[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 49 : [sf] A Thousand Wishes III (epilogue)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ธ.ค. 62

[sf] A Thousand Wishes

III (Epilogue) 

Doyoung x Jaehyun





#SFaMilRaindrops

18,275 words



BG Music: Time Walking On Memories (Doyoung cover ver.) 

Lullaby - IU










When it rains and the blue – 

Flowers wandering around you,

Sweeping all the nightmare by

the sword of a lonely knight.



The falling seconds remind you 

To feel the love of a man,

Wholeheartedly loves you. 

With all the time of his life.



Then the moment after,

The flowers will fall to the ground,

To bloom again.






*






อาณาจักรโชซอน




          ยามที่ราตรีคืบคลานเข้ามา คิมดงยอง – องค์ชายสอง เลือกที่จะนั่งไกวขาบนต้นไม้ต้นโปรด ทว่ากลิ่นหอมของผกานับหมื่นชนิด ชวนให้พระองค์ต้องมองหาที่มาของกลิ่นนั้น แต่พระพักตร์อันหล่อเหลาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อพบว่ากลิ่นหอมนั้นมาจากสตรีนางหนึ่ง


          สตรีผู้มีใบหน้างดงามกว่ารูปปั้นที่พระเจ้าบรรจงปั้นแต่ง จันทราสีนวลกระทบลงบนใบหน้านั้น เผยให้เห็นผิวเนียนสวย ละมุนกว่าแสงของจันทราที่ส่องกระทบลงมาเสียอีก ยามที่ผืนผ้าปลิวไสว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณจนหมู่ดอกไม้ต้องพากันอิจฉา กลิ่นนั้นลอยละล่องละเลิงเล่นไปกับสายลม


          จองลิน – นั่นคือชื่อของโฉมงามนางนั้น

          หญิงสาวที่องค์ชายสองเป็นคนช่วยเหลือ จากชายาองค์รัชทายาท 


          – จากผู้หญิงคนนั้นที่องค์ชายดงยองเคยเชื่อสนิทใจว่าพวกเขารักกัน แต่จะทำเช่นไรได้ เมื่อสุดท้ายแล้วที่ที่อยู่เคียงข้างบัลลังก์ คงน่าสนใจกว่าความรักขององค์ชายลำดับที่สองเช่นดงยอง


          และองค์ชายดงยอง เป็นบุรุษเพียงคนเดียว ที่ไม่ได้ตกหลุมรักจองลินตั้งแต่แรกพบ





          และโชคชะตาก็นำพากีแซงที่มีรูปโฉมงดงามที่สุดในโชซอน กลับมาเจอกับนักปราชญ์คนโปรดของกษัตริย์

          องค์ชายดงยอง ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นมันสมองของราชวงศ์ อ่อนโยน และปราดเปรื่องยิ่งกว่านักปราชญ์คนไหนๆ 



          กีแซงที่งดงามคนนั้น ได้หัวใจขององค์รัชทายาทไปครอบครอง

          ในขณะที่องค์ชายสอง ได้หัวใจของชายาองค์รัชทายาทไปตั้งแต่แรกพบ


          แต่พวกเขาทั้งสองคน กลับไม่มีใครสมหวังในความรัก



          และก็เป็นดงยองเองที่เลือกจะยื่นมือเข้าไปช่วยให้กีแซงคนนั้นแก้แค้น ในขณะเดียวกัน กีแซงนางนั้นก็ค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่


          องค์หญิงแดฮวีมิได้เป็นใบ้ แต่ทรงมิตรัสสิ่งใด เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อตนและพี่ชายของพระนาง เนื่องจากองค์หญิงทรงเห็นว่าพระราชินีเป็นคนปลิดชีวิตแม่ของตน จองลินบอกความจริงเรื่องนี้ให้องค์ชายสองรู้ เธอเฝ้ามององค์ชายที่สง่างามคนนั้นร่ำไห้ แตกสลายต่อหน้ากีแซงอย่างเธอ ความเจ็บปวดที่แสดงออกมาทำให้คนที่คอยเฝ้าดูรู้สึกราวกับจะขาดใจ


          และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียทุกอย่าง





          องค์ชายดงยองและจองลิน อภิเษกสมรสกัน ท่ามกลางไฟริษยาขององค์รัชทายาท และชายาองค์รัชทายาท ถึงกระนั้นองค์ชายดงยองและจองลินก็อภิเษกกันด้วยความรัก หาใช่เพราะต้องการจะแก้แค้นอย่างเดียว


          พวกเขาเริ่มเดินหมาก โดยไม่มีใครรู้ตัว องค์ชายสองเดินหมากด้านกองทหารและการเมือง ส่วนจองลินก็เลือกที่จะส่งดอกไม้ให้คนรักเก่าของนาง – องค์ชายรัชทายาท คิมดงฮยอน ทุกค่ำคืน โดยที่องค์ชายดงฮยอนไม่อาจคาดคิด ว่าดอกไม้พวกนั้นจะผสมยาพิษที่ทำร้ายสมองและร่างกายของพระองค์


          องค์ชายรัชทายาทดงฮยอน จึงสูดดมกลิ่นหอมดอกไม้จากสตรีที่พระองค์ตกหลุมรักจนสุดหัวใจ สูดและดมเข้าไปทุกครั้งที่คิดถึงนาง หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้น จะยิ่งร่นเวลาของพระองค์เอง


          ไม่นานองค์รัชทายาทก็สิ้นพระชนม์ ไล่เลี่ยกับการสิ้นพระชนม์ขององค์ราชัน ทิ้งตำแหน่งผู้ครองบัลลังก์ให้องค์ชายลำดับที่สอง – ดงยอง เป็นผู้ครอบครองตำแหน่งองค์ราชาอย่างชอบธรรม แน่นอนว่าการกระทำทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของพระพันปี หรืออดีตพระราชินี พระมารดาขององค์ชายดงฮยอน


          ผู้หญิงที่ลอบสังหารแม่ขององค์ชายดงยอง เป็นคนเดียวกับสตรีที่คอยทำร้ายองค์หญิงแดฮวี



          เป็นเหตุให้พระองค์เลือกจะลอบสังหารองค์หญิงแดฮวี ในพิธีขึ้นครองราชย์ของพระราชา ในขณะที่องค์ชายดงยองคิดว่าเป้าหมายของพระพันปีคือจองลิน นั่นทำให้พระองค์พลาดที่จะปกป้องน้องสาวของตนเองอีกครา


          เพื่อย้ำให้องค์ราชันรับรู้ว่าไม่ว่าพระองค์จะอยู่ในฐานะ องค์ชายสอง องค์รัชทายาท หรือองค์ราชันผู้ชายที่ชื่อคิมดงยองก็จะไม่สามารถปกป้องน้องสาวคนเดียวของตัวเองได้จนตราบลมหายใจสุดท้าย


          รัชสมัยของพระราชาดงยองเริ่มต้นด้วยโลหิตของผู้เป็นที่รัก

          แต่น่าขันที่รัชสมัยของพระองค์จบลงด้วยความสงบสุข และความยิ่งใหญ่ 



          ถึงแบบนั้น ช่วงเวลาแห่งจุดจบนั้น

          กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันโดดเดี่ยว ของมหากษัตริย์องค์นั้น 




*




Back to the present, 

Interlaken, Switzerland 




          ภูเขาที่เคยเขียวขจี ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสนิท ทำให้ Interlaken ที่ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำอยู่แล้ว ดังชื่อของ Interlaken ที่แปลว่าอยู่ระหว่างทะเลสาบ ยิ่งมีอากาศที่หนาวจนทำให้หูอื้อ แต่ความสวยงามของหิมะขาวโพลน บ้านไม้แบบดั้งเดิม แสงไฟสีส้ม และการประดับประดาของตัวเมือง ก็ทำให้ใครหลายคนอดทนต่อสู้กับความหนาวเหน็บนี้ เช่นเดียวกับจองแจฮยอน และคิมโดยอง 


          “พี่โดยอง ที่พักสวยมาก!!!” 


