[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 48 : [sf] A Thousand Wishes II

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    17 ธ.ค. 62

[sf] A Thousand Wishes

II

Doyoung x Jaehyun




15,653 words

#SFaMilRaindrops



BG Music: A Little Girl (Doyoung cover ver. on The Masked Singer) 










I love him – I’ve loved you for

A thousand life of one’s wish 

With a mind that never betray.

Never did I look for another person 



Other than that one person.






*






          จองแจฮยอนจ้องหน้าจอมอนิเตอร์ด้วยความตั้งใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เสียงรอบข้างเจือจางยิ่งกว่าเสียงของนกที่บินฉวัดเฉวียน ไม่รู้ตัวเลยว่าใครบางคนกำลังยืนมองอีกคนด้วยรอยยิ้ม ทั้งเสียงหัวเราะ ทีมงานที่เฝ้ามองทั้งคู่อีกทีก็ได้แต่ยิ้มให้กับมิตรภาพตรงหน้า


          สมกับที่ใครหลายคนบอกว่าทั้งคู่น่ะ เป็นพันธมิตรที่สว่างไสว เปล่งประกายระยิบระยับจนแสบตา


          “จองแจฮยอนนนนนนนนน"


          เสียงแหลมดังขึ้นพร้อมกับแขนเล็กๆ ที่กอดคออีกคนเข้าหมับ คนที่ถูกกอดก็ยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม ยิ้มจนตาปิด มือเล็กๆ ก็เอื้อมมาจับแขนเพื่อนของตัวเองไว้ พร้อมทำหน้าตาเหมือนแมวโดนเกาพุง


          แดฮวี!” 


          ตระโกนเรียกชื่อเพื่อนด้วยความสุข ท่ามกลางวงการมายาที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง คนตรงหน้าเป็นคนแรกที่ก้าวเข้ามาหาแจฮยอนด้วยความจริงใจ ทั้งยังเป็นคนที่ทำให้ดาราหน้าใหม่อย่างผม กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ไอดอลแถวหน้าแบบอีกฝ่ายถึงเลือกผมเป็นเพื่อนรัก


          “ยิ้มได้แป้ปเดียวก็ทำหน้าครุ่นคิดอีกแล้ว เดี๋ยวจับตีเลยเนี่ย"


          บ่นจนปากยู่ แต่ก็จัดการลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งตรงข้ามแจฮยอน แดฮวีโค้งหัวให้สตาฟที่ชูแก้วกาแฟและของกินที่เอามาแจก เพื่อเป็นการสนับสนุนเพื่อนสนิท ขยิบตาให้พี่คยองซู ไอดอลนักแสดงอีกคนที่กำลังมาแรง ก่อนจะหันมาจ้องหน้าเพื่อนสนิท


          “ไหน คิดอะไร บอกพี่มา"


          “พี่อะไรเล่า! เราเกิดก่อนแดฮวีอีกนะ"


          “ไม่เคยได้ยินเหรอ ฟิลเตอร์น้อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ"


          “เนี่ย ไปอ่านบอร์ดแฟนคลับมากไปจนติดมาแล้วเนี่ย"


          “แล้วสรุปเป็นอะไรง่ะ มีคนแกล้งเหรอ"


          คนตัวเล็กเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง นัยน์ตาข้างที่เป็นตาชั้นเดียว ดูน่ากลัวกว่าทุกทีอีก จนแจฮยอนได้แต่หัวเราะออกมา พร้อมกับส่ายหัวจนกลุ่มผมนุ่มสะบัดไปมา


          “เปล่า เราแค่สงสัยว่าอะไรทำให้แดฮวีอยากเป็นเพื่อนกับเรา"


          “เอาจริงๆ เลยนะ"


          “อื้อ"


          สถานการณ์ที่อยู่ๆ ก็จริงจังขึ้นมาทำให้ ทำให้ผมลุกขึ้นนั่งหลังตรง ทั้งยังรวบมือไว้กับตักอย่างมาดมั่น


          “เพราะติ่งอ่ะ"


          “ห้ะ!?” 


          “ก็พี่แจฮยอนเดบิวต์เรื่องแรกก็เล่นหนังพีเรียดเลยใช่ไหมล่ะ ถึงจะเป็นบทรอง แต่ว่าพี่เล่นได้เศร้ามากเลย ตอนดูจบผมน่ะนอนร้องไห้ทั้งคืนจนหลับเลยนะ พอตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังนั่งร้องไห้ต่อ ตานี่บวมฉึ่งเหมือนโดนต่อยเลย"


          “จริงเหรอ?” 


          “อื้อ มันน่ามหัศจรรย์นะ เพราะแค่ผมมองการแสดงของพี่ ผมก็รู้สึกผูกพันมากๆ มากขนาดที่คิดกับตัวเองว่าถ้าไม่เข้าไปทำความรู้จัก ต้องเสียใจตลอดชีวิตแน่ๆ "


          “เนี่ย เราก็อวยพี่เวอร์ตลอด"


          “ไม่ได้เวอร์เลยนะ! เหมือนกับเพลงสมัยก่อนอ่ะ ที่เขาบอกว่าเราผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน"


          “ย่า!! อีแดฮวี"


          หวีดเรียกชื่ออีกคนขึ้นมา เมื่อพบว่าอีกฝ่ายพูดไปวิ้งค์ไป ราวกับจะหยอกล้อ ทั้งๆ ที่เขากำลังจริงจังอยู่แท้ๆ แต่ก็เดาได้แหละว่าอีกฝ่ายแค่ไม่ชอบให้บรรยากาศมันดูตึงเครียดมากไป


          “ซ้อมบทต่อเถอะ ไว้เค้าจะมากวนใหม่! ฮ่าๆ "


          หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเด้งตัวออกจากเก้าอี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อีกฝ่ายไม่ได้มาเยี่ยมเขาที่กอง เพื่อขอถ่ายรูปลง SNSเหมือนคนอื่นที่แจฮยอนรู้จัก


          “ทำหน้าซึ้งอีกแล้ว มากอดเร็ว คุณแมวน้อย"


          กางแขนออกแล้วยืดอกด้วยสีหน้าคนแก่ (เหมือนอาจอชิ) ก่อนจะพยักพเยิดให้อีกคนรีบๆ วิ่งเข้ามาซบอก หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์เหมือนปีศาจเด็ก


          “จองแจฮยอน!!!” 


