[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 19 : [SF] Frozen Light II

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 485
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    3 พ.ย. 61

[SF] Frozen Light

II

Hwang Minhyun x Lee Daehwi











AU – Omegaverse: Alfa x Alfa







#Shelterain101

10,570 words

BG Music: Nuest - Nanananamida































They sky has a million shades,

Transforms every seconds – never stop.



So do I – broken into million pieces,

And then I see you, I fall and I make a wish – again

That’ s magical moment has come to me, connected

What’ d shattered.















*



















          “มินฮยอน"




          เสียงเรียกชื่อใหม่ของผมดังขึ้น พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของคุณแดฮวี วันนี้อีกฝ่ายสวมเพียงแค่เสื้อยืดสีดำ กางเกงขาดเข่าสีขาว ทับด้วยยูกาตะสีแดงปักลายเท่ๆ




          “ครับ?”



          “จัดกระเป๋าเสร็จยัง"



          “เสร็จแล้วครับ"





          เพราะผมมาแต่ตัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ส่งยิ้มไปให้คุณแดฮวี แต่มันคงเป็นรอยยิ้มที่ตลกน่าดู เพราะอีกฝ่ายพยายามจะปั้นยิ้มกว้างๆกลับมาให้ ขยับมือเล็กๆ ราวกับจะส่งมันมาข้างหน้า แต่ก็ดึงกลับไปวางข้างตัว




          “ขนไปเยอะๆ ก็หนักกระเป๋า ค่อยไปซื้อเอาที่นู่นแล้วกัน"




          เป็นคนที่ใจดีจริงๆ นั่นแหละ อุตส่าห์ปลอบใจผมด้วยคำพูดที่พยายามไม่แสดงออกชัดเจน ใบหน้าที่เหมือนจะพูดตัดรำคาญ แต่ก็เต็มไปด้วยความกังวล




          “ครับ"



          “จัดเสร็จก็ดีแล้ว เรามีที่ที่ต้องไปก่อนกลับ"




          กลิ่นของคุณแดฮวี ทำให้หัวใจผมสงบลง แต่ดวงตาคู่นั้นที่มองตรงมา กลับทำให้ใจเต้นระส่ำ ริมฝีปากบางที่ตวัดพูดอย่างน่านับถือ แต่ก็เย้ายวนไปในที



          เป็นเสน่ห์ที่ไม่อาจต้านทาน

          และผมก็ไม่รู้ว่าจะต้านทานมันไปทำไม




          “คุณแดฮวีจะพาผมไปด้วยหรอครับ?”



          “เปล่า"




          ดวงตาคู่นั้นตวัดขึ้น ฉายความเด็ดเดี่ยวและจริงจัง มือเรียวไล้ไปตามกรอบรูปวาด ดอกทานตะวันเพียงหนึ่งดอก อาศัยอยู่ในทุ่งร้าง รายล้อมด้วยบ่อน้ำที่แห้งขอด




          “นายต่างหากที่ต้องนำทางไป"



          “คุณหมายถึง – "



          “สถานที่ที่เราจะให้นายบอกลาตัวเอง"




          ไหนจะคำพูด โทนเสียงที่ไต่ระดับขึ้นไป แต่ก็ตวัดหางเสียงกลับมาอย่างสวยงาม รู้สึกราวกับต้องมนต์สะกด ไม่อาจถอนสายตา หรือแม้แต่ถอนหายใจ




          “ไม่มีหรอกนะครับ – "




          ผมสบตากับคุณแดฮวี พยายามหลบซ่อนความรู้สึกอ่อนแอที่ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง ภายในไม่กี่วินาทีข้างหน้า – ความร้อนที่เอ่อข้างในกระบอกตา




          “คนที่ผมอยากกลับไปหาน่ะ"




          อาจกลายเป็นแหล่งน้ำที่ชุบชีวิตดอกทานตะวันในรูปวาดนั้นก็ได้




          “ทำไมบื้อแบบนี้กันนะ เราหมายถึงสถานที่ต่างหาก"




          เสียงหัวเราะใส เปลือกตาที่ลู่ลงจนเกือบปิด ประกายความสดใสในดวงตาสีดำสนิท ที่สะท้อนออกมา ทำให้ผมพลัดหลงกับความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจมาตลอด




        “ไม่ใช่ผู้คนเสียหน่อย"




          เข้ามารักษาแผลที่ถูกเปิดไว้อ้าซ่า ไร้ความรู้สึก และชุ่มฉ่ำไปด้วยของเหลวสองสี

          สีชาดและสีใส




          “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าจะอ่อนแอต่ออีกสักนิด"




          ด้วยอ้อมกอดที่ไม่คาดฝันว่าจะได้รับ ไออุ่นที่แผ่ซ่าน กระจายตัวเข้ามาในร่างกาย ส่องสว่างบนทางเดินในโลกมืดๆ ของผม จังหวะตบหลังที่สะเปะสะปะ ไม่ได้สม่ำเสมอ