          แจฮยอนร้องออกมาเสียงดัง เมื่อพวกเขาลากกระเป๋ามายังห้องพักของตน บ้านเดี่ยวที่ปลูกห่างจากตัวโรงแรมมาประมาณ50เมตร มีลำธารที่ตรงดิ่งมาจากแม่น้ำด้านบนไหลผ่าน ด้านหลังเป็นภูเขาสองลูกซ้อนกัน และตรงช่องว่างระหว่างภูเขานั้น มีพระอาทิตย์ซ่อนอยู่ 


          “ชอบใช่ไหมล่ะ?” 


          “ครับ!” 


          “จริงๆ มีอีกที่หนึ่งที่ติดแม่น้ำเลย แต่พี่คิดว่าแจฮยอนน่าจะชอบลำธารเล็กๆ มากกว่า แม่น้ำใหญ่"


          “ใช่ฮะ! แบบนี้ถูกใจมากๆ เหมือนภาพวาดเลย เหมือนอยู่ในความฝันด้วยครับ"


          “เอาอีกแล้วนะ"


          โดยองหัวเราะ ก่อนจะเดินอ้อมไปโอบแขนรอบเอวคอด ก็อบลินเกยคางไว้กับไหล่ของคนรัก ขยับหัวไปมาราวกับจะคลอเคลียเจ้าของ


          “นี่่คือความจริงครับ ไม่ใช่ความฝัน"


          “แบบนี้ต้องจุมพิตพิสูจน์ซะแล้ว!” 


          เจ้าสาวก็อบลินหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะหันหลังกลับมาหาคนรัก ส่งเสียงงึมงำในลำคอ ก่อนจะกระโดดกอดอาจอชิ พันขารอบเอวคนอายุมากกว่าเหมือนลูกลิงแบบที่ชอบทำเสมอ โดยองหัวเราะออกมาเพราะความขี้เล่นของเด็กตรงหน้า แจฮยอนยิ้มจนลักยิ้มบุ๋มลงไปลึกมากๆ แล้วกดริมฝีปากลงบนอวัยวะเดียวกันของอีกคน


          จุ๊บ! 


          แจฮยอนสอดลิ้นเข้าไปสำรวจรอบแนวฟันและโพรงปาก เสียงแลกน้ำลายที่ดังขึ้น ทำให้คนอายุน้อยกว่าคล้องมือรอบคอของโดยองแน่นกว่าเดิม ทั้งสองคนแลกจูบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงอื้ออึงในลำคอ หยาดน้ำลายที่ไหลลงจากมุมริมฝีปาก ร่างกายที่ขยับเข้าหากันแน่น จนไม่มีที่ให้อากาศแทรกผ่าน


          “อ๊ะ"


          แจฮยอนหยุดชะงัก เมื่อพี่โดยองกัดริมฝีปากของตนเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รสจูบที่เคยหวานนุ่มก็กลายเป็นรสจูบอันร้อนแรง


          “ขอโทษครับ เจ็บไหม?” 


          ก็อบลินค่อยๆ วางร่างของคนรักลงบนโต๊ะบาร์ในห้องครัว นัยน์ตาที่มืดมิดดั่งรัตติกาลนั้น ฉายความกังวลเกินพอดี จนแจฮยอนได้แต่เอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ แจฮยอนยิ้มก่อนจะส่ายหน้าอย่างแรง จนกลุ่มผมนุ่มขยับไปมา คนอายุน้อยกว่าส่งมือทั้งสองข้างไปวางบนแก้มของคนรัก


          ตรงนี้"


          ใช้นิ้วโป้งลูบบริเวณใต้ตาของโดยองอย่างถนอมรัก


          “พี่ต้องแอบร้องไห้อยู่คนเดียวมานานขนาดไหนแล้วนะ ใต้ตาพี่ถึงมีแต่ร่องแห่งความเจ็บปวดลึกขนาดนี้?” 


          หัวใจของก็อบลินนี่ยังเต้นเป็นปกติเหมือนมนุษย์หรือเปล่านะ? 


          “อื้อ"


          แต่ทำไมโดยองถึงพึ่งรู้สึกว่ามันกลับมาเต้นอีกครั้ง เพราะประโยคที่เต็มไปด้วยความหมาย เต็มไปด้วยความรักของคนๆ เดิมที่คิมโดยองเฝ้าตกหลุมรักซ้ำๆ 


          “หลังจากนี้ไม่ต้องแอบร้องไห้คนเดียวแล้วนะครับ"


          โดยองพยักหน้า ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยให้หยาดน้ำตาที่แอบกักเก็บไว้ ร่วงหล่นลงมา 

          ทั้งหยาดน้ำตาที่ร้อนเผ่า ทั้งหยาดน้ำตาที่กักเก็บเอาไว้จนหมดอายุ


          “เพราะผมจะกอดพี่ไว้ จนกว่าน้ำตาเหล่านั้นจะเหือดแห้งไป"


          และคิมโดยองก็ได้รับรางวัลของความกล้า ด้วยอ้อมกอดแน่นๆ ของคนรัก แจฮยอนลูบหัวคนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เป็นทั้งความรักและความสุขในชาตินี้ เป็นเพื่อน เป็นพี่ และเป็นคนรัก


          เมื่อได้รับสัมผัสที่อ่อนโยนเช่นนั้น เขื่อนแห่งความรู้สึกของก็อบลินก็ไหลทะลัก เขาร้องไห้โฮอย่างไม่อายเทวดาหรือผีสางหน้าไหน เสียงสะอึกสะอื้นที่น่าสงสารจนเหล่าผีสาง หรือแม้แต่ยมทูตที่อยู่รอบบริเวณยังต้องหยุดชะงัก


          “ร้องออกมาให้หมดเลยนะฮะ"


          เคยคิดว่าก็อบลินคงใช้ชีวิตอมตะอย่างมีความสุขกว่าภูตผีอย่างพวกเขา

          แต่เห็นทีคงไม่ใช่กระมัง


          “อย่าเอาแต่แบ่งความสุขมาให้เค้า แล้วเก็บความทุกข์ไว้กับตัวเองนะฮะ"


          “แจฮยอนอ่า"


          “ครับ จองแจฮยอนของพี่โดยองน่ะ จะอยู่กับพี่โดยองตลอดไปเลยนะ! "