          แต่คราบคนขี้เล่นก็หายไปในพริบตา อีแดฮวีรีบวิ่งเขามาจับมือแจฮยอนไว้ ก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมาอย่างแรง


          คนที่ถูกดึงลุกขึ้นตามแรง หยาดน้ำตาคลอเมื่อพบว่าหลังของเพื่อนตัวเล็กกระแทกกับพื้น โดยมีเขาทับบนตัวอีกฝ่ายอีกที เสียงโครมครามที่ไหล่หลังขึ้นมา ทำให้หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา เสียงกรีดร้องและเสียงโวยวายของคนรอบตัว ชวนให้เวียนหัวกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเสียอีก


          “แดฮวีเป็นอะไรไหม?” 


          แจฮยอนรีบเด้งตัวออกมานั่งข้างๆ แดฮวี ก่อนจะมองสายไฟขนาดใหญ่หลายเส้นที่อยู่ๆก็ตกลงมา ถ้าแดฮวีไม่เป็นฝ่ายดึงเขาไว้ล่ะก็ – 

          เขาคงไม่มีแม้แต่เวลาให้อธิษฐาน เรียกคนๆ นั้นมาเพื่อบอกลา


          “อ่า เจ็บหลังนิดหน่อยแฮะ"


          “ไปโรงพยาบาลกันนะ เดี๋ยวแจฮยอนพาไป"


          “ได้สิ ถ้าไม่ได้เป็นคนพาไป พี่แจฮยอนต้องนั่งน้ำตาซึมในกองถ่ายทั้งวันแน่ ใช่ไหมล่ะ?” 


          เอ่ยถามทั้งรอยยิ้มทั้งๆ ที่ตัวเองพึ่งบาดเจ็บมา แต่เป็นรอยยิ้มที่คุ้นเหลือเกินในความรู้สึก – ความรู้สึกที่ถูกช่วยชีวิตเมื่อกี้ก็ด้วย


          เนื่องจากอุบัติเหตุดังกล่าว กองถ่ายวันนั้นจึงถูกยกเลิกโดยปริยาย



*



          เป็นครั้งแรกที่แจฮยอนเห็นอาจอชิน้ำตาคลอ


          พวกเขานั่งอยู่ในห้อง VIP ของโรงพยาบาลชื่อดัง อีแดฮวีมีสายน้ำเกลือและเฝือกอ่อน กำลังนอนหลับตาพริ้ม อาจอชิที่ปรากฏตัวทันทีหลังจากที่เขาอธิษฐาน – ยังหยุดอยู่ที่เดิม และนัยน์ตาคู่นั้นดูเจ็บปวดอย่างน่าประหลาด มันเศร้าเสียจนแจฮยอนได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาโดยไม่มีสาเหตุ


          เป็นครั้งแรกที่แจฮยอนอ่านสายตาอาจอชิไม่ออก

          คิมโดยองที่ยืนอยู่ข้างๆ เตียงผู้ป่วย โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ไม่ขยับตัวเป็นเวลาเกือบชั่วโมง


          “แดฮวี!” 


          เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับเสียงเรียกของผู้มาใหม่ ชายหนุ่มที่มีผิวขาวสว่างไสว ออร่าของนักแสดงชื่อดัง ชวนให้เฝ้ามองใบหน้าที่สมบูรณ์แบบนั้น แจฮยอนกล้าพูดว่าฮวังมินฮยอน เป็นมนุษย์ผู้ชายที่หล่อที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา


          และก็เป็นอีกคนที่เขารู้สึกสบายใจด้วยมากๆ ราวกับพี่ชายแท้ๆ 


          “อื้อ?” 


          “เจ้าหมาน้อย ทำไมเจ็บทั้งตัวแบบนี้ล่ะ ไปซนที่ไหนมาครับ หืม?” 


          แต่ท่าทีเหมือนเจ้าชายนั้นก็พังทลายลง เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่รัวถามคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียงไม่หยุด เพื่อนสนิทของเขาได้แต่ยิ้ม และยกมือเล็กขึ้นมาวางบนหัวอีกฝ่ายเบาๆ ราวกับจะบอกว่าไม่เป็นอะไร เมื่อเห็นว่าคนรักของเพื่อนสนิทมาแล้ว แจฮยอนจึงค่อยลุกขึ้น สายตาก็เหลือบมองคิมโดยองที่ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเสียอีก


          ทั้งๆ ที่กำลังขมวดคิ้ว แต่กลับยิ้มออกมาราวกับคนโล่งใจ


          “ไว้เค้ามาเยี่ยมใหม่น้า หายไว้ๆ นะเจ้าตัวเล็ก!” 


          “ได้เลย! พี่แจฮยอนตัวน้อยเดียววว"


          “ยังกล้าไปเรียกคนอื่นว่าตัวน้อยอีกนะ"


          “อะไรของพี่มินฮยอน ก็บอกแล้วว่ามันเป็นฟิลเตอร์! หึ่ยยย"


          “ฟิลเตอร์ก็ฟิลเตอร์ครับ"


          “บ๊ายบายพี่แจฮยอน บ๊ายบายคุณลุงของพี่แจฮยอน?” 


