[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 60 : [os] Unerasable

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    14 ก.พ. 63

[os] Unerasable

Kim Doyoung x Jeong Jaehyun





#SFaMilRaindrops


BG Music: Try Again — d.ear & Jaehyun



Genre: fantasy


KDY as Dyland

JJH as Jaeden (or Jay)





sds

 






Once, the fate is written in the name of love:

Everything about our story looks so dreamy.

That hauntingly beautiful existence of yours

Is the only thing I couldn’t get rid off: day or night,


Even in a dream.




*




          ท้องฟ้าวันนี้แต่งแต้มด้วยสีฟ้าสลับชมพู มีก้อนเมฆกลมๆ บดบังเป็นบางส่วน กลิ่นบนเฮลิคอปเตอร์ทำให้จิตใจสงบ มากกว่าครั้งแรกที่เดินขึ้นมา กลิ่นความอับชื้นผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่อง ชุดยูนิฟอร์มที่มีโอกาสใส่มากกว่าชุดลำลอง ถึงแบบนั้นการทำงานในกองทัพอากาศสหรัฐก็เป็นสิ่งที่ดีแลนด์ชอบ — เป็นทั้งความชอบและความภาคภูมิใจหนึ่งเดียว ท่ามกลางชีวิตที่แห้งแล้งเหมือนกับทะเลทรายขึ้นไปทุกวัน



          “วันหยุดนี้นายมีแพลนจะไปไหนหรือเปล่า ดีแลนด์?”


          “คงไปไมอามี่ นอนตากแดดเรื่อยเปื่อยล่ะมั้ง นายล่ะ?”


          “กลับบ้านไปหาเมียน่ะสิ คิดถึงแมรี่ด้วย”


          “แมรี่อายุเท่าไหร่แล้วนะ สี่ขวบ?”


          “สี่ขวบครึ่ง!”



          ดีแลนด์หัวเราะออกมา มอร์แกนเป็นผู้ชายที่มีหุ่นแบบทหารในอุดมคติ ไหล่หนา หุ่นล่ำ ผิวสีแทนสวย ใบหน้าคมเข้ม ถึงแม้ว่าผมจะอายุน้อยกว่าและเป็นลูกครึ่งอเมริกัน-เกาหลี มอร์แกนก็ให้ความเคารพผมเป็นอย่างดี



          “ถ้าเหงาก็แวะมาได้ตลอดนะ แมรี่บ่นคิดถึงคุณพ่อทูนหัวทุกครั้งที่เห็นหน้าฉัน”


          “ไม่ทันไรก็ตกกระป๋องแล้วนะมอร์แกน ฮ่าๆ”


          “หัวเราะไปเถอะ พอนายได้เป็นพ่อคนแล้วจะรู้”



          พวกเขาหัวเราะออกมา กลับไปโฟกัสกับทางเดินบนท้องฟ้าที่เปิดโล่งตรงหน้า สำหรับการทำงานเสี่ยงตายแบบนี้น่ะ การมีบ้านให้กลับไปถือว่าเป็นแรงใจสำคัญสำหรับพวกเขาเลยล่ะ



          “งั้นวีคเอนด์นี้ขอแวะไปบ้านนาย —”



          ปัง!! ปัง!! ปัง!!


          เสียงปืนที่ดังขึ้น ทำให้พวกเขารีบกดปุ่มฉุกเฉิน และโดดร่มออกจากตัวเฮลิคอปเตอร์ทันที หัวใจของดีแลนด์เต้นด้วยจังหวะเร็วและแรงกว่าทุกครั้งที่ปฏิบัติภารกิจ หยีตาลงเพราะไอร้อนจากแรงระเบิดของตัวเครื่อง และแรงลมที่ปะทะกับใบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ



          “มอร์แกน?”



          ผมพยายามเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่ก็เห็นเพียงปลายร่มชูชีพที่กำลังถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ — วินาทีนั้นผมก็รับรู้ได้ว่าร่มชูชีพของมอร์แกนไม่ทำงาน และนั่นหมายความว่าผมจะไม่อาจมองเห็นภาพสุดท้ายของเขาได้ 

          ผมโกรธตัวเอง โกรธที่ปล่อยให้มอร์แกนอยู่คนเดียวในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต



          นัยน์ตาร้อนผ่าว แต่ไม่มีหยดน้ำตาใดๆ ไหลลง ไม่มีเสียงร้องใดๆ เล็ดลอดออกมา ร่างกายแน่นิ่ง เพราะรู้ดีว่าต่อให้พยายามตะเกียกตะกายขึ้นไปยังไงก็ไม่มีวันขึ้นไปบนท้องฟ้านั้นได้อีกครั้ง



          และต่อให้ทำได้

          มันก็สายไปเสียแล้ว




          ขอโทษ ขอโทษจริงๆ


          ผมได้แต่พึมพำคำขอโทษซ้ำๆ จนรู้สึกได้ถึงความเค็มของน้ำทะเล ผมขยับแขนและขาไปตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกมา ก่อนจะหยุดขยับตัวเมื่อสะเก็ดไฟตกลงมารอบตัว


