[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 10 : [os] Gun & Rose

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    20 เม.ย. 63

[os] Gun & Rose

Doyoung x Jaehyun









***Edit + talk เกี่ยวกับตอนจบของเรื่อง****

Trigger Warning: Character Death





14,553words

Settings: London & Whitby, England


BG Music: Scarborough Fair – covered by Celia Parvey

**ถ้าเปิดเพลงฟังไปด้วยจะดำดิ่งเลยครับบบ**

https://www.youtube.com/watch?v=x9_bluYa9Xc















































Love alters not with his brief hours and weeks,

But bears it out even to the edge of doom.

(ความรักจะไม่แปรเปลี่ยนไป แม้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง

เพราะรักแท้นั้นจะอยู่เหนือกงล้อแห่งโชคชะตา)


- Sonnet 116, William Shakespeare
























*




























หอนาฬิกาที่ผู้คนทั่วโลกอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองซักครั้งเป็นสถานที่ที่เขาเกลียดที่สุด



มันทำให้การเดินเล่นในลอนดอนกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ เพราะการที่นาฬิกายักษ์นั่นดังทุกๆ 15 นาทีมันทำให้ผู้คนที่เดินส่วนไปมาต่างต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น



ลอนดอนเป็นเมืองที่แปลกแยก ถ้าให้พูดตรงๆคือเขาเกลียดการที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินสวนไปมา ด้วยท่าทางราวกับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของเมืองนี้



ส่วนพวกผู้ดีอังกฤษทั้งหลายน่ะ ต่างก็ย้ายไปสร้างบ้านกันอยู่ตามรอบนอกเมืองหลวงแห่งนี้กันหมดแล้ว เขาจะไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าพวกเราชอบความสงบ และการตีหน้าเสแสร้งเข้าหากัน มากกว่าการพูดอะไรออกมาแรงๆตรงๆเหมือนพวกประเทศที่พึ่งสร้างชาติได้ไม่นาน





อ๋า..ใช่ เขาไม่ใช่คนดีนักหรอก

ไม่ใช่คนที่พร้อมจะรับกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา




เพราะลอนดอนที่เขาจำได้เมื่อหลายปีก่อนน่ะ มันไม่ได้สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้เขาขนาดนี้







เสื้อโค้ทสีเทาตัวยาวทำให้คนผิวขาวสุขภาพดีกลมกลืนไปกับผู้คนรอบตัว เมืองหลวงที่ทุกคนใส่เสื้อทะมึนทึนที่สะท้อนอากาศประจำประเทศ รถบัสสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองวิ่งตัดกับสีของอากาศ มันควรจะทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกร่าเริงขึ้น


แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขานึกรำคาญอยู่ตลอดเวลา






มือเรียวสวยนั่นกระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้น เพราะอากาศที่หนาวลงเรื่อยๆ


เขาเลี้ยวเข้าไปในโบสถ์ West Minister อันเก่าแก่ที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจัตุรัสกลางเมืองแห่งนี้ มันเป็นสถานที่โปรดของร่างโปร่งเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ใกล้สิ่งก่อสร้างที่เขาเกลียดมากจนได้ยินเสียงระฆังนั่นชัดๆก็ตาม




ถ้าไม่ต้องมาทำธุระสำคัญจริงๆ เจย์คงเลี่ยงไม่เข้าลอนดอนมาในช่วงเวลานี้ … 

      ใช่ มันคือหนึ่งวันก่อนที่สิ่งก่อสร้างนั่นจะปิดซ่อมลง





เขาก้าวขาเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่มีช่อดอกไฮเดรนเยียสีน้ำเงินวางทิ้งไว้ มันเป็นดอกไม้ที่หายากมากๆอยู่แล้ว และยิ่งเป็นสีน้ำเงินด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงราคาและความหายากนั่นเลย


เจย์ตัดสินใจปิดเปลือกตาลง เขาตั้งใจจะนั่งเฝ้ามันจนกว่าระฆังจะดังครบสองครั้ง เผื่อว่าเจ้าของดอกไม้ช่อนี้จะเดินกลับมาเอาช่อดอกไม้ที่หายากนี้









ครบแล้ว ..


เสียงระฆังถูกตีไปสองครั้งแล้ว มันทำให้ร่างโปร่งตัดสินใจลุกขึ้นมา และในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืน รองเท้าหนังทรง Oxford ราคาแพงก็เข้ามาอยู่ในระดับสายตา เจย์เงยหน้าขึ้นไปและพบว่าอีกฝ่ายยื่นมือสีขาวซีดมาให้




แปลก..

เขาส่งมือไปให้คนตรงหน้าช่วยออกแรงดึงราวกับรู้จักกันมาก่อน ทั้งๆที่พวกเขาเป็นแค่คนแปลกหน้า และเมื่อเจย์ยืนขึ้น ผมสีดำสนิทที่ตัดกับนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลนั่นดูนิ่งเฉย เขาก็รู้สึกราวกับว่ากำลังถูกดึงเข้าไปในอีกกาแล็คซี่หนึ่ง



กาแล็คซี่ที่ไม่มีใครค้นพบ ..

กาแล็คซี่ที่คนตรงหน้าเป็นเจ้าของ




“ขอบคุณครับ"


เขาส่งยิ้มไปให้คนที่หน้าตาหล่อเหลาราวกับหลุดมาจากเทพนิยายกรีก




“ด้วยความยินดีครับ"




มันจริงที่ดูแว้บเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีเชื้อสายเอเชีย แต่ทั้งการแต่งตัว ท่าทางการพูด สำเนียงแบบ RP ทีมีแต่ควีนพูด ไหนจะรอยยิ้มการค้าแบบผู้ดีอังกฤษนั่นบ่งบอกได้ชัดเจนเลยว่าต้นตระกูลของคนๆนี้ต้องอยู่ที่นี่มาเกินกว่าสิบชั่วคนแน่ๆ




มือใหญ่ที่มีแหวนเงินเรียบๆประดับอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายก้มลงไปหยิบช่อดอกไม้ที่เจย์นอนเฝ้ามาครึ่งชั่วโมง ร่างโปร่งรู้สึกว่าเวลาที่เขาเสียไปไม่ได้ผ่านไปอย่างสูญเปล่า เพราะเมื่อช่อดอกไม้สีน้ำเงินนั่นมาอยู่บนข้อมือแกร่ง- มันช่างดูงดงาม เป็นเหมือนกับภาพวาดของศิลปินชื่อดัง



ราวกับภาพวาดนั่นกลายเป็นผลงานชิ้นเอก เพียงแค่มันมาอยู่ในมือของคนๆนี้



“วันนี้อากาศดีนะครับ ขอให้มีวันที่ดี:)”




มันค่อนข้างตลก ที่การทักทายของคนอังกฤษยังเป็นแพทเทิร์นเดิมๆตั้งแต่อดีตกาล สำหรับประเทศที่ฝนพร้อมจะตกอยู่ตลอดเวลา ทุกฤดูน่ะนะ การที่ฝนไม่ตกก็ถือเป็นข้ออ้างในการเรียกกำลังใจตัวเองดีๆเสมอ




“ไม่หรอกครับ"




เจย์ขมวดคิ้ว นัยน์ตาสีอ่อนนั่นเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่ไร้เมฆปกคลุมอย่างทุกวัน เขาหันกลับมาสบตาคนตรงหน้าอีกครั้งด้วยสายตาไม่เข้าใจ




“อีกสิบห้านาที:)”