          “เรียกพี่ดงยองก็ได้ครับ – คิมดงยอง"


          แดฮวีหยุดชะงัก ร่างกายรู้สึกชาขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อของใครอีกคน แววตาที่เจ็บปวดและเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมของอีกฝ่าย ความรู้สึกคุ้นเคยที่ตีแผ่ขึ้นมา หัวใจที่บีบแน่นจนเจ็บไปหมด

          ทำไมรู้สึกมากขนาดนี้? ทั้งความเศร้าและความดีใจที่ทำให้หัวใจหน่วงไปหมด


          ในหัวเจ็บจี๊ดราวกับมีกระแสไฟแล่นในสมอง ภาพความทรงจำที่เลือนรางเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นภาพ แต่ความรู้สึกคุ้นเคยที่ชวนให้หัวใจปวดหนึบ ทำให้มั่นใจว่ามันเป็นความทรงจำจริงๆ ไหนจะริมฝีปากของตนที่รู้สึกคุ้นเคยกับชื่อคนตรงหน้า


          ราวกับว่าอีแดฮวีเคยใช้เวลาทั้งหมดในชีวิต เรียกชื่อของๆ คนนั้น – ถึงแบบนั้นก็รู้สึกราวกับว่า ไม่ว่าจะเรียกชื่อนั้นอีกนับพันนับหมื่นครั้ง อีกฝ่ายก็จะไม่มีวันที่ได้ยิน เสียงเรียกชื่อที่เปล่งออกไป


          ขณะที่จองแจฮยอนชะงักกับชื่อที่อาจอชิบอกออกไป ในหัวร้อยเรียงคำบอกเล่าในแต่ละวันของอีกฝ่ายมาปะติดปะต่อ ถึงอดีตที่ทั้งเต็มไปด้วยความสุขและความเจ็บปวด – ความรู้สึกเหล่านั้นกลายเป็นนิรันดร์ หลังจากที่อาจอชิโดนสาปให้เป็นก็อบลิน

          และรูปวาดในห้องนอนของอาจอชิ – คนสำคัญที่ไม่เคยปกป้องได้สักครั้ง


          “ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่ดงยอง ผมชื่อ แดฮวี – อีแดฮวีครับ"


          “นามสกุลอีเหมาะกับชื่อมากเลยนะครับ"


          “ครับ? ฮ่าๆ เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกแบบนี้"


          “ขอให้หายไวๆ นะครับ แล้วก็...ไว้เจอกันใหม่นะครับ"


          “ไว้เจอกันใหม่นะครับพี่ดงยอง"


          ขาที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงัก มือที่กำรอบลูกบิดประตูกำแน่นกว่าเดิม นัยน์ตาแดงก่ำราวกับว่าดวงตาคู่นั้น ได้กลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลมานับร้อยนับพันปี


          เสด็จพี่ดงยอง’ 

          ดงยองฮยอง’ 


          ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปี แม้ว่าสรรพนามที่ใช้จะเปลี่ยนไป ต่อให้ยุคสมัยจะเจริญจนเทียบไม่ติดแต่เสียงและความอบอุ่นในเส้นเสียงที่ใช้เรียกนั้น ยังเหมือนวันวานมิมีผิดเพี้ยน


          "เพราะว่าพี่ชอบเสียงร้องเพลงของเรามากๆ เป็นแฟนคลับเลยล่ะครับ เพราะงั้นขอให้หายไวๆ รักษาสุขภาพ แล้วก็มีความสุขมากๆ นะครับ"


          เอ่ยคำบอกลาโดยไม่หันไปมองอีกคน รู้ทั้งรู้ว่ามันเสียมารยาท


          "ไว้เจอกันใหม่นะครับน้องแดฮวี"


          ไหนจะสายตาไม่เข้าใจของแจฮยอนที่ส่งมาหา แต่ตอนนี้คิมดงยองไม่สามารถหันหลังกลับไปมองเด็กผู้ชายคนนั้น แล้วเอ่ยคำบอกลาได้จริงๆ 


          “อาจอชิ?” 


          ทำไม่ได้จริงๆ 

          หลังจากที่เขาต้องมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นล้มลง อาบด้วยโลหิตสีแดง ที่เขาไม่อาจปกป้อง นัยน์ตาคู่นั้นที่คอยมองเสด็จพี่ของนางมาตั้งแต่เด็ก สิ่งสุดท้ายที่สะท้อนนัยน์ตาเด็กคนนั้นคือคำขอบคุณ


          ขอบคุณทั้งๆ ที่พี่ชายคนนี้ไม่เคยปกป้องน้องสาวของตนเองได้

          ทั้งตอนที่เป็นองค์ชายสอง ตอนที่ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท หรือแม้แต่ตอนที่ได้ขึ้นเป็นพระราชา


          เด็กคนที่ต้องซ่อนเส้นเสียงของตนเองเอาไว้ เพื่อปกป้องชีวิตของตนกับพี่ชายที่ช่างไม่รู้อะไรเลย องค์หญิงที่โดนพระราชินี องค์รัชทายาท และโชคชะตาคอยกลั่นแกล้ง



          เด็กผู้หญิงที่ กลายเป็นหญิงสาว ได้พานพบรักแท้ และหมายมั่น วาดฝันว่าจะได้ใช้ชีวิตรักอย่างสงบสุข

          กลับโดนพรากชีวิตไป ในวันที่ดงยองได้รับสิ่งที่ต้องการมาตลอด


          วันที่ความฝันทั้งหมดถูกทาทับด้วยโลหิตสีแดงฉาน – จากคนๆ เดียวที่มีสายเลือดเดียวกัน


          เด็กผู้หญิงคนนั้น – เจ้าหญิงที่โดนต้องสาปคนนั้น


          คนที่ดงยองหวังจะพบอีกสักครั้ง

          เป็นคนเดียวกับที่ดงยองหวังว่าจะไม่ได้พบอีกฝ่ายอีกครั้ง



*



          บรรยากาศในรถยนต์เงียบสงัด มีเพียงแค่เสียงฮีตเตอร์ในรถเท่านั้น แจฮยอนเหลือบมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้าของคนรัก


          “อาจอชิ"


          “ครับ?”


