ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 7 : Chapter 6 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    1 ต.ค. 59

 

 

 

 

         จอน จองกุก , ฮวาง ชานซอง



             ชายหนุ่มสี่คนและเด็กหญิงหนึ่งคนวิ่งหัวซุกหัวซุนลัดเลาะหลบไปตามตรอกเล็กๆ โดยสองหนุ่มนำหน้าเพื่อฆ่าพวกกัดที่วิ่งมาเจอ แม้เหนื่อยแทบขาดใจก็ต้องฮึดสู้ หนึ่งหนุ่มจับมือเด็กหญิงไว้ พยายามปกป้องหนูน้อยหลบหลีกไม่ให้โดนกัด ส่วนอีกหนึ่งระวังหลังและกำจัดพวกกัดที่แตกกลุ่ม

“หัวหน้า มันเยอะเกินไปเราสู้ไม่ไหวหรอก” นัมจุนหอบหายใจ มองไปทางผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่ตามมาไม่ละลด

พวกเขาวิ่งหนีพลางสู้มาหลายชั่วโมงจนหลุดจากการตามล่าของทหารได้ แต่ต้องมาผจญกับผู้ติดเชื้อที่เดินทั่วเมืองเพราะตอนนี้พวกเขาติดอยู่ใจกลางเมืองและยังหาทางออกไปจากที่นี่ไม่ได้

และเพราะผู้ติดเชื้อนี่ล่ะที่ทำให้ลูกน้องของโชอาหยุดติดตามเพื่อเซฟชีวิตและอาวุธของพวกตัวเองแทนที่จะทำตามคำสั่งฆ่าพวกเขาให้ได้ แต่ถึงจะรอดจากทหารด้วยกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดจากผู้ติดเชื้อนี่นะ

“วิ่งเร็ว! วิ่งมานี่” โดอุนที่วิ่งไปสำรวจทางข้างหน้าเห็นทางหนึ่งโล่งที่สุดก็กวักมือเรียกทุกคนแล้ววิ่งไปก่อน

            “เวรเอ๊ย! ทางตัน” โดอุนที่วิ่งไปสุดซอยแล้วเลี้ยวไปทางขวาตามทางสบถออกมาอย่างหัวเสีย เพราะทางขวาไม่มีทางทะลุไปไหนได้อีกแล้ว

“ปีนข้ามกำแพงไปเลย อีกฝั่งจะมีผู้ติดเชื้อหรือเปล่าค่อยว่ากันอีกที”

แจ็คสันตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพราะพวกกัดฝูงหนึ่งที่กะด้วยตาคร่าวๆ เกินห้าสิบคนกำลังไล่ตามพวกเขามา ลูกน้องพากันพยักหน้าเห็นด้วย

            “มานี่เร็ว!” แจ็คสันปีนขึ้นไปนั่งบนกำแพงก่อนคนแรกเอื้อมมือลงมาหายองจี ยองแจรีบอุ้มน้องส่งตัวเธอขึ้นไปให้ แจ็คสันอุ้มยองจีเข้าเอวกดศีรษะเธอแนบบ่าแล้วมองไปอีกฝั่ง

“ผู้ติดเชื้อมีบ้างแต่อยู่ไกล รีบกระโดดข้ามมาก่อนเร็ว”

แจ็คสันพายองจีข้ามไปก่อนคนแรก อีกสามคนเหลียวมองไปด้านหลัง ผู้ติดเชื้อเกินห้าสิบคนเริ่มเดินเร็วขึ้นและเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นจนเหลือระยะห่างเพียง 100 เมตร

พวกเขาอยู่สุดซอย ทางซ้ายและขวามือไม่มีทางไป ทางออกหนึ่งเดียวก็ถูกปิดด้วยกลุ่มผู้ติดเชื้อ ถ้าอยากรอดมีแต่ต้องปีนกำแพงไปให้ได้

“ปีนได้ไหมยองแจ” นัมจุนถามยองแจ ชายหนุ่มมองกำแพงที่สูงกว่าตนเกือบ 30 cm.แล้วส่ายหน้า

“ผมกระโดดไม่ถึงหรอก”

“โอ๊ยอย่าพูดมากเลย ขึ้นมา!” โดอุนย่อตัวลงเพื่อยองแจใช้เป็นฐานเหยียบขึ้นไป ยองแจแปลกใจที่อีกฝ่ายยอมให้เหยียบแต่ไม่ใช่เวลาลังเล ความตายไล่กระชั้นชิดติดรดแผ่นหลังแบบนี้ต้องรีบเอาตัวรอดไปให้ได้ก่อน

“ขอบคุณนะ” ยองแจรีบเกาะกำแพงแล้วเหยียบหลังโดอุนต่างบันไดขึ้นไป แต่แม้มือจะเกาะขอบกำแพงได้แต่ยองแจก็ส่งตัวขึ้นไปไม่ได้ พยายามอยู่หลายรอบยังไงก็ไม่ได้

“โอ๊ยไอ้น้อง นายไม่เคยโดดเรียนหรือไง ทำไมแค่นี้ก็ปีนไม่ได้ เดี๋ยวได้ตายกันหมดนี่หรอก”

นัมจุนเหลียวมองกลุ่มผู้ติดเชื้ออย่างหวาดระแวง เหลือ 50 เมตรแล้วโว้ย

“โอ๊ยพี่มันปีนไม่ได้โว้ย หนักตูด!” เสียงคำรามต่ำจากผู้ติดเชื้อที่ได้ยินจากไกลๆ ทำให้ยองแจสติแตก ยิ่งรีบยิ่งช้า

“โอ๊ยกูเครียด!” โดอุนค่อยๆ ยืนขึ้นเพื่อลดความสูงให้ ยองแจที่ไม่ได้ตั้งตัวเกือบหงายหลังจนนัมจุนต้องช่วยประคอง

“ฮึดหน่อยสิโว้ยน้อง อยากโดนกระชากไส้หรือไง” นัมจุนดันก้นยองแจส่งให้อีกแรง ยองแจก็กลัวตายนะ ไม่ต้องย้ำหรอกแต่ปีนไม่ได้จริงๆ

การเอาชีวิตรอดโดยแข่งกับเวลาทำให้ตื่นเต้นผสมด้วยความกลัวจนมือเย็นเฉียบไปหมด

“ทำไงดีอ่ะ ปีนไม่ได้” ยองแจจะร้องไห้แล้วนะ ยิ่งรีบยิ่งช้า เขาว่าความกลัวตายทำให้ทำได้ทุกอย่างนี่ไม่จริงเลย นี่กลัวจนมือไม้แขนขาพาลอ่อนแรงไปหมด

นัมจุนละล้าละลัง ก่อนจะตัดสินใจปีนกำแพงขึ้นไปก่อนเพื่อดึงมือยองแจขึ้นไป ทั้งนัมจุนและโดอุนช่วยกันพายองแจขึ้นไปนั่งบนกำแพงได้สำเร็จ นัมจุนส่งยองแจให้กระโดดลงไปหาแจ็คสันก่อน

“ไอ้โดอุนมึงรีบขึ้นมาเร็ว!” นัมจุนขนหัวลุกแทนเพื่อนที่ยังยืนอยู่ข้างล่างขณะที่ผู้ติดเชื้อเข้ามาใกล้ทุกที

“โอ๊ยไอ้เหี้ยกูเจ็บหลัง” โดอุนยืดตัวขึ้น มองไปด้านหลัง มีผู้ติดเชื้อหน้าเละคนหนึ่งวิ่งมาจนเหลือระยะห่างเพียง 5 เมตร มาเร็วจังวะ!

