[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 33 : [os] To The Moon And Never Back

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 943
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    15 ก.ค. 61

[os] To the Moon and Never Back

(Kim Doyoung x Jung Jaehyun)




Warning Alert:It’ s a bad ending 

Please be aware of drought, lying down on your wounded heart.





#SFaMilRaindrops

8,837 words

BG Music:Alice Kristiansen - Moon And Back

Wannaone - Forever And A day (Listen to this one if you read this for the second times)














Dancing the memories away, 

In remembrance of – 

The unspoken confession, 

untold a tale 

of a tragic warrior, 

oh, no – of the blind wizard.


                              - TearsFate







*








          คิม ดงยอง – ผู้ชาญฉลาด ความฉลาดที่ผู้คนรอคอยมาตลอดศตวรรษ



          บุตรคนเล็กของตระกูลแพทย์ที่ถวายการรับใช้ราชวงศ์อย่างใกล้ชิด ความฉลาดและความภักดีถูกส่งทอดผ่านกรรมพันธุ์ ถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะในทุกๆแขนงที่ร่ำเรียน คิมดงยองใช้เวลาหลับตาลง น้อยกว่าช่วงเวลาที่ใช้ทานข้าวหรือวิ่งเล่นเสียอีก จนคนเป็นพ่อเอ่ยแซวว่า ดงยองคงจะตาบอดเพราะอ่านหนังสือเยอะเกินไปเข้าสักวันหนึ่ง



          เขาไม่สนใจสิ่งใดนอกจากการเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน ทำให้โดยองมีเพื่อนในวัยเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อนที่ไม่เคยมีใครรู้จักชื่อหรือเคยพบเจอ บุคคลในความลับ แฝงตัวในเงามืดยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดในเทวตำนานเสียอีก การพบเจอตลอดเวลาสองปีที่ชื่อเรียกไม่ถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยในการทำความรู้จักกัน




          ยามที่จันทราหลบซ่อนในความมืดมิด

          ใต้ต้นไม้ที่ไร้กลิ่น

          เสียงระฆังคือสัญญาณของการนัดหมาย’ 




          หนึ่งราตรีที่เขาทำผิดข้อตกลง

          เสี้ยวใบหน้าที่ส่องกระทบ หยอกล้อกับจันทรา

          ทำให้ดงยองต้องก้มลงไปมองเท้าของตัวเองที่จรดแน่นกับผืนดิน




          หนึ่งราตรีนั้นทำให้ดงยองทิ้งการนัดหมายไว้เบื้องหลัง

          รัดรึง ขังตัวเองไว้กับยามวิกาล ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด

          เพียงเพื่อคำปฏิญาณที่มีเพียงดงยองคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้มัน




          ยามที่พระอาทิตย์ขึ้น เขาศึกษาและปฏิบัติตามสิ่งที่คนในตระกูลคาดหวังเป็นอย่างดี ทว่าดงยองกลับมีใจมุ่งมั่นในทางตรงกันข้าม เขามักจะล็อกตัวเองอยู่ในห้อง ท่องราตรีด้วยการอ่านตำราสมุนไพร นิทานปรัมปรา รวมถึงหนังสือต้องห้าม ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเก็บได้จากมุมลึกสุดของป่าต้องห้าม สถานที่ที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป – 



          แต่คิมดงยองในวัยสิบห้าปีกลับก้าวย่างอย่างมั่นคง และเขาก็ได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ตำราเวทมนตร์ของพ่อมดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักร 'ซอยองโฮที่ว่ากันว่าคนที่ได้รับเลือกเท่านั้นถึงจะมองเห็น และสามารถหามันเจอได้



          อย่างไรก็ตาม คิมดงยองในวัยเยาว์นั้นกลับโง่เขลาเหลือเกิน เขาไม่เคยรู้เลยว่าอาณาจักร จันทร์นิทรา ที่ตนอาศัยอยู่ เรียกขานมันว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุขเพราะ'เวทมนตร์’ ต่างหาก หาใช่เพียงความเก่งกาจทางการทหารของกษัตริย์เพียงอย่างเดียว และนั่นหมายความว่าจะมีเพียงแค่คนที่ขึ้นเป็นกษัตริย์เท่านั้น ที่จะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงแก่นแท้ของโลกเวทมนตร์ได้





