[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 38 : [os] Once Upon a Home

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 992
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    21 ต.ค. 61

[os] Once Upon a Home

Kim Doyoung x Jung Jaehyun













#SFaMilRaindrops





15,163 words

BG Music: NCT127 – No Longer

Ending Scene – IU (Doyoung’ s cover ver.)





























Once upon a time,

There’ s a home built by tears –

Of happiness and sadness.



Once, a home – collapsed

Buried those happiness within the

Muddy ground, called it memories.

Carry those blue drops away … with us.

Leave – but never left.

















*

















          “นี่ พี่โดยอง ทำไมต้องขมวดคิ้วขนาดนั้นเล่า!”




          จองแจฮยอนเดินสะบัดขาไปมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าของผู้ชายที่เอาแต่นั่งทำงานหน้าเข้ม ยื่นมือออกไปคลายคิ้วที่พันกันจนน่าเหนื่อยใจ ยิ้มอย่างชอบใจเมื่อเห็นว่าใบหน้าตี๋ๆ ของคนรักกลับมาเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นเพราะความเครียดแบบเมื่อกี้แล้ว




          “พี่เหนื่อย งานก็หนัก หัวหน้าก็อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ลูกค้าก็เปลี่ยนใจเก่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี ข้าวบริษัทก็ไม่อร่อย พื้นถนนวันนี้ก็ไม่เรียบ พี่รีบเดินแล้วก็สะดุด ไม่ล้มนะ แต่กาแฟหกหมดเลย ทั้งๆ วันนี้พี่เจ้าของร้านเป็นคนชงเอง ต้องอร่อยมากแน่ๆ เนี่ย แล้ววันนี้ฝนก็ตกอีก"



          แจฮยอนหัวเราะออกมาเสียงใส พี่โดยองน่ะชอบบ่น ถามนิดเดียวก็บ่นออกมาได้ไม่จบไม่สิ้นแล้ว ริมฝีปากบางๆ นั่นขมุบขมิบราวกับพ่อมดในแฮร์รี่ที่กำลังท่องคาถา (ไม่ใช่แบบเท่ๆ หรอกนะ เหมือนคุณเอลฟ์ประจำบ้านมากกว่า) เพียงแต่คิมโดยองที่อยู่ตรงหน้าน่ะ เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง



          เป็นวัยรุ่นที่พยายามจะแบกรับความคาดหวังจากผู้คนรอบตัวทั้งหมด แต่ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะใช้ชีวิตวัยรุ่นของตัวเองให้สนุกและคุ้มค่าที่สุด



          และพี่โดยองบอกว่าแจฮยอนคือความทรงจำที่เด่นชัดที่สุดในช่วงมหาวิทยาลัยของพี่โดยอง




          ถึงแจฮยอนจะไม่แน่ใจว่ามันจะสว่างมากขนาดไหน แต่ก็พอจะรู้ว่ามันยิ่งใหญ่สุดๆ ไปเลย สำหรับการเป็นความทรงจำในช่วงที่คนเราเปลี่ยนผ่านความเป็นตัวเองมากที่สุด ช่วงผลัดเปลี่ยนของชีวิต ที่เราอยากจะเล่นสนุกไปกับเพื่อนๆ แต่ก็พยายามเป็นคนที่น่านับถือในสายตาคนแปลกหน้า




          “แต่ว่าคราวนี้เป็นงานครั้งสำคัญนี่นา ใครจะรู้ พี่อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งเพราะงานนี้ก็ได้"




          แจฮยอนพยายามปลอบใจคนเป็นพี่ การเป็นพนักงานบริษัทใหญ่ ที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง ทำให้ต้องแอคทีฟตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่สามารถหยุดพักได้ จริงๆ แล้วแจฮยอนก็ไม่แน่ใจว่าทำไมพี่โดยองถึงไม่เคยหยุดพักเลย การแอบอู้ระหว่างทางดูท่าจะไม่เคยอยู่ในหัวของคนๆ นี้




          “อื้อ เพราะงั้นเลยอยากทำให้ดีกว่าเดิม"



          “ให้เกินลิมิตตัวเองเลยเนอะ?”



          “อื้อ"




          พวกเขาสบตากัน ก่อนจะหัวเราะออกมา ผมชอบเวลาที่พี่โดยองรู้สึกผ่อนคลายได้ เพียงเพราะคำพูดเล็กๆ น้อย เพียงเพราะสัมผัสของผมที่แตะลงบนบ่า บนกลุ่มผมสีดำสนิท



          ชอบที่จองแจฮยอนเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักที่สุดในโลกของพี่โดยอง




          “ฮยอนนี่"



          “อื้อ?”



          “คิดว่าพี่จะทำได้ไหม"



          “เค้าไม่รู้หรอกนะว่าผลจะเป็นยังไง แต่พี่โดยองต้องคิดว่าตัวเองทำได้"




          ใบหน้าที่คนอื่นชอบบอกว่ามันดูเฉยชา กลับเต็มไปด้วยประกายของความสุข ความสำเร็จ และความฝัน 

          ความฝันของพวกเราไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ก็แค่การทำให้เรื่องที่อยู่ตรงหน้าประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ พี่โดยองมักจะบอกเสมอ ว่าให้ทำให้เต็มที่เสมอตอนที่เรามีแรง และไม่ต้องมีภาระมากมายให้รับผิดชอบ




          แล้ววันนั้นแจฮยอนก็ถามพี่โดยองไป วันที่ฝนตกหนักมากๆ จนพวกเราแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเอง วันธรรมดาๆ อีกหนึ่งวัน ช่วงเวลาที่พวกเราเพิ่งย้ายมาอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน ตอนที่ผมยังเป็นเด็กมัธยมต้น และพี่โดยองเป็นพี่มหาลัย




          ‘แล้วแจฮยอนไม่ใช่ภาระของพี่หรอ?’



          ‘ทำไมคิดแบบนั้น?’



          ‘ก็พี่โดยองต้องดูแลเค้าเยอะมากๆ เพราะเค้าไม่เคยอยู่หอ พี่โดยองต้องจ่ายค่าห้องเพราะเค้าทำงานพาร์ทไทม์ไม่ได้’



          ‘อ่าห้ะ เหตุผลอะไรอีกไหมที่คิดออก?’




          สัมผัสของฝ่ามือพี่โดยองน่ะวิเศษที่สุดในโลก มือใหญ่ๆ ที่ลูบกลุ่มผมของแจฮยอนอย่างอ่อนโยนเสมอ รู้สึกถึงไออุ่นแม้ตอนนี้อีกฝ่ายจะยิ้มเล็กๆ แค่มุมปาก




          ‘ไม่มี เค้ายังนึกไม่ออก’



          ‘โอเค ยังนึกไม่ออกเนอะ? ถ้างั้นพี่จะตอบที่หนูนึกออกก่อน ถ้าวันข้างหน้ายังรู้สึกแบบนี้อีก ก็เอาเหตุผลมาบอกกันอีก โอเคไหมครับ?’