          ผมควรหลับตาลง และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตา

          มันอาจจะถึงเวลาของผมแล้วก็ได้ล่ะมั้ง



          สติสัมปชัญญะเริ่มหลุดลอยไปเรื่อยๆ สมองเหนื่อยล้าเกินกว่าจะคิดอะไร เป็นตอนนั้นเองที่ดีแลนด์ได้กลิ่นหอมเย็นๆ และสัมผัสอุ่นวาบตรงข้อมือ พยายามลืมตาหนักๆ ขึ้น แต่ก็เห็นเพียงแค่ใบหน้าลางๆ ของผู้ชายคนหนึ่ง กับแสงสว่างสีมรกตที่ส่องสว่างท่ามกลางน้ำทะเลสีคราม 


          — ราวกับเวทมนตร์ ราวกับฝันร้ายทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน



          “ชะตาของคุณยังไม่ขาด อย่าพึ่งยอมแพ้สิครับ”



          นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยิน พร้อมกับความรู้สึกอุ่นใจเพียงสามวินาที ในฝันร้ายที่ยาวนานนับนิรันดร์ของผม




*




          เจย์เด็นยืนอยู่ริมหาดทรายด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ ผมสีบลอนด์สลวยปลิวไปตามจังหวะของสายลม บนหมู่เกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เด็กผู้ชายที่มีเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบคนนั้นหวาดระแวง หรือหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม อีกฝ่ายเป็นคนเลือกเดินทางมาที่นี่เอง หยุดรอใครบางคนด้วยจิตที่มั่นคง



          ปัง!! ปัง!! ปัง!!


          เจย์เด็นเงยหน้าขึ้นมองเฮลิคอปเตอร์บนท้องฟ้าทันทีที่ได้ยินเสียงปืน วาดมือไปบนอากาศ เกิดแสงสีม่วงวิ่งไปตามนิ้วเรียวสวย ริมฝีปากอวบอิ่มพึมพำคาถาที่ได้ร่ำเรียนมา ก่อนจะตวัดมือขึ้นและชี้ไปยังทิศทางของร่มชูชีพ หลบหลีกเส้นทางของสะเก็ดไฟ และเร่งให้ร่มชูชีพนั้นตกลงมาด้วยแรงที่เร็วกว่าเดิม



          “เร็วสิ เร็วกว่านี้”



          ตู้ม!


          เสียงระเบิดของตัวเครื่องยนต์ดังสนั่น แต่เจย์เด็นก็ไม่ได้คิดหลบหลีกแต่อย่างใด อาณาเขตบาเรียขยายวงใหญ่ขึ้นตามพลังเวทย์ที่ใช้ เมื่อเห็นว่าผู้ชายคนนั้นลอยตัวบนน้ำทะเลอย่างปลอดภัยแล้ว เตรียมจะหันหลังให้เขา ถ้าไม่ติดว่าเจย์เด็น รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเศร้าโศกและเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง



          “คุณ...”



          เจย์เด็นยืนตั้งสติอยู่กับที่ ขณะมองภาพของใครคนนั้นลอยแผ่บนผิวน้ำ ปล่อยให้กระแสน้ำพัดร่างของเขาออกไป ไม่ได้ว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งอย่างที่ควรทำ



          “ขอโทษที่ขัดเจตนาของคุณ แต่ผมปล่อยให้คุณจากไปแบบนี้ไม่ได้จริงๆ”



          เอ่ยพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะท่องคาถาอีกครั้ง ใช้นัยน์ตาสีเฮเซลนัทจ้องบาเรียสีม่วงที่โอบล้อมร่างของดีแลนด์ที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แสงอาทิตย์วันนี้เจิดจ้ากว่าทุกวัน มันสว่างและแสบผิวราวกับสะท้อนภาพระเบิดบนฟากฟ้า



          ไม่นานนักร่างของดีแลนด์ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเจย์เด็น แสงสีม่วงหายไปทันทีที่ภารกิจของมันเสร็จสิ้น พ่อมดหนุ่มมองร่างของทหารตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี เขากัดริมฝีปากทันทีที่เห็นบาดแผลของอีกฝ่าย ตรงแขนมีรอยช้ำนิดหน่อย มีเลือดออกบริเวณหัวไหล่และศีรษะ



          “แต่ถ้ารักษาแผลให้ทั้งหมด แล้วรอดกลับไป มันก็จะยิ่งน่าสงสัย”



          เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงร่ายคาถาอีกครั้ง ตั้งใจจะรักษาแค่นิดเดียว ไม่ให้บาดแผลของอีกฝ่ายติดเชื้อก่อนไปถึงมือแพทย์



          “อื้อ..”



          เจย์เด็นสะดุ้งอย่างแรง เมื่อได้ยินเสียงอื้ออึงจากคนที่เขาคิดว่าสลบไปแล้ว เปลือกตาคู่นั้นที่แอบมองค่อยๆ ลืมขึ้น ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องมาที่คนแปลกหน้าด้วยสายตาไม่เข้าใจ มึนงง และสับสน



          “คุณ?”


          “ผมแค่คนผ่านมาน่ะ เห็นคุณนอนอยู่บนชายหาด”


          “ผมได้ยิน...”



          สมกับเป็นทหาร นัยน์ตาสีรัตติกาลนั้นเต็มไปด้วยความใครรู้และสงสัย แม้ในยามที่ได้รับบาดเจ็บอยู่



          “ผมแค่ร้องเพลงสมัยเก่า เผื่อคุณจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น”


          “แล้วคุณมาทำอะไรที่เกาะร้างนี่?”


          “ผมมาตามหาคนครับ”


          “ตามหาคน?”