          คิมโดยองมองรอยยิ้มของแจฮยอนด้วยความพร่าเบลอ


          “– หมายถึงตลอดไปของชาตินี้น่ะ"


          อ่า..เพราะน้ำตาพวกนั้นแน่เลย ถึงทำให้เขามองเห็นรอยยิ้มกว้างๆ แบบที่เห็นฟันทุกซี่ของแจฮยอนไม่ชัด


          “อื้อ ตลอดไปของชีวิตพี่เลยนะ"


          แล้วบ่ายวันอาทิตย์นั้นก็จบลงด้วยจุมพิตนับครั้งไม่ถ้วน ร่างเปลือยเปล่าบนเตียงสีขาวขนาดใหญ่ รอยยิ้มที่กว้างที่สุด เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้


          “เท่านี้ก็จะเป็นตลอดไปของพวกเราแล้วเนอะ"


          คำสัญญาที่ให้กันและกันไว้ โดยใช้จุมพิตตอบรับ


          “อื้อ เป็นตลอดไปของพวกเรา"





*




          ร้านอาหารท้องถิ่นที่เปิดมาเป็นระยะเวลากว่าร้อยปี และเมนูที่ต้องลิ้มลองอย่างฟองดูว์ เป็นตัวเลือกสำหรับดินเนอร์ของพวกเขา โดยองหัวเราะออกมาเสียงดัง เมื่อเจ้าของร้านหน้าตาใจดี เดินมาเติมชีสและสตูเนื้อให้เป็นเซอร์วิสพิเศษ เพราะท่าทางการกินของแจฮยอนน่ะดูเอร็ดอร่อยจนคนดูมีความสุขไปด้วย


          “พี่โดยองอย่าเอาแต่มองผมซี่ กินเยอะๆ เลยนะ เดี๋ยวนี้น่ะผอมกะหร่อง ไม่มีแรงอุ้มเค้าเลยอ่ะ"


          “โอเค พี่จะกินเยอะกว่าเราเลยคอยดู"


          “ไม่มีทางสู้เค้าได้หรอก"


          “มั่นใจขนาดนั้นเลยนะ"


          “ช่ายย ก็กินข้าวด้วยกันมาหกปีแล้วนะ!” 


          “ฮ่าๆ แล้วแจฮยอนก็กินเยอะขึ้นเรื่อยๆ "


          “ก็เด็กมันกำลังโตอ่ะคุณลุง"


          “โห เล่นเรื่องอายุ พี่ก็ไปไม่เป็นเลยนะ"


          “แบร่!” 


          ผมมองแจฮยอนในตอนนี้ด้วยความสุขและความสงบ เพราะแจฮยอนตอนนี้น่ะแตกต่างจากแจฮยอนเมื่อหกปีก่อนมากจริงๆ เด็กผู้ชายที่เหมือนมีสายฝนล้อมรอบตัวตลอดเวลา บัดนี้เหลือแต่เด็กผู้ชายที่สว่างไสวราวกับทานตะวัน ถึงแม้จะยังมีส่วนเล็กๆ ในใจที่ยังไม่ปลดล็อก แต่เท่านี้ก็ดีกว่าเดิมมากแล้วจริงๆ 




          เมื่อทานดินเนอร์เสร็จแล้ว พวกเขาก็เดินทอดน่องไปตามทาง พระอาทิตย์ตกดินตั้งแต่ตอนพวกเขาเดินเข้าร้านอาหารแล้ว เพราะเป็นฤดูหนาว โดยองหยุดเดิน เพื่อถอดเสื้อโค้ตตัวยาวของตัวเองออก แล้วสวมมันลงบนตัวแจฮยอนที่สั่นเป็นเจ้าเข้า ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แจฮยอนไม่ได้ค้านอะไร เพราะรู้ดีว่าโดยองไม่ได้หนาวจริงๆ และหัวใจที่เคยหนาวเหน็บมานานของแจฮยอน ก็ต้องการความอบอุ่นจากพี่โดยองเสมอ


          “หน้าแดงหมดแล้ว เจ้าลูกหมู"


          โดยองดึงแจฮยอนเข้ามากอด ก่อนจะส่ายตัวแจฮยอนไปมาอย่างมันเขี้ยว


          “อาจอชิ!” 


          เรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงยานคาง พลางทำหน้ามู่ทู่ใส่คนรัก เมื่อเห็นดังนั้นโดยองจึงจุ๊บลงบนริมฝีปากอวบอิ่มเบาๆ เป็นการขอโทษ


          จุ๊บ! 


          “หึ่ยยยย"


          แจฮยอนร้องออกมา ทำเป็นไม่พอใจ แล้วเดินนำโดยองไปสองก้าว แต่ก็ยังหันกลับไปมองเป็นการบอกให้อีกฝ่ายเดินตามมาเร็วๆ โดยองหัวเราะ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือแจฮยอนหมับ แล้วนำทางไปยังลานเบียร์ ที่มีทั้งกองไฟ และเตาผิงที่ให้ความอบอุ่น ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่มากไม่น้อย โดยองปล่อยให้แจฮยอนไปสั่งเบียร์และของกินเล่น (แน่นอนว่าโดยองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักนิด แต่ถ้าเป็นเรื่องภาษาเกาหลีหรือประวัติศาสตร์ เขาได้เต็มแน่นอน!) 


          พวกเขาเลือกนั่งบริเวณโซฟาหน้าเตาผิง ที่อยู่ใกล้ตัวบ้าน มากกว่าจะออกไปด้านนอกที่มีหิมะปกคลุม โต๊ะพวกเรามีเบียร์สองแก้ว ถั่ว ชีส มาชเมลโล่เผา และช็อกโกแลต,ช็อกโกเลต 


          “แด่ความสุขของพี่โดยอง!” 


          “แด่ความสุขของแจฮยอนนี่"


          พวกเรายกแก้วเบียร์ขึ้นมา และแย่งกันขอให้อีกฝ่ายมีความสุข


          “Cheers!” 


          “Cheers!” 


          เสียงกีตาร์ที่ดังมาจากบริเวณรอบกองไฟ เพลงยอดฮิตอย่าง A Thousand Years ถูกขับกล่อม โดยเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง เขามีเสียงหวาน ทุ้ม แต่แหบ เป็นเนื้อเสียงที่บาดหัวใจคนฟังอย่างน่าประหลาด


          หมายถึงคนดูที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างผม

          คนที่หัวใจหยุดเต้นไปนับร้อยปีแล้ว


          “เพราะจัง"


          แจฮยอนเพ้อออกมาขณะตั้งใจฟังเพลง เด็กผิวขาวแก้มแดงคนนั้นร้องเพลงคลอไปด้วย เสียงของแจฮยอนน่ะไพเราะมากจริงๆ ทั้งๆ ที่เสียงร้องของอีกฝ่ายไพเราะขนาดนี้แล้ว พระเจ้าก็ยังกลั่นแกล้งให้เด็กคนนี้ต้องร้องไห้ออกมานับครั้งไม่ถ้วน


          “แจฮยอนอ่า จองแจฮยอน"


          ผมโอบรอบเอวแจฮยอน เพื่อดึงให้น้องมานั่งบนตัก สูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวของคนรัก ก่อนจะพิงหน้าผากของผมลงบนแผ่นหลังเล็กๆ นั้น สอดประสานมือเข้ากับมือของอีกคน ใช้ทั้งร่างกายกอบกุมแจฮยอนไว้แน่น ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมลายหายไปในเสี้ยววินาที


          น่าตลกเนอะ..