          ซอยองโฮจึงสามารถมีลูกศิษย์ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

          หน้าที่อันทรงเกียรติมาพร้อมกับความรู้สึกที่ซ่อนเร้น

          และกลืนกินไปในราตรีที่ไร้แสงจันทร์



          เขาซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด พอๆกับความลับที่ว่าหนังสือแห่งชีวิตเล่มนั้นหายไปจากป่าต้องห้ามแล้ว ดูท่าว่าการสร้างข่าวลือประหลาดๆ ให้กับสถานที่แห่งนั้นจะใช้ไม่ได้กับใครบางคน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างที่ควรจะเป็น เพราะยองโฮรู้ดีว่าหนังสือเล่มนี้ เต็มไปด้วยความซับซ้อนยิ่งกว่าจิตใจของมนุษย์ มันจึงเป็นตำราที่ไม่อาจเข้าใจได้เพียงแค่การอ่าน หากปราศจากครูที่คอยให้คำอธิบายแล้วล่ะก็



          การทำความเข้าใจและใช้มัน

          คงยากเสียยิ่งกว่าการใช้เวทมนตร์รัก


          เวทมนตร์ที่ไม่มีใครสามารถเสกมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ – 



          พ่อมดในตำนานที่สามารถมองเห็นอนาคตของทุกโลกคู่ขนานบนโลก



          สูงศักดิ์ หยิ่งทะนง เที่ยงตรง ยึดมั่นในเหตุและผล ทว่ามีความอ่อนคล้อยให้กับบทกวีและวรรณกรรม และเพราะแบบนั้นมันทำให้ยองโฮหลงลืมอะไรบางอย่าง – 


          กฎที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เวทมนตร์ของเขาแข็งแกร่ง ไร้ช่องโหว่ 

          กฎสองข้อที่ทำให้มนุษย์หลงเหลือความเป็นมนุษย์น้อยที่สุด



          แต่มันก็ไม่เป็นไร

          ไม่เคยเป็นปัญหา



          เพราะซอยองโฮกำจัดและปิดบังปัญหาได้อย่างแนบเนียน – เสมอ 

          และความสามารถนั้นจักดำเนินต่อไป



          แม้นจะสิ้นลมหายใจ เวทมนตร์ของซอยองโฮก็จะไหลวนอยู่ใต้ผืนแผ่นดินแห่งนี้ 

          ปกปัก ปกป้องประชาชนและบุคคลอันเป็นที่รัก









          ลานกว้างตรงกลางของป่าต้องห้าม เป็นสถานที่ทดลองเวทมนตร์ของบุตรคนเล็กประจำตระกูลคิม การร่ายเวทมนตร์ด้วยท่วงทำนองที่งดงาม โทนเสียงที่เปล่งออกมา งดงามราวกับบทเพลงจากสรวงสวรรค์ ความงามเหล่านั้นถูกใช้เป็นเครื่องบูชายัญให้กับโลกคู่ขนาน ที่ผู้คนกล่าวขานว่ามันคือโลกันตร์



          การฝึกซ้อมตลอดเวลาสามปีทำให้คิมดงยองในวัยสิบแปดปี

          เพียบพร้อมไปด้วยหน้าที่ที่แสงแดดสามารถตกกระทบถึง

          รวมทั้งสิ่งที่เขาแอบซ่อนมันไว้นอกรัศมีสุริยันด้วย



          ความสามารถที่มีเพียงแต่จันทราและต้นไม้แห่งคำสาบานเท่านั้นที่จะสามารถรับรู้มันได้













          จองยุนโอ

          บุตรชายเพียงคนเดียวของกษัตริย์จองยุนโฮผู้ยิ่งใหญ่



          ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ ได้ส่วนสัดราวกับรูปปั้นที่จิตรกรเอกทุกยุคสมัยของโลกร่วมกันรังสรรค์ ผิวขาวเนียนละเอียดบ่งบอกสกุลที่สูงส่ง ใกล้กับสัมผัสของพระเจ้า นัยน์ตาที่สุกสกาวกว่าดวงดาวของดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งดาราศาสตร์ ผมสีดำขลับตัดกับสีผิวอย่างโดดเด่นที่สุด รอยยิ้มที่ปรากฏพร้อมกับลักยิ้มที่บุ๋มลงไปทำให้ผู้คนตกลงไปในห้วงเสน่ห์ที่น่าหลงไหล



          สยบให้กับเวทมนตร์ที่อีกฝ่ายได้มาตั้งแต่กำเนิด


          ความงดงามที่แม้แต่กวียังอับอาย ให้กับความขาดแคลนของภาษาที่ถูกใช้ต่อกันมามากกว่าพันปี




