[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 17 : [sf] Blank Verse III

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 923
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    12 ธ.ค. 60

[sf] Blank Verse III

Doyoung x Jaehyun x














#SFaMilRaindrops

Setting : York, England (1900s)


12,114 words

BG Music: Try again – Jung Jaehyun








































I hope the dream

You dreamed because of me

Won't turn out to be a nightmare when you wake up



















*













พวกเขารับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารฝรั่งเศสของโรงแรม ภาพของสุภาพบุรุษหน้าตาดีสองคนที่กำลังนั่งทานอาหารรสเลิศ ไม่ได้สร้างความสะดุดตาหรือเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับคนภายนอก ตรงกันข้ามมันกลับเป็นเหมือนภาพวาดชั้นเลิศที่มีองค์ประกอบของภาพเป็นชนชั้นสูงทั้งสองคน



พวกเขาบอกความรู้สึกกันผ่านบทกลอนที่ยกขึ้นมาโต้เถียงกัน – บทสนทนาที่ดูเป็นเหมือนการสนทนาทั่วๆไปของชนชั้นสูง แต่กลับแฝงอะไรบางอย่างในคำพูดเหล่านั้น เจย์เด็นเริ่มเรียนรู้ที่จะส่งบอกความรู้สึกผ่านการใช้ประโยคที่มีนัยยะแบบที่กวีคนโปรดของเขาชอบทำ




เด็กเกรดสิบสามเลือกที่จะจบคอร์สอาหารด้วยแครมบลูเล่ คัสตาร์ดเย็นๆที่โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ในขณะที่ดีแลนด์เลือกที่จะจบคอร์สด้วยแชมเปญอีกหนึ่งแก้ว




ร่างแกร่งเรียกแท็กซี่สำหรับการไปส่งเจย์เด็นที่โรงเรียน วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างเหนื่อยสำหรับผู้ชายอายุยี่สิบปลายๆแบบเขา พวกเราขึ้นไปนั่งบนรถ ไม่ได้จับมือหรือนั่งติดกัน – ก็แค่นั่งห่างออกไปหนึ่งที่นั่ง แต่รับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน




“นี่ ดีแลนด์"


“หืม?”


“ผมเจอตั๋วรถไฟที่ผมซื้อ แต่ไม่ได้นั่ง"





มันไม่ใช่ความเงียบที่โรยตัวอย่างน่าอึดอัด ตรงกันข้ามเจย์เด็นกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่อีกฝ่ายส่งมาปลอบประโลม เขาไม่ได้กลัว มันไม่ใช่เรื่องน่าตกใจซักเท่าไหร่ เพระมันเป็นการกระทำที่เกิดจากความตั้งใจของทั้งเจย์เด็นและดีแลนด์เอง





“จำเอาไว้นะ เจย์เด็น"


“...”


“ดอกไม้น่ะ มันจะพยายามอยู่ในที่ของมัน"


“...”


“ที่ๆปลอดภัยพอให้มันเติบโต และเชิดชูความงามให้คนอื่นเห็นและเชยชมได้"


“อื้อ"





ร่างโปร่งไหวไหล่ เมื่อเขาก็คิดแบบเดียวกับที่ดีแลนด์คิด ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์น่ะ –


ไม่ต้องการทำให้ชื่อของตัวเองต้องแปดเปื้อนหรอก

เพราะมันบริสุทธิ์เกินกว่าจะยอมรับความโสมมพวกนั้น



ความโสมมที่เป็นความสัตย์จริง





“จอดรอซักครู่นะครับ"




เจ้าของกลุ่มผมสีเทาหันไปบอกแท็กซี่เมื่อรถจอดสนิทที่หน้ารั้วโรงเรียน เขาถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กของเจย์เด็นลงมา ยามหน้าโรงเรียนจ้องมาที่ดีแลนด์ในตอนที่อีกฝ่ายทำท่าจะเดินเข้าไปในโรงเรียนด้วย




“ผมเป็น บัทเลอร์ของคุณชายฟิทซ์เฮอร์เบิทน่ะครับ"




เจย์เด็นกลั้นขำแทบไม่อยู่เมื่อได้ยินมุขตลกของพี่เขย เขาลอบมองใบหน้าของคุณยามที่ทำหน้างงกว่าเดิม อีกฝ่ายมองดีแลนด์ตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งกายหรูหราเกินกว่าจะเป็นแค่คนรับใช้ในบ้านนั่นทำให้คุณยามได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างแรง แต่ก็พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เดินเข้าไปในโรงเรียนได้





“กระผม เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทรู้สึกเป็นเกีรยติอย่างมาก ที่มีคุณชายดีแลนด์เป็นบัทเลอร์ครับ"




เจ้าของรอยยิ้มสดใสทำท่าตะเบะพลางดัดเสียงจริงจังราวกับกำลังพูดสปีชจริงๆ ดีแลนด์ผลักกลุ่มผมสีบลอนด์สว่างนั่นด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่ออีกฝ่ายแกล้งทำท่าจะวิ่งเข้ามาชก



พวกเขาเดินทอดน่องไปตามสวนหน้าโรงเรียนอย่างไม่เร่งรีบนัก ท้องฟ้าในวันนี้ไร้ดวงดาว เพราะพวกมันถูกกลุ่มเมฆปกคลุม จะมีก็แต่ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่แสนโดดเดี่ยวคอยให้แสงสว่างแก่ผู้คนที่กำลังหลงทาง – หรือเลือกเดินบนทางที่ไม่เคยมีใครเลือก




“ดีแลนด์ พี่ชอบพระจันทร์ หรือพระอาทิตย์มากกว่ากัน?”


