[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 18 : [SF] Frozen Light I (Minhyun x Daehwi: Omegaverse)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 764
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    5 ต.ค. 61

[SF] Frozen Light

I

Hwang Minhyun x Lee Daehwi











AU – Omegaverse: Alfa x Alfa







#Shelterain101

11,366 words

BG Music: Exile Atsushi – Hikari















Once upon a dream,

I believed that light is the source that

Deluded people into the complete darkness.



In a day, where rain’ s pouring

Upon my naked soul, glittery appeared

In the form of dusk – got me frozen 

With the coldness of light. 















*



















Osaka, Japan









          สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมา ราวกับฟ้ารั่ว ท้องฟ้ามืดครึ้ม ปล่อยให้เสาไฟทำหน้าที่ให้แสงสว่างอย่างโดดเดี่ยว ลมฝนมักจะพัดพาความครึกครื้นของโอซาก้าไปจนหมด นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้อีแดฮวีรักวันฝนตก


          เพราะเขารักเสียงไกปืน ในวันที่สงบแบบนี้

          มากกว่าวันที่ครึกครื้น เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกของผู้คน 

             จนกลบเสียงเสนาะหูของกระสุนไปหมด





          รองเท้าบู๊ตสีดำสนิทเดินไปบนพื้นถนนอย่างไม่ใส่ใจนัก คนที่เป็นอัลฟ่า– อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ย่ำไปกับพื้นดินด้วยความมั่นใจ เชิดหน้าขึ้นตลอดทางด้วยความเคยชิน ก่อนจะหยุดชะงักหน้ากองขยะ การขยับของสิ่งที่อยู่ด้านขวามือ ทำให้แดฮวียื่นมือซ้ายไปจับที่ด้ามปืนโดยอัตโนมัติ




          เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเลย –

          ตรอกเล็กหนึ่งซอย ก่อนที่เขาจะเดินไปถึงรถของตัวเองเนี่ยนะ?




          “ไม่ต้อง"




          เอ่ยบอกลูกน้องที่เตรียมชักปืนออกมาเหมือนกัน จิ๊ปากด้วยความไม่สบอารมณ์ ที่ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวถึงสามนาทีเพื่อตามเก็บศัตรู




          “โง่"




          เอ่ยด่าหนึ่งที ก่อนจะใช้มือขวาสะบัดผืนผ้าสีดำที่คลุมสิ่งมีชีวิตโง่ๆ ตรงหน้าออก ยกปืนขึ้นมาจ่อหัวอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว



          และใบหน้าของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาหยุดชะงัก ดูก็รู้ว่าผู้ชายตรงหน้าหล่อขนาดนี้ ภายใต้คราบมอมแมม ดวงตากลมโตแต่หางตาที่ยกขึ้นให้ความรู้สึกคล้ายจิ้งจอก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากซีดเผือด อุณหูภูมิเย็นจัด แต่อีกฝ่ายกลับไม่แสดงอาการสั่นเพราะความหนาว 

          อาจเพราะดวงตาคู่นั้นมันเต็มไปด้วยความแค้น – ที่ว่างเปล่า




          “นี่ – "




          แดฮวีนั่งลงไป เพื่อประสานสายตาในระดับเดียวกัน ดวงตาคู่นั้นไร้ความกลัวใดๆ ไม่มีการยกมือขึ้นมาป้องกัน แต่ออร่าความเป็นอัลฟ่าที่ส่งออกมา แม้ในยามจนตรอก ทำให้อีแดฮวีรู้สึกถูกชะตากับคนๆ นี้




          “ยิงปืนเป็นไหม"



          “อื้อ"




          ตอบกลับมาทันทีโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัว แดฮวีกระตุกยิ้ม ยกปืนขึ้นมา หมุนด้านจับไปยังฝั่งคนแปลกหน้า พร้อมประกายความสนุกในดวงตา




          “เห็นกระดิ่งเล็กๆ ที่มีดอกกุหลาบทับตรงนั้นไหม"



          “อื้อ"



          “ถ้ายิงโดน เราจะให้ชีวิตใหม่นาย"




          เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ที่มีทั้งความน่าเกรงขามและความสดใส มันไม่ใช่ความสดใสที่เป็นแสงแห่งชีวิตในนิยายน้ำเน่าอะไรเทือกนั้น ผมมองเด็กผู้ชายตัวเล็กที่ดูมีอำนาจเหลือล้นตรงหน้า เม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด




          “สัญญา?"