          เจ้าชายที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับความรัก ที่มีค่ามหาศาลกว่าจำนวนผลึกดินในทะเลทราย ถูกถวายความรู้และเรื่องราวต่างๆ อย่างเต็มที่ที่สุด ด้วยความรักสุดชีวิตที่ผู้คนมอบให้ ดินแดนที่มีแต่ให้แห่งนี้ไม่เคยขัดใจ หรือทำให้องค์รัชทายาทต้องรู้สึกกลัว หรือสัมผัสกับความไม่มั่นคงแม้เพียงเสี้ยววินาที



          หากความแห้งขอดไม่เคยเกิดขึ้นกับมหาสมุทรแห่งชีวิตแล้วล่ะก็

          นั่นคงเป็นคำเปรียบเปรยที่ดีที่สุดสำหรับความรักที่เจ้าชายองค์นี้ได้รับ



          มันไม่เคยขาดหายและไม่มีวันเกิดขึ้น

          ความกลัวจะไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในชีวิตของพระองค์







          ใช่ – ยุนโอคิดแบบนั้นมาตลอด เคยคิดแบบนั้นมาตลอด


          จนกระทั่งราตรีหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ณ แม่น้ำไร้รัก ขนาบข้างด้วยต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน ถูกเสกสร้างขึ้นมาพร้อมกับตัวอาณาจักร



          แพขนตาสวยปิดลงในจังหวะที่เวทมนตร์กำลังสะท้อนกลับมาใส่ตัวเขา หลับตาลงโดยปราศจากคำขอสุดท้าย มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่แล่นผ่านขั้วหัวใจ




          ระวังหน่อยสิ"




          เสียงทุ้มปนหวานที่ฟังดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เกือบเป็นเสียงสุดท้ายในชีวิตที่ยุนโอได้ยิน ก่อนจะลืมตาขึ้นเพื่อพบว่ามันเป็นแค่เสียงที่ผ่านมา


          ละก็คงจะผ่านไปอย่างที่เคยเป็น




          นัยน์ตาสีรัตติกาลกลมโตราวกับพระจันทร์ที่สิ้นอายุขัย หางตาที่ตั้งขึ้นทำให้อีกฝ่ายดูร้ายกาจกว่าที่ควรจะเป็น รอยแผลเป็นตรงมุมปากด้านขวา ขรุขระราวกับพื้นผิวของสิ่งมีชีวิตบนฟากฟ้า นิ่งเฉยอย่างผิดปกติ ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเหยียบซ่อนอะไรบางอย่าง ความรู้สึกที่น่าจะมีรากอันใหญ่โตและมั่นคง พอๆกับต้นไม้แห่งชีวิต



          “ขอบใจ"



          เอ่ยออกไป ทั้งๆ ที่หลากหลายความรู้สึกกำลังตีวนข้างในจิตใจ แรงปั่นป่วนที่ยุนโอพยายามจะหยุด ไม่ให้มันทลายกำแพงออกไป


          เวทมนตร์ที่เขาร่ายออกไปเป็นบทเรียนสุดท้ายของซอยองโฮ มนต์บทที่ไม่สมควรมีมนุษย์คนไหนบนโลกสะท้อนมันไปทางอื่น หรือหันเหทิศทางของมันได้



          นัยน์ตาที่ไม่แสดงความสั่นไหวนั่น สะท้อนภาพของใครบางคนเป็นครั้งแรก ห้วงวินาทีที่สบตากัน เป็นวินาทีเดียวกับที่สายลมพัดผ่านตัวเขา ไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายยืนอยู่ นัยน์ตาคู่นั้นเปิดกว้างราวกับกำลังตกใจ? 





          “องค์รัชทายาท?” 



          เสียงทุ้มพร้อมกับร่างสูงสง่าของใครบางคนปรากฏขึ้นมาข้างๆยุนโอ ไร้เสียงก้าวเดินและเหนื่อยหอบ ออร่าที่อีกฝ่ายปล่อยออกมา ทำให้ดงยองเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายเป็นพ่อมด



          'เกิดอะไรขึ้น?’ 