“พระจันทร์ เจย์ล่ะ?”


“พระอาทิตย์ซี่! ผมรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ดีออก"


“แล้วรู้ได้ยังไงว่าพระจันทร์ไม่ยิ่งใหญ่?”


“มันให้ความสว่างได้ไม่เท่าพระอาทิตย์ล่ะมั้ง? อืม แล้วก็ไม่ให้ความอบอุ่นด้วย"


เจย์เด็นยิ้มจนเห็นฟันทุกซี่ เมื่อเขารู้สึกภูมิใจกับคำตอบของตัวเอง ร่างโปร่งเปลี่ยนเป็นเดินถอยหลัง เพื่อแสดงออกว่าเขาคาดหวังกับคำตอบของนักกวีคนดัง




“แล้วเราต้องการแสงสว่างและความอบอุ่นขนาดไหนกันล่ะ?”


“อืมม ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนหรือเปล่า – อย่างเจย์อ่ะชอบอากาศแบบหน้าร้อนมากกว่า"


“นั่นไง ความยิ่งใหญ่มันก็ดี แต่ความต้องการของมนุษย์มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน"


“...”


“เราต้องการแสงสว่างก็จริง แต่หลายครั้งมนุษย์น่ะก็ต้องการความมืดให้ซ่อนตัวด้วย – ซ่อนตัวจากความกลัวของตัวเอง หรือความกลัวที่จะได้รับจากคนอื่น"


“สมแล้วที่เป็นกวีคนดัง!”




หันหลังกลับมาเดินหน้าแบบปกติ พร้อมปรบมือเสียงดังไม่หยุดจนดีแลนด์ต้องยื่นมือมาหยุดเด็กเกรดสิบสาม เพราะเสียงปรบมือดังๆตอนนี้ต้องทำให้ใครซักคนเปิดหน้าต่างออกมาด่าพวกเขาแน่ๆ





“จริงๆแล้ว เหตุผลสำคัญที่สุดเลย"



ดีแลนด์พยายามมองผ่านเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายที่กำลังก้มหน้าลง แต่แสงของดวงจันทร์ก็กลายเป็นอุปสรรคในการจะทำแบบนั้น ร่างหนาจึงตัดสินใจหลับตาเดินเพื่อที่จะได้รับรู้กระแสน้ำเสียงของคนข้างๆให้ชัดเจนขึ้น –


เจย์เด็นน่ะ เป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาแล้ว




“เพราะว่าชื่อของแม่ผมน่ะ – "


“...”


“แปลว่าพระอาทิตย์"


“...”


“และเพราะแบบนั้น ไม่ว่ายังเจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทก็จะไม่ชอบพระจันทร์พระจันทร์ที่หมายความว่าเจย์เด็นจะไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์ได้ในห้วงเวลานั้นได้"




พวกเขาหยุดเดินเมื่อมาถึงหอพักประจำบ้านของเจย์เด็น อีกฝ่ายอยู่คนละบ้านกับดีแลนด์สมัยที่เรียนที่นี่ มือเรียวยื่นมาเป็นเชิงให้เขาส่งกระเป๋าเดินทางตรงหน้ามาให้











“and I would like to have you as my Sun




น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่นอย่างน่าประหลาด

ประโยคร้องขอที่ดูบิดเบี้ยวในคืนฤดูหนาว

ความไม่มั่นคงของสายลมที่ปลิวผ่านยามที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น





“It’s my pleasure, J :)”


ทุกอย่างหวนคืนสู่ความปกติได้ –


เพียงเพราะหนึ่งประโยคตอบรับจากใครคนนั้น










*






คาบเรียนวรรณกรรมเป็นวิชาโปรดของเจย์เด็น – แต่ไม่ใด้หมายถึงคาบที่ต้องเรียนในเช้าวันจันทร์แบบนี้ พวกเขาที่เป็นนักเรียนยังไม่เข้าใจนักว่าทำไมโรงเรียนถึงจัดตารางแบบนี้ พวกอาจารย์คิดว่านักเรียนจะรู้สึกตื่นเต้นกับการเรียน sonnets ในช่วงเวลาที่ง่วงที่สุดของอาทิตย์งั้นหรอ?



ภาพของนักเรียนกว่าครึ่งห้องที่แนบหน้าลงกับโต๊ะเรียนเป็นภาพที่เกิดขึ้นตลอดเทอมนี้ จนกระทั่งมีนักเรียนบางคนส่งเสียงฮือฮา โห่ร้องด้วยความดีใจ




“ให้ตายสิ!! นั่นมันเขานี่นา!!”


“เฮ้ เจมส์ตื่นๆ พ่อนายชอบเขาหนิ ซื้อหนังสือจากร้านหนังสือแล้ววิ่งมาให้เขาเซ็นต์เร็ว"




เสียงดังเซ็งแซ่ที่ดังขึ้นกระทันหันทำให้เจย์เด็นตัดสินใจขยับตัวขึ้นมานั่งดีๆ เขามองรูมเมทตัวเองที่อยู่ดีๆก็นั่งนิ่งและมองตรงไปข้างหน้าราวกับกำลังต้องมนต์สะกดอะไรเทือกนั้น




“Are you kidding me, Dyland?!”




