ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 9 : Chapter 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    4 ต.ค. 59

 

“เธอได้เห็นบ้างหรือเปล่าว่าข้างล่างนั่นฉันยิงไม่เคยพลาด”

เสียงเย็นเยียบจากมาร์คทำให้ลิเลียนกัดริมฝีปากแน่น หวาดกลัวจนตัวแข็ง ไม่กล้าแม้แต่ขยับเพราะกลัวปืนลั่นจนสมองกระจาย

หางตามาร์คเหลือบไปเห็นว่ามีวัยรุ่นคนหนึ่งจะทำร้ายแจบอมก็ตวาดออกมาเสียงดังจนลิเลียนและอีกหลายคนสะดุ้งเฮือก

มึงหยุดเดี๋ยวนี้! ถ้ามึงกล้าทำอะไรเพื่อนกู กูจะระเบิดสมองผู้หญิงคนนี้ซะ และรายต่อไปก็จะเป็นพวกมึง คนที่ลงไปข้างล่างเมื่อกี้มานั่งคุกเข่ารวมกันตรงหน้ากูซะถ้ายังไม่อยากตาย”

พวกนักเรียนทั้งห้าคนมองหน้ากัน ยังลังเล ลิเลียนเลยกรีดร้อง

“พวกแกจะลังเลบ้าอะไร มานั่งสิวะ!

“กูจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าพวกมึงไม่มานั่งรวมกัน กูจะฆ่าผู้หญิงคนนี้คนแรกตามด้วยพวกมึงทั้งหมดหนึ่ง!

เมื่อมาร์คเริ่มนับลิเลียนก็น้ำตาคลอ แจบอมลากไรอันมายืนห่างๆ เด็กนักเรียนทั้งห้า

“สอง”

“พวกแกอย่าขัดขืนมันสิ! อยากตายกันหมดนี่หรือไง!

ลิเลียนโวยวายแล้วร้องไห้โฮ ถ้าไม่กลัวตายเธอคงไม่ยอมทำทุกวิธีเพื่อให้อยู่รอดที่นี่หรอก

“ได้..สาม!

ปัง!

สิ้นเสียงนับสามของมาร์ค เขาก็เลื่อนมือลงจากศีรษะของลิเลียนแล้วยิงเข้าที่แขนขวาของลิเลียนตำแหน่งเดียวกับที่เขาโดนยิงที่แขนซ้าย เมื่อเสียงปืนดังขึ้น ลิเลียนก็กลัวสุดขีดจนสลบไป เธอร่วงลงไปกับพื้นพร้อมเลือดที่อาบแขน วัยรุ่นทั้งห้าสะดุ้งเฮือกแล้วพากันทรุดลงนั่งคุกเข่าด้วยความกลัวเมื่อมาร์คเอาจริง

“คนไหนอยากจะโดนเป็นคนต่อไป”

มาร์คย่อตัวหยิบปืนของลิเลียนโยนไปทางพี่ชายแล้วหันปากกระบอกปืนไปทางเด็กหนุ่มทั้งหลาย ทุกคนหลบสายตาคม

“กูถามพวกมึงไม่ได้ยินหรือไง!” มาร์คตะคอกใส่อีกครั้งจนเด็กหนุ่มทั้งห้าสะดุ้งโหยง ก่อนหัวโจกของกลุ่มจะตอบรับเสียงสั่น

“มะไม่ครับ”

“ไม่อะไร!

“พวกผมไม่อยากตาย พี่อยากได้อะไรก็เอาไปเลยครับ พวกเราจะไม่ทำอะไรโง่ๆ อีกแล้ว”

เด็กหนุ่มหัวโจกรับรู้ได้ว่ามาร์คเอาจริงและเขาน่ากลัวขนาดไหน การยอมจำนนเพื่อเอาชีวิตรอดน่าจะดีที่สุดในตอนนี้

“ไรอัน แจบอม มัดมือไอ้เด็กพวกนี้เอาไว้ ใช้เสื้อพวกมันนี่ล่ะ แล้วให้พวกมันนั่งห่างๆ กันหน่อยจะได้ช่วยแก้มัดให้กันไม่ได้”

มาร์คถอยไปนั่งบนเก้าอี้ของลิเลียน เขาดูอ่อนแรงจากการเสียเลือดแต่ยังดูน่าหวั่นเกรงในสายตาทุกคน

ไรอันได้โอกาสก็ถีบเด็กอ้วนร่างสูงใหญ่คนหนึ่งจนมันล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นแล้วเอ่ย

“เอาคืนที่เมื่อกี้มึงฟาดกูซะคว่ำ อย่าโกรธกันล่ะ”

“มะ..ไม่โกรธครับ”

พอแจบอมและไรอันจัดการเด็กทั้งห้ารวมถึงลิเลียนเสร็จ ทั้งบริเวณก็ตกอยู่ในความเงียบ คนที่รอดชีวิตต่างขยับไปมุมหนึ่ง กระจุกตัวรวมกันเพราะความกลัว ไม่รู้ว่ามาร์คจะทำร้ายคนอื่นด้วยหรือเปล่า

“แกต้องทำแผลก่อนนะมาร์ค ต้องเอากระสุนออก แกจะเสียเลือดมากเกินไปไม่ได้นะ”

ไรอันเดินมาหาน้อง มาร์คหน้านิ่ว หลับตาแน่นข่มความเจ็บปวด

“อย่าเพิ่งเลยมันเสียเวลา แค่ทำแผลและห้ามเลือดไว้ก่อนก็แล้วกัน นี่มันจะค่ำแล้ว ฉันอยากเอาของกลับไปมากกว่า ไปเอากระสุนออกที่คอนโด”

“แกจะทนไหวเหรอวะ”

“ไหวสิ ยังไม่ได้เจอแบมแบมฉันยังไม่ยอมตายหรอกน่า”

มาร์คลืมตาขึ้นสบตาคมของพี่ชาย ไรอันอ่อนใจ เห็นอีกฝ่ายเลือดอาบแล้วเป็นห่วง  

“มีใครที่นี่เป็นหมอบ้างไหม พยาบาลก็ได้”

ไรอันหันไปถามผู้รอดชีวิตทั้งหมด ทุกคนส่ายหน้า มีคนกล้าตอบอ้อมแอ้มบ้างว่าไม่มีหมอหรือพยาบาลที่นี่เลย

ไรอันถอนหายใจ กังวลและหนักใจมาก สภาพมาร์คแบบนี้จะกลับไปถึงคอนโดได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“ฉันขอคนหนึ่งคนไปหาของกับฉัน ใครจะไปได้บ้าง”

ทุกคนนั่งเงียบด้วยความกลัวเมื่อไรอันถามต่ออีก ไม่มีใครกล้าลุก ยกเว้นจองกุก

“ผมจะพาไปเองครับ”

“ขอบใจ..นายอยู่เป็นเพื่อนมาร์คนะแจบอม  เอาปืนไว้ ใครคิดจะขัดขืนก็ยิงได้เลย คอยดูแลมาร์คด้วย ฉันจะไปที่แผนกยาเอาของมาช่วยมาร์คก่อนแล้วค่อยไปหาอาหารอีกที”

ไรอันเอ่ยกับคนยอมช่วยแล้วหันมาหาแจบอม ยื่นปืนของลิเลียนให้แจบอมไว้ ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าของตน หยิบมีดยาวออกมาเพื่อใช้ป้องกันตัว จากนั้นก็เดินตามจองกุกไป

แจบอมเดินไปนั่งกับมาร์ค เอาเสื้อกดแผลไว้ให้

“ท่าทางคุณแย่มากเลยมาร์ค” แจบอมเป็นห่วง กลัวอีกฝ่ายจะเสียเลือดจนช็อกไปเสียก่อน

“ไม่เป็นไร ผมไหว รอดจากพวกกัดเป็นฝูงจะมาตายเพราะกระสุนนัดเดียวก็ให้มันรู้ไป”

มาร์คหัวเราะในคอเบาๆ แจบอมเห็นอีกฝ่ายยังกำลังใจดีก็ค่อยเบาใจแต่ยังห่วงใยอยู่

ไรอันไปไม่กี่นาทีก็วิ่งกลับมาพร้อมอุปกรณ์สำหรับทำแผล ก่อนกลับมาหาน้องเขาไปล้างมือล้างตัวที่ห้องน้ำมาก่อนแล้วด้วย ตัวเปรอะไปด้วยเลือดและเนื้อพวกกัดขืนทำแผลทั้งที่ตัวเปื้อนมาร์คคงได้ติดเชื้อกลายเป็นพวกกัดก่อนจะทันช็อกเพราะเสียเลือด

ไรอันปฐมพยาบาลเบื้องต้นและพันผ้าพันแผลห้ามเลือดไว้ให้น้องเท่านั้นทั้งแผลแตกที่ขมับและต้นแขนซ้าย  ตอนนี้ไม่พร้อมจะผ่าเอากระสุนออกจริงๆ

ขณะที่ไรอันกำลังทำแผลให้มาร์ค แจบอมก็ขอตัวไปล้างมือในห้องน้ำ จะได้แอบดูแผลที่ท้องของตัวเองบ้าง เพราะพอขยับตัวแล้วเจ็บมากเลย

“แกกินยาแก้ปวดไว้ก่อน เจ็บมากไหม ยังทนได้หรือเปล่า”

ไรอันส่งยาแก้ปวดให้น้องพร้อมน้ำสะอาดที่จองกุกเอามาให้ขวดหนึ่ง มาร์คกลืนยาลงคอก่อนจะตอบ

“ยังไหวอยู่สบายมาก  รีบไปหาของเถอะจะได้รีบกลับ”

มาร์คตอบพี่ชายแล้วรับเสื้อคลุมจากแจบอมมาคลุมไหล่ แจบอมกลับมาพร้อมเสื้อคลุมตัวใหม่หนึ่งตัวที่ไปเอามาจากร้านขายเสื้อผ้า

“ได้ ฉันจะรีบไปหาของ ไม่มีเวลาไปหากระเป๋าแล้ว เอารถเข็นไปใส่มาเลยแล้วกัน”

“อือ เอาแค่เต็มรถเข็นก็น่าจะพอสำหรับทุกคน อย่าลืมของจำเป็นของพวกผู้หญิงเขาด้วยล่ะ”

“อือ ฝากมาร์คด้วยนะ” ไรอันบอกแจบอมแล้วลุกไปหาเด็กหนุ่มที่ยืนรออยู่อีกครั้ง

“คุณอยากจะนอนหน่อยไหมมาร์ค” แจบอมถามขึ้นเบาๆ มาร์คส่ายหน้า

“คุณล่ะ แผลที่ท้องยังดีอยู่หรือเปล่า”

มาร์คยังจำได้ว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บอยู่ นอกจากช่วยเขาเคลียร์ทางไปคอนโดแล้วยังออกมาหาของกับพวกเขาอีก เท่ากับว่าวันนี้แจบอมรับงานหนักกว่าทุกคนเลย

“อ่า..ไม่เป็นไรหรอก สบายดี” แจบอมโกหก มาร์คไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่เมื่อแจบอมเลือกที่จะบอกว่าไม่เป็นไรมาร์คจึงไม่ถามต่อ

“นี่คุณไปเอาแว่นมาจากไหน คุณสายตาสั้นเหรอ?”

มาร์คถามเมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้าแจบอมที่ก่อนหน้านี้มันไม่มี

“อือ ผมสายตาสั้น แต่แว่นผมหายไประหว่างหนีพวกกัดไปที่ศูนย์ เมื่อครู่ผมไปล้างมือเห็นร้านแว่นก็เลยเข้าไปหาแว่นใส่สักอัน”

แจบอมดันกรอบแว่นสีดำแล้วยิ้ม ดูดีใจที่มองเห็นอะไรชัดขึ้น มาร์คพยักหน้ารับรู้จากนั้นมองไปทางลิเลียนที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น

มาร์คขยับตัวหันไปทางกลุ่มผู้รอดชีวิต สองสามคนสะดุ้งเมื่อเขาหันไปมอง

“ใครพอจะทำแผลให้ผู้หญิงคนนั้นได้บ้าง ห้ามเลือดให้เธอทีก่อนจะเลือดหมดตัวตายไปเสียก่อน”

หลายคนมองหน้ามาร์คอย่างงุนงงที่เขาเอ่ยให้ช่วยลิเลียน

“เพื่อนผมพูดเสียงเบาเกินไปหรือไงพวกคุณถึงไม่ได้ยิน”

แจบอมสำทับถามอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้น ก่อนหญิงสาววัยยี่สิบเศษคนหนึ่งจะขยับตัวแล้วลุกมาหาแจบอม ชายหนุ่มบอกให้เธอใช้อุปกรณ์ทำแผลของมาร์คที่ยังเหลืออยู่ เธอรีบเข้ามากอบข้าวของไว้ในอ้อมแขนแล้วเดินไปหาลิเลียน

พอมาร์คทำตัวมีเมตตากับคนที่ยิงตัวเอง ผู้รอดชีวิตในห้างเริ่มซุบซิบกัน แจบอมทำเป็นไม่สนใจ นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างมาร์คที่หลับตาอย่างอ่อนล้า

แจบอมมองกลุ่มเด็กอันธพาลอยู่ตลอดเพื่อระวังไม่ให้เด็กพวกนี้คิดจะทำอะไรบ้าๆ ก่อนไรอันจะกลับมา

“ลุงไปคุยกับเขาสิ น่านะ ลุงอายุมากที่สุดเขาต้องเกรงใจลุงบ้างแหละ”

หญิงกลางคนคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบากับผู้รอดชีวิตด้วยกันก่อนการถกเถียงจะนานไปมากกว่านี้ มีเพียงเวลานี้แหละที่เหมาะจะไปคุยกับผู้ชายพวกนั้น

ชายสูงวัยรูปร่างท้วมที่มีอายุมากสุดในกลุ่มมองหน้าแต่ละคนที่ฝากความหวังอันหนักอึ้งใส่บ่าเขา ตัดสินใจลุกมาหาแจบอมและมาร์ค

นักบินหนุ่มยังคงหลับตาแต่แจบอมเหลือบไปมองชายสูงวัยที่มายืนตรงหน้า

“คุณลุงมีอะไรจะพูดก็พูดมาครับ”

พอแจบอมถามอย่างสุภาพชายสูงวัยก็ถอนหายใจโล่งอก มองไปทางคนรอดชีวิตคนอื่นๆ แล้วมองชายหนุ่มอีกครั้ง

“เอ่อ พวกคุณสามคนแค่มาเอาของก็จะกลับที่กบดานของตัวเองใช่ไหม”

“ครับ”

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราทั้งหมดที่นี่ก็สามารถออกไปจากห้างนี้ และเอาของในห้างติดตัวไปด้วยได้ใช่ไหม”