          ‘อื้อ’




          ตัวของพี่โดยองหลังอาบน้ำน่ะ ไม่ค่อยมีกลิ่นหอมฟุ้งๆ เหมือนตอนออกไปข้างนอก อาจเพราะอีกฝ่ายอาบน้ำเร็วมากๆ และไม่ได้ฉีดน้ำหอมเหมือนตอนเช้า อืม...แต่มันเป็นกลิ่นที่จะรับรู้ก็ต่อเมื่อได้กอดพี่โดยองเท่านั้น เพราะงั้นมันเล่นเป็นกลิ่นที่พิเศษมากๆ ๆ




          ‘พี่ดูแลแจฮยอนเพราะพี่อยากดูแล เหมือนทุกคนที่อยู่ในชีวิตของพี่ แต่แจฮยอนน่ะสำคัญมากกว่านั้น เพราะงั้นมันคงไม่แปลกอะไรถ้าพี่จะดูแลเรามากกว่าคนอื่น เพราะการได้ดูแลแจฮยอนน่ะ เหมือนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้พี่รักตัวเอง’



          ‘ทำไมมันเกี่ยวกันอ่ะ พี่รักตัวเองกับรักเค้า?’




          ยู่ปากอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็เอื้อมมือไปกอดรอบเอวของคนเป็นพี่อย่างออดอ้อน ความง่วงเริ่มเข้ามาปะทะ พี่โดยองน่ะร้ายกาจจริงๆ ! อุ่นนมให้กินแบบนี้ใครจะปรือตาสู้กันเล่า!




          ‘อืม แจยอนก็รู้ใช่ไหมว่าพี่เป็นคนไม่ดูแลตัวเอง แบบมากๆ แต่พอพี่เริ่มรู้จะเรา พี่ก็ค่อยๆ เปลี่ยน เพราะพี่ไม่อยากให้เราต้องเหนื่อยมาเตรียมของ เตรียมนู่นนี่ให้พี่ ก็เหมือนหนูเลยใช่ไหม?’



          ‘อื้อๆ ๆ เดี๋ยวนี้เค้าไม่อาบน้ำหลังกินข้าวแล้ว เค้ารอสามสิบนาทีเหมือนที่พี่บอกเลย!’



          ‘ครับ นั่นแหละ มันเป็นแบบนั้น ความรักที่พี่มีให้แจฮยอนมันเป็นแบบนั้น เพราะงั้นมันไม่ใช่ภาระอะไรเลย พี่ขอดูแลเราจากคุณพ่อคุณแม่ พี่จะให้เราออกไปทำงานพาร์ทไทม์ทั้งๆ ที่ยังเป็นนักเรียนอยู่ได้ยังไง?’



          ‘ง่าา แต่ว่า’




          คนเป็นพี่ยื่นนิ้วชี้ออกไปปิดริมฝีปากสีพีช ที่เข้าชอบก้มลงไปชิมความหวานนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะยกมือขึ้นอีกข้างมาบีบริมฝีปากอวบอิ่มของแจฮยอนอย่างนึกสนุก




          ‘อื้อออ อี้โอออง!’



          ‘เจ้าหมูอ้วนทำไมวันนี้คิดเยอะจังฮะ’



          ‘ไอ่อ้วน!’



          ‘โหห อ้วนขนาดนี้ยังต้องให้อุ้มไปส่งถึงห้องนอนอีกหรอ ไม่ธรรมดาจริงๆ จองแจฮยอน’



          ‘ทำไม! แค่นี้ก็ไม่มีแรงหรอนายโดยอง!’



          ‘อื้อ งั้นขี่หลังแทนละกัน อุ้มไม่ไหว เดี๋ยวแขนหัก’



          ‘หึ่ย! จะกระโดดใส่ให้ลุงหลังหักไปเลย!’




          การเถียงกันไปเรื่อยๆ เล่นอะไรไร้สาระด้วยกัน แล้วจบด้วยการโอบกอดซึ่งกันและกันไว้ตลอดคืน ก่อนจะตื่นขึ้นมาพบเจอกันอีกครั้งในเช้าวันใหม่

          มันเป็นทุกๆ อย่างที่เคยวาดฝันไว้จริงๆ













          “รู้หรือเปล่าว่าคำพูดของคนน่ะ มันมีพลังมากจริงๆ นะ เหมือนตอนที่พี่บอกให้เค้าพยายามต่ออีกนิด ว่าเค้าทำได้มากกว่านี้ เค้าก็รู้สึกถึงพลังมากมายรอบตัวเลย"




          ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตัวเองยังตื่นเต้นไปด้วย ความทรงจำที่ทำให้รู้สึกว่าถูกเติมเต็มทุกครั้ง ที่นึกถึงมัน ห้องของพวกเราเป็นเหมือนหลุมดำ ที่พร้อมรับทุกความทรงจำที่พวกเราสร้างด้วยกัน



          เป็นชุดความทรงจำแห่งความสุขที่พวกเราเป็นเจ้าของ




          “แล้วเค้าก็ผ่านมันไปได้ เพราะงั้นแจฮยอนเลยอยากให้พี่โดยองเชื่อ"



          “แจฮยอนอ่า"



          “เชื่อว่าถ้าเราสั่งพิซซ่ามากินตอนนี้จะหายเครียด"



          “ไอ่เด็ก! ฮ่าๆ ๆ ๆ "




          คนเป็นพี่หัวเราะออกมา ยกมือขึ้นจะตีน้องเพราะชอบใจ แต่ก็ชะงักมือ ดึงมือกลับมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นจองแจฮยอนที่คิมโดยองไม่อยากให้อีกฝ่ายเจ็บแม้แต่นิดเดียว




          “เอาดับเบิลชีสกับโอเนี่ยนริงส์นะลุง"



          “ปกติสั่งแอปเปิลพายด้วยหนิ?”




          โดยองรู้ดีว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายขนาดไหน ว่าเขาไม่สามารถโอบกอด ป้องกันแจฮยอนจากความเจ็บปวดทั้งหมด แต่อย่างน้อยความเจ็บปวดนั่นต้องไม่ได้มาจากตัวโดยองเอง




          “หูยยยยยย ทายเก่งแบบนี้น่ารักชะมัด"



          “ขนลุก"



          “เนี่ยย ตาชั้นเดียวเฉี่ยวๆ จมูกบี้ๆ ที่เค้าชอบจิ้ม มุมปากนี่อีกที่มีร่องบุ๋มๆ "



          “ร่องบุ๋มๆ อะไร อันนั้นมันไว้เรียกลักยิ้มเธอ"



          “ลักยิ้มก็คือลักยิ้มไง! ทำไมพี่โดยองไม่เข้าใจ เรื่องแค่นี้เอง จิ๊ดจิ๋วมากๆ a pieces of cake!”