          รู้สึกขำตัวเองตอนนี้ชะมัด ที่ร้องขอคำสัญญาจากคนแปลกหน้า เด็กผู้ชายที่สวมหมวกสีดำทับอย่างลวกๆ ไม่ได้สนใจจะถือร่ม ท่ามกลางวันที่ฝนตกขนาดนี้ ดวงตาสิรัตติกาลที่มีประกายสะท้อน แบบที่ผมเองก็อธิบายไม่ได้ ว่ามันเป็นประกายนัยน์ตาแบบไหน ใบหน้าดูดีจัด กับฝนที่พรำลงมา





          “สัญญา ถ้าใครผิดสัญญาต้องกลืนเข็มพันเล่ม"





          เสียงที่เอ่ยออกมา ไพเราะ มีท่วงทำนอง มีอำนาจและศักดิ์สิทธิ์ราวกับบทเพลงที่ขับร้องในโบสถ์ ผมพยักหน้าให้เขา ก่อนจะยื่นมือไปรับปืน หรี่ตาข้างซ้ายลง ยื่นมือออกไป ก่อนจะกดไกปืนในวินาทีต่อมา




          ปัง!



          น่าแปลก ผมเคยยิงปืนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่วันนี้ ณ ตอนนี้ เสียงปืนที่ดังขึ้นใกล้ตัว กลับกลายเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุด คนแปลกหน้าทำเพียงแค่เหลือบตาไปมอง ไม่ได้หันไปทั้งตัว ไม่ได้เอ่ยชม ไม่ได้ส่งยิ้มมาให้




          “ชื่อ?”



          แต่กลับยิงคำถามต่อมาด้วยใบหน้าที่ไม่เป็นเดือดเป็นร้อนใดๆ



          “ฮิคาริ"



          เขาพยักหน้าสองที แบบพอเป็นพิธีน่ะนะ วางศอกไว้กับต้นขา เท้าคางพูดต่อด้วยความขี้เกียจ




          “ที่แปลว่าแสงสว่าง?"



          “ใช่ ตลกเนอะ"




          ชื่อที่ควรนำพาชีวิตไปยังจุดสูงที่สุด ไปยังที่ๆ เต็มไปด้วยความสว่างไสว กลับจบลงที่ข้างถังขยะ ใกล้กับความโสมมอย่างน่าขยะแขยง และมืดมนราวกับขุมนรก




          “แล้วไม่บอกนามสกุลด้วยแฮะ"



          “ต้องบอกหรอ?”



          “ไม่จำเป็นหรอก เพราะยังไงนายก็ต้องเปลี่ยนชื่อ"




          อีกฝ่ายดูเป็นเหมือนเด็กอัจฉริยะ ประเภทที่มีอะไรในหัวมากมาย จนยิงคำถามมาได้เรื่อยๆ บางจังหวะก็เหมือนว่าอีกฝ่ายจำคิดคำตอบได้เร็วกว่ารอคำตอบจากผมเสียอีก




          “แล้วก็ – พูดภาษาเกาหลีได้ไหม"




          เงยหน้าขึ้นมามองด้วยจังหวะที่ไม่ช้าและไม่เร็ว แต่ไม่รู้ทำไม ดวงตาที่เคล้าคลอด้วยกลิ่นฝนในวันนี้ – กลิ่นฝนที่ผสมกับกลิ่นทะเลของอัลฟ่าตรงหน้า




          “ได้"




          กลับทำให้ชีพจรกลับมาเต้นเร็ว และมันทำให้ผมเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเหน็บในวันนี้




          “Welcome to my world – I mean the lightless one :) ”




          ร่างกายสั่นไหวเพราะความหนาว เช่นเดียวกับริมฝีปาก

          เช่นด้วยกับจังหวะหัวใจ




          “ยื่นมือมาสิ"




          แต่ไม่ใช่กับสายตา

          ทุกอย่างที่เคยพร่าเบลอ




          “แล้วเราจะนำนายไปเอง"




          กลับชัดเจนเหลือเกิน

          เพียงแค่คนๆ นี้มายืนอยู่ตรงหน้าเขา




          “คุณ?”




          ผมยื่นมือไปจับกับมือคู่นั้น มันไม่ได้ส่งทอดหรือทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น แบบที่ในหนังสือมักจะบรรยาย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้ร่างกายของผมเย็นกว่าเดิม




          “แดฮวี – อีแดฮวี"




          ทันทีที่ได้สัมผัสว่าคนตรงหน้ามีตัวตนอยู่จริงๆ

          คนแปลกหน้าที่ทำให้ผมเชื่อใจ ทันทีที่อีกฝ่ายก้มลงมาสบตา




          รู้ดีว่าหากซื่อสัตย์กับคนๆ นี้แล้วล่ะก็ ผมจะไม่มีวันสูญเสียอะไรไปอีก

          ต่อให้ไม่มีอะไรเหลือให้ศรัทธาแล้ว




          “ขอบคุณครับ คุณแดฮวี"