เขายิ้ม มันไม่ใช่รอยยิ้มแบบครั้งแรกที่อีกฝ่ายส่งมา เจย์มองตามแผ่นหลังกว้างๆที่สวมเสื้อโค้ทลายตารางของห้องตัดเสื้อที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าทั้งตัวของคนตรงหน้าน่ะ สามารถซื้อห้องที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามของ London Eye ได้สบายๆด้วยซ้ำ








เจย์ตัดสินใจเดินย้อนกลับขึ้นไปฝั่งหอนาฬิกาเพื่อขึ้น underground สถานีที่ใกล้ที่สุดเพื่อกลับบ้านทันทีที่จัดการธุระเสร็จ กลิ่นน้ำหอมฉุนๆของผู้คนต่างชาติที่เดินสวนไปมาทำให้เขาอยากจะอาเจียนออกมาให้รู้แล้วรู้รอด


      เขาล้วงกระเป๋าเพื่อหาเศษเหรียญให้นักดนตรีที่มายืนเล่นหน้าทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน




และหยดน้ำสีใสก็ตกลงบนกลุ่มผมสีเทาเข้ม ในจังหวะที่คนผิวขาวกำลังก้าวลงบันได underground



ริมฝีปากสีพีชฉีกยิ้มออกมา ก่อนจะตามด้วยเสียงหัวเราะ







เขาพบแล้วจริงๆด้วย :)
















*

















Whitby เป็นเมืองที่อยู่ใน North Yorkshire ทางฝั่งเหนือของอังกฤษ ตัวเมืองถูกผ่ากลางด้วยทะเลเหนือ ประวัติศาสตร์ของที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการตกแต่งสไตล์ Gothic ที่เหมาะแก่ประวัติเรื่องลี้ลับของเมืองยิ่งนัก



และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้นักเขียนชื่อดังที่มานอนที่ห้องริมชายทะเลเกิดไอเดียในการแต่งเรื่องแดรคคูล่า จนมันกลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิคที่โด่งดังไปทั่วโลก- ตำนานที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริง จริงๆหรือเปล่า







กลิ่นเย็นๆของทะเลที่วิธบี้นั้นผิดกับกลิ่นทะเลที่ออกเค็มๆของเมือง Scarborough บ้านเกิดของเขานัก และนั่นเป็นสาเหตุที่เจย์มักจะนั่งรถไฟเลยมาที่เมืองนี้เสมอ



เด็กวัยรุ่นที่นี่มักจะแต่งหน้าจัด...แบบที่คุณสามารถเห็นได้ตามวงร็อค และก็มักจะแต่งตัวแบบที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในการออกจากบ้าน แต่มันก็ไม่ได้แปลกอะไร ตราบใดที่คุณยังเดินอยู่ในเมืองที่สิ่งก่อสร้างทะมึนทึนกว่าอากาศครึ้มๆของชายทะเล





เจย์เดินเลี้ยวเข้าร้าน fish and chips เจ้าดังของเมือง โชคดีที่ตอนนี้บ่ายสามกว่าแล้ว และนั่นทำให้เขาไม่ต้องต่อคิวรอนานๆ ร่างโปร่งเดินเข้ามานั่งโต๊ะติดหน้าต่างที่ทำให้เห็นวิวทะเล โต๊ะๆเดิมที่มักจะเหลือที่เดียวทุกครั้งที่เขามากิน



“เฮ้ เจย์"



คนที่ถูกเรียกเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะพบว่าคุณเดวิด เจ้าของร้านร่างท้วมเดินมาทักทายเขาด้วยตัวเอง ใบหน้าที่มีริ้วรอยนั่นดูลำบากใจเล็กน้อย



“สวัสดีครับเดวิด"



เขายิ้ม ส่งสายตาบอกอีกฝ่ายว่าเขาพร้อมจะรับฟังทุกอย่างเสมอ ผู้ชายอังกฤษก็แบบนี้แหละ ไม่พูดอะไรตรงๆ คิดอะไรก็จะเก็บเอาไว้ แล้วแสดงสีหน้าเรียบเฉยต่อทุกอย่างบนโลก ทั้งๆที่ในใจเต็มไปด้วยรอยแผล




“คือ..ที่นั่งนี้...”


“ครับ?”


“ลุงจะบอกหลายครั้งแล้วล่ะ...” นัยน์ตาที่ดูเลิ่กลักนั่นกรอกตาไปมา "จริงๆมันมีเจ้าของน่ะ"


“แสดงว่าไม่เคยมีใครมานั่งตรงนี้...นอกจากผม กับคนๆนั้น?"


“ใช่ เพราะงั้น...”


ไม่ต้องพูดอะไรต่อ คนที่เพิ่งมานั่งก็ยืดตัวขึ้น และในขณะที่เขากำลังจะยืนเต็มๆตัว เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น










“ไม่เป็นไรครับ"







เสียงหวานที่มีความทุ้มในตัวราวกับเสียงของเชลโล่- คีย์โปรดของเขาดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำทะเล มันไม่ใช่สีน้ำทะเลมืดๆแบบทะเลของอังกฤษหรอกนะ




“นั่งกินด้วยกันนี่แหละ"



“สวัสดีครับท่านดีแลนด์”




เจย์มองคุณลุงเจ้าของร้านที่หันไปโค้งให้คนมาใหม่ตรงหน้าทันทีด้วยความงุนงง อีกฝ่ายถอดเสื้อโค้ทสีดำสนิทออก เขามองเดวิดที่รีบยื่นมือออกไปรับเสื้อโค้ทตัวนั้น


ท่าทางแบบนั้นทำให้เขาอดเกร็งตามไปด้วยไม่ได้จริงๆ



“สวัสดี เดวิด" ร่างสูงโบกมือเป็นสัญญาณให้คุณลุงทำตัวตามสบาย ไหล่กว้างๆนั่นทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงกันข้าม "วันนี้ผมขอเป็นวิสกี้นะครับ"



สั่งเสร็จก็หันมามองหน้าเขาเป็นเชิงให้สั่งอาหารซักที เจย์มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความปลง



“ผมเอา fish and chips กับ lobster แล้วก็เพิ่ม yorkshire pudding เยอะๆนะครับ"



เสียงเพลงคลาสสิคที่ถูกเปิดคลอเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับบรรยากาศที่น่าอึดอัด แต่ไม่นานคุณลุงเดวิดก็เดินมาพร้อมกับขวดวิสกี้ที่อายุการบ่มนั่นมากกว่าอายุของคุณปู่เขาเสียอีก




“รินให้เขาด้วยนะครับ"


เจย์เงยหน้ามองอีกฝ่ายทันทีที่ประโยคนั้นจบลง "ขอบคุณครับ" มันเป็นการแสดงมารยาทที่จะไม่ปฏิเสธสิ่งที่อีกฝ่ายเสนอน่ะนะ




“คุณเป็นคนที่นี่หรอครับ?”