          “ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจหรือปวดหัว บอกผมได้ตลอดเลยนะฮะ"


          ใช่ พวกเขาเป็นคนรักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเอ่ยถามถึงสถานะ แต่คนที่เข้ามาช่วยเหลือใครสักคนในวันที่กำลังปล่อยฟางเส้นสุดท้าย เป็นคนเดียวกับที่ยืนหยัดอยู่ข้างๆ จนแจฮยอนกลับมายืนได้อีกครั้ง


          “ขอบคุณนะครับ แจฮยอนอ่า"


          ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่ความรักแล้วล่ะก็ – 

          จองแจฮยอนก็ไม่คิดจะตามหาความรักใดๆ อีก


          “ถ้างั้นพี่ขอพาแจฮยอนไปที่ๆ หนึ่งนะครับ"


          “ได้เลยครับ!” 



       



          เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แจฮยอนกับพี่โดยองก็อยู่ในสุสาน ซึ่งเขาไม่มั่นใจว่าถ้าโดนจะจับได้จะโดนเรียกไปโรงพักหรือเปล่าเพราะว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในสุสานของราชวงศ์คิม


          “ที่นี่คือที่ไหนเหรอครับ?” 


          “ที่ที่ทุกอย่างจบลง และเริ่มต้นขึ้นใหม่"


          “หมายความว่ายังไงเหรอครับ?” 


          “หมายความว่า ใครหลายคนที่ถูกฝังในนี้ ได้รับความสงบอันเป็นนิรันดร์ บางคนก็ต้องกลับไปสู้กับโชคชะตาอีกครั้ง และบางคนก็ต้องเฝ้ามองผู้คนเหล่านั้นทั้งหมด"


          “และอาจอชิเป็นคนประเภทสุดท้ายสินะฮะ"


          “ครับ"


          ดวงตาที่หยอกล้อกับแสงนวลของตะวัน สะท้อนเพียงแต่ความเศร้า


          “และแจฮยอนเป็นคนประเภทที่สอง"


          นัยน์ตาคู่นั้นพยายามมองเข้ามาในดวงตาของก็อบลิน ที่มีอายุขัยมากกว่าต้นไม้หลายพันต้นในโซล


          “แล้วชาติที่แล้วเราได้เจอกันไหมครับ?” 


          “เจอสิ – พวกเราพบกัน สบตากัน ปลอบประโลมกันและกัน เข้าใจกันและกันราวกับรู้จักกันมานาน แม้มันจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้จักกัน"


          แจฮยอนเป็นฝ่ายยื่นมือไปจับมือของโดยองก่อน ใช้นิ้วบีบคลึงข้อมือเพื่อให้พี่โดยองรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ลืมจะสบสายตากับดวงตาของคนรักไว้ตลอด


          “พวกเรารักกัน แต่งงานกัน และขึ้นครองราชย์ด้วยชัยชนะ ที่ทำให้หัวใจแตกสลายเป็นเถ้าถ่าน เพราะวันนั้นเราต้องสูญเสียคนที่สำคัญมากๆ ในชีวิตไป"


          น้ำเสียงและการเว้นจังหวะในการเล่าเรื่องของพี่โดยอง


          "วันเดียวกับที่พี่ชายของแจฮยอน – ฮวังมินฮยอน สูญเสียรักแท้และรักเดียวในชีวิตไป"


          กลายเป็นเพลงรักที่เศร้าที่สุดเท่าที่จองแจฮยอนเคยฟังมา


          "แต่สุดท้ายพวกเราก็ได้กับความสุข มีบุตรชายที่น่ารักทั้งสองคน"


          น้ำเสียงที่แตกร้าว ราวกับว่าผู้พูดได้ยืนตากฝนคนเดียวมานานนับศตวรรษ


          “ตอนนั้นพี่มีความสุขจริงๆ ใช่ไหมครับ?” 


          “ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่พี่ความสุขมากที่สุด ตลอดการใช้ชีวิตมานานนับร้อยปีเลยล่ะ"


          เด็กผู้ชายที่เป็นเหมือนฤดูใบไม้ผลิเดียว


          “ขอบคุณนะแจฮยอนอ่า"


          ในชั่วนิรันดร์ที่พานพบแต่ความหนาวเหน็บ


          “ขอบคุณที่คอยเฝ้ามอง และโอบกอดผมด้วยความรักนะครับ พี่โดยอง"


          ไม่ว่าจะเป็นจองลินที่เป็นสตรีที่งดงามราวกับนางล่มเมือง

          หรือจองแจฮยอนที่เป็นเด็กผู้ชายที่น่ารักและน่าสงสารจนเจ็บหัวใจ


          “ขอบคุณที่กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ แจฮยอนอ่า"


          ก็เป็นคนๆ เดียวกับที่คิมดงยองรักมาโดยตลอด

          เป็นคนเดียวกับที่เข้าเฝ้ามองหา เพื่อที่จะได้มอบหัวใจดวงเดิม ให้กับคนๆ เดิมอีกครั้ง 


          “แล้วแดฮวีล่ะฮะ?” 