          แต่เด็กผู้ชายคนนี้จะเป็นสิ่งเดียว










*











          พวกเขาเดินเข้ามายังตัวบ้านที่ถูกตกแต่งด้วยสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม มีทั้งสวนต้นบอนไซราคาแพงตั้งไว้ บนรถไม่มีการสนทนาใดๆ เพิ่มเติม เพราะคุณแดฮวีดูท่าว่าจะจมลงไปกับโลกแห่งเสียงเพลง มันดูสงบและงดงามจนผมไม่อยากเข้าไปยุ่ง




          “ซองอู เราฝากนี่ด้วย"



          “คุณหนูไปเก็บใครมาครับเนี่ย"




          คนที่ชื่อซองอูมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าคมเข้มนั่นทำให้มันยากจะเชื่อ ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่พ่อบ้าน ไหนจะสัดส่วนร่างกายที่เพอร์เฟ็กนั่นอีก




          “เอาอาหารขึ้นไปบนห้องนะ เราจะทำงาน"



          “ครับ"




          พยักหน้าให้คนสนิท ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความกระฉับกระเฉง แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อชายเสื้อโค้ตถูกกระตุก แดฮวีกลับไปพบสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ ที่หูลู่หางตกไปหมด




          “ว่า?”



          “ยังไม่อยากนอน"



          “ไม่ได้ให้นอน ให้ไปทำความสะอาดตัวก่อน"



          “โอเค"



          “ถ้ามีประโยชน์จะให้อยู่ในห้องทำงาน แต่ถ้าไร้ค่าจะให้ลงมาช่วยซองอู"



          “ครับ"



          “ดี"




          ยกนิ้วให้แบบไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเดินเลี้ยวเข้าสู่ปีกซ้ายของตัวบ้าน ผมหันกลับมาสบตากับคุณซองอูก่อนจะยิ้มออกมา เหลือบมองบอร์ดี้การ์ดที่ยืนอยู่ทุกมุมเสา




          “ชื่อ?”



          “ฮิคาริครับ"



          “ชื่อเพราะดี ตามผมมาสิ"




          ชวนคุยแบบฝืนสุดๆ ก่อนจะเดินนำไปยังห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ ที่มีออนเซ็นแบบกลางแจ้ง




          “อาจจะแสบแผลหน่อย แต่ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายขึ้นแหละนะ"




          คุณซองอูดูเป็นผู้ชายใจดี แต่มักจะพูดอะไรห้วนๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองแบบนี้หรือเปล่านะ




          “ขอบคุณครับ"



          “นายเก่งดีนะ"



          “ครับ"



          “ที่ดูไม่ต้อต้านอะไรเลย ดูมองโลกในแง่ดีกว่าที่ควรเป็นด้วย"



          “นั่นน่ะ – "




          ผมพยายามก้าวเดินอย่างมั่นคง ให้สมกับความเป็นอัลฟ่าของตัวเอง แม้จะสัมผัสได้ถึงร่างกายที่ปริแตกไปจนถึงจิตวิญญาณ




          “คงเพราะผมอยากเชื่อล่ะมั้ง คนๆ นั้นน่ะ"




          ไอร้อนที่ตีกระทบเข้ามา พยายามแทรกซึมผ่านร่างกายที่ไร้ไออุ่นมานับสัปดาห์ – หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาวันที่แน่นอนไปทำไม




          “เชื่อเพราะนี่เป็นโลกของเขา และเป็นชีวิตใหม่ของผม"




          ในเมื่อตอนนี้มีสิ่งที่ดีกว่า มีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้ดีกว่า




          “งั้นนายก็คิดถูกแล้วล่ะ ฮิคาริ :) ”




          เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรอยยิ้มจากคุณซองอู รอยยิ้มกว้างๆ ที่ทำให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายก็คิดเหมือนกัน และอาจเป็นเหมือนกัน



          เป็นบุตรของพระเจ้าที่ถูกทอดทิ้งลงเหวลึก แต่ถูกใครคนนั้นดึงกลับขึ้นมา

          คนที่เป็นแสงสว่าง ท่ามกลางรัตติกาล





        “คุณแดฮวีคือคำตอบเดียว"




          กลืนกินไปกับความมืดมิด แต่ไม่เคยเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดนั้นทั้งหมด

          เป็นเอกลักษณ์ที่วิเศษ





          “ของโลกที่ไม่ต้องการนาย– จากโลกที่ทอดทิ้งนายอย่างไม่แยแส"