          แต่ก็ไม่ยอมหยุด

          เป็นเหมือนครั้งแรกที่ผมลองวางมือของตัวเองลงบนเปียโน




          “เพราะหลังจากที่พวกเรากลับเกาหลี ตอนที่นายต้องยืนข้างๆ เรา นายจะไม่มีโอกาสนั้นอีก"




          ทั้งคำปลอบประโลมที่คุณแดฮวีส่งมาให้ผม

          ทั้งการกระทำที่ทำให้จังหวะการเต้นแปรเปลี่ยนไปมา

          ทั้งความอบอุ่นที่ทำให้ผมอยากลองสัมผัสคำว่านิจนิรันดร์ดูสักครั้ง




          “ฮิคาริ"




          นิรันดรที่แปลว่าการได้อยู่เคียงข้างคุณแดฮวีตราบจนหมดลมหายใจ












          โรงละครชื่อดังถูกปิดทางเข้าออก ไร้สิ่งมีชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็น สถานที่ที่มีคนพลุกพล่านในทุกๆ วัน ผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาชมการแสดง ศิลปะหลากหลายแขนงถูกผลัดเปลี่ยนไปตามตารางงาน



          เป็นสถานที่เดียวกับที่คุณแดฮวีใช้เวลาปิดมัน ภายในการโทรศัพท์ครั้งเดียว ผมไม่แน่ใจหรอกว่ามันใช้เวลาเท่าไหร่ในการเตรียมการทั้งหมดนี่ รู้เพียงแค่วินาทีที่ก้าวลงจากรถ ทุกอย่างก็กลับกลายเป็นความสงบ




          “นำทางไปสิ"




          ความสงบจากสถานที่ที่ผมใช้เวลาอยู่กับมันมาเกือบทั้งชีวิต แต่ไม่เคยสัมผัสด้านนี้ของมันเลยสักครั้งเดียว แต่แค่เพียงก้าวเดินก้าวเดียวของคุณแดฮวี ก็แปรเปลี่ยนทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย



          เหมือนกับการตัดสินใจของผม

          ที่จะไม่มีวันกลับไปเป็นแบบเดิม ทันทีที่ได้สบตากับคุณแดฮวีในวันนั้น วันที่ผมภาวนาให้ใครสักคนจบทุกอย่าง วันที่หัวใจของผมถูกปลุกให้กลับขึ้นมาเต้นอีกครั้ง




          “ครับ"




          ผมผลักประตูหลังของโรงละคร สูดกลิ่นที่ผสมปนเปกันในอากาศ – วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นอีกกลิ่นแล้วแฮะ เป็นร่างกายที่พาผมเดินไปข้างหน้า สัญชาตญาณและความคุ้นเคย ก้าวผ่านความทรงจำที่ผุดขึ้นมามากมาย



          แต่มันไม่ได้อบอุ่นหัวใจของผมอย่างที่มันเคยเป็นมาตลอดอีกแล้ว

          ไม่แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว




          “ตอนเด็กๆ ผมชอบมาหลบตรงนี้ เวลาที่ไม่อยากกลับบ้าน"




          ชี้ไปยังซอกใต้บันไดเล็กๆ ด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มบางๆ เจืออยู่ แดฮวีไม่ได้หยุดมอง อัลฟ่าคนนั้นยังคงก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ลอบมองใบหน้าด้านข้างของมินฮยอนไปด้วย




          “ทำไมล่ะ? ไม่ชอบอยู่บ้านหรอ?”




          ขมขื่น? เป็นความสุขที่ขมขื่น?




          “ผมชอบเวลาที่ได้ซ้อมอยู่บนนั้น บนเวที ได้แกว่งเท้าบนเก้าอี้ น่าตลกนะครับ ตอนนั้นเท้าของผมยังแตะไม่ถึงพื้นเลย แต่ก็นั่งหลังตรงสุดๆ เพื่อพยายามเขย่งเท้าให้ถึงแป้นเหยียบ"




          ใช้เวลาไม่นาน พวกเราก็เดินมาหยุดหน้าประตูขนาดใหญ่ แดฮวีไม่ได้เป็นคนผลักประตูให้อย่างที่มินฮยอนคิดว่าอีกฝ่ายจะทำ พวกเราหยุดอยู่ตรงนั้นนานพอสมควร แต่กลับไม่มีคำเร่งเร้าใดๆ




          “ขอบคุณนะครับ"




          คุณแดฮวีก้าวเข้ามาในโลกของมินฮยอน

          แต่ไม่เคยขยับไปเร่งเวลาในโลกที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาเลย




          “ให้ช่วยไหม?”