“ส่งมือมา!” นัมจุนเอื้อมมือไปหา โดอุนรีบส่งมือแล้วปีนขึ้น

“เฮ้ย!” โดอุนสะดุ้งเมื่อถูกผู้ติดเชื้อคนหนึ่งมาถึงแล้วและจับข้อเท้าเขาไว้ เขาพยายามสะบัดจนเกือบจะทำให้ตกร่วงลงไปจากกำแพง  

นัมจุนพยายามดึงเพื่อนให้ไปอีกฝั่งจนได้ โดอุนตกลงไปพร้อมคอมแบตที่จวนจะหลุดจากเท้า

“โอ๊ย” โดอุนจับแขนที่กระแทกพื้นไว้ หน้านิ่วด้วยความเจ็บ ยองแจรีบวิ่งมาประคองพร้อมกับนัมจุนที่กระโดดตามมายืนใกล้กัน

“ไปเร็ว” แจ็คสันที่มียองจีเกาะหลังวิ่งนำทุกคนไปตามตรอกที่วิ่งไปดูมาว่ามีผู้ติดเชื้อน้อย โดอุนกัดฟันข่มความเจ็บวิ่งตามนัมจุนและยองแจไป

 

 

“เรารอดแล้วใช่ไหม” โดอุนพูดพลางทิ้งตัวลงนั่งพิงกำแพงตึกร้านค้า เหนื่อยแทบขาดใจเพราะต้องวิ่งกันสุดฝีเท้าเพื่อหนีผู้ติดเชื้ออีกโขยงหนึ่งมาเกือบครึ่งกิโลเมตร

            “เออ ดีที่ไอ้พวกนั้นไม่ยอมตามมาอีก ถ้าเจอศึกสองด้านคงไม่รอด” นัมจุนนั่งยอง ปลดกระบอกใส่น้ำสีเขียวที่เอวออกมาเพื่อจะดื่มก่อนจะพบความผิดหวังเมื่อไม่เหลือน้ำสักหยด

แจ็คสันปลดกระบอกน้ำจะส่งให้นัมจุนแต่มีมือขาวๆ ยื่นขวดน้ำตัดหน้าเขาเสียก่อน

            “ขอบคุณ” นัมจุนเอ่ยกับชายหนุ่มผิวขาวแล้วรับขวดน้ำมาเปิดดื่ม

            เจ้าของขวดน้ำนั่งลงกับพื้นปูนสกปรกพลางดึงน้องสาวมานั่งตักแล้วกอดไว้ ร่างบางมีท่าทางอ่อนแรงกว่าทหารทั้งสามหลายเท่า เพราะร่างกายไม่ได้รับการฝึกมาให้ต้องวิ่งไกลหลายกิโลเมตรตลอดทั้งคืนและตลอดเช้านี้

            แจ็คสันบอกยองแจว่าเราจะไม่สามารถพักได้นานกว่า 5 นาที เมื่อต้องหยุดพักในแต่ละครั้ง ยองแจและยองจีต้องหนีทั้งคนในเครื่องแบบและผีดิบเลย หวุดหวิดจะโดนลากไปกินหลายครั้ง โชคดีที่มีทหารทั้งสามนายอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาและน้องคงกลายเป็นอาหารอันโอชะของผู้ติดเชื้อไปแล้วล่ะ

            “ยองจีไหวไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยกับน้องสาว ยองจีพยักหน้า หยดเหงื่อพราวเต็มใบหน้าน่ารัก

            “พวกเราจะไปไหนกันต่อดีครับ” นัมจุนเอ่ยถามหัวหน้า แจ็คสันยืนเท้าเอว มองไปรอบๆ ชุมชนรกร้าง  

            “ออกนอกเมือง ในเมื่อเป็นอย่างนี้เราคงทำอะไรไม่ได้แล้ว”

“เราไปหลบอยู่ศูนย์อื่นไหมครับ ตอนนี้ก็ครบกำหนดเวลา 24 ชั่วโมงแล้ว ยองจีปลอดภัยแล้วนะครับ” โดอุนออกความเห็น หนีตั้งแต่เมื่อวานจนตอนนี้ครบหนึ่งวันที่ยองจีน่าจะไม่มีประโยชน์ต่อลูกสาวนายพลแล้ว

“ยองจีปลอดภัยแต่เราสามคนไม่ปลอดภัย ฉันคิดว่าโชอาน่าจะติดต่อไปที่ศูนย์อื่นแล้วล่ะ ต่อให้เป็นทหารด้วยกันก็คงไม่มีใครต้อนรับเราแล้ว เราสามคนคงขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลอันตราย”

แจ็คสันคิดว่าถ้าโชอาไม่ตายก็คงจะแจ้งไปศูนย์อื่นแล้วล่ะ

“แต่เราสามคนไม่โดนกัด ไม่มีการติดเชื้อนี่ครับ ผู้ใหญ่ติดเชื้ออย่างมากก็อยู่ได้นานสุดแค่ 10 ชั่วโมง เท่ากับว่าเราปลอดภัยกับคนอื่น”

นัมจุนแย้ง โดอุนพยักหน้าเห็นด้วย กระทั่งยองแจก็ยังเห็นดีตามกัน

“เราต้องหาที่ปลอดภัยให้ยองจีนะคุณ เราไม่มีทั้งน้ำและอาหาร ปืนพวกคุณก็แทบไม่เหลือกระสุน เราทั้งหมดจะรอดจากดงผีดิบได้ยังไงถ้าไม่ไปที่ศูนย์อพยพ”

“พวกเราไปที่ศูนย์ไม่ได้ ฉันจะไม่กลับไปที่ศูนย์อีกแล้ว”

“ทำไมล่ะครับ ทำไมถึงไปไม่ได้ คุณกลัวอะไรอยู่คุณก็พูดมาสิคุณแจ็คสัน”

ยองแจหน้านิ่ว คาดคั้นหนุ่มหล่อเสียงแข็งเมื่อท่าทีของอีกฝ่ายแปลกไป แจ็คสันลังเลว่าควรเล่าดีไหม

“ว่าไงล่ะครับ!” ยองแจอยากรู้เหตุผลของแจ็คสันก่อนว่าทำไมถึงไม่พาทุกคนไปศูนย์อพยพ ถ้าไม่ใช่เหตุผลที่ดีมากพอ เขาจะพาน้องไปเอง

แจ็คสันถอนหายใจ หน้านิ่งจนทุกคนใจไม่ดี เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนจะตัดสินใจบอก

“ที่ไปไม่ได้เพราะอีกไม่นานมันจะไม่มีศูนย์อพยพอีกแล้วไง”

“อะไรนะ?”