เจย์ชวนอีกฝ่ายคุยทันทีที่เดวิดเดินกลับไป


“ครับ ต้นตระกูลผมอยู่ที่นี่น่ะ"


“อ๋า ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นคนลอนดอนเสียอีก"


“ผมแค่แวะไปทำธุระเหมือนคุณนั่นแหละ"


“อ้ะ ผมลืมแนะนำตัวไปเลย"

ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว ร่างโปร่งส่งมือไปให้อีกฝ่ายแทน


"ผม Jay, Jay Scarborough”





อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร ไม่เหมือนปฏิกิริยาคนอื่นเวลาเขาแนะนำตัว ซึ่งเจย์ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ในเมื่อทุกๆอย่างที่ประกอบกันเป็นคนๆนี้มันดูไม่ธรรมดาและสูงส่งกว่าเขามาก


ระดับที่ว่าถ้าอีกฝ่ายบอกเขาว่าเป็นคนในราชวงศ์ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าเหลือเชื่อ




“โอ้ ต้นตระกูลคุณเป็นเจ้าเมือง" พวกเขาปล่อยมือจากกัน "ผมชอบทะเลของ Scarborough นะ ยิ่งเป็นวิวจากกำแพงของปราสาทล่ะก็"


“ผมชอบไปที่นั่นเวลาพระอาทิตย์ตก พร้อมกับไวน์ดีๆซักขวด"


“ไว้คราวหน้าผมจะลองหิ้วไวน์จากบ้านไปด้วย ฮ่าๆ"


“ถ้าคุณมาแล้วเราบังเอิญเจอกันอีก คงตลกน่าดู"




ทันทีที่พูดจบเจย์รู้สึกราวกับว่าเครื่องเล่นเพลงหยุดกระทันหัน มันเป็นชั่วขณะที่แช่แข็งราวกับมีคนตั้งใจหยุดมันไว้


แต่มันก็คงเป็นแค่อาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล




“ผมลืมแนะนำตัวไปเลย"





มันเป็นครั้งที่สองที่อีกฝ่ายยื่นมือมาหาเขาก่อน ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดนั่นดูน่าเกรงขามกว่าเดิม เพราะตอนนี้มันถูกกระทบจากแสงไฟนีออน ไม่ใช่แสงแดดจากธรรมชาติ





"Dyland Welton”






นามสกุลที่ได้ยินตอบทุกคำถามที่เจย์เคยสงสัยได้หมด มันเป็นนามสกุลที่เขาเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนในตอนที่เขาเรียนประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร



“โอ้ ผมว่าผมควรย้ายไปนั่งกับสามัญชนโต๊ะนั้น"



เจย์พยายามพูดติดตลก- หมายถึงว่าถ้าคนตรงหน้าตลกไปกับมันเหมือนเขาด้วยล่ะก็นะ


โอเค ถ้าอีกฝ่ายไม่ตลก มันคือการเสียมารยาทกับคนที่มีเชื้อชาติสูงส่งตรงหน้าชัดๆ




“ฮ่าๆ คุณเป็นคนตลกดีนะ"


“ผมดีใจที่ได้ยินแบบนั้นนะ"


“เอ้อ เจย์ คุณลืมถอดเสื้อโค้ทน่ะ"




เจ้าของเสื้อโค้ทสีเทาสะดุ้ง ส่งยิ้มแหยๆให้อีกฝ่ายก่อนจะลุกขึ้นเพื่อถอดเสื้อโค้ทแล้ววางมันไว้ข้างตัวง่ายๆ พวกเขาผลัดกันถามตอบบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก ในเมื่อมันมีสิ่งที่เรียกว่ามารยาทในการร่วมโต๊ะอาหารอยู่น่ะนะ


“เจย์"

คนถูกเรียกชื่อเงยหน้าขึ้นมาจาก Apple Crumble ของโปรดของตัวเอง



“รถไฟไป Scarborough รอบสุดท้าย"



คนที่กำลังจัดการของหวานอยู่ชะงัก เขาค่อยๆดึงแขนเสื้อสเวตเตอร์สีดำที่กินมือออกมาเพื่อดูเวลาในนาฬิกาข้อมือ เงยหน้าขึ้นไปมองคนที่อยู่อีกฝั่งพร้อมรอยยิ้ม



“คุณมีโรงแรมดีๆแนะนำไหมครับ?”



ดีแลนด์หัวเราะ สาบานกับพระเจ้าได้เลยว่ามันเป็นเสียงหัวเราะที่แปลกที่สุดในชีวิตเท่าที่เขาเคยได้ยินมา




“มีสิ"



“ที่ไหนครับ?”


“มันเป็นปราสาทเก่าน่ะ ต้องนั่งเรือไป"


“โรงแรมในเรื่องแดรคคูล่าหรอครับ? อ๋า ผมอยากลองไปพักที่นั่นซักครั้งหนึ่งอยู่เหมือนกัน"


“ไม่ใช่หรอก"


อีกแล้ว..คนที่อยู่ในระดับสูงขนาดนั้นน่ะ ไม่ควรจะหัวเราะออกมาพร่ำเพื่อแบบนี้สิ…








“บ้านผมน่ะ :)”










Tell him to find me an acre of land:

Parsley, sage, rosemary and thyme;

Between the salt water and the sea strands,

Then he'll be a true love of mine.












*














เรือข้ามฟากที่อีกฝ่ายพูดถึงน่ะ คือเรือยอร์ชอย่างดีที่มีทั้งคนขับและพนักงานดูแลทุกส่วนของเรือ เจย์แทบไม่ต้องกระดิกไปไหน ทั้งน้ำ ทั้งขนมก็มาวางให้ตรงหน้าแล้ว


ใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีเราก็มาถึงเกาะกลางทะเล มันเป็นปราสาทสมัยยุคกลาง สถาปัตยกรรมแบบโกธิคบนเกาะกลางทะเล เป็นสิ่งที่ดูน่าเกรงขามจนเขาอดขนลุกไม่ได้ แต่มันก็สวยงามเกิินกว่าที่จะวิ่งหนีไปเสียเฉยๆ


โดยไม่ได้ไปสัมผัสมันกับมือ…




ทันทีที่ลงจากเรือ เจย์ก็พบว่าสวนตรงหน้าปราสาทแห่งนี้มันสวยงามยิ่งกว่าสวนที่เขาเคยเห็นในพระราชวังแวซายน์เสียอีก มันเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดง ตัดกับตัวปราสาทสีทะมึนได้อย่างน่าพิศวง ถึงแม้มันจะไม่ได้สวยเท่าปราสาท Neuschwanstein ที่เยอรมันก็ตาม



แต่จะให้พูดยังไงดีล่ะ? มันดูมีอายุมานานกว่าปราสาทแห่งนั้นเสียอีก





“คุณอยากเดินหรือขึ้นรถกอล์ฟแทน?”


คงเป็นเพราะแขกเอาแต่กวาดตามองไปทั่วสถานที่แห่งนี้


“อ่า จริงๆผมอยากเดินมากกว่าครับ"


เจ้าของบ้านหยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปพูดกับเซบาสเตียนที่ยืนรออยู่


“เตรียมชาให้ผมที่โต๊ะในสวนด้วยครับ"


“ครับนายท่าน"





ตอนนี้น่าจะห้าโมงกว่าแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังคงให้แสงสว่างแก่ปราสาทอันโดดเดี่ยวแห่งนี้อยู่ เจย์ไม่แน่ใจว่ามันต้องใช้คนกี่คนในการดูแลสวนแห่งนี้ ไหนจะปราสาทหลังใหญ่นี่ด้วย





“ทำไมวันนั้นคุณถึงลืมดอกไม้นั้นไว้ล่ะครับ"



ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาถามออกไปแบบนั้น





“ผมไม่ได้ลืม"





มันน่าแปลกที่ข้างในตัวเขา เจย์รู้สึกราวกับเขารู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว




“แล้ว...ทำไม?”




