[(Destiel-Thorki) SPN x Avengers] Mark of Cain

ตอนที่ 16 : 16 [Crowley's POV, Sam & Steve, Thor & Steve]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    17 ต.ค. 59

“ข้ามาขัดจังหวะการเดทรึเปล่า?”

.

“ข้ามา...ขัดจังหวะการเดทใช่ไหม?”

.

“ข้ามาขัดจังหวะการเดทสินะ”

.

“ข้า—”

ฝ่าบาท” เสียงกระแอมของขุนนางปีศาจทำเอาคราวลี่ย์สะดุ้งโหยง ก่อนจะชักสีหน้าฉับพลัน เขากำลังฝึกซ้อมละครฉากสำคัญอยู่เชียวนะ!

พวกโง่เง่าไม่มีวันรู้ว่าเขาต้องใช้เล่ห์เพทุบายมากขนาดไหนกว่าจะเข้าใกล้ความหวังอันเลื่อนลอยได้มากขนาดนี้

แต่กระนั้นเมื่อขานตอบ น้ำเสียงของเขาก็ราบเรียบ แหบกระซิบเล็กน้อยตามแบบฉบับ ปีศาจเราจะเป็นใหญ่ได้ย่อมต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ และตำแหน่งราชาแห่งนรกมันก็ประธานบริษัทควบซีอีโอดี ๆ นี่เอง เขาใช้เวลานานนับศตวรรษกว่าจะไต่เต้าจากตำแหน่งเซลส์กระจอก ๆ แบบที่พวกวินเชสเตอร์เรียกว่าปีศาจสี่แยกมาจนครองมงกุฎผู้บริหารแห่งอเวจีได้ “มีอะไร?”

“เอกสารสำคัญมากมายรอเซ็นอยู่กระหม่อม”

คราวลี่ย์ถอนหายใจ ปรายตามองเจ้าปีศาจไร้สมองตนนั้นผ่านกระจกเงาที่เขากำลังซ้อมบทอยู่จนถึงเมื่อครู่ “ไม่เห็นรึไงว่าข้ากำลังยุ่ง”

“กระหม่อม แต่...”

คราวลี่ย์ขี้เกียจจะฟัง

ให้ตาย ก็เพราะนรกเต็มไปด้วยปีศาจกะโหลกกะลาแบบนี้ยังไงเล่า

เขาถึงต้องการคนมีพรสวรรค์อย่างดีน วินเชสเตอร์ มาโหมไฟให้มันหน่อย!

หลังจากเปลี่ยนชุดสูทตัวใหม่เพราะของเดิมเปื้อนกระเซ็นเลือดขุนนางไม่รู้กาลเทศะบางตน คราวลี่ย์ก็หาผู้เป็นนายแห่งปฐมศัสตราเจอในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ฝ่ายนั้นกำลังนั่งดูเทวดาตกสวรรค์กินเบอร์เกอร์—เทวดาที่พลังเหลือริบหรี่เสียจนไม่รู้สึกถึงการมาของเขาจนกระทั่งเข้าใกล้เกือบจะประชิดตัว

“ข้ามาขัดจังหวะการเดทรึเปล่า?”

เขาเอ่ยอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่าความลับของความสมบูรณ์แบบก็คือการฝึกฝน

เขาต้องการให้ว่าที่พนักงานตัวอย่างขององค์กรประทับใจ ดีน วินเชสเตอร์ เป็นลูกศิษย์มือดีของอลาสแตร์ ใคร ๆ ก็รู้ ถึงจะเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วก็เถอะ ทั้งมิตรและศัตรูต่างต้องยอมรับว่าความรู้ความสามารถในฐานะนักล่าของดีนไม่ธรรมดา ได้มนุษย์แบบนี้มาเป็นปีศาจ... แค่คิดก็ทำเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นแล้ว