“พี่หมายความว่าไงครับ”

“คุณพูดอะไรน่ะ”

โดอุน นัมจุน และยองแจต่างแปลกใจที่ได้ยินว่าจะไม่มีศูนย์อพยพอีก

“ฉันได้คุยกับผู้การมา เขาบอกว่าเขาจะทิ้งศูนย์อพยพแล้ว ที่อื่นก็เช่นกัน เพราะเราไม่สามารถหาน้ำและอาหารมาให้ประชาชนได้อีก ทุกอย่างกำลังขาดแคลน และที่สำคัญคือเบื้องบนใช้ศูนย์อพยพให้การช่วยเหลือบังหน้า โดยที่ให้ทหารเกณฑ์คนในศูนย์ออกไปทำการทดลองเพื่อวิจัยตัวยาต้านเชื้อโรคที่กำลังระบาด..ศูนย์อื่นนั้นใช้วิธีขนย้ายประชาชนออกไปโดยไม่บอกว่าพวกเขาต้องไปตาย ต่อให้พายองจีไปที่ศูนย์อื่นก็ไม่รู้จะรอดไปได้กี่วัน ไม่ตายเพราะอาหารหมดก็ต้องตายเพราะถูกทดลองอยู่ดี ฉันทำใจกลับไปเป็นทหารในศูนย์อีกไม่ได้แล้ว เราเป็นหทารเพื่ออะไรหรือโดอุน นัมจุน เราปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่าเราจะช่วยเหลือประชาชนของเรา ไม่ใช่พาพวกเขาไปฆ่าโดยไม่บอกอะไรเลยแบบนั้น”

แจ็คสันเอ่ยจบก็กัดฟันแน่น เก็บกลั้นความรู้สึกสับสนมากมายเอาไว้ เจ็บใจเมื่อเขาทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เขารับไม่ได้ที่หน้าที่ของทหารเปลี่ยนไป ถ้าช่วยไม่ได้ก็แค่เลิกช่วย ไม่ใช่พาไปเป็นตัวทดลอง  

ทุกคนต่างอึ้งไปกับสิ่งที่แจ็คสันเล่า นัมจุนและโดอุนมองหน้ากัน พูดไม่ออก พวกเขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าศูนย์อื่นจะทำเช่นนั้น คิดว่าวิธีการของผู้กองปาร์คนั้นโหดร้ายมากแล้วนะที่จับคนเป็นไปให้พวกกัดกัดน่ะ แต่นี่ไม่ใช่แค่ผู้กองปาร์คคนเดียว ยังมีคนอื่นๆ อีกหรือที่เอาพลเรือนไปทดลอง

“ฉันไม่ว่าอะไรนะถ้าพวกนายจะกลับไปศูนย์อีกครั้ง ผู้การเคยบอกฉันว่าจะให้ลงเรือไปด้วย แต่ฉันปฏิเสธ พวกนายไปแทนได้ อย่างน้อยก็กลับไปช่วยคนอื่นๆ แต่ฉันจะไม่กลับไป ฉันยังอยากหลงเหลือความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเอาไว้บ้าง”

แจ็คสันไม่ว่าถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาจะกลับไปรวมกลุ่มกับทหารคนอื่น

“ผมไม่ไป” โดอุนเอ่ยออกมาก่อน นัมจุนพยักหน้า

“ผมด้วย”

“แน่ใจเหรอ”

“ครับ” โดอุนและนัมจุนตอบรับพร้อมกัน

“อืม แล้วแต่พวกนาย  ยังไงตอนนี้เราก็เป็นทหารหนีกองไปแล้ว พวกนายกลับไปหาครอบครัวก็ได้นะ ครอบครัวอยู่ที่ศูนย์อพยพอื่นไม่ใช่หรือ ไปพาพวกเขาออกมาซะแล้วพาไปหลบในที่ที่ปลอดภัย”

แจ็คสันอนุญาต โดอุนและนัมจุนมองหน้ากันอีกครั้ง

“พวกเราไปได้หรือครับพี่แจ็คสัน”

“ต้องได้อยู่แล้วสิ ถ้าพวกนายกลับไปศูนย์อีกคงไม่เป็นไร โชอาต้องการแค่ชีวิตฉัน พวกนายแค่โดนไปด้วยเพราะติดตามฉัน ถ้าไปบอกซะว่าไม่อยากติดตามแล้วก็คงจบ แต่ป่านนี้โชอาคงกลายร่างไปแล้ว ไม่น่ามีอะไรกังวลแล้วล่ะ เราไม่รู้ว่าโรคระบาดจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ควรใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ไปหาครอบครัวซะก่อนที่พวกเขาจะถูกพาตัวไปทดลองเสียก่อน”

“ขอบคุณมากครับ ถ้าพวกเราไปช่วยครอบครัวแล้วจะตามไปสมทบนะ”

“รักษาตัวด้วยนะครับ เมื่อช่วยครอบครัวได้แล้วเราจะวิทยุไปหา”

“ไม่เป็นไร พวกนายไม่ต้องห่วงฉันนะ ดูแลตัวเองและครอบครัวให้ดีก็พอ ถ้าเจอที่ปลอดภัยแล้วก็ไม่ต้องห่วง ฉันเอาตัวรอดได้แน่ รีบไปเถอะ”

โดอุนและนัมจุนตะเบ๊ะให้แจ็คสัน ต่างซาบซึ้งใจที่หัวหน้าไม่ว่าอะไรที่พวกเขาจะทิ้งหัวหน้าไว้ตามลำพังและยังอนุญาตให้กลับไปช่วยครอบครัวตัวเองด้วย 

แจ็คสันตะเบ๊ะให้โดอุนและนัมจุนเช่นกัน มองตามทั้งสองคนที่พากันเดินห่างออกไปอย่างระแวดระวัง ภาวนาให้ทั้งสองรอดพ้นจากพวกกัดไปได้จนถึงศูนย์อพยพอย่างปลอดภัย

ยองแจนั่งมองแจ็คสันด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เท่ชะมัด อุดมการณ์แรงกล้ามาก ถ้าติดตามไปด้วยก็น่าจะรอดนะ

“คุณล่ะ ไม่กลับไปหาครอบครัวเหรอ”

“ครอบครัวฉันอยู่ต่างประเทศ และเป็นประเทศที่ไม่มีการติดเชื้อด้วย”

“แล้วทำไมคุณยังอยู่ที่นี่”

“เพราะฉันเป็นทหารไง จะว่าแหกคอกก็ได้ ทั้งบ้านไม่มีใครเป็นทหารเลยนอกจากฉัน ตอนที่ยังติดต่อสื่อสารได้ฉันติดต่อพวกเขาไปแล้วว่าปลอดภัยดี”

แจ็คสันดึงมือยองจีให้ลุกขึ้นแล้วจับมือเธอไว้ ทำให้ยองแจต้องลุกตาม

“คุณจะพาเราไปไหน”

“ไปร้านเสื้อข้างๆ นี่ไง” แจ็คสันหยิบมีดสั้นที่เก็บในรองเท้าออกมาใช้แก้ขัดเพราะปืนเขากระสุนหมดแล้ว

“ไปร้านเสื้อทำไม เราไม่ไปหาของกินหรือของใช้จำเป็นเหรอ” ยองแจเดินจับมือยองจีไว้อีกข้าง เหลียวมองไปรอบๆ เผื่อเจอพวกกัด

เมื่อวานหนีออกมาอย่างฉุกละหุกทหารสามนายไม่ได้หยิบของมาเลยนอกจากกระเป๋ายองแจ และต้องหนีตายคอยหลบซ่อนตัวตลอดเวลาจนไม่มีเวลาหาเสบียง

“อ๊ะ! คุณรีบเข้าไปเร็ว พวกกัดเดินมาจากซอยนั่น!” ยองแจกระซิบบอกแจ็คสันเมื่อตาไวเห็นพวกกัดตัวหนึ่งเดินออกมาจากซอยเล็กๆ ข้างร้านขายรองเท้าฝั่งตรงข้ามที่อยู่เยื้องไปสี่ร้าน

แจ็คสันรีบดันให้ยองแจเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วเขาปิดท้าย พอปิดประตูร้านเท่านั้นล่ะ ผู้ติดเชื้อที่ยองแจเห็นว่ามีคนเดียวมันกลับไม่ใช่คนเดียวอย่างที่คิด มีผู้ติดเชื้อตามออกมาหลายคน ซึ่งแจ็คสันคิดว่าน่าจะมากกว่าสิบ!