          คนๆ แรกที่ฮิคาริอยากจะเงยหน้า เพื่อเชยชมการมีอยู่ของคนๆ นั้น –

        อีแดฮวี



















          ผมเลื่อนบานประตูเข้าไปให้ห้องทำงานของคุณแดฮวี อีกฝ่ายไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผม เพราะเขาดูต้องใช้สมาธิกับงานตรงหน้าอย่างมาก ตอนนี้อัลฟ่าคนนั้นสวมเพียงชุดยูกาตะสีดำสนิท ปักด้วยลายสีทองแบบมินิมอล ไม่ใช่ลายมังกรใหญ่ๆ แบบที่ผมมักจะเคยเห็น




          “นั่งสิ"



          “ผมว่าผมไปช่วยคุณซองอูดีกว่า"



          “แล้วรู้หรอว่างานของซองอูคืออะไร?”




          เจ้าของห้องทำงานวางปากกาลง เท้าข้อศอกไว้กับโต๊ะ ประสานมือเข้าด้วยกัน เพื่อรองคางเอาไว้ ยักยิ้มมาให้ผมที่ดูเหมือนเด็กหลงทาง



          “เอ่อ..เป็นพ่อบ้าน"



          “ใช่"



          “ผมคิดว่าน่าจะทำได้"



          “ที่นี่น่ะนะ หน้าที่ของพ่อบ้านคือเก็บกวาด"




          เน้นเสียงของคำสุดท้าย พร้อมกับนัยน์ตาวิบวับที่ซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ ยักไหล่ขึ้นราวกับจะท้าทาย ว่าคนที่อยู่ในชนชั้นอัลฟ่าแบบผมจะมีความสามารถอะไรที่ซ่อนไว้ไหม




          “ผมแม่นปืนทางไกล"



          “อ่าห้ะ"



          “วางระเบิดก็เป็น"



          “อ่าห้ะ"



          “ไม่ดีหรอครับ?”



          “ก็ดี แต่เป็นทางไกลหมดเลยนี่นา"




          รอยยิ้มที่อ่อนโยนนั่นราวกับจะปลอบประโลมผม อัลฟ่าที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งมากมาตลอด จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เปลี่ยนทั้งชีวิต เข้ามาเยือนและพัดทลายทุกอย่างลงมา




          “นายต้องเก่งทั้งระยะใกล้และไกล"



          “ครับ"



          “ฮิคาริ – "




          ชื่อของผมที่ถูกเอ่ยจากริมฝีปากคู่นั้น ผสานกับเสียงฝนที่ตกกระทบผืนหญ้า สะท้อนกลิ่นไอขึ้นมา แทรกซึมผ่านบานหน้าต่าง




          “จำไว้ว่าชีวิตของนายเป็นของเรา"




          กลายเป็นท่วงทำนองที่ทำให้ความทรงจำตรงหน้าชัดเจนขึ้น ทุกองค์ประกอบของแสง สี แและเสียง งดงามราวกับละครเวทีชั้นเลิศ




          “ทุกคนที่เราช่วยชีวิตไม่มีสิทธิ์ตาย เพราะกระสุนปืนศัตรู มีดสั้น หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาสามารถถือมันได้"




          เพียงแต่มันเกิดขึ้นในชีวิตจริง ละครบทแรกในชีวิตใหม่ ที่ผมยอมให้เขากุมชะตากรรมของผมไว้ทั้งหมด ให้ไปทั้งหมดที่ยังพอเหลืออยู่




          “เพราะงั้นนายต้องเก่งขึ้น เก่งให้สมกับความเชื่อมั่นที่เรามีในตัวนาย"




          เพียงครั้งเดียวที่พบ สอดประสานสายตากับคนๆ นี้ ผมก็รู้ดีว่าความรู้สึกนี้ที่เคยได้ยินมา มันไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลย




          “เข้าใจไหม?”




          ความรู้สึกตอนพบกับคู่แท้ของตัวเอง




          “ครับ ผมจะเก่งขึ้น – "




          ขณะที่คิดว่าชีวิตดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว




          “ไม่สิ จะเก่งที่สุดในทุกๆ ด้าน"




          อีแดฮวีกลับจุดประกายไฟเล็กตรงหน้า ทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อ – ไม่ใช่แค่เพียงอีกนิด




          “เพื่อปกป้องคุณ"




          แต่เป็นช่วงเวลานานที่สุด

          นานเท่าที่สายฝนไม่เคยเบื่อ ที่จะตกลงมาชำระคราบสกปรกบนโลก











*









          หลังจากที่คุยกับคุณแดฮวีวันนั้น เราก็นั่งกินข้าวด้วยกันที่ห้องทำงาน อีกฝ่ายไม่ได้ถามเรื่องชีวิตก่อนหน้านี้ของผมเลย แต่ผมรู้ดีว่าอีกฝ่ายแค่รอเวลาให้เขาเล่าออกมาเอง พวกเราจึงคุยกันเรื่องเล็กๆ น้อย




