[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 23 : [SF] Frozen Light IV (Minhyun x Daehwi)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    27 ต.ค. 62

[SF] Frozen Light

IV

Hwang Minhyun x Lee Daehwi 




AU – Omegaverse: Alfa x Alfa





#Shelterain101

9,111 words

BG Music: Wanna One – Deeper













I had been trying – writing a poem with 

One’ s broken hands and soulless call

Melody drowned, the soundless nightfall.

Once I found your nightingale’ s voice, 



Twinkling eyes lies upon my breath. 











*











          อีแดฮวีเดินไปตามโถงทางเดินด้วยสายตาเฉยเมย เขาไม่ได้กระแอมไอให้คนที่เอาแต่ซุบซิบสะดุ้ง ตรงกันข้ามเด็กหนุ่มทำเพียงแค่เดินต่อไป ปรายสายตามองคนพวกนั้น 



          “ให้ตายสิ งั้นมือขวาของคุณแดฮวีคือนักเปียโนที่หายไปคนนั้นเหรอ"


          “ใช่ เห็นว่าเปลี่ยนชื่อใหม่ด้วยหนิ"


          “แต่ข่าวลือแต่ละอย่างของฮิคารินี่มันบ้าสุดๆ เลยนะ ทำไมคุณแดฮวีถึงเก็บคนแบบนั้นไว้กับตัว?” 



          ขาเรียวนั่นยังก้าวต่อไป แต่สายตาจับจ้องไปที่คนไร้ยางอาย จนกว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัว เสียงของส้นรองเท้าดังอย่างสม่ำเสมอ อีแดฮวีที่เดินนำหน้า ตามด้วยองซองอูและฮวังมินฮยอนที่เดินขนาบข้าง รูปหน้าทั้งสองคนที่ชวนให้ตกอยู่ในภวังค์เพราะความหล่อเหลา



          “หรือฮิคาริขายตัวให้คุณแดฮวี? ฮ่าๆ ต่ำชะมัด"



          ปาร์คจีฮุนเดินออกมาจากห้องพักครู ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินผ่านองซองอูและฮวังมินฮยอนเพื่อเข้าไปยืนข้างๆ อีแดฮวี ที่ตอนนี้นัยน์ตาเต็มไปด้วยความน่ากลัว รังสีที่อีกฝ่ายปล่อยออกมา ทำให้นักเรียนที่ยืนตามโถงทางเดิน แนบหลังของตัวเองติดกำแพง แล้วมองไปยังเด็กห้องสามที่ยังไม่หยุดพ่นคำพวกนั้นออกมา



          หาเรื่องตายชัดๆ – พวกเขาคิดในใจ



          “เหรอ?” 



          เป็นถึงอัลฟ่า แต่ความรู้สึกช้ากันทั้งกลุ่ม รูปร่างที่ไม่ได้สูงชะลูด หรือมีตัวหนาเหมือนนักเพาะกาย แต่กลับทำให้คนที่ถูกมองสั่นเทิ่มไปด้วยความกลัว – อีแดฮวีหยุดยืนตรงหน้ากลุ่มคนพวกนั้น ยักคิ้วถามด้วยใบหน้าเย่อหยิ่ง กดมองอีกฝ่ายต่ำราวกับเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน



          บังอาจนัก



          “คุณแดฮวี"



          สุดท้ายคนที่ดีแต่ปากพวกนั้น ก็ทำแค่เม้มปาก หุบปาก อย่างเจียมตัว มันไม่น่าสมเพชเกินไปเหรอ? อุตส่าห์เกิดมาด้วยเชื้อชาติที่สูงส่ง แต่กลับเอาแต่จับกลุ่มนินทาเรื่องคนอื่นสนุกปาก



          “ไม่เปิดปาก แล้วพูดต่อล่ะ แม่คนสูงส่ง"



          ปาร์คจีฮุนเหลือบมองใบหน้าของประธานนักเรียน ในฐานะเลขาประธานนักเรียน เหตุการณ์ตรงหน้าจัดว่าร้ายแรงอันดับสิบ เพราะเขาไม่เคยเห็นแดฮวีใช้สายตาแบบนี้กับคนในโรงเรียนเลย ฮวังมินฮยอนที่เขาอ่านสายตาไม่ออก กับองซองอูที่พร้อมชักดาบออกมาทุกเมื่อที่คนเป็นนายให้สัญญาณ