          “ขนาดนั้นเลยนะ"



          “อื้อออออออออ"



          “ไอ่หนูเอ้ยยย"





          ยื่นมือออกไปบิก้อนนิ่มๆ ก่อนจะดึงให้อีกฝ่ายลงมานั่งทับบนตัก สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้สบายใจขึ้นได้เสมอ สัมผัสของร่างกายที่คุ้นเคย ทำให้รู้สึกว่าโดยองกำลังอยู่ที่บ้าน



          ไม่ใช่การนั่งทำงานในที่ๆ โดดเดี่ยว ท่ามกลางกองเอกสารที่ผ่านการด่าทอไปมาของผู้คน




          “ไม่ต้องห่วงนะ พี่โดยองของเค้าน่ะเก่งที่หนึ่งเลย"



          “ที่หนึ่งเลยนะ"



          “อื้อ ที่หนึ่งในโลกกว้างๆ ของเค้าเลย"



          “แล้วโลกของแจฮยอนน่ะกว้างขนาดไหน?”

          


          โอบรัดเอวคอดนั่นอย่างรักใคร่ กดจูบลงบนลาดไหล่ ส่งเสียงจุ๊บดังๆ อย่างกวนอารมณ์ โยกตัวไปมาราวกับจะกล่อมให้คนบนตักนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น




          “กว้างพอที่พี่โดยองจะหาทางออกไม่เจอ"




          มือเรียวๆ ของแจฮยอนกุมรอบมือของโดยองอีกที ประสานมือไว้หลวมๆ อย่างที่ชอบทำ ใช้นิ้วโป้งกดบริเวณนิ้วชี้ของคนเป็นพี่ สัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของใครอีกคน




          “แต่ก็อาจจะแคบไปในบางครั้ง"




          คนที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบ แต่บางครั้งก็เป็นเพียงแค่กาแฟอุ่นๆ ในยามเช้า เป็นความธรรมดาที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่จนทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้หนักอึ้ง




          “และเค้าก็หวังว่าที่แคบๆ แบบนี้จะไม่ทำให้พี่เบื่อเค้า"




          ความรักที่พี่โดยองทำให้แจฮยอนรู้จักน่ะ เป็นเหมือนการเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าของคุณย่า ต้องเป็นสวนของคุณย่าเพราะมันปลอดภัย มีคนคอยตัด ทำความสะอาด เสมอ เป็นสถานที่ที่แจฮยอนสามารถหลับตาเดินด้วยเท้าเปล่าได้เสมอ




          “ไม่เบื่อหรอก"




          เดินไปอย่างไม่รีบร้อน วิ่งบ้างในบางครั้ง หรืออาจต้องหยุดเดินแล้วไปหลบในร่มไม้ เมื่อแสงแดดมันสว่างจ้าเกินไป




          “ในเมื่อมันเป็นโลกของเรานี่นา"





          เป็นจูบที่หวานชะมัด

          หวานกว่าน้ำผึ้งละลายน้ำที่คุณแม่ชอบทำให้กินเสียอีก












*











          ชีวิตนักศึกษาตอนปีสี่เป็นเหมือนฝันร้าย และดูเหมือนว่าแจฮยอนจะต้องใช้พลัง เพื่อให้ตัวเองผ่านพ้นมันไปได้ เดินห่อไหล่อย่างหมดแรง หยุดถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่หน้าประตูห้อง กดรหัสเข้าไปหนึ่งตัว ก็ถอนหายใจหนึ่งเฮือก สรุปคร่าวๆ คือแจฮยอนถอนหายใจไปประมาณแปดรอบ กว่าจะเดินเข้าประตูห้องได้




          ความมืดที่ปกคลุมรอบห้องทำให้รับรู้ได้ว่าคนเป็นพี่ยังไม่กลับมา แจฮยอนโยนของไว้บนตู้เก็บรองเท้าอย่างไม่ใส่ใจนัก สะบัดรองเท้าออกก่อนจะส่งเสียงฟึดฟัด สวมสลิปเปอร์ และลากมันเดินไปแบบช้าๆ




          แต่กลิ่นอาหารทำให้คนที่เดินอย่างห่อเหี่ยวสะดุ้งตัวขึ้น ประกายไฟจากเทียนหอมที่อยู่ด้านซ้าย เรียกความสนใจทั้งหมดจากแจฮยอน คนตัวขาวยิ้มออกมากว้างๆ




          “โดยองงี่ฮยองงงงงงงงงงง"




          วิ่งไปกอดคนเป็นพี่ด้วยความเร็วสูง จนกลุ่มผมหนาๆ นั่นสะบัดไปมา หน้าม้าก็เปิดออกจนเห็นหน้าผากใส แขนเรียวเกี่ยวรอบคอโดยองจนคนอายุมากกว่าเกือบล้มลงจากเก้าอี้




          “หืมมม วันนี้เหนื่อยมากเลยสินะ"




          ก็แค่คำถามธรรมดาๆ ที่ได้รับทุกวัน จากคนที่ปรับโทนเสียงให้โอนอ่อนกว่าตอนพูดปกติ มือที่ตบบนมือแจฮยอนอย่างปลอบใจ จานอาหารบนโต๊ะที่เป็นของโปรดของแจฮยอนทั้งหมด




          “พี่โดยองได้เป็นผู้จัดการแล้วหรอฮะ?”



          “อื้อ ก็เลยทำกับข้าวฉลองกัน"



          “แต่มันเป็นของโปรดเค้าหมดเลยนี่นา"




          น้ำเสียงของคนเป็นน้องเริ่มบู้บี้ รู้สึกคัดจมูกเพราะความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมา เสี้ยวใบหน้าของพี่โดยองที่มีแสงเทียนอ่อนๆ ส่องกระทบ อาหารที่หน้าตาดูไม่ได้น่ากินเท่ากับในภัตตาคารหรู แต่ก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่เต็มเปี่ยม ปลาสเตอร์ติดแผลบนนิ้วโป้ง ทำให้ผมร้องไห้ออกมา



          มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกขอบคุณจริงๆ





          “อ้าว ร้องไห้ทำไมเนี่ยไอ่หมู"



          “ก็พี่โดยองเจ็บเพราะเค้า"



          “เดี๋ยว เจ็บอะไร นี่ก็น้องรอเธอสบายใจเฉิบเนี่ย แค่มันมืดเฉยๆ "



          “ก็มีดมันบาดนี่!”



          “ก็ทำแผลแล้วไง"



          “ฮึ่ยยย ทำไมโดยองงี่ฮยองไม่เข้าใจ"




          คนเป็นพี่หยุดต่อล้อต่อเถียง เมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายคงมีอะไรในใจมากจริงๆ จึงค่อยๆ พยุงให้น้องลุกขึ้นมาด้วยกัน สำรวจใบหน้าหวานที่บัดนี้คลอเคล้าไปด้วยน้ำตา เอื้อมไปหยิบทิชชูบนโต๊ะมาค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาให้อย่างระวัง




          “ไหน ให้พี่กอดก่อน กินข้าวให้อิ่ม แล้วเล่าให้พี่ฟังนะครับ?”