          พี่โดยองยิ้ม ยื่นมืออื่นๆ คู่นั้นมาปิดตาแจฮยอน เมื่ออีกฝ่ายลดฝ่ามือลง สถานที่ตรงหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเรือนไม้ขนาดกลาง ที่มีสวนและลำธารล้อมรอบตัวเรือน กลิ่นสดชื่นและหอมหวานชวนให้ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ต้องบอกอะไรแจฮยอนก็รับรู้ได้ว่าที่นี่เคยเป็นที่ของแดฮวี


          “เด็กคนนั้นคือน้องสาวของพี่ในชาติที่แล้วน่ะ เป็นองค์หญิงที่ประสูติจากองค์ราชันและสนมเอกที่โดนพรากชีวิตไปอย่างเลือดเย็น น่าเศร้าที่เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดนั้น อยู่ในสายตาองค์หญิงตัวเล็กๆ ที่ยังอายุไม่ถึงสิบขวบดี"


          พวกเขานั่งลงบนชิงช้าหน้าตัวตำหนัก เสี้ยวใบหน้าของพี่โดยอง เต็มไปด้วยหลุมลึกจากความเจ็บปวด


          “วันที่สนมเอกจากไป องค์หญิงร้องไห้ราวกับจะขาดใจ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเปล่งวาจาใดๆ อีกเลย แต่ตอนนั้นทุกคนก็คิดว่าเด็กคนนั้นร้องไห้จนเส้นเสียงขาดไปแล้ว – รวมทั้งพี่เองด้วย"


          และวันนี้ที่แจฮยอนได้รู้ความจริง แจฮยอนก็ไม่คิดแปลกใจอีกเลย ว่าทำไมพี่โดยองถึงมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม แต่ก็สะท้อนถึงความสุขเพียงชั่วขณะ


          “เมื่อรู้ความจริงว่าแม่ของพี่โดนลอบปลงพระชนม์ พี่ก็ตัดสินใจแก้แค้น โดยมีแจฮยอนในชาตินั้นคอยช่วยเหลือด้วย และสุดท้ายพวกเราก็ทำสำเร็จ แต่ในวันที่พี่ขึ้นครองราชย์"


          ทั้งๆ ที่ความทรงจำขณะที่พี่โดยองมีชีวิตอยู่ ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ความสิ้นหวัง และความอาลัยขนาดนั้นแล้วแท้ๆ 


          “ธนูคันใหญ่ปักเข้าสู่หน้าอกด้านขวาของเด็กคนนั้นเต็มๆ โลหิตไหลหลั่งลงสู่พื้นดิน ในขณะที่คนเป็นพี่ชายทำได้แค่เฝ้ามอง กรีดร้อง และร่ำไห้ แม้ในวาระสุดท้ายของเด็กคนนั้น พี่ก็ยังเป็นพี่ชายที่ไม่อาจปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวของตนเองได้


          ทำไมพระเจ้าถึงเล่นตลก โดยทำให้คิมโดยองคนนี้เป็นคนเดียวที่จดจำเรื่องราวทั้งหมดกันนะ? ทำไมต้องพยายามทำร้ายผู้ชายที่พยายามทำตัวเข้มแข็งตลอดอย่างพี่โดยอง


          “แต่ว่าตอนนี้พี่มีความสุขแล้ว เพราะได้เห็นเด็กคนนั้นได้รับความรักมากมาย จากเสียงร้องเพลงที่ไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ จริงๆ มันเป็นครั้งแรกเลยนะที่พี่ได้ยินเสียงร้องเพลงของแดฮวีน่ะ และชาตินี้เด็กคนนั้นก็มีครอบครัวที่ดี ได้ใช้เวลากับคนรักสักที"


          พระเจ้า – ท่านกำลังมองดูอยู่ใช่ไหมครับ? เห็นไหมครับว่าแม้แต่ตอนนี้ ตอนที่พี่โดยองระบายความรู้สึก บอกเล่าความทรงจำอันเจ็บปวดที่กักเก็บมานานนับร้อยปี


          “เพราะว่าพี่โดยองคอยจุดเทียนอธิษฐานให้คนๆ นั้นก่อนนอนเสมอแน่ๆ เลยครับ"


          “แจฮยอนรู้ได้ยังไง?” 


          พี่โดยองก็ยังพยายามส่งยิ้มออกมา หาทางปลอบประโลมใจให้ตัวเองและคนอื่น โดยการบอกเล่าเสี้ยวความสุขเล็กๆ ที่สอดแทรกเข้ามาในความทรงจำอันแสนเจ็บปวด


          “เพราะมีเทียนในห้องนอนของพี่โดยองอันเดียวที่มันลดลง – เป็นเทียนที่วางอยู่หน้าภาพวาดขององค์หญิงองค์นั้น"


          จองแจฮยอนจึงตัดสินใจที่จะโอบกอดตัวตนของพี่โดยองไว้แน่นๆ ยิ้มรับความสุขเล็กๆ ที่พี่โดยองบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่มีความหวังขึ้นมา


          “และพี่โดยองก็คงอธิษฐานแบบนี้มาตลอดใช่ไหมละฮะ? เพราะงั้นเลิกรู้สึกผิดได้แล้วนะครับ"


          และจุมพิตลงบนความทุกข์ระทมของก็อบลินผู้เดียวดาย


          "อีแดฮวีคนนั้นในชาตินี้น่ะ เติบโตขึ้นมาอย่างดี ในครอบครัวที่เพียบพร้อมและเต็มไปด้วยความรัก และยังส่งต่อความรักให้คนมากมาย เพราะงั้นพี่ก็ต้องปล่อยให้ตัวเองมีความสุขได้แล้วนะฮะ"


          เด็กที่บอกว่าไม่เคยได้รับความรักมาตลอดสิบแปดปี กลับเป็นคนเดียวที่รู้วิธีปลอบประโลมสิ่งมีชีวิตที่อยู่กับความเหงามาตลอดร้อยปี