“ใช่ครับ ของในห้างมันไม่ใช่ของเรานี่ พวกคุณจะหยิบไปใช้ยังไงก็แล้วแต่พวกคุณสิ”

แจบอมแปลกใจที่โดนถามแบบนี้ ห้างนี้ไม่ใช่ของเขาสักหน่อย

“ขอบคุณ อ่า..แล้วข้างนอกเป็นไงบ้าง เราติดอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิดเรื่อง ไม่รู้ความคืบหน้าอะไรเลย ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม”

ทุกคนตื่นตัวรอฟัง แม้แต่เด็กอันธพาลก็ด้วย

“น้ำ ไฟ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดใช้ไม่ได้แล้ว  การตั้งศูนย์อพยพมีอยู่จริง และค่ายก็แน่นมาก ที่นั่นเปิดต้อนรับผู้คนอยู่ตลอดเวลาแต่จะมีอาหารและน้ำให้ประชาชนอีกนานแค่ไหนไม่รู้ ถ้าพวกคุณอยากจะไปตั้งหลักที่ค่ายก็ไปได้แต่ผมแนะนำว่าอย่าอยู่นาน พวกผมก็เพิ่งออกมาจากค่ายเหมือนกัน

“พวกผีดิบยังมีอยู่เยอะไหม”

“เยอะครับ ผู้ติดเชื้อยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ไม่มีที่ที่ปลอดภัย ที่ไหนมีคนที่นั่นก็มีพวกกัด และไม่มีใครจัดการพวกนั้นได้ ทหารเองก็ทำหน้าที่แค่ลาดตระเวณและตั้งค่าย  ไม่ได้กำจัดพวกกัด”

คำบอกเล่าของแจบอมทำให้ผู้คนที่ยังไม่ได้ออกไปเห็นโลกภายนอกหลังเกิดเรื่องเกิดกังวลและกลัวขึ้นมา แค่ผู้ติดเชื้อในห้างก็ทำพวกเขาขวัญหนีกันหมดแล้ว

“ฟังดูน่ากลัวนะ..พ่อหนุ่มทั้งสามมาจากไหนกันล่ะ จะไปไหนต่อ”

“ผมและเพื่อนมาจากคนละที่ เราเจอกันที่ศูนย์อพยพ ตั้งใจจะออกเดินทางไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมายที่แน่นอนครับ”

แจบอมตอบเลี่ยงไม่ยอมบอกที่หมายที่มาร์คเคยบอกไว้ ไม่มีความจำเป็นต้องบอกกับคนแปลกหน้า

“แสดงว่าตอนนี้ยังเหลือที่ที่ปลอดภัยอยู่บ้างใช่ไหม พวกเราหลายคนที่นี่ก็เสียครอบครัวไปและไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนเหมือนกัน ขอเราเดินทางไปด้วยได้หรือเปล่า ไม่ใช่ทุกคนหรอก หลายคนก็จะกลับไปตามหาครอบครัวตัวเอง”

คุณลุงเอ่ยเรื่องที่ถูกฝากมาจากทุกคน ตัวเขาเองก็แอบหวังว่าคนตรงหน้าจะยอมช่วยบ้าง

แจบอมอึ้ง ไม่คิดว่าจะขอกันง่ายๆ อย่างนี้ เขาก็อยากจะช่วย แต่เขารวมอยู่กับครอบครัวของมาร์คนี่สิ

“ผมไม่ใช่หัวหน้ากลุ่ม เขาต่างหาก คุณลุงคงต้องคุยกับเขาเอง”

แจบอมชี้ไปทางคนเจ็บที่นั่งหลับตา

ชายแก่หน้าเจื่อน ทุกคนที่ฝากความหวังไว้กับลุงพลอยหนักใจไปด้วย ถ้าเป็นหนุ่มแว่นยังพอคุยกันได้ แต่ถ้าเป็นหนุ่มหล่อคนนี้ท่าทางจะคุยยาก

มาร์คลืมตามองชายสูงวัยด้วยสายตาเย็นชาจนอีกฝ่ายผงะถอยไปก้าวหนึ่งเลยทีเดียว

“ผมคงให้คนที่นี่ร่วมเดินทางไปด้วยไม่ได้”

“ทำไมล่ะหลานชาย ในสถานการณ์ลำบากอย่างนี้คนที่รอดชีวิตควรช่วยเหลือกันนะ”

“ตอนที่พวกผมสู้กับพวกกัดข้างล่างเคยมีใครนึกอยากลงไปช่วยผมบ้างไหม?”

คำถามของมาร์คทำเอาชายแก่สะอึก เขามองไปทางกลุ่มผู้รอด ทั้งบริเวณเงียบไปครู่ก่อนชายกลางคนร่างผอมสูงคนหนึ่งจะลุกมายืนข้างลุงเพื่อช่วยคุยกับมาร์ค

“พวกเราไม่มีอาวุธนี่นาคุณจะให้เราช่วยได้ยังไง เราขอร่วมกลุ่มด้วยไม่ได้เหรอ”

“นั่นสิ พวกคุณไม่มีอาวุธนี่นา ทำไมผมต้องรับพวกคุณไปเป็นภาระด้วยล่ะ”

มาร์คเอ่ยนิ่งๆ ชายร่างผอมคิ้วขมวด พอเห็นท่าทางไม่พอใจของชายกลางคนมาร์คก็ยิ้มเหยียด

“เราไม่รู้จักกันคุณไม่ควรมาแสดงความไม่พอใจใส่ผม ไม่มีอะไรให้ต้องขอโทษผมแค่พูดความจริง ในสถานการณ์ที่ลำบากอย่างนี้ใครก็ต้องเอาตัวรอดใช่ไหมล่ะใครจะอยากได้คนไร้ประโยชน์”

ปกติมาร์คก็ไม่ใช่คนใจเย็นใจดีอะไรด้วย ออกจะใจดำเป็นนิสัย พอเจ็บตัวอย่างนี้ยิ่งไม่ไว้หน้าใคร

“คิดว่าเก่งหน่อยจะพูดจายังไงก็ได้เหรอวะ แค่กำจัดผีดิบได้อย่ามาทำวางท่าหน่อยเลย ถ้าไม่มีอาวุธก็ไม่รอดเหมือนกันนั่นล่ะ พูดกันดีๆ ไม่ได้หรือไง ถ้าพวกเราร่วมมือกันแค่คุณที่แขนเดี้ยงกับเพื่อนอีกคนคิดว่าเราจะเอาชนะไม่ได้หรือ”

ชายร่างสูงใหญ่วัยยี่สิบลุกมาอีกคน  พอถูกว่าไร้ประโยชน์ก็ไม่พอใจเช่นกัน

มาร์คมองคนอ่อนวัยกว่าเขม็ง

“ถ้าเก่งจริงทำไมไม่กำจัดพวกกัดไปเองล่ะ จะนั่งหดหัวอยู่ข้างบนนี้ทำไม และถ้าให้เดา ก่อนที่ฉันกับพวกจะมานายก็คงเป็นลูกไล่ให้เด็กกลุ่มนั้นและผู้หญิงคนนั้น คนที่สู้ไม่ได้แม้กระทั่งเด็กมีสิทธิ์มาว่าคนอื่นหรือ คิดจะพึ่งพาคนอื่นมันไม่ง่ายหรอกนะ ถ้าอยากรอดก็ต้องสู้ด้วยตัวเองสิ ถ้าสู้ไม่ได้ก็อย่าพูดมาก”

“ว่าไงนะ!” หนุ่มรุ่นน้องหน้านิ่วเมื่อโดนแทงใจดำ จะเข้ามาเอาเรื่องแต่ต้องชะงักกึกเมื่อมาร์คเล็งปืนมาทางตนพร้อมสายตาแข็งกร้าวทำเอาสั่นไปเหมือนกัน

“ขอเตือนนะว่าตอนนี้ฉันปวดแขนมากและกำลังหงุดหงิดแบบสุดๆ ด้วย กลับไปนั่งที่ของนายซะ”

มาร์คไม่ได้ขู่แต่เขายิงจริงแน่นอนถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมเลิกพูดจาขวางหู

“คุณก็อย่าใช้ปืนสิ”

แม้จะกลัวว่ามาร์คเอาจริงแต่ยังถือดีเชิดหน้าตอบ ท่าทางนั้นยิ่งทำให้คนเจ็บไม่สบอารมณ์

“มีอาวุธไม่ใช้ก็โง่น่ะสิ ดูซะก่อนว่าตอนนี้ฉันบาดเจ็บส่วนนายน่ะปกติดี นายควรขอบใจฉันและสำนึกบุญคุณให้มากนะว่าฉันช่วยนายไว้มากขนาดไหน ถ้าฉันไม่อยากได้อาหารจากที่นี่นายก็จะออกไปจากที่นี่ไม่ได้ นอกจากพวกฉันใครมันจะบ้ามาฆ่าพวกกัดเป็นโขยงให้ล่ะวะ!

พูดแล้วหงุดหงิด มาร์คอยากจะละวาดนัก

คำพูดของมาร์คทำให้ทุกคนนิ่งเงียบไปกันหมด

“ที่เขาพูดก็ถูกนะ” ชายแก่หันไปเอ่ยกับคนวัยหลานที่ยังฮึดฮัดแต่ต้องรับความจริง ที่มาร์คพูดมาก็ถูกต้องทุกอย่าง

“ผมว่าเราควรยุติการคุยกันแค่นี้นะครับ เราช่วยฆ่าพวกกัดให้คุณไปแล้วเราคงช่วยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรอกครับ เข้าใจความลำบากใจของเราเถอะ”

แจบอมเห็นท่าทางของมาร์คแล้วกังวลใจแทนทุกคนที่นี่

เท่าที่อยู่ด้วยกันมาในระยะสั้นๆ นั้นแจบอมรู้ว่ามาร์คเป็นคนอารมณ์ร้อนแล้วยังพูดคำไหนคำนั้นด้วย  คนพวกนี้เซ้าซี้ก็ไม่ได้อะไรนอกจากทำให้มาร์คอารมณ์ไม่ดีและทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปกันหมด

“บอกเพื่อนคุณด้วยนะว่าควรจะพูดจากับคนอื่นให้มันดีกว่านี้”

ชายหนุ่มรุ่นน้องพูดกับแจบอมแต่ตามองมาร์คและมาร์คก็เห็นเสียด้วย

“จำเป็น?”

“คุณครับ เพื่อนผมเจ็บอยู่คุณอย่าพูดให้เขาอารมณ์เสียได้ไหม เราไม่รู้จักกันผมไม่จำเป็นต้องเกรงใจคุณแล้วก็ได้นะ ถ้าเพื่อนผมจะยิงคุณสักนัดผมก็ไม่ห้ามแล้วล่ะ เอางั้นไหม”

แจบอมชักหงุดหงิดชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าที่ไม่ยอมไปให้พ้นหน้ามาร์คสักทีแล้วยังจะพูดจากวนโมโห

เมื่อคนสุภาพอย่างแจบอมเริ่มโมโหแทนเพื่อน ชายกลางคนต้องรีบดึงคนที่ปะทะฝีปากกับมาร์คกลับไปนั่งที่

แจบอมถอนหายใจ แค่นี้ก็เครียดพอแล้วยังจะมาวุ่นวายอะไรกันอีก

 

 

 “มาร์ค ฉันเอาของไปไว้ข้างล่างแล้วล่ะ ไปกันเถอะ” ไรอันไปไม่นานก็กลับมาพร้อมจองกุก เขารีบวิ่งเข้ามาหาน้องชายที่หน้าซีดกว่าเดิม

แม้จะทำแผลไปแล้วแต่เลือดก็ยังซึมอยู่ตลอด แจบอมต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลให้มาร์คใหม่อีกรอบด้วยเพราะผ้าพันแผลรอบแรกเลือดซึมจนชุ่มไปแล้ว

“คุณเอาอุปกรณ์ทำแผลมาเพิ่มหรือเปล่า”  แจบอมถามไรอัน ร่างสูงพยักหน้าว่าเอามา

“ฉันกลัวแกจะล้มไประหว่างทางมากเลยว่ะมาร์ค” ไรอันหนักใจกับสภาพน้อง มาร์คมันอึดจริงๆ ที่ยังครองสติอยู่ได้

“เราหารถสักคันดีไหมคุณไรอัน ขับไปได้แค่ไหนก็แค่นั้น ถ้าให้มาร์คเดินไปผมว่าเขาไม่ไหวแน่”

“เออ ดี เราไปหารถที่ลานจอดรถสักคันแล้วกัน”

ไรอันเห็นด้วยกับแจบอม ก่อนจะประคองน้องให้ลุกขึ้นยืนแล้วช่วยพยุง มาร์ควางแขนกับบ่าพี่ชายเพื่อเป็นหลักพยุงตัว

“คุณลิเลียนจะตายไหม”

แจบอมช่วยพยุงมาร์คอีกด้าน ยังห่วงหญิงสาวที่บาดเจ็บ เขารู้จักเธอดีเพราะทำงานอยู่ในวงการแม้จะเป็นเบื้องหลังก็เถอะ

เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเธอในด้านไม่ดีอยู่หรอก แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนแบบนี้ไปได้เลยนะ

“ไอ้หนูนายจะไปตามหาพ่อแม่ที่ศูนย์อพยพนี่ พายัยนั่นไปด้วยแล้วกันที่ค่ายมีหมอ แต่เขาจะรักษาให้หรือเปล่าเรื่องนั้นก็ไม่รู้หรอกนะ”  

ไรอันหันไปเอ่ยกับจองกุก เขาเสนอให้เด็กหนุ่มไปพักค้างด้วยกันได้หนึ่งคืนถ้าไม่มีที่จะไป แต่จองกุกปฏิเสธเพราะจะไปตามหาพ่อแม่

“อ่า..ครับ” จองกุกหน้าแหย ไม่คิดว่าจะพาไปหรอกแต่ดูท่าทางแล้วถ้าเขาไม่พาไปด้วยลิเลียนคงตายเพราะเสียเลือดอยู่ที่นี่แน่ๆ

“เดินทางกลางคืนอันตราย ระวังหน่อยแล้วกัน” แจบอมเตือนด้วยความหวังดี

จองกุกพยักหน้ารับ ก่อนเดินไปหาคุณแม่ลูกหนึ่งและเด็กชายตัวน้อย เขาตั้งใจจะพาเธอไปศูนย์อพยพด้วยกัน ผู้หญิงกับเด็กเดินทางกันตามลำพังมันไม่ปลอดภัย

,มาร์คยังไม่ยอมเดินไป เขายืนมองจองกุกพูดคุยกับสองแม่ลูกว่าทั้งสามจะร่วมเดินทางไปด้วยกันจนถึงศูนย์อพยพ