แซม วินเชสเตอร์อาจจะเป็นคนเปิดประตูนรกปล่อยลูซิเฟอร์ออกมา แต่พี่ชายของเขาต่างหากที่เริ่มเรื่องทั้งหมด การที่เขายอมรับตำแหน่งนักทรมานหลังความเจ็บปวดสามสิบปีในนรก เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประตูนรกของแซม และยิ่งดีเข้าไปใหญ่ที่ดีนไม่เห็นด้วยกับการที่อาเซเซลกับลิลิธสุมหัวกันวางแผนให้น้องชายของเขาปล่อยลูซิเฟอร์ออกมา คราวลี่ย์มีความสุขพอ ๆ กับพวกวินเชสเตอร์นั่นแหละที่อดีตลูกชายคนโปรดของพระเจ้ากลับเข้าคุกเหล็กใต้ดินไปเสียได้ ปล่อยให้ตัวอันตรายแบบนั้นเดินเพ่นพ่านช่างไม่ดีต่อเสถียรภาพของตลาดและการเมืองเอาเสียเลย

แคสเทียลสะดุ้งเมื่อเห็นการมาของเขา ดาบเทวทูตเลื่อนลงกระชับในมือตามสัญชาตญาณ

“ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นเลย ข้าไม่ได้โผล่มาตอนพวกเจ้าอยู่บนเตียงกันสักหน่อย” คราวลี่ย์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมอไหล่ แบให้เห็นว่าว่างเปล่า พอใจเมื่อเห็นแคสเทียลขมวดคิ้วและดีนขยับตัวอย่างอึดอัด “เย็นไว้ ข้ามาด้วยสันติ เห็นไหม ไม่มีอาวุธ”

“ต้องการอะไร คราวลี่ย์”

ดีนเสียงเข้ม จ้องเขาเขม็ง

“ไม่ต้องดุน่า ข้าไม่แตะต้อง แคส ของเจ้าอีกหรอก หมอนี่ทำงานด้วยยาก ใครจะไปรู้ว่าระหว่างเราสองคน คนที่หักหลังก่อนจะเป็นเขา” คราวลี่ย์หมายถึงครั้งที่พวกเขาเป็นพันธมิตรกัน โดยเขาให้อีกฝ่ายกู้ยืมดวงวิญญาณจากนรกไปเป็นพลังงานต่อสู้กับราฟาเอลได้ในสงครามกลางเมืองของสวรรค์ ขณะที่ราชานรกได้สัตว์ประหลาดชนิดต่าง ๆ มาทดลองเป็นการตอบแทน...โปรเจ็กต์นั้นจบไม่สวยเท่าไหร่ เรียกได้ว่าขาดทุนหนักจนเขาจดลงไดอารี่ไว้เป็นข้อคิดเตือนใจว่าอย่าทำธุรกิจกับพวกไม่มีหัวธุรกิจ

แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เขามีธุระกับดีน ไม่ใช่แคสเทียล ซีอีโอแห่งโลกใต้พิภพเชื้อเชิญตัวเองลงนั่งเบียดกระแซะข้าง ๆ ดีนอย่างออกจะมีความสุขกับสายตาสีฟ้าฝั่งตรงข้ามที่ทิ่มแทงมา ดีนกระแอมแล้วเขยิบหนีไปชิดริมหน้าต่าง คราวลี่ย์สนุกเสียจนต้องแกล้งหยิบมันฝรั่งในจานของอีกฝ่ายกิน แสร้งทำเป็นสนิทสนมทั้ง ๆ ที่อาหารจานด่วนแบบนี้ไม่อยู่ในรสนิยมของเขา

ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตว่า อาหารยังเหลืออยู่เต็มในจานของดีน

ยอดเยี่ยม วิเศษที่สุด

รอยตราแห่งเคนกำลังทำให้ชายหนุ่มเบื่ออาหาร แน่ละ เขากระหายการฆ่าจนแทบจะลงแดง ยังจะมีกะใจกินอะไรลงอีกหรือ? อย่างไรก็ตาม ความรู้นั้นเตือนให้คราวลี่ย์ระมัดระวังตัวขึ้นอีกหน่อย เขานั่งอยู่ข้าง ๆ ตัวอันตรายขนาดที่สวรรค์ยังต้องเกรงใจเลยนะ แล้วตัวอันตรายที่ว่าก็กำลังอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย กำลังมือสั่นอยากจะเชือดใครสักคน เหตุผลเดียวที่ตัวเขาไม่พรุนไปแล้วก็คงเพราะว่าดีนไม่อยากทำหวานใจนายเทวดาของตัวเองหมดอยากอาหารก็เท่านั้นแหละ