          ตอบกลับมาด้วยคำถาม เมื่อได้ยินคำขอบคุณ มินฮยอนหันไปยิ้มให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ จนตาปิด ยกมือขึ้นไป ความเย็นที่ลอดผ่านบานประตู แช่แข็งร่างกายโดยอัตโนมัติ




          “ป่ะ"




          หันมายิ้มให้ ก่อนจะวางมือลงบนมือของมินฮยอน ความอุ่นวาบ แผ่ซ่านไปทั้งร่างกาย พร้อมๆ กับไอเย็นของโรงละครที่พัดผ่าน แสงไฟฝั่งคนดูถูกเปิดไว้แบบสลัวๆ




          “ผมขอจับมือคุณแดฮวีได้ไหมครับ?”




          แต่เป็นบนเวทีเสมอ ที่แสงไฟมักจะสว่างจ้าจนไม่อาจเลี่ยงสายตา




          “ไม่สิ ขอประสานมือเลยได้ไหมครับ"



          “ยังต้องถามอีกหรอ?”



          “ก็ – "



          “จะทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องขอทุกอย่างแบบนั้น เลิกเกร็ง เลิกเกรงใจ"



          “ครับ"




          พูดไปส่งสายตาไปตำหนิคนตัวสูงกว่า ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่ออีกคนพยักหน้าให้อย่างแข็งขัน ไหนจะร่างกายที่ค้อมลงราวกับหุ่นยนต์นั่นอีก




          “ขอบคุณนะครับ"



          “ไหนบอกจะเรียกชื่อเราบ่อยๆ นี่พูดแต่ขอบคุณ"



          “อ่า..จริงด้วยครับ"



          “แต่จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะเราได้ยินอยู่เสมอนั่นแหละ"




          มือของพวกเราประสานกัน จังหวะเดียวกับที่ก้าวเท้าลงบนบันได ที่ลาดยาวไปยังเวทีด้านหน้า ราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมพบว่ามองทางเดินชัดขึ้น เลยหันหน้าไปมองมินฮยอน



          และพบตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

          กลิ่นทะเลที่ผสมกับกลิ่นกุหลาบ – แปลกประหลาด แต่น่าหลงใหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 


          กลิ่นกุหลาบอันเย่อหยิ่งของมินฮยอนทำให้ผมยิ้มออกมา เคยได้ยินผู้คนอธิบายความรู้สึกแรกตอนแตะตัวคู่แท้ของตัวเองเอาไว้อย่างเกินจริง ว่ามันให้ความรู้สึกราวกับโลกหยุดหมุน ทุกอย่างกลายเป็นภาพช้าอะไรเทือกนั้น



          แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย สำหรับอีแดฮวี การจับมือกับมินฮยอนเป็นครั้งแรกน่ะ




          “แปลกเนอะ"




          มันเป็นแค่ความรู้สึกแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ แปลกเพราะไม่คุ้นชิน พอไม่คุ้นชินเลยหาคำอธิบายไม่ได้




          “คิดมาตลอดว่ามันต้องน่าขนลุก แต่มันเบาบางกว่านั้น"




          แต่อีแดฮวีเชื่อในความรู้สึกและการตัดสินใจของตัวเองเสมอ เพราะงั้นเขาจึงยอมรับความรู้สึกนี้อย่างง่ายดาย การทำเรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยากน่ะ เป็นสิ่งที่แดฮวีเกลียดที่สุดเลย




          “เบาบาง มันเย็นสบายแต่ก็อบอุ่น เป็นความขัดแย้งกันที่ไม่อยากปล่อยไปเลย




          แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้แดฮวียอมโอนอ่อนลงอาจเป็นเพราะประกายที่สะท้อนในดวงตาของมินฮยอน มันเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ความรักและจงรักภักดี เพราะงั้นหน้าที่ของอีแดฮวีน่ะมีแค่สิ่งเดียว



          ทำให้อีกฝ่ายมั่นใจ

          ทำให้มินฮยอนรู้ว่านี่คือโลกแห่งความจริง




          “สมกับเป็นคู่แท้ของเราเลย:) ”




          ทำให้มินฮยอนรู้ว่าอีกฝ่ายสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง การเริ่มต้นใหม่ที่ไม่ใช่การจากโลกนี้ไป

          ทำให้มินฮยอนรู้ว่าการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้จะหอมหวานขนาดไหน ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกได้ถึงความสุขจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ




          “คุณแดฮวี"




          ใบหน้าหล่อจัดที่ช้อนตาขึ้นมอง ไร้ความลังเลหรือสั่นคลอนเหมือนเมื่อครู่ คำพูดเพียงประโยคเดียว กลับทำให้คนตรงหน้าเข้มแข็งขึ้นมาได้ขนาดนี้



          เป็นอัลฟ่าที่เก่งมากจริงๆ นั่นแหละ มินฮยอนน่ะ –

          เก่งมากๆ แต่ครั้งที่แล้วโชคชะตาและมนุษย์บางคนอาจเก่งกว่า




          “คุณอาจหยุดมองผมในวันนั้น ให้โอกาสผม เพราะพวกเราเป็นคู่แท้กัน"