“นายชื่ออะไร” คนเจ็บหนักที่สุดในกลุ่มร้องเรียกจองกุก ตอนแรกเด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าตนโดนเรียกหรือเปล่า มาร์คเลยขยายความต่อ

“นายนั่นแหละที่ไปช่วยไรอันหาของ”

“อ่อ ครับ พี่มีอะไรหรือครับ” จองกุกขานรับด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวนอบน้อมกว่าปกติจนแจบอมอดขำไม่ได้

ท่าทางจะกลัวมาร์คมากเลยนะ แต่หมอนี่ก็น่ากลัวจริงๆ นั่นล่ะ

“นายชื่ออะไร”

“เอ่อ จอนจองกุกครับ” จองกุกตอบเสียงเบาอย่างหวาดๆ

“มีอะไรติดตัวไว้บ้างไหม”

“ครับ?” จองกุกทำหน้างง มาร์คถอนหายใจ

“นายจะเดินทางไปกับเด็กและผู้หญิงน่ะ นายจะใช้มือเปล่าปกป้องพวกเขางั้นเหรอ”

มาร์คไม่ได้อารมณ์เสียที่หน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะปวดแผล แต่จองกุกคิดว่าเขาไม่พอใจ

“เอ่อ มีมีดเล่มนึงครับ! เอามาจากแผนกเครื่องครัว” จองกุกรีบยื่นอาวุธให้ดู มาร์คหน้านิ่ว เด็กหนุ่มรีบเก็บอาวุธ

“นายไปพายัยผมแดงนั่นมา เราจะได้รีบเดินทาง และฉันจะให้อาวุธที่ดีกว่ามีดทำครัวนั่นกับนายชิ้นหนึ่งก็แล้วกัน”

จองกุกตาโต ตกใจกับโชคดีของตน ทุกสายตาของผู้รอดชีวิตมองมาทางจองกุกอย่างอิจฉาที่มาร์คจะพาเขาไปด้วย

“พี่จะให้ผมเดินทางไปด้วยหรือครับ”

“แค่ระหว่างทาง สาวผมแดงนั่นก็ถูกยิงต้องเอากระสุนออก ขืนให้นายพาเธอไปเองคงได้ตายก่อนถึงค่าย ฉันจะช่วยไปส่งครึ่งทางเพื่อร่นระยะให้ และสองแม่ลูกนั่นจะได้ไม่ต้องเดินไกลด้วย”

มาร์คมองไปทางหญิงสาวและเด็กชายวัยเจ็ดขวบ หญิงสาวยิ้มกว้างรีบก้มหัวขอบคุณ

“ไปเถอะอย่าเสียเวลาอีกเลย” ไรอันเร่ง เป็นห่วงน้อง จองกุกรีบเดินไปอุ้มลิเลียนขึ้นจากพื้น แจบอมช่วยจัดท่าทางเธอให้ขี่หลังของเด็กหนุ่มจะได้พาไปสะดวก

ไรอันพามาร์คเดินนำ ตามด้วยจองกุกที่แบกลิเลียน สองแม่ลูก และปิดท้ายที่แจบอมที่ต้องระวังหลังเกรงจะถูกผู้รอดชีวิตเล่นตลกอะไรอีก

“เราไม่มีเสบียงเลยนะจองกุก”

คุณแม่ลูกหนึ่งเอ่ยกับเด็กหนุ่มเมื่อมาถึงลานจอดรถแล้ว ไรอันเป็นคนไปเดินหารถ มาร์คยืนเกาะรถเข็นขนของโดยมีแจบอมคอยช่วยประคองอีกแรง

“ผมมีครับ ตอนไปช่วยพี่ไรอันขนของผมก็เก็บของผมไว้ด้วย พี่กินของที่ผมเอามาก็ได้ครับ ผมเอามาเยอะจะแบ่งให้” จองกุกชี้ไปยังเสบียงห่อน้อยของตนที่วางมาบนข้าวของกองพูนในรถเข็น

“ขอบใจมากนะจ๊ะ”

ได้ยินอย่างนี้หญิงสาวก็โล่งใจ เพราะจะขอให้กลุ่มหนุ่มหล่อรอเธอไปเก็บของก็เกรงใจ พวกเขาอุตส่าห์มีน้ำใจให้ติดรถไปด้วย

 

 

 

“ไปถึงคอนโดแล้วใครจะผ่ากระสุนออกให้ได้ล่ะ”

แจบอมเอ่ยกับไรอันเมื่อเขาจอดรถได้ใกล้คอนโดที่สุดแล้ว แต่มันก็ต้องเท้าอีกกว่า 300 เมตร  

ไรอันพยายามแล้วที่จะขับหาทางไปคอนโดให้ใกล้ที่สุด พวกเขาจอดส่งจองกุก สองแม่ลูกและลิเลียนก่อนหน้านี้ด้วยทำให้เสียเวลาไปเหมือนกัน

“นายไม่เคยเขียนบทละครเกี่ยวกับแพทย์พยาบาล อะไรแบบนั้นบ้างเหรอ”

“เคย แต่นั่นผมแค่หาข้อมูล ไม่ได้เป็นหมอ”

“เออ เอาที่นึกออกนั่นล่ะ ปัญหาคือจะแบกมาร์คไปยังไง ทั้งอาวุธ อาหาร ของเต็มไปหมดเลย”

ไรอันหันไปมองน้องชายที่นอนอยู่ตรงเบาะหลัง มาร์คยังมีสติอยู่แต่ดูท่าทางจะเดินทางไม่ไหวนะ

“ผมจะสะพายกระเป๋าอาวุธและลากรถเข็นไปเอง คุณพามาร์คไปคนเดียวได้หรือเปล่า”

แจบอมให้ไรอันเอารถเข็นของห้างมาด้วย ผูกมันไว้กับท้ายรถ ของที่สุมพะเนินเต็มรถเข็นก็แบ่งครึ่งหนึ่งใส่ไว้ในที่เก็บของด้านหลัง ส่วนกระเป๋าอาวุธก็เอาไว้ในรถ

“หรือว่าเราจะช่วยกันแบกของทั้งหมดแล้วเอาไอ้มาร์คใส่รถเข็นไปซะเลย เข็นไปเลยไวดี”

“ก็ดีนะครับ” แจบอมตอบรับพร้อมหัวเราะทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่เวลาที่ควรก็เถอะ เขายกมือปิดปากไว้เมื่อไรอันตวัดสายตามองมา

“เราไม่มีกระเป๋าใส่ของ จะเอาของไปยังไงดี”

ไรอันคิดหนัก แจบอมเงียบไป ช่วยคิด มองไปนอกรถก่อนจะไปสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง

“ถังขยะไง เอาของทั้งหมดใส่ถังขยะ ผมลากไปเอง คุณก็เข็นมาร์คไป”

“โอ๊ย! นั่นมันของกินนายจะเอามันใส่ถังขยะเนี่ยนะ”

“แล้วคุณจะเอาไง หรือว่าจะเอาคุณมาร์คใส่ถังขยะ”

“ไอ้..” ไรอันด่าไม่ออกนอกจากขำ ทั้งเขาและแจบอมหัวเราะกันอยู่ครู่ก่อนแจบอมจะพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ก่อน

“มันไม่ใช่เวลามาตลกนะคุณไรอัน จะเอาไง เรารอนานกว่านี้ไม่ได้ คุณมาร์คจะแย่เอานะ”

“ฉันเดินไหว” มาร์คเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนทั้งสองจะคิดอะไรแปลกพิศดารไปกว่านี้

“แกจะหมดสติตอนไหนก็ไม่รู้นะมาร์ค ฉันว่าแกเดินไม่ไหว” ไรอันมองสภาพน้องแล้วดูยังไงก็ต้องลากกันไป

“ฉันถูกยิงแขนนะไม่ใช่ขา”

“ลองเถอะครับ มานั่งเถียงกันในรถก็ไม่ช่วยอะไรหรอก”

“เออ เอาก็เอา” ไรอันเปิดประตูลงจากรถเพื่อไปพาน้องลงมาก่อน ส่วนแจบอมก็ลงไปเอาของ

เรื่องที่น่าเครียดที่สุดตอนนี้ก็คืออาการบาดเจ็บของมาร์คนี่ล่ะ

“อดทนหน่อยนะมาร์ค” ไรอันเอ่ยเบาๆ ตามองเลือดที่ซึมออกมาจนชุ่มผ้าพันแผลของมาร์ค จับแขนน้องพาดบ่าเพื่อพยุงเดิน

“อือ” มาร์คกัดฟันทน ไม่ไหวก็ต้องไหวล่ะ  

 

 

กว่าทั้งสามจะมาถึงคอนโดก็ใช้เวลาไปกว่ายี่สิบนาทีเพราะมาร์คเดินได้ช้าและต้องจัดการพวกกัดที่เจอระหว่างทางบ้างเล็กน้อย เพราะตอนขาไปก็ใช้วิธีหลบเลี่ยงเอา ไม่ได้จัดการหมด

“เอาของไว้ที่นี่ก่อนเดี๋ยวค่อยลงมาเอา”

แจบอมยกรถเข็นของห้างสรรพสินค้าเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่ใช้ขึ้นบันไดหนีไฟแล้วบอกกับไรอันที่พามาร์คเดินล่วงหน้าขึ้นบันไดไปแล้ว ก่อนจะรีบปิดประตูแล้วไปช่วยไรอันพยุงมาร์คอีกแรง จะให้ไรอันพาไปคนเดียวถึงชั้นสามคงจะไม่ไหว

 

 

ทุกคนในห้องพากันมองไปที่ประตูเมื่อได้ยินเสียงที่บอกว่ามีคนมา ครอบครัวต้วนที่กำลังเป็นห่วงและวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของทั้งสามที่ออกไปหาเสบียงนั้นเปลี่ยนความกังวลเป็นดีใจ

“พ่อมาแล้วแน่ๆ เลย” ดาฮยอนร้องออกมาก่อนใครเพื่อน

ไอรีนที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดรีบไปเปิดประตูโดยไม่คิดถึงความปลอดภัย เธอคิดเหมือนหลานว่าต้องเป็นพี่ชายของเธอกลับมาแล้วแน่

“พี่มาร์ค! พี่เป็นอะไรน่ะ” ไอรีนตกใจเมื่อเห็นสภาพพี่ชายคนรอง รีบหลบให้พี่ชายคนโตและแจบอมพามาร์คเข้ามาในห้อง

ทุกคนในห้องต่างตกใจเช่นกันเมื่อเห็นว่าไรอันและแจบอมช่วยกันประคองมาร์คเข้ามา

อเล็กซิสและออสตินวิ่งเข้าไปหาพ่อเมื่อเห็นว่าพ่อบาดเจ็บ

พ่อคะเป็นอะไรน่ะอเล็กซิสเข้าไปจับตัวพ่อไว้ แจบอมถอยหลบเพื่อให้เด็กสาวได้ดูอาการพ่อ

พ่อไม่เป็น..ไร

            มาร์คที่ไม่ได้สังเกตว่ามีคนอยู่ในห้องมากกว่าเดิมในตอนแรกเหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งที่ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความเป็นห่วง

แบมแบมหยุดฝีเท้าเมื่อก้าวไปทางสามีได้เพียงสองก้าวอย่างลืมตัว ก่อนได้สติและไม่แน่ใจว่าควรเข้าไปหาหรือเปล่า

ระหว่างที่แบมแบมคิดอยู่ว่าจะเอ่ยอะไรออกไปดี มาร์คก็ปล่อยแขนจากคอพี่ชาย ก่อนจะเดินตรงไปหาภรรยาช้าๆ มองเหมือนไม่แน่ใจว่าตนตาฝาดไปหรือเปล่า คิดไปว่าตนอาจจะเห็นภาพหลอนไปเอง

มาร์คไร้คำพูดเมื่อมองแล้วเป็นแบมแบมตัวจริงในที่สุดก็ได้เจอภรรยาโดยไม่คาดคิด

ไม่ว่าแบมแบมจะมาที่นี่ได้ยังไงก็ตามแต่ไม่มีอะไรจะน่าดีใจไปกว่านี้อีกแล้ว…เขาไม่ได้คาดหวังไปเองว่าแบมแบมยังมีชีวิตอยู่

แบมแบมผวาตัวก้าวไปข้างหน้าเมื่อสามีล้มลงไปคุกเข่ากับพื้น ทรุดกายลงนั่งจะประคองมาร์คแต่ขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปจับเพื่อประคองก็ต้องชักมือกลับเพราะไม่รู้ว่ามาร์คจะยังยอมให้ตนจับตัวอยู่หรือเปล่า

น้ำใสเอ่อคลอนัยน์ตากลมสวย มันตื้อในอกจนแบมแบมพูดไม่ออกเช่นกัน

ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ต่างฝ่ายต่างยังมีชีวิตอยู่

มาร์คค่อยๆ ประคองร่างยืนขึ้นอีกครั้ง แบมแบมจึงลุกขึ้นยืนบ้าง เมื่อทั้งสองคนเงียบทุกคนภายในห้องจึงเงียบตามไปด้วย

แบมแบมเบือนหน้าหนี ตั้งใจเดินไปให้พ้นหน้าสามี จากนั้นก็รู้สึกถึงแรงดึงที่แขนแล้วร่างก็ไปกระทบกับอกกว้างของคนดึง

มาร์ครวบตัวภรรยาไปกอด..กอดแน่นจนแบมแบมยังตกใจ

รอดมาได้ยังไง

แม้คำถามจะฟังแล้วแปลกสำหรับทุกคนที่รายล้อม แต่สำหรับแบมแบมนี่คือคำพูดที่มาร์คลดทิฐิลงมากแล้วเพราะมันมีแค่ความรู้สึกห่วงใยแฝงอยู่ในน้ำเสียงอ่อนแรงนั้น

น้ำตาที่เพิ่งหยุดไปคลอใหม่อีกครั้ง แบมแบมไม่คิดว่ามาร์คจะยังเป็นห่วงตนด้วย..