          การส่งกระแสจิตหากันและกัน เป็นเวทมนตร์บทแรกๆ ที่ยุนโอได้เรียนมันไม่มีระยะสิ้นสุด 

          และไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้



          เขาสะท้อนเวทมนตร์ของผมได้ ไหนคุณบอกว่ามีแค่ผมคนเดียวไง มีแค่ผมคนเดียวที่จะสามารถใช้มนตร์วิเศษ เป็นคนพิเศษที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้ได้ พิสูจน์’ 



          ไม่มีความตกใจสะท้อนอยู่ในแววตาของซอยองโฮ เขาเพียงเปรยตามองคนอีกคน รับรู้ได้ว่าความผิดพลาดเดียวในชีวิตกำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนเพียงแต่ความเลื่อมใสที่อีกฝ่ายพยายามส่งมา ความฉลาดที่เต็มไปด้วยไหวพริบ สิ่งที่ควรจะเป็นข้อดีของมนุษย์ – 


          กลายเป็นข้อเสียที่กำลังจะดำเนินไปสู่โศกนาฏกรรมที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล



          คำสองคำที่มีความหมายหนักแน่นและงดงามอย่างน่าพิศวง

          เมื่อเทียบกับคำคำเดียว





          เดี๋ยวผมจะจัดการเอง พระองค์รีบเสด็จกลับพระราชวังเสียเถิด’ 



          เมื่อได้ยินดังนั้นคนที่มีศักดิ์สูงสุดในที่นี้จึงพยักหน้า หันหลังและเดินกลับไปโดยไม่หันกลับมามองสักเสี้ยววินาที จากไปโดยสดับเสียงและทิวทัศน์ตรงหน้า มองผ่านชุดความทรงจำที่ถูกสลักไว้แน่นพอๆกับยศถา รักษาไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ มองตรงไปข้างหน้า มุ่งกลับไปยังสถานที่ที่ของตัวเอง – 


          ที่ที่ต้องกลับไปก่อนสุริยันจะเวียนขึ้นมาบรรจบ

          กงล้อของหอนาฬิกาทราย




          คิมดงยองมองภาพแผ่นหลังที่โดดเดี่ยว 

          คุ้นเคยเหลือเกินในเศษซากความทรงจำที่อบอุ่นที่สุด



          วินาทีเดียวกับที่เขารับรู้ว่ามันคือความทรงจำชุดไหน คิมดงยองก็รู้ตัวแล้วว่าเขากำลังจะทำลายกฎข้อหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดในการคงพลังเวทมนตร์ของตน ยกยิ้มให้กับความรู้สึกที่มั่นคง และยั่งยืนกว่าชีวิตของตน




          “สวัสดี?” 

          “ดงยอง – คิมดงยองครับ"

          “สวัสดีดงยอง เจ้าคงรู้ว่าข้าเป็นใคร?” 




          ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย อย่างที่ควรจะเป็นเพราะเขาละอายเหลือเกิน ละอายในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะร้องขอ ความรู้สึกที่ปนเปเข้ามาผสมและแยกออกจากความเป็นเหตุเป็นผลแทบไม่ได้ มันเป็นความจริงที่อาณาจักรแห่งนี้มีพ่อมดได้เพียงแค่สามคน คือกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ว่าที่กษัตริย์และอาจารย์ของพวกเขา


          อาจารย์ที่กล่าวปฏิญาณคำสาบานที่มิอาจล่วงละเมิด



          “ครับ อาจารย์ซอคืออาจารย์ของผม ท่านเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้น"



          ส่งรอยยิ้มสดใสที่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เห็น ความรักที่กักเก็บไว้ให้คนในความทรงจำถูกแบ่งมาใช้ในบริบทของความรักที่เทิดทูนให้แก่คนเป็นอาจารย์



          ถ้างั้นเจ้าคงรู้ว่าทุกๆอย่างบนโลกใบนี้ ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน – "




          พระจันทร์เดินทางกลับมาแล้ว

          หลังจากที่เร้นกายไว้ในรัตติกาล

          ที่ไม่ต้องการแสงสว่าง

          กลับมาส่องสว่างให้คนเป็นอาจารย์

          ได้เห็นหน้าลูกศิษย์ที่ให้ความเลื่อมใสยองโฮ

          อย่างสุดหัวใจ ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบเจอ





          “ที่สมน้ำสมเนื้อเสมอ"

          “ครับ ผมรู้ดี แต่ผมไม่มีโอกาสจะได้เข้าพบท่าน"




          ซอยองโฮ ไม่เคยย่างกรายออกมาจากเขตราชวัง เพราะเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

          กับคิมดงยองที่ยังไม่ถูกเรียกเข้าไปรับใช้ราชวงศ์



          คนสองคนที่ไม่สมควรพบเจอกัน ก่อนโชคชะตาจะลิขิต




          “รู้เช่นนั้นแล้ว ข้าคงต้องขอมันไป"