          “ฮิคาริ ถ้านายเหม่อตอนที่ถือดาบอยู่ ผมจะฟันหัวให้ขาดภายในดาบเดียว"



          “ขอโทษครับ"




          ผมกลับมาตั้งสติมองภาพตรงหน้า พวกเราอยู่ในชุดยูกาตะทั้งคู่ จับด้ามดาบไว้แน่น เป็นเวลาเกือบสามอาทิตย์แล้วที่ผมฝึกวิชากับคุณซองอู ตั้งแต่การใช้มีดสั้น ศิลปะการป้องกันตัว จนมาถึงการฝึกสุดท้าย



          การใช้ดาบ




          “นายอาจจะคิดว่าที่นี่เป็นแค่แก๊งยากูซ่าธรรมดา"




          ปลายดาบสะท้อนกับแสงพระอาทิตย์ของฤดูฝน มันไม่ใช่ไอแดดที่อบอุ่นนัก เพราะกว่าจะลอดผ่านชั้นความมืดและครึ้ม มันก็เหลือเพียงแสงแดดอ่อนๆ




          “แต่ผมจะบอกให้เอาบุญว่าตระกูลอี เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น"




          นัยน์ตาสีดำสนิทของคุณซองอู ไร้ความรู้สึกเช่นทุกวัน แต่บัดนี้มันกลับเต็มไปด้วยความรักและความภูมิใจ จนผมไม่แปลกใจอีกแล้ว ว่าทำไมคุณแดฮวีถึงเลือกให้คุณซองอูเดินตามอยู่เสมอ




          “เพราะงั้น ถ้านายกล้าพูดว่าจะเดินข้างๆ คุณแดฮวี นายต้องพร้อมป้องกันลูกกระสุนทุกลูก ดาบทุกกระบวนท่า เช่นเดียวกับความหวังร้ายที่มาจากทุกสารทิศ"




          อีกฝ่ายตวัดดับลงเก็บไว้ข้างตัว ก้าวเดินมาข้างหน้า – มาหาผมที่ยังยื่นดาบไปข้างหน้า ไม่ลดดาบลงแม้เข้าจะขยับเขามาใกล้ปลายดาบที่แหลมคมแบบนั้น




          “แล้วก็นะ เก็บสายตาหมามองพระจันทร์นั้นไว้ด้วย ถ้ายังทำตัวเหลาะแหละแบบนี้"




          เพราะคุณซองอูบอกเองว่า ห้ามลดปลายดาบลง ถ้ากองเลือดของศัตรูยังไม่ไหลมาเปื้อนรองเท้าทุกด้าน จนกว่ากลิ่นคาวเลือดจะฉุนจมูก




          “อดีตที่ผ่านมามันจะเลวร้ายขนาดไหน ผมไม่รู้ – และก็ไม่อยากรู้"




          กระตุกยิ้มขึ้นมา ราวกับปีศาจในคราบมนุษย์ ความหล่อเหลาและความแข็งแกร่งนั่นก็ด้วย ออร่าความร้ายกาจที่ส่งผ่านมา ทั้งๆ ที่ตอนนี้ในมือนั้นไร้อาวุธ




          “สิ่งเดียวที่ผมอยากเห็น คือคุณต้องแกร่งกว่าผม ฮิคาริ"




          ประทับในใจผมอยากชัดเจน – อยากจะทำได้แบบนั้น ได้มากกว่าคนตรงหน้า เป็นอัลฟ่าที่สมกับคำว่าอัลฟ่า




          “และถ้าทำไม่ได้ ผมนี่แหละ จะทำให้คุณหายไป"




          องซองอู –




          “คงไม่มีวันนั้น..."




          ผมจะเป็นหนึ่ง ในทุกศาสตร์วิชาที่คุณสอน

          และจะเหยียบย้ำคุณขึ้นไป เพื่อยืนเคียงข้างคนๆ นั้น




          “วันที่ผมจะหายไปจากชีวิตของคุณแดฮวี"






          คนที่เป็นเหมือนแสงสว่าง

          เดินทางผ่านโลกอันมืดมนของผม



          เพียงชั่ววินาทีแสง –

          ก็แช่แข็งทุกความสิ้นหวัง












*









          “นี่"




          เสียงของคนๆ นั้น ดังขึ้นพร้อมกับการเปิดประตูห้อง กลิ่นทะเลของคุณแดฮวี ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายเสมอ ใบหน้ายุ่งๆ นั่นดูเต็มไปด้วยความเครียด




          “ครับ?”