เพราะมีคนบ้าคนหนึ่งบอกให้ตามหาน่ะสิ..ฉันเลยตายไม่ได้ ยังไงก็ต้องหาให้เจอ

ในน้ำเสียงของภรรยาบอกอะไรมาร์คได้มากมาย..แบมแบมต้องเหนื่อยแค่ไหนกับความหวังที่เขาทิ้งไว้

ผมรู้ว่าคุณเก่ง..ไม่เคยคิดสักวันว่าจะหากันไม่เจอ

คำพูดที่แสดงความเชื่อมั่นในตัวแบมแบมทำให้คนฟังปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน

มันนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสถึงความรู้สึกต่างๆ ของสามีนอกจากความเฉยชา

แม้แบมแบมจะไม่ยกแขนกอดตอบแต่มาร์คก็ยังคงกอดภรรยาไว้ กอดอยู่ครู่จากนั้นดันร่างบางออก มองหน้าหวานนิ่ง

ต่างคนต่างมองและรู้ถึงความยากลำบากของกันและกัน

มาร์คยกมือแตะแก้มภรรยา สอดมือเข้าไปใต้เรือนผมสีเข้ม แตะหน้าผากกับหน้าผากมนจนปลายจมูกชนกัน

ผมกลัวคุณตาย..”  เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เปี่ยมไปด้วยความกลัวจากใจนั้นยิ่งเรียกน้ำตาแบมแบม มือเรียวจับแขนสามีไว้

ฉันก็เหมือนกัน

มาร์คกอดเอวบาง กดศีรษะอีกฝ่ายให้ซบบ่าตน แบมแบมค่อยๆ ยกแขนกอดเอวสอบไว้เช่นกัน

            มาร์คทำเหมือนอย่างที่เคยพูดกับอเล็กซิสไว้ เขากอดแบมแบมแน่นราวกับจะบอกว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยแบมแบมให้หลงไปไหนอีกแล้ว

อเล็กซิสโอบบ่าน้องชายไว้มือหนึ่ง อีกมือเช็ดน้ำตา ดีใจที่พ่อกับแม่เหมือนจะเข้าใจกันขึ้นบ้าง

ยูคยอมมองชายหนุ่มหน้าตาดีมากที่ยืนคุยกับพี่แบมแบมอยู่แล้วรู้สึกผิดคาด แค่คิดว่าอาจจะเท่แต่ไม่คิดว่าจะหล่อระดับดาราขนาดนี้เลยนะ

วีมองฉากซาบซึ้งแล้วถอนหายใจ อิจฉา จินยองเลิกคิ้ว มองแล้วคิดว่าต่อให้โลกกลับเป็นเหมือนเดิมหมอมันก็คงไม่หย่ากับผัวแล้วมั้ง

เซ็งจัง นึกว่าจะมีคนโสดเป็นเพื่อน

มาร์ค!แบมแบมตกใจเมื่อจู่ๆ สามีก็ทิ้งน้ำหนักมาหา ได้ยินเสียงครางในลำคอที่แสดงถึงความเจ็บปวดออกมา

            “พาเข้าไปในห้องก่อนเถอะครับชางอุครีบเข้ามาช่วยประคองพี่ภรรยา

เขาไปโดนอะไรมาครับ ได้โดนกัดหรือเปล่าแบมแบมหันไปถามพี่ชายสามี ไรอันส่ายหน้า

มันโดนยิงน่ะไม่ได้โดนกัดหรอก รีบดูอาการมาร์คก่อนเถอะแล้วค่อยคุยกัน

ยูคยอมเข้าไปช่วยชางอุคพยุงมาร์คเข้าไปในห้องนอน แบมแบมก้าวไปหยิบกระเป๋าที่มีเครื่องมือแพทย์แล้วรีบเดินตามเข้าไป

น้าแจบอมกับลุงล่ะคะเป็นอะไรมากหรือเปล่า

อเล็กซิสถามอีกสองคนที่สภาพไม่ได้ต่างจากพ่อนักแต่ดูแข็งแรงกว่า เธอก็อยากจะตามเข้าไปดูอาการพ่อนะแต่กลัวเกะกะแม่

ไม่หรอกนี่เลือดพวกกัดทั้งนั้น แต่แจบอมได้แผลมาเหมือนกัน ตอนสู้พวกกัดก็ล้มบ้างชนนั่นนี่บ้างทั้งช้ำทั้งถลอก แผลที่ท้องปริไปแล้วมั้ง

ไรอันตอบหลานสาวแล้วปลดกระดุมเสื้อออก ถอดเสื้อส่งให้ภรรยาที่เข้ามาถามไถ่อย่างห่วงใย ฮยอนจินให้สามีเข้าไปอาบน้ำก่อนจะได้มาทายาแก้ฟกช้ำด้วย

ไอรีนที่รีรออยู่เพราะกลัวว่าพี่ชายคนโตจะเป็นอะไรมากก็เบาใจ เดินไปดูอาการพี่ชายคนรองในห้องนอน

ให้หนูดูแผลหน่อยสิคะ จะได้ทำแผลให้อเล็กซิสประคองแจบอมไปนั่งที่โซฟาอีกตัว

อเล็กซิสมาช่วยแม่หน่อยแบมแบมเปิดประตูห้องนอนทางซ้ายมือออกมาตะโกนเรียกลูกสาว

อเล็กซิสหันไปมองทางประตูสลับกับน้าแจบอม เธอเพิ่งจะเอ่ยปากว่าจะทำแผลให้น้าแจบอมแต่จะทิ้งไปดูแลพ่อตัวเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า

            “ไปดูพ่อเถอะน้าดูแลตัวเองได้ ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แผลเล็กน้อย

แจบอมรู้ว่าแกลำบากใจเลยรีบเอ่ยออกมาก่อน อเล็กซิสจับมือร่างสูง

ขอโทษนะคะอเล็กซิสเอ่ยกับแจบอมแล้วรีบลุกไป พอพี่สาววิ่งเข้าไปในห้องนอนออสตินก็เดินมาหยุดตรงหน้าแจบอม

มันทำยังไงฮะ ผมช่วยเอาเปล่าออสตินยันมือกับเข่าแจบอม ถามอย่างมีน้ำใจ

พี่หมอเขาเลี้ยงลูกมาดีเนาะเยรินกระซิบกับชยอนู ร่างสูงพยักหน้า คำพูดนั้นของเธอคนในกลุ่มเธอก็ได้ยิน 

อเล็กซิสและออสตินก็เป็นเด็กดีจริงๆ นั่นล่ะ

ไม่เป็นไร น้าทำเองได้แจบอมยิ้มให้ออสติน ลูบผมเด็กน้อยอย่างเอ็นดูที่อุตส่าห์มีน้ำใจ

จินยองกอดอกมองชายหนุ่มที่เดียวดายแล้วก็ถอนหายใจ หันไปสั่งฮันบิน

เอากระเป๋าสีน้ำตาลมาซิ

ฮันบินรีบเดินไปหยิบกระเป๋าขนาดกลางที่เป็นกระเป๋าปฐมพยาบาลของกลุ่มมาให้ตามสั่ง จินยองรับมาถือแล้วเดินไปยืนข้างออสติน

ฉันช่วยทำให้ก็ได้นะ

แจบอมเงยหน้ามองคนที่ขันอาสาเสียงห้วน นี่ตกลงอยากช่วยจริงหรือแค่เวทนา ถ้าไม่เต็มใจจะทำก็ไม่ต้องอาสาหรอกน่า ไม่ได้อยากทำให้ใครลำบากใจ

ไม่เป็นไรครับ

ถึงแจบอมจะบอกว่าไม่เป็นไรแต่จินยองไม่ยอมให้อีกฝ่ายทนเจ็บทำแผลเองแน่ เวทนา ทั้งไรอันและมาร์คต่างก็มีลูกเมียคอยดูแลแต่หมอนี่ไม่มีใครสักคน

จะรอหมอหรือไง ไม่ต้องรอหรอก แต่ถ้าไม่ไว้ใจรอให้หมอมันมาดูให้อีกทีก็ได้

จินยองนั่งยองลงตรงหน้าแจบอม ออสตินนั่งยองตามเพื่อมองว่าพี่จินยองจะทำแผลยังไง

ถ้าเรื่องทำแผลเบื้องต้นฉันก็รู้และชำนาญอยู่เหมือนกันนะ เพราะไอ้เด็กพวกนั้นแม่งก็หาเรื่องเจ็บตัวมาให้ตลอด บางทีดึกดื่นค่อนคืนไม่มีคลินิกเปิดก็ต้องทำให้พวกมันเอง ยังไงนายก็ไม่เป็นบาดทะยักตายหรอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว เข้าใจ๊!

จินยองค้นกระเป๋าหาของแล้วละมือไปชี้ลูกน้องของตนตอนพูดว่าไอ้เด็กพวกนั้นแล้วก็หยิบของจำเป็นออกมา

ออสตินพยักหน้าหงึกไปตามคำพูดของจินยองทั้งตลกและน่ารักในคราวเดียวกัน จินยองเงยหน้ามองแล้วยิ้ม

อะไร เข้าใจหรือไง

ฮะออสตินพยักหน้า ยิ้มจนตาหยี จินยองเห็นแล้วยิ้มกว้างขึ้นอีก

แจบอมมองรอยยิ้มของออสตินและคนแปลกหน้าแล้วอมยิ้มตามไปด้วยเลย

อ่อ ลืมไป แม่นายเป็นหมอนี่นะ เยริน แกไปเอาน้ำกับผ้าสะอาดมาเช็ดแผลซิ แล้วไอ้เสื้อนี่ก็ถอดๆ ไปเหอะ

จินยองสั่งเด็กสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มแล้วชี้ไปที่แจบอมให้จัดการตัวเอง

คนอย่างปาร์คจินยองไม่คิดจะถอดเสื้อให้ใครหรอกนะ ผัวก็ไม่ใช่

แจบอมยอมถอดเสื้อออกแต่โดยดีทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำตามที่อีกฝ่ายสั่งด้วย

จินยองเปลี่ยนไปนั่งคุกเข่าแล้วมองหาบาดแผลบนตัวแจบอมว่ามีตรงไหนบ้าง ถือวิสาสะจับตัวอีกฝ่ายเหมือนเป็นตุ๊กตาเลย

ถึงผู้ชายคนนี้จะหล่อแต่จินยองไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด ชินชา ลูกน้องในแก๊งส่วนมากก็มีแต่ผู้ชาย ไอ้พวกหน้าตาดีก็มีเยอะ ผัวที่ตายไปก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แถมเรียกว่าหล่อได้เต็มปากเต็มคำ   

นี่เองน่ะเหรอ บาดแผลเกียรติยศ

วีเดินมายันมือกับพนักโซฟา ก้มมองลำตัวที่มีกล้ามของแจบอม  แจบอมเงยหน้าไปมองคนที่มายืนหลังโซฟาอย่างสงสัย

รู้มาจากอเล็กซิสน่ะวียิ้มให้ ชี้ไปที่ท้องและชายโครงที่มีผ้าพันแผลของแจบอม แจบอมร้องอ๋อ

ไม่ขนาดนั้นหรอก แค่เห็นก็เลยช่วย

คนดีมักไม่มีที่ยืนในสังคมนะ โดยเฉพาะในโลกบ้าๆ นี่ยิ่งอยู่ลำบากเข้าไปใหญ่ จินยองบิดผ้าชุบน้ำให้หมาดแล้วเช็ดเลือดบนตัวให้

แจบอมอมยิ้มกับคำพูดของคนแปลกหน้า ทัศนคติไปในทางลบสุดกู่เลยนี่นา

มองโลกในแง่ร้ายจังเลยครับ

ไม่จริงหรือไง ลูกตัวเองก็ไม่ใช่ยังจะแส่หาเรื่อง นายไม่คิดว่าตัวเองโง่บ้างเหรอที่ช่วยคนไม่รู้จัก

ผมอาจจะโง่จริงๆ ก็ได้ แต่จะให้ย้อนกลับไปกี่ครั้งผมก็ยังจะช่วยอเล็กซิสอยู่ดี ผมอยากให้คนที่เขายังมีลูกได้อยู่กับลูกต่อไป ตอนนี้ประเทศเรามันเลวร้ายมากเกินพอแล้ว ถ้าคนเราจะยังเอาแต่คิดว่าตัวกูรอดเป็นพอคนอื่นตายก็ไม่สน..แบบนั้นมันไม่น่าเศร้าเกินไปหรอกเหรอ เวลาที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันและลำบากก็อยากให้มีคนมาช่วยทั้งนั้น

ใช่ครับ ผมก็ได้พี่หมอช่วยชีวิตเอาไว้เหมือนกัน แม่ของอเล็กซิสน่ะ ทั้งที่พี่หมอจะไม่ช่วยก็ได้”

ชยอนูเห็นด้วยกับแจบอม จินยองฟังเงียบๆ เหมือนจะเจอคนบ้าเหมือนหมออีกคนแล้วล่ะสิ

“แผลปริแบบนี้ต้องเย็บใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้ คงได้รอแบมแบมมาดูให้อีกรอบจริงๆ” จินยองค่อยๆ แกะผ้าก็อซที่ปิดแผลตรงท้องของแจบอมออกแล้วเอ่ยขึ้น

แจบอมก้มมองตัวเองแผลที่ถูกวัยรุ่นแทง อาการแย่ลงกว่าตอนอยู่ที่ห้างอีก มิน่าล่ะปวดจัง

“ถ้าอย่างนั้นผมรอแบมแบมก็ได้ครับ จะไปอาบน้ำต่อจากคุณไรอันด้วยแล้วค่อยมาทำแผลทีเดียว”

จินยองเม้มปากเล็กน้อย พยักหน้าเห็นด้วยกับแจบอม

“ถ้าอาบน้ำเสร็จแล้วแบมแบมยังรักษาผัวมันไม่เสร็จฉันจะทำแผลเล็กๆ น้อยๆ ให้ก่อนก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับ” แจบอมยิ้มให้จากใจเป็นการผูกมิตร จินยองพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก

“พี่ชื่อแจบอมใช่ไหมคะ ฉันเยรินนะ ส่วนนี่พี่ชยอนู คนที่ยืนข้างหลังพี่คือวี ส่วนไอ้คนที่นั่งทำหน้ามึนนั่นชื่อฮันบินค่ะ พวกเราเป็นลูกน้องพี่จินยอง ได้เจอพี่หมอแบมระหว่างทางก็เลยเดินทางมาด้วยกันจนถึงที่นี่”

เด็กสาวหน้าตาน่ารักเอ่ยแนะนำตัวกับแจบอมแล้วไล่แนะนำพี่ๆ ในกลุ่ม ชยอนูยิ้มให้แล้วก้มหัวนิดๆ เป็นเชิงทักทายแจบอม ฮันบินที่อมอมยิ้มและนั่งยองอยู่ใกล้ๆ ยกมือขึ้นเป็นเชิงทักทาย ส่วนวีร้องโย่วสั้นๆ ออกมาคำเดียว

แจบอมมองเด็กๆ หลากสไตล์แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ แล้วลูกพี่ของพวกเราไม่คิดจะแนะนำตัวบ้างเหรอ”

แจบอมมองจินยองที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นตรงหน้าเขา นั่งท่าเดียวกับออสตินเลย รู้สึกว่าน่าเอ็นดูแปลกๆ แฮะแม้อีกฝ่ายจะโตแล้วก็เถอะ

“จินยอง” จินยองแนะนำตัวสั้นๆ

“คุณอายุเท่าไรจะได้เรียกถูก”

“มากกว่าไอ้แบมปีเดียว ไปถามมันเอาละกันว่านายกับมันใครที่อายุมากกว่า”