เจย์เด็นเผลอสบถออกมาเมื่อพบว่าคนที่เขาพึ่งร่ำลาไปเมื่อคืนกลับมายืนอยู่หน้าห้องเรียนพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม วันนี้อีกฝ่ายสวมเสื้อเสวตเตอร์สีขาวทับด้วยสูทสีกากีและกางเกงสีเดียวกัน ข้อมือแกร่งถือหนังสือเล่มหนาไว้กับลำตัว




“สวัสดีครับ:)”




อีกฝ่ายเอามือไขว้หลังพลางกล่าวทักทายกลุ่มนักเรียนที่แสดงความตื่นเต้นจนเกินเหตุ คนที่ยืนอยู่หน้าห้องหัวเราะออกมาเมื่อพบว่านักเรียนที่นี่ให้การตอบรับเขาอบอุ่นกว่าที่คิด




“เนื่องจากศาสตราจารย์ เจมส์ ต้องไปสัมมนาที่เวียนนา – "


“เยส!!!!!!”



เสียงโห่ร้องที่ดังขึ้นมาทันทีทำให้ดีแลนด์ได้แต่หัวเราะอย่างชอบใจ แต่เขาก็กวักมือเป็นสัญญาณให้เด็กๆเงียบ ก่อนจะแนะนำตัว



“เพราะงั้น ผม ดีแลนด์ ไบรอน จะมาสอนพวกคุณแทนเป็นเวลาสองสัปดาห์ครับ"



เสียงเชียร์ดังขึ้นทันทีที่อาจารย์คนใหม่พูดจบ ทำให้นักเรียนห้องข้างๆถึงกับทิ้งวิชาที่เรียนอยู่เพื่อวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น




“เอาล่ะครับ เรามาเริ่มเรียนกันเถอะ"




นักเรียนในห้องเปลี่ยนมานั่งหลังตรง มันค่อนข้างตลกที่นักเรียนผู้ชายทั้งหมดให้ความสนใจกับการสอนของอีกฝ่ายได้ขนาดนั้น แต่มันก็ไม่แปลกอะไร – ในเมื่อดีแลนด์ ไบรอนน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องเป็นที่หมายปองของผู้หญิง นั่นทำให้ผู้ชายหลายคนมองอีกฝ่ายเป็น role model ตามไปด้วย ทั้งใบหน้าที่ดูดี และความสามารถท่ีเป็นเลิศทางศิลปะแทบทุกแขนง ทั้งๆที่เจ้าตัวพึ่งอายุ29 ไหนจะการวางตัวที่พอดีนั่นอีก


การประสบความสำเร็จเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะการที่คนๆนั้นมาจากตระกูลที่สูงส่ง และเก่าแก่



เพราะที่นี่คือประเทศอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกา – ที่คอยขายความฝันให้กับคนที่ไม่มีอะไรตั้งต้นเลย




“ผมคิดว่าเราควรเปลี่ยนบรรยากาศจาก sonnets มาอ่านเรื่องสั้นของ Edgar Allan Pole กันน่าจะตื่นเต้นกว่าสำหรับหนุ่มๆ?”



“คร้าบบบบ"



เสียงตอบรับที่ดีทำให้ดีแลนด์แทบหยุดยิ้มไม่ได้ เขาหัวเราะออกมาอีกครั้ง ก่อนจะกระแอมเสียงเพื่อเป็นการบอกว่าจะเริ่มบทเรียนแล้วนะ



“ในห้องนี้มีใครเคยอ่าน เรื่อง The Fall of the House Usher หรือยังครับ?”


“อ่า คุณ?”


“จอห์นครับ"



เจย์เด็นสะดุ้งเมื่อพบว่าคนที่ยกมือคือรูมเมทที่นั่งเรียนข้างๆกัน ร่างบางขำออกมาเมื่อพบว่าผู้ชายตัวใหญ่คนนั้นทั้งยืดหลังตรงๆ ทั้งยกมือจนสุดแขนอีก ดวงตาสีมะฮอกกะนีเหลือบเทานั่นมีประกายวิบวับราวกับได้เจอของถูกใจ



“จะให้ผมไม่พูดอะไรใช่ไหมครับ?”


“เปล่าครับ"


“?”


“มันอาจจะไม่ได้ทำให้คุณตื่นเต้นเหมือนครั้งแรกที่อ่าน"


“...”