          “ครับ แต่น่าจะคลาดกัน”



          ดีแลนด์มองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความสงสัยเช่นเดิม ทุกอย่างในตัวคนตรงหน้ามันชวนให้สงสัยใบหมด ทั้งใบหน้าที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเห็น — เป็นใบหน้าที่เขากล้าพูดว่าพระเจ้าบรรจงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองจริงๆ ไหนจะรังสีและบรรยากาศที่บรรยายไม่ถูกนั่นอีก



          ทุกๆ องค์ประกอบชวนให้อีกฝ่ายดูงดงามอย่างน่าพิศวง

          แต่ก็คุ้นเคยราวกับได้เจอกันในความฝันมานับพัน นับหมื่นครั้ง



          “ยังไงก็ขอให้ได้พบนะครับ — คนที่คุณตามหาน่ะ”



          เจย์เด็นเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจะได้รับคำปลอบใจจากคนที่ยังดูระแวงในตัวตนของเขา ในสถานการณ์ที่มีความทุกข์ระทมของดีแลนด์โรยตัวอยู่ทั่วบริเวณ — กลิ่นไหม้ที่รอยละล่องทั่วทุกอณู ความสูญเสียที่มิอาจเรียกคืน ยังติดอยู่ในหัว



          “ขอบคุณครับ”



          แต่ก็เอ่ยคำขอบคุณออกไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือไปจับมือคนที่นอนอยู่ขึ้นมาสำรวจบาดแผล สัมผัสที่คุยเคยอย่างน่าประหลาด ชวนให้หัวใจหลงลืมความทุกข์ระทมไปชั่วขณะ



          ดีแลนด์รู้สึกคุณเคยกับภาพตรงหน้า แต่ก็ดูห่างไกลเหลือเกิน ราวกับภาพฝันที่มีอยู่ได้แค่บางช่วงเวลา ในโลกแห่งความเป็นจริง



          “คุณรออยู่นี่ก่อนนะครับ ผมจอดเรือไว้ด้านตะวันตกของเกาะ เดี๋ยวผมจะวนมารับคุณที่นี่”


          “ขอบคุณครับ”



          เอ่ยตอบออกไปขณะที่ยังมีสติอยู่ รู้สึกว่าหนังตาหนักจนแทบจะต้านเอาไว้ไม่อยู่ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลออีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถฝืนร่างกายหนักๆ ของตัวเองได้อีกแล้ว



          “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ คุณดีแลนด์”



          นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ดีแลนด์ได้ยิน คำบอกเล่าที่ชวนให้สงสัย และชื่อที่ถูกเรียก ทั้งๆ ที่ไม่เคยเอ่ยบอก



          เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่นวาบบริเวณศีรษะ พร้อมกับที่อีกคนกำลังพึมพำอะไรบางอย่างด้วยท่วงทำนองที่ชวนให้หัวใจบีบรัด เจ็บปวด และว่างเปล่า


          แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็คงอยู่แค่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น






          ขอลบความทรงจำของคุณอีกครั้งนะครับ” 



          เจย์เด็นเอ่ยขึ้นหลังจากแน่ใจว่าอีกฝ่ายอยู่ในห้วงนิทราแล้ว ก่อนจะจุมพิตลงบนหน้าผากของดีแลนด์เบาๆ —



          “แล้วก็...ขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ซ้ำๆ เพราะผมไม่กล้าพอ”



          ราวกับขนนกที่ร่วงหล่นลงสู่ผิวน้ำ

          เมื่อตกกระทบแล้ว ก็มิอาจหยุดนิ่งอยู่กับที่






*



          San Diego, USA



          ดีแลนด์ล้วงมือเข้ากระเป๋า ทอดมองผู้คนที่บ้างก็เดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ บ้างก็ใช้ช่วงเวลาที่เดินสวนกันสั้นๆ นั้น สำรวจความไม่เข้ากันในตัวผมอย่างจาบจ้วง กระนั้นสายตาของคนแปลกหน้า ก็ไม่อาจทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งไปกว่าเดิม



          ผ่านมาเกือบสามเดือนแล้ว หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกราวกับว่ามันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ฝันร้ายที่ปรากฏขึ้นทุกคืน ราวกับนาฬิกาปลุกชั้นยอด ให้ตื่นมากลางดึก และนึกถึงอดีตที่ทั้งเศร้าโศกและทั้งลึกลับ



          ดีแลนด์สะบัดหัวแรงๆ ราวกับว่ามันจะช่วยให้ผมสะบัดความรู้สึกแย่ๆ ที่โอบล้อมรอบตัวนี้ออกไปได้ ห่อตัวลงเพราะอุณหภูมิที่ต่ำลง เพราะหยาดน้ำจากฟากฟ้าโปรยลงมา



          “หึ ฝนหลงฤดูงั้นเหรอ?”



          หัวเราะเยาะให้กับโชคชะตาของตัวเองที่ถูกคนบนฟ้าตอกย้ำ คนที่ขอพักงานและเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเหมือนคนหลงทาง ทำได้แต่ขอโทษครอบครัวของมอร์แกนซ้ำๆ เขาเอาแต่วิ่งหนี ไม่มีหน้าจะกลับไปพบสองแม่ลูกที่ไว้ใจเขาจนหมดใจ



          “พ่อหนุ่ม”


          “คุณเรียกผมเหรอครับ?”