แจบอมส่ายหน้าน้อยๆ กับความกวนประสาทของจินยอง แค่ตอบอายุมาคำเดียวสั้นๆ ก็จบแล้วไหมล่ะ

 

 

 

ยูคยอม ชางอุค ไอรีน และอเล็กซิสออกจากห้องไปพร้อมอุปกรณ์ทำแผลและเสื้อผ้าเปื้อนเลือดของมาร์ค แบมแบมเอายาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงแล้วจะลุกไปจากเตียงแต่มาร์ครั้งแขนไว้ให้คุยกันก่อน

ที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง

แม้มาร์คไม่อธิบายว่าอยากรู้อะไรแต่แบมแบมก็เดาได้ว่าหมายถึงช่วงเวลาหลังเกิดโรคระบาดที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน

เรื่องมันยาวเอาไว้ค่อยคุยกันเถอะ คุณควรนอนพักผ่อนก่อน แบมแบมดุ เสียเลือดไปตั้งเยอะยังมีแรงมาคุยอีก มาร์คนี่อึดเกินไปแล้ว

ช่างเถอะ ผมฟังไหวมาร์ครั้น ไม่ยอมพักผ่อนแม้จะอ่อนเพลียมากจนอยากจะหลับแล้วก็ตาม

แบมแบมถอนหายใจ ยอมเล่าเรื่องราวตั้งแต่หนีออกจากโรงพยาบาลจนมาถึงวันนี้ให้สามีฟัง

รายละเอียดที่บ้านแฮจินนั้นแบมแบมก็เล่าข้ามๆ ไปบ้าง ทั้งที่ไอ้เรื่องที่ถูกแฮจินทำไม่ดีด้วยมาร์คฟังแล้วอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้

มาร์คฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วประหลาดใจทีเดียวล่ะที่แบมแบมเอาตัวรอดมาได้ด้วยตนเอง แม้จะรู้ว่าภรรยามีฝีมือพอจะดูแลตัวเองก็เถอะ

ทำไมคุณถึงจะไปศูนย์ควบคุมโรคทางใต้ล่ะ มันไกลมากนะ 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แบมแบมสงสัยมากทีเดียว  ไหนๆ ก็ได้คุยโดยไม่ทะเลาะกันแล้ว ถามหน่อยคงไม่เป็นไร

ที่มาร์คพูดดีด้วยอาจจะเพราะเมากลิ่นเลือดมั้ง

เพราะผมรู้ไงว่าคุณทำอะไรได้บ้าง

คุณใส่ใจฉันขนาดนั้นเชียว?คุณหมอประหลาดใจ ไม่คิดว่ามาร์คจะจำได้ว่าเขามีความสามารถอะไร

จากคำพูดและสถานที่ปลายทาง มาร์คก็คงจำได้ว่าเขาถนัดด้านภูมิคุ้มกันอยู่เหมือนกัน..ล่ะมั้ง

มือเรียวสวยจับมือเล็กที่ช่วยชีวิตคนมามากมายไว้ มาร์คมองอยู่ครู่ก่อนจะสบตาเจ้าของมือ

ผมวางคุณเป็นจุดหมายปลายทาง เชื่อว่าคุณจะต้องรอดและตามหาเราเจอ

“ไม่คิดว่าคุณจะยังเชื่อมั่นในตัวฉันอยู่อีกนะ..”  แบมแบมอึ้งไปก่อนจะเอ่ยกลบความรู้สึกอึดอัด

เราลดความสัมพันธ์ลงมาตั้งหลายเดือน จู่ๆ มาได้ยินอะไรแบบนี้ แบมแบมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน

ตลอดเวลาที่เราแยกกัน สิบกว่าวันที่คุณเดินทางอยู่ตามลำพังนั่น ผมคิดตลอดว่าถ้าคุณโดนกัดจนกลายร่างแล้วหายไปหรือตายไปจริงๆ ผมจะทำยังไงดีผมกลัวจะไม่ได้เจอคุณอีก ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันมันแย่มาก ถ้าเราไม่มีวันได้เจอกันอีกล่ะ คำพูดเฉยชานั่นจะเป็นคำพูดสุดท้ายของผมที่คุณได้ยิน ผมคงรู้สึกผิดและติดค้างในใจไปตลอดแน่ๆ

คำพูดที่ปนความรู้สึกผิดมาด้วยนั้นทำให้แบมแบมรู้สึกอุ่นๆ ในใจอยู่บ้างแต่ไม่กล้าจะดีใจมากนัก

มาร์คห่วงเขาจริงๆ น่ะเหรอ..

ช่างมันเถอะ มันผ่านไปแล้วและฉันก็อยู่ต่อหน้าคุณแล้วไง แบมแบมหลุบตามองมือที่กุมมือตนไว้ ยิ้มออกมา

มาร์คมองรอยยิ้มของภรรยาแล้วรู้สึกคิดถึงรอยยิ้มนี้เหลือเกิน นานแค่ไหนแล้วที่มาร์คไม่ได้เห็น นานจนเกือบลืมไปแล้วว่ารอยยิ้มของคนคนนี้นี่ล่ะที่ทำให้เขาเข้าไปคุยด้วยตอนเจอกันครั้งแรก

หลายเดือนที่ผ่านมาอย่าว่าแต่ยิ้มให้กันเลย แค่พูดจากันดีๆ ยังยาก

น่าแปลกนะที่เราเปลี่ยนไปในตอนที่โลกปกติ แต่พอโลกเปลี่ยนไปเขากลับอยากจะรู้สึกเหมือนเดิม

ขอกอดอีกทีมาร์คอ้าแขนออกข้างหนึ่ง แบมแบมเลยต้องกอดด้วยระวังไม่ให้โดนแผล

มาร์คกอดให้แน่นเท่าที่กอดไหว หลับตาลง  ซบหน้ากับผมสีเข้มของอีกคน  

คุณควรจะพัก มีอะไรก็เรียกแล้วกัน

แบมแบมตัดสินใจหยุดคุยกันเพียงเท่านี้ก่อน ผละจากอกสามีและลุกจากเตียงจะเดินออกไป แต่พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวแล้วคิดอะไรขึ้นได้ก็หมุนกายกลับไปมองสามีอีกครั้ง มาร์คยังมองมาที่เขา

เอ่อ..แบมแบมกอดอก ท่าทางลำบากใจและลังเลที่จะเอ่ย

หืม?”

คุณคิดยังไงเรื่องยูคยอม

คิดยังไงคืออะไร คุณรับเขาเป็นลูกไปแล้วนี่ มาร์คสงสัยว่าแบมแบมถามทำไม ตอนที่ทำแผลพอรู้ว่าแบมแบมรับยูคยอมเป็นลูกเขาก็เฉยๆ นะ

มันก็..ใช่ แต่คุณโอเคไหม อย่างน้อยตอนนี้เราก็ยังไม่ได้..แบมแบมยักไหล่ทั้งที่ยังกอดอก เว้นคำที่จะพูดเอาไว้ให้สามีไปเติมเอาเอง และมาร์คก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่านั่นคือคำว่า หย่า

ในสถานการณ์แบบนี้จะไปทำให้ถูกต้องตามกฏหมายไม่ได้หรอกนะ

แสดงว่าคุณโอเค?”

แบมแบมคิดว่ามาร์คต้องรู้ความนัย ยูคยอมเป็นลูกเขาก็ต้องหมายความว่าเป็นลูกมาร์คด้วย เพราะเรายังเป็นสามีภรรยากันอยู่

แต่บางทีการที่มาร์คไม่ค้าน อาจเพราะคิดว่าความสัมพันธ์เราไม่เหมือนเดิม และยูคยอมเป็นลูกของเขาคนเดียวก็ได้ มันก็คิดได้หลายอย่างนะ

แค่เห็นสีหน้าคุณก็รู้แล้วว่าผมคงพูดอะไรไม่ได้ เปล่าประโยชน์มาร์คหัวเราะเบาๆ แบมแบมงุนงง

หน้าฉันมันทำไม?”

ก็สีหน้าคุณบอกซะชัดว่าต้องทำให้ได้ดั่งใจไง ผมเห็นมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

มาร์คจำได้เสมอ ตลอดเวลาที่อยู่กันมาสิบกว่าปี ทุกครั้งที่แบมแบมตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างและต้องทำให้ได้ ต่อให้เขาจะค้านแบมแบมก็จะหาเหตุผลมาหว่านล้อมและทำมัน และทำสีหน้าที่แสดงให้รู้ว่า..

ฉันตัดสินใจแล้วไม่ว่าคุณจะยอมหรือไม่ก็ตาม   

นี่คุณจะชวนทะเลาะตั้งแต่เจอกันเลยหรือไง

แบมแบมลดมือจากกอดอกเป็นเท้าเอว มาร์คหัวเราะเสียงดังขึ้นเมื่อเห็นท่าทางเตรียมมีเรื่องของภรรยา

พอสบายใจขึ้นแล้วมาร์ครู้สึกว่าตัวเองหัวเราะได้ง่ายเหลือเกิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้แค่จะยิ้มยังไม่มีอารมณ์จะยิ้มเลย

เปล่า ไม่มีแรงจะทะเลาะด้วยหรอก ถ้าเด็กนั่นเป็นคนดีก็โอเค

อืม ก็ดีแบมแบมหันหลังกลับ แต่พอเดินไปถึงแค่หน้าประตูก็หยุด ถูมือทั้งสองกับกางเกงยีนตัวสวย อ้ำอึ้งกังวล ถอนหายใจอีกหนึ่งเฮือกก่อนจะหันไปมองมาร์คอีกครั้ง

ขอบคุณ

อือมาร์คพยักหน้ารับ มองจนประตูเปิดและปิดลงอีกครั้งพร้อมร่างบอบบางที่หายไปหลังบานประตู

มาร์คขยับตัวจากท่านั่งพิงหมอนเป็นนอนราบ คิดว่าครั้งนี้น่าจะเป็นการหลับตานอนที่สบายใจที่สุดตั้งแต่วันอพยพ หลับโดยไม่ต้องห่วงพะวงเรื่องของแบมแบมอีก

 

 

            แบมแบมเดินออกมาจากห้องนอน พอปิดประตูหันมาก็เจอจินยองกอดอกพิงกำแพงมองตรงมา คุณหมอเลิกคิ้ว ถามด้วยสายตาว่ามีอะไร

            จินยองไม่ได้พูดอะไรเพียงเดินมาหาแล้วดึงคอเสื้อแบมแบมลงจนเห็นไหล่เนียน เห็นหมอสะดุ้งก็หัวเราะชอบใจเบาๆ

ทำอะไรของคุณแบมแบมดุแล้วดึงเสื้อกลับคืนดีๆ

เห็นเข้าไปนานมากก็เลยสงสัย นึกว่าจะคืนดีกันแล้วซะอีก

แบมแบมเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของจินยองก็เข้าใจได้ทันทีว่า คืนดี นั่นคืออะไร มายุ่งอะไรกับเรื่องบนเตียงของครอบครัวชาวบ้านน่ะห๊ะ

บ้าหรือคุณ ผมเคยเล่าให้ฟังอยู่ว่าความสัมพันธ์ของผมกับมาร์คเป็นยังไง พอเจอกันจะทำอะไรได้นอกจากคุยกันเฉยๆ เขาเองก็บาดเจ็บอยู่นะ

แหมๆ รู้ด้วยเหรอว่าฉันแซวเนี่ย แสดงว่าถ้าไม่เจ็บก็..”

จินยองหัวเราะ แบมแบมตีไหล่ไปหนึ่งที หมั่นไส้นัก มันใช่เวลามาล้อเล่นเหรอ

สายตาคุณมันแสดงออกหมดแล้วว่าอยากรู้อยากเห็นมากแค่ไหน ไม่ต้องมาคิดบ้าๆ เลย และผมก็ไม่ได้อยู่คุยนานมากมายอะไร ที่คิดว่าทำได้นี่หรือว่าคุณกับสามีก็ทำเวลาได้เท่านั้น เร็วไปมั้ง เริ่มปุ๊บเสร็จปั๊บรึไง

โอ๊ย ปากร้ายจริง แฮจินมันก็ไม่ได้เสร็จไวไร้น้ำยาขนาดนั้นนะ”  

แบมแบมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องขอโทษเพราะอีกฝ่ายก็ยังยิ้มหน้าระรื่นดี

คุณหมอถอนหายใจพลางเดินไปทางห้องครัวที่ไอรีนกำลังทำอาหารอยู่

คนอื่นๆ ล่ะครับ”  แบมแบมถามจินยองที่เดินตามมา          

อยู่ห้องข้างๆ น่ะชางอุคไปเปิดห้องให้ จะนอนรวมกันที่นี่ห้องเดียวคงได้ขี่คอกันนอน  ยืมตัวไปทำข้าวห้องนู้นหน่อยดิ

ทำไมไม่มากินที่นี่ด้วยกันเลยล่ะคะ

ไอรีนที่กำลังใช้หม้อต้มข้าวแบบซองสำเร็จรูปเอ่ยขึ้นเพราะหันมาเห็นจินยองจับแขนพี่สะใภ้ไว้ บอกให้รู้ว่าคนที่ต้องการยืมตัวคือใคร

ห้องมันแคบน่ะ

แบมแบมมองหน้าจินยอง รู้ทันว่าโกหก คงไม่อยากเห็นหน้าพี่ฮยอนจินมากกว่า

มากินด้วยกันที่นี่เถอะ เผื่อมีเรื่องที่ต้องปรึกษาหารือกันจะได้ไม่ต้องไปตามแบมแบมว่ามากินที่นี่ด้วยกันก็ได้

มีอะไรให้ปรึกษาหารือ เรายังไม่ได้รวมกลุ่มกันสักหน่อย

คำพูดของจินยองทำให้แบมแบมเป็นฝ่ายแปลกใจเสียเอง

อ่าว ไม่ใช่หรอกเหรอ ผมเป็นเพื่อนคุณแล้วคุณก็ต้องกลายเป็นคนในกลุ่มเดียวกับผมสิ

ก่อนหน้านี้น่ะใช่แต่ตอนนี้มันยังเป็นสองกลุ่มอยู่โว้ยและแกอยู่ตรงกลาง แต่เดี๋ยวมาห้องนี้ก็ได้ไปดูไอ้พวกนั้นแป๊บ ไอรีนไม่ต้องทำข้าวเผื่อพวกพี่นะ พี่จะขนของกลุ่มพี่มาเอง