พวกเขาเดินผ่านเหล่ากุหลายมากมาย มันบานสะพรั่งและโตราวกับได้รับอาหารชั้นดี


“มันเป็นสัญลักษณ์น่ะ”




และตอนนั้นเอง ดอกไม้ที่หยิ่งยโสและเต็มไปด้วยหนามที่คอยแต่จะทิ่มแทงผู้คนที่เดินผ่าน



“เพื่อให้คนที่ผมตามหาหยุดรอ”





มันทิ่มลงไปในมือคู่ใหญ่ … มือที่เป็นเจ้าของทั้งมันเอง ทั้งพื้นที่แห่งนี้





“เพื่อให้ผมกลับไปพบเขาอีกครั้ง”





สายลมหยุดพัด

พระอาทิตย์ค่อยๆลับฟ้า

หมู่เมฆต่างวิ่งหายไป





แล้วคุณได้พบเขาไหม?”




หยดเลือดสีแดงหยดลงบนดอกกุหลาบอีกหนึ่งดอก

รอยแผลที่ควรจะทำให้เขารู้สึกอะไรบ้าง


กลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า




“ได้พบครับ”





ใช่…แผลที่ควรจะเป็นรอยนั่นสมานตัวอย่างรวดเร็ว

และมันเป็นจังหวะเดียวกับที่ดอกกุหลาบที่โชคดีดอกนั้นได้รับหยดเลือดที่แสนบริสุทธิ์



กลายเป็นดอกกุหลาบที่สุกงอมกว่าเพื่อน

มันแทบจะใหญ่เท่าฝ่ามือของเจย์แล้วด้วยซ้ำ









และเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าผม”







ราวกับทุกปริศนาถูกไขในประโยคเดียว

เจย์คิดมาตลอดว่าเขาเป็นฝ่ายเดียวที่ออกตามหาอีกฝ่าย



เขาคิดมาตลอดว่ากำลังเดินนำอีกฝ่ายอยู่ก้าวนึง

แต่มันไม่ใช่ … ไม่เคยใช่เลย






“ถึงจุดประสงค์จะต่างกัน"




มือใหญ่นั่นเด็ดดอกกุหลาบที่เติบโตได้ดีกว่าเพื่อนขึ้นมา




“แต่ผมก็ตามหาคุณ...”




ยื่นมันมาตรงหน้า พร้อมกับใบหน้าที่ไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดๆ



ไม่สิ..”



นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลนั่นสั่นไหว...ใช่ ถึงมันจะไม่ถึงเสี้ยววิ แต่เจย์รับรู้ได้ว่ามันเคยสั่นไหว




ผมรอคุณมาตลอดต่างหาก"




เขาไม่มีทางเลือก...มันมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขารอดออกจากที่นี่ได้





รอมานานแค่ไหน"





เขายื่นมือออกไปรับดอกไม้ที่ตัวเองเกลียดที่สุด …

ใช่ มันสง่างาม แต่เจย์ไม่เคยชอบมันเลย



“นานเกินกว่านิทานปรัมปราจะถูกเล่าต่อ"





ก้าวเท้าเข้าไปหาคนที่ดูสมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา

เยือกเย็นราวกับจะแช่แข็งทะเลทั้งผืนนี้ได้





“นานพอจะรู้จักกับทุกคนในประวัติศาสตร์"





เขาต้องไม่ขไว่เขว

แต่นัยน์ตาที่ทั้งเศร้า เหงา และเต็มไปด้วยความรักนั่นมันดูมีเรื่องราวมากมายข้างใน มากกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะบันทึกไว้ได้





แล้วคุณจะทำยังไงต่อ"





ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน ที่เขาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของคนตรงหน้า มันน่าแปลกที่เจย์ยังได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายเต้น และอ้อมกอดนี้มันก็อบอุ่นพอที่จะทำให้เขารู้สึกสงบ





ผมจะจูบคุณ ผมจะกอดคุณ ผมจะรักคุณให้สมกับเวลาที่ผมให้มันวิ่งผ่านไป"


มันเป็นประโยคที่เต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง ตรงกันข้ามกับไออุ่นที่อีกฝ่ายส่งต่อมา





“ผมจะทำให้คุณเป็นของผม รักผม จนกว่ากัลปวสานจะมาถึง"





สัมผัสของผืนหญ้าไม่ได้หนาวยังที่มันควรจะเป็น อาจเป็นเพราะสัมผัสร้อนๆตรงซอกคอที่ทำให้เขาไม่ได้สนใจความหนาวของอากาศตอนนี้ เสียงดูดดุนดังขึ้นเรื่อยๆราวกับมันจะไม่มีวันจบลง




พระอาทิตย์จากไปแล้ว …

เหลือเพียงแต่แสงจากพระจันทร์


และหมู่ดาวที่จ้องมองลงมายังพวกเขา




ริมฝีปากคู่สวยนั่นยังก้มลงมาดูดดึงความหวานจากเขาอย่างตระกุกตระกาม ไม่มีอีกแล้วอาภรณ์ใดๆที่จะใช้ปกปิดร่างกาย เปิดเผยให้หมู่ดาวบนท้องฟ้าจ้องมองลงมาอย่างติเตียนและจาบจ้วง



ร่างกายขาวบิดไปตามแรงอารมณ์ เขาร้องออกมาทันทีที่นิ้วชี้นั้นชำแรกเข้ามาในร่างกาย นัยน์ตาสีอ่อนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่มันก็หยุดลงทันทีที่คนข้างบนส่งรอยยิ้มมาให้


“เรียกผม..เรียกชื่อผม"



นิ้วที่สามถูกดึงออก พร้อมกับแก่นกายที่มีขนาดใหญ่จนคนแอบมองต้องเบือนหน้านี้



“ดีแลนด์! อ๊ะ!”


ร่างบางร้องออกมาอย่างสุดเสียงเมื่อร่างกายของพวกเขาได้เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ใช่มันเจ็บ แต่เขารู้สึกราวกับว่าชิ้นส่วนที่หายไปได้ถูกเติมเต็มแล้ว



ราวกับพระเจ้าได้สร้างร่างกายของพวกเขาให้เป็นของกันและกัน




เจย์รู้สึกราวกับหูเขาอื้อไปชั่วขณะตอนที่อีกฝ่ายใส่แก่นกายมาจนมิดด้าม และความเจ็บปวดตรงซอกคอทำให้เขาเผลอร้องออกมา มันต้องเป็นคิสมาร์กที่เป็นรอยแดงมากแน่ๆ




ขึ้นมาหน่อยสิ ผมอยากนอนดูดาวบ้าง"



คำพูดที่พูดออกมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั่นทำเอาเขาอยากจะตีอีกฝ่ายให้เต็มแรง




“ก็ช่วยกันซี่"




แต่ก็เป็นเจย์เองนั่นแหละ ที่ยันตัวลุกขึ้นไปทำหน้าที่บริการความสุขให้อีกฝ่าย


แล้วก็ตัวเอง










Tell him to reap it with a sickle of leather:

Parsley, sage, rosemary and thyme;

And gather it all in a bunch of heather,

Then he'll be a true love of mine.





