          “เพราะถ้าพี่โดยองทำแบบนั้นได้ จองแจฮยอนคนนี้ก็จะมีความสุขไปด้วยเหมือนกัน:) ” 


          รอยยิ้มที่เจิดจ้าเสียยิ่งกว่าพระอาทิตย์ในสมัยโชซอน – ยามที่ผืนดินไร้ตึกสูง 

          – เป็นรอยยิ้มเดียวที่ทำให้ก็อบลินผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นยิ้มออกมา โดยที่หัวใจพองโตด้วยความสุข






*




          คิมโดยองมองใบหน้าสวยของจองแจฮยอน ทุกองค์ประกอบบนใบหน้านี้ ยังทำให้หัวใจเต้นแรงทุกครั้ง แต่การเฝ้ามองคนๆ นี้ตั้งแต่เกิดจนปัจจุบัน กลับทำให้หัวใจของโดยองเจ็บปวดทุกครั้ง เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่โดนสาปอย่างไร้เหตุผล จากคนที่เคยถูกรักอย่างท่วมท้น กลายเป็นคนที่แทบไม่เคยสัมผัสคำว่ารัก


          “พระเจ้าช่างใจร้ายนัก"


          “คุณลุง จะลวนลามเด็กเหรอ!” 


          คิมโดยองหันไปมองนาแจมิน ด้วยสายตาขวางๆ พลางพยักพเยิดไปทางแจฮยอนที่นอนหลับตาพริ้มบนโซฟา แจมินยกมือขึ้นพนมมือด้วยสีหน้าทะเล้น


          “แล้วลมอะไรหอบมาถึงที่นี่"


          “คุณปู่ฝากฝังลุงไว้กับผมพร้อมกับมรดกทั้งหมดแล้วนี่นา ผมก็ต้องแวะมาเยี่ยมเยียนบ้าง เผื่อลุงลื่นล้มในห้องน้ำหัวแตก"


          “ปากนายนี่นะ"


          “จริงๆ ได้ข่าวว่ามีอุบัติเหตุที่กองถ่าย"


          “อืม แต่แจฮยอนไม่เป็นไร มีคนมาช่วยไว้"


          “ต้องไปเสดาะเคราะห์หรือเปล่า ช่วงนี้แจฮยอนเจอแต่อุบัติเหตุ"


          “เสดาะเคราะห์ไปก็เท่านั้น ถ้าพระเจ้ายังจงเกลียดจงชัง"


          “และลุงรู้ได้ไงว่าพระเจ้าเกลียดเด็กคนนั้น?” 


          พวกเขาหยุดยืนบริเวณห้องครัว โดยองขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาเหลือบตามองเด็กผู้ชายที่ตนเห็นมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งแจมินก็ยังคงทำหน้ายียวนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทำให้เขาได้แต่ส่ายหัวให้กลับความคิดของตัวเอง


          “เพราะชาติที่แล้วพระองค์พรากเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กลับทำให้ผู้คนมากมาตกหลุมรักเสียงของเด็กคนนั้นในชาตินี้"


          คิมโดยองไล่จุดเทียนทีละแก้ว ไม่ได้ใช้พลังของตัวเองอย่างที่มักจะทำ อาจเพราะเขาอยากจะลองอธิษฐานอย่างจริงใจดูสักครั้ง


          “แต่ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่ใครต้องตกหลุมรักเพียงแรกเห็น กลับกลายเป็นคนที่โดนเกลียดชัง และทำได้แค่ฝันว่าจะถูกรักโดยใครหลายคน"


          เผื่อว่าครั้งนี้พระเจ้าอาจจะได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาบ้าง


          “สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นได้แค่เรื่องตลกของคนที่สูงส่งพวกนั้น"


          ก็อบลินแค่นหัวเราะในโชคชะตา ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เขาได้แต่คิดย้อนกลับไปยังวันวาน ว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันเป็นบาปมากขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลกกับพวกเขาซ้ำๆ 


          “แต่สุดท้ายทุกคนก็พบความสุขนี่นา?” 


          “Happy Ending ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนหรอก"


          “แล้วสำหรับลุงล่ะ?” 


          “รอบนี้คงเป็น sad ending ล่ะมั้ง เพราะเคยเป็นราชันที่ได้ครอบครองทุกอย่าง ทั้งบัลลังก์ และสตรีผู้เป็นที่รัก เว้นเสียแต่ใครบางคนที่มิอาจปกป้อง"


          “ลูกรักพระเจ้าอย่างลุงเนี่ยนะ?” 


          “เพราะว่ารัก เลยต้องเป็นนิรันดร์เช่นพระองค์เหรอ?” 


          แจมินเลิกคิ้ว มองหน้าคนอายุมากกว่าด้วยสายตามึนงง แต่โดยองก็หัวเราะออกมา มือที่กำลังไล่จุดเทียนหยุดลง คงไม่จำเป็นต้องตั้งใจอธิษฐานแล้วล่ะมั้ง


          “ฝากดูแลแจฮยอนด้วย"


          “เห้ย! ไม่ได้นะ ผมต้องไปดูแข่งรถ! ลุงจะไปไหนน!!” 