จินยองเอ่ยกับเพื่อนแล้วต่อด้วยสาวสวย

อ่า..ค่ะไอรีนพยักหน้ารับ มองหน้าพี่สะใภ้ แบมแบมส่ายหน้าเล็กน้อยไม่ได้พูดอะไรต่อ

ถ้าจินยองได้แบ่งแยกแล้วสบายใจก็ต้องปล่อยไป

            “เออแบม ดูอาการแจบอมหน่อยก็ดี แผลเย็บที่ท้องปริออกมาแล้วอ่ะ” จินยองบอกก่อนจะเปิดประตู แบมแบมหันไปมอง

            “แล้วแจบอมอยู่ไหน” แบมแบมหันหาแจบอม จินยองชี้ไปที่โซฟายาวซึ่งมีร่างสูงนอนอยู่

ครอบครัวไรอันนั้นครองห้องนอนห้องหนึ่งไปแล้ว ตรงหน้าทีวีจึงเหลือเพียงชางอุค  ยูคยอม ลูกทั้งสองของแบมแบมกับคนเจ็บอีกหนึ่ง

            จินยองแยกไปหาน้องๆ แบมแบมเลยเดินไปที่โซฟา

คุณหมอนั่งคุกเข่าลงกับพื้นข้างโซฟา เปิดเสื้อยืดสีฟ้าของคนที่นอนอยู่ขึ้นดู ไม่แปลกใจที่แจบอมใส่เสื้อของมาร์ค แจบอมอาจไม่มีสัมภาระอะไรมากมายก็ได้ เหมือนเขาที่ตอนหนีออกจากบ้านก็ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน ดีที่ได้เสื้อผ้าจากบ้านคุณพ่อติดตัวบ้าง

“ผมจะทำแผลให้ใหม่นะครับ”

“ขอบคุณครับ”

พอได้ยินว่าแบมแบมจะทำแผลให้แจบอม ยูคยอมก็ลุกไปหยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์มาให้แล้วกลับมานั่งอ่านหนังสือต่อ หนังสือของออสตินนั่นล่ะ ออสตินให้พี่ชายคนใหม่ยืมอ่านแก้เบื่อ

“ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยลูกสาวผมไว้ แกเล่าเรื่องคุณให้ผมฟังแล้ว”

คุณหมอขอบคุณจากใจ เขารู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ในสถานการณ์เลวร้ายยังมีคนดีๆ อยู่ ถ้าไม่ได้แจบอมช่วยไว้อเล็กซิสคงแย่แน่ๆ

“อ่อ..ครับ” แจบอมได้แต่รับคำไม่รู้จะพูดอะไร

ภรรยาคุณมาร์คก็ดูน่ารักดีนะแต่เขายังไม่กล้าคุยด้วยเท่าไร ดูมีออร่าน่ากลัวติดตัวแปลกๆ ถึงจะยิ้มแล้วว้านหวานก็เถอะ

            แบมแบมทำแผลให้แจบอมยังไม่เสร็จเลยจินยองและพวกน้องๆ ก็มาแล้ว จินยองมองหมอและคนไข้ที่คุยกันพลางหัวเราะพลางแล้วหมั่นไส้แจบอม

“ยิ้มกว้างเชียว เมียชาวบ้านนะ”

“หวงเพื่อนเหรอครับ” แจบอมสวนกลับคิดว่าจินยองแขวะตนแน่ คงไม่ใช่แค่พูดลอยๆ

“เออ”

“งั้นให้ผมคุยกับคุณแทนไหม”

“หึ” แค่หัวเราะแล้วก็เดินไปในครัวเลย แจบอมไม่เข้าใจจินยองเลยจริงๆ  แต่เมื่อเป็นเพื่อนคุณแบมแบมคงได้เดินทางไปด้วยกัน ไม่ชินก็ควรจะชินสินะ

 

 

 

เมื่อแบมแบมทำแผลให้แจบอมเสร็จ อาหารค่ำก็พร้อมแล้ว เพราะโต๊ะรับประทานอาหารนั่งได้แค่หกคนทุกคนเลยตัดสินใจนั่งกินกันบนพื้นไปเลย ดันโต๊ะและเก้าอี้ไปชิดผนังเพื่อเพิ่มพื้นที่แล้วนั่งล้อมเป็นวงกลมตามแต่ใครสมัครใจจะนั่งกับใคร แน่นอนว่าจินยองก็ลากแบมแบมไปนั่งข้างๆ ด้วย

“เราไม่ปลุกพ่อมากินด้วยกันเหรอคะ” อเล็กซิสยังไม่ลงมือกินข้าว พูดพลางมองไปทางประตูห้องนอนที่ปิดสนิท

“ให้พ่อเขานอนพักไปก่อนเถอะ ตื่นเมื่อไรค่อยให้อาไอรีนหาอะไรให้กินก็ได้”

แบมแบมตอบพลางป้อนข้าวให้เจ้าลูกชายที่เกาะแม่หนึบ อยากย้อนวัยไปสองสามขวบ ได้ทีก็อ้อนใหญ่

“หือ? ทำไมตกมาเป็นหน้าที่ฉันล่ะคะ พี่ทำเองสิ” ไอรีนที่กำลังคุยกับสามีหันมาแย้ง แบมแบมมุ่นคิ้ว

“ให้พี่ทำเขาคงกินลงหรอกข้าวน่ะ” หมอหนุ่มพูดด้วยท่าทางปกติเหมือนไม่รู้สึกอะไร

“ไม่หรอกน่ะลองคุยกันดูสิ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจะมาโกรธเกลียดกันก็แย่นะ ถ้ามึนตึงใส่กันคนรอบข้างก็พลอยรู้สึกไม่ดีไปด้วย อย่าลืมว่าพวกเราต้องอยู่รวมกันตลอดเวลานะแบมแบม”

ไรอันเอ่ยแทรกขึ้น แบมแบมเงยหน้ามองพี่ชายของสามี ที่ไรอันพูดก็จริงแต่จะให้คุยอะไรกันอีก ตอนที่รักษาอาการบาดเจ็บให้มาร์ค ตอนนั้นมาร์คคงกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอเลยมีท่าทีเปลี่ยนไป

“แกเป็นเมียไม่ดูแลสามีตัวเองใครเขาจะทำให้ ไม่มีใครอยากรับภาระหรอกย่ะ”

ฮยอนจินรีบเอ่ยออกตัวไว้ก่อน มาร์คบาดเจ็บถ้าต้องมีคนคอยปรนนิบัติจะพ้นใครไปได้นอกจากลูกสาว น้องสาว และอาจรวมมาถึงเธอด้วยเพราะเธอก็ว่างๆ อยู่ มาร์คมันมีเมียก็ให้เมียดูแลน่ะดีแล้ว

“แหมป้าคะ หนูก็ยังอยู่เนาะ ถ้าแม่ไม่ดูแลหนูทำเองค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปรบกวนป้านะคะวางใจได้ หนูไม่กล้าฝากชีวิตพ่อไว้ในมือป้าหรอกค่ะ เผลอยัดข้าวติดคอพ่อหนูไปจะลำบาก”

อเล็กซิสปากไวอย่างอดไม่ได้ ยูคยอมที่นั่งอยู่ข้างกันรีบกัดริมฝีปากกลั้นยิ้ม หลายๆ คนก็ทำตามเมื่อเห็นฮยอนจินถลึงตาใส่หลานสาว จะให้หัวเราะกลางวงข้าวตอนนี้ท่าทางจะไม่เหมาะ

“อเล็กซิสไม่เอาลูก พูดอย่างนั้นไม่น่ารักเลย ป้าเขายังไม่ว่าอะไรหนูเลยนะ”

แบมแบมปรามลูกสาว ฮยอนจินคลายโทสะมีสีหน้าพอใจ อเล็กซิสถอนหายใจ ยักไหล่ทำนองว่าก็ช่วยไม่ได้

หลังจากการปะทะคารมเล็กๆ ของป้าหลานแล้วทุกคนก็ผลัดกันแนะนำตัวอีกรอบ รวมถึงเอ่ยเรื่องราวของตนเองพอสังเขปให้รู้จักกันมากขึ้นอีกหน่อย

“ฉันอยู่แถวมิดทาวน์คุมตั้งแต่โซนC ลงไปจนถึงดาวน์ทาวน์” จินยองเอ่ยถึงที่ที่ตนจากมา บ้านไรอันต่างสะกิดใจกับคำว่าคุม

“คุม?” ซองจินทวนคำ เยรินที่นั่งตรงข้ามเงยหน้ามองเขา

“งงอะไร คุมไง มาเฟียอ่ะไม่รู้จักเหรอ”

ครอบครัวไรอันอึ้ง ออกแนวไปทางตื่นตระหนกเมื่อได้เจอมาเฟียตัวเป็นๆ ซองจินเกาะแขนแม่และมองจินยองอย่างไม่ไว้ใจ

เยรินมองท่าทางของซองจินแล้วหันไปกระซิบนินทาเขากับวีทันที

ตาหน้าหล่อนี่คงมีดีแค่หน้าตาจริงๆ จะขี้กลัวปอดแหกอะไรขนาดนั้น พี่จินยองยังไม่ได้ลุกขึ้นมาเอาปืนจ่อหัวเสียหน่อย เฮอะ

“แล้วมาอยู่แถวเมืองใหม่นี่ได้ยังไงคะ” ดาฮยอนถามอย่างสงสัย

“มาตามหาผัวของลูกพี่น่ะ” ฮันบินตอบเธอ ดาฮยอนอ้าปากจะถามต่อจินยองเลยพูดซะก่อน

“ผัวพี่มันตายไปแล้ว ไม่ต้องถามนะว่าตายยังไง ไม่ได้ติดเชื้อแต่พี่ฆ่ามันเอง ฆ่ากับมือนี่แหละเพราะมันฆ่าลูกสาวพี่ก่อน”

จินยองยิ้มหวานแต่ทุกคนรอบวงยกเว้นลูกน้อง แบมแบมและยูคยอมต่างอ้าปากค้าง ขนลุกกันโดยไม่ทราบสาเหตุทั้งที่จินยองกำลังยิ้มอยู่..

“อ่า..ไม่ใช่มุขใช่ไหมคะ” อเล็กซิสหัวเราะเจื่อนๆ เหมือนต้องการจะทำบรรยากาศให้ดีขึ้นแต่จินยองยิ้มมุมปากแล้วถามกลับ

“คิดว่าไงล่ะ”

“จินยอง ผมว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาคุยกันตอนกินข้าวนะ อย่าล้อเล่นนักสิ”

แบมแบมถอนหายใจเหมือนเหนื่อยใจเสียเต็มประดา ทำให้คนในครอบครัวพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สิ่งที่จินยองพูดมันเป็นเพียงเรื่องหยอกล้อ

แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เชื่อว่าจินยองพูดจริง แจบอมมองหน้าจินยองอยู่ครู่จนจินยองรู้ตัวและจ้องกลับ เขาจึงยิ้มให้จากใจอย่างไม่มีอะไรเคลือบแฝง เป็นจินยองเสียเองที่งุนงง

 

 

หลังจากทานมื้อค่ำกันเสร็จ อเล็กซิสและเยรินก็อาสาล้างจานให้ ทุกคนจึงไปนั่งคุยต่อเพราะยังไม่ง่วงกัน

จินยองมองออสตินแล้วคิดถึงลูกที่ตายไป มองแกคุยกับแม่และมีรอยยิ้มน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา แจบอมที่ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งตัดสินใจเดินมาหาและล้วงตุ๊กตาไม้ตัวเล็กจากกระเป๋าเสื้อส่งให้จินยอง

จินยองมองหน้าแจบอมด้วยความสงสัยว่าส่งตุ๊กตาให้ทำไม

เห็นมองออสตินนานแล้ว อยากได้ตุ๊กตาเหมือนแกบ้างใช่ไหม สวยล่ะสิ อ้ะให้

แจบอมพยักหน้าไปทางออสติน จินยองเพิ่งสังเกตเห็นว่าในมือของลูกหมอถือตุ๊กตาไม้ไว้หนึ่งตัว จะว่าน่ารักหรือน่ากลัวดีจินยองยังตัดสินใจระบุให้ไม่ถูกเลย

..ผู้ชายคนนี้มันเต็มรึเปล่าวะ

จินยองหวังว่าสายตาคำถามของตนต้องส่งไปถึงผู้ชายคนนี้แล้วแปลออกมาแบบนี้

ไม่ต้องเกรงใจ นี่แกะเอง

แต่เห็นได้ชัดว่าแจบอมไม่เข้าใจ

ไม่อยากได้จินยองปฏิเสธทันที จะบ้าหรือไงเขาไม่ได้อายุสิบขวบนะ จะให้เอาไปทำอะไร

เอาไปเถอะ

ถ้าไม่รู้ว่าก่อนโลกเปลี่ยนหมอนี่เป็นนักเขียนบทละครจินยองต้องคิดว่าเป็นเซลล์แมนแหง

จินยองรับตุ๊กตามาเพื่อตัดความรำคาญ พยายามไม่สนใจสายตาของบรรดาน้องๆ ที่มองมา เดาได้ว่าพวกมันต้องล้อเลียนกันแน่ๆ

ลองมีใครกล้าส่งเสียงหรือสายตาเชิงล้อกันสิ กลับไปที่ห้องแล้วพ่อจะจัดการเรียงตัวให้ดู

“ผมหาคลื่นเจอล่ะ! เรามาฟังข่าวกัน”

ชางอุคที่ปิดโทรทัศน์และลองเปิดวิทยุฟังเผื่อได้ข่าวคราวภายในประเทศได้รับสัญญาณข่าวพอดี เขาร้องบอกทุกคนอย่างดีใจ ทุกคนที่อยู่กันกระจายตามมุมต่างๆ รีบมารวมกันหน้าเครื่องเสียงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ทีวีจอยักษ์

ซ่า….