          “นายเล่นดนตรีเป็นไหม อะไรก็ได้"



          “ผมเล่นไวโอลินกับเปียโนเป็นครับ"



          “เล่นเป็น หรือเล่นเก่ง"



          “ผม – "



          “คิดดีๆ ก่อนตอบ เพราะถ้านายเล่นไม่ดี เราจะทำโทษ"




          ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้านั่น ยังสามารถแสดงพลังอำนาจออกมาได้เช่นเดิม ทั้งโทนเสียง และการยืนวางท่า




          “ผมเล่นเก่งครับ"



          “ดี งั้นตามมา"




          คุณแดฮวียกยิ้มให้หนึ่งที ก่อนจะก้าวขาเร็วๆ อีกฝ่ายไม่ได้ตัวสูงมากเท่าผม แต่กลับมีขาที่ยาวมากๆ ทำให้การก้าวเท้าหนึ่งครั้ง สามารถร่นระยะทางได้เยอะทีเดียว คุณแดฮวีเลี้ยวเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมไวโอลิน เนื้อไม้ดูสวยจนเดาไม่ยากว่าเครื่องดนตรีชิ้นนี้ คงมีมูลค่ามากว่าตึกแถวใจกลางโตเกียวเสียอีก



        ร่างโปร่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ไปจนถึงห้องเรือนกระจก ที่อยู่ในสวนแบบญี่ปุ่นกลางบ้าน เรือนกระจกที่มีพันธุ์ไม้นานาชนิด 


          ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นหอมที่สอดผสมกันในอากาศ ก็ทำให้รู้สึกใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะมันผสมกันได้อย่างลงตัวมากๆ ทั้งกลิ่น ทั้งการจัดวาง


          รวมถึงเปียโนคริสตัลที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ท่ามกลางแสงไฟสีส้ม ส่องสว่างทามกลางราตรีที่มีเพียงแต่จันทรา




          “เล่นไปเรื่อยๆ "



          “ได้ครับ"




          ผมนั่งลงบนเก้าอี้เปียโน ไม่ได้แสดงความแปลกใจอะไรอีกแล้ว ถ้ามองแบบไม่คิดอะไร เด็กผู้ชายตรงหน้าเขาน่ะมักจะทำอะไรตามอารมณ์มากกว่าการคิดหาเหตุผล แต่ก็ไม่ใช่คนที่ปล่อยให้อารมณ์มาเดินนำหน้าเหตุผลเช่นกัน




          ผมวางมือลงบนคีย์เปียโนที่ไม่ได้สัมผัสมาสักพัก ลูบเบาๆ ด้วยความโหยหา – ไม่เคยรู้เลยว่าเขาถูกพรากจากโลกแห่งเสียงเพลงมานานเท่าไหร่แล้ว



          พึ่งจะตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้เพราะได้เข้าไปหลบซ่อนในนี้

            ในโลกของดนตรี




          ยืดหลังตรง ปิดเปลือกตาลงเป็นครั้งแรก หลังจากลืมตาตื่นมาหลายวัน ก่อนจะพรมมือลงบนคีย์เปียโน ขยับเท้าให้จังหวะ ภาพตรงหน้าพร่าเบลอ เพื่อปล่อยให้จินตนาการและความรู้สึกหลั่งไหลออกมา




          หยาดน้ำตาที่เคยคลออยู่ในดวงตา

          ไม่เคยร่วงหล่นลงสักครั้ง




          กลับไหลลงมาเป็นสาย เพียงแค่โสตประสาทได้รับรู้ถึงเสียงไวโอลินที่ดังขึ้นประสาน

          ไร้คำปลอบใจ –

          ผมรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองคงร้องไห้ขี้แย ทั้งๆ ที่กำลังหลับตาอยู่ ร้องไห้ทั้งๆ ที่เป็นอัลฟ่า – ต่อหน้าอัลฟ่าด้วยกัน




          อาจเป็นเพราะผมรู้ดีว่าคนๆ นี้จะไม่บั่นทอนความรู้สึกให้มันแย่ลงไปอีก

          อาจเป็นเพราะดนตรีของคุณแดฮวีสอดประสาน และซ่อมแซมความรู้สึกของผม




          เส้นเสียงที่ถูกสี ทั้งเร่งเร้า เนิบนาบ และบาดใจ

          เป็นคำปลอบใจที่ผมคงจะไม่มีวันลืม




          ต่อให้ลมหายใจจะขาดห้วง

          แต่ชั่วขณะที่เขาปลอบประโลมผม ด้วยเสียงที่ผมอยากได้ยินมาตลอด




          จะตราตรึงในใจ

          ต่อให้พระเจ้าจะทอดทิ้งผมอีกกี่ครั้ง






          “Be alive”