          ร่มสีดำสนิทเปิดออก ทำให้ผมเห็นใบหน้าของหญิงมีอายุ ที่มีโครงหน้าคมชัด ผมสีแดงสดแบบที่ดูแวบแรกก็รู้ว่าเป็นสีผมตั้งแต่เกิด ซึ่งผมแน่ใจว่าตนเองไม่เคยเจอคนๆ นี้มาก่อนแน่ๆ



          “ใช่ ชะตาเรียกหาคุณ


          “คุณหมายถึงโชคชะตาเรียกผม?”


          “ใช่ — เช่นนั้นคุณพร้อมจะจ่ายราคาของมันหรือไม่?”



          มันค่อนข้างตลกที่อยู่ดีๆ ผมก็โดนคนไม่รู้จักทักเรื่องดวงชะตา ขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน พร้อมถุงกระดาษที่ไปจ่ายตลาดมา แต่ออร่าที่อีกฝ่ายมีนั้นเต็มไปด้วยพลังพิศวง ความรู้สึกขนลุกอย่างน่าประหลาดตีตื้นขึ้นมา



          “ราคาของอะไรเหรอครับ?”


          “คำทำนายของคุณ”


          “ดูเหมือนผมต้องการคำทำนายงั้นเหรอ?”


          “คุณต้องการมัน เพื่อใครคนนั้น”



          ดวงตาสีคาราเมลของเธอเรียบนิ่ง สะท้อนแต่ความมั่นใจ ความมุ่งมั่น และเต็มไปด้วยพลัง ที่ชวนให้คล้อยตามในสิ่งที่เธอพูดออกมา



          “โอเค ถ้างั้นมันราคาเท่าไหร่กัน คำทำนายที่เรียกหาผมน่ะ”


          เพียงคำพูดของคุณ — คำสัญญาที่จะตามหา”



          ทุกสิ่งที่เธอพูดออกมาล้วนดูประหลาด ต้องการเพียงคำพูดตอบรับ ทั้งๆ ที่ผมคิดว่าคงต้องตอบแทนด้วยเงิน หรือของมีค่าอย่างอื่น



          “แล้วถ้าคำทำนายนั้นแย่ ผมก็ต้องตอบรับงั้นเหรอ?”


          “คุณมีสองทางเลือก เลือกที่จะรับฟัง หรือเลือกที่จะเดินผ่านไป”



          เธอไม่ได้แสดงท่าทีว่าอยากรั้งผมไว้ การที่เธอหยุดและเลือกทักผมก็ดูไม่ใช่สิ่งที่เธอวางแผนไว้เช่นกัน



          “โอเค ถ้างั้น ผมขอรับฟัง”



          ผมจึงเลือกที่จะรับฟังดูสักครั้ง เผื่อว่าผมจำเป็นต้องรับรู้สิ่งที่เธอเรียกว่า ‘คำทำนาย’ นี้จริงๆ



          “โชคชะตาของคุณถูกขีดเขียนไว้แล้ว นับตั้งแต่วินาทีที่คู่ชะตาของคุณช่วยชีวิตคุณจากความตาย ด้ายแดงเส้นนั้นก็ผูกเขาไว้กับเส้นแบ่งฝั่ง คุณจะพบคนๆ นั้นในสถานที่ที่คุณควรลืม — ที่ที่คุณพบเขาครั้งแรก เขาที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิงด้วยพรพิเศษ



          ภาพของเด็กผู้ชายคนนั้นลอยเข้ามาในหัวทันที โดยที่ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า ทำไมภาพของคนๆ นั้นถึงชัดเจนนักในความทรงจำ



          “ชะตาของคู่ชีวิตอยู่ในกำมือของผู้รับฟัง พรวิเศษที่ได้รับจะถูกพรากจาก มิอาจรับรู้ถึงความสุขได้อีกครั้ง หากชะตาที่ถูกผูกขาดสะบั้นลง จะพรากลมหายใจ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับคู่ชะตาที่ไม่รับรู้”



          ส่วนหลังของคำทำนายชวนให้หัวใจผมเต้นรัวอย่างน่าประหลาด อยู่ดีๆ ก็รู้สึกหายใจติดขัด มือสั่นด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ที่ตีตื้นขึ้นมาโดยที่ผมเองก็ยังไม่เข้าใจ



          “ผมขอรับคำทำนาย”



          ทันทีที่ผมเอ่ยตอบรับ ลมฝนก็หยุดชะงัก หยาดฝนที่โปรยลงมาก็ขาดช่วง ราวกับมีใครสั่งมัน ราวกับว่าท้องฟ้าได้ยินคำตอบรับของผม



          “หาเขาให้พบ ก่อนพระอาทิตย์ของวันที่ 13 จะตก”


          “คุณหมายถึงเย็นก่อนวันวาเลนไทน์?”



          เธอไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองมา ราวกับจะบอกว่าเธอให้ข้อมูลกับผมมากเกินพอไปแล้วด้วยซ้ำ ผมจึงโค้งให้เธอหนึ่งครั้ง ก่อนที่เราจะหันหลังให้กัน และกลับสู่ทางเดินที่ควรก้าวไป



          “จำไว้ให้แม่น — ดีแลนด์”


          “คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง? — อ้าว”



          ผมรีบหันกลับไปมองทันทีที่พบว่าเธอพูดชื่อของผม ทั้งๆ ที่ผมยังไม่เคยบอกชื่อของตัวเองออกไปสักครั้ง กระนั้นก็พบแต่ความว่างเปล่า มีเพียงทางเดินที่เปียกชื้นไปด้วยเม็ดฝน และกลิ่นหอมเย็นๆ ที่จางลงไป



          “คู่ชะตางั้นเหรอ?”