แต่เทวดาที่ว่าก็อาจจะฆ่าเขาเสียเอง...ให้ตายสิ ไอ้เทพนอร์สนั่นมัวทำอะไรอยู่นะ

 

แคสให้พิกัดเมืองที่พวกเขาอยู่มาแล้ว แซมเอารถคันหนึ่งในจำนวนสามสี่คันที่จอดอยู่ที่โรงจอดรถของบังเกอร์ออกเพราะอิมพาล่าอยู่กับดีน ตอนนี้ภายในรถมีสภาพพิลึกพิลั่น ตัวเขาเองรับหน้าที่สารถี—เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว กัปตันอเมริกานั่งเบาะหน้าข้างคนขับ ส่วนเทพเจ้าสองพี่น้องนั่งเบาะหลังกันสองคน

กาเดรียลบอกว่าจะไปพบพวกเขาที่นั่นเลย ดังนั้นจึงไม่นั่งมาด้วย ไม่งั้นจะยิ่งเบียดเสียดกว่านี้ เพราะแต่ละคนตัวไม่ใช่เล็ก ๆ แค่เขากับธอร์ก็ทำห้องโดยสารแคบไปถนัดใจ

บรรยากาศภายในรถยิ่งพิกลหนักระหว่างที่แซมเหยียบคันเร่งมิดไปตามถนนอันเกือบจะว่างเปล่าระหว่างรัฐภายใต้ฟ้าครึ้มฝน เขาเปิดไฟหน้ารถแล้วเหลือบดูในกระจกมองหลัง เห็นโลกิเอามือที่ยังถูกพันธนาการไว้เท้าคางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มีธอร์จับตาดูอยู่อีกที

“แล้ว...” กัปตันอเมริกาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบที่ก็ไม่เชิงน่าอึดอัด แต่ก็ไม่ชวนให้สบายใจขึ้น “คุณเคยพบพระเจ้าไหม”

แซมเลิกคิ้ว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำถามที่เจ้าตัวอยากถามตั้งแต่ตอนพูดกันถึงรอยตราแห่งเคนนั่นเอง แน่นอนละว่าเขาต้องอยากรู้ ถ้าเป็นแซม เขาก็คงถามเหมือนกัน

“เอ่อ ไม่เคย” เขาตอบ ริมฝีปากกระตุกนิด ๆ “แต่ผมก็คิดว่าพระองค์มีอยู่จริงเหมือนกันนะ”

สตีฟทำเสียงในคอเป็นเชิงถาม แซมค่อยขยายความ

“ก็แบบว่า ปีศาจมีอยู่จริง ทูตสวรรค์มีอยู่จริง ผม...เออ...เจอลูซิเฟอร์มาแล้วด้วย แล้วก็ไมเคิลกับอัครเทวดาตนอื่น ๆ ผมลงนรก ขึ้นสวรรค์ไปอย่างละรอบสองรอบ ก็ไม่เคยเจอพระองค์หรอก แต่ผมว่าถ้าทั้งหมดนั่นยังมีจริง ทำไมพระเจ้าจะไม่มีล่ะ” เขายักไหล่ “ทุกวันนี้ผมก็ยังสวดมนต์อยู่ ผมว่าพระองค์เป็นคนชุบชีวิตแคส—แคสเทียล เพื่อนเราที่เป็นทูตสวรรค์น่ะ—กลับมาด้วย มีหลายครั้งเลยที่ผมคิดว่าแคสจบเห่แน่ ๆ แต่เขาก็กลับมาใหม่ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง”

“งั้นคุณก็เคยไปนรกและกลับมาแล้ว” กัปตันอเมริกาพึมพำ “ผมนึกว่าสงครามแย่แล้วซะอีก”

แซมยักไหล่อีกรอบ “ไม่รู้สิ ผมว่ามันก็อาจจะแย่พอกัน ดีนมักจะพูดว่าเขาทำใจได้ที่พวกสัตว์ประหลาด ผี ปีศาจทำอะไรเลวร้าย แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องฆ่าหรือทำร้ายกันเอง”