          มินฮยอนเปลี่ยนท่านั่ง พาดขาทั้งสองข้างระหว่างเก้าอี้ เพื่อหันหน้ามาประจันกับผม ดวงตาเว้าวอนทอประกายสวย ราวกับเมโลดี้ของเพลงรักท่ีท่านพ่อชอบเปิดให้ท่านแม่ฟัง




          “เพราะกลิ่นที่ผสมกันอย่างลงตัว และติดจมูกยิ่งขึ้น เมื่อมันผสมกับกลิ่นฝน"




          ยื่นมือออกมา ด้วยท่วงท่าราวกับจะขอเต้นรำ ผมยิ้มให้กับการกระทำเล็กๆ น้อยที่น่ารักนั่น ถึงจะบอกว่าไม่ต้องขออนุญาตเวลาทำอะไรแล้วก็ตาม แต่มินฮยอนก็ยังคงถามก่อนเสมอ




          “หรืออาจเป็นเพราะกระแสไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในหัว สัญลักษณ์ที่บอกว่าเราเป็นคู่แท้กัน"




          ขอพร้อมกับนัยน์ตาที่จริงจังและมั่นคงราวกับหินที่ทับกันจนกลายเป็นภูเขา โอนอ่อนราวกับหญ้าที่เติบโตข้างทะเลสีใส ใบหญ้าที่ลู่ไปตามทิศทางของสายลม




          “แต่หลังจากนี้ผมจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อคุณ เพื่อตัวผม"




          และรอยยิ้มที่ชวนให้ใจเต้น

          รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจรู้สึกอุ่นวาบขึ้น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดฮีตเตอร์

          รอยยิ้มที่ทำให้นัยน์ตาชั้นเดียวโตๆ นั่น ปิดลงนิดหน่อย กลายเป็นพระจันทร์เสี้ยวของผม – คนเดียว




          “และผมจะทำให้คุณตกหลุมรักตัวตนของผม – มินฮยอนของคุณ"




          และเพราะแบบนั้นผมจึงยื่นมือออกไป วางลงบนมือคู่ใหญ่ที่รอนานแล้ว –

          อาจจะรอคอยมาตลอด พวกเราน่ะ รอใครบางคนที่ทำให้รู้สึกอยากจะกระโจนเข้าหาความรู้สึกที่ไม่เคยอยากทำความรู้จักสักครั้ง




          “จนกว่าผมจะสามารถเรียกคุณแดฮวี"




          คนที่ทำให้เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่าเหตุผล

             คนที่ทำให้อยากลองดูใหม่อีกสักตั้ง แม้จะคิดมาตลอดว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับทางตัน




          “ว่าคุณแดฮวีของผม – ของมินฮยอน"




          คนที่ทำให้ชื่อของผมดูเพราะขึ้น เมื่อมันลอดผ่านริมฝีปากนั้น โทนเสียงที่พิเศษที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน เสียงที่ก้องกังวานในใจ




          “คนเดียว"




          และทุกๆ อย่าง ทุกๆ องค์ประกอบของมินฮยอน ทำให้แดฮวีเข้าใจแล้ว

          เข้าใจว่าทำไมพี่ดงฮยอนต้องมีพี่ยองมินคอยยืนเคียงข้างเสมอ



          มันไม่ใช่การมีอยู่เพราะเราอ่อนแอ

          แต่มันเป็นการมีอยู่ ที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นต่างหาก










          และวันนั้นทั้งวันอีแดฮวีก็นั่งอยู่บนที่นั่งข้างหน้าสุด ตรงกับที่นั่งของนักเปียโน ฟังนิทานของมินฮยอนที่ส่งผ่านท่วงทำนองที่เร่งเร้า บทเพลงโซนาต้าที่ทำให้หัวใจแทบขาดวิ่น ทั้งๆ ที่ผมไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกับมินฮยอนเลยสักนิด



          เฝ้ามองความสวยงามยามที่มือคู่นั้นพร่ำละเลงมือลงบนคีย์เปียโน – อย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับมันเป็นการทิ้งทวนจริงๆ




          ราวกับว่ามันคือการแสดงสุดท้ายของนักเปียโนชื่อดัง

          ที่เลือกจะหันหลังให้กับสิ่งที่เขาเคยรักอย่างสุดหัวใจ




          และเหตุผลที่ทำให้อีกฝ่ายทำแบบนั้น

          อาจจะมีพลังมากกว่าความรู้สึกที่มินฮยอนมีให้แดฮวีเสียอีก




          แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่เลยสักนิด ในเมื่อผมไม่เคยอยากเป็นที่หนึ่งในโลกของใคร

          สำหรับมินฮยอนน่ะ ผมก็แค่อยากจะอยู่ในโลกของใครคนนั้น ให้นานที่สุด –




        “คุณแดฮวี:) ”




          และมีสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและศรัทธา แบบที่อีกฝ่ายกำลังส่งมาให้

          ขณะเรียกชื่อของผม










*










          ‘HanuelSora’ ที่แปลว่า 'ท้องฟ้า' ในภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี คือชื่อโรงเรียนนานาชาติสำหรับชนชั้นสูงที่ถูกก่อตั้งร่วมกันโดยต้นตระกูลโทโมฮิสะ ตระกูลของซามูไรที่ได้รับเกียรติในการปกป้องจักรพรรดิญี่ปุ่น และชาวเกาหลีที่ว่ากันว่ามีเชื้อสายจากพระเจ้าเซจง ดังนั้นตัวโรงเรียนจึงถูกตั้งไว้ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้




          แต่สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองแห่งคือ'ต้นซากุระร้อยปี'ที่ถูกปลูกขึ้นพร้อมๆ กันเป็นดั่งสัญญาใจของคุณโทโมฮิสะและคุณคิม ทั้งนี้ตัวรั้วโรงเรียนจะมีดอกซากุระปลูกคู่ไปด้วย แม้ว่าดอกซากุระทั้งสองที่จะออกดอกไม่พร้อมกัน แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่'คาบเกี่ยวกัน’




          อ่า..แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปคือ พวกเขาไม่ได้แบ่งตึกเรียนเป็นสามตึก ไม่มีการแยกชนชั้นใดๆ เพราะผู้ดีที่แท้จริง จะต้อง'อดกลั้น’ กับความต้องการทางอารมณ์ของตนได้

          และเพราะแบบนั้นในหนึ่งห้องเรียนจึงมีทั้ง 'อัลฟ่า’ ‘เบต้า’ และ ‘โอเมก้า’ อยู่ร่วมกันได้





          โรงเรียนที่มีระบบการจัดลำดับชั้นที่ถอดแบบมาจากสังคมภายนอก-สังคมที่แบ่งชนชั้นของผู้คนตาม'ระดับความสามารถในการปกป้องตัวเอง'และมันก็เป็นตลกร้าย ที่ความสามารถเหล่านั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่ตอนที่เราเกิด



          นั่นหมายความว่ามันจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ความแข็งแกร่งเหล่านั้นเรียงลำดับจาก 'อัลฟ่า' ที่เปรียบเสมือนราชา เป็นผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุด 'เบต้า' ชนชั้นกลางที่ไม่ได้มีอำนาจเหนือไปกว่าใคร แต่ก็มีสิทธิ์ในตัวตนของตัวเอง



          แตกต่างจาก'โอเมก้า'ที่ต้องระวังตัวในทุกก้าว ทุกลมหายใจเข้าและออก เพราะครั้งหนึ่งที่ 'โอเมก้า' ถูกกัดโดย 'อัลฟ่า' พวกเขาต้องกลายเป็นเหมือนทาสที่ซื่อสัตย์ต่ออัลฟ่าคนนั้น ไม่มีสิทธิ์เป็นของใครได้อีก

          ในขณะที่อัลฟ่าจะมีโอเมก้าอีกกี่คนก็ได้









          ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของโรงเรียนหรูใจกลางชองดัมดง รั้วสีดำไม่สูงมาก ทำให้มองเห็นต้นไม้ที่ถูกปลูกขนาบข้างตัวรั้ว ถึงแบบนั้นมันก็เป็นรั้วที่พร้อมปล่อยคลื่นแรงสูง หากมีคนพยายามรุกล้ำเข้ามา ตึกเรียนทั้งหกตึกแบ่งตามระดับชั้น และแบ่งห้องตามสายการเรียน โดยตัวตึกตั้งล้อมเข้าหากันเป็นวงกลม โดยมีตึกอธิการอยู่ในวงล้อมตึก ขนาบข้างด้วยโรงอาหารทันสมัย




          ฝั่งมัธยมและฝั่งประถมมีบ่อน้ำขนาดใหญ่คั่นกลาง หงส์สีทองของอธิการค่อยๆ ขยับตัวอย่างเกียจคร้านเช่นทุกวัน หอนาฬิกาอยู่บริเวณตีนสะพาน ก่อนจะถึงตัวโบสถ์และโรงละคร ส่วนหย่อมหน้าโรงละครเป็นสถานที่โปรดสำหรับนักเรียนที่เอาข้าวกลางวันมานั่งกิน




          รถสีดำคันหรู ชะลอความเร็วลงและจอดลงบริเวณน้ำพุตรงวงเวียน ที่อยู่หน้าตึกอธิการ องซองอูลงมาจากประตูข้างคนขับ อีกฝ่ายวิ่งลงไปเปิดประตูด้านหลังคนขับ – ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การปรากฏตัวที่สง่างามของอีแดฮวี เรียกผู้คนให้มาเฝ้ารอ หรือทำให้คนที่เดินผ่านไปมาหยุดยืนอยู่กับที่ได้เสมอ ออร่าของประธานนักเรียนน่ะ ยากจะต่อต้านจริงๆ