          กล่าวอ้อมๆ ตามประสาคนที่มีระดับมันสมองใกล้เคียงกัน

 


          “หากมีสิ่งใดที่คนในฐานันดรอย่างกระผมสามารถให้ท่านได้ หรือสิ่งใดก็ตามที่ผมไม่มีผมก็จะไปตามหาและนำมันมามอบให้ท่าน แม้ชีวิตจะต้องดับสูญ"




          ดวงตาสีดำขลับนั่นสะท้อนเพียงแต่ความจริงใจ สดใสยิ่งกว่าน้ำบริสุทธิ์ที่ไหลรอบนาฬิกาแห่งชีวิต ความรัก และเทิดทูนที่ยองโฮไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน เพราะเขาจำเป็นต้องปิดรับมัน ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ทำให้พ่อมดที่เก่งกาจที่สุดต้องสะอึกและละอายใจ ทว่ามันกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้เวทมนตร์ของเขาแข็งแกร่งขึ้น –


          ปัจจัยที่สองที่ทำให้เวทมนตร์ดำรงอยู่ด้วยความแข็งแกร่ง มิเสื่อมถอย




          เหมือนสีรัตติกาลของนัยน์ตาเจ้า – จงทำให้โลกของเจ้ากลายเป็นสีเดียวกันเสีย นี่คือสิ่งเดียวที่ซอยองโฮ อาจารย์ของเจ้าจะร้องขอจากศิษย์ที่ฉันไม่เคยรับรู้ว่ามีตัวตนอยู่"




          เพียงเท่านี้เองหรือครับ?” 




          ริมฝีปากพึมพำเวทมนตร์บทแรกที่ดงยองใช้ช่วงเวลายามเช้าและราตรี ในทุกวันคืน จดจำและทำความเข้าใจมันด้วยจิตวิญญาณทั้งหมด ยิ้มให้กับจันทราที่เบือนหน้าหนี ก่อนจะร่ายมนต์บทที่ดงยองใช้เวลาอ่านผ่านๆ อย่างไม่นึกสนใจมันเท่าไหร่นัก มือซ้ายและขวาขยับร่ายสิ่งที่จะจองจำตัวตนของคิมดงยองไปชั่วชีวิต




          "ผมน่ะ เรียนรู้ทุกตำรามาเพียงพอ – มากพอแล้ว"




          จบลงพร้อมกับความมืดบอดที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

          ร่างกายนิ่งสงบไม่อาจขยับไปไหนได้

          ราวกับกลายเป็นอัมพาต



          ซอยองโฮมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกราวกับถูกสาป

          หยาดเลือดสีขุ่นไหลทลัก ลงมาจากดวงตาคู่นั้น

          ขุ่นเสียยิ่งกว่าความดำมืดในจิตใจของอมนุษย์อย่างเขา



          ใช่

          พ่อมดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ

          เอาไว้สูบฉีดเลือดให้ไหลวนในร่างกายที่หนาวเหน็บ

          ยิ่งกว่ายอดภูเขาเสียอีก



          “ขอบใจนะ"



          กล่าวออกไปพร้อมกับเดินหันหลังให้แก่ลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง

          สังเวยการกระทำของตัวเองด้วยหยาดน้ำตา

          ของพ่อมดที่ไม่เคยหลั่งไหลให้ใครมาก่อน

          เดินฝ่าขวากหนามในป่าต้องห้ามโดยปราศจากการร่ายเวทมนตร์ใดๆ 







          “บ้าชะมัด"




          คิมดงยอง เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า มืดบอดทั้งการมองเห็นและอนาคต การร่ายมนตร์กลายเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความสามารถ เมื่อเขาไม่สามารถมองเห็นเป้าหมาย