ร่างบางลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืด เขาใช้เวลากว่าสิบวินาทีในการปรับสายตาให้ชินกับมัน ขาเรียวนั่นก้าวลงจากเตียง ถึงจะไม่รู้ว่าเขาเข้ามาข้างในปราสาทนี้ตอนไหนก็เถอะ


และทันทีปลายเท้าสัมผัสกับพรมของเหลวที่ขังอยู่ในร่างกายก็ไหลลงมา




เขาสะบัดหน้าเมื่อความเจ็บปวดตรงช่วงเอวแล่นขึ้นมาจนต้องเบ้หน้า อดกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ก่อนจะสอดส่องหาเสื้อโค้ทของตัวเอง ก้าวเดินออกไปราวกับลืมความเจ็บปวดเมื่อกี้เมื่อพบมัน


ล้วงเข้าไปข้างในเสื้อตัวโปรด เขายิ้มออกมาเมื่อสัมผัสเจอสิ่งที่ต้องการ หยิบมันออกมา








“จะเริ่มแล้วหรอ"






เสียงเย็นๆที่ดังขึ้นข้างหูทำเอาคนตัวบางกว่าแทบเข่าอ่อน




“คุณรู้?”




ไม่มีประโยชน์อีกแล้วที่จะปกปิดความจริง





“อื้อ ผมมองเห็นอนาคตน่ะ ถึงมันจะเจ็บปวดไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าคุณไม่กลับมาเกิดอีกครั้ง"






เจย์หัวเราะให้กับประโยคที่ดูน้ำเน่านั่น พวกแวมไพร์น่ะมันก็ดีแต่พูดนั่นแหละ

อ๋อ ที่เก่งอีกอย่างคือฆ่าล้างตระกูลฮันเตอร์ที่เหลืออยู่เป็นตระกูลสุดท้าย



ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือตระกูลของเขาถูกฆ่าล้างตระกูลโดยพวกแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์

และทิ้งเขาไว้เป็นผู้เหลือรอดคนเดียว- เป็นข้อยกเว้นเดียวที่เขาไม่เคยเข้าใจ





“ในเมื่อคุณรู้แล้วผมก็คงทำอะไรไม่ได้"




มันเป็นฝันร้ายที่เจย์ไม่สามารถเอาชนะได้ ภาพของบ้านที่เต็มไปด้วยเลือดนองไปเต็มพื้น ภาพใบหน้าของคนอันเป็นที่รักทั้งหมดบิดเบี้ยว ขาดออก และหายไป



“ฆ่าผมสิ"





ที่ไม่เข้าใจที่สุดคงเป็นภาพของพวกแวมไพร์ที่จงใจเหลือให้เขาเป็นผู้เหลือรอดสุดท้าย




“Dyland Welton คุณทำได้ง่ายๆอยู่แล้ว”




แสงจากดวงจันทร์สาดเข้ามาใส่หน้าของสิ่งมีชีวิตที่เขานึกรังเกียจที่สุด




“คุณผู้มีเลือดบริสุทธิ์ เป็นแวมไพร์ตนสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกเน่าๆนี้"




มือเรียวที่ถือกระบอกปืนสีเงินปลดชนวน ส่งด้ามจับไปให้อีกฝ่าย และหันด้ามปืนมาหาตัวเอง





“ถ้าเจอกันในนรก ก็มาบอกผมด้วยแล้วกันว่าการอวสานของโลกใบนี้มันน่าสมเพชขนาดไหน"





เสียงหัวเราะนั่นดังขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและขมขื่น




มันเป็นชั่วขณะที่สั่นไหวอะไรบางอย่างในใจเขา

ราวกับมีอะไรมาบีบสิ่งที่เต้นอยู่ข้างใน

























“คุณต่างหากที่ต้องบอกผม"




เสียงลั่นไกปืนดังขึ้น พร้อมกับความเจ็บปวดจากกระสุนที่ไม่มีวันมาถึง



ภาพของชายที่เป็นบุคคลอันยิ่งใหญ่- เต็มไปด้วยความน่าเคารพและสมบูรณ์แบบ

รอยยิ้มที่ส่งมาให้เขาราวกับจะบอกว่าเจ้าตัวให้อภัยทุกอย่าง



นัยน์ตาสีน้ำทะเลนั่นแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท …

ดวงตาที่เต็มไปด้วยความรัก จนแทบจะล้นทะลักออกมา



ไม่มีแม้แต่หยาดน้ำตาหรือเลือดซักหยด











“ผมจะรอคุณเสมอ"






“Jay Dyland Welton*”








ไม่มีอีกแล้ว ใบหน้าของต้นตระกูลแวมไพร์อันยิ่งใหญ่

ไม่เหลือไว้แม้แต่ร่างกายที่เคยให้อ้อมกอด



กลายเป็นกลุ่มควันที่ลอยขึ้นไปตามสายลม

ออกไปนอกหน้าต่าง สู่ภพนภาที่เขาไม่เคยไปถึง



เหลือไว้เพียงแค่ดอกกุหลาบสีน้ำเงินเข้ม




มันน่าตลกสิ้นดี ..

ที่แวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่จากไปโดยทิ้งไว้เพียงดอกไม้ที่เขาเกลียดที่สุดแทนเถ้ากระดูก




มือเรียวก้มลงไปหยิบดอกไม้ดอกนั้น

และทันทีที่หนามของมันทิ่มใส่นิ้วชี้



หยาดน้ำสีใสก็ตกลงบนแหวนที่ใส่บนนิ้วนางด้านขวา





Jay Scarborough ไม่ได้เจ็บแผล หรือร้องไห้เพราะความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาในหัว




แต่มันเป็นเพราะความทรงจำมากมายที่แล่นเข้ามาต่างหาก


รวมถึงแหวนบนนิ้วนางข้างขวา .. แหวนที่เขาเคยคิดว่าเป็นแหวนประจำตระกูลมาตลอด







แต่หากวินาทีนี้เขาพึ่งเข้าใจ..



ว่ามันเป็นแหวนที่ดีแลนด์ เวลตัน ให้ เจย์ เวลตัน ไว้











On the side of a hill in the sprinkling of leaves.

Washes the grave with silvery tears.

A soldier cleans and polishes a gun.

Sleeps unaware of the clarion call.












ความทรงจำตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน รักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน และพรากจากกัน ประดังเข้ามาในหัวจนร่างโปร่งล้มลงไปนอนกับพื้น ทุกรอยยิ้ม การกระทำ และความพยายามที่ผ่านมาของอีกฝ่ายเป็นเหมือนโซ่ตรวนที่กำลังรัดหัวใจของเขาไว้


มันเจ็บราวกับเจย์กำลังถูกแล่เนี้ออออกมาทั้งๆที่ยังมีสติอยู่




ทุกครั้งที่เขาจากคนๆนั้นไป นัยน์ตาสีฟ้าสวยนั่นจะคลอไปด้วยน้ำตา มันไหลรินลงมาราวกับหยาดน้ำพวกนั้นจะไม่มีวันหมดลง เส้นเลือดตรงขมับขึ้นนูนเพราะความเครียด เสียงร้องไห้ที่แสนโหยหวนดังก้องไปเกือบร้อยวัน


ไม่น่าเชื่อว่ามันจะดังออกมาจากบุคคลที่อยู่เหนือทุกคนในชาติพันธ์



มันช่างต่างกับใบหน้ายามที่อีกฝ่ายเป็นคนจากเขาไปเหลือเกิน











ลมที่พัดมาจากหน้าต่าง พัดซองจดหมายสีดำจนมันตกลงมา ตกลงมาตรงหน้าเขาพอดีราวกับตั้งใจ ร่างโปร่งหัวเราะในลำคอให้กับตลกร้ายของพระเจ้า


ท่านคงสนุกน่าดูที่เห็นมนุษย์โง่ๆอย่างเขาวิ่งไปมาเพื่อแก้แค้นคนที่ฆ่าล้างตระกูลตัวเอง