          “ขอโทษค่ะ คุณแดฮวี"



          “ไม่ฟังตอนที่บ้านสอนมารยาทพื้นฐานใช่ไหม ถึงขอโทษผิดคนแบบนี้? "



          ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหยุดหายใจ ประธานนักเรียนใช้สายตาจิกทึ้ง อ่านป้ายชื่อของทุกคนในกลุ่มอย่างจงใจ รอยยิ้มที่ฉีกยิ้มให้คนปากพล่อยถึงกับทำให้คนหนึ่งในกลุ่มล้มลงไปนั่งกับพื้น เพราะขาสั่นจนไร้เรี่ยวแรง



          “ขอโทษค่ะ คุณมินฮยอน"


          “ขอโทษครับ คุณฮวังมินฮยอน"


          “การมายืนตัดสินว่าใครต่ำใครสูง มันไม่ใช่การกระทำของผู้ดีเลยนะคุณคิม"


          “ผมผิดไปแล้วครับคุณแดฮวี"


          “แต่ถ้าจะตัดสินจริงๆ แล้วล่ะก็ ให้แน่ใจด้วยล่ะว่านายสูงส่งกว่าเขาจริงๆ แล้วหรือเปล่า"



          แดฮวีขยับเข้าไปใกล้คนที่สูงส่งเหลือเกิน ยกมือขึ้นมา แต่ไม่แตะตัวอีกฝ่าย สายตาแสดงความรังเกียจอย่างไม่ปกปิด



          “เพราะถ้า นาย ต่ำกว่า มันก็จะมีปัญหาตามมา เนอะจีฮุนอ่า :) ?” 



          หันไปยักยิ้มให้เพื่อนสนิทที่เดินมาแตะข้อศอกเขาเบาๆ ก่อนที่ทั้งสี่คนจะทิ้งคนพวกนั้นไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้คนปากดีแข้งขาอ่อน น้ำตาร่วงไหลอย่างน่าสมเพช










          ห้องพักของสภานักเรียนปกคลุมด้วยความเงียบ ไม่มีเสียงทะเลาะกัน ไม่มีเสียงหัวเราะของแพจินยองกับอีแดฮวี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเช้าวันใหม่ ทุกคนนั่งเรียงกันบนโซฟาอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าไร้รอยยิ้ม ชเวมินกิใช้นิ้วเคาะตักอย่างใช้ความคิด สายตาของคิมจงฮยอนเฉยชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



          ยูซอนโฮยืนมองภาพจากกล้องวงจรปิดรอบโรงเรียนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก โดยมีไลควานลินยืนมองภาพเคลื่อนไหวนั้นอยู่ข้างๆ มิยาวากิ ซากุระเคาะนิ้วลงบนกระดาษที่มีรายชื่อของใครบางคน ขณะยกยิ้มอย่างน่ากลัว 


          ถึงแม้จะรู้จักมินฮยอนไม่นาน แต่เมื่อให้คำสัตย์ว่าจะเป็นเพื่อนกันแล้ว พันธะที่เชื่อมโยงทุกคนไว้ย่อมเหนียวแน่น – 



          นั่นคือลักษณะพิเศษของฝูงหมาป่า



          “เป็นประธานนักเรียนนี่ทำร้ายคนในโรงเรียนไม่ได้ใช่ไหม"



          นั่นคือประโยคแรกที่อีแดฮวีพูด หลังจากปล่อยให้ความเงียบลอยวนในห้องมานาน ปาร์คจีฮุนยักไหล่ ใบหน้าที่ใครต่อใครบอกว่าหวานนั่น บัดนี้เหลือเพียงแต่ความแข็งกร้าว



          “นายทำไม่ได้ แต่คนอื่นทำได้"



          “คุณแดฮวี ผมไม่เป็นไรครับ"