“แต่ผมคาดหวังกับความเห็นของคุณที่คิดได้หลังจากได้อ่านมันอีกครั้งนะครับ"


“อ่า..ครับ"




ดีแลนด์ขำออกมาเมื่อนักเรียนหน้าตาดีที่นั่งข้างเจย์เด็นแสดงความลำบากใจผ่านทางสีหน้าออกมาอย่างชัดเจนขนาดนั้น


“ผมให้เวลาอ่านยี่สิบนาทีนะครับ หลังจากนั้นเราจะมาดิสคัสกัน"




คาบเรียนในตอนเช้าจบลงด้วยความตื่นเต้นของทุกคน อาจจะเพราะพล็อตหักมุมที่ซ่อนอยู่ในนั้น การปล่อยให้นักเรียนถกเถียงกันอย่างอิสระ แต่ก็มีวิธีต้อนให้คิดต่ออย่างมีเหตุผลของดีแลนด์ด้วย


จอห์น – เพื่อนสนิทของเจย์เด็นบอกว่า ตอนพักเที่ยงเด็กนักเรียนแห่กันไปซื้อหนังสือของดีแลนด์ที่ร้านหนังสือประจำโรงเรียน จนแคชเชียร์ต้องเอาป้ายมาติดไว้ข้างหน้าว่าหนังสือหมดแล้ว




อ่า..และน่าเสียดายที่ห้องพักครูของคุณไบรอนไม่เคยว่างเลยแฮะ :(









ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายชวนเจย์เด็นและจอห์นมานั่งทานข้าวท่ี่ห้องพักครูในวันถัดมาล่ะก็นะ :)




“ถ้างั้นคุณก็ไม่ค่อยได้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งเลยน่ะสิ?”




เพียงแค่สิบนาที – นั่นคือเวลาทั้งหมดที่ผู้ชายทั้งสองคนนี้สนิทกัน



เจย์เด็นมองภาพที่รูมเมทของเขาพูดคุยอย่างออกรสเรื่องงานวรรณกรรมกับดีแลนด์ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะชอบงานเขียนประเภทเดียวกัน นั่นยังไม่รวมถึงนักดนตรีคนโปรด หรือคอนเสิร์ตที่ไปดูล่าสุดอีก


มันน่าแปลกที่ผู้ชายสองคนที่ให้บรรยากาศแตกต่างกัน กลับมีนิสัยที่ชอบอะไรๆเหมือนกัน




“ทั้งสองคนน่ะ กินข้าวไปคุยไปก็ได้ ไม่เสียมารยาทหรอก"




เจ้าของผมบลอนด์พูดขึ้นเมื่อเขารับประทานอาหารเย็นจนหมดแล้ว จะเหลือก็แต่ผู้ชายสองคนที่วางช้อนลงแล้วค่อยคุยกันอย่างออกรส จนกับข้าวเย็นหมดแล้วนั่นแหละ



“มี Apple crumble อยู่ข้างตู้หนังสือน่ะ"


ดีแลนด์ชี้ไปที่ของโปรดของเจย์เด็นก่อนจะหันมาถกคำถามเชิงปรัชญากับจอห์นต่อ มันเป็นคำถามประเภทที่เจย์เด็นจัดอยู่ในประเภทปัญหาโลกแตก




“แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าการมีอยู่ของความรักที่เราหมายถึงมันมีน้ำหนักเท่ากับของอีกฝ่ายหรือเปล่า"



“มันไม่จำเป็นต้องเท่ากันนี่จอห์น – มันไม่มีวันเท่ากันอยู่แล้ว การมีอยู่ของปัจเจกบุคคลน่าจะเป็นคำตอบที่ดีพอแล้ว"



“ถ้ามันไม่เท่ากัน – สมมติว่าฝั่งคุณไบรอนมีน้ำหนักมากกว่า รู้ทั้งรู้คุณจะยังรักเขาต่อไปหรอครับ?”




แล้วปกติคุณจะวัดน้ำหนักของความรักตอนไหนจอห์น? – ตอนที่คุณรักไปแล้วหรือก่อนจะรัก คุณจะสนใจน้ำหนักพวกนั้นไหม ถ้าคุณไม่รักเขาก่อน"




เจย์เด็นขยับหัวตามจังหวะเพลงแจ๊ซที่ถูกเปิดคลออยู่ในห้อง เขาไม่ได้สนใจที่ทั้งสองคนพูดนัก เพราะมันเป็นการถกถึงปัญหาที่ร่างบางมีคำตอบในใจอยู่แล้ว



ถึงจะทำเหมือนไม่สนใจ เจย์เด็นก็รับรู้ว่าว่าประเด็นของจอห์น – ถูกตอกกลับมาทุกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มนิ่มๆนั่น แต่รูมเมทเขากลับไม่มีปัญหากับการกระทำนั้น ตรงกันข้ามอีกฝ่ายกลับหัวเราะออกมาด้วยความประทับใจ ทั้งยังตบมือเสียงดังไม่หยุดจนเจย์เด็นต้องเดินไปตบหัวอีกฝ่าย ข้อหารบกวนการฟังเพลงแทน




“คุณไบรอนครับ"




เจย์เด็นกลับมานั่งคั่นกลางระหว่างทั้งสองคนเหมือนเดิม เขาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่าเพื่อนสนิทเปลี่ยนมาแสดงสีหน้าที่เรียบนิ่ง




“หืม?”




แม้แต่ดีแลนด์ก็อดเกร็งตามเจย์เด็นไปด้วยไม่ได้ เสียงของไวโอลินที่ถูกสีอย่างไพเราะถูกเล่นคลอไปด้วย ห้องทำงานที่มีกลิ่นของดีแลนด์เต็มไปหมด ทั้งๆที่อีกฝ่ายพึ่งมาใช้ห้องๆนี้ได้เพียงแค่สองวัน – กลิ่นของชิการ์ เทียนหอม กาแฟ และหนังสือ






“คุณจะว่าอะไรไหม...”



“ครับ?”


“ถ้าผม – "



“?”



