน้าหงึกหงัก ระบายยิ้มออกมาเมื่อเห็นคุณแดฮวีลุกขึ้นไปรินน้ำใส่แก้ว ก่อนจะปรับเตียงของมินฮยอนขึ้นอย่างแข็งขัน



          “ค่อยๆ จิบนะ เดี๋ยวสำลัก"



          พึ่งได้สติขึ้นมาไม่ถึงหนึ่งนาที คุณแดฮวีก็ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมากๆ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้คุยกันต่อ ทั้งคุณหมอและพยาบาลต่างก็รุดเข้ามาในห้อง จนแดฮวีต้องถอยออกไปยืนมองอยู่ห่างๆ 



          “ยินดีด้วยนะครับคุณแดฮวี"


          “อื้อ ขอบใจนะ"


          “เด็กคนนั้นไม่มีวันทิ้งคุณไปก่อนหรอกครับ"


          “แต่ต่อให้เขาทิ้งเราไปก่อน เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมีชีวิตอยู่ต่อไป"



          แสงอ่อนๆ ของยามบ่ายสาดเข้ามาในตัวห้อง เสียงพูดคุยของคนในห้องดังขึ้นตามจังหวะการเดินไปเดินมารอบบริเวณ อุปกรณ์การแพทย์มากมายถูกส่งไปส่งมาจนน่าเวียนหัว



          “เพราะเรามีสิ่งให้รับผิดชอบเยอะเหลือเกิน เรารักเขานะ รักมากที่สุดเท่าที่จะรักใครสักคนได้ แต่เราก็ยอมให้คนที่สาบานว่าจะภักดีต่อเรา ล้มตายกันหมดเพียงเพราะความอ่อนแอของผู้นำตระกูลไม่ได้เหมือนกัน แล้วเราก็ทิ้งให้พี่ดงฮยอนแบกรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียวไม่ได้"



          แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน อีแดฮวีจะเป็นสิ่งเดียวที่องซองอูเห็นชัดเจนเสมอ



          “ผมดีใจที่ได้รับใช้คุณแดฮวีเสมอ – และมันจะเป็นตราบชั่วชีวิตของผม"


          “อื้อ อยู่ด้วยกันไปนานๆ เลยนะ อย่าทิ้งเราไปก่อนล่ะ"


          “ครับ"



          พวกเขาหัวเราะออกมา เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกันตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ คนสองคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นเจ้านายกับลูกน้อง เป็นพี่และน้องที่คอยยอมและอ่อนข้อให้กันและกัน



          “ขอบคุณที่อนุญาตให้ผมอยู่กับคุณแดฮวีในทุกช่วงชีวิตนะครับ"



          เป็นความสัมพันธ์ที่ใครคนหนึ่งรักและเทิดทูนการมีอยู่ของอีกคนอย่างสุดหัวใจ



          “เราสิที่ต้องขอบคุณ"



          เป็นความรักที่มีคำตอบ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พานพบ





*






          ล้อรถเบียดกับพื้นลาดยาง รถลีมูซีนสีดำสนิทจอดเทียบกับอาคารเรียน นักเรียนรอบบริเวณหยุดเดินเพื่อรอเจอประธานนักเรียน มันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ใครหลายคนเป็น


          ก็ใครกันจะสามารถต้านเสน่ห์และความลึกลับของตระกูลอีได้? 



          แต่เสียงเซ็งแซ่รอบบริเวณก็หยุดลง เมื่อมีใครบางคนเดินลงมาจากประตูหลังด้านซ้าย ใบหน้าที่ดูหล่อเหลากว่าเดิม และนัยน์ตาที่ไม่แยแสใคร ออร่าของอัลฟ่าที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้ใครหลายคนหยุดชะงัก หลังจากเหตุการณ์ยิงกันวันนั้น ก็ไม่เคยมีใครมินฮยอนอีกเลย จนมีข่าวลือว่ามินฮยอนตายไปแล้วด้วยซ้ำ



          “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ!” 