          ใครกันแน่ ที่กลัวว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝัน


          จองแจฮยอน จองลิน … ที่รักครับ"


          ทั้งๆ ที่รักกันมากขนาดนี้แท้ๆ 

          ทั้งๆ ที่รักกันมาชั่วชีวิต – ทั้งชาติที่แล้วและในชาตินี้แท้ๆ 

          

          “นี่ พี่ถามได้ไหม"


          “ได้ทุกอย่างเลย ถ้าเป็นคุณโดยองของแจฮยอนล่ะก็!” 


          “แจฮยอนกลัวอะไรที่สุดเหรอ?” 


          “เค้ากลัวว่าความสุขทั้งหมดนี้จะเป็นแค่ภาพลวงตา"


          ผมมองแผ่นหลังที่ดูเปล่าเปลี่ยวของแจฮยอน ทั้งๆ ที่ตอนนี้มีช่องวางแค่ห้าเซนติเมตร แต่เพราะโชคชะตาบ้าๆ นี่ จึงทำให้ผมรู้สึกว่าพวกเราถูกเหวี่ยงออกจากกันและกัน – 


          “เค้ากลัวการตื่นนอน ไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาพบเช้าวันใหม่ เพื่อพบว่าทั้งหมดเป็นแค่ความฝันของเค้า เป็นเพียงแค่สิ่งที่เค้าสร้างขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมตัวเอง"


          อีกแล้ว...มันเกิดขึ้นซ้ำๆ จนผมเลิกสวดภาวนา


          “อย่ากลัวไปเลยคนดี ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงนะ"


          กระชับอ้อมกอด และพรมจูบลงบนสาบเสื้อ หวังให้ความอบอุ่นและความรักทั้งหมดที่บรรจงเก็บไว้นับหกร้อยปี ซึมซับลงบนตัวของแจฮยอนบ้าง


          “ทุกๆ ช่วงเวลาระหว่างแจฮยอนกับพี่ มันเกิดขึ้นจริง มีอยู่จริง ไม่ใช่แค่ความฝันหรือจินตนาการ"


          เผื่อว่ามันจะฝังอยู่ในร่างกายที่เบราะบางนี้ตลอดจนลมหายใจสุดท้ายของอีกฝ่าย

          เผื่อว่าวันหนึ่งลมหนาวและลมฝนจะหนาวเกินไป สำหรับเด็กน้อยของโดยอง 


          “พวกเรารักกันทั้งในความจริงและในยามที่หลับฝันไป นั่นอาจทำให้แจฮยอนคิดว่ามันเป็นความฝันก็ได้"


          และ


          เผื่อว่าร่างกายของแจฮยอน จะจดจำคิมโดยองคนนี้ได้ 



          คิมโดยองที่เป็นก็อบลินที่ช่วยชีวิตของแจฮยอนเอาไว้

          หรือจะเป็นคิมดงยองที่เคยช่วยชีวิตกีแซงโฉมงาม – จองลินก็ได้ 



          เป็นอะไรก็ได้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในสักเสี้ยวหนึ่งในความทรงจำของคุณ

          คุณผู้เป็นที่รักของผม

          คุณผู้เป็นความรักเดียว – 



          ตลอดชีวิตที่มีอยู่

          ตลอดการมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความตายอันหนาวเหน็บ



          “ผมรักพี่โดยองนะฮะ"


          แต่ถ้าจะลืมทุกอย่าง


          “รักด้วยทั้งหมดของหัวใจ รักด้วยทั้งหมดของชีวิต"


          ขอแค่ให้เด็กคนนั้นเดินบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ พบพานแต่ความสุขก็พอแล้ว





*




          ปูซาน, ประเทศเกาหลีใต้



          แจฮยอนค่อยๆ ขยับตัวบนเตียงนอนขนาดควีนไซส์ของโรงแรมชื่อดังในปูซาน ความเหนื่อยล้าจากการถ่ายทำรายการเมื่อวาน ทำให้คนน่ารักขี้เกียจเกินกว่าจะเดินลงจากเตียง เมื่อลองมองไปยังประตูห้องที่ลิงค์ไปยังห้องของแดฮวีกับพี่มินฮยอน ยังไม่มีการขยับเขยื้อน แจฮยอนจึงตัดสินใจล้มตัวลงนอนต่อ


          การถ่ายทำจบไปแล้ว แต่พวกเขาตัดสินใจที่จะอยู่พักผ่อนที่นี่ต่อสักสองวัน

          

          จองแจฮยอนนอนมองกำแพงห้องสีขาว ด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก ช่วงนี้การตื่นนอนกลายเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับแจฮยอนอย่างน่าประหลาด


          “อ๊ะ หิมะแรก!” 


          แจฮยอนยิ้มออกมา เมื่อหิมะแรกในเกาหลีเริ่มตกแล้ว คนตัวขาวเด้งตัวออกจากเตียงนุ่ม นัยน์ตากวาดหาเทียนหอมที่เขาเคยเห็นแว้บๆ 


          “เย้"


          ร้องออกมาเมื่อเจอเทียนหอมบนโต๊ะเล็กข้างทีวี แต่ก็ต้องห่อไหล่ลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่มีไฟแช็ก


          พี่มินฮยอนจะตื่นยังนะ


          เมื่อคิดได้ดังนั้นแจฮยอนจึงค่อยๆ เดินไปเปิดประตูที่เชื่อมอีกห้องไว้ เมื่อเดินเข้าไปในตัวห้องนอน แจฮยอนก็สบตากับพี่มินฮยอนที่นอนพิงพนักเตียงเอาไว้ ในขณะที่แดฮวียังหลับอยู่


          ‘ขอโทษครับ พอดีผมจะมายืมไฟแช็ก’ 


          ยกมือขึ้นมาพนม พลางขยับปากอย่างไม่มีเสียง มินฮยอนแสดงสีหน้างุนงงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าให้รุ่นน้องคนสนิท ร่างหนาค่อยๆ ลุกจากเตียง ระวังไม่ให้คนรักตื่น ก่อนจะเดินนำไปยังบริเวณห้องนั่งเล่น แล้วหยิบไฟแช็กออกมาให้แจฮยอน


          “เดี๋ยวนี้สูบบุหรี่ด้วยเหรอ?” 


          “เปล่าฮะ ผมแค่อยากจุดเทียน"


          “เทียนหอม?” 


          “ครับ"


          พยักหน้าอย่างแข็งขัน พร้อมกับรอยยิ้มกว้างจนมินฮยอนได้แต่ยกมือเกาหัว แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก


          “ยังไง เดี๋ยวกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว พี่จะพาไปไร่ไวน์ที่บ้านนะ พี่เก็บไวน์รุ่นที่แจฮยอนขอไว้แล้ว ของคุณโดยองใช่ไหมล่ะ?” 