“จะขอให้คุณเซ็นต์หนังสือให้อีกเล่ม"




เด็กเกรดสิบสามอีกคนถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างแรง เขาจำได้ว่าเมื่อวานจอห์นก็ให้อีกฝ่ายเซ็นต์หนังสือให้หลังคาบบ่าย


แล้วนี่คือภารกิจให้ดีแลนด์ ไบรอนเซ็นต์หนังสือครบสิบสี่เล่ม – ตลอดสองอาทิตย์นี้เลยหรือไง?



“ฮ่าๆ ได้สิ ให้เขียนจ่าหน้าว่าอะไรดี เล่มนี้"








และให้ตายสิ ตลอดสองอาทิตย์นั้น

เจย์เด็นก็พบว่าสิ่งที่เขาคิดเล่นๆน่ะ – เพื่อนเขาทำมันจริงๆ




แต่มันก็เป็นช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่เจย์เด็นค่อนข้างมีความสุขมากๆ ท้องฟ้าที่มีกลางคืนมากกว่ากลางวันในหน้าหนาวไม่ได้ทำให้เจย์เด็นรู้สึกเศร้าเท่าเดิมอีกแล้ว



ไม่สิ พวกเขาทั้งสามคนต่างหากที่มีความสุขไปด้วยกัน พวกเราสนิทกันขึ้นและค่อนข้างไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย จนเพื่อนๆในห้องต่างสงสัยและอิจฉาจอห์น – มันไม่แปลกถ้าน้องเขยอย่างเขาจะสนิทกับพี่เขยถึงขนาดไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ



ไหนจะคอลเลคชั่นหนังสือสิบสี่เล่มพร้อมลายเซ็นต์นั่นอีกที่จอห์นชอบเอาไปอวดกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คุณลุงโทมัส – ยามหน้าโรงเรียน





เรื่องปกติอีกอย่างคือเจย์เด็นมีรูมเมทเพิ่มมาอีกหนึ่งคน –


ดีแลนด์ ไบรอนมักจะมานอนที่ห้องของพวกเขามากกว่าห้องพักพิเศษที่ทางโรงเรียนจัดให้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากขีดเขียนไอเดียที่อยู่ในหัว อ่านวรรณกรรมเล่มใหม่ หรือตรวจการบ้านนักเรียน


ส่วนเด็กเกรดสิบสามอีกสองคนก็ทำการบ้านและอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัย (โดยได้รับเกียรติจากคุณไบรอนมาติวให้ในบางวิชา)




สวนหญ้าหน้าหอพักเป็นที่ๆพวกเขาสามคนมักจะไปนอนดูดาวและถกปัญหาเรื่องต่างๆในชีวิต ทั้งเรื่องไร้สาระและก็เรื่องที่ทำได้แค่แอบคิดในใจ

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์แปลกๆเจือจางความรู้สึกแปลกหน้าจนหมด มันเป็นเหมือนกับการอ่านหนังสือชีวประวัติของใครซักคน – ที่เรากำลังจะรับคนๆนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต




เจย์เด็นจำได้ดี – ว่าคืนวันที่สามจอห์นร้องเพลงที่คุณพ่อของอีกฝ่ายร้องตอนของคุณแม่แต่งงาน เสียงอีกฝ่ายไม่ได้แย่อย่างที่คิด ถ้าไม่ติดว่าเจ้ายักษ์นั่นเรอออกมาระหว่างเพลงล่ะก็นะ


และวันนั้นก็เป็นครั้งแรกที่เจย์เด็นพึ่งรู้ว่าเสียงของดีแลนด์ ไบรอน มันงดงามพอๆกับดนตรีที่อีกฝ่ายเล่น เสียงหวานๆแต่ก็เต็มไปด้วยความเข้มแข็งนั่นยังคงก้องอยู่ในใจเจย์เด็น




มันเป็นน้ำเสียงที่ทำให้เขาอยากขอพร –

หากเจย์เด็นสามารถทำให้อะไรบางอย่างกลายเป็นความนิรันดรได้



สิ่งนั่นคือเสียงร้องเพลงของดีแลนด์ ไบรอน

ที่มาพร้อมกับนัยน์ตาสีเทาที่สวยกว่าผลึกแก้วและสเก็ดดาว



คืนวันที่สี่ – เป็นวันที่ดีแลนด์พาพวกเราไปยังสวนลับที่อีกฝ่ายบอกว่ามีเพียงนักเรียนไม่ถึงร้อยคนที่รู้จักสถานที่แห่งนี้ มันเป็นสวนเล็กๆที่อยู่ข้างหลังพุ่มไม้ขนาดใหญ่ตรงโบสถ์ประจำโรงเรียน



เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลับ –

ความลับที่จะไม่มีใครแพร่งพรายมันออกไปจนกว่าชั่วชีวิตจะหาไม่


จอห์นบอกว่ามันเป็นเหมือนสวนลับที่คุณปู่ของเขาสร้างขึ้นเพื่อเพื่อนสนิทที่ต้องเจ็บปวดเพราะ shell shock จากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มันเป็นสถานที่โปรดในความทรงจำของคุณปู่ และเพราะแบบนั้นจอห์นจึงเชื่อว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืมเหมือนกัน







และก็คืนที่เจ็ด – วันที่หิมะแรกของปีตกลงมา

เจ้าของกลุ่มผมสีเดียวกับรัตติกาลได้เห็นสิ่งที่เขาไม่ควรเห็น




เช่นเดียวกับคืนที่สิบสาม – วันที่หิมะยังคงตกลงมา

เจ้าของกลุ่มผมสีควันบุหรี่ได้เห็นสิ่งที่เขาไม่ควรเห็น





แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะพวกเขาได้คำตอบจากการถกปัญหากันในวันที่สองไปแล้ว











*









“คุณฟิทซ์เฮอร์เบิท มีผู้ปกครองมารอพบหน้าโรงเรียนครับ"




เจย์เด็นทำหน้างงๆใส่คนคุมหอ เขาไม่แน่ใจว่ามีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า ทำไมผู้ปกครองถึงมาพบเขากระทันหันโดยไม่ได้โทรมาแจ้งที่โรงเรียนทิ้งไว้ก่อน เขาโบกมือให้รูมเมทกลับขึ้นไปรอที่ห้องก่อน แล้วจึงเดินออกไปนอกโรงเรียนอย่างไม่รีบร้อนนัก



ฤดูหนาวเป็นฤดูที่เจย์เด็นชอบก็จริง แต่นั่นหมายถึงการที่ได้นั่งมองหิมะหรือฝนตกลงมาจากเตียงในห้อง – ไม่ใช่การเดินต้านท้าลมหนาวออกมาแบบนี้ ระยะทางจากตัวหอมาหน้าโรงเรียนทำให้ผิวขาวๆเริ่มเปลี่ยนแป็นสีแดง ริมฝีปากสีพีชนั่นสั่นนิดหน่อย เพราะลืมใส่ผ้าพันคอออกมาด้วย




เสียงพูดคุยกันที่เริ่มเข้ามาในโสทประสาททำให้เจย์เด็นยิ้มออกมา เจ้าของรถสีดำสนิทส่งยิ้มมาให้เขาก่อนจะรีบก้าวเท้าออกมาหา




“ทำไมไม่ใส่ผ้าพันคอออกมาด้วยล่ะ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก"




พูดขณะถอดผ้าพันคอสีดำสนิทของตัวเองออกมาพันรอบคอระหงศ์ไว้ พวกเขาสบตากันชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนจะถอนสายตาออกจากกัน




“เห้อ เจย์"




ตามด้วยพี่สาวคนสวยที่ถอดหมวกไหมพรมออกมาสวมให้เขา ดึงตัวหมวกให้ลงมาปิดถึงใบหูที่เริ่มแดงเพราะความหนาว ภาพของผู้หญิงตรงหน้าเป็นเหมือนภาพสะท้อนของเจย์เด็น ใบหน้าสวยราวกับตุ๊กตาที่น่าทนุถนอมนั่นมองเข้ามานัยน์ตาเจย์เด็นด้วยความรัก –


ใช่ มันอาจจะเป็นความรักอีกรูปแบบนึง




“ที่บ้านมีอะไรหรือเปล่าครับ?”


“อ๋า ไม่มีอะไรหรอก แต่พี่เห็นว่ามีวันหยุดตั้งสามวันน่ะ"


“ลิลเลยจะชวนเจย์ไปเที่ยวน่ะ เห็นเคยบ่นๆว่าอยากไป Edinburgh นี่นา"




คนถูกตามใจพยักหน้าขึ้นลงอย่างใช้ความคิด ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปเที่ยวกันสองคนก็เถอะ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายเล่นมาดักถึงหน้าโรงเรียนแล้ว ใจจริงเขาก็อยากไป ถ้าไม่ติดว่า –



“แต่เจย์มีนัดไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วอ่ะ"

“ก็ชวนไปด้วยกันซี่ – น่า เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานแล้วนะเจย์"




เสียงหวานของลิลลี่ดังขึ้นอย่างออดอ้อน จริงๆทุกอย่างตอนนี้มันก็ดีมากอยู่แล้ว – เขาไม่อยากไปทำให้แก้วมันร้าวเสียเปล่าๆ


แต่ท่าทางคงเลี่ยงไม่ได้อีกแล้วล่ะ




แน่ใจหรอลิล – ว่าให้เพื่อนผมไปด้วยได้?”




เจย์เด็นก้มลงไปมองลิลลี่ด้วยหางตา เขาไม่ได้อยากทำให้พี่สาวต้องรู้สึกเจ็บปวดไปมากกว่าตอนนี้ มันเป็นความจริงที่เจย์เด็นทั้งรักทั้งเกลียดลิลลี่




“อื้อ แน่นอนซี่ – ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”




ผมสีบลอนด์นั่นปลิวไปตามกระแสสายลม นัยน์ตาสีฟ้าสวยเปล่งประกายกว่าเมื่อหลายปีก่อนนัก แพขนตายาวกระพริบขึ้นลงช้าๆ ริมฝีปากสวยนั่นเปลี่ยนมาทาลิปสติกที่มีสีสดขึ้น แต่เสื้อโค้ทสีครีมตัวยาวทำให้อีกฝ่ายยังคงดูอ่อนหวานเหมือนเดิม




“งั้นเจย์ไปตามเพื่อนก่อนนะ"




ลิลลี่กับดีแลนด์มองตามคนที่สดใสอยู่เสมอวิ่งกลับเข้าไปในตัวโรงเรียน ดีแลนด์เลือกที่จะยืนพิงไปกับตัวรถ เพราะแสงแดดที่ส่องลงมาตรงๆทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นมากกว่าฮีทเตอร์ในรถ