และสุดท้ายก็เป็นเขา คนที่ทำลายครอบครัวสุดท้ายที่ตัวเองมีมาตลอด











‘ To Jay Dyland Welton




ถ้าคุณเห็นจดหมายฉบับนี้ นั่นหมายความว่าคุณเลือกทำมันจริงๆ

ตอนนี้คุณคงจำได้แล้วว่าคุณและผมเราเกิดมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกันตลอด

คุณและผมพวกเรารักกันเสมอ มันคือความจริงที่พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง

และสิ่งที่คุณทำเหมือนเดิมทุกภพชาติคือการที่คุณไม่ยอมให้ผมเปลี่ยนคุณ

ปล่อยให้ผมเฝ้ารอคุณท่ามกลางฝูงชนที่ผลัดกันล้มตาย

จนกระทั่งวันนี้ ตอนนี้ ที่ทุกคนที่ผมรู้จักได้จากไปแล้ว



คุณและผมต่างก็เป็นคนสุดท้ายของสายพันธ์ที่เหลือรอด

แต่ว่านะ..ที่ตอนนี้คุณปวดหัวราวกับจะระเบิดออกมาน่ะ มันมีเหตุผลที่คุณอาจไม่รู้






ชาตินี้คุณเลือกจะทำบางอย่างที่ต่างออกไป

และผมก็เช่นกัน




คุณได้ความทรงจำเหล่านั้นกลับมา

เพราะตอนนี้คุณต้องอยู่เหนือกาลเวลาเหล่านั้น




เจย์

คุณเลือกจะทรมาน ปล่อยให้ผมรออย่างอ้างว้าง

และครั้งนี้คุณยังเลือกที่จะทรยศผมอีก



เพราะงั้นคุณจงจดจำผมจนกว่าโลกใบนี้จะแตกสลายไปเสียเถิด

แล้วหลังจากนั้น




ผมจะยิ้มให้คุณจากอีกฝั่งของขุมนรก







Always,

Dyland Jay Welton














ร่างโปร่งหัวเราะออกมา

หยาดน้ำอุ่นไหลลงมาจากนัยน์ตาคู่สวยไม่ขาดสาย








เขาหัวเราะให้กับความจริงที่ว่าปืนกระบอกเดียวที่จะสามารถฆ่าแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ได้หายไปแล้ว

หายไปในวินาทีที่เจ้าของมันกลายเป็นแวมไพร์



เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครองปืนกระบอกนั้น




เผ่าพันธ์แวมไพร์ที่ได้สมาชิกมาสืบสกุลต่อ

กับเผ่าพันธ์ฮันเตอร์ที่หายไปตลอดกาล











On the side of a hill in the deep forest green.

Tracing of sparrow on snow-crested brown.

Blankets and bedclothes the child of the mountain

Sleeps unaware of the clarion call.









พื้นหินอ่อนไม่ได้ทำให้ร่างโปร่งรู้สึกเย็นอีกแล้ว

เขาก้าวลงบันไดที่มีรูปของเขา...กับดีแลนด์ประดับคู่กันจนสุดทาง


      ภาพวาดที่ผ่านมาเกือบทุกสมัย ทุกศิลปะการวัด ตั้งแต่ Neoclassicism Impressionism Renaissance Romanticism




มันไม่ใช่แค่ครั้งแรก..

แต่พวกเขาเกิด พบ รัก และพรากจากกันมาทุกยุคสมัย




ราวกับประวัติศาสตร์อยากจะเขียนเรื่องราวความรักนี้ซ้ำๆ

แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นพระเจ้าเองนั่นแหละที่เบื่อ




เบื่อตอนจบที่เคยเป็นเหมือนเดิมทุกครั้ง













โดดเดี่ยว อ้างว้าง และโหยหา

อยู่ในปราสาทอันมืดมิดกลางทะเลอันไกลโพ้น





ช่างเป็นบทลงโทษที่สาหัสสากัญณ์นัก

และมันก็ทำให้เจ้าของปราสาทคนใหม่ตระหนักได้






ว่าสิ่งที่เขาทำไว้กับดีแลนด์ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น


มันเจ็บปวดและทรมานขนาดไหน..










และความจริงที่ว่า เจย์เวลตัน รัก ดีแลนด์เวลตันมาตลอด

ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ลดลง หรือสูญหายตามกาลเวลา











“Till we meet again, my Dyland”












Remember me to one who lives there.

He once was a true love of mine.




















- The End-





This is not the end of the story.

Since You will love me, remember me, yearn for me,

till the very end of the time.





:)








I DO LOVE YOU

SO DOES THE ROSE











Please comment or tag #SFaMilRaindrops









Talk : แฮปปี้ที่สเตชั่นคุณโดออกแร้ว (แต่ดูเอ็มวีทั้งนั้มตา.___.)



เกี่ยวกับตอนจบของเรื่องนะคะ มันอาจจะเป็นเพราะว่าเรื่องนี้เป็นวันช็อต ซึ่งเราไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก จนอาจจะทำให้บางคนไม่ชอบตอนจบ แบบมันดูไร้สาระกับเหตุผลแค่นี้ แล้วก็อาจจะเพราะว่าตัวดีแลนด์แทบไม่ได้โผล่ออกมาเลย พูดน้อย แล้วก็ไม่มีฝั่งความคิดของดีแลนด์ด้วย เพราะงั้นเราเลยจะมาอธิบายถึงสาเหตุ(สำหรับเรา)ให้อ่านค่ะ


ก่อนอื่นเลยอยากให้นึกภาพก่อนว่าถ้าเราเป็นดีแลนด์ ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยอังกฤษยังไม่บันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษร นั่นคือก่อนสมัย Anglo-saxon อีกค่ะ ดีแลนด์ต้องรออยู่เสมอ ไปตามหาว่าคราวนี้เจย์จะเกิดที่ไหน จะเป็นเพศอะไร ชอบอะไร นิสัยยังไง แล้วจะเข้าหายังไงอีก เพราะอย่าลืมว่าการกลับชาติมาเกิด มันไม่ได้การันตีว่าทุกอย่างจะต้องเหมือนเดิมนะคะ ดีแลนด์ที่เป็นเหมือนพระราชาของแวมไพร์ต้องหา พยายามเกือบร้อยวิธีเพื่อมาจีบเจย์ให้ติด


เพราะอะไร?​ เพราะเจย์ไม่ยอมให้ดีแลนด์เปลี่ยนน้องให้เป็นแวมไพร์ค่ะ และนั่นหมายความว่าเจย์จะไม่ได้ความทรงจำจากชาติก่อนคืน ไม่ต้องมานั่งรับรู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือพรหมลิขิต แต่เป็นความพยายามของดีแลนด์ต่างหาก และตัวดีแลนด์เองก็มีศักดิ์ศรีและหยิ่งพอที่จะไม่คืนความทรงจำชาติก่อนให้เจค่ะ เพราะว่าการคืนความทรงจำมันเหมือนการบังคับให้น้องรักพี่แบบไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ แบบ "เฮ้เจย์ ชาติที่แล้วเรารักกัน ชาตินี้เรามารักกันอีกเบบี๋ งี้อ่ะ" ซึ่งมันค่อนข้างไม่ใช่ ดีแลนด์พยายามเสมอค่ะ แต่เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะให้น้องเลือกทางเลือกของน้องเองทุกชาติ