          “อื้อ"



          “ฮ่าๆ น่ารักจัง น้องหมูนุ่มของพี่โดยอง"





          ดึงคนเป็นน้องเข้ามากอดอย่างแรง ก่อนจะกอดฟัดไปมา โยกซ้ายโยกขวาจนน้ำตาอีกฝ่ายหยุดไหล แจฮยอนค่อยๆ เอื้อมมือกอดรอบเอวของพี่โดยอง ก้มลงรับจูบที่กดลงมาบนหน้ามา ไล่ลงมาที่เปลือกตา



          ปลายจมูกที่ชนกัน ทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังล่องไปยังวันเดอร์แลนด์

          จูบใต้ดวงตาเป็นเหมือนตั๋วเที่ยวเดียว ที่ไม่อยากหาทางกลับมา

          จูบตรงลักยิ้ม กดแช่เอาไว้ ราวกับจะรอให้แจฮยอนหัวใจหยุดเต้นไปเสียก่อน




          “เก่งมากเลยนะ แจฮยอนของพี่น่ะ"




          เสียงที่ปลอบประโลม ไพเราะกว่าทุกเสียงที่เคยได้ยิน

          ลมหายใจที่คลอเคลียอยู่บริเวณใบหน้า ให้ความอบอุ่นมากกว่าผ้านวมและฮีตเตอร์ในหน้าหนาว




          “เก่งมากจริงๆ – "




          อ้อมกอดของพี่โดยอง เป็นเหมือนชาร้อนๆ ในตอนที่เริ่มไม่สบาย

          ดวงตาของพี่โดยองที่มองเข้ามา เป็นเหมือนโคล่าในวันที่อากาศร้อนมากๆ




          “คนดี"




          การมีอยู่ของพี่โดยองในชีวิตแจฮยอนเป็นเหมือนเวทมนตร์

          เป็นเส้นทางลัดไปสู่ดินแดนลึกลับ เป็นจุดมุ่งหมายที่ใฝ่ฝันจะไปให้ถึง เหมือนวันพีซ




          “ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่อดทนผ่านมันมา"




          การเป็นคนรักของพี่โดยอง




          “จนกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของพี่อย่างปลอดภัย"




          เป็นชุดความสุขที่สว่างไสวที่สุด ในชีวิตวัยรุ่นของแจฮยอน




          “เค้าก็ขอบคุณพี่โดยองมากๆ เหมือนกัน"




          เป็นทุกบทเพลงรักที่เคยฟังผ่านหูฟัง เพลงที่เปิดตามท้องถนน เพลงที่ได้ยินในบาร์

          โดยเฉพาะเพลงที่พวกเรานั่งฟังด้วยกัน




          “ขอบคุณเสมอเลย"




          ขอบคุณที่สอนให้รู้ว่าความรักอบอุ่นร่างกายของผมได้มากขนาดไหน

          ขอบคุณที่สอนให้รู้ว่าการอดกลั้นกับความลำบาก เพื่อกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของพี่




          มันคุ้มค่ามากขนาดไหน












*











          การทำงานในฐานะผู้จัดการ เหมือนการวิ่งบนลู่วิ่งที่โดยองมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของระยะทาง ไม่มีแม้แต่เวลาหยุดซับเหงื่อ เขาทำได้เพียงยกมือที่ชื้นเหงื่อของตัวเอง ขึ้นมาเช็ดเหงื่อบริเวณหางตา ไม่ให้มันเข้าตา




          “แล้วเค้าชวนพี่ทะเลาะตรงไหนอ่ะ"



          “ก็มาวอแว งอแงใส่ไม่จบสิ้นแบบนี้อ่ะ ทั้งๆ ที่พี่ก็บอกแล้วว่าพี่ต้องทำงาน"



          “พี่โดยองก็ทำงานตลอดอ่ะ สามเดือนที่ผ่านมาพี่เคยคุยกับเค้าบ้างไหม? รู้ไหมว่าเค้าไม่สบายมาสามรอบแล้ว บ้านก็ไม่ได้กลับมากี่คืน เค้าต้องไปนอนห้องเพื่อน จะได้มีคนหาข้าวให้กิน"



          “แล้วทำไมถึงหาข้าวกินเองไม่ได้?”



          “พี่โดยอง"



          “จะต้องให้ดูแลไปถึงเมื่อไหร่ พี่ขอแค่ช่วงนี้ไม่ได้หรอแจฮยอน ทุกวันนี้พี่ก็ไม่มีเวลาดูแลตัวเองแล้ว"



          “ทีนี้จำได้หรือยัง ว่าเราทะเลาะกันเพราะอะไร"



          “เพราะแจนงี่เง่าไง"



          “อ๋อ … หรอ?”




          คนตัวขาวหยุดสะอื้น ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเพราะร้องไห้อย่างหนัก จมูกที่กลายเป็นสีชมพูเข้มๆ จนน่ากลัวว่าอีกฝ่ายจะหายใจไม่ทัน ภาพใบหน้าของคนรักตอนนี้เริ่มทำให้โดยองได้สติขึ้นมา




          “เค้าขึ้นเสียงใส่พี่ เพราะพี่ไม่ยอมกินข้าว พี่เอาแต่ทำงาน เค้าดูแลตัวเองโดยการพาตัวเองอยู่กับเพื่อนไง เพราะเค้ารู้จักตัวเองดีพอ ว่าไม่มีปัญญาจะหาข้าวหายากินเอง แล้วเค้าก็ไม่อยากรบกวนเวลานอนพี่"




          ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาแบบลวกๆ พยายามมองผ่านม่านน้ำตา ไปยังคนรักที่ยืนอยู่ในสภาพอิดโรย เสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมอย่างลวกๆ หนวดและเคราที่ขึ้นมา เบ้าตาที่เริ่มบุ๋มลงไปจนน่ากลัว ไหนจะใบหน้าซีดเซียวนั่นอีก




          “แต่มันไม่ใช่แล้วพี่โดยอง ไม่ใช่ตั้งแต่เค้าเดินเข้ามาเจอพี่นอนสลบอยู่ที่พื้น พี่จะให้เค้ารู้สึกยังไงหรอ? ไหนบอกว่าเราต้องดูแลตัวเองเพื่อกันและกันไง"



          “ก็พี่บอกว่าพี่ไม่มีเวลาไงวะ!”