          แต่ในวันนี้ ที่นั่งด้านหลังอีกข้าง กลับมีใครอีกคนเปิดประตูลงมา ร่างหนาสูงเด่น ใบหน้าที่หล่อเหลาจนไม่อาจถอนสายตา นัยน์ตาเฉี่ยวๆ นั่นมองผ่านผู้คนอย่างไม่แยแส อีกฝ่ายหยุดรอ ก่อนจะก้าวเดินอีกครั้งเมื่อคุณแดฮวีเดินขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าที่ดูดีราวกับรูปปั้นนั่น มีไว้เพื่อคุณแดฮวีเท่านั้น แสงแดดที่สาดกระทบลงมา ทำให้ภาพของคนสองคนเป็นเหมือนภาพวาดจากห้องภาพชื่อดัง




          เหล่านักเรียนจ้องมองภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ แต่ –

          คุณแดฮวีในวันนี้น่ะ



          เจิดจรัสกว่าทุกวันจริงๆ










          พวกเขาเดินเข้าไปในตัวตึกอธิการ เลี้ยวไปยังปีกซ้ายของอาคาร โต๊ะน้ำชาสีขาวประดับอยู่ในสวนเล็กๆ ด้านหน้าประตูห้อง แดฮวีหยุดรอให้ซองอูเปิดประตูห้องที่อยู่ด้านในสุด




          “ว้าวว วันนี้มาพร้อมองครักษ์คนใหม่เลยแฮะ"




          แพจินยองที่นอนเอาขาพาดพนักโซฟา เงยหน้าขึ้นมาจองหนังสือการ์ตูน ก่อนจะเอ่ยล้อเลียนพร้อมนัยน์ตาที่เป็นประกาย อีกฝ่ายไม่เคยพลาดที่จะยั่วโมโหแดฮวีในทุกๆ เช้า




          “หน้าบี้เหมือนเดิมเลยนะ นายน่ะ"



          “อะไร ไอ้หน้านากผสมหมีตกมัน"



          “ย่าห์!”




          แดฮวีกระตุกยิ้ม ก่อนจะโยนตุ๊กตาหมีของปาร์คอูจินใส่กลางลำตัวจินยอง ด้วยแรงที่ไม่มากนัก คนที่ถูกปาของใส่หัวเราะอย่างชอบใจ เช่นเดียวกับประธานนักเรียนที่หัวเราะไปพร้อมๆ กับรองประธานนักเรียนด้วย สัญญาณของเช้าวันใหม่คือเสียงหัวเราะของสองคนนี้จริงๆ นั่นแหละ




          “ฮวีอ่า กาแฟไหม?”


          "จีฮุนนนนนนนน"




          เสียงทุ้มๆ ของปาร์คจีฮุนดังขึ้น อีกฝ่ายยืนอยู่หน้าเครื่องบดกาแฟ เจ้าของรูปร่างที่คนในโรงเรียนโหวตว่าน่าซบที่สุด เพราะไหล่กว้างๆ ที่น่ากัดนั่น ไหนจะรูปหน้าที่เพอร์เฟกต์สุดๆ นั่นอีก เลขาประธานนักเรียนพับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ พลางเลิกคิ้วขึ้นขณะรอคำตอบของแดฮวี




          “เอามอคค่าของเรา อเมริกาโน่ของซองอู แล้วก็ – "




          แดฮวีหยุดชะงัก ก่อนจะหันไปสบตากับมินฮยอน เฝ้ามองใครอีกคนที่เปลี่ยนเป็นคนละคน ยามที่พวกเขาออกมาข้างนอก คำพูดที่บอกว่าจะแข็งแกร่งขึ้นที่สุดเพื่อแดฮวีน่ะ เป็นมากกว่าการพูดที่เปล่งออกมา

          ด้วยระยะเวลาสั้นๆ




          “ลาเต้ครับ"




          กลับมาเป็นอัลฟ่าที่น่านับถือ แต่ก็ยังคงความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างพอดี หลงเหลือตัวตนของตัวเองไว้ ให้แดฮวีตกหลุมรัก




          “copy that”




          จีฮุนเอ่ยออกมา ขณะที่กวาดตามองผู้ชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาในห้องนี้ สายตาของแดฮวีที่มองไปยังคนคนนั้นทำให้จีฮุนรู้สึกสะกิดใจ



          แปลก

          แปลกจนแอบหวั่นใจไม่ได้




          “เดฮวี คิดถึ้งงงงงงง"




          เสียงใสๆ ที่พยายามอย่างที่สุดแล้วในการเรียกชื่อแดฮวี ดังขึ้นพร้อมกับการที่ผู้หญิงหน้าตาน่ารักวิ่งเข้ามากอดแดฮวี




          “อะไรของนายเนี่ย!”