          คำทำนายและหมอดู คือสิ่งที่ดีแลนด์ไม่เคยเฉียดตัวไปใกล้สักครั้งในชีวิต แต่เห็นว่าครั้งนี้เขาคงต้องลองเชื่อมันดูสักครั้ง

          ในเมื่อมันเป็นคำทำนายที่บอกว่าชีวิตของใครบางคนกำลังตกอยู่ในอันตราย 



          คนที่ได้สบตาแค่เพียงชั่วขณะ แต่กลับกลายเป็นความทรงจำที่แจ่มชัดในหัวเหลือเกิน

          ไม่อาจลบเลือนได้แม้แต่วินาทีเดียว


          



*




Manhattan, New York



          ประชากรในละแวกนี้ล้วนแต่งตัวแข่งกัน ราวกับจะแย่งตำแหน่งไฟนอลวอล์คบนรันเวย์ ผู้คนต่างเร่งฝีเท้า โดยไม่ได้หยุดสนใจความแปลกประหลาดของคนอื่น พวกเขาชอบที่จะเดินหลังตรง และเชิดหัวขึ้นมองทางเดินข้างหน้า มากกว่าจะเหลียวหลังมองสิ่งที่ผ่านไปแล้ว



          ดีแลนด์สวมเสื้อคอเต่าสีดำ ทับด้วยเทรนช์โค้ทสีน้ำตาลอ่อนตัวเก่ง เขายืนพิงเสาไฟเพื่อมองผู้คนข้ามถนนครั้งแล้วครั้งเล่า ยกมือขึ้นมาดูเวลาจากนาฬิกาที่หน้าปัดมุมซ้ายมีรอยร้าว



          “อีกสิบนาที พระอาทิตย์จะตก...”



          เงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าด้วยความหนักอึ้ง ริมฝีปากพึมพำอธิษฐาน โดยที่ไม่ได้เอ่ยถึงพระเจ้าหรือสิ่งวิเศษใดๆ



          “อ๊ะ”



          สะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย เมื่อพบใบหน้าที่คุ้นเคยจนสามารถแยกอีกฝ่ายออก เพียงแค่วินาทีแรกที่มองเห็น ผมสีบลอนด์สุขภาพดีตัดกับเทรนท์โค้ชสีกรมที่อีกฝ่ายเลือกใส่ ใบหน้านั้นดูซีดเซียวกว่าครั้งแรกที่เคยเห็น อีกฝ่ายดูหมดแรงจนไม่สามารถก้าวขาได้ ทั้งๆ ที่สัญญาณไฟทางเดินเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมจึงตัดสินใจเดินข้ามถนนไปหาเขา



          บี๊บบบบบบบบบบบ


          แต่เสียงบีบแตรรถที่ดังระงม ก็เปลี่ยนจังหวะการเดินให้กลายเป็นการวิ่งจนสุดฝีเท้า ผมเหลีอบมองรถบรรทุกที่ขับเป๋ไปมาด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง จึงตัดสินใจวิ่งไปคว้าข้อมือของเด็กผู้ชายคนนั้นให้วิ่งกลับมายังฝั่งถนนที่ผมเคยยืนอยู่



          “อย่าพึ่งเป็นลมนะ อีกนิดเดียว”



          และในจังหวะที่พวกเราวิ่งกลับมาถึงอีกฝั่งของถนน เสียงรถบรรทุกชนกับผนังอิฐก็ดังสนั่น ผมมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เพราะจุดที่รถบรรทุกชนเข้าจังๆ คือที่ที่คนข้างๆ เขาเคยยืนอยู่เป๊ะๆ


          “คุณโอเคไหม? หรือว่าอยากไปโรงพยาบาล?”


          “ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร”


          “ถ้างั้นไปนั่งตรงม้านั่งตรงนั้นก่อนแล้วกันครับ”



          ดีแลนด์ชี้นิ้วไปยังม้านั่งใกล้ๆ ร้านเบเกอรี่ชื่อดัง คนตรงหน้าแสดงสีหน้าลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับ ผมจึงเอื้อมแขนไปประคองอีกฝ่ายให้เดินไปข้างหน้า จนกระทั่งพวกเรานั่งลงบนม้านั่ง



          “ขอบคุณครับ”


          “ไม่เป็นไรครับ คุณก็ช่วยผมไว้ตั้งหลายครั้งนี่นา”



          นัยน์ตาคู่สวยนั้นเบิกโพลง และสั่นไหวราวกับกระต่ายที่กำลังถูกนายพรานล่า ทั้งๆ ที่ถ้าลองคิดดูดีๆ สถานะของผมกับเขาควรสลับกันด้วยซ้ำ


          เพราะผมเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา แต่เขามีเวทมนตร์ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน



          “คุณจำผมได้?”


          “ผมต้องจำคุณได้สิ ในเมื่อคุณช่วยชีวิตผมไว้ถึงสามครั้ง”


          “แต่ว่าผม —”


          “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณใช้เวทมนตร์ช่วยชีวิตและรักษาผมใช่ไหม?”


          “ใช่ครับ”


          “ผมคิดว่าคุณมีเรื่องที่อยากบอกผม?”