“ผมว่าผมคงต้องเห็นด้วยกับเขาเรื่องนี้”

“อย่างน้อยคุณก็รอดกลับมาจากสมรภูมิได้โดยที่ไม่กลายเป็นปีศาจร้ายซะเองนะ สตีฟ ผมกับพี่ชายของผมพูดถึงตัวเองแบบนั้นไม่ได้เต็มปากหรอก”

คนขับรถต้องมองถนน ดังนั้นวินเชสเตอร์คนเล็กจึงไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของคู่สนทนา ธอร์ที่อยู่ข้างหลังก็มองไม่เห็น เทพสายฟ้ารู้เพียงแต่ว่าสตีฟเงียบไป และไหล่ที่ผึ่งผายอยู่เสมอของเจ้าตัวลู่ตกลงเล็กน้อย ชนิดที่หากไม่สนิทกันและไม่ได้กำลังมองอยู่คงไม่สังเกต

เขาคิดว่าเขารู้ว่าสตีฟกำลังคิดอะไรอยู่

เพราะเขาก็เคยคิด...ว่าหากปีศาจร้ายสามารถช่วยคนที่เขาปรารถนาจะช่วยยิ่งกว่าใครในจักรวาลได้แล้วละก็

เขาก็ยิ่งกว่ายินดีเป็นปีศาจร้าย

น่าเสียดายที่ความสามารถในการเป็นปีศาจร้ายของสตีฟ ก็มีมากเท่า ๆ กับความสามารถในการเมาของเขานั่นเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

581 ความคิดเห็น

  1. #264 aimnah (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 / 00:48
    หลังจากที่ห่างหายไปนาน ต้องกลับไปอ่านตั้งแต่ตอนแรกอีกรอบ555 อ่านถึงตอนนี้ เราชอบที่มีบทคราวลี่ย์กับสตีฟเพิ่มขึ้นมามากๆ คราวลี่ย์นี่ชิปเดสเทียลแรงมาก 5555 ชอบบทสนทนาระหว่างสตีฟกับแซมในรถด้วย เห็นมุมมองทั้งคู่ ก็อดสงสารสตีฟไม่ได้
    #264
    1
  2. #188 ชื่อช้อยค่ะ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:18
    คราวลี่ถึงกับต้องซ้อมบทเลยหรอ555555
    ณ จุดนี้ถ้าเราเป็นกัปตันเราก็คงทำทุกอย่างให้เขากลับมาอยู่แล้วไม่ว่าจะชั่วร้ายหรือต้องฆ่าใครก็ตาม
    #188
    1
    • #188-1 tasenda(จากตอนที่ 16)
      25 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:20
      เราคิดว่าหลาย ๆ คนคงยอมทำอะไรได้หลายอย่างเหมือนกันค่ะถ้าตกอยู่ในฐานะเดียวกับสตีฟ และจริง ๆ แล้วด้วยความเป็นทหารในยุคสงครามโลกคราวนั้นของสตีฟก็น่าจะตีความได้ว่าเขาไม่ใช่คนใจอ่อนหรือกลัวมือสกปรกอะไรด้วย (ฟิวรี่ก็เคยพูดเรื่องนี้กับเจ้าตัว) ซ้ำหนังไตรภาคก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่าพอเป็นเรื่องของ "เขาคนนั้น" สตีฟยอมสละอะไรได้มากขนาดไหน

      อย่างไรก็ตาม ในบทนี้เป็นมุมมองของธอร์ซึ่งก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนฟิวรี่หรือคนดู ไม่ว่ายังไง การพยายามลองนึกภาพดูว่าถ้าสตีฟมีโอกาสเป็นปีศาจร้ายจะยอมเป็นไหม (หรือนับว่าเป็นไปแล้วหรือไม่จากหลายอย่างที่เขาอาจจะทำมาในช่วงสงครามโดยที่เรื่องเหล่านั้นถูกกลบไปเพื่อรักษาภาพลักษณ์กัปตันอเมริกา) และจะยอมทำอะไรขนาดไหนบ้างก็สนุกจริง ๆ ค่ะ บางคนอาจจะบอกว่าถ้าอ่านคอมิคจะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ (?) เพิ่มขึ้น แต่เราก็คิดเสมอนะว่าตัวละครใน MCU กับตัวละครในคอมิคถูกหล่อหลอมมาต่างกันพอสมควรเลย คล้าย ๆ หนัง Star Trek ที่เอามาทำใหม่กับ The Original Series นั่นแหละ