          พูดออกไปแล้ว เผลอขึ้นเสียงใส่ ทั้งยังใช้คำหยาบใส่ในประโยคอีก โดยองหยุดชะงัก พอๆ กับที่แจฮยอนสะดุ้งโยนจนน่าสงสาร สายตาตัดพ้อที่ส่งมาให้มันทำให้โดยองตัวสั่นไปหมด แต่เขาก็ไม่มีสติพอที่จะนึกถึงสิ่งที่ควรทำ เหมือนสมองหยุดสั่งงานไปชั่วขณะ




          “พี่ขอโทษ"




          ไม่มีคำตอบรับใดๆ แจฮยอนก้มลงมองพื้น หยดน้ำตาเม็ดใหญ่ที่หล่นลงมาอีกครั้ง เป็นเหมือนเชือกที่กำลังรัดคอ จนโดยองหายใจไม่ออก




          “แจฮยอนอ่า"





          เสียงสะอื้นไห้ กับไหล่ที่ไหวสั่น

          ภาพของตัวเองที่สะท้อนกับกระจกในห้องนอน ทำให้โดยองชะงัด เขาไม่รู้เลยว่าเขาปล่อยตัวเองขนาดนี้ ไม่รู้เลยว่าไหล่ของแจฮยอนดูเล็กลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายย้อมผมกลับเป็นสีดำตั้งแต่เมื่อไหร่




          “เค้ารอมาตลอดเลยนะพี่โดยอง รอพี่แบบเงียบๆ "




          โดยองพยายามเรียกภาพความทรงจำตลอดสามเดือนที่ผ่านมา แต่มันกลับไร้ประโยชน์ มันเป็นชุดความทรงจำที่เลือนรางจนเขาเอามันมาปะติดปะต่อกันไม่ได้




          “เค้าหวังเสมอว่าพี่จะหันหลังกลับมามองเค้าบ้าง"




          คิมโดยองมองเห็นเพียงแค่ภาพกองเอกสารเบลอๆ ที่กองพะเนินกันจนมองไม่เห็นเด็กผู้ชายที่เป็นความรัก เป็นความสุข เป็นสิ่งที่เขามองหามาตลอด




          “เค้าหวังให้วันพรุ่งนี้มันจะดีขึ้นเสมอ แบบที่พี่มักจะบอกเค้า"




          และโดยองก็โชคดีมากพอที่ได้พบใครคนนี้ คนที่กำลังร้องไห้ทั้งๆ ที่พยายามปั้นรอยยิ้มส่งมาให้ น้ำเสียงที่แตกพร่าอย่างน่าสงสาร คนที่เก็บอะไรไว้กับตัวเสมอ จนวันหนึ่งมันระเบิดออกมา

          ทั้งๆ ที่มันระเบิดออกมา แต่กลับไม่มีคำที่เสียดแทงจิตใจ ไม่มีถ้อยคำที่หยาบคายเลยสักคำ




          “แต่ตอนนี้เค้าไม่เห็นทางเลยพี่โดยอง ตอนนี้แจฮยอนคงเป็นเด็กดีของพี่โดยองไม่ได้อีกแล้ว"




          ไม่เหมือนผู้ใหญ่แบบโดยอง ที่หลุดพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายบ่นเสมอถึงความอยากลำบากของตัวเอง ทั้งๆ ที่แจฮยอนก็คอยฟังและมองมาตลอด




          “เป็นเด็กดีของพี่ต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ อีกแค่นิดหนึ่งก็คงทนไม่ไหวแน่ๆ "




          แต่เป็นโดยองที่ควรเป็นที่พึ่งพาให้น้อง

          เป็นคิมโดยองที่ลืมไปเสียสนิท ว่าช่วงเวลาที่แจฮยอนกำลังก้าวผ่าน เขาแทบล้มลุกคลุกคลานกว่าจะผ่านมันมาได้เช่นกัน




          “เจ็บมากเลยใช่ไหมคนดี?”



          “เค้าเจ็บ แต่พี่คงเจ็บกว่า เค้าไม่รู้จริงๆ ว่าระหว่างพวกเราใครจะเจ็บมากกว่า"




          แจฮยอนน่ะใจดีเสมอ พยายามคิดถึงคนอื่นทั้งๆ ที่ตัวเองก็แทบจะทนไม่ไหว ดวงตาที่มักจะสะท้อนภาพของโดยอง ตอนนี้มันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ เพียงแต่หยาดน้ำตาพวกนั้นมันสะท้อนภาพตัวตนของคิมโดยองได้ดีกว่า




          “แจฮยอนอ่า...”



          “แต่เค้าไม่ไหวแล้วจริงๆ พี่โดยอง"




          สะท้อนและตกลงมาสู่พื้นห้อง

          พรมสีน้ำเงินที่พวกเราช่วยกันปู




          “พูดออกมาสิแจฮยอน มันไม่เป็นไร"




          ความรู้สึกที่สะท้อนในนัยน์ตาคู่นั้น เป็นความรักที่เหนื่อยล้า เหนื่อยล้าและท้อแท้มากจริงๆ

          อิดโรยเหมือนโดยองที่วิ่งบนลู่วิ่ง เพียงแต่แจฮยอนล้มลงไปแล้ว



          อาจจะล้มลงไปนานแล้วโดยที่โดยองไม่รู้ตัว

          แต่น้องก็ยังพยายามกอบกำเส้นทางตรงหน้าไว้ แม้ตัวเองจะถลอกไปทั้งตัว





        “เลิกกับเค้านะพี่โดยอง"





          โดยองหลับตาลง รับรู้ถึงคำพูดที่เค้าไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ยิน ด้วยเสียงของคนที่เค้ารักมากที่สุดคนหนึ่งในชีวิต รักมากจนคิดว่าหลังจากนี้คงไม่สามารถรักใครได้มากเท่านี้อีกแล้ว



          เพราะคิดว่ามันจะไม่มีวันมาถึง

          เพราะคิดว่ามันจะคงอยู่ตลอดไป







          “อื้อ"





          เลยเผลอนึกฝันถึงคำว่าครั้งสุดท้าย

          เป็นรักครั้งสุดท้ายสำหรับคิมโดยองคนเดียว





          “แต่ว่านะ พี่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม"





          ช้อนตามองน้องด้วยความยากลำบาก ไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อไหร่ที่น้ำตาไหลออกมามากมายขนาดนี้ ความรู้สึกชื้นแฉะบนใบหน้าช่างน่าสมเพช

          ทำตัวเองแท้ๆ




          “จะให้กลับมาเป็นพี่น้องหรือเป็นอะไรก็ได้"




          แล้วยังเอ่ยขออะไรที่น่าสมเพชมากกว่าเดิม ผมรู้เพียงแต่ว่าถ้าไม่พูดมันออกไป คงเสียใจมากกว่าเดิมแน่ๆ ต่อให้ต้องก้มลงคุกเข่าขอร้อง


          ก็อยากจะยื้อเวลาอีกสักนิด เพราะไม่สามารถเอ่ยถามถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องอดทนมาตลอด เพราะช่วงเวลานั้นคิมโดยองที่อยู่ข้างๆไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นสักนิด