          ผมตัดสินใจพูดออกไป เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูลุกลี้ลุกลน จนชวนให้หัวเราะออกมา แต่ก็ต้องกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ เพราะเกรงว่าการกระทำเล็กๆ ของตนจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดและอับอาย



          “นอกจากใช้เวทมนตร์รักษาคุณ ผมก็ใช้มันลบความทรงจำคุณที่เกี่ยวกับตัวผมด้วย แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงไม่ได้ผล”



          ดีแลนด์ขมวดคิ้ว พร้อมกับหรี่ตาด้วยความไม่เข้าใจเท่าไหร่ เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เข้าใจและเรียนรู้ได้เร็ว



          “โอเค เอาล่ะ ผมว่าเราต้องนั่งคุยกันอีกยาว”


          “อ่า...ครับ”



          แต่คงใช้ไม่ได้กลับโลกเวทมนตร์ พรหมลิขิต โชคชะตา คู่ชะตา หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเด็กผู้ชายตรงหน้า

          ถึงแบบนั้นก็ไม่ใช่โลกที่ทำให้ดีแลนด์รู้สึกถึงอันตรายและความไม่ปลอดภัย




*




          แน่นอนว่าเจย์เด็นเป็นฝ่ายเลือกร้านอาหาร เพราะอพาร์ทเมนต์ของเขาอยู่ห่างจากที่นี่ไปเพียงสองบล็อกถนน พวกเขาใช้เวลาเลือกไวน์มากกว่าเมนคอร์ส และแน่นอนว่าเจย์เด็นเลือกที่จะเลือกดินเนอร์ในห้องอาหารส่วนตัว มากกว่าจะไปนั่งชิวฟังดนตรีสดร่วมกับคนอื่น



          ความเงียบโรยตัวในห้องขนาดกลางๆ กลิ่นและแสงจากเทียนอโรม่าช่วยให้บรรยากาศดูอึดอัดน้อยลงเล็กน้อย แต่ก็คงไม่มากพอ หากทั้งสองคนไม่มีใครเริ่มบทสนทนาสักที



          “ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการแล้วกันนะครับ ผมชื่อดีแลนด์ ตอนนี้อยู่ระหว่างพักงาน ซึ่งผมคิดว่าคุณน่าจะรู้”



          เจย์เด็นพยักหน้าตอบคนตรงหน้า ดีแลนด์ยังดูสง่างามเช่นเดิม แม้ใบหน้าจะดูซูบผอมลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้านั้นมีเสน่ห์น้อยลงแต่อย่างใด



          “ผมชื่อเจย์เด็นครับ พึ่งจบจากเยล คณะสถาปัตยกรรม เอ่อ อย่างที่คุณน่าจะทราบ ผมเป็นพ่อมดครับ ผมกลัวว่าคุณจะตกใจหรือรังเกียจในการมีอยู่ของผม ก็เลยลบความทรงจำของคุณอย่างขี้ขลาด”



          ผมเลือกที่จะบอกสาเหตุที่เลือกลบความทรงจำของเขา รีบพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสั่น มือเย็นเฉียบราวกับตอนที่ฝึกร่ายมนตร์ครั้งแรก



          “แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมตกอยู่ในอันตราย?”



          ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน ที่รู้สึกกับอีกคนมากขนาดนี้ คนที่ได้เจอเพียงแค่สามครั้งในชีวิต แต่เจอกันในความฝันมานับครั้งไม่ถ้วน



          “ผมมองเห็นและรับรู้ถึงอันตรายของคู่ชะต — ของคุณ”


          “คุณหมายถึงคู่ชะตา?”


          “คุณรู้เรื่องคู่ชะตา?”


          “เมื่อสองวันก่อนน่ะ อยู่ดีๆ ผมก็ได้รับคำทำนายระหว่างทางกลับบ้านน่ะ คุณช่วยอธิบายเรื่องคู่ชะตาได้ไหมครับ?”



          ผมพยักหน้า แต่ก็ส่งสายตาไปยังพนักงานเสิร์ฟที่กำลังเดินเข้ามาเสิร์ฟเมนคอร์ส หลังจากที่พวกเราจัดการออเดิร์ฟเสร็จแล้ว เจย์เด็นยกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่ม หลังจากพนักงานเดินออกจากห้องไป



          “ได้ครับ คู่ชะตาคือคนที่ถูกกำหนดให้เกิดมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันน่ะครับ เมื่อเริ่มเจอกันครั้งแรกแล้ว กงล้อแห่งโชคชะตาก็จะเริ่มหมุน เพียงแต่ครั้งแรกที่พวกเราเจอกัน...”


          “คุณหมายถึงเมื่อสี่ปีที่แล้ว?”


          “ครับ ผมเจอคุณเป็นครั้งแรกและได้ช่วยชีวิตคุณไว้ มันเป็นเหมือนการตอบรับโชคชะตา คือคนที่เป็นคู่ชะตากันจะมีดวงเกื้อหนุนกัน แต่ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วดวงฉุดกันให้ต่ำลง จะเรียกว่าคู่ชะตาที่เป็นคู่กรรม ซึ่งในกรณีของคุณกับผมเราไม่ใช่คู่กรรม”



          ผมพยายามบอกข้อมูลที่อีกฝ่ายจำเป็นต้องรู้ ใช้มือบีบหน้าขาตัวเองไว้แน่น เพื่อจะลดความตื่นเต้นที่เกิดขึ้น



          “หมายความว่ายังไงนะครับ?”