          มิยาวากิ ซากุระ หันไปฟึดฟัดใส่ผู้ชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาพร้อมกับแดฮวี สายตาไม่พอใจส่งไปหาผู้ชายที่ตัวสูงกว่ามากๆ อย่างแรงกล้า ใช้ตากลมโตของตัวเองมองมินฮยอนตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาขวางๆ




          “ก็คุณพุ่งเข้ามาแบบนี้ มันอันตราย"



          “อันตรายอะไร! เราก็กอดของเรามาตั้งนานแล้ว นายนั่นแหละเป็นใคร!”




          กอดอกมองหน้ามนุษย์ตาชั้นเดียวด้วยความหงุดหงิด ก็พอจะเดาได้แหละว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นมือขวาของเพื่อนสนิท แต่ใบหน้าบึ้งตึงที่มองลงมานั่นมันอะไรกัน ไหนจะดวงตาที่แสดงความไม่พอใจนั่นอีก!




          “อ่า นั่นสิ เราลืมแนะนำไปเลย"




          แดฮวีตบมือเรียกความสนใจจากทุกคนที่อยู่ในห้อง หัวเราะออกมาเมื่อเห็นควานลินใช้เท้าเขี่ยซอนโฮที่นอนหลับอุตุบนพรม โดยมีขนมมากมายรายล้อมอยู่ ขณะที่อูจินนอนบนโซฟาอีกข้าง โดยเอาขาพาดลงมาทับซอนโฮอีกที มิรุรุนที่ยืนทำแพนเค้กอยู่ข้างในครัว ซองอูเดินไปเรียกพี่จงฮยอนกับพี่มินกิที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดขนาดเล็กด้านใน




          “ทุกคน นี่คือมินฮยอน เป็นมือขวาของเราเอง"




          การที่ทุกคนจ้องมองมายังมินฮยอน ทำให้เขารู้สึกประหม่า นานมากแล้วที่ไม่ได้กลายเป็นจุดความสนใจของใครแบบนี้ โดยเฉพาะจากคนชนชั้นสูงที่ดูมีอำนาจแบบนี้




          “ฝากด้วยนะ:) ”




          แต่ไออุ่นจากฝ่ามือของคุณแดฮวี กลับทำให้ทุกความประหม่าหยุดลง ทุกๆ ความคิดที่แล่นสวนกันในหัวตอนนี้ กลายเป็นเส้นความคิดเส้นเดียวที่กินพื้นที่ทั้งหมด


          และการกระทำของแดฮวีก็ตกอยู่ในสายตาของทุกคนในห้อง มือที่ไม่ได้ประสานกันไว้ เพียงแค่แตะหลังมือไว้หลวมๆ แต่แค่นั้นก็มากเกินพอแล้ว ที่จะทำให้ปาร์คจีฮุนเงยหน้าขึ้นมาสบตากับมินฮยอน ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและความไม่ชอบใจ




          “สวัสดีครับ ผมชื่อมินฮยอน เป็นมือขวาของคุณแดฮวี"




          กล่าวแนะนำตัวอย่างฉะฉาน วางมือแนบลำตัวอย่างสบายๆ ใช้ความเข้มแข็งของนัยน์ตาตัวเองให้เป็นประโยชน์ กวาดตาเพื่อสบเข้าไปในดวงตาของทุกๆคนในห้อง โดยปราศจากความเกรงกลัว แต่ก็แอบซ่อนความนอบน้อมไปในที เพราะคนในห้องนี้ล้วนแต่เป็นคนสำคัญของคุณแดฮวี


          อ่า.. โดยเฉพาะคุณจีฮุน?




          “ฝากตัวด้วยนะครับ:) ”




             ก้าวแรกสำหรับการเข้าไปในโลกของคุณแดฮวี 
             และค่อยๆก้าวเข้าไปให้ใกล้ยิ่งขึ้น 


             ไม่รีบร้อน แค่หวังว่ารอยเท้าของมินฮยอนจะสลักน้ำหนักไว้ได้มากพอ










TBC






Talk: ถ้าใครเคยอ่าน When the Wind Blows Back (โดแจ) ที่เราแต่ง เป็นโรงเรียนเดียวกันค่ะ แต่เรื่องนี้เซ็ตติ้งจะเป็นโรงเรียนสาขาเกาหลีเนอะ อิอิ เรื่องนี้ห้าตอนจบนะคะ ><

ขอโทษที่มาต่อช้านะคะ พอดีไปเห็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจนิดหน่อยเลยทิ้งช่วงไปนานเลย กว่าจะกลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อได้ การอ่า นคอมเม้นของทุกคนๆ วนมันช่วยเราได้มากจริงๆ ค่ะ.___.ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ เราขอบคุณจริงๆ ที่รอนะคะ เอ็นจอยรีดดิ้งงับบบ


ปล. ถ้ามีคำพิมพ์ผิดตรงไหน เม้นบอกได้เสมอเลยนะคะ น้อบรับทุกคำแนะนำเสมองับ??’?