          “แต่อย่าพึ่งย้ายออกจนกว่าแจฮยอนจะเจอบ้านอีกหลัง"




          ขอแค่ได้ใช้เวลามองใบหน้าของแจฮยอนอีกสักนิด ชดเชยเวลาที่สังเวยให้กับหน้าที่การงาน สังเวยให้กับคำพูดและการกระทำแย่ๆ ของตัวเอง




          “แล้วพี่โดยองจะไม่เจ็บหรอ"




          โดยองสะอื้นไห้ ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าร้องไห้หนักขนาดนี้ครั้งล่าสุดตอนกี่ขวบ แต่ตอนที่แจฮยอนยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้เขา ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่หยุดร้องไห้น่ะ




          “อื้อ มันไม่เป็นไรเลย"




          มันทำให้หัวใจของโดยองเจ็บไปหมด แตกร้าวข้างในราวกับมีผลึกเศษแก้วฝังอยู่ข้างในร่างกาย เสียดแทงทั้งตัว แม้จะไม่ได้ขยับตัวสักนิด





          “ก็ได้"





          แจฮยอนน่ะโกหก

          เด็กขี้โกหก





          “ขอบคุณนะแจฮยอนอ่า"





        ใจดีขนาดนี้

          แต่กลับบอกว่าเป็นเด็กดีของพี่โดยองไม่ได้อีกแล้ว






          

          โกหก

















*
















          เวลาสิบสามเดือนที่ผ่านไป เป็นเหมือนเรื่องมหัศจรรย์ ที่คิมโดยองสามารถนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังช่วงเวลาที่เราพึ่งรู้จักกัน พูดคุยเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสบายใจ เล่าเรื่องราวในชีวิตของกันและกันให้ฟัง ไม่มีอีกแล้วคิมโดยองที่เอางานกลับมาทำที่บ้าน คนที่ใช้เวลาซื้อเงิน เปลี่ยนมาใช้เงินซื้อเวลาแทน



          แต่ก็ไม่มีอีกแล้วเช่นกัน จองแจฮยอนที่มีคิมโดยองเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในชีวิต





          อีกฝ่ายพบปะผู้คนมากมาย เงยหน้ามองคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เวลาที่อีกฝ่ายอยู่กับโดยองมาตลอดเจ็ดปี รอยยิ้มที่ส่งให้กัน หลงเหลือ แปรเปลี่ยนเป็นคราบความเคยชิน ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง



          เจ็ดปีที่รักกันและกัน

          กับอีกสิบสามเดือนที่ยังคงรักกันและกัน

          ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปนิดหน่อย –  แค่นิดหน่อยจริงๆ






          “พี่โดยอง"



          “ครับ?”



          “มากินข้าวเร็ว"




          โต๊ะกินข้าวที่เต็มไปด้วยของโปรดของโดยอง มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้หัวใจแตกหักอีกครั้ง เขารับรู้ได้ถึงความนัยอะไรบางอย่าง แต่ก็กลั้นสิ่งที่ตีตื้นขึ้นมาเอาไว้ นั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับรอยยิ้ม เอ่ยชมอาหารทุกจานที่น้องทำให้ กล้ำกลืนอาหารฝีมือของแจฮยอนลงไปทั้งๆ ที่ไม่รับรู้รสชาติใดๆ อีกแล้ว



          เจ็บใจที่ลิ้นไม่สามารถจดจำรสชาติอาหารมื้อนี้เลย รู้ทั้งรู้ว่าคงเป็นอาหารฝีมือแจฮยอนมื้อสุดท้ายที่โดยองจะได้กิน




          “นี่ พี่โดยอง"



          อยากจะเงยหน้าขึ้นมาสบตา แต่คิมโดยองในตอนนี้น่ะอ่อนแอเกินกว่าจะทำแบบนั้น จึงได้แต่ตอบเสียงอู้อี้ ทำเป็นก้มลงสนใจอาหารตรงหน้าอย่างออกนอกหน้า




          “เค้า...จะย้ายออกแล้วนะ"




          พอได้ยินกับหูจริงๆ

          ก็เข้าใจคำว่าโลกถล่มลงมาตรงหน้าอย่างถ่องแท้




          “นาแจมิน?”



          “อื้อ"




          พูดชื่อของเด็กอีกคนที่คอยอยู่ข้างๆ แจฮยอนมาตลอด เผลอส่งยิ้มที่จริงใจออกไปให้ ทั้งๆ ที่ในใจกำลังจะร้องไห้ ถึงโดยองจะไม่เคยพบเด็กคนนั้น แต่เรื่องราวของเด็กผู้ชายที่เอาใจใส่ น่ารัก ตลก และก็เท่มากๆ คนนั้นน่ะดีมากจริงๆ



          มากจนคิมโดยองอายเหลือเกิน ที่เอ่ยขอยื้อโอกาสไว้นานขนาดนี้

          แต่ก็รู้สึกขอบคุณตัวเองและแจฮยอน ที่ปล่อยให้เวลามันล่วงเลยมาได้นานจนถึงเวลานี้





          “ยินดีด้วยนะครับ แจฮยอนอ่า"



          “ขอบคุณมากนะฮะ"




          ทำไมรอยยิ้มของคนๆ หนึ่ง ถึงทำให้หัวใจพองโตได้ราวกับบอลลูนบนท้องฟ้า และฟีบลงราวกับกระดาษแผ่นบางๆ ตัวตนยังคงอยู่ แม้ข้างในจะแตกสลาย ละเอียดราวกับเม็ดทราย




          “เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง"



          “แต่ว่า – "



          “เดี๋ยวช่วยเก็บของด้วย"



          “พี่โดยอง เค้าว่ามั..”



          “แจฮยอนครับ"




          ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พี่ตกหลุมรักเธออีกครั้ง ผ่านเรื่องราวความรักของเธอกับใครอีกคน ความรักที่มีให้แจฮยอนมันฝังลึกลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่พัดผ่าน ปล่อยให้เมล็ดแห่งความรู้สึกเจริญเติบโตได้อย่างอิสระ





          “พี่เป็นคนไปขอพาแจฮยอนมาอยู่ด้วยกัน เป็นคนไปคุกเข่าขอพ่อแม่หนู เพราะงั้นถ้าหนูจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แม้ว่ามันจะไม่ใช่ที่ๆ มีพี่อยู่ก็ตาม"





          หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขอีกครั้ง เมื่อความทรงจำในตอนนั้นไหลหลากเข้ามา ยิ่งกว่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ยิ้มให้อย่างจริงใจจริงๆ เพราะครั้งหนึ่งคิมโดยองได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ จากลูกหมูที่ตัวก็แค่นี้





          “แต่พี่ต้องไปส่งหนูให้ถึงที่ ให้แน่ใจว่ามันเป็นสถานที่ที่จะทำให้แจฮยอนนอนหลับสบาย และปลอดภัยมากพอ"