          มิยาวากิ ซากุระ กระโดดตบๆ ไหล่มินฮยอนสองที พร้อมกับยิ้มยิงฟันให้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะวิ่งไปควงแขนแดฮวีอย่างเคย ในขณะที่จงฮยอนและมินกิเดินมาขนาบข้างมินฮยอน พร้อมชวนคุยอย่างออกรส 



          “หน้าซูบไปป่ะเนี่ย ไว้หลังเลิกเรียนไปหาอะไรกินกัน"


          “นั่นดิ รู้ว่าอาหารโรงพยาบาลไม่อร่อย แต่ก็ต้องยัดๆ เข้าไปบ้างนะ"


          “แล้วมินกิจะให้มินฮยอนยัดอาหารโรงพยาบาลทำไม ก็ออกมาแล้วเนี่ย"


          “เออ จริงด้วย"



          มินกิเกาหัวตัวเอง ก่อนจะหาวออกมาวอดใหญ่ๆ เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่าตัวเองยังไม่ตื่นดี ในขณะที่แพจินยองท่ีเดินตามมา ทำแค่ส่งนิ้วโป้งให้มินฮยอน ก่อนจะเดินไปลับฝีปากกับแดฮวีเหมือนทุกวัน



          “พี่มินฮะยอนนนนนนนนนน"



          ยูซอนโฮวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะกระโดดกอดหลังมินฮยอนหมับ ราวกับตุ๊กแก แต่คนที่ถูกกระโดดกอด ก็หัวเราะออกมากว้าง เมื่อคนอายุน้อยกว่าเอาแต่ถูหน้าไปมากับหลังของเขา โดยมีเสียงไลควานลินคอยบ่น



          “พี่เขาพึ่งออกจากโรงพยาบาล เบาแรงหน่อยไหม"


          “ไม่เอา!” 


          ยูซอนโฮ"



          เสียงเรียบๆ ของแดฮวี ทำเอาซอนโฮหุบยิ้มฉับ ก่อนจะกระโดดลงมาจากหลังของมินฮยอนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด



          “ไม่เล่นแรงๆ แล้วครับ!” 


          “ให้มันน้อยๆ หน่อย นั่นคนของเรานะ เอาหัวไปไถแบบนั้นได้ยังไง"


          “โหววว คุณแดฮวีเดี๋ยวนี้ออกตัวแรงนะครับ"



          ซอนโฮอดแซวพี่คนสนิทไม่ได้ เขากวาดตามองไปรอบบริเวณ ก็พบว่าทุกคนมีปฏิกิริยาที่ไม่ต่างจากเขาเลย ใครจะไม่ตกใจกัน? 



          “ก็หวง"



          พูดแค่นั้น ก่อนจะเดินก้าวขาฉับๆ เข้ามาหามินฮยอน เอื้อมไปจับมืออีกคนไว้ ก่อนจะเดินไปยังห้องของสภานักเรียน โดยไม่สนใจเสียงแซวของเพื่อนๆ หรือสายตานักเรียนที่พวกเขาเดินผ่าน



          “คุณแดฮวี"


          “รู้ว่าเขิน แต่เก็บอาการหน่อย"


          “ครับ!” 



          สะดุ้งตัวขึ้นตอบคนรัก แต่ก็ไม่ได้สนใจจะเก็บอาการนัก ในเมื่อตอนนี้มินฮยอนยิ้มกว้างจนแทบจะเห็นฟันทุกซี่แล้ว



          แต่ก็เป็นภาพที่น่ารักจนทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่าน อดยิ้มตามไม่ได้ 

          คุณแดฮวีตอนมีความรักน่ะ มีเสน่ห์แบบทำลายล้างเลยล่ะ



          ฮวังมินฮยอนคนนั้นก็ด้วย












          แดฮวีกับมินฮยอนนั่งบนเสื่อที่ซองอูเตรียมไว้ให้ พวกเขานั่งอยู่ใต้ต้นซากุระร้อยปี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน มินฮยอนแกะกล่องเบนโตะก่อนจะยื่นไปให้แดฮวีก่อน วันนี้พวกเขาเลือกจะทานข้าวกลางวันกันสองคน มากกว่าจะทานร่วมกับเพื่อนๆ สภานักเรียนเช่นทุกวัน



          “นี่มินฮยอน"


          “ครับ?” 