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #223 mr-merqry (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 22:11
    ยังรออยู่ตลอดเลยนะคะ อ่านซ้ำหลายครั้งมากๆ ขอโทษนะคะที่ไม่ได้คอมเม้นตลอด เป็นกำลังใจนะคะ
    #223
    0
  2. #209 rebellion1996 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 21:25
    เนื้อเรื่องน่าติดตามอยู่เสมอเลยนะคะอ่านแล้วสามารถอินไปกับการบรรยายในเนื้อเรื่องจริงๆ สู้ๆนะคะคุณไรท์
    #209
    0
  3. #206 คุนนาย'หน้าแถว (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 20:58
    ภาษาสวยมากๆเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกสนุกได้เรื่อยๆเลย สู้ๆนะคะ
    #206
    0
  4. #205 Pimzmii (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 09:24
    เป็นกำลังใจให้คุณนักเขียนเสมอนะคะ ฟิคสนุกมากๆและก็ดีมากๆเช่นกัน จัดเป็นฟิคที่อยู่ในระดับท็อปๆของเราเลย มันดีทุกอย่างจริงๆค่ะ สู้ๆและรอติดตามตอนต่อไปเสมอนะคะ รัก
    #205
    0
  5. #204 Tuey Chutimon (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 12:24
    ฮือ คือดีจย์ ภาษาก้ดีเหมือนเดิม ชอบบรรยากาศของเรื่องนี้จัง มันดีจย์มากๆรู้สึกได้ถึงความจงรักภักดีของพี่มินเลยค่ะ น้องก้คือสง่างามมากจริงๆ รัก รัก รัก รักกก
    #204
    0
  6. #203 Tuey Chutimon (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 12:24
    ฮือ คือดีจย์ ภาษาก้ดีเหมือนเดิม ชอบบรรยากาศของเรื่องนี้จัง มันดีจย์มากๆรู้สึกได้ถึงความจงรักภักดีของพี่มินเลยค่ะ น้องก้คือสง่างามมากจริงๆ รัก รัก รัก รักกก
    #203
    0
  7. #201 SORI29 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 09:56
    เป็นกำลังใจให้นะคะคุณไรท์ ตอนนี้เป็นตอนที่ยาวมากๆ จนเราคิดว่าน่าจะจบแน่ๆ แต่ไรท์บอกว่า5ตอน คือเลิศไปเลย รออ่านนะคะ // คุณจีฮุนนี่ยังไงน้า แอบชอบแดฮวีรึเปล่า หรือแค่เป็นห่วงเพื่อนสนิท แต่ชอบความรู้สึกเวลาอ่านเรื่องเกี่ยวกับโอเมก้าเวิร์สมากๆเลยค่ะ มันไม่ได้ดราม่านะแต่มันมีความหม่นๆตลอดที่อ่านเลยอะ คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะยังไงต่อ // ตอนที่มาถึงโรงเรียนแล้วทั้งสองลงจากรถคือแบบ นึกภาพออกเลย ความสง่าที่แพร่ออกมาแล้วมีมินฮยอนลงมาอีกฝั่ง ฮืออออ ชอบบบบ
    #201
    0
  8. #200 imyouryellow (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 01:26
    ตอนที่แล้วเราชอบที่มินฮยอนมองแดฮวีด้วยสายตาภักดีมากๆ
    พอมาอ่านตอนนี้ก็ชอบการที่คุณอัลฟ่าเขาเริ่มกลับมาเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งแล้ว
    อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในรั้วโรงเรียนบ้าง ตัวละครเปิดตัวเยอะม้ากกก
    แค่โผล่มาตอนแรกก็สัมผัสได้ถึงประกายไฟระหว่างคุณอัลฟ่ามินฮยอนกับคุณเลขาประธานนักเรียนแล้วน้า

    อยากจะบอกว่าแอบเข้ามารีเฟรชรอแจ้งเตือนบ่อยมาก ฮื่อ
    รอติดตามต่อนะคะ~

    อยากให้ซองอูมีบทในหลายๆ ตอนเลยค่ะ
    ชอบคาแรคเตอร์ นานๆ ที่จะเจอซองอูโหมดนี้ แพ้มาก
    #200
    0
  9. #199 KM_L7 `CB (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 23:10
    น้องแบบบ แงงงง สง่างามากๆค่ะ รู้สึกได้ถึงสิ่งบรรยายออกมาเลย ชอบมากๆค่ะ ฮืออ
    #199
    0
  10. #198 KanyapakNG (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 22:33
    คิดถึงเรื่องนี้~~>< ชอบคาแรกเตอร์น้องแดฮวีเรื่องนี้จัง เปล่งประกายจริงๆ ตามไรท์บรรยายเลย
    #198
    0