          เสียงสำเนียงภาษาอังกฤษดังขึ้นสั้นๆ ผมลืมตาขึ้นมาพบรอยยิ้มแรกที่เขามอบให้ผม รอยยิ้มใจดีที่ส่งมาให้หลังจากปลอบประโลมผมผ่านเสียงเพลง นัยน์ตาชั้นเดียวข้างนั้นไม่ได้ดูเด็ดเดี่ยวแบบเดิม มันลู่ลงเล็กน้อย เพื่อเสริมความใจดีที่ตาสองชั้นอีกข้างส่งความรู้สึกออกมา




          ชั่ววินาทีที่ดวงตาของพวกเราสอดประสาน โอนอ่อน และบอกกล่าว

          ความรู้สึก




          และนั่นทำให้ผมเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพวกเราถึงต้องดิ้นรนตามหาคู่แท้ของตัวเอง ว่าการตกหลุมรักใครคนที่โชคชะตากำหนดมาให้ มันวิเศษขนาดไหน ว่ามันมีพลังมากพอจะชุปชีวิตของหัวใจที่แห้งขอดไปแล้ว



          ให้กลับมาเต้นอีกครั้ง

          เพื่อคนที่เป็นหนึ่งเดียวคนนั้น




          “Anything for you”




          ผมตอบกลับเขาไป พร้อมกับเริ่มเปลี่ยนทำนองเพลง หลังจากที่เล่นเพลงมั่วๆ สลับกันไปมา เหมือนกับเส้นความรู้สึกในหัวใจ ที่เคยพันกันหยุ่งเหยิงไปหมด
















          “ป่ะ"




          พูดออกมาหลังจากที่อีกฝ่ายนั่งลงข้างๆ ผม คุณแดฮวีวางไวโอลินไว้บนตัวเปียโนอีกที ใช้มือขวากดไปบนคีย์เปียโนราวกับคนที่อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ใบหน้าที่ดูดีนั่น ไร้ความกังวลและความเครียด




          “ไปไหนครับ?”



          “ไปเริ่มชีวิตกันใหม่ไง"



          “ครับ??”




          เอ่ยออกมาขณะที่ยกมือซ้ายขึ้นมาไล่คอร์ด นิ้วมือเรียวสวยนั่น พรมลงไปกับคีย์เปียโน ราวกับคลื่นน้ำที่ซัดซา กลิ่นของคุณแดฮวียังคงเด่นชัด แม้จะถูกล้อมรอบด้วยดอกไม้นานาพันธุ์




          “โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว"



          “แล้วผมจะได้ไปเรียนกับคุณแดฮวีไหมครับ"




          ผมตอบออกไป ขณะที่ยกมือขึ้นมาละเลงบทเพลง ที่สอดประสานกับเพลงที่คุณแดฮวีเล่น ลอบมองใบหน้านั้นอย่างมิอาจห้าม ใจ กระที่เรียงตัวสวยตรงโหนกแก้มทำให้อีกฝ่ายดูมีเสน่ห์ชะมัด ไหนจะนัยน์ตาสองชั้น ที่เห็นชัดยิ่งขึ้นเมื่อลอบมองจากด้านข้าง




          “ได้สิ – "




          เสียงใสก้องกังวาน ยิ่งกว่าเสียงของเครื่องดนตรีที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากมือทั้งสี่มือ

          รอยยิ้มที่ยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในจังหวะที่อีกฝ่ายยกมือขึ้นเพื่อเปลี่ยนคอร์ด อย่างนึกสนุก




          “แต่ต้องไปเรียนที่เกาหลีนะ"




          กลิ่นความสุข – ตลบอบอวลทุกครั้ง ที่ผมได้ลอบมองคนๆ นี้



          มันอาจฟังดูประหลาด ที่ผมตั้งชื่อกลิ่นให้กับความรู้สึก อาจเพราะผมเป็นคนที่ไวต่อกลิ่นและเสียงตั้งแต่เด็ก ดังนั้นมันจึงทำให้ผมประสบความสำเร็จในความฝัน แต่ทุกอย่างในโลกใบนี้ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างเสมอ




          “มินฮยอน"



          “มินฮยอนหรอครับ?”