          เอ่ยแซวก่อนจะทำหน้าเจ้าเล่ห์ใส่ จนเด็กตัวขาวได้แต่ยืนหน้าแดงให้คนเป็นพี่แซว พวกเขาพยักหน้าให้กันและกัน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง


          เช้าวันนี้ก็เริ่มต้นด้วยรอยยิ้มแฮะ


          แจฮยอนยิ้มให้กับความคิดบวกของตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยุดหน้าทีวีในห้องนั่งเล่นของตัวเอง เขาจุดไฟแช็ก ก่อนจะเล็งให้เปลวไฟจรดกับเชือกเทียน มือเรียวยกตัวเทียนขึ้นมา หลับตาลง เป่าเทียนและอธิษฐานเรียกคนรัก


          และเมื่อลืมตาขึ้น แจฮยอนก็พบว่าอาจอชิยืนอยู่ตรงระเบียงด้านนอก ใบหน้าหล่อเหลานั้นแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มประหลาดที่แจฮยอนอ่านไม่ออก แต่แจฮยอนก็ยังก้าวเข้าไปหาคนรัก มือเรียวคว้าเสื้อโค้ตที่วางพาดไว้ขึ้นมาสวมทับชุดนอน ก่อนจะเปิดประตูออกไปยังระเบียงด้านนอก ทั้งๆ ที่ตัวเองสวมเพียงสลิปเปอร์


          “พี่โดยอง?” 


          “แจฮยอนอ่า"


          เอ่ยเรียกชื่อคนรักด้วยน้ำเสียงแตกพร่า ก่อนจะก้าวขายาวๆ สองก้าว แล้วหยุดลงตรงหน้าเจ้าของหัวใจ โดยองเอียงคอลง เพื่อกดจูบลงบนริมฝีปากสีชมพู พรมจูบราวกับจะพร่ำบอกรักคนตรงหน้านับพันครั้ง กดจูบย้ำๆ ราวกับจะฝังความรู้สึกของตัวเองทั้งหมด


          “ผมรักคุณ"


          แจฮยอนชะงัก การบอกรักในวันที่หิมะแรกตกมันทำให้ใจเต้นแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอ ไม่สิ คงเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พี่โดยองบอกรักผม


          "พี่รักแจฮยอน คิมโดยองรักจองแจฮยอนมากจริงๆ มากจนสามารถทำอะไรก็ได้ เพื่อให้แจฮยอนมีความสุข"


          แต่ทำไม..ทำไมหัวใจมันถึงหนักอึ้งขนาดนี้ เหมือนเรือสำราญที่กำลังจะจมน้ำ


          “พี่โดยอง...ตรงอกซ้ายของพี่ ตรงหัวใจ?” 


          ผมชี้ออกไปยังบริเวณหน้าอกข้างซ้ายของพี่โดยอง ทำไมผมถึงไม่เคยเห็นดอกไม้ที่ปักอยู่กลางอกของพี่โดยองเลยนะ? ดอกไฮเดรนเยียสีม่วงช้ำ ราวกับสีของเลือดที่คล้ำลง


          หรือมันคือสิ่งที่ทำให้พี่โดยองเจ็บปวดมาโดยตลอด? 


          “พี่รักเรามากจนอยากลืมตาตื่นขึ้นมา เพื่อมองหน้าเราในทุกๆ เช้า ตอนสิ้นสุดของวัน และก่อนจะหลับฝัน"


          แจฮยอนมองพี่โดยองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ทำไมพี่โดยองถึงมองข้ามคำถามของผม? แต่ดวงตาที่สะท้อนแต่ความจริงใจและความจริงจังคู่นั้น ทำให้ผมต้องตั้งสมาธิฟังสิ่งที่พี่โดยองพูด


          “คิมโดยองรักจองแจฮยอน พี่รักเราเพียงคนเดียวมาตลอดเวลานับร้อยปีและเสมอไป"


          คำบอกรักที่ชวนให้หัวใจคนฟังเต้นแรง

          และหนาวเหน็บในขณะเดียวกัน


          ชาติที่แล้วตอนที่พวกเราทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ พี่รักเรามากที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักใครสักคนได้"


          จองแจฮยอนอายุแค่ 23 ปี ตกหลุมรักพี่โดยองมาเป็นเวลา 6 ปี


          แต่ในตอนนี้ พี่รักแจฮยอนมากกว่าตัวของพี่อีก เพราะแจฮยอนเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้พี่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้"


          และใช้เวลาในชั่วชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง รักพี่ดงยองในฐานะจองลิน


          “รู้ใช่ไหมว่าพี่รักเรามากเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรักใครอีกคนหนึ่งได้"


          แต่ทั้งหมดนั้นคงยังไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ

          ในขณะที่คนตรงหน้าใช้เวลามากกว่าผม 6 เท่า ในการรัก คิดถึง และตามหาผม


          “รู้ เค้ารู้ฮะ"


          ทำได้แค่นี้ ตอบออกไปได้แค่นี้ เพราะความรู้สึกหลายอย่างมันถ่วมท้นในใจ จนไม่อาจคิดหาคำตอบที่ดีไปกว่านี้ได้


          “พี่อยากขอพรกับแจฮยอนสักข้อจะได้ไหมครับ?” 


          ผมพยักหน้าอย่างแรง ก่อนจะกระชับเสื้อโค้ตเข้าหาตัว เพราะเริ่มรู้สึกถึงความหนาวของเกล็ดหิมะ


          “แน่นอนอยู่แล้วฮะ ผมขอพรกับพี่มาเก้าร้อยเก้าสิบเก้าข้อแล้วนะ – "


          ผมตอบออกไป บอกความลับที่ว่าผมแอบนับจำนวนครั้ง ที่อธิษฐานเรียกพี่โดยอง ผมมองรอยยิ้มมุมปากของพี่โดยองหัวใจที่พองโต


          เพราะงั้นผมจะให้คำขอแรกของพี่โดยอง เป็นพรข้อที่หนึ่งพันของเราแล้วกันฮะ! ” 


          ตกใจเมื่อเห็นหยาดน้ำตาไหลจากดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่ร่วงหล่นนั้น ก่อนจะอ้าแขนเพื่อโอบกอดรอบตัวคนรัก ดั่งที่เคยสัญญาเอาไว้


          “แจฮยอนเห็นดอกไม้ที่ปักอยู่ตรงอกของพี่ใช่ไหมครับ?"