อ่า แล้วชาตินี้อีกที่น้อง "เกลียด"​ ดีแลนด์ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า เหมือนที่เราบรรยายไว้ตอนต้นเรื่องว่าน้องยอมทำ หรือมาในที่ๆเกลียด เพื่อที่จะมาตามล่าดีแลนด์ เออมันเป็นความเกลียดขนาดนั้นอ่ะ สำหรับคนที่กำลังท้อ มันคือการปั่นทอนกำลังใจครั้งใหญ่เลยนะ เห็นเขาตายมาสิบๆครั้งไม่พอ ตอนนี้ต้องมาเห็นเขาเกลียดเราอีก -


แล้วทีนี้มาถึงประเด็นที่ ดีแลนด์ "สามารถมองเห็นอนาคต"​ นั่นหมายความว่าดีแลนด์เห็นทุกอย่างแล้ว การที่น้องเลือกทางที่ต่างออกไป นั่นอาจจะหมายความว่าน้องอาจจะไป "รัก"​ คนอื่นก่อนหรือหลังจากนี้ก็ได้ แล้วดีแลนด์ที่ไม่เหลือใครอีกแล้วจะอยู่รออะไร? ในเมื่อคนๆเดียวๆที่เขารอเป็นคนที่ฆ่าตนได้ และต้องทำก่อนที่ตัวน้องจะเปลี่ยนเป็นแวมไพร์โดยสมบูรณ์


โอเคดีแลนด์อาจจะแย่ที่เปลี่ยนน้องแล้วหนีไป แต่การทำแบบนี้เปิดสามทางเลือกให้เจย์ คือหนึ่งรอตามที่ดีแลนด์บอก สองไปรักคนอื่นแล้วให้ชีวิตอมตะคนนั้นอยู่ด้วยกันตลอดไป สามเจย์ถูกเปลี่ยนก็จริงแต่ไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์ ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียวก็เลือกทางนี้ได้ (ซึ่งเจย์ที่ไม่เหลือใครแล้ว อาจจะทำแบบนี้เองด้วยซ้ำหลังจากที่ฆ่าดีแลนด์เสร็จ)


สรุปคือสำหรับดีแลนด์ความรักที่มีให้เจย์มันมีมากจริงๆ ไม่เคยลดลง เพียงแค่มันเป็นครั้งที่เขารู้สึกพอแล้วอ่ะค่ะ I've had enough พอ อยากจะหยุดวงล้อนี้ ส่วนเจย์ เจย์ที่รู้จักดีแลนด์ในปัจจุบันไม่ถึงหนึ่งวัน(เรื่องดำเนินตั้งแต่เช้าถึงพลบค่ำ)กับความทรงจำของทุกชาติที่เคยผ่านมา ... มันจะทำให้น้องรักดีแลนด์ได้หรือเปล่า? อืม อันนี้แล้วแต่ความคิดแต่ละคนเลยค่ะ แค่ตอนนี้น้องต้องแยกความรู้สึกสงสารกับอย่างอื่นออกจากกันให้ได้ก่อน



เราไม่เคยพิมพ์อธิบายฟิคตัวเองยาวขนาดนี้เลย ฮื่ออ ไม่รู้พิมพ์เยอะจนคนอ่านจะงงหรือเปล่า แล้วก็ไม่รู้ว่าอ่านแล้วจะยังรู้สึกว่ามัน makes sense ไหม แต่เราขอโทษจริงๆนะคะที่ตอนจบอาจจะทำให้ใครเสียความรู้สึกหรือผิดหวัง



ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #580 Lalalalufy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 05:50
    ฮือออ เจ็บปวด ทำไมมันเศร้าแบบนี้ สงสารดีแลนด์​ที่ต้องรอคนรักแต่สุดท้ายก็ต้องจากกันทุกครั้ง แต่เจก็ไม่ผิดเลย เพราะเจจำไม่ได้อ่ะㅠㅠ
    #580
    0
  2. #522 Balloonicorn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 13:33

    อ่านจบมันหน่วงไปหมดเลยค่ะ เพลงที่คุณไรท์แนะนำก็เพราะมากๆ ทุกอย่างในเรื่องลงตัวเหตุผลและการกระทำต่างๆ ตอนแรกงงว่าเจย์ไปนอนรอเจ้าของดอกไม้ทำไม ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ ฮรุก มันเศร้า //อยากให้คุณไรท์ลองแต่งแนว Anna Karenina จังเลยค่ะ อยากลองอ่านแนวคสพ.ของทั้งคู่ในแนวนี้ ไรท์บอกไปแต่งเองนะ5555 แฮ่ ชอบจริงๆค่ะ เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคะ ชอบแนว bitter-sweet ของคุณไรท์ทุกเรื่องเลยย