          เสียงจีฮุนกับมินฮยอนดังขึ้นมาในจังหวะเดียวกัน ประธานนักเรียนเหลือบตามองมินฮยอนด้วยสายตาไม่พอใจ แน่นอนว่าเขาเติบโตมาด้วยความอบอุ่นของพ่อ แม่ของพี่ดงฮยอน และพี่ดงฮยอน แต่นั่นก็ไม่ได้ลบความจริงที่ว่า อีแดฮวีเป็นลูกคนสุดท้องของหนึ่งในสี่ตระกูลมาเฟียที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ​ 



          “แต่พวกนั้นทำให้นายเจ็บ"



          “ผมไม่เจ็บแค่เพราะคำพูดลอยๆ ของคนอื่นครับ"



          มันไม่ใช่คำพูดลอยๆ มันคือคำว่าร้าย มันคือสิ่งที่คนอื่นกล่าวหานาย"



          “คุณแดฮวี"



          ฮวังมินฮยอนก้าวเท้าออกไป คุกเข่าลงตรงหน้าอีแดฮวีที่นั่งไขว่ห้างอยู่ จับมือคู่นั้นขึ้นมากอบกุม ราวกับจะตั้งท่าอธิษฐาน เงยหน้ามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก – เป็นสายตาที่กรีดหัวใจของอีแดฮวีได้อย่างสาหัส



          “ก่อนหน้านี้ชีวิตผมมันเต็มไปด้วยคำกล่าวร้ายมากกว่านี้อีก แต่ตอนนี้ผมพบแสงสว่างในชีวิตแล้ว เพราะงั้นผมเลยไม่คิดจะจดจำความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้น"



          อีแดฮวีก้มลงมองมินฮยอนด้วยสายตานิ่งๆ ไม่ได้ขยับหนีหรือแสดงท่าทีอะไร อัลฟ่าคนดังจดจ้องไปที่ดวงตาอีกคู่ พยายามมองหาร่องรอยความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายแอบซ่อนไว้



          “ไม่อยากให้ความรู้สึกเจ็บนั้น อยู่เหนือความรู้สึกรักที่ผมพึ่งมีโอกาสได้สัมผัสเป็นครั้งแรก"



          และนั่นทำให้หัวใจเขาบีบรัด รู้สึกเหมือนมีอีกามาจิกทึ้งข้างในหัวใจ เพราะคราบความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตของมินฮยอน ยังติดชัดบนดวงตาคู่นั้น ชัดเจนพอๆกับความรักที่อีกฝ่ายมีให้เขา 



          ทั้งความรัก ทั้งความระทมทุกข์​ ต่างสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่ที่อีแดฮวีตกหลุมรัก 

          ชัดเจนเสียยิ่งกว่าน้ำจากยอดเขาเสียอีก



          “ครอบครัวนั้นอุปการะผมขึ้นมานั่นคือเรื่องจริง

          พวกเขารับผมมา เพื่อขว้างปาความเกลียดชังบนโลกนี้ใส่ผมนั่นก็เรื่องจริง 

          ผมเป็นนักเปียโนที่ใช้ดนตรีโอบกอดตัวเองเอาไว้นั่นก็เรื่องจริงเหมือนกัน"



          ทุกคนในห้องจับจ้องไปที่ฮวังมินฮยอน หัวใจหลายดวงค่อยๆ เต้นเป็นจังหวะที่ใกล้เคียงกัน จากการที่อีกฝ่ายเปิดรับให้พวกเขาเข้าไป ยอมให้ฟังเรื่องส่วนตัวของตนเอง น้ำเสียงที่พยายามแสดงออกว่าสบายดี ทั้งๆ ที่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยตะกอนของความเจ็บปวด



          “และสิ่งเดียวที่ผมเลือกรักษาไว้ คือมือของผม เพียงเพื่อจะใช้มือคู่นี้เล่นเปียโนต่อไป แทนที่จะใช้มือนั้นปกป้องร่างกายตัวเองไว้– "



          แผ่นหลังกว้างของฮวังมินฮยอนดูอ้างว้างเหลือเกิน แม้อีกฝ่ายกำลังหันหน้าเข้าหาคนที่แสงสว่างด้วยของตนเอง แต่เงาของฮวังมินฮยอนที่สะท้อนลงบนพื้นนั้นมืดมิด เกินกว่าจะเรียกว่าเงา 



          ก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน"