“ฉิวเฉียด” แจ็คสันโบกมือให้สองพี่น้องเข้าไปหลบด้านในและบอกให้ระวังเผื่อมีผู้ติดเชื้อหลงอยู่ในร้าน ส่วนเขาก็ค่อยๆ ยกราวเสื้อผ้ามาวางหน้าประตู ไม่ได้จะเอามากันพวกกัดแต่เอามาบังเพื่อให้พ้นสายตาผู้ติดเชื้อเพราะประตูร้านเป็นกระจก แจ็คสันก็ไม่รู้ว่าพวกกัดยังสามารถมองเห็นได้ไหมหรือว่าได้ยินและได้กลิ่นเท่านั้น แต่ยังไงก็ต้องระวังไว้ก่อน

โดอุนและนัมจุนคงรอดไปได้อย่างปลอดภัยนะ

ยองแจพาน้องสาวไปนั่งที่โซฟาสีแดงใกล้เคาน์เตอร์คิดเงิน แจ็คสันเดินไปดูทางหลังร้านเพื่อความปลอดภัย เจอห้องน้ำและห้องทำงาน เขาพบเพียงศพบวมอืดของหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ที่ยิงศีรษะตัวเองนั่งพิงกล่องกระดาษมากมายในห้องทำงานเท่านั้น ปืนยังอยู่ในมือเธอ

“อื้อหือ ทำอะไรของคุณน่ะคุณทหาร” ยองแจให้น้องเอาผ้าปิดจมูกไว้ ส่วนตัวเองก็เดินบีบจมูกมาหาแจ็คสัน กลั้นหายใจจนจะขาดใจแล้ว  กลิ่นเหม็นเน่าสุดๆ ไปเลยนะ  ขมคอเลย

“ผมเจอปืน” คุณทหารบอกอย่างดีใจขณะที่นั่งลงแกะนิ้วที่แข็งเกร็งของศพเพื่อเอาปืนออกมา

ยองแจมองค้อนแล้วเดินกลับไปนั่งที่ ไม่น่ามองเลย ทั้งภาพทั้งกลิ่นทำเอาจะอ้วก ทำไมคุณแจ็คสันถึงได้ยิ้มร่าดีใจออกมาได้ ไม่สะทกสะท้านต่อกลิ่นเลยนะ

เมื่อได้ของที่ต้องการแจ็คสันก็ปิดประตูห้องไว้ตามเดิม ใช้ผ้าเช็ดปืนให้สะอาดแล้วเริ่มช็อปปิ้ง

ร้านนี้ไม่ได้ขายแต่เสื้อผ้าผู้ชาย มีเสื้อผ้าผู้หญิงด้วย ทำให้เสื้อผ้ามีให้เลือกน้อย แต่แจ็คสันไม่ได้ห่วงเรื่องความหล่อเท่ากับการลอกคราบตัวเอง ในเมื่อโดนตามล่าก็ต้องพรางตัว

“ยองจีปิดตาไว้เร็ว พี่แจ็คสันจะโป๊แล้ว”

แจ็คสันที่กำลังปลดกระดุมเสื้อทหารออกชะงักไปกับเสียงหวานที่เอ่ยกับน้อง หันมามองก็เห็นยองแจกำลังจับมือน้องให้ปิดตาเอาไว้

เออเขาลืมไปสนิทเลย ถึงยองจีจะแปดขวบแต่เธอก็เป็นเด็กผู้หญิงนะ

ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แจ็คสันเสียสมาธิที่สุด เพราะได้ยินเสียงอุทานดังมาจากชเวยองแจ เขารู้หรอกน่าว่าตัวเองหุ่นดี แต่จำเป็นไหมที่ต้องส่งเสียงจนเขานึกอายขึ้นมาเนี่ย หน้าเขาก็มียางอายนะเว้ย!

“หุ่นคุณโคตรดีอ่ะ ถ้าสูงกว่านี้สักหน่อยไปเป็นนายแบบได้สบายเลย หรือว่าลองไปสมัครแล้วแต่เขาไม่รับเลยมาเป็นทหาร”

เด็กปากเสีย     

แจ็คสันด่าในใจ ด้วยความอายุมากกว่าจะด่าออกเสียงก็ไม่ควร

คุณทหารทำเป็นไม่หวั่นไหวต่อเสียงเจื้อยแจ้วของยองแจ เขาสวมเสื้อยืดสีดำทับด้วยเสื้อแจ็คเกตสีน้ำตาล และกางเกงยีนพอดีตัวสีน้ำเงินเข้ม รองเท้าคอมแบตคู่เดิม

“คุณจะเปลี่ยนจากทหารไปเป็นโจรเหรอ”

ยองแจทักเมื่อแจ็คสันสวมหมวกสแนปแบคสีดำและหน้ากากปิดปากสีเดียวกันด้วย นี่ต้องปลอมตัวขนาดนี้เลยเหรอ

แจ็คสันถอนหายใจ ก้าวยาวๆ มาหายองแจพลางดึงหน้ากากลงต่ำไปที่คาง

มือหนาจับคางยองแจไว้แล้วโน้มตัวก้มหน้าไปหาจนเกือบชิดใบหน้าหวาน ยองแจสะดุ้งด้วยความตกใจ

“อยากหยุดพูดไหมฉันจะช่วย”

“อะ..อะไร!

แจ็คสันไม่ตอบแต่เลื่อนใบหน้าเข้าหาอีกจนยองแจต้องยกมือขึ้นมาปิดปากอีกฝ่ายไว้

“ไอ้คนบ้ากาม!” ใจหายใจคว่ำหมด

“ไม่อยากให้กามก็พูดน้อยๆ หน่อยสิคนสวย” แจ็คสันกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูนิ่มไม่ให้ยองจีได้ยิน

“ฮึ่ย!” ยองแจหยิกหมับเข้าให้ที่หูอีกฝ่ายทั้งที่หน้าหวานเรื่อสี ทั้งอายทั้งเคือง

“โอ๊ย!” แจ็คสันสะดุ้งโหยงเมื่อเจอเล็บคมจิกลงบนเนื้ออ่อนของใบหู

“มีอะไรเหรอคะ” ยองจีลดมือลงเมื่อได้ยินเสียงร้องโอ๊ย หวาดระแวงว่าจะเจอผีน่ากลัวเป็นกลุ่มอีก

“ไม่มีอะไรค่ะ” แจ็คสันยิ้มให้ยองจีก่อนหันไปมองยองแจตาขวางและเอ่ยด่าคนพี่

“ซาดิสม์”

“ก็นึกว่าจะชอบแบบแรงๆ เจ็บๆ”

“หึ..นายเคยลองแล้วเหรอ” แจ็คสันยิ้มกรุ้มกริ่มจนลบรอยยิ้มกวนประสาทของยองแจได้ชะงัด

ยองแจเกลียดสายตาพราวระยับนั้นสุดๆ เลย น่าจิ้มตาให้แตกนัก!