          น่าเสียดายที่คิมโดยองคงไม่มีวันเห็นลูกหมูของเขา เติบโตขึ้นเป็นน้องหมูที่เจริญเต็มวัย

          น่าเสียดายที่คิมโดยองไม่สามารถดูแลจองแจฮยอนได้นานกว่านี้

          น่าเสียดายที่พวกเราไม่สามารถก้าวข้ามช่วงวัยรุ่นไปด้วยกันจนสุดทาง





          “ถึงแม้ตอนนี้พี่จะไม่ได้อยู่ในจุดที่จะตัดสินใจว่าที่แบบไหนปลอดภัยและทำให้แจฮยอนสบายใจ"





          สุดปลายทางที่ไม่เคยเป็นทางตัน

        



          “แต่พี่อยากไปส่งเราให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้จริงๆ "





           แค่พวกเราหันหลังให้มัน โดยไม่คิดเสียดายเส้นทางที่มีรอยเท้าเดินเคียงคู่กัน









*










          “แจฮยอนอ่า"



          “ครับ?”




          แผ่นหลังของแจฮยอน ที่ตอนนี้มีแผ่นหลังของใครอีกคนยืนอยู่ข้างๆ เด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าทั้งผมและแจฮยอน กลับมีท่าทีสำรวม ไม่ตัดสินหรือแสดงท่าทีไม่พอใจใส่คนรักเก่าแบบโดยอง



          เป็นผู้ใหญ่มากจริงๆ นั่นแหละ





          “เดี๋ยวผมถือของเข้าไปรอนะฮะ"




          นาแจมินหันมาพยักหน้าให้โดยอง ก่อนจะก้าวเข้าไปในตัวอาคาร โดยหันกลับมามองทางพวกเขาหนึ่งครั้ง มันไม่ใช่สายตาแสดงความไม่พอใจหรือไม่มั่นคง แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นห่วง



          เป็นห่วงว่าจองแจฮยอนจะร้องไห้อีกครั้ง

          เพราะคนโง่ๆ แบบคิมโดยอง





          “พี่โดยองขอบคุณมากๆ นะฮะ สำหรับเวลาที่ผ่านมา เค้ามีความสุขมากจริงๆ "




          ยิ้มจนเห็นฟันเกือบทุกซี่ ลักยิ้มที่โดยองเคยหอมนับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าที่เคยเห็นก่อนนอนและหลังตื่นนอนมาเจ็ดปี กับสิบสามเดือน เปลือกตาที่โดยองชอบจุมพิตเบาๆ



          ทุกอย่างๆ ของจองแจฮยอน





          “รักนะครับ"





          น้องชะงักกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนที่จะกลับมายิ้มแบบเดิม ยิ้มทั้งน้ำตา ยิ้มทั้งๆ ที่ตาปิดเป็นพระจันทร์เสี้ยว วิ่งจนกลุ่มผมหนาๆนั่นกระจายตัวตามทิศทางของสายลม



          วิ่งกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของโดยองอีกครั้ง

          วิ่งเข้ามากอดด้วยกำลังแรงที่พอดี





          “โดยองงี่ฮยองรักแจฮยอนนี่มากจริงๆนะครับ "





          แต่ไม่ใช่การวิ่งเข้ามากอดอย่างแรงเหมือนวันนั้น

          ไม่ได้ทำให้โดยองเซจนเกือบล้มเหมือนวันนั้น


          ไม่เหมือนกันสักนิดเดียว

          เพราะมันเป็นอ้อมกอดที่จะไม่มีวันมีน้ำหนักมากไปกว่านี้

          เป็นแรงกอดที่มีแต่จะลดลงเรื่อยๆ





          “แจฮยอนนี่ก็รักโดยองงี่ฮยองนะฮะ"





          เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สดใส ก่อนจะผละจากอ้อมกอดของโดยอง โบกมือให้อย่างแข็งขันอีกครั้ง ก่อนจะวิ่งเข้าตัวอาคาร แผ่นหลังที่เล็กลงเรื่อยๆ ทำให้โดยองได้แต่ฝืนหัวเราะออกมา









          จริงๆ แล้วคิมโดยองน่ะโง่ชะมัด

          ถ้าวันนั้นโดยองแค่ยอมรับความจริง ช่วยแจฮยอนแพ็กของ แล้วพาน้องไปส่งในอ้อมกอดของพ่อแม่





          มันอาจจะไม่เจ็บเท่านี้

          ไม่เท่าการมองหน้าบ้านหลังใหม่ของจองแจฮยอน





          คิมโดยองคนโง่






          คนโง่ที่ได้แต่ยืนกำโฉนดที่ดิน

          ที่อยู่ติดกับบ้านพ่อแม่ของแจฮยอน





          สุดท้าย

          คิมโดยองกลับต้องคืนจองแจฮยอนให้กับพ่อแม่ของน้อง





        ด้วยวิธีอื่น

        ด้วยมือของผู้ชายคนอื่น





          ในวันที่จองแจฮยอนคงไม่ชอบ 

          หากรู้ว่าตัวเองยังคงเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักที่สุดในโลกของพี่โดยอง











FIN.





#SFaMilRaindrops





Talk: สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานเลยนะคะ :) 

เพลงเพราะมากเลยค่ะ;____; จะร้องไห้ ว่าจะแต่งอะไรที่ feel good แล้วก็ยอมแพ้ เพราะฟังเพลงนี้วนๆ ซ้ำๆ มาทั้งวีคแล้ว อุแงง enjoy reading นะคะ ชอบไม่ชอบยังไงเม้นเล่นแท็กได้เยยย ฮรุก นุ้งเหงา;-;







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #519 beyorx (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 18:08
    ใจเราเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆเลย
    #519
    0
  2. #355 YoDoHwan (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 11:40