หญิงสาวเอนตัวพิงไปกับอกแกร่งของสามี ภาพของคู่หญิงชายที่ดูเหมาะสมราวกับภาพวาดที่ถูกเขียนออกมาเพื่อเป็นการเติมเต็มของกันและกัน เธอกอดแขนข้างซ้ายของคนรักไว้ราวกับต้องการที่ยึดเหนี่ยว –


และตอนนี้เธอก็มีที่ดีแลนด์ ไบรอนเป็นที่ยึดเหนี่ยว – คนที่พึ่งพาได้ มีชื่อเสียง และเป็นที่รัก


หลังจากผ่านไปซักพักเจย์เด็นก็วิ่งเหยาะๆกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ลิลลี่ขมวดคิ้วเมื่อพบว่าน้องตัวเองเดินกลับมาตัวเปล่า




“เจย์ แล้วกระ – "




เสียงหวานหยุดชะงักลงกระทันหันเมื่อพบว่ามีใครอีกคนเดินมาพร้อมกับเจย์เด็น ใครบางคนที่สูงกว่าน้องชายของเธอหลายเซ็นต์ คนที่แม้จะสันโดษ แต่ก็โดดเด่นท่ามกลางฝูงคนเสมอ




“นี่จอห์น รูมเมทผมเอง"




มือเรียวผายมือไปยังผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าของผมสีดำสนิทกับใบหน้าที่ได้สัดส่วนและดูดีราวกับดารา ความสูงและร่างกายที่มีไหล่หนาสมชายราตรีทำให้การใส่เสื้อสูทของโรงเรียน ดูกลายเป็นเสื้อโค้ทแบบแฟชั่นจ๋า นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบเทานั่นยังสวยและเปล่งประกายเหมือนเดิม





“สวัสดีครับ ผมเป็นเพื่อนสนิทเจย์เด็น"





คนที่เติมโตขึ้นอย่างดี – ใบหน้าที่มีเค้าของโครงหน้าตอนเด็กทำให้การจดจำอีกฝ่ายได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นไม่ใช่เรื่องยาก



ใบหน้าเล็กๆที่มีคิ้วหนา นัยน์ตาสวยที่มักจะอ่อนลงเมื่อต้องแสง จมูกโด่งที่รับกันได้ดีกับเครื่องหน้าทั้งหมด ริมฝีปากหนาที่มักจะยกยิ้มเสมอเมื่อพบเจอผู้คน สันกรามที่ชันเจนกว่าตอนเด็กทำให้ใบหน้าทั้งหมดดูคมคายและเท่ขึ้นกว่าเดิมยิ่งนัก






“John de Clifford





คนที่เจย์เด็นไม่เคยตั้งใจให้เข้ามาอยู่ในแผนการ –





“ยินดีที่ได้รู้จักครับ – คุณไบรอน คุณนายไบรอน :)”






รักแรกของลิลลี่ –

คนที่โชคชะตาเหวี่ยงเข้ามาในโลกของเจย์เด็นเอง

คนที่ยืนยันว่ามันเป็นความตั้งใจของตัวเองทั้งหมด








TBC




Please comment or tag #SFaMilRaindrops







Talk: มาร่วมกันเวลคั่มและหอมหัวคุณชายหล่าแห่งตระกูล de Clifford กันค่ะ *&*//

นามสกุลพี่เขามาตั้งแต่ตอนแรก จนทุกคนน่าจะลืมไปแร้วว ;___;

ฟามบาปหนาคือให้คุณขาเป็นทั้งพี่เขย ทั้งคุณครู นาร๊กกเรียกพิแร้ว .__.


ปล. มีคนถามว่าเราจะรวมเล่มช็อตฟิคไหม เราเลยจะมาลองซาวด์เสียงดูค่ะ (ถ้าไม่ถึงขั้นต่ำที่สำนักพิมพ์รับคงไม่พิมพ์ฮับ)

- ตัวหนังสือเราคิดว่าคงไม่เกิน400-450หน้า ไม่งั้นมันจะหนาไป เพราะงั้นคิดว่าคงใส่ทุกเรื่องที่ลงในเว็บไม่ได้ แต่ที่แน่ๆเราคิดว่าจะใส่ vodka, (os)Reading Dream, Jaeden, อมกว(?) (จริงๆอาจจะเปิดโหวตอีกที) + special/os ที่ไม่มีในเว็บ

- คิดว่าอาจจะรีไรท์บางเรื่องด้วยค่ะ คงไม่ใช่แค่พรู้ฟ ฮืออ

- ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังไม่คิดไปไกล(กว่านี้) แฮ่ ขอดูจำนวนคนที่คิดว่าจะซื้อก่อนนะคะ (ขอความมั่นใจซัก 80%นะคะ .__.)