“หุบ-ปาก-ซะ” ยองแจไม่หวาดเกรงคนแก่กว่าเลยสักนิด

คิดถูกหรือคิดผิดนะที่หนีมาด้วยเนี่ย! ไม่ใช่สิ ทหารบ้ากามนี่ลักพาตัวยองจีมาต่างหากเขาเลยต้องตามมาด้วย พูดซะดิบดีว่าจะช่วยประชาชน นี่อะไร รังแกประชาชนชัดๆ

“ผู้ติดเชื้ออยู่ข้างนอกเต็มไปหมด คงต้องรอให้พวกนั้นเดินห่างออกไปจากแถวนี้ก่อนถึงจะออกไปได้ นายมีที่ไหนที่อยากไปไหม”

แจ็คสันเลิกกวนประสาทยองแจแล้วกลับมาจริงจัง ยองแจปรับอารมณ์ตามไม่ทันเลย

“ไม่มี นึกไม่ออก”

“ไม่มีบ้านญาติเหรอ”

“มี แต่ป่านนี้พวกเขาจะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันไม่เสี่ยงไปหาหรอก ใช่ว่าจะสนิทอะไรกันมากด้วย คุณล่ะมีที่ดีๆ ที่อยากไปไหม”

ยองแจก็ห่วง แต่บ้านเขาญาติไม่ค่อยถูกกัน ไม่มีใครรับรองว่าถ้าเกิดพวกเขายังมีชีวิตอยู่และยองแจพาน้องไปพึ่งแล้วจะได้รับการต้อนรับ อีกอย่างจะไปหาก็กลัวเสียเวลาเปล่า ใครๆ ก็อพยพหนีโรคระบาด ไปก็เจอแต่บ้านร้างแน่ๆ

“ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน แต่คงต้องหาที่ที่ดีกว่านี้ ยองจีจะได้นอนพักผ่อน ต้องหาของกินด้วย”

แจ็คสันลูบศีรษะของยองจีเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“ก่อนจะไปไหนคุณพาไปร้านขายอุปกรณ์กีฬาตรงโค้งถนนนั่นได้ไหม นับจากร้านนี้ไปอีกประมาณแปดร้าน อีกฝั่งถนนจะมีคาเฟ่ เราลองไปดูก็ได้ว่ามีของกินไหม”

ยองแจมาเดินแถวนี้บ่อยจนรู้หมดว่าร้านไหนอยู่ตรงไหน คาเฟ่ต้องมีของกินเหลือบ้างนิดหน่อยแหละ ถึงจะผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วก็เถอะ

“ไปทำอะไรร้านขายอุปกรณ์กีฬา ไปหาไม้เบสบอลไว้ป้องกันตัวเหรอ”

“เปล่า ไปเอาธนู”

“ยิงเป็น?” แจ็คสันเลิกคิ้ว สีหน้าแปลกใจจนยองแจหงุดหงิด

น้ำหน้าอย่างเขามันดูเป็นคนไม่ได้เรื่องหรือไง ถ้าไม่ถูกพ่อแม่เรียกตัวกลับบ้านกะทันหันจนลืมธนูไว้ที่ห้องชมรม ยองแจคงไม่ต้องพึ่งมีดทำครัว

ร่างบางกอดอกแล้วเชิดหน้าตอบ

“เป็นสิ ฉันเป็นนักกีฬายิงธนูของมหาวิทยาลัยนะ”

“บ้าน่า” แจ็คสันรู้สึกเหลือเชื่อเหลือเกิน  มองเด็กอ้วนตั้งแต่หัวจดเท้า ยองแจยกเท้าเตะหน้าแข้งอีกฝ่าย หมั่นไส้กับน้ำเสียงและสีหน้านั้น

“พี่ไปแข่งคัดตัวทีมชาติด้วยนะคะ” ยองจีกล่าวเสริม ดูภูมิใจที่ได้เล่า แจ็คสันยิ่งประหลาดใจมากขึ้นอีก

“แล้วได้เข้าไหมทีมชาติน่ะ”

“กำลังรอผลอยู่ก็เกิดโรคระบาดขึ้นมาซะก่อน” ยองแจถอนหายใจ คิดถึงโลกตอนไม่มีผู้ติดเชื้อเดินไปมาเหลือเกิน

“พี่คะ เราไม่ไปหาพ่อกับแม่ที่โรงพยาบาลเหรอ ต้องโทรบอกพี่ยองวอนด้วยนะ”

พี่บอกยองจีว่าพ่อแม่ให้หลบที่ศูนย์ก่อนไปหาที่โรงพยาบาล ตอนนี้ออกจากศูนย์แล้วก็ต้องไปหาพ่อแม่กับพี่ยองวอนสิ

“เอ่อ..” ยองแจอึกอักเมื่อจู่ๆ น้องก็ถามถึงพ่อแม่อีกแล้ว ใบหน้าหวานหม่นลงเมื่อนึกถึงพ่อแม่ที่จากไปและพี่ชายที่ติดเชื้อ

เกิดความเงียบที่หม่นหมองและอึดอัดปกคลุมสองพี่น้อง แจ็คสันเดาได้ไม่ยากว่าครอบครัวของเด็กพวกนี้คงไม่รอดแล้ว

เมื่อเห็นว่ายองแจอับจนถ้อยคำ แจ็คสันจึงย่อกายลงนั่งให้ระดับสายตาเท่ากับยองจี จับมือนิ่มทั้งสองของเธอเอาไว้

“ยองจีคะ..

“อะไรเหรอคะ”

แจ็คสันถอนหายใจ เขาลำบากใจที่จะเอ่ยในเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวคนอื่น แต่ว่ามันก็จำเป็นและถึงเวลาที่ต้องบอก

แม้ความจริงมันจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็ก แต่ตอนนี้ประเทศเราก็เลวร้ายจนเกินกว่าจะปกปิดมันให้พ้นสายตาของยองจีได้ ถึงโรคระบาดจะไม่หยุดแต่ตราบใดที่ยังรอดยองจีก็ต้องเติบโตต่อไปในโลกบ้าๆ นี้ ตั้งแต่ออกจากศูนย์ยองจีก็พบพวกกัดมาตลอดทาง จิตใจของเธอคงมีภูมิต้านทานระดับหนึ่งแล้วล่ะ

“พ่อกับแม่ของยองจีออกจากโรงพยาบาลไปอยู่ที่อื่นแล้วนะคะ พี่ยองวอนก็ด้วย”

“เอ๋?! ไปที่อื่นเหรอคะ พี่แจ็คสันรู้ไหมคะว่าไปไหน พาหนูไปนะ นะคะ” แม่หนูน้อยตื่นตระหนก แจ็คสันจับมือทั้งสองของแกแน่นขึ้น สบตากลม

“ไปไม่ได้ค่ะ ทุกคนไปอยู่บนฟ้าหมดแล้ว สักวันพวกเราก็ต้องไปเหมือนกันแต่ตอนนี้เราไปไม่ได้”

ยองจีดูอึ้งไป และนาทีต่อมาน้ำใสก็คลอปริ่มดวงตาสวยก่อนจะหยดอาบแก้มพร้อมเสียงสะอื้น จู่ๆ น้องก็ร้องไห้ทำพี่ชายตกใจ ยองแจจับไหล่บางไว้จะกอดปลอบแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของยองจี

“ตะ..ตายหรือคะ”

เสียงหวานใสแผ่วเบาขาดห้วง ยองแจอึ้งไป ไม่คิดว่าน้องจะรู้ความหมาย ขณะที่แจ็คสันนิ่งกว่ายองแจ เขาพยักหน้ารับคำของเธอ สะเทือนใจกับน้ำตาของยองจี

“ใช่แล้วค่ะ”

“ฮึก..จะ..จะไม่ได้เจอกันแล้วใช่ไหมคะ”

“ครับ แต่ยองจีไม่ต้องกลัวนะ พี่ยองแจกับพี่จะอยู่เป็นเพื่อนหนูเอง”

เด็กน้อยปล่อยโฮแล้วโผเข้ากอดคอแจ็คสัน ซบหน้าเปื้อนน้ำตากับบ่ากว้าง

“ชู่ว..ไม่เอาไม่ร้องนะคะ ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร พี่ทั้งสองคนยังอยู่นะ” แจ็คสันอุ้มเธอไว้แล้วพาเดินไปปลอบทางหลังร้านป้องกันไม่ให้พวกกัดได้ยินเสียงร้องไห้ด้วยความเสียใจของเธอ

ยองแจก้มหน้าซบหน้ากับฝ่ามือ ร้องไห้เงียบๆ เพียงลำพัง ในเวลานี้เขาไม่สามารถไปปลอบใจยองจีได้จริงๆ..