‘…ดูแลตัวเองและครอบครัวของท่านให้ดีที่สุด และจงเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้

ประกาศสำคัญนั้นผ่านไปจนจบแล้ว ทุกคนต่างเสียดายที่ไม่ได้ฟังเต็ม ๆ แต่ก่อนที่จะถอดใจปิดเครื่องเสียง ข้อความก็ประกาศซ้ำขึ้นมาอีกรอบ

ประกาศจากพลเอกชเวซึงฮยอน ผู้บัญชาการทหารบก เรียนประชาชนทุกท่านที่มีโอกาสได้รับฟังเสียงของผม ตามที่ท่านทราบเป็นเวลาระยะเวลากว่า 12 วันแล้วที่ประเทศเราได้เกิดโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่คือโรคไวรัสกินเนื้อ flesh-eating disease ซึ่งใช้ชื่อชั่วคราวว่าไวรัสDeathly Z เพื่อให้เข้าใจตรงกันต่อจากนี้เราจะเรียกโรคนี้ว่าดีซี (DZ) การดำเนินงานด้านระบาดวิทยาของโรคดีซีไม่มีความคืบหน้า ตัวยาที่วิจัยยังไม่ประสบความสำเร็จ เราจึงไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อดีซีได้ ยิ่งวันเวลาผ่านไปสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงทุกขณะเราจึงตัดสินใจที่จะใช้กำลังทหารกำจัดผู้ติดเชื้อเพื่อลดจำนวนการแพร่ระบาด ขณะนี้ทางทหารและตำรวจรวบรวมกำลังพลกับอาวุธได้จำนวนมากแล้ว ในวันพรุ่งนี้ วันที่ 14 เมษายน 20xx ตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นไปเจ้าหน้าที่จะทำการบุกยึดพื้นที่ในเมืองหลวงและกวาดล้างผู้ติดเชื้อทั้งหมด โดยจะเริ่มปฎิบัติการในพื้นที่สำคัญคือการประปา การไฟฟ้า และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อนำสาธารณูปโภคที่จำเป็นกลับคืนมาจากผู้ติดเชื้อให้ได้ก่อน แล้วจะขยายวงกว้างไปยังเมืองอื่นๆ ต่อไป ประชาชนทุกท่านควรหลบอยู่แต่ในอาคารหรือที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยถ้าไม่จำเป็นอย่าออกมานอกที่หลบซ่อนเด็ดขาด และโปรดรอจนกว่าทหารจะมีประกาศออกมาอีกครั้ง ดูแลตัวเองและครอบครัวของท่านให้ดีที่สุด และจงเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้

เมื่อเสียงของท่านนายพลสิ้นสุดลงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนมองหน้ากัน ใบหน้าเคร่งเครียดเริ่มมีรอยยิ้ม ในหัวใจของทุกคนเริ่มมีความหวัง

“ในที่สุดเราก็จะได้กลับไปมีชีวิตเหมือนเดิมแล้ว ดีจัง” ฮยอนจินร้องออกมาอย่างดีใจ ลูกชายหันไปจับมือแม่ ยินดีไม่ต่างกัน

“เพิ่งจะมาปะทะเอาป่านนี้นี่นะ ไม่ช้าไปเหรอ” ชยอนูเอ่ยขึ้น เรียกคืนรอยยิ้มของคนในครอบครัวต้วนทันใด

“แต่มันก็ยังดีที่ทหารและตำรวจคิดจะทำอะไรสักอย่างให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอคะ”

ดาฮยอนยังอยากมองโลกในแง่ดี กลุ่มของจินยองเลยไม่พูดอะไรอีกเพราะยังไม่เชื่อว่าเรื่องทุกอย่างมันจะเป็นไปได้ด้วยดีจริงๆ

“ต่อให้กำจัดผู้ติดเชื้อได้แต่การแพร่เชื้อโรคระบาดก็ยังดำเนินต่อไป เพราะทหารแค่จัดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแต่ต้นเหตุยังไม่สามารถแก้ได้ เราแค่มีเวลาหายใจเพิ่มขึ้นเท่านั้นแต่ยังต้องเผชิญกับการติดเชื้ออยู่ดี ในเมื่อทหารทำหน้าที่ลดพาหะเราก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องตัวเองจากโรคระบาดให้ได้ ไม่ใช่แค่ระวังไม่ให้โดนกัดแต่เราต้องทำตัวให้แข็งแรงเพื่อป้องกันทั้งโรคระบาดและโรคอื่นๆ ด้วย ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ว่าจะป่วยโรคอะไรก็ไม่ดีทั้งนั้นเพราะเราต้องเอาตัวรอดกันตลอดเวลา”

“แล้วเราควรจะต้องทำตัวยังไงอ่ะพี่แบม เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโรคระบาดนี่เลยสักนิด ไม่มีใครบอกเราว่ามันเป็นมายังไง บอกแค่ว่ามันยังรักษาไม่ได้”

 ยูคยอมล่ะสงสัย ทุกสายตามองมายังคุณหมอหนึ่งเดียว

“พี่อยากรู้รายละเอียดเหมือนกันแต่ไม่รู้จะติดต่อกับคนที่รู้เรื่องโรคนี้ได้ยังไง ขอพี่คิดหน่อยละกัน เอาเป็นว่าคืนนี้ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอนก่อน พรุ่งนี้มารอฟังข่าวจากทหารกันอีกทีว่าสถานการณ์การปะทะเป็นไงบ้าง และเราจะมาคุยกันเรื่องเอาตัวรอดจากโรคระบาดนี่ด้วย”

คนทั้งห้องพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของแบมแบม

“ไอรีนเข้าไปนอนในห้องกับดาฮยอนและฮยอนจินก็แล้วกัน ตัวเล็กๆ กันทั้งนั้นนอนเตียงเดียวกันคงไม่อึดอัดอะไร ฉันจะนอนข้างนอก”

ไรอันบอกน้องสาวให้เข้าไปนอนในห้อง ไอรีนพยักหน้ารับก่อนหันไปมองพี่สะใภ้อีกคน

“พี่ล่ะคะจะนอนที่ไหน”

“พี่ก็คงนอนในห้องนั่นล่ะจ้ะ ให้เด็กๆ นอนบนเตียงกับพ่อเขาเดี๋ยวพี่นอนพื้น”

“แกไปนอนกับฉันไหมล่ะ” จินยองชวนเพื่อนให้ไปนอนด้วยกัน แบมแบมส่ายหน้า

“ไม่เป็นไร ผมนอนที่นี่ดีกว่าจะได้คอยดูมาร์คด้วย เผื่อเขาตื่นมากลางดึก”

“อือ โอเค งั้นพวกฉันกลับไปนอนเลยแล้วกัน มีอะไรก็ไปเรียกนะ”

“ครับ ขอบคุณนะ”

จินยองโบกมือบ๊ายบายเป็นการราตรีสวัสดิ์ให้ออสตินแล้วเดินนำน้องๆ กลับไปนอนที่ห้องข้างๆ

ฮยอนจินลุกไปหยิบถุงนอนในกระเป๋าออกมาให้ไรอันและลูกชาย แต่เธอไม่ได้หยิบออกมาเผื่อใครทั้งที่ถุงนอนในสัมภาระในส่วนของบ้านเธอยังเหลืออีกตั้งสองถุง อเล็กซิสเห็นดังนั้นก็คลานไปหยิบถุงนอนในกองสัมภาระของบ้านตัวเองออกมาให้แจบอมและพี่ชายคนใหม่ ขณะเดียวกันชางอุคก็ลุกไปหยิบถุงนอนของตนและเอามาเผื่อแจบอมกับยูคยอมด้วย พอเห็นว่าทั้งสองคนได้จากหลานสาวแล้วเขาเลยเอากลับไปเก็บ

“ไปลูก ไปนอนเถอะ”

แบมแบมเห็นอเล็กซิสเม้มปากท่าทางไม่พอใจก็รีบลูบศีรษะแกเบาๆ ดันร่างบางไปนอน เขาก็เห็นเช่นกันว่าฮยอนจินสนใจแต่ครอบครัวตัวเองซึ่งเขาก็ชินแล้ว

แจบอมช่วยอเล็กซิสไว้และยูคยอมก็เป็นลูกบุญธรรมของเขา แบมแบมคิดว่าฮยอนจินคงคิดว่าเป็นเรื่องของบ้านเขาที่ต้องดูแลสองคนนี้เอง

แบมแบมหยิบถุงนอนสำหรับตัวเองเดินตามลูกๆ เข้าไปนอนบ้าง

 

 

แบมแบมสะดุ้งตื่น พยายามลืมตามองในความมืดก็เห็นว่ามาร์คตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกันและกำลังลุกขึ้นนั่ง

“นอนไปเถอะ ผมแค่จะไปเข้าห้องน้ำ” มาร์คกระซิบเสียงเบาเพื่อไม่ให้ลูกทั้งสองตื่น เห็นว่าภรรยาตื่นขึ้นมาแล้ว

แบมแบมอาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเพื่อมองนาฬิกาข้อมือ

ตีสองแล้วเหรอเนี่ย

“เดี๋ยวฉันไปหาอะไรให้กิน คุณจะได้กินยาด้วย” แบมแบมลุกออกจากถุงนอนเอ่ยกับมาร์คด้วยเสียงที่เบาไม่ต่างกัน

แม้พ่อและแม่จะระวังไม่ให้รบกวนลูกแล้วแต่ออสตินก็ยังตื่นขึ้นมาจนได้

“งืม แม่..” ออสตินงัวเงียตื่นตาม แบมแบมเดินเข่าไปชิดเตียง โน้มตัวไปหาลูกชาย

“ชวู่..นอนนะครับคนดี” เสียงแม่เอ่ยอยู่ข้างหู พอริมฝีปากแม่ประทับลงเบาๆ บนแก้มออสตินก็ยอมนอนต่อ

มาร์คจะปฏิเสธแล้วว่าไม่ต้อง เขาทำเองได้ แต่พอเห็นแบมแบมคุยกับออสตินก็เลยเดินออกมาเลย

สองสามีภรรยาทำสิ่งที่ตัวเองจะทำโดยไม่พูดกัน แบมแบมเดินไปที่ครัวเพื่อทำข้าวให้มาร์คกิน พยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเพื่อจะได้ไม่รบกวนคนที่นอนรวมกันหน้าทีวี ส่วนมาร์คก็แวะเอาเสื้อผ้าที่กองสัมภาระเพื่อจะได้อาบน้ำไปด้วยเลย เขาก็พยายามทำให้เงียบที่สุดเช่นกัน

เมื่อมาร์คอาบน้ำเสร็จข้าวต้มก็เสร็จพอดี แบมแบมเดินไปหยิบยาหลังอาหารจากกระเป๋าเครื่องมือแพทย์และสมุดบันทึกจากกระเป๋าสะพายจากนั้นก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะกับคนที่นั่งกินข้าวเงียบๆ

“ยังปวดแผลอยู่ใช่ไหม” แบมแบมตัดสินใจทำลายเงียบเสียงเบา

“อืม ทำไมไม่นอน” มาร์คแปลกใจที่แบมแบมยังนั่งอยู่ มองมือเรียวที่เปิดสมุดและจรดปากกาเขียนอะไรบางอย่าง

“จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนคุณหลับให้ฟังไง ทหารมีประกาศออกมาใหม่ด้วย”

แบมแบมเล่าสิ่งที่นายพลประกาศให้มาร์คฟัง

มาร์คฟังจบแล้วถอนหายใจ พยักหน้ารับรู้ มันเป็นเรื่องน่าดีใจแต่แค่สวดภาวนาให้ทหารและตำรวจเป็นฝ่ายชนะท่าทางจะไม่พอ อย่าเอาชีวิตทหารและตำรวจไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ก็แล้วกัน  

 “คุณเขียนอะไร” มาร์คหาเรื่องชวนคุยจะได้ไม่อึดอัด

“อ่อ..ฉันเครียดเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดน่ะ เลยเขียนสิ่งที่อยู่ในหัวเพื่อระบายออกสักหน่อย”

มาร์คไม่ประหลาดใจที่ในเวลาแบบนี้แบมแบมก็ยังทำงาน ความเป็นหมอในตัวไม่เคยหยุดนิ่งเลยสินะ

แบมแบมเป็นคนชอบคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ มีความคิดดีๆ เพียบ และมักจะเขียนบันทึกความคิดไว้เสมอเพื่อกันลืมเพราะเรื่องที่ต้องคิดมีมากเกินไป

“ที่เครียดนั่นคืออะไร อธิบายซิ”

มาร์คสนใจ เขาก็อยากรู้ว่าเรื่องนี้มันเกิดมาได้ยังไง มีสาเหตุมาจากไหน ทำไมทำให้ประเทศที่สงบสุขกลายเป็นนรกได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน

“คุณไม่สงสัยบ้างเหรอว่าทำไมทหารถึงตั้งศูนย์อพยพแต่ละจุดได้เร็วนัก ประกาศภาวะฉุกเฉินแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็สั่งอพยพคนได้ทันทีทั้งที่การระบาดมันน่ากลัวมาก การแพร่กระจายเชื้อเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ พวกเขาน่าจะยังตั้งตัวไม่ทันและทำอะไรไม่ได้ง่ายๆ แบบนั้น มันเหมือนมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้วทั้งที่เกิดจราจลได้ไม่กี่วัน แสดงว่าต้องมีเรื่องที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้อีกเยอะแน่ๆ”

แบมแบมได้รับรู้เรื่องราวภายในค่ายมาจากลูกสาวหมดแล้ว รวมถึงสิ่งที่มาร์คกังวลเกี่ยวกับการทดลองจนต้องออกมาจากค่ายด้วย

“เรื่องนั้นผมก็สงสัยอยู่ แต่นึกว่าคุณจะเครียดเรื่องการรักษาโรคระบาดเสียอีก”

เรื่องที่แบมแบมพูดมามาร์คก็สงสัย พอว่างๆ ก็ได้มีเวลาคิดนั่นนี่มากขึ้น เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าทหารเตรียมความพร้อมในศูนย์อพยพได้ยังไง มีทั้งเต้นท์พยาบาล อาหารที่แจก และยังมีโต๊ะลงทะเบียนตามหาญาติอีก ทุกอย่างมันดูพร้อมมากเกินไป

ถ้าจะบอกว่าเตรียมหลังประกาศภาวะฉุกเฉินมันเป็นไปได้ยากมาก เพราะการหาอาหาร น้ำ และบุคลากรจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ถ้าในสถานการณ์ปกติก็ยังว่ายากมากแล้ว แต่นี่กลับสามารถทำได้ทั้งที่มันเป็นภาวะที่ไม่ปกติ มีพวกติดเชื้อไล่กินคนทั่วเมืองเชียวนะ

“เรื่องนั้นก็ด้วย มีแต่เรื่องน่าสงสัยเต็มไปหมด ตอนนี้ฉันอยากรู้ข้อมูลทั้งหมดของโรคนี้มากๆ แต่ยังไม่รู้จะไปเริ่มหาที่ไหน” แบมแบมอยากรู้เรื่องราวเชื้อโรคนรกนี่มากกว่านี้

“ค่อยๆ คิดไปก็ได้ พรุ่งนี้เราก็เดินทางไปไหนต่อไม่ได้อยู่ดี ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่หลายๆ วันหน่อย ทุกคนยังกลัวและเหนื่อยอยู่ ควรจะหยุดพักเพื่อให้ทุกคนพร้อมก่อน”

“ที่นี่ก็ดี อยู่รอดูสถานการณ์ก่อนว่ามันจะร้ายหรือดีค่อยตัดสินใจเดินทาง”

“เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยนะที่คุณเห็นด้วยกับผม”

“นั่นสิ รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะ”  แบมแบมอมยิ้ม สายตามองกระดาษ เท้าคางมือหนึ่ง อีกมือก็จดทุกสิ่งที่คิดออกลงไป