          “ใช่ ชื่อใหม่นาย เราตั้งให้เอง คงความหมายของชื่อญี่ปุ่นให้ด้วย แต่ก็ไม่ทั้งหมดหรอกนะ เราคิดไม่ออก เหนื่อย"



          “ขอบคุณมากๆ ครับ"




          และผมก็คิดว่ามันคุ้ม

          หากความฝันและชีวิตที่ไม่เคยรู้ว่ามันจอมปลอม




          “งดงามมากเลย ชื่อที่คุณตั้งให้ผม"



          “ดี ถ้าเรียกกี่ครั้งก็ต้องวิ่งมานะ"



          “ถ้าอยู่ข้างๆ คุณตลอด – "




          จะพังทลายลง เพื่อให้คนตรงหน้า ประกอบสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง




          “ก็จะไม่ต้องวิ่งหรือเปล่าครับ"




          ด้วยมือเรียวสวย ใบหน้าที่ดูดีจัด ร่างกายที่พอดีกันราวกับสร้างขึ้นมาเพื่อผม

          ด้วยนัยน์ตาที่มีผลึกดาวนับล้านขออาศัยอยู่




          “เพราะถ้าอยู่ใกล้ๆ กัน แค่เดินมาก็น่าจะทัน :) ”




          เพราะการมองดูคุณแดฮวี

          ทำให้ผมไม่ต้องเงยหน้ามองท้องฟ้า –



          เพื่อขอพร หรือคุกเข่าอ้อนวอนพระเจ้า











TBC 



Please comment or tag #Shelterain101

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #197 SORI29 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 12:57
    ไม่รู้จะคอมเม้นอะไรเลยค่ะ เพราะมันดีมากๆ บรรยายได้ดีมากๆ ไม่รู้จะเม้นอะไรนอกจากว่ามันดี ขอบคุณที่แต่งให้ได้อ่านนะคะ // ว่าแต่ยังมีต่ออีกใช่มั้ยคะ ยังไม่จบใช่มั้ยคะ อยากอ่านอีกยาวๆเลย อยากรู้ว่าพอไปเรียนที่เกาหลีแล้วจะเป็นยังไงต่อ
    #197
    0
  2. #196 penguin is happy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 01:07
    ภาษาสวยมากๆเลยค่ะประทับใจTT ความเทิดทูนของมินฮยอยคือสื่อผ่านตัวอักษรมาเลย
    #196
    0
  3. #195 imyouryellow (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 15:40
    ประทับใจกับคาแรคเตอร์ของแดฮวีมาก โอ่ย
    ชอบความที่เป็นอัลฟ่าที่มีอำนาจ เดินเชิดหน้า น่าเชื่อถือ อยู่เฉยๆ คนก็รู้สึกถึงอำนาจได้ สุดยอดมาก อ่านแล้วยังรู้สึกนับถือภักดีตามT _ T

    ตอนฝึกใช้ดาบกับซองอูแล้วซองอูกล้าเดินมาจนถึงปลายดาบ
    แล้วบอกให้ฮิคาริต้องแข็งแกร่งกว่าตัวเองคือแบบ เขิน กัดผ้าขาดทั้งๆ ที่คุณเขายังไม่มีซีนกับแดฮวีเลย

    ฉากที่ฮิคาริเล่นเปียโนจนน้ำตาคลอ แล้วแดฮวีมาเล่นไวโอลินคลอ เราน้ำตาไหลแน้ว ฮิคาริจะร้องไม่ร้องแต่เราร้องก่อนแล้ว5555555555

    บรรยายได้สวยมากเลยค่ะ ชอบมาก รออ่านต่อนะคะ อยากให้มีเป็นสิบตอนเลย; _ ;
    #195
    0
  4. #194 คุนนาย'หน้าแถว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 02:47
    ความละมุนนี้
    #194
    0
  5. #193 barbear (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 14:34
    โอ้ยยยยชอบบบชอบมากแงงงง ความเทิดทูนน้องของมินฮยอนนี้ ซองอูคะหวงคุณหนูหรอๆๆๆ
    #193
    0
  6. #192 Tuey Chutimon (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 11:44
    คือดีจย์
    #192
    0
  7. #191 knnf (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 10:00

    แงงงชอบบบบความอบอุ่นของน้อง

    #191
    0
  8. #190 Pimzmii (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 23:03
    ดีมากๆเลยค่ะ ดีจริงๆ ฮื่อออออ เพลินมาก พล็อตดีด้วย แงงง สนุกกกกกกกกกกกก
    #190
    0
  9. #189 rebellion1996 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 22:53
    ฮือออ น้องเป็นอัลฟ่าที่ละมุนมากเลยค่ะ ชอบแนวนี้ บรรยายลื่นไหลหลากอารมณ์มาก ><
    #189
    0
  10. #188 Barkkai_88 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 22:28
    บรรยายได้ดีมากๆเลยค่ะ ชอบน้องลุคนี้มากๆ
    #188
    0
  11. #187 MBGot7_fuji (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 22:11

    ฮือออออ อบอุ่นอะแบบมันดีย์อะ
    #187
    0
  12. #186 panggy2906 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 21:53

    อร๊ากกกกกก
    #186
    0