 

30%

 

            ร่างบอบบางของสาวน้อยวัยสิบสองกระตุกเล็กน้อยตามจังหวะการก้าวเดิน นัยน์ตาคมที่เคยสุกใสเป็นประกายขุ่นมัว เสียงใสที่เคยเอ่ยสะอื้นก่อนหน้านี้กลายเป็นเสียงครางต่ำผ่านผ้าที่ถูกมัดเพื่อปิดปาก ผิวนวลเนียนมีเส้นเลือดผุดพรายไปทั่ว ใส่เสื้อมัดแขนเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวแบบผู้ป่วยทางจิต เธอเดินชนผนังห้องสีขาวโดยไม่มีอาการเจ็บหรือสะดุ้ง เมื่อไปต่อไม่ได้ก็เดินสะเปะสะปะไปทางใหม่เรื่อยๆ เธอเดินวนไปมาภายในห้องแคบโดยไม่รู้ถึงสายตาที่จับจ้อง

            ร่างสูงที่ยืนมองเธอผ่านประตูกระจกน้ำตาไหลอาบแก้ม หัวใจเหมือนถูกบดจนแตกละเอียดยามเห็นลูกสาวที่เคยมีชีวิตกลายสภาพไปเป็นเพียงศพเดินได้

            “โซจอง..” เสียงทุ้มต่ำเครือสะอื้น เอ่ยชื่อของบุคคลในห้องเหมือนจะขาดใจ ความเข้มแข็งที่มีเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องไม่มีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

ซึงฮยอนยอมแลกชีวิตโซจองกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือชีวิตเขาเอง เขาต้องการเพียงให้โซจองมีชีวิตอยู่ต่อไป..แต่มันเป็นไปไม่ได้แล้ว ลูกสาวของเขาตายแล้ว

บรรดาผู้ติดตามต่างสลดใจ เข้าใจความโศกเศร้าของท่านนายพลดี ที่ยืนกันอยู่ตรงนี้ก็ใช่ว่าจะเหลือครอบครัวครบกันทุกคน

“ท่านครับ..” นายแพทย์ยุนกิเป็นหน่วยหน้าทำใจกล้าเข้าไปเรียกท่านนายพล ตั้งแต่คุณหนูกลายร่างท่านก็ไม่ไปไหนเลย ยืนร้องไห้อยู่ตรงนี้หลายชั่วโมงแล้ว

“ทำไม..ทำไมถึงไม่ทัน..” นายพลซึงฮยอนเหมือนถามตนเองโดยไม่ต้องการคำตอบ

“ทำไมผมถึงช่วยลูกไม่ได้..” ทำไมเลือดของเขาถึงใช้ไม่ได้..

“ต้องขออภัยด้วยครับที่ทีมของเราไร้ความสามารถ..แต่ตอนนี้ท่านต้องเลือกแล้วนะครับว่าจะทำอย่างไรกับคุณหนูต่อไป รบกวนตัดสินใจ”

ยุนกิหนักใจเหลือเกินที่ต้องคาดคั้นเอาคำตอบจากพ่อที่กำลังเสียใจกับการจากไปของลูก แต่ไม่ทำก็ไม่ได้

“เอาสิ..เอาแกไปทดลอง” นายพลชเวเอ่ยทั้งที่น้ำตากลบตา

เขารู้ว่าผู้ติดเชื้อที่กลายสภาพแล้วบนเรือลำนี้ นอกจากปล่อยให้อยู่อย่างหิวโหยเพื่อสังเกตพฤติกรรมก็มีแต่ต้องสละร่างกายเพื่อให้บรรดาทีมวิจัยเอาไปศึกษา ไม่เพียงแค่สมองและเลือด แต่ทุกส่วนในร่างกายล้วนมีประโยชน์

“ถ้าท่านไม่อยากให้ทดลอง เราทำพิธีศพและเก็บร่างไว้ก็ได้นะครับ สักวันเราอาจจะหาทางรักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”

ยุนกิเห็นใจ แม้จะอยากได้ร่างกายที่มีกรุ๊ปเลือดพิเศษของคุณโซจองไว้ทดลอง แต่เขาก็ไม่อาจทำร้ายจิตใจท่านนายพลมากไปกว่านี้ได้

“ไม่..ไม่เป็นไร..พาไปเถอะ” ซึงฮยอนไม่เชื่อแล้วว่าสักวันของหมอนั้นมันจะมาถึงได้จริง

โรคนี้อาจรักษาให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้แล้ว ต่อให้โลกเราจะก้าวหน้าไปมากแค่ไหนแต่การฟื้นคืนชีพคนที่ตายไปแล้วจะสามารถทำได้จริงหรือ? อย่างมากคงทำได้แค่ทำยาต้านเชื้อเพื่อปกป้องคนที่เหลืออยู่ให้ไม่ติดเชื้อโรคไปด้วยเท่านั้น หรือไม่ก็ทำยาเพื่อรักษาระหว่างกำลังมีอาการ แต่คงไม่สามารถช่วยคนตายเดินได้ให้กลับมาเป็นคนปกติได้หรอก

เขาไม่อยากให้โซจองอยู่อย่างทรมาน แม้จะรู้เต็มอกว่าโซจองไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานแล้วก็เถอะ

“ขอบพระคุณมากครับ แต่ถ้าจะทดลอง..” ยุนกิไม่อาจพูดต่อ ถ้าจะนำผู้ติดเชื้อไปทดลองมีแต่ต้องทำให้ตายอีกครั้งเท่านั้น

เนื่องจากตามหาตัวรุ่นพี่ไม่พบและไม่ได้ตัวผู้มีเลือดกรุ๊ปเดียวกันมาทดลองยา ตอนที่คุณหนูอาการหนักในขั้นสุดท้ายและไข้ขึ้นสูง ยุนกิก็ตัดสินใจฉีดยาที่วิจัยได้เพียง 20% กับคุณหนูเพื่อพนันว่ามันจะได้ผลหรือล้มเหลว แม้ไม่เคยคาดหวังเลยสักนิดก็เถอะว่ามันจะได้ผล

จากที่ยุนกิคำนวณไว้ เธอจะต้องมีเวลาเหลืออย่างน้อยอีกสองชั่วโมง แต่เมื่อได้รับยาเธอกลายร่างภายในสามสิบวินาที..ผลการทดสอบล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ร่างกายที่มีตัวยาที่ไม่สมบูรณ์ของโซจองยังสามารถนำมาทดลองต่อได้ แต่ติดที่เธอเป็นบุตรีที่ท่านนายพลรักนี่ล่ะทุกคนจึงไม่กล้าทำอะไร

ซึงฮยอนหลับตาลง กัดริมฝีปากล่างแน่น นิ่งไปครู่เหมือนกำลังตัดสินใจ

“ผม...ผมจัดการเอง..เปิดประตู” เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งท่านนายพลก็ตัดสินใจได้

“ท่านครับ!” คนสนิทตกใจเมื่อท่านบอกว่าจะจัดการเอง

“ให้ผมทำเองดีกว่านะครับ” ร่างสูงอีกคนรีบเดินมาขวางนาย   

“พวกคุณไม่ต้อง ผมจัดการได้” ซึงฮยอนขยับถอยออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่มากับหมอไขประตู