          “ตอนนี้นายมีความสุขไหม?” 



          ดวงตาของคุณแดฮวีเต็มไปด้วยประกายความหวัง อีกฝ่ายเผลอกัดริมฝีปากของตัวเองด้วยความประหม่า คงเพราะอีกฝ่ายกำลังลุ้นกับคำตอบของเขาล่ะมั้ง



          “ครับ ผมมีความสุขมากๆ จริงๆ แค่ได้อยู่กับคุณแดฮวีผมก็มีความสุขมากๆ แล้ว แต่ตอนนี้ผมมีทั้งเพื่อนทั้งพี่น้องที่ดีกับผมมากๆ เลยยิ่งมีความสุขขึ้นไปอีกครับ"


          “เก่งมาก"



          ส่งมือไปยีหัวคู่แท้ของตัวเอง พร้อมกับย่นจมูกแสดงความเอ็นดูไปด้วย



          “ขอบคุณนะครับ"


          “เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นคำตกลงแทนดีกว่านะ"


          “ครับ?” 


          “เป็นแฟนกันไหม?” 



          โพล่งออกมาทั้งอย่างนั้น โดยไม่ส่งสัญญาณเตือนกันก่อนเลยสักนิด หัวใจของมินฮยอนน่ะเต้นแรงมากๆ จนมันแทบระเบิดออกมาแล้ว



          “น่า จะใครขอ ปลายทางก็เป็นแฟนกันเหมือนเดิม"


          “โธ่ คุณแดฮวี"


          ถ้ารอมินฮยอน ชาตินี้คงไม่ได้เป็นแฟนกัน"


          “คุณแดฮวี! ผมเตรียมการอยู่ต่างหากล่ะครับ!” 


          “เตรียมอะไรนัก แค่มีมินฮยอนกับคำขอเราก็ตกลงอยู่แล้ว"


          “ทำไมเดี๋ยวนี้ชอบพูดจาให้ใจผมเต้นนัก"


          “ไม่เต้นก็ตายดิ"



          มินฮยอนยกมือยอมแพ้ ยังไงก็แพ้คนที่ชอบอ่อยแบบไม่รู้ตัว แต่ก็ชอบทำลายความโรแมนติกแบบขวานผ่าซากเหมือนกัน



          “เดี๋ยวผมมานะครับ"


          “อื้อ"



          คุณแดฮวีพยักหน้า แล้วก้มหน้าลงจัดการเบนโตะตรงหน้าต่อ ราวกับเมื่อกี้อีกฝ่ายไม่ได้ขอเขาเป็นแฟน แต่มินฮยอนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก เดินออกไปยังสวนกุหลาบข้างๆ (ที่มิรุเป็นคนดูแล) เขาเดินเข้าไปเด็ดดอกกุหลาบที่สวยที่สุดขึ้นมาหนึ่งดอก



          “เป็นแฟนกันนะครับ"



          ก่อนจะเดินกลับมา คุกเข่า และยื่นมันไปตรงหน้าคู่แท้ของตัวเอง พร้อมกับสายตาอันมาดมั่น ภาพความทรงจำครั้งแรกที่ได้พบ ความเย็นของสายฝน กลิ่นเขม่าปืน และกลิ่นทะเลของคุณแดฮวี


          มินฮยอนชอบกลิ่นกุหลาบของตัวเองที่ผสมกับกลิ่นทะเลของคุณแดฮวีมากที่สุดในโลก



          “เป็นแฟนกับผมนะครับคุณแดฮวี"



          คุณแดฮวียิ้มกว้าง กว้างมากๆ จนมินฮยอนคิดว่ามันสดใสกว่าพระอาทิตย์ที่กำลังเฉิดฉายอยู่บนท้องฟ้าเสียอีก ที่คุณแดฮวีบอกว่าโลกของตัวเองเป็นโลกที่ไร้แสงสว่างน่ะ


          เป็นคำโกหกที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ 



          “อื้อ เป็นแฟนกันแล้วนะคุณมินฮยอน"



          คุณแดฮวีพยักหน้า พลางยื่นดอกทานตะวันหนึ่งดอกมาให้มินฮยอน การกระทำเล็กที่น่ารักนั่นทำเอามินฮยอนน้ำตาคลอ



          “ตัวก็โต แต่ขี้แงนะเราอ่ะ"


          “ก็คุณแดฮวีน่ารักเกินไป"


          “ถ้าให้กอดจะหยุดร้องไหม"


          “ทันทีเลยครับ!” 