      เผลอเขียนเพลินอีกแล้ว โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเราโมโหใครมาจากไหนนะคะ เราแค่หมกมุ่นเท่านั้นแหละ (ถึงมาเขียนฟิคนี้ระบายไง) ถถถ
      #188-1
  3. #60 พริกหยาก (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 08:43
    คลาวลี่น่ารักอ่ะ ฉากซ้อมพูดนี่ ดูเป็นคนขยันและจริงจัง น่าจะเข้ากันได้ดีกับโลกินะ เสียแต่เชื่อใจไม่ได้ทั้งคู่เลย

    สำหรับกัปตัน เราว่าถ้าถึงจุดนั้น เลือกได้ก็ยอมสละตัวเองค่ะ แต่ถึงกลายเป็นปีศาจ ก็คงไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์อยู่ดี
    #60
    0
  4. #56 SW_Nadear (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2559 / 13:54
    คราวลี่เขาชิปคู่Destielใช่ม่ะ อิอิ
    #56
    1
  5. #47 Tirabliss (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 20:36
    โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    คราวลี่ออก กรี๊ดๆๆๆๆๆ

    ชอบมวาก คงคอนเซ็ปกวนได้ใจ ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ
    #47
    1
    • #47-1 tasenda(จากตอนที่ 16)
      13 ตุลาคม 2559 / 11:14
      มีความติ่งคราวลี่ย์แรงเสมอต้นเสมอปลาย 5555555555+

      #VoteCrowley กันเต๊อะ
      #47-1
  6. #44 Roserin (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 11:28
    รู้สึกสำนวนคล้ายฝรั่ง เหมือนกำลังอ่านงานแปลอยู่เลย~ ชอบบบบบบบ~

    ครึ่งบนกับครึ่งล่างคนละอารมณ์แต่ชอบมากทั้งคู่ ท้ายพาร์ทสงสารสตีฟ และธอร์ที่เข้าใจถึงความเจ็บปวดนั้นก็ด้วย ครึ่งบนนี่เรียกว่าช่วงคราวลีย์โชว์มากกว่านะ เป็นช่วงที่บันเทิงมากๆ รักเลยแหละ ท่านceo ที่พยายามซื้อตัวพนักงานจากบริษัทคู่แข่ง 5555

    ชอบบทสนทนาในรถด้วยเหมือนกัน เหมือนไม่ค่อยได้เห็นแซมพูดถึงงานของตัวเองกับคนนอกวงการแบบนี้บ่อยนัก
    #44
    1
    • #44-1 tasenda(จากตอนที่ 16)
      13 ตุลาคม 2559 / 11:07
      ความจริงพยายามจะไม่ให้เหมือนงานแปลมากเกินไป แต่มันติดมาจากตอนแปลงานกับอ่านฟิคภาษาอังกฤษ (ฟิคภาษาไทยคนผลิตน้อยจริงๆ T T) โฮก ยังไงก็ตามถ้าคนอ่านชอบและไม่รำคาญกลิ่นนมเนยเราก็ดีใจอยู่แล้ว xD

      ช่วงนี้กระแสเลือกตั้งอเมริกามาแรง อย่าลืม #VoteCrowley นะคะ 5555+ เราประทับใจม๊ากมากจริง ๆ กับแนวคิดและนโยบายของนักธุรกิจผู้นี้ ออกหนังสือชีวประวัติเมื่อไรคิดว่าคงไปติดตามอ่าน

      ดีใจจริง ๆ ที่เข้าใจความรู้สึกของธอร์ สตีฟ และแซมในบทนี้ค่ะ แต่ละคนมีสิ่งที่เก็บอยู่ในใจกันหมดเลย ต้องขอบคุณคนอ่านที่โอเคกับจังหวะการดำเนินเรื่องนี้ทำให้สามารถค่อย ๆ เผยออกมาได้ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ
      #44-1