          ทำให้ผมไม่เห็นว่าตอนนี้พี่โดยองกำลังทำสีหน้าแบบไหน ผมรู้เพียงแต่ว่าร่างกายของพี่โดยองตอนนี้มีอุณหภูมิเย็นกว่าปกติ แจฮยอนจึงพยายามกอดพี่โดยองให้แน่นขึ้น เพื่อให้คนรักรู้สึกอุ่นขึ้นมาสักนิดนึงก็ยังดี


          “กอดกันก่อนเนอะพี่โดยอง แล้วค่อยคุยกันต่อก็ได้ พวกเรามีเวลาอีกเยอะเลยนี่นา"


          อยู่ดีๆพี่โดยองก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ผมเลยรีบอ้าแขนไปกอดคนรักไว้อย่างห่วงแหน พยายามกางแขนให้กว้างขึ้นเพื่อปกป้องคนตรงหน้าจากความทุกข์ ที่ผมเองก็มองไม่เห็น เพราะพี่โดยองมักจะให้ผมมองเห็นแค่ความสุขของอีกฝ่ายเท่านั้น

     



          โดยองสบสายตาเข้ากับแดฮวีและมินฮยอน ที่มองดูอยู่บริเวณประตูห้องนั่งเล่น เขาพยักหน้าให้ทั้งสองคน และส่งสายตาเป็นการเอ่ยขอว่าอย่าพึ่งเดินเข้ามาในเหตุการณ์นี้


          สบสายตากับมินฮยอน คนรักของน้องชาย พี่ชายของแจฮยอนในชาติที่แล้ว นึกย้อนถึงอดีตกาลที่พวกเขาเคยทำอะไรตลกๆ ด้วยกัน ตอนที่ร่วมแชร์ความทุกข์ระทมจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ขยับปากโดยไร้เสียง 


          ฝากแดฮวีกับแจฮยอนด้วยนะครับ’ 


          สบสายตากับน้องเพียงคนเดียวอย่างอีแดฮวี ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเด็กคนนั้นยังใช้มือเล็กๆ นั่นปิดปากของตัวเองเอาไว้ เพราะเกรงว่าเสียงสะอื้นจะเล็ดลอดออกมา เด็กผู้ชายที่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงเป็นสายโดยไม่รู้สาเหตุ ภาพดังกล่าวทำให้โดยองนึกถึงภาพในอดีตชาติ ก่อนจะขยับปากอย่างไร้เสียง แบบที่เสด็จน้องชอบทำ มากกว่าจะเขียนสิ่งที่ต้องการบอกลงในกระดาษ


          เช่นนั้นชาตินี้พี่ก็ขอเอ่ยบอกข้อความไร้เสียง ผ่านมวลอากาศแบบที่น้องชอบทำแล้วกัน


          ขอโทษ ขอบคุณ ขอให้มีความสุข แล้วก็ลาก่อนครับ น้องชายของพี่’ 





          เป็นครั้งแรกที่พี่โดยองผละจากอ้อมกอดของแจฮยอนก่อน แล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ปักลวดลายวิจิตร ราวกับของในยุคโชซอน 


          “ช่วยดึงดอกไม้ที่ปักอยู่กลางหัวใจพี่ได้ไหมครับ"


          เอ่ยขอในสิ่งที่ดูไม่มีอะไร แต่กลับทำให้หัวใจแจฮยอนเต้นรัว ราวกับคนกำลังจะขาดใจ

          นัยน์ตาคู่ที่แจฮยอนตกหลุมรัก สะท้อนบอกแต่คำลา


          “พี่โดยอง?” 


          ได้ไหมครับคนดี?” 


          แจฮยอนเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ความรู้สึกโหวงกัดกินหัวใจ ทั้งๆ ที่พี่โดยองก็ยังคงอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาคู่นั้นก็ยังคงมองมาที่แจฮยอนเช่นเดิม


          ช่วยพี่ด้วยนะครับ แจฮยอนอ่า"


          เอ่ยขอให้อีกฝ่ายช่วย ทั้งๆ ที่ทั้งหมดที่ทำไปก็เพื่อตัวแจฮยอนเอง สุดท้ายคิมดงยองก็เลือกจะปล่อยมือคู่นี้ มากกว่าจะมองอีกฝ่ายจากไป


          ในขณะที่เขาผู้มีชีวิตนิรันดร์ ทำได้เพียงเฝ้ามองความตายพรากคนรักของเขาไปอีกครั้ง


          “พี่โดยอง"


          “ครับ"


          “เค้ารักพี่โดยองนะ แจฮยอนรักพี่โดยองมากๆ รักที่สุดในชีวิต รักแบบที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันไหนที่เค้าจะหยุดรักพี่ได้"


          โดยองหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ก่อนจะพยักหน้าเป็นการบอกว่าเขารับรู้ถึงความรักที่อีกฝ่ายมีให้มากขนาดไหน


          “เพราะงั้นขอบคุณที่รักเค้านะ"


          โดยองยื่นมือออกไปเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาจากนัยน์ตาสีอ่อน


          “ขอบคุณจริงๆ ที่ไม่เคยยอมแพ้กับความรักของพวกเราสักครั้ง"


          กดจูบลงบนหยาดน้ำตาที่ไหลรินเพราะเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


          “อย่าลืมรักของเรานะครับ – "


          จรดริมฝีปากลงบนเปลือกตาสวย เลื่อนไปยังหน้าผากมน 


          “ได้โปรด"


          ก่อนจะหยุดจุมพิตสุดท้ายไว้บนปลายจมูก แสดงความภักดีที่มีต่อคนเพียงคนเดียว – คนที่เป็นที่สุดหัวใจ แม้ในยามที่มีชีวิตอยู่ หรือกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือความตาย


          “ครับ พี่จะไม่ลืม"


          เมื่อได้ยินดังนั้นแจฮยอนจึงยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น คลี่มันออกมาเพื่อพันรอบฝ่ามือ ก่อนจะวางมือรอบก้านดอกไฮเดรนเยียสีประหลาด


          พวกเขาสบตากันและกัน


          “พี่โดยองรักแจฮยอนนะครับ รักมากๆ "


          และสามวินาทีที่พี่โดยองใช้บอกรักแจฮยอน

          กลายเป็นชั่วนิรันดร์ของพวกเรา


          “แจฮยอนรักพี่โดยองนะครับ รักมากๆ "


          หลับตาลงเพื่อกลั้นใจดึงดอกไม้ที่ปักกลางอกพี่โดยองออก แจฮยอนค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความกลัว ปล่อยดอกไม้สีม่วง ที่กลายเป็นดอกไม้ธรรมดาๆ ลงสู่พื้น สบตากับพี่โดยองที่หน้าซีดขึ้นเรื่อยๆ ก็อบลินที่น่าเกรงขามนั้น ค่อยๆ คุกเข่าลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ทำให้แจฮยอนคุกเข่าลงกับพื้นไปด้วย ขณะปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร


          “แต่ว่าหลังจากนี้ – ได้โปรดลืมพี่และรักของเราเถอะ"


          แจฮยอนที่คุกเข่าอยู่กับพื้น รีบคลานไปหาคนรักทั้งๆ ที่พูดไม่รู้เรื่อง หยาดน้ำตาและน้ำลายไหลลงราวกับเขื่อนทะลัก หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาเพราะความกลัว ดาราชื่อดังร้องไห้และพูดออกมาไม่เป็นภาษา หยาดน้ำตาและหยาดน้ำลายไหลตกลงสู่พื้นน้ำแข็ง แต่ก็อาจะละลายหิมะกลมๆ พวกนั้นได้


          “แล้วมีความสุขเยอะๆ แทนนะครับ"


          แจฮยอนกรีดร้องออกมา เมื่อพบว่าร่างของพี่โดยองเริ่มเลือนหายไปกับอากาศ กองหิมะสูงชันปรากฏเด่นชัด แทนร่างของชายผู้เป็นที่รัก


          “พี่โดยอง ไม่ ไม่ ไม่สิ อย่าไป อย่าไปนะ พี่โดยอง ฮึก พี่โดยอง ฮืออ เค้าขอร้อง ไม่ ไม่ ไม่! ไม่ไง เค้าบอกว่าอย่าไป ได้โปรด ฮึก” 