    ดีจังเลยค่ะ

    #355
    0
  3. #331 inspirit~moohoney (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 13:51
    มันไม่ไหวอ่ะ แง้ มันไม่ไหว ร้องไห้เลย ไรท์แต่งดีมากๆ เราเจ็ยปวดมากๆ ฮือ
    #331
    0
  4. #329 cadeaux (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 16:09
    ร้องไห้เป็นบ้าเลย ฮื่ออออ สารภาพว่าแอบมาอ่านตั้งแต่วันที่คุณอัพวันแรก แต่พอเห็นคำโปรยกับ bgm ก็รีบบุ๊คมาร์คไว้แล้วกดออกอย่างรวดเร็ว ทำใจไม่ได้ รู้เลยว่าจะจบแบบไหน T^T จนกระทั่งเมื่อวานนี้เห็นคลิปคุณโดยองร้อง no longer ด้วยความอินก็เลยมากดอ่าน แล้วก็นั่นแหละค่ะ he no longer needs me มันเป็นแบบนี้ กราฟความสุขพุ่งขึ้นสูงสุดและดิ่งลงต่ำสุดแบบไม่ปราณีคนอ่านเลย โฮรว ถึงจะเตรียมใจมาบ้างแล้วแต่พอถึงตรงที่พูดเรื่องดินข้างบ้านน้องเนี่ย บอกเลยว่าเจ็บหนัก สะอื้นฮักๆ ดีนะอ่านตอนอยู่คนเดียว ถึงจะเศร้าแต่เราชอบที่เรื่องจบแบบนี้นะ มัน make sense ที่สุดแล้วสำหรับสองคนนี้น่ะ บางทีคนเราก็ให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทางจนลืมไปว่าคนที่อยู่ข้างๆ ก็สำคัญเนาะ ทั้งๆ ที่ก็ทำเพื่อเค้าแท้ๆ แต่พอสำเร็จแล้วเค้าก็ไม่ได้อยู่ชื่นชมกับเราซะงั้น แงง ภาษาและการสื่อความของคุณยังสามารถพาเราเข้าไปอยู่ร่วมสถานการณ์กับตัวละครได้ดีเหมือนเดิมเลย พอเป็นผลงานของคุณก็ไว้ใจได้เลยว่าจะดีมากๆ ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเนี่ย55555 ขอบคุณสำหรับอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าประทับใจนะคะ!
    #329
    0
  5. #321 nmtb (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 17:16

    แงงงงงงงงงง ทำใจแป๊บ ;-;

    ตอนเริ่มเรื่องที่พูดถึงความรัก ความเอาใจใส่กันและกันของทั้งสองคน

    เป็นอะไรที่อบอุ่นที่อาบมาถึงคนอ่านมากๆ เลยค่ะ

    เราสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นระหว่างพวกเขา

    มีความเข้าใจ คอยปลอบโยนกันและกัน

    ตอนนั้นคิดว่าเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาดีจัง

    แต่หลังจากนั้น … ก็เหมือนถูกจับโยนขึ้นโรลเลอร์โคสเตอร์

    รถไฟเหาะตีลังกาสามร้อยหกสิบองศา

    จากแดดอุ่นในตอนเย็นปลายฤดูร้อนกลายมาเป็นฝนกรรโชกกลางฤดูมรสุม

    เหมือนถูกจับโยนเข้าช่องแช่แข็ง

    เหมือนล่องไททานิคไปติดธารน้ำแข็ง T-T

    ฮือ ไม่อยากโทษว่ามันเป็นความผิดของใครคนหนึ่งนะคะ

    ความรักเป็นเรื่องของสองคนที่ต้องช่วยเหลือกันประคับประคอง

    ถ้าคนหนึ่งยังไปไหว แต่อีกคนวิ่งตามไม่ทันแล้ว

    ตอนจบของเรื่องก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีแล้วในสถานการณ์แบบนี้

    จะเสียใจแค่ว่า โดยองไม่ได้เห็นวันเวลาข้างหน้ากับแจฮยอนอีก

    หรือการทุ่มเทเพื่อเป็นผู้จัดการ การซื้อที่ดินทำอะไรต่างๆ

    ถ้าไม่สามารถรักษาจุดมุ่งหมายแรกเอาไว้ได้ 

    สุดท้ายถึงได้บางอย่างมา ก็อาจจะเสียอีกสิ่งที่มีค่ามากกว่าไป

    หวังว่านายจะเข้มแข็ง และให้รักครั้งนี้เป็นบทเรียนนะโดยอง

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ

    เรื่องนี้ก็ขึ้น Top5 A Million Raindrops ไปแล้ว

    แม้ตอนอ่านจะผ่าพายุน้ำตาก็เถอะ แงงงงงง แต่ชอบจังเลยค่ะ ;-;

    #321
    1
    • #321-1 nmtb (จากตอนที่ 38)
      27 ตุลาคม 2561 / 17:22
      ลืมบอก *-*

      น่าจะติดตาม A Million Raindrops มาได้สัก 1 ปีแล้ว

      ได้เห็นพัฒนาการต่างๆ ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

      ชื่นชมนะคะ ยังคงติดตาม และหาโอกาสอ่านอยู่เสมอ

      (แม้ระยะหลัง อาจจะมาอ่านช้าไปบ้าง ;_;)

      แต่จะคอยเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ ขอบคุณเสมอสำหรับการเขียนงานทุกชิ้นค่ะ :)
      #321-1
  6. #318 salmonpuffx (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 21:39

    อยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีอีกแล้ว คนรักของเราฮืออ

    #318
    0
  7. #317 - 0409 - (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 00:13
    นึกว่าจะกลับมาดีกันซะอีก แง เจ็บจังเลย อินกับทุกคำบรรยายเลยค่ะ ชอบช่วงแรกๆมากเลย อบอุ่นมาก เค้าเหมือนเป็นบ้านของกันและกัน ไม่คิดเลยว่าต้องแยกกันจริงๆ อ่อกกก คือผูกพันกันมากเกินไป แอบหวังให้ช่วงที่รั้งจะเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ก็สายไปแล้ว น้ำตาไหลพรากๆ สงสารตอนบอกเลิกมาก ชอบภาษาทั้งคำพูดกับบรรยายเลย ฮือ เจ้าหมูน้อย
    #317
    0
  8. #316 ลูกพีชเจมิน (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 20:54
    ฮื่อ เศร้ามากๆเลยค่ะ T—T
    #316
    0
  9. #315 jaopeach (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 19:23
    คือช่วงแรกๆที่อ่านน่ะ มีความสุขมาก ยิ้มแก้มจะแตกกับความรักเค้าทั้งสองคน แต่พอเริ่มมากลางเรื่องคือเริ่มกลัวแล้ว ภาษาของไรท์คือเปลี่ยนไปตามรูปแบบของการดำเนินเรื่อง มันทำให้เราเห็นว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงแล้วนะ มันรู้สึกมากขึ้น และการมีความสุขมากๆแบบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป TT คือร้องไห้จริงๆ ภาษาดีมาก สงสารทั้งน้องทั้งพี่เลย
    #315
    0
  10. #314 BHole (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 18:53
    อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ หลายๆส่วนตรงกับชีวิตเรามากๆ ภาษาของไรท์ที่ใช้บรรยายมันดีมากๆ เลยค่ะ เนื้อเรื่อง ทุกอย่าง ดีมากจริงๆ ค่ะ ขอบคุณที่แต่งนิยายที่ดีแบบนี้มาให้อ่านกันนะคะ จะติดตามต่อไปค่ะ
    #314
    0
  11. #313 DONGJAEN (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 18:50
    ส่วนตัวชอบเพลง No Longer มากอยู่แล้ว ก็ลุ้นว่าถ้าเอามาเป็น BG Music ฟิคจะแต่งออกมาเป็นยังไง สรุปว่า น้ำตาไหลเลยค่ะ อินมากๆ ทั้งสองเพลงเลย เข้ากับฟิคมากๆ
    #313
    0