          ไม่อาจแม้แต่จะรักษาสัญญาที่ว่าจะกลับมาพบกับคนๆนั้น

          ในยามที่ตนสามารถปกป้องอีกฝ่าย



          ไม่สิ

          อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง



          เป็นหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตที่มืดบอดอย่างสวยงาม

          ที่เขาได้ปกป้องคนๆ นั้นด้วยความสามารถของตนเอง



          ความสามารถที่มีอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ 

          เหมือนความทรงจำที่สั้นกว่าชีวิตของหิ่งห้อย

          ที่ดงยองได้สร้างขึ้นร่วมกับเพื่อนคนนั้น



          พระจันทร์ที่ดงยองไม่มีวันเอื้อมถึง

          เป็นแค่กระต่ายหมายจันทร์



          หมายจะปกป้องด้วยชีวิต

          หายใจเข้าและออก

          เพื่อรักใครคนนั้นจากที่ที่แสนไกล



          พื้นผิวของพระจันทร์ที่เขาอาจจะได้เข้าไปเหยียบในอนาคต

          จบลงเพราะเงื้อมมือของตัวเอง


          ความรักที่ใช้พลังเวทที่มีทั้งหมด 

          ส่งขึ้นไปยังดวงจันทร์ ไม่อาจเข้าใจได้ 

          ราวกับภาษาของสัตว์ประหลาด 


          แต่มนตร์บทนั้นก็ไม่นึกย้อนกลับมา 

          โอบรอบและปกป้องนายของมันจากความแตกสลาย

          เพราะคนเป็นนายได้สาปมันไว้ 

          ให้มนตร์บทสุดท้ายคอยปกป้องและวนเวียนอยู่ในที่แสนไกล  

          แห่งนั้น





          ไม่อาจสัมผัสถึงราตรีที่ไร้จันทรา

          ไม่อาจเอ่ยบอกได้ว่าเขาคือคนในความทรงจำ

          ไม่อาจเล่านิทานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้นมา  


          จากช่วงเวลาทั้งหมดของชีวิต 

          ที่ดวงตานำพาเขาไปพานพบ

          จันทราที่ยังคงสุกสกาวอยู่ในห้องความทรงจำอันมือดบอด 

         



          ศิโรราบให้แก่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับข้อห้ามในบทสุดท้ายของหนังสือ

          จบมันลงในสถานที่เดียวกับจุดเริ่มต้นของทุกความพยายาาม






          คิมดงยองผู้โง่เขลา – ชื่อเรียกที่ผู้คนในเมืองเรียกขานลูกชายคนเล็กของตระกูลคิม





The End 


Please comment or tag #SFaMilRaindrops


Talk: /ยกเกราะขึ้นมาเป็นโล่กำบัง แงงง เรารู้ว่าพล็อตนี้มันโหดร้าย แต่ก็ ฮืออ นั่นแหละค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ,_____, ถ้ามีคำหรือสำนวนตรงไหนที่ควรแก้ เม้นหรือทักมาบอกได้เลยนะคะ เราไม่ค่อยถนัดแนวพีเรียด(?) ภาษาเลยอาจจะแปร่งๆหน่อย ;___; 


จริงๆ แล้วพล็อตนี้เป็นการบ้านที่เราเขียนส่งในเวิกชอปการเขียนค่ะ คือการอ่านนิทานเรื่อง "เอกลัพย์" จากมหาภารตะ โดยให้คงโครงเรื่องและความสัมพันธ์ตัวละครไว้ เปลี่ยนแค่ลักษณะกับ setting โดยตัว settings เรามีอิมเมจในหัวคืออาณาจักร+กฎบางข้อจากเรื่อง Tsubasa Reservoir Chronicle ค่ะ เป็นอาณาจักรที่ล้อมรอบด้วยทะเลทราย ปกครองโดยกษัตริย์ที่ใจดี และก็เก่งมากๆ ,___, (เนื้อเรื่องก็สนุกและทำร้ายจิตใจกว่า os เรื่องนี้อีกค่ะ แนะนำให้ไปดูนะคะ 'wqw' ) 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #319 nmtb (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 16:29

    บรรทัดสุดท้าย คิมดงยองผู้โง่เขลา — ประโยคนี้ซับหัวตาเลยค่ะ

    คนเรามักมีเหตุผลที่คนอื่นไม่เข้าใจ โดยเฉพาะกับเรื่องความรัก

    ที่ถูกตีมูลค่าไปต่าง ๆ แค่คนที่ชั่งน้ำหนักความรู้สึกเหล่านั้นได้ก็มีแค่เจ้าตัวคนเดียว

    ถึงถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนเขลา

    แต่เราก็ว่าคิมดงยองกล้าหาญมากแล้วกับการกระทำนี้

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ;_;


    ปล.อ่านมาถึงทอล์ค … เป็นการบ้านที่โหดมากเลยค่ะ

    แต่ก็ดูสนุกในคราวเดียวกัน

    น่าจะตีความกันสนุกเนอะ *—*

    #319
    0
  2. #290 ยงย้งวิงกี้มิงกี้ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 19:32
    อ่านจบแล้วไปลองอ่านจากเรื่อง มหาภารตะ เพิ่มเติมแล้วค่ะ / สงสารคุณโดจังเลยค่ะ ;(
    #290
    0