          วินาทีสุดท้ายที่สบตากัน บอกเป็นนัยว่ามันคือครั้งสุดท้ายจริงๆ 


          แจฮยอนพยายามตระกุยกอดร่างที่แทบจะกลืนไปกับอากาศทั้งหมด หงายหน้ามองบนฟ้า ทั้งๆ ที่แสงแดดจ้าจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ตัดพ้อคนบนฟ้าที่พรากความสุขของเขาไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า โทษตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากให้พี่โดยองปกป้อง แต่ตัวแจฮยอนกลับทำอะไรเพื่อพี่โดยองไม่ได้เลย


          ล้มตัวลงไปกองกับพื้นเย็นจัด สะอื้นไห้จนแทบขาดใจ เมื่อรู้สึกถึงความเบาหวิวในใจ ราวกับว่าเขากำลังจะลืมบางสิ่งที่สำคัญมากๆ 


          ลืมเลือนสิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตตัวเอง


          “แจฮยอนอ่า เข้าข้างในกัน เดี๋ยวเป็นหวัดนะ"


          “พี่ขออนุญาตอุ้มนะครับ"


          แดฮวีวิ่งมากุมมือแจฮยอน ในขณะที่พี่มินฮยอนช้อนตัวแจฮยอนขึ้น เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีแรงลุกขึ้นมาเดินแน่ๆ 


          “แดฮวีอ่า อย่าลืมนะ ฮึก ชาติที่แล้วพี่โดยองเป็นพี่ชายของแดฮวี เขารักแดฮวีมากๆ นะ แล้วก็รักแจฮยอนด้วย อย่าลืมนะ"


          ทั้งสองคนที่คอยมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา


          “พี่โดยองคอยปกป้องเราตลอดเลย แต่ว่าพี่โดยองน่ะเหงามากๆ เลยนะ ฮือ คนๆ นั้นโดดเดี่ยวมาตลอด เพราะงั้นพวกเราห้ามลืมเขานะ ห้ามลืมเด็ดขาดเลย ฮึก"


          พยายามปะติดปะต่อเรื่องในใจ แต่ก็ยากเกินกว่าที่คนนอกจะทำได้ ถึงแบบนั้นหัวใจก็รู้สึกเศร้าและหน่วงไปด้วย



          คิมโดยอง

          – แต่ถึงแบบนั้นก็จะจดจำชื่อนั้นไว้





*




6 years later 



          จองแจฮยอนกลายเป็นนักแสดงแห่งชาติ ควบคู่ไปกับปาร์คโบกอม คิมซูฮยอน และยอจินกู จนกล่าวได้ว่าไม่มีใครในประเทศเกาหลีใต้ ไม่รู้จัก จองแจฮยอน นอกจากนี้ดาราดังยังปล่อยอัลบั้มแรกของตน ที่แต่งโดยอีแดฮวี Once Upon a Tale” ทุกเพลงในอัลบั้มจับจองที่ในชาร์ตเพลงยอดฮิตทั้งหมดในประเทศ ทั้ง Once Upon a Tale, A Thousand Wishes, Before You Go, Our First Snow – the last goodbye kiss we made และ To the One that Never Leave 


          โดยเฉพาะเพลงไตเติล Once Upon a Tale ที่เล่าถึงพระราชาผู้เป็นอมตะ ที่คอยเฝ้ามองผู้ชายและผู้หญิงคนเดิมซ้ำๆ ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันว่าพระองค์มีคนรักทั้งสองคน หรือเป็นคนๆ เดียวกันตามที่ใครหลายคนสนับสนุนทฤษฎีนี้ เพราะการอธิบายรูปลักษณ์และสิ่งที่ชอบของ 'เธอ’ และ ‘เขา’ นั้นเหมือนจะเป็นคนเดียวกัน นักวิจารณ์บางคนก็กล่าวว่า อาจเป็นการสนับสนุนกลุ่ม LGBTQ เพราะอาจสื่อว่าคนรักของตนจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้


          เนื้อเพลงที่เริ่มต้นด้วยจังหวะที่ชวนให้หัวใจเต้น ก่อนจะผันเปลี่ยนเป็นดนตรีที่ชวนให้หัวใจแตกสลาย เมื่อพระราชาเลือกจะช่วยชีวิตคนที่พระองค์รัก และสุดท้ายตนเองก็ต้องถูกขังไว้ในปราสาทบนเกาะที่ไร้ผู้คน


          ความรักทั้งสามอารมณ์ที่ถูกบรรยายในท่อน อินโทร ฮุค และคอรัส ใช้เพียงคำง่ายๆ ที่กระแทกใจคนฟัง จนได้ชื่อว่าเป็นเพลงประจำร้านเหล้า



          คิมยอนอา ดีเจประจำรายการวิทยุชื่อดัง หันไปยิ้มให้กับดาราดังอย่างจองแจฮยอน และไอดอลชื่อดังที่ผันตัวไปทำงานเบื้องหลังอย่างอีแดฮวี บรรยากาศสัมภาษณ์เป็นไปอย่างเรียบง่าย และอบอุ่น แบบที่เธอคาดคิดไว้


          “คำถามนี้สำหรับคุณแดฮวีนะคะ"


          “ครับ"


          “หลายคนอยากรู้ถึงแรงบันดาลใจ ในการแต่งเพลง Once Upon a Tale มากๆ คุณแดฮวีช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ?” 


          แดฮวียิ้มออกมา กะไว้อยู่แล้วว่าต้องโดนถามคำถามนี้แน่ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าหัวใจกำลังบีบตัวแน่นอย่างน่าประหลาด


          “จริงๆ แล้วเป็นเพลงที่ผมเขียนทิ้งไว้เมื่อหกปีที่แล้วครับ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขียนไว้ตอนไหน จำได้อีกทีก็ตอนเห็นลายมือหวัดๆ ของตัวเอง บนกระดาษโน้ตของโรงแรมที่ปูซานแล้วฮะ"


          “เอ๋? หมายความว่าเขียนตอนเมาเหรอคะ? ฮ่าๆ "


          “นั่นสิครับ จำได้แค่ว่าความรู้สึกตอนตื่นขึ้นมามันเศร้ามากๆ พออ่านเนื้อเพลงพวกนั้นก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ ร้องไห้เสร็จก็หยิบดินสอมาเขียนท่อนปิดเพลงแบบงงๆ เลยครับ"


          “แล้วทำไมถึงเก็บเพลงนี้ไว้ตั้งหกปีเลยล่ะค่ะ?” 