    #522
    0
  3. #479 ordinarily (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 11:31
    อมก เราชอบความนิ่งของทั้งคู่ มันปวดร้าวอย่างสงบ มันแบ๊บบบ เราชอบมาก เราชอบตอนจบแบบนี้ มันหดหู่ มันพอ แต่มันก็มีความหวังอยู่ในนั้นด้วย เป็นเดิมพันที่ดุเดือดมาก
    #479
    0
  4. #478 AEGIDIOS (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 22:55
    ชอบแบบมากๆๆเลยค่ะมี10ให้100เลยอะ แต่งดีมากก ไม่เคยเจอ(ตัวเราน่ะ)ฟิคที่เอาปวศ.มารวมในเรื่องแล้วคืออินอะอินมาก นึกภาพตาม แล้วเหมือนอ่านนิยายโบราณเลย สถานที่ก็บรรยายดี เราว่าแบบพีคดีอะที่ฆ่า5555 ชอบอะชอบหมดเลย
    #478
    0
  5. #365 Th'N (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 19:18
    ภาษาดีมากเลยค่ะ ;-; มันแบบว่าเข้าถึงเรามาก ขอบคุณคำอธิบายตอนจบค่ะเพราะตอนแรกก็งงนิดหน่อยแห่ะๆ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว
    #365
    0
  6. #330 cadeaux (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 17:18
    นี่เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดในเรนดรอปเลย ยกให้เป็นที่หนึ่งในใจ รักมากกก องค์ประกอบทั้งหมดของเรื่องทั้ง setting ทั้ง bgm หรือแม้กระทั่งตอนจบมันเป็นเหตุเป็นผลและลงตัวไปหมด ทึ่งกับความพยายามอันมหาศาลของคุณดีแลนด์ นี่เป็นเรื่องที่โรแมนติกมากสำหรับเรา คุณดีแลนด์ไม่จำเป็นต้องมีบทมากเลย เพราะการกระทำทุกอย่างของเค้ามันบอกอยู่แล้วว่ารักน้องมากขนาดไหนอะ ฮ่อย เพ้อออ เสียใจอยู่หน่อยๆ ที่เรื่องนี้ไม่ได้รวมอยู่ในเล่มเรนดรอปด้วย ถ้ารวมเล่มรอบหน้าฝากพิจารณาหน่อยนะคะ แงงงงง
    #330
    0
  7. #327 029748045 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 22:26
    โอ้ ดีมากเลยไรท์ขา ตอนแรกเรางงนิดหน่อย พออ่านทอล์คไรท์แล้วเข้าใจขึ้นเลย ซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้อีกค่ะ เราทับใจภาษาไรท์มากเลย อ่านเพลินมาก แปปเดียวจบแล้ว ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ เป็นกำลังใจให้นะ
    #327
    0
  8. #297 pinkbby (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 08:20
    เราอินนะ ยิ่งช่วงหลังอยู่ดีๆน้ำตาไหลเฉย อ่านแล้วรู้สึกเหงา โดดเดี่ยวมาก ขอบคุณมากนะคะ เก่งมากก
    #297
    0
  9. #285 cadeaux (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 20:42
    สำหรับเรามัน make sense มาก อินไปกับทุกตัวอักษรที่คุณบรรยาย เราเห็นภาพตามเป็นฉากๆ จนมาถึงตอนจบที่แบบ เออสาสมอะ เจอกันในอีกฟากของนรกเถอะที่รัก รักนะแต่เจ็บปวดพอแล้ว อ่านจนจบอารมณ์เรายังฟุ้งอยู่เลยอะ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงต่อเลย ฮือ bitter-sweet โคตร it is love but this love is a tragedy ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆแบบนี้นะคะ
    #285
    0
  10. #231 เด็กชายต้นปาล์ม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 12:47
    คุณเขียนดีมากๆเลยค่ะ คือเป็นงานเขียนที่ดีมากๆ อ่านแล้วเข้าถึงตัวละครได้ดีจริงๆ ขอบคุณที่เขียนอะไรดีๆแบบนี้มาให้เราอ่านนะคะคุณไรท์ เป็นกำลังใจให้นะ:D
    #231
    0
  11. #209 Boild_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:18
    งานเขียนของคุณคือศิลปะเลยค่ะ เห็นได้ชัด เป็นศิลปะที่ส่งผ่านออกมาได้ดีมากเหมือนชมภาพศิลปะดีๆเลย ขอบคุณที่มาเขียนให้ได้อ่านนะคะ:)
    #209
    0
  12. #142 teddy.soo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 11:06
    เราเข้าใจตั้งแต่ในเรื่องแล้วนะคะ แต่พอมาอ่านทอล์คของไรท์แล้วรู้สึกเหมือนเปิดความคิดเราให้มองในหลายๆมุมทั้งความรู้สึกของเจย์และของดีแลนด์ สุดท้ายแล้วไม่ว่าเจย์จะเลือกทางไหนแต่เจย์เข้าใจความเจ็บปวดและความรักของดีแลนด์แล้วก็พอแล้วจริงๆค่ะ ไม่รู้ว่าเจย์จะรอดีแลนด์เหมือนที่เขาเคยทำให้ตัวเองมั้ยแต่มันคงจะดีถ้าเจย์ไม่ได้เอามาแค่ความทรงจำในอดีตของตัวเองมาอย่างเดียว หวังว่าเจย์จะรับรู้และรู้สึกได้ถึงความรู้สึกรักที่เจย์กับดีแลนด์เวลตันมีให้กันเนาะ ความแค้นมันจบลงแล้วล่ะ
    #142
    0
  13. #76 thejohnnysuh (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 22:46
    เออ อ่านจบละไม่รู้จะโทษใคร โศกนาฏกรรมความรักไปอีก ผิดที่ผิดเวลา ถ้าทั้งสองคนเป็นคนธรรมดาก็คงจะดี แต่นี่ดันเป็นผีกับคน แถมเป็นศัตรูกันไปอีก ตอนแรกแอบคิดว่าอาจจะจบแฮปปี้เอนดิ้งแบบแฮปปี้ยยยย์แฮปปี้ อยู่ด้วยกันตลอดกาล แต่จบแบบนี้ก็ดีอ่ะ สะใจแปลกๆ สลับกันรอมั่ง คึๆๆๆๆๆๆ
    #76
    0
  14. #70 Taochao (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 14:05
    ดีแลนด์ที่ยอมรอมาตลอด ตั้งแต่สมัยอังกฤษยังไม่บันทึกประวัติศาสตร์ รอมานานเพื่อที่จะได้พบกับเจย์อีกครั้ง มันแบบจี๊ดใจเลยอะ ฮือ ;-; แค่รอรู้สึกท้อแล้ว แต่เพราะปลายทางของการรอคือน้อง เราว่าดีแลนด์ก็น่าจะรู้สึกคุ้มค่าที่รอนะคะ ถึงสุดท้ายแล้วจะต้องตาย แต่เพราะเป็นน้องอะ ต่อให้น้องเกลียด แล้วตัวเองรู้สึกว่าพอกันที แต่ดีแลนด์ก็ยอมรอ และตามหาน้องอีก นั่นอาจเพราะว่าเพื่อที่จะได้เจอน้องอีกครั้งถึงจะเจ็บปวดก็ไม่เป็นไร ครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอแล้วนี่เนอะ ฮรุก ;-; (เพลงพี่แทลมาเลย อาพาโดแควนชานาา) ถึงจะไม่ได้ตายภายในอ้อมอมเจย์ แต่แบบนี้ก็ถือว่าจบสวยที่สุดแล้ว (แต่ถึงจะตายไปแล้ว สุดท้ายดีแลนด์ก็ทิ้งนิสัยชอบรอไม่ได้อยู่ดี พี่แกยังบอกน้องว่าจะไปรอยืนยิ้มให้น้องจากอีกฟากนิ โรแมนติกหน้าตายสุด! 5555) หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับน้องเนอะว่าจะทำยังไงต่อ น้องที่เกิดมาเพื่อแก้แค้นคนที่ฆ่าครอบครัวตัวเอง ก็แสดงว่าน้องรักครอบครัวตัวเองมาก แล้วพอรู้ว่าจริงๆแล้วตัวเองได้ฆ่าครอบครัวคนสุดท้ายของตัวเองลงไป มันก็เป็นฟิลไม่เหลืออะไรแล้วอะ เป้าหมายที่ต้องทำก็ลุล่วง น้องอาจจะปรับตัวได้และรักคนอื่นไปพร้อมกับทรงจำที่เกี่ยวกับดีแลนด์ แต่เราว่าน้องน่าจะเลือกแบบสามนะ ฮิ ขอบคุณสำหรับฟิคเรื่องนี้นะคะ แล้วก็คำอธิบายด้วย ได้เห็นมุมมองกว้างขึ้นเยอะเลย
    ปล.คุณลุคนี้ก๊าวใจสุดดดดดดด
    #70
    0
  15. #69 ybsb (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 23:34
    โหหห ดีมากๆๆๆๆแบบมากๆๆๆๆเลยค่ะ ต้องค่อยๆอ่านค่อยๆซึมซับ มันเป็นอารมณ์สีเทาที่ดีมากๆๆๆๆจริงๆ ไรท์เก่งมากๆเลย แงงง
    #69
    0
  16. #68 SeeAES (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 21:59
    เป็นความรักที่แบบวนไปเรื่อยๆเหมือนห่วงโซ่อาหาร บอกไม่ถูก คูมดีแลนต้องทนกับความเจ็บปวดทุกครั้งที่เจย์จากไป คือมันเศร้าแบบเห็นภาพตามที่บรรยายเลยค่ะ แบบใจสลายไปแล้ว ;-; นี่คือการแก้แค้นรึป่าว ก็รู้สึกว่าไม่เชิง ฟีลแบบเป็นฝ่ายรอเค้ามานานครั้งนี้ก็ขอให้เจย์เป็นฝ่ายที่อยู่ แล้วอยู่ตลอดไปไปเลยงี้ก็ได้หรอ ฮรึก แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะคำว่ารัก อ่านจบมันหนึบหนับไปหมดเลยค่ะ5555 พล็อตดีมากๆ อินแล้วก็ชอบมากเลยค่ะไรท์ ขอบคุณที่เขียนฟิคดีๆมาให้อ่านนะคะ
    #68
    0