          โบกมือบ๊ายบายทั้งๆ ที่หันหลังให้แล้ว โดยองเดินไปหยิบเสื้อโค้ตสีเทาขึ้นมาสวม ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับมาสบตาแจมิน นัยน์ตาที่อ่อนล้าสะท้อนความรู้สึกที่หยั่งลึกจนอ่านไม่ออก


          “ไปทำให้เรื่องนี้เป็น Happy ending สำหรับใครหลายคน"


          โดยองเดินผ่านแจมินขณะพูดประโยคนั้น เลยผ่านไปยังห้องนั่งเล่น เพื่อประทับจุมพิตลงบนหน้าผากของเด็กผู้ชายผู้โชคร้ายคนนั้น ยิ้มออกมาเมื่อมองภาพของแจฮยอนที่กำลังหลับอยู่ กลิ่นของแจฮยอน ยังชวนให้ตกหลุมรักเช่นแต่ก่อน


          กลิ่นที่ราวกับว่าดอกไม้นับพันนับหมื่นชนิด กำลังหลับใหลอยู่ในเรือนร่างของมนุษย์


          จันทราที่สะท้อนกับผืนน้ำในยามราตรี และไฮเดรนเยียที่ต้องหันหน้าหนีให้กับความงดงามนั้น



*



          ดงยองกวาดสายตามองรอบห้องสมุดสำหรับเด็ก ก่อนจะเหลือบไปเห็นใบหน้าสวยจัดของผู้หญิงที่เขาเจอมาตลอดหลายร้อยปี ผิวขาวราวกับหิมะแรก นัยน์ตากลมโต – พูดง่ายๆ คืออีกฝ่ายมีใบหน้าที่จัดว่าเป็นความงามในอุดมคติของคนเกาหลี


          จูฮยอน"


          “กว่าจะมาได้นะ"


          จูฮยอนวางดอกไลแลคในมือลง ก่อนจะสำรวจความเปลี่ยนแปลงของก็อบลินที่เธอไม่ได้เห็นมานาน ดวงตาคู่นั้นยังคงเป็นดวงตาที่เศร้าที่สุดที่จูฮยอนเคยพบเจอ แม้จะมีประกายความสุขเจืออยู่เล็กๆ 


          “คราวก่อนที่เจอ นัยน์ตาของนายมีความสุขกว่านี้นี่"


          “เธอก็น่าจะรู้ว่าเพราะอะไร"


          “อื้อ"


          จูฮยอนพยักหน้า เธอยืนพิงชั้นวางหนังสือ ก่อนจะยกมือขึ้นมากอดอก ไม่เคยรู้สึกหนักใจขนาดนี้มานานมากแล้วจริงๆ – ครั้งล่าสุดก็คงเป็นตอนที่เธอยังเป็นมนุษย์กระมัง


          จองแจฮยอนเด็กคนนั้นน่ะ เกิดมาในวันแห่งความรัก และก็ต้องดับสูญไปในวันแห่งความรักเช่นกัน"


          “ปีนี้?” 


          “ใช่ วันเกิดครบรอบยี่สิบสี่ปี จะว่าไปนายก็อยู่กับเด็กคนนั้นมาหกปีแล้วนี่นา? "


          ก็อบลินไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจ เพราะเขาพอจะเดาได้จากเหตุการณ์ประหลาดๆ ที่เกิดกับแจฮยอนตอนนี้ แต่ก็อดผิดหวังในตัวพระเจ้าไม่ได้


          “หกปี กับเวลาห้าร้อยสิบปีที่ผมใช้ชีวิตอยู่น่ะ – ช่างสั้นราวกับเวลาหนึ่งวันของชั่วชีวิตมนุษย์"


          ทำไมต้องทำร้ายคนๆ นั้นทุกชาติ? จะให้ชีวิตคนๆ นั้นมีความสุขโดยปราศจากอุปสรรคไม่ได้เลยหรือ? 


          “มีทางแก้ไหม?” 


          “มี"


          “คืออะไร?” 


          จูฮยอนถอนหายใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ก็อบลิน – คนที่ถูกจองจำโดยคำว่านิรันดร คนที่เธอเองยังไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงถูกสาปให้อยู่ในร่างก็อบลิน


          ดอกไม้ต้องสาปที่อยู่ในหัวใจของนาย"


          ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเคยเป็นถึงกษัตริย์ผู้เรืองอำนาจ เป็นที่รักของประชาชน 


          “มีรอยรั่วอยู่ และดอกไม้ดอกนั้นก็ช่วยอุดรอยรั่วนั้นไว้ ทำให้ก็อบลินยังมีชีวิตนิรันดร์"


          และเป็นองค์ชายที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความเจ็บปวดมานานัปการ


          “แต่จองแจฮยอนกำลังค่อยๆ ซึมซับดอกไม้ดอกนั้นไปโดยไม่รู้ตัว เด็กคนนั้นดึงดูดดอกไม้ทุกดอกตั้งแต่ชาติที่แล้ว"


          “เพราะกำลังซึมซับดอกไม้ต้องสาปนั้น เลยเกิดอุบัติเหตุกับแจฮยอนบ่อยๆ สินะ"


          “ใช่ เพราะมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับคำสาปของก็อบลินได้"


          ดงยองหัวเราะออกมาให้กับโชคชะตาของตัวเองและคนรัก ดอกไม้ที่ใช้ปลิดชีวิตขององค์รัชทายาทในตอนนั้น กลายเป็นดอกไม้ที่อยู่กับตัวเขาเสียแล้ว


          “ถ้างั้นทางแก้คือ?” 


          “นายต้องให้เด็กคนนั้นดึงดอกไม้ในหัวใจนายออก เมื่อมันไม่ได้อยู่ในร่างของก็อบลินแล้ว มันก็จะเป็นแค่ดอกไม้ธรรมดาๆ "


          กลิ่นอับชื้นของหนังสือที่เคยชอบ กลับทำให้รู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเสียดื้อๆ 


          “นั่นหมายความว่าจะไม่มีอะไรอุดรอยรั่วนั้น"


          ทำไม? ทำไมกัน? ทำไมพระเจ้าถึงเสพติดความเจ็บปวดของมนุษย์มากขนาดนี้


          “ขนาดจะดับสูญทั้งที ยังต้องยืมมือคนๆ นั้นอีกหรือ"


          ทำไมต้องเป็นผม? ทำไมต้องเป็นคนที่ผมรัก? 