มาร์คกินข้าวหมดแล้วก็เลื่อนชามไปด้านข้าง วางแขนบนโต๊ะแล้วมองแบมแบม

“คุณมีอะไรจะพูดหรือเปล่า” แบมแบมถามเมื่อรู้สึกตัวว่าถูกมองอยู่

“มี”

“ว่ามา”

“คุณเป็นห่วงผมบ้างหรือเปล่า”

คำถามของสามีทำให้แบมแบมหยุดเขียน เงยหน้ามองเขา

“ช่วงเวลาที่เราแยกกันเดินทาง คุณเป็นห่วงผมบ้างไหม หรือห่วงแค่ลูกเท่านั้น” มาร์คถามย้ำเมื่อภรรยาไม่ยอมตอบในครั้งแรกที่ถาม

แบมแบมไม่รู้ว่าจะตอบตามความจริงหรือโกหก แต่บอกความจริงไปมาร์คคงไม่หัวเราะเยาะเขาหรอกมั้ง

“อืม ห่วงสิ ฉันห่วงทั้งลูกและคุณ ฉันไม่รู้หรอกว่าพอเจอกันแล้วคุณจะเย็นชาใส่ฉันแค่ไหน แต่ฉันคิดแค่ว่าขอให้ได้เจอคุณกับลูกอีกครั้งก็พอ เรื่องในอนาคตค่อยคิดอีกที”

มาร์คฟังแล้วอดยิ้มไม่ได้ บังเอิญหรือไงที่เราคิดตรงกัน

“คุณคิดเหมือนผมเลย ผมขอแค่พบคุณอีกก็พอแล้ว จะอยู่กันแบบคนแปลกหน้าก็ยังดีกว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันอีก”

แบมแบมอึ้ง ไม่คิดว่ามาร์คจะคิดแบบเดียวกับตน ที่ลูกบอกเป็นความจริง มาร์คเป็นห่วงเขา

“ผมคิดว่าถ้าเรายังรู้สึกห่วงใยกันในสถานการณ์เลวร้าย แสดงว่าเราคงไม่ได้เกลียดกันจริงๆ”

“คุณต้องการจะบอกอะไรฉันหรือมาร์ค จะให้รีเซตเรื่องของเราใหม่งั้นเหรอ”

แบมแบมถามเพื่อความแน่ใจ มาร์คพยักหน้า

“ใช่ ตอนนี้เราต้องอยู่กับปัจจุบัน ผมไม่เชื่อเท่าไรว่าทหารจะกำจัดพวกกัดได้หมด แค่โดนกัดนิดเดียวก็ติดเชื้อได้แล้ว ถ้าเราต้องอยู่ในโลกที่มีคนตายคอยจ้องจะเอาเราไปเป็นอาหารจะตายวันไหนก็ไม่รู้ ผมคิดว่าเราควรจะลืมเรื่องที่ผ่านมาซะ ถึงเราจะโกรธเกลียดกันต่อไปแต่เราจะทนได้อีกนานแค่ไหนในเมื่อเราต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถ้าเราทำตัวเหมือนเดิม เย็นชาใส่กัน ทุกคนรอบข้างจะอยู่ยังไง”

แบมแบมประหลาดใจที่มาร์คนี่พูดเหมือนไรอันเลย สมกับเป็นพี่น้องกัน

คำพูดของมาร์คทำให้แบมแบมต้องมองตาสวยๆ คู่นั้นว่ามันจริงหรือล้อเล่นกันแน่ ทำไมมาร์คปุบปับเปลี่ยนไปแบบนี้ เพราะสถานการณ์บ้าๆ ข้างนอกนั่นทำให้เปลี่ยนความคิดและการกระทำงั้นเหรอ

“ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าจะทำเป็นเหมือนว่าเราไม่เคยคิดจะหย่ากันน่ะ มันคงดีสำหรับลูกๆ ด้วย เป็นเพื่อนกันก็ยังดีกว่าทำตัวเป็นศัตรูกัน”

แบมแบมโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้เราก็อยู่ร่วมกันอย่างเพื่อนได้ล่ะนะ ค่อยสบายใจไปหน่อย

“เราเป็นเพื่อนกันเหรอ?”

“อ่าว ไม่ให้เป็นเพื่อนจะให้เป็นอะไรล่ะ แค่คนรู้จักหรือไง หรืออะไรฉันจะได้ทำตัวถูก”

แบมแบมว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนก็ไม่เลวนะ อย่างน้อยก็ทำให้สนิทใจที่จะมองหน้ากันหรือทำตัวปกติให้กันได้

แยกบ้านกันอยู่มาตั้งนาน จู่ๆ จะมาให้ทำตัวสนิทสนมแบบสามีภรรยาคงไม่ไหว

มาร์คแค่ถอนหายใจเหมือนเหนื่อยใจอะไรบางอย่างแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

แบมแบมงุนงงที่มาร์คดูไม่สบอารมณ์แต่ขี้เกียจจะสนใจ มาร์คก็หงุดหงิดได้ตลอดเวลานั่นล่ะ ในเมื่อมาร์คไม่พูดอะไร แบมแบมจะถือว่าเรากลับมาเป็นเพื่อนกันได้แล้วก็แล้วกัน

“ฉันไปนอนแล้วนะ” แบมแบมเก็บสมุดและปากกา ลุกจากที่นั่งไปก่อน

“อือ” มาร์คหยิบยามากินแล้วเอาชามไปล้าง แม้จะล้างด้วยมือเดียวไม่ถนัดแต่กินเองก็ต้องจัดการเองล่ะนะ

 

 

มาร์คปิดประตูห้องนอนแล้วหยุดยืนอยู่หน้าประตู มองลูกทั้งสองที่นอนบนเตียงเคียงกันและภรรยาที่นอนหลับอยู่บนพื้น เขามองแล้วยิ้มออกมา

แค่นี้ล่ะที่เขาต้องการ ถึงโลกจะไม่กลับมาเป็นปกติแต่แค่ทุกคนยังมีชีวิตรอดและอยู่พร้อมหน้ากันได้มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ เพราะอีกหลายครอบครัวไม่มีวันได้มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว

มาร์ครู้ว่าความสัมพันธ์ของเขาและแบมแบมมันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ยาก แต่เวลาสิบกว่าวันมันพิสูจน์แล้วว่าความห่วงใยมีมากเหนือทิฐิ แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าตัวเองเกลียดอีกฝ่ายจนต้องการแยกทางหรืออยากให้หายไปซะ แต่พอแบมแบมหายไปจริงๆ มันก็ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วใจเขานั้นไม่ได้ต้องการให้แบมแบมไปไหนเลย ก่อนหน้านี้มันอาจเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้คิดว่าเราไม่สามารถอดทนที่จะเข้าใจและยอมรับตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้วทั้งที่เคยทำได้เสมอมา

มัน..อาจจะมีทางซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่แตกร้าวก็ได้..คงจะมีสักวิธี และมาร์คหวังว่าตัวเองจะหาเจอ

 

TBC.

**

โดนยิงแขนจะมีสติได้นานแค่ไหนก่อนหมดสติ

ชยอนูโดนยิงพุงยังร้องครวญครางรอหมอได้ตั้งนาน ตัวละครพันธุ์อึด

พักหายใจหายคอกันก่อน หนีพี่บี้เหนื่อยแล้ว ผ่านมาเจ็ดตอนในที่สุดสามีภรรยาก็ได้เจอกัน T[]T

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:38
    รักไม่รักตอนนี้ยังไม่ต้องไปหาคำตอบก็ได้ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่าพ่อกับแม่ 'ห่วง'​ กันและกันแค่ไหนนนน~~
    แล้วยังจะต้องคิดอะไรอี๊กกกก~~
    #2,448
    0
  2. #2346 icielfahmb (@icielfahmb) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 02:30
    เจอกันสักทีTT
    #2,346
    0
  3. #2323 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 20:50
    ในที่สุดก็เจอกันแล้วว แต่ยังต้องผ่านอีกหลายด่าน จับมือกันไว้นะ
    #2,323
    0
  4. #2265 jjphile (@110720) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 21:29
    คืนดีกันไวๆ น้า
    #2,265
    0
  5. #2189 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 13:22
    **ล้องห้าย
    #2,189
    0
  6. #2145 SUGARBOYXX♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:08
    มาร์ครักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ได้น้า อยากให้คืนดีกันเร็วๆ;-;
    #2,145
    0
  7. #2112 LOOK_WALAK (@N_Nam0802) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 23:31
    เจอกันแล้วจ้า ต่อไปก็มาลุ้นกันต่อว่าคุณหมอจะโดนจับตัวไประหว่างทางไหม
    #2,112
    0
  8. #2035 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 23:25

    โอย ดีใจมากที่ได้เจอกัน ฉากเจอคือดีมากเลย

    #2,035
    0
  9. #1950 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 22:00
    เค้าเจอกันแล้ว เค้ากอดกันด้วย ถึงความสัมพันจะไม่เหมือนเดิม แต่ความห่วงใยยังมีเสมอ ฮือออออ ค่อยๆปรับๆเข้าหากันไปนะ
    #1,950
    0
  10. #1942 KanjanaKunpitak (@KanjanaKunpitak) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 20:36
    ลุ้นมาตลอดมานถึงตอนนี้เขาเจอกันแล้ว ร้องไห้เลยอ้ะ ตอนมาร์คแบมกอดกันมันทั้งดีใจ ทั้งตื้นตันใจที่เขาพยายามที่จะเจอกันมาตลอด มาร์คสู้ๆนะ คืนดีกับแบมให้ได้
    #1,942
    0
  11. #1781 zzzcc (@zzzcc) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 19:36
    ตลกแจบอมกับจินยอง555
    #1,781
    1
  12. #1703 MBAIYW (@0962106015) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 12:51
    ดีใจที่ได้เจอกันแล้ว ขอให้อย่าหลงกันอีกมันบีบหัวใจมาก ปล. ขำตอนที่แจบอมจะเอามาร์คใส่ถังขยะจะได้ไม่ต้องเดิน 555555
    #1,703
    1
  13. #1654 myhoneynoople (@myhoneynoople) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 10:36
    ไรท์แต่งได้ดีมากอ่ะ...สนุกสุดๆมีทั้งสนุกเศร้าเล้าน้ำตาเลยอ่ะ อยากให้มาร์คและแบมกลับมารักกันเหมือนเดิมไวๆจัง
    #1,654
    0
  14. #1563 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 22:56
    น้ำไหลเลยค่ะ มันอัดอั้นมานานมากๆ ในที่สุดก็เจอกัน ดีใจมากที่มาร์คทำตามที่บอกลูกไว้ว่าจะกอดแม่แน่นๆ หลังจากนี้คงต้องดูความสัมพันธ์ต่อไป เจ็บปวดที่แบมมองมาร์คแบบติดลบแบบนั้น ฮือ รักกัน รักกัน
    #1,563
    0
  15. #1526 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 06:39
    ร้องไห้ตอนเขาเจอกัน มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้เลย..
    #1,526
    0
  16. #1426 Cake__Cake (@Cake__Cake) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 23:48
    ดีกันๆๆๆๆๆ
    #1,426
    0
  17. #1402 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 09:07
    กว่าจะได้เจอกัน เค้านี่ลุ้นจนไม่รู้จะลุ้นยังไง อ่านไปนี่ใจเต้น ตุบตับๆ ตลอดเว ตอนนี้คือรู้สึกเหนื่อยเหมือนไปวิ่งหนีพี่บี้เอง มาร์คกับแบมก็ดีกันเถอะ เนาะ รักกันๆ
    #1,402
    0
  18. #1374 zmgebob (@zmgebob) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 01:36
    จริงๆแหล่ะ อยู่ด้วยกันมา10กว่าปีมันไม่ใช่แค่ความอดทนหรอก เชื่อว่าพี่มาร์คตะทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แน่ๆ เอาใจช่วยให้สองคนนี้กลับมารักกันนนน ชอบเวลาที่สองคนนี้คุยกันมากๆ
    #1,374
    0
  19. #1133 EUNHWA_OK (@EUNHWA_OK) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 20:19
    ตอนแรกลุ้นมากนึกว่ามาร์คกับแบมต้องแยกกันอีกครั้งสะแล้วววว

    ฮืออ ดีกลับใจมี่กลับมาหากันอีกครั้ง

    แม้จะยังไม่ได้เป็นสามีภรรยา แบบเดิม

    ข้ามขั้นเลยมาร์ค วิธีนี้น่าจะดี อิอิ
    #1,133
    0
  20. #1044 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 17:16
    งั้น ทางรัฐบาลคงรู้มาก่อนหน้านี้แล้วเตรียมตัวไว้แล้วสินะ
    แต่มาร์คคงอยากเป็นมากกว่าเพื่อนมั้งแบม แต่สมน้ำหน้า
    แบมให้เป็นแค่นั้นก็ดีแล้ว หาวิธีพัฒนาความสัมพันธ์เอาเอง 55555555

    แต่ลูกแบมแบมมีแต่คนนิสัยดี ๆ งื้อ ยิ่งคนน้องยิ่ง น่ารักกกก 
    #1,044
    0
  21. #1013 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 00:41
    พี่มาร์คเก่งมากกกกก ดีใจที่ได้เจอกันแล้วอะ พี่มาร์คดูไม่สบอารมณ์ที่เป็นได้แค่เพื่อนนะคะ 555555 เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับทหารแน่เลยยย
    #1,013
    0
  22. #886 oni (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 20:55
    ดีจังเลยมาร์คแบมได้เจอกันหวังว่าอีกไม่นานทั้งจะกลับมาเป็นครอบครัวที่น่ารักและหวานๆใส่กันเนอะ

    มาร์คและเเบมคิดสังสัยเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    เบื้องหลังของทหาร คงจะมีอะไรซ่อนอยู่แน่นอนแต่เหตุผลล่ะเพื่ออะไรกันถึงต้องทำเเบบนี้

    เหมือนจะล้างโลกกันเลยนะ
    #886
    0
  23. #798 Keeratika Atiburanakul (@keeraati) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 18:15
    ฉากมาร์คดึงแบมไปกอดนี่แบบ ฮืออออ น้ามตาาาา ชอบมากกก มาส่องทุกวันเลย พี่มาร์คสู้ๆนะคะ ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นไวๆ อยากอ่านต่อแล้วววววว
    #798
    0
  24. #796 NaMe Just Kidding (@littleturtle23) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 19:30
    ร้องไห้~!!!!! ดีใจกว่ามบเจอกันก็ไรท์กลับมานี่แหละ น้ำตาจิไหล นี่พูดจริง ดีใจมากอะ!!
    #796
    0
  25. #795 kipkip1234 (@kipkip1234) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 14:40
    ลุ้นทุกอย่างทุกตอนเลย ชอบจินยองจังเลย เป้นเพื่อนกันกับแบมแบมน่ารักดีมาก555
    #795
    0