          และนั่นทำให้พวกเขาโกรธเหลือเกิน เกลียดคนที่ขุดอดีตที่เต็มไปด้วยปวดร้าวของคนอื่นขึ้นมา เพียงเพราะความสนุกปาก เกลียดตำแหน่งที่ค้ำคอ ทำให้พวกเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากทำเป็นมองผ่านคนเลวพวกนั้น



          ความคิดแย่ๆ และความคิดที่ดีตีกันในหัวไปหมด แต่ก็พยายามสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เติบโตขึ้นเป็นคนประเภทนี้ จะไม่ยอมให้อำนาจที่จะได้รับในอนาคต ปรับเปลี่ยนการมองโลก และการปฏิบัติต่อผู้อื่น –



          “มันฟังดูน่าสมเพช แต่ผมกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง เพราะผมรู้ดีว่าต่อให้คนทั้งโลกจะหันหลังให้ผมต่อให้ผมต้องแลกโลกของดนตรีเพื่อยืนข้างคุณ ผมก็จะยิ้มรับมัน"



          ในขณะที่อีแดฮวีทอดมองคู่แท้ของตัวเองด้วยสายตาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดาวเหนือ คลอไปด้วยหยาดน้ำค้างของเช้าวันใหม่ 



          ตอนนี้ปาร์คจีฮุนมองเห็นอีแดฮวีวัยแปดขวบ อีแดฮวีที่เป็นเพียงลูกหมาป่าที่พยายามกอดตัวเองเอาไว้ เพราะบาดเจ็บสาหัส เด็กผู้ชายคนนั้นที่เสียแม่ของตนเองไป เด็กผู้ชายที่ต้องมองพ่อที่เรืองไปด้วยบารมี นั่งร้องไห้เงียบๆในมุมมืดที่สุดของคฤหาสน์



          “เพราะผมรู้ดัว่าคุณแดฮวีจะโอบกอดผมไว้แทนความสิ้นหวังและความฝันของผม"



          อีแดฮวีค้อมตัวลง โอบกอดร่างกายของฮวังมินฮยอนด้วยแรงทั้งหมดที่มี พักศีรษะของตัวเองไว้กับหน้าอกของคู่แท้ ปล่อยให้ฮวังมินฮยอนเป็นคนเดียวที่สัมผัสได้ถึงหยาดน้ำค้างที่ร่วงหล่น



          น้ำตาของความเสียใจ จากคนที่ไม่ควรให้ใครเห็นหยาดน้ำตา



          เราจะโอบกอดมินฮยอนให้แน่นกว่าสายลม"



          พยายามเปล่งเสียงให้ชัดเจนที่สุด ทั้งๆ ที่ในใจรวดร้าวไปด้วยความเจ็บปวด การโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่สอนให้อีแดฮวีรู้จักความเสียใจในอีกรูปแบบหนึ่ง



          ความรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องคนที่รักได้

          แม้จะรู้สึกถึงอำนาจที่เต็มฝ่ามือของตน – 





          คุณพ่อคงรู้สึกแบบนี้เองสินะ








*










          เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความลวงหลอก ดวงตาที่ไม่สามารถปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง รอยยิ้มที่เป็นสัญลักษณ์การค้า ไม่ได้ประกอบสร้างด้วยความจริงใจสักนิด เสียงชนแก้วที่บ่งบอกว่าพวกเขาเริ่มสวมหน้ากากแล้ว – นั่นคือลักษณะเด่นของปาร์ตี้ชนชั้นสูง



          งานเปิดตัวธุรกิจใหม่ของตระกูลคิมและตระกูลจอง เต็มไปด้วยชนชั้นสูงของสังคม หากมีระเบิดลงตู้มที่นี่ มูลค่าชีวิตของทุกคนในงานคงพุ่งสูงกว่าค่าเศรษฐกิจของกรุงโซลทั้งจังหวัดเสียอีก



          “น้องแดฮวี"



          เสียงที่คุ้นเคยลอยมาพร้อมกับกลิ่นวานิลลา ทำให้แดฮวีพงกหัวบอกลาคู่สนทนา ก่อนจะหันมายิ้มให้ผู้ชายที่มีใบหน้างดงามที่สุดในชีวิต เท่าที่อีแดฮวีเคยเห็นมา – จองยุนโอยังสง่างามเหมือนครั้งแรกที่แดฮวีเคยเจอ ออร่าของอีกฝ่ายยังสูงศักดิ์เสมอ ไม่ว่าสายลมจะพัดเปลี่ยนสถานะทางสังคมของอีกฝ่ายอย่างไร



          “พี่ยุนโอ สบายดีไหมครับ?” 