- สำหรับคนที่สนใจ ไปจิ้มโพลในแท็ก #SFaMilRaindrops ได้เลยค่ะ (ถ้าอยากให้ใส่เรื่องไหนลงไปก็เมนชั่น/คอมเม้นในเด็กดีได้เลยคับ) ;___;


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #468 Felicia_Kirisora (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 17:53
    โอ๊ยยยยยย ว่าแล้วเชียว มันคือจุดใต้ตำตอจริงๆ 555555 สังหรณ์ใจว่าต้องไปต้องเรื่องวุ่นๆตามมาแน่ๆ แซ่บมาก โอ๊ยยยชอบมาก
    #468
    0
  2. #378 fanggy.fuu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:50
    คือทุกอย่างมันไม่ผิดที่ใครเลยจุดนี้ ลิลลี่ผู้เดียว ความไม่มั่นคงแล้วแบบเห็นโอกาสที่ยังมาไม่ถึงก็เลยคิดจะปล่อยแล้วฉุดโอกาสที่คิดว่าดีไว้ก่อน สุดท้ายเป็นไง
    #378
    0
  3. #289 yeryeo kyumin (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 16:10
    ภาษาสวยจนไม่อยากอ่านหนังสือสอบเลย แง555555555 แซ่บไปหมดแร้วๆๆ
    #289
    0
  4. #149 teddy.soo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 14:03
    เหมือนพระเอกทั้งคุณดีแลนด์และคุณจอห์นจะโดนทำร้ายมากกว่าที่คิดเลยนะคะ เพราะเจย์เด็นไม่ได้ตั้งใจให้จอห์นมาอยู่ในแผนแต่แบบ เธออออออออ เธอทำอะไรกันที่สวนแห่งความลับบบบบ แล้วแบบ คุณดีแลนด์มาเห็นไง โอ๊ยตายๆๆๆ แต่คุณดีแลนด์ดีมาก ดีจนแบบ เจย์เด็นหนูโชคดีมากเลยนะคะที่คุณดีแลนด์เขารักหนูขนาดนี้น่ะลูกกกก ชอบที่ถกปัญหาเรื่องความรักกันมากๆ สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่คุณดีแลนด์มีให้น้องเจย์เด็นเลย ;-; แต่แบบ แงงงง ขอให้คุณดีแลนด์ตามแผนของน้องทัน ไม่งั้นคุณดีแลนด์คงเจ็บปวดน่าดูที่รู้ว่าตัวเองเป็นหมากของพี่น้องคู่นี้
    #149
    0
  5. #148 wuingpcx (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 04:14
    สรุปจอนเป็นรักแรกของลิลลี่ ถึงตรงนี้ก็แบบเอ๊ะ คุณดีแลนด์รู้อยู่แล้วรึเปล่า แบบดูเป็นคนฉลาดตามคนทันแถมยังรอบรู้ แต่มาคิดๆดู คงไม่รู้หรอกมั้ง แต่ถ้าไปเที่ยวกันจริงๆเจย์เด็นอาจจะบอกไม่ก็คุณเค้ารู้เอง พี่น้องก็พอๆกันนะ เรื่องความร้ายเนี่ย แล้วตอนนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มมา ไม่รู้ว่าจะเป็นไงต่อเลยค่ะ เดาไม่ถูก
    #148
    0
  6. #147 asummernight12 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 01:12
    จะเรียกว่าไรดี สองคนมีความอยู่เป็น 5555555 รักกันแบบรู้ว่ารักดีอ่ะ ในกรอบสังคมแบบนี้ แต่มายซัน ;-; มันแอบเส้าแหะ
    ละจอนอ่ะ จอนมาแบบ คุนชายของช้านนนนนนนน ชอบความเราสองสาม(สี่)คนนี้ จอนจ๋า พ่อคุณทูลหัว เทอมาดีใช่ไหม ระแวงไปหมด 555555
    #147
    0
  7. #146 #AAZ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 01:02
    เกิดอะไรขึ้นจอห์นกับดีแลนด์รู้ความลับอะไรกัน เจย์กับจอห์นเป็นแค่เพื่อนกันใช่ไหมม หรือดีแลนด์รู้ว่าจอห์นคือรักแรกของลิลลี่ แล้วจอห์นก็รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเจย์และดีแลนด์แล้ว แต่จอห์นกับดีแลนด์คงต้องเคลียร์กันยาว
    สนับสนุนไรท์ไปนานๆ
    รัก
    #146
    0
  8. #145 ₩₩₩💛 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 00:52
    จอห์นคือรักแรกของลิลลี่ อมกกกกก .... แล้วก็มาเป็นรูมเมทกับเจย์เด็นไปอีก ประเด็นคือเท่ไม่แพ้คุณดีแลนด์เลย แถมไม่รู้ว่ามาแล้วจะทำให้ลิลลี่กับเจย์เด็นร้าวกว่าเดิมหรือเปล่า ตอนนี้ความรักของดีแลนด์กับเจย์เด็นดูเป็นเรื่องต้องห้ามมากกว่าเดิมไปอีก ชายกับชาย พี่เขยกับน้องชายภรรยา แถมสถานะครูกับนักเรียนไปอีก นี่กลัวล่วงหน้าเลยค่ะ ถ้าสังคมรู้ยังไงดีแลนด์กับเจย์เด็นแทบไม่มีที่ยืนแน่ ;-; แต่นี่ว่าสักพักเดี๋ยวจอห์นอาจจะรู้หรือเปล่า ดูมีแววจะเข้าถึงทั้งดีแลนด์ทั้งเจย์เด็นเลย

    ปล.ถ้ารวมเล่มซื้อแน่นอนค่า อยากให้รวมมากเลย เชียร์นะคะขอให้ยอดถึงงง สาธุ
    #145
    0