เมื่อนายสั่ง แทยัง และ ซึงรี ก็ต้องถอยไปยืนด้านหลังทั้งที่เป็นห่วง

เสียงเปิดประตูมีผลกับโซจอง เธอก้าวมาทางเสียงช้าๆ ท่านนายพลหยิบมีดเตรียมพร้อมด้วยมือที่สั่นเทา ไหล่กว้างสั่นสะท้าน ทำใจเดินเข้าหาลูกสาว

ซึงฮยอนลงน้ำหนักเท้าให้เกิดเสียงเพียงสามก้าวก็หยุดและร้องไห้ เขาทุบผนังให้เกิดเสียงดังรอให้ลูกสาวเดินมาชนพ่อเอง

เมื่อร่างบอบบางปะทะกับร่างสูงใหญ่ วงแขนของพ่อก็โอบกอดเอวบางไว้ ซึงฮยอนเจ็บปวดใจเกินทนที่ต้องได้ยินเสียงครางอย่างไร้สติสัมปชัญญะแทนที่จะเป็นคำเรียกพ่อของโซจองเหมือนอย่างเคย แม้ถูกมัดปากและมัดแขนแต่เมื่ออยู่ใกล้มนุษย์ปกติ โซจองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างจากผู้ติดเชื้อคนอื่น

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่อยากจะกัดเป็นพ่อของตนเอง

ผู้ติดเชื้อไม่ใช่คนในครอบครัวอีกต่อไป  โปรดระมัดระวังพวกเขา

คำเตือนจากกรมสาธารณสุขที่ถูกเฮลิคอปเตอร์ของทหารโปรยกระดาษไปทั่วประเทศนั้น ซึงฮยอนจดจำได้ขึ้นใจ..แต่ทำใจทำตามได้ยากเหลือเกิน

“โซจองพ่อรักลูกนะ..พ่อขอโทษ” ซึงฮยอนเอ่ยทั้งน้ำตา มือที่กำมีดแน่นอยากจะเปลี่ยนทิศทางมาเป็นตัวเขาเองถ้ามันจะทำให้โซจองกลับเป็นปกติได้

ฉึก..

มีดปลายแหลมแทงเข้าที่ท้ายทอยของโซจองไปเกือบครึ่ง ร่างที่ดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนแน่นิ่งไป ใบหน้าสวยที่ซีดเซียวตกซบลงกับอกกว้าง  

มีดแหลมนั้นไม่เพียงเจาะทะลุสมองของโซจอง แต่มันยังแทงทะลุเข้ามาในใจพ่อด้วย

ซึงฮยอนทิ้งมีด ทรุดลงกับพื้นแล้วกอดลูกสาวไว้แน่น ซบหน้ากับแก้มเย็นชืดของเธอ เขากอดลูกไว้อย่างนั้นนานนับนาทีพร้อมน้ำตา เขาพยายามหักห้ามใจแล้วช้อนร่างเธอขึ้นอุ้ม พาไปยังห้องเก็บร่างทดลองภายในเรือ

ทุกคนไม่มีใครพูดอะไรนอกจากเดินตามนายพลไป บรรยากาศที่เงียบงันมีความเศร้าหมองโรยตัวปกคลุมไปทั่ว

ท่านนายพลค่อยๆ วางร่างของลูกสาวลงบนเตียงที่ปูผ้ายางสำหรับรองรับเลือด แกะผ้าที่ผูกยึดแขนทั้งสองของเธอออก จับมือเรียวที่เย็นเฉียบขึ้นจูบแล้ววางบนแก้มตน

ซึงฮยอนเช็ดน้ำตา บรรจงจูบเบาๆ ที่หน้าผากของโซจอง จากนั้นลูบผมลูกสาวอย่างอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแล้วยืดตัวขึ้นยืนตรง สั่งผู้ใต้บังคับบัญชา

“เรียกประชุมหัวหน้าทุกหน่วย ทุกคนต้องมาถึงเรือภายในหนึ่งชั่วโมง”

 

 

 

“ผู้การฮวาง ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ” ซึงฮยอนรั้งชายหนุ่มคนหนึ่งไว้ก่อนเขาจะก้าวออกจากห้องประชุมตามหัวหน้าหน่วยอื่นๆ ออกไปหลังการประชุมเสร็จสิ้น

“ครับท่าน” ผู้การฮวางหยุดเท้าแล้วหันมารับคำ

“ตามหาตัวพันตรีหวังเจอหรือยัง” ซึงฮยอนเข้าเรื่องตรงประเด็น ผู้การฮวางมีท่าทางอึดอัดใจ

“ยังไม่เจอเลยครับ”

“แสดงว่าเป็นความจริงตามที่รายงานมาสินะ” ซึงฮยอนมองพันเอกฮวางด้วยสายตาเย็นชา ฮวาง ชานซอง ถอนหายใจ

“เป็นความจริงครับ”

“เขาขัดขืนคำสั่งของผม ไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ คุณมีบทลงโทษเขาหรือเปล่า หรือแค่ปล่อยไปอย่างนี้ ถ้าคุณวางเฉยคนอื่นๆ จะครหาเอาได้”

“ผมพยายามตามหาแล้วครับแต่หาไม่เจอ ท่านก็รู้ว่าในเมืองมีแต่พวกกัดเต็มไปหมด ผมไม่กล้าเอาชีวิตของทหารจำนวนมากไปเสี่ยงกับการติดตามทหารแค่นายเดียวครับ”

แม้เหตุผลจะพอฟังขึ้น แต่ซึงฮยอนรู้ดีว่าชานซองแค่ต้องการปกป้องลูกน้อง เพราะวิทยุสื่อสารก็มีให้ติดต่อกันได้

ลูกน้องใครใครก็รัก ทหารอย่างพวกเขา สิ่งที่เรียกว่ารักพวกพ้องมันก็มีอยู่เต็มเปี่ยมเสียด้วย ถ้าไม่ออกตัวปกป้องคนใดคนหนึ่งมากเกินไปจนลูกน้องคนอื่นครหามันก็ไม่เป็นไร

“ถ้าเจอตัวเขา พันตรีหวังจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้อพยพขึ้นมาบนเรือ”

“ท่านครับ!

“ถึงเรือลำนี้จะรับทุกคนที่มีประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศ..แต่สำหรับผม เขาไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว เพราะเขาไม่ทำตามคำสั่งของผม”

ชานซองจะค้านแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร บางทีการที่ท่านนายพลสั่งห้ามแจ็คสันขึ้นเรืออาจจะส่งผลดีต่อตัวแจ็คสันมากกว่าก็ได้

“เรื่องตามหาประชาชนที่เลือดกรุ๊ปเดียวกับโซจองถือว่ายกเลิกไป เพราะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว แต่มีอีกเรื่องคุณต้องทำงานให้สำเร็จเพื่อเป็นการแก้ตัว ถึงจะได้รับภารกิจอื่นๆ คุณก็ไม่สามารถละทิ้งภารกิจนี้ได้ ไม่อย่างนั้นต่อให้คุณพยายามปกป้องพันตรีหวังแค่ไหนผมก็จะไม่เอาเขาไว้”

ซึงฮยอนพูดด้วยท่าทีที่จริงจังขึ้นจนชานซองรู้สึกกดดัน

ปกติท่านนายพลก็น่ากลัวอยู่แล้ว ในเวลานี้ยิ่งดูดุกว่าปกติเสียอีก

“เอ่อ..ภารกิจอะไรหรือครับท่าน”  งานอะไรถึงสำคัญมากขนาดทำให้คิ้วเข้มของท่านนายพลไม่อาจคลายปมขมวดได้ ชานซองสงสัยจริงๆ

“ตามหาตัวนายแพทย์กันต์พิมุกต์ ต้วน”