          “วันนี้พี่สบายดีสุดๆ เพราะได้เจอเจ้าตัวเล็กแล้ว"



          พูดไปด้วยยิ้มไปด้วยจนลักยิ้มบุ๋มลึก คุณหนูตระกูลจองยกมือขึ้นลูบหัวแดฮวีอย่างเอ็นดู นัยน์ตาสำรวจใบหน้าจิ้มลิ้มที่ไม่ได้เจอมานาน



          “กังวลอะไรหรือเปล่า?” 



          เอ่ยถามออกมาทันทีที่สัมผัสได้ถึงความกังวลของน้องเล็ก



          “จะลูบหัวญาติผมอีกนานไหม คุณหนูจอง"



          คิมดงยองก้าวเท้าเร็วๆ ก่อนจะมายืนทำหน้าบึ้งใส่ทั้งสองคน อีแดฮวีหัวเราะออกมาเสียงดัง มันน่าขำชะมัดที่ไอ้พี่คนนี้ คอยมาทำท่าทางหึงหวงแฟนใส่ญาติตัวเองเนี่ยนะ



          “คิมดงยอง! "



          “ครับ คุณนาย"



          คิมดงยอง – ญาติของแดฮวีที่ถูกวางให้เป็นทายาทอันดับสองของตระกูลคิม ที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสี่ตระกูลใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลารับกับผมที่ถูกเซตขึ้นอย่างเป็นทางการ ชุดสูทสีน้ำเงินแฟชั่น เข้ากับสูทสีขาวของคนรัก – จองยุนโอ 



          “แล้วนี่?” 



          ดงยองเหลือบมองผู้ชายหน้าตาดีจัด ที่ยืนขนาบข้างขวามือของแดฮวี นัยน์ตาที่ลึกลับนั่นกวาดตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงจะชอบกวนตีนน้อง แต่อีแดฮวีก็จัดเป็นน้องที่เขารักที่สุดในบรรดาญาติทุกคน



          – เพราะนัยน์ตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเหงาเหมือนแม่ของดงยอง



          “ฮวังมินฮยอนครับ เป็นมือขวาของคุณแดฮวี"



          “แล้วก็เป็นคู่แท้น้องด้วย:) ” 



          อีแดฮวีพูดเสริมมินฮยอนทันที พร้อมรอยยิ้ม แต่ประโยคที่น่าตกใจนั้นกลับทำให้ทั้งดงยองทั้งยุนโอ หันมามองหน้ากันด้วยความตกใจทันที อาการหวงน้องเริ่มกำเริบ จนยุนโอหายตกใจแล้วเปลี่ยนมาขำแฟนตัวเองแทน



          “คู่แท้?! เป็นใคร มาจากไหน แล้ว – "



          ยุนโอใช้มือแตะข้อศอกดงยอง ก่อนจะยิ้มให้คนรักที่ถ้าเขาไม่ปรามอีกฝ่าย ดงยองคงเอาแต่สอบสวนมินฮยอนไม่หยุด เหมือนอีกฝ่ายเป็นผู้ร้ายแน่ๆ



          “ดงยอง น้องเลือกแล้ว"



          “อ่า … นั่นสินะ"



          คิมดงยองพยักหน้าเบาๆ สายตาแข็งกร้าวเมื่อกี้เปลี่ยนมาโอนอ่อน เขายื่นมือที่มีอำนาจเหนืออัลฟ่านับพันคนไปหามินฮยอน



          “ฝากน้องผมด้วยนะ"



          มือของอัลฟ่าทั้งสองคนสัมผัสกัน ช่างเป็นภาพด้านข้างที่ชวนให้หยุดหายใจจริงๆ แดฮวีรู้ดีว่าพี่ดงยองเป็นคนที่มีอำนาจและมีพลังเหนือผู้คนมากขนาดไหน แต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ ณ ขณะนี้ที่ฮวังมินฮยอนยืนจับมือกับคิมดงยอง ช่างเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเท่าเทียม