          “เพราะว่าตอนที่เอาเนื้อเพลงมาเรียบเรียงและใส่ทำนอง ในหัวผมมีแต่ภาพพี่แจฮยอนร้องเพลงนี้ครับ ให้คนอื่นไม่ได้จริงๆ "


          “แสดงว่ารอให้คุณแจฮยอนหันมาร้องเพลงตลอดเลยเหรอคะ"


          “อาจจะดูเหมือนคนย้ำคิดย้ำทำ แต่ใช้ครับ รอให้พี่แจฮยอนบอกว่าอยากทำอัลบั้มเองด้วย ไม่อยากกดดันพี่เขาน่ะครับ"


          “ถ้าแดฮวีเดินมา แล้วบอกผมว่า พี่ฮะ ผมแต่งเพลงให้พี่ได้หนึ่งอัลบั้มแล้ว ไปอัดเพลงกันแบบนี้ ผมก็คงจะเดินตามไปเลยครับ คือน้องแดฮวีเค้าจะมีนิสัยที่แบบพูดแล้วคนเชื่อ พูดอะไรใครก็ว่าดี ทำตามหมดเลยครับ ฮ่าๆ "


          “เนี่ย พี่แจฮยอนตลกตลอดอ่ะ"


          ยอนอามองทั้งสองคนที่ตีไหล่กันไปมาอย่างน่ารัก เธอไม่แปลกใจเลยสักนิด ว่าทำไมคนดังทั้งสองคนนี้ถึงอยู่ในวงการได้นานและค้างฟ้า


          “แต่เมื่อพูดถึงน้ำเสียงในเนื้อเพลง ก็มีแต่คนชมนะคะ บอกว่าเหมือนคุณแจฮยอนอกหักมาพันครั้ง เพื่อร้องเพลงนี้เลย"


          “ไม่รู้จะเป็น TMI ไหม แต่ว่าตอนฟังเดโม่เพลงนี้ครั้งแรก พี่แจฮยอนนั่งร้องไห้เป็นชั่วโมงเลยครับ ผมตกใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร"


          “สรุปผมกับแดฮวีก็กอดคอกันร้องไห้ในสตูดิโอ พี่มินฮยอนได้แต่ยืนงงพวกผมอ่ะครับ ฮ่าๆ "


          “ก็สมกับที่คนฟังบอกว่าคุณแจฮยอนอกหักเป็นพันครั้งเพื่อร้องเพลงนี้เลยนะคะ"


          “คงเพราะว่าผมมักจะฝันถึงคนๆ หนึ่งตลอดเลยครับ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่ผมกลับรู้สึกว่าหัวใจมันบีบตัวเหมือนจะแตกสลาย ทั้งๆ ที่อยู่ในฝัน ฮ่าๆ น่าแปลกใช่ไหมล่ะครับ"


          “ก็เลยใส่ความรู้สึกนั้นในเพลงนี้ใช่ไหมคะ?” 


          “จะพูดแบบนั้นก็ได้นะครับ จริงๆ เวลาตื่นขึ้นมาผมไม่ค่อยคิดถึงเขาเท่าไหร่ เหมือนกับว่าลืมเรื่องของเขาไปเลย แต่ตอนที่ผมฝันถึงเขา ผมกลับ – อืม? เหมือนทำความรู้จักเขามาตลอด"


          “เหมือนรักกันแค่ในความฝันแบบนี้เหรอคะ?” 


          “อืม...จะบอกว่าความรู้สึกรักก็คงไม่ได้ เพราะผมก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าผมรู้สึกแบบไหนในความฝันนั้น แต่หน้าของเขาแค่ลอยมาตลอดเวลาที่ผมอัดเพลงอัลบั้มนี้ โดยเฉพาะเพลง A Thousand Wishes ครับ"


          “จริงๆ เพลงนี้พี่แจฮยอนก็ช่วยผมเขียนเนื้อเพลงด้วยนะครับ แต่ไม่ยอมใส่ชื่อลงไปอ่ะ"


          “เขียนแค่สองประโยคจะใส่ชื่อเขาไปได้ยังไงกัน เหมือนทำรายงานแล้วเขียนแค่หัวข้อกับจัดสารบัญอ่ะ"


          “แต่เป็นสองประโยคที่อิมแพ็คมากจริงๆ ทุกคนลองทายกันดูนะครับว่าเป็นประโยคไหน!” 


          “ถ้าอย่างงั้น เราพักเบรกนี้ด้วยเพลง A Thousand Wishes ของคุณแจฮยอนกันค่ะ"


          แจฮยอนพยักหน้าให้คุณยอนอา ก่อนจะเดินออกไปยืนหน้าไมค์ที่วางไว้ให้ ในขณะที่แดฮวีเดินไปนั่งหน้าคีย์บอร์ด พวกเขาสบตากันหนึ่งครั้ง ก่อนที่คุณโปรดิวเซอร์มือทองจะจรดมือลงบนแป้นเปียโน ขับกล่อมท่วงทำนองให้เสียงที่ใครๆ ต่างก็ตกหลุมรัก และทำให้หัวใจของใครหลายคนแตกสลายลงอย่างงดงาม ด้วยเนื้อเสียงอันไพเราะนั้น





'ดั่งคำอธิษฐานที่ขอให้เราได้พบกัน

ก่อให้เกิดรักที่มิอาจลืมเลือน

พนมมือและเฝ้าขอในทุกๆ เช้า

ให้รักของเราคงอยู่ชั่ลกัลป์



แต่ไหนเล่าคำอธิษฐานที่หนึ่งพัน

กลับกลายเป็นพรที่พรากรักเรา

เลือนหายไปกับอากาศ

มิเหมือนพรที่หมั่นขอในทุกเช้า’ 



When the tale unfold

Revels whom The bell tolls for,

On that snowy, glooming day

Blowing the lost peony away.



Standing tree,

Still I.




THE END


Please comment or tag #SFaMilRaindrops 


Talk: /พนมมือ ตอนคิดพล็อตนี้ก็ค่อนข้างหนักใจอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะคิดว่าจบได้แบบเดียว ฮืออ ชอบไม่ชอบยังไงคอมเมนต์หรือกรีดร้องในแท็กได้นะคะ นุ้เหงา ;__;

ที่เนื้อเพลงไม่หายไป หลังจากทุกคนตื่น เพราะว่าตัวเพลงไม่ได้เอ่ยชื่อโดยองตรงๆ ค่ะ


ปล.เราเคลียร์ทุกเรื่องที่แต่งค้างในเรนดรอปแล้วนะคะ หลังจากนี้คงไม่ได้มาอัพบ่อยๆ เพราะว่าแอบหมดมุกแล้วเหมือนกัน แต่งจนคาแรคเตอร์ตัวละครเริ่มซ้ำกันแล้ว;w;แล้วก็ต้องยอมรับว่าเหมือนคนอ่านและเมนต์น้อยลงด้วย ในช่วงที่รู้สึกฝีมือตก เลยไม่รู้จะพัฒนางานไปทางไหน แต่ยังไงถ้ามีพล็อตที่มั่นใจมากๆ หรือแปลกออกไป จะกลับมาแต่งให้อ่านแน่นอนค่ะ! 


ส่วนเรื่องยาวอีกสองเรื่องที่แต่งข้างไว้อย่าง ไทม์เพฟ กับ Once or Evermore ถ้าทำได้ เราจะพยายามแต่งให้จบนะคะ


Happy Christmas & HNY 2020 ล่วงหน้านะคะ:) 

Hope to see you all again! 


With lots of love, 

TearsFate

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #585 มินมินมาสเตอร์นิม (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 21:52

    ถึงจะจบแบบไม่อยู่ด้วยแต่อย่างน้อยก็แฮปเอนอ่ะ
    #585
    0