          อีแดฮวีหัวเราะออกมาเสียงดังจนซองอูได้แต่ยิ้มตาม มินฮยอนก็ยังเป็นคนที่อ่านง่ายเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือตอนนี้อีกฝ่ายได้กลับมายืนข้างๆ แดฮวีแล้ว



          “ให้เราเป็นความสุขของมินฮยอนนานๆ เลยนะ"



          กลับมายืนอย่างสมฐานะคู่แท้และคนรักของอีแดฮวี



          “ครับ เป็นแสงสว่างของผมนานๆ เลยนะครับ"



          ราวกับว่าทุกทางเดินที่สลักทุกบาดแผลและความเจ็บปวดของมินฮยอน

          มาบรรจบกันที่ทางแยกสุดท้าย ที่มีคุณแดฮวียืนอยู่อีกฟากหนึ่ง



          และมินฮยอนที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้นก็ยังเป็นคนคนเดิม

          เพียงแต่การหลับฝันหลังจากนั้น ยังมีฝันดีแทรกแซงเข้ามาบ้าง



          เท่านั้นก็มากพอแล้ว

          สำหรับเหตุผลในการมีชีวิตอยู่





FIN.



Please comment or tag #Shelterain101



Talk: ใช้เวลากว่าหนึ่งปี ในที่สุดเราก็แต่งเรื่องนี้จบ ฮรุกก ขอบคุณทุกๆ คนที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้นะคะ ถ้าไม่มีคนอ่าน คนคอมเมนต์ เราคงไม่สามารถเขียนงานที่ฟุ้งอยู่ในหัวออกมาจนจบ ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วนวเริ่มเดบิวต์ จนถึงตอนนี้ ถ้าไม่มีคนอ่านหรือคอมเมนต์เลย เราคงเข็นมาได้ไม่ถึง 27 ตอน ขอบคุณมากๆจริงค่ะ 


ขอให้ทุกคนมีแต่ความทรงจำดีๆ ในช่วงท้ายปีนะคะ! 



ถ้ามีโอกาส ไว้พบกันใหม่นะคะ :) 



With tons of love ! 

, TearsFate

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #248 Saruwatari Guy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 11:58
    เป็นตอนจบที่อ่านแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจ ขอบคุณมากค่ะ ที่เขียนฟิคดีดีแบบนี้มาให้อ่านกัน รักนะคะ ☺ รอคอยงานชิ้นต่อไปนะคะ
    #248
    0
  2. #247 PARNVVVV (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:06
    ชอบงานของคุณมากกกกค่ะ อ่านแล้วรู้สึกหลากหลายมาก ขอบคุณที่เขียนงานดีๆออกมานะคะ เราจะตั้งตารอผลงานของคุณในเรื่องต่อๆไป

    แฮปปี้นิวเยียร์ค่ะ
    #247
    0
  3. #246 honeyhoe (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 11:12
    ชอบผลงานของคุณไรท์เสมอนะคะ ขอบคุณที่กลับมาค่ะ เนื้อเรื่องอันนี้ก็ดีเหมือนเดิมเลย
    #246
    0
  4. #245 Tuey Chutimon (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 23:57
    ใจฟูมากเลยค่ะ คุณไรท์ ฮือออ
    #245
    0
  5. #244 vivacioz (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 23:34
    ฮรืออออออออออออออออออ มินฮย๊อนนนนน รักไรท์เสมอนะคะ จะรออ่านมินฮวีเรื่องต่อๆไป
    #244
    0