          “พูดสั้นๆ คือวินาทีที่ผมพบคุณ ผมก็รับรู้ได้ทันทีว่าคุณคู่ชะตาของผม เพราะผมเห็นทั้งภาพอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นของคุณ ทั้งความรู้สึกที่ประดังเข้ามาในช่วงเวลาสั้นๆ ”



          หลังจากเจอกันครั้งแรก ผมก็มองเห็นว่าคุณกำลังจะขอผู้หญิงคนหนึ่งหมั้น มันเป็นวินาทีที่รวดร้าวพอสมควร สำหรับพ่อมดที่ไร้ประสบการณ์ความรักอย่างผม



          “และการที่ผมตัดสินใจช่วยชีวิตคุณทั้งๆ ที่รู้คุณคือคู่ชะตา ถือว่าผมได้ตอบรับชะตาลิขิตนั้นแล้ว ไม่อาจปฏิเสธและวิ่งหนีคุณได้อีก”



          ก่อนจะเจอกันครั้งที่สอง ผมก็มองเห็นภาพที่ผู้หญิงคนนั้นตะโกนด่าคุณ ปาแหวนวงนั้นใส่หน้าคุณ ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด และนั่นทำให้ผมเจ็บปวดกว่าวินาทีที่ต้องลบความทรงจำคุณเสียอีก



          “งั้นการที่คุณเจอแต่อุบัติเหตุแปลกๆ นั่นเป็นเพราะคุณพยายามลบความทรงจำของผมงั้นเหรอ?”


          “ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่คุณไม่จำเป็นต้องฝืนมาทำอะไรเพื่อให้ผมปลอดภัยนะครับ ไม่ใช่ว่าคู่ชะตาทุกคู่จะสมหวังในความรัก”



          แต่ถ้าผิดหวังจากคู่ชะตา พ่อมดตนนั้นจะไม่สามารถรักใครอีก และถ้าผมยังปกปิดตัวตนของตัวเองจากคุณ ผมก็จะกลายเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่พ่อมดที่มีมนตร์วิเศษ



          “ที่จริงผมจำได้ทุกอย่างครับ ถึงความทรงจำครั้งที่หนึ่งและสองจะค่อนข้างเลือนราง แต่ผมก็จำเหตุการณ์ครั้งล่าสุดได้ค่อนข้างชัดเจน”



          ใบหน้าของดีแลนด์ดูประหม่า เขายกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ ก่อนจะสบตากับผม ราวกับจะขอโทษ ขอโทษทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยสักอย่าง



          “แต่ผมก็ไม่กล้าตามหาคุณ เพราะผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณที่คุณช่วยขีวิตของผมไว้ดีไหม หรือผมควรถามว่าทำไมคุณถึงไม่ช่วยชีวิตลูกน้องของผมด้วย”



          ในเมื่อเขาคือคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นผมต่างหากที่รู้เรื่องทุกอย่าง แต่ก็เลือกที่จะหลบอยู่ในมุมมืดแบบนี้



          “ผมไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนโชคชะตาของใครได้สุ่มสี่สุ่มห้าหรอกครับ หากสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่เกิดขึ้น ก็ต้องมีเหตุการณ์ที่ต้องเติมเต็มช่องว่างที่หายไปนั้น”


          “โอเค ผมพอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ แล้ว”



          ดีแลนด์ถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างๆ ให้ผม มันเป็นรอยยิ้มที่ส่งมาให้อย่างอ่อนโยน ราวกับจะปลอบใจ



          “เหมือนพวกเราต่างเอาแต่วิ่งหนีกันและกันเลยเนอะ”



          ราวกับจะโอบกอดเศษเวลาที่พวกเราต่างทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างเสียเปล่า มันเป็นวินาทีสั้นๆ ที่ผมอยากขอบคุณพระเจ้า

          ขอบคุณที่ลิขิตให้ผมได้มาพบเขา



          “ถ้างั้นหลังจากนี้ลองมาทำความรู้จักกันไหมครับ”


          “ครับ?”


          “ผมขอออกตัวก่อนเลย ว่าผมไม่ได้ฝืนตัวเอง เพราะผมอยากทำความรู้จักคุณจริงๆ มันคงแปลกๆ ถ้าผมพูดแบบนี้ทั้งๆ ที่ได้เจอคุณแค่สามครั้ง แล้วผมก็แทบจะไม่มีสติทั้งสามครั้งเลยด้วย ฮ่าๆ ”



          ผู้ชายที่เข้มแข็งเหลือเกินขณะอยู่ในหน้าที่ แต่ก็อ่อนไหวและอ่อนโยนเหลือเกิน เมื่อตกหลุมรัก และตอนนี้ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมีความสุข ความอิ่มใจของดีแลนด์



          “รอยยิ้มของคุณ — ทำให้ผมรู้สึกว่าอยากจะใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ให้ดีขึ้น ทุกครั้งที่ฝันร้าย ผมก็จะนึกถึงสัมผัสของคุณในครั้งนั้น ที่ลูบผมเบาๆ และกดจูบลงตรงหน้าผาก มันทำให้ผมตื่นจากฝันร้ายในทุกๆคืน"