          “ด้วยชีวิตครับ"



          เป็นความแตกต่างที่มีอำนาจเหมือนกัน

          ทัดเทียมกัน



          “ไม่ นายต้องปกป้องทั้งชีวิตของแดฮวี และชีวิตของตัวนายเอง"



          นัยน์ตาของคนเป็นพี่ไม่มีการล้อเล่น การเป็นคนรักของมาเฟียไม่ใช่เรื่องที่น่ายืดอก มันเป็นจุดสูงสุดเท่าที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจะปีนป่ายไปได้ก็จริง



          “เพราะตอนนี้นายคือครึ่งชีวิตของอีแดฮวี"



          แต่นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องแลกมันมาด้วยสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น ปีนป่ายขึ้นไปบนจุดสูงสุด เพื่อเอาชีวิตของตัวเองและคนรอบตัวแขวนไว้บนเส้นด้าย – เส้นด้ายที่อยู่บนจนสูงสุดนั้น เห็นได้ชัดเจน และง่ายต่อการเป็นเป้ายิ่งนัก



          “ครับ ผมจะจำไว้"



          การสนทนาดำเนินต่ออีกเพียงนิดเดียว ก่อนที่พวกเขาจะแยกกันไป ฮวังมินฮยอนคอยลอบสังเกตทุกอย่าง จดจำรายละเอียด ลักษณะท่าทางของแต่ละคนอย่างแม่นยำ โดยที่ซองอูไม่จำเป็นต้องบอกอะไร นั่นทำให้คนเป็นครูยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ








          และแล้วงานเลี้ยงก็ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ คุณดงยองกับคุณยุนโอยืนกล่าวถึงรายละเอียดโครงการบนเวที โดยที่พวกเขานั่งฟังอยู่บนโต๊ะหน้าสุด ผู้คนเอ่ยชมถึงความปราดเปรื่องของตระกูลคิมและตระกูลจองเป็นระยะๆ 



          มินฮยอนลอบมองคุณแดฮวีและคุณดงฮยอนจะขึ้นไปพูดบนเวทีต่อเป็นลำดับถัดไป การกระทำดังกล่าวยิ่งเสริมให้คนในงานเห็นถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ของสามตระกูลที่ได้ถูกเกี่ยวดองโดยรุ่นหลานของตน



          ฮวังมินฮยอนชอบมองใบหน้าของคุณแดฮวี ชอบฟังเสียงพูดของอีกฝ่าย ชอบทุกสัมผัส น่าแปลกที่มินฮยอนชอบการมีอยู่ของคุณอีแดฮวี มากกว่าดนตรีที่ปกป้องเขามาทั้งชีวิตเสียอีก



          อีแดฮวีที่เขาได้รู้จักไม่ถึงปี แต่กลับทำให้ช่วงเวลาไม่กี่เดือนนั้น มีความหมายมากกว่าทั้งชีวิตเสียอีก



          อย่าเหม่อ"



          เสียงขององซองอู เรียกมินฮยอนกลับเข้าสู่ความเป็นจริง เขาพยักหน้า ก่อนจะสอดส่อง คอยเฝ้ามองรอบบริเวณอย่างที่ถูกฝึกมา จนกระทั่งเขาเหลือบไปเห็นมือขวาของคิมดงยอง – มือที่ค่อยๆ เลื่อนไปจับกระบอกปืนด้านหลัง ฮวังมินฮยอนลุกขึ้นมา และวิ่งออกไปจนสุดแรงเกิด



          เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถึงตัวแดฮวี หันกลับไปมองอีกฝั่งหนึ่ง – มีมือปืนสองคน





          คุณดงยองยิงมือปืนที่เล็งกระบอกปืนหาคุณดงฮยอนก่อน มินฮยอนรู้แค่นั้น ถ้าเขาหันกลับไปยิงปืนใส่มือปืนที่เล็งมาหาคุณแดฮวี เขาก็อาจจะเข้าไปปกป้องคุณแดฮวีไม่ทัน



          คิมดงยอง ยกปืนขึ้นมาเล็งมือปืนคนแรกที่พร้อมเหนี่ยวไกแล้ว โดยที่มีจองยุนโอยินถือปืนอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ใบหน้าหวานนั้นเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว





          ปัง! 