          เด็กคนนั้นจะลืม"


          ทำไม? ทำไมกัน? ทำไมผมต้องกลายเป็นคนที่จดจำได้แต่ความเจ็บปวด


          “ลืมเรื่องราวเกี่ยวกับนายทุกอย่าง เด็กคนนั้นจะได้รับความรักจากผู้คนมากมาย และมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว"


          ทำไมผมต้องเป็นคนที่ทอดทิ้งไว้ข้างหลัง? 

          และทำไมผมต้องเป็นคนปล่อยมือจากความสุขที่รอคอยมาตลอด? 


          “แต่คิมดงยองคนนี้จะมิอาจอยู่เคียงข้าง หรือคอยเฝ้ามองได้อีกต่อไป"


          “นั่นคือราคาของชีวิต – ที่นายรักมากกว่าชีวิตตัวเอง"


          จูฮยอนยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้ แวบแรกที่เห็นดงยองก็จำได้ดีว่ามันเป็นของใคร


          “ให้เด็กคนนั้นใช้ผ้าผืนนี้คลุมรอบมือไว้ ตอนที่จะดึงดอกไม้ออกจากตัวนาย"


          “แล้วแจฮยอนจะมองเห็นดอกไม้ดอกนั้นได้อย่างไร? ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นแจฮยอนจะพูดเรื่องดอกไม้ที่ปักกลางอก"


          นายต้องบอกรักเด็กคนนั้น – สารภาพรักออกไป ในตอนที่อีกฝ่ายอธิษฐานเรียกก็อบลิน"


          ปล่อยให้ผ้าพื้นนั้นตกลงตามแรงโน้มถ่วง พร้อมๆ กับหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงกับพื้น ริมฝีปากที่มักจะเอ่ยวาจาอย่างมั่นใจ บัดนี้กลับสั่นเป็นเจ้าเข้า ราวกับโดนความหนาวเหน็บของพายุน้ำแข็งกัดกิน นัยน์ตาสีดำสนิทแดงก่ำราวกับร่ำไห้มาทั้งคืน



          ทั้งสองคนยืนอยู่แบบนั้น โดยปล่อยให้เวลาเดินผ่านเช่นแต่ก่อน แต่สุดท้ายจูฮยอนก็ต้องหันไปมองแจกันดอกโบตั๋นแทน เพราะภาพของก็อบลินตอนนี้อ่อนแอ และชวนให้หัวใจแตกสลายมากเกินไปจริงๆ 


          ดงยองกวาดตามองรอบใบหน้าที่คุ้นเคย คนที่รับรู้ถึงความเจ็บปวดของเขาเสมอ ความช่วยเหลือที่อีกฝ่ายยื่นให้อย่างสม่ำเสมอ ช่วยคลายความเหงาของเขาได้บ้าง


          “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ลาก่อน"


          จูฮยอนส่งยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรก โดยที่โดยองจะยิ้มเพียงมุมปาก ก่อนจะหันหลังกลับไปยังทางที่จากมา


          “ดงยอง"


          ก็อบลินไม่ได้ขานตอบ ชายหนุ่มเพียงแค่หันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัย


          “ชาตินี้น่ะ น้องสาวของนายเป็นลูกรักของพระเจ้านะ"


          ดงยองคลายยิ้มออกมา คงเป็นคำใบ้สุดท้ายที่อีกฝ่ายพยายามยื่นมือมาช่วยเขาล่ะนะ


          “ขอบคุณครับ แต่ว่าพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมน่ะ ไม่อยากพรากพรใดๆ จากเด็กคนนั้นอีกแล้ว – เพราะยังไงอีแดฮวีคนนั้นก็ยังเป็นนางสาวคนเดียวของผมนี่นา น้องสาวคนเดียวตลอดชั่วชีวิตเหงาๆ นี้"


          กล่าวขอบคุณอีกครั้ง ส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้า สะท้อนความหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ ก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอยู่


          “เพราะชาติที่แล้วนางเลือกจะใช้ความงามลวงหลอกผู้คน และปลิดชีวิตองค์รัชทายาทต่างหาก นั่นเป็นราคาที่นางจักต้องจ่ายในชาตินี้"


          ทิ้งไว้เพียงแต่กลิ่นของสายลมและความสิ้นหวัง



TBC



Talk: แฮร้ะ อาจจะมีคนเดาทางได้แล้ว และใช่ค่ะ ตัวละครในเรื่องนี้มาจากเรื่องกลีบนิทานโดแจ;____;

นี่คือสาเหตุที่แต่งต่อยากค่ะ แงงง กลัวมันแบบทำลายสิ่งเดิมที่ดีอยู่แล้ว แต่แว้บแรกที่นึกถึงพล็อตก็อบลิน พล็อตนี้ก็เข้ามาในหัวรุยค่ะqwq


ปล.ถ้าใครยังไม่เคยอ่านAn Unfold Tale of the Snow Flowersกลีบนิทานโดแจ) ไม่ต้องกลัวจะงงนะคะ ตอนหน้าเราจะมีพาร์ทย้อนอดีต (ชาติ) ให้นิดนึง เรากลัวว่าถ้าเอามาใส่ในตอนนี้ดีเทลจะเยอะเกินไปจนงง (เพราะเท่านี้ก็ดีเทลเยอะมากๆ แล้ว) 


แต่ถ้าใครไม่อยากรอ สามารถอ่านซีนวันครองราชย์ของดงยองเต็มๆได้ในนี้เลยค่า  https://writer.dek-d.com/tearsfate/writer/viewlongc.php?id=1841619&chapter=19

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #584 ัhoooindy (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 07:34
    ชอบการบรรยาย​ของไรท์​มากเลย​ สงสารโดยงงงงง
    #584
    0