          ผมอยากจะบอกดีแลนด์เหมือนกัน ว่ารอยยิ้มของเขาช่วยฉุดรั้งผมจากความผิดหวังซ้ำซาก ว่ารอยยิ้มของเขาทำให้ผมรู้สึกว่าความประหลาดของผมนั้นมีประโยชน์



          “ถ้าระหว่างเรามันไม่ใช่ อย่างน้อยก็จะได้เดินจากกันไปโดยไม่รู้สึกหนักอึ้งในใจกันทั้งสองฝ่ายแบบนี้”



          พวกเราสบตากัน เสียงหัวใจดังกึกก้อง ราวกับเสียงระฆังบนหอนาฬิกา รอยยิ้มที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ใครจะรู้ว่าการรอคอยที่แสนทรมาน จะสิ้นสุดลงด้วยความสุขล้นถึงเพียงนี้ 



          “It’s not a real flower but —”



          ผมร่ายคาถาที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ เปลวไฟสีน้ำเงินผุดขึ้นจากฝ่ามือ ก่อนที่มันจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปเป็นดอกกุหลาบสีน้ำเงิน



          “Happy Valentine’s Day, Dyland”



          กุหลาบสีน้ำเงินที่ไม่สามารถเกิดด้วยวิธีทางธรรมชาติ

          กุหลาบสีน้ำเงินที่แปลว่ารักแรกพบ



          “Happy Birth Day, Mr. Valentine :) ”



          กับเขาที่เป็นกุหลาบสีน้ำเงินของผม

          เขาที่หยิบกุหลาบสีแดงในแจกันบนโต๊ะ แล้วยื่นมันมาให้ผมด้วยความมั่นใจ พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น มากกว่าการดื่มโกโก้ร้อนหน้าเตาผิง



          “I love this Valentine, I love Valentine 2020 and I like the Valentine's boy”



          เขาพูดออกมาพร้อมกับแก้มที่แดงราวกับไวน์ ดวงตาเลิ่กลั่กราวกับลอบทำอะไรไม่ดี ดูท่าดีแลนด์คงไม่ใช่คนที่ชอบพูดอะไรเลี่ยนๆ แบบนี้ และนั่นทำให้ผมรู้สึกพิเศษ ความสุขโอบล้อมรอบตัวราวกับจะโบยบินได้ โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์ใดๆ 



          “So do I”



          Nobody can react properly when they’re sitting in front of their true valentine.



          Don’t you agree with me?

          :)






Once, the fate is written, the words are said,

The prophecy is said to be accepted,

The souls destined to meet and save each other:

Brings the unerasable destiny lies upon the hands.





THE END



Please comment or tag #SFaMilRaindrops



Talk: Happy Birth day to my dearest Valentine boy!

น้องแจนเป็นพ่อมดด อุแงงงง มือมังคุดของชีนุ้งร่ายมนตร์ๆๆ เรื่องนี้จะเอื่อยๆนะคะ ไม่หวือหวาน ส่วนเรื่องเวทมนตร์ น้องแจนจะใช้เวทมนตร์ที่เป็นทางบวกกับคู่ชะตาได้ค่ะ แต่จะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ที่มีผลด้านลบ เช่น การลบความทรงจำ น้องจึงไม่สามารถลบความทรงจำดงยองได้ค่ะ


ปล. คิดว่าจะจบเศร้ากันล่ะสิ รู้หรอกๆๆ อิอิ -w-



Hope you have a great time reading this os naka /wink

แล้วก็หวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกนะคะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #600 teddy.soo (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 23:24
    ช่วงแรกๆ มัวแต่ตื่นเต้นที่ยัยน้องเป็นพ่อมด พออ่านไปเรื่อยๆ ก็คือหุบยิ้มไม่ได้ ฮึกกก มันอบอุ่น มันละมุน มันพิเศษมาก ความดงยองอะที่คุ้นหน้าเขามาตั้งแต่แรกแล้วแต่จำไม่ได้ว่าที่ไหนเพราะเจอทีไรก็สติเลือนลางทุกที555555 เอ็นดูยัยน้องจริงๆ ที่พยายามจะลบความทรงจำเขาแต่กลับทำไม่สำเร็จเลยเป็นอ๊องไปเลยที่เขาจำได้ 55555 น่ารักจริงๆ นะคะเรื่องนี้ ทำให้ยิ้มได้ใจฟูได้แบบเกินคาดมากๆ ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นกำลังใจให้คุณไรท์คนเก่งเสมอนะคับบ ปล. จริงๆ แอบอยากตีคุณดีแลนด์ที่พูดกับน้องแบบนั้นทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่านี่มันเกาะร้าง! น้องจะคลาดกับใครเขาได้ถ้าไม่ใช่เธอ!
    #600
    0
  2. #592 PeachyJ (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 00:30
    น่านักมากเลยมุแง ❤
    #592
    0
  3. #591 cadeaux (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:29
    แงงงงงงงง คิดถึงจังเลยค่าา เห็นชื่อเรื่องก็แอบคิดแหละว่าจะเศร้ามั้ย ดีใจที่ไม่เศร้า แล้วก็ดีใจที่กลับมาด้วยนะคะ y__y รออยู่เสมอเลยค่าาา
    #591
    0
  4. #590 serenity72 (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:29
    นึกว่าดีแลนด์จะจำไม่ได้แล้วก็หาน้องไม่เจอแล้วค่ะแงงง ดีใจที่เขาได้เจอกันอีกครั้งแล้วทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีนะคะ;_;
    #590
    0