          ปัง! 



          “ยองมิน!!” 



     

          แต่เสียงปืนนัดแรกทำให้คนตื่นกลัว ยิ่งชุลมุนยิ่งทำให้เล็งมือปืนคนที่สองยาก เขาเหลือบไปมององซองอูที่วิ่งแฝงไปกับผู้คนแล้ว จึงทำให้เบาใจขึ้นมาหน่อย ดงยองจับมือคนรักไว้แน่น สอดส่องหามือปืนคนที่สอง กระตุกยิ้มออกมา เมื่อพบคนชาติชั่วที่วันนี้มันคงได้ตายทรมานจนถึงที่สุดแน่ๆ 



          ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มินฮยอนคิดว่ามันเร็วกว่าแสงเสียอีก – วินาทีที่มินฮยอนแปลงร่างเป็นหมาป่า นัยน์ตาสีดำสนิท เปลี่ยนเป็นสีเขียวปนน้ำเงิน ดั่งน้ำทะเล ขนสีขาวเหลือบเทา งดงามราวกับจิ้งจอกป่า ร่างกายที่ขยายใหญ่ขึ้น วิ่งเข้าไปตะครุบผู้ที่เป็นเจ้าของหัวใจ โอบกอดร่างกายของแดฮวีไว้ทั้งร่าง ขาทั้งสีข้างเป็นเหมือนผ้าห่มที่คลุมร่างกายของแดฮวีเสียสนิท ไม่ยอมให้ร่างกายของคนรักต้องกระแทกพื้นแม้แต่นิดเดียว




          ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! 



          เสียงรัวกระสุนปืนดังขึ้นหลังจากนั้น แต่มินฮยอนไม่มีแรงจะเงยหน้าขึ้นมองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเลือกจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายโอบกอดอีแดฮวีเอาไว้ให้แน่นที่สุด มินฮยอนดีใจที่ความเปียกชื้นที่สัมผัสได้คือน้ำตาของอีแดฮวี 


          ไม่ใช่เลือดของผู้เป็นเจ้าของหัวใจและชีวิต




          “มินฮยอน ไอ้บ้า! อย่าพึ่งหลับตาสิ"




          ทั้งตรงโถงทางเดิน ทั้งตอนนี้ ถ้าเป็นฮวังมินฮยอนที่สาบานยืนข้างๆคุณแดฮวีได้ล่ะก็ 

          ผมคงปกป้องคุณได้ดีกว่านี้ ผมคงไม่ต้องเลือกว่าจะยิงหรือจะโอบกอดคุณไว้ 




          ขอโทษจริงๆที่ ไม่สามารถเป็นมินฮยอนที่แข็งแกร่งได้เร็วกว่านี้ 

          ขอโทษที่ใช้เวลาไปยืนข้างๆคุณช้าเกินไป




          "อย่าตายนะ ขอร้องล่ะ มินฮยอน ได้โปรด" 




          นัยน์ตาที่คลอไปด้วยน้ำตา

          คือสิ่งสุดท้ายที่ฮวังมินฮยอนมองเห็น




          "อย่าทิ้งเราไว้คนเดียว"




          ยังงดงามเหมือนวันแรกที่ได้เจอเลย

          อีแดฮวีน่ะ





TBC



Please comment or tag #Shelterain101





Talk: มาต่อแร้วจ้า ตอนหน้าจบแล้วจ้าาา ฮืออ หลังจากแต่งมาเป็นปี ขอบคุณนักอ่านที่ยังรอเรื่องนี้อยู่นะคะ ถ้าไม่รบกวนเกินไป ก็อยากอ่านฟีดแบ็คของคนอ่านจังค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบตรงไหน หวีดมาเฉยๆ ก็เป็นกำลังใจต่อชีวิตคนเขียนยิ่งนักแล้วค่ะT____T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #240 WHATTHEPN (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 23:35
    ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ อ่านวนมา5รอบแล้วแง้ ;-; รอต่อนะคะ สู้ๆนะคะไรท์!
    #240
    0
  2. #239 vivacioz (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 09:22
    อย่าตายนะมินฮยอนนนนนนㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #239
    0