“อ๋อ..หมอคนนั้น แต่เราหาทุกศูนย์อพยพแล้วก็ไม่พบนี่ครับ แทนที่จะเสียเวลาตามหาหมอคนเดียว เราให้การสนับสนุนกับบุคคลากรที่มีอยู่ให้เต็มที่ไม่ดีกว่าหรือครับ นักวิจัยและแพทย์ที่เรามีก็ถือว่าเก่งมากกันทั้งนั้น”  ชานซองแปลกใจในภารกิจ ซึงฮยอนถอนหายใจ

“เราต้องตามหาเขาให้เจอ ดอกเตอร์ยุนกิได้ติดต่อประสานงานไปทางศูนย์ควบคุมโรคทางใต้แล้ว นักระบาดวิทยาที่นั่นก็รู้จักหมอคนนั้นแสดงว่าเขาต้องเก่งจริงถึงเป็นที่รู้จัก และผมให้คนตรวจสอบหาข้อมูลจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาลที่เขาประจำอยู่ เขาเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งและมีชื่อเสียงในวงการมาก และเมื่อสืบย้อนไปอีก งานด้านระบาดวิทยาก่อนหน้านั้นก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ผลงานค้นคว้าวิจัยของเขาช่วยสนับสนุนและต่อยอดให้นักวิจัยคนอื่นสามารถผลิตยารักษาโรคติดต่อใหม่ๆ ในช่วงสิบปีนี้ได้หลายโรคทีเดียว และเป็นคนคิดค้นตัวยาที่ใช้รักษาเชื้อโรค Z ที่ดื้อยาและหมดทางรักษาไปแล้วได้ด้วย”

“โอ้โห..” ชานซองฟังแล้วเริ่มเข้าใจความสำคัญของนายแพทย์กันต์พิมุกต์ขึ้นมาแล้ว

“เราหวังพึ่งพาประเทศอื่นไม่ได้หรอกชานซอง ถึงจะมีประเทศไหนทำยาต้านได้เขาก็ต้องทำให้คนในประเทศเขาก่อน และการติดต่อกับประเทศอื่นตอนนี้ก็ทำได้ยากด้วย  ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากเราช่วยเหลือตนเอง  ถ้ารักษาและควบคุมโรคได้จะสามารถฟื้นฟูประเทศได้ หมอต้วนมีความสำคัญกับเรามากนะ นักวิจัยที่มีก็กำลังทำงานกันอย่างหนักแต่ผลการทดลองก็ไม่คืบหน้าเลย หมอต้วนอาจจะช่วยให้มันไปต่อได้ก็ได้นี่นา เขาจำเป็นต่อภารกิจนี้นะอย่าเพิ่งถอดใจเลย เราต้องเร่งกำจัดพวกกัดและทำยารักษาให้ได้ แม้จะมีหวังแค่ 1% ก็ต้องทำ”

ในเมื่อไม่มีห่วงให้ต้องกังวล ซึงฮยอนก็ตัดสินใจที่จะลงมือทำในสิ่งที่ควรทำเสียที

“รับทราบครับ”ชานซองรับคำทั้งที่หนักใจมาก

เขาเข้าใจแล้วว่าแพทย์คนนั้นสำคัญแต่นี่เป็นภารกิจที่หนักหนาทีเดียว การตามหาคนเพียงคนเดียวท่ามกลางประเทศที่แสนวุ่นวาย ไม่รู้นายแพทย์คนนั้นอยู่หรือตายด้วยซ้ำ มันต้องใช้เวลานานขนาดไหนกันนะ

 

 

 

 

ศัลยแพทย์หนุ่มนั่งบนพื้นพิงหลังกับกำแพง ชันขาขึ้น มีออสตินนั่งอยู่ตรงระหว่างขาแล้วเอนตัวพิงแม่ มือเรียวเปิดพลิกหนังสือในมือลูกชายที่อวดใหญ่ว่าอ่านได้หมดทั้งเล่มแล้ว

“เก่งมากเลยครับ” แบมแบมเอ่ยชม จูบผมแกเบาๆ อย่างชื่นใจ ใบหน้าหวานมีรอยยิ้มระบายอยู่ตลอดเวลา

“พ่อบอกว่าถ้าอ่านหนังสือจบแม่จะมา ผมอ่านจบวันนี้แม่ก็มาเลยครับ พ่อพูดถูกเสมอเลยเนอะ”

ออสตินเล่าให้แม่ฟังเสียงใส

ไม่ว่ามาร์คหรือแบมแบมจะเป็นอย่างไร แต่ในสายตาของออสตินพวกเขาก็ยังเป็นคุณพ่อสุดเท่และคุณแม่แสนฉลาด เป็นบุคคลที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะมาร์ค ไม่ว่าพ่อจะพูดหรือทำอะไร ออสตินจะเชื่อฟังและเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง ตามประสาเด็กผู้ชายที่มีพ่อเป็นฮีโร่

“งั้นเหรอจ๊ะ..” แบมแบมแปลกใจ มาร์คบอกลูกอย่างนั้นหรือนี่ ถ้าวันนี้เขาไม่มามาร์คจะแก้ตัวกับลูกว่ายังไง ที่เราแม่ลูกเจอกันมันเป็นปาฏิหาริย์ด้วยซ้ำ

ไม่คิดว่ามาร์คจะพูดถึงเขาตอนเขาไม่อยู่ด้วยนะ

“อื้อ! ผมให้พ่อเอาขนมมาฝากแม่ด้วยล่ะ พ่อก็บอกว่าจะเอามาให้เยอะๆ เลย..แม่ครับ”

“อะไรครับ”

“พอพ่อมาแล้ว..แม่คุยกับพ่อบ้างสิครับ พ่อห่วงแม่มากๆ เลยนะ ไม่ทะเลาะกันแล้วได้รึเปล่า”

เด็กชายเงยหน้าที่มีเค้าหล่อมองมารดาอย่างคาดหวัง แบมแบมนิ่งไป หลายคนที่ไม่ได้สนทนากันเงี่ยหูฟังไปด้วย

“ถ้าพ่อเขาชวนแม่ทะเลาะล่ะ” แบมแบมไม่ตอบแต่ถามกลับ

แบมแบมไม่เชื่อลูกที่ว่ามาร์คเป็นห่วงตน ผู้ชายคนนั้นน่ะหรือจะนึกห่วงกัน ครั้งสุดท้ายที่เจอกันยังนิ่งเฉยเย็นชา ถ้าไม่นับสายที่โทรคุยกันก่อนโรคระบาด ก่อนหน้านั้นเราทะเลาะกันอย่างหนักเรื่องแบ่งลูกกันเลี้ยง

ตอนแรกนั้นมาร์คจะเอาลูกไปทั้งสองคนซึ่งแบมแบมไม่ยอมอยู่แล้ว หน้าที่การงานและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเลี้ยงดูลูกนั้น เขากับมาร์คมีความเหมาะสมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่แม่นั้นมีสิทธิในตัวลูกมากกว่าอยู่ดี มาร์ครู้ถึงความเสียเปรียบในข้อนี้ถึงได้ยื่นข้อเสนอให้ลูกทั้งสองอยู่บ้านพ่อแม่สลับคนละอาทิตย์เพื่อให้ลูกตัดสินใจว่าอยากอยู่กับใครมากกว่า แต่เราก็คุยกันเองนอกรอบแล้วเหมือนกันว่าออสตินควรอยู่กับแม่ อเล็กซิสควรอยู่กับพ่อ และออสตินก็ต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแม่ด้วย

สองพี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันมาตลอดชีวิตจะต้องแยกกันอยู่ละเมืองและได้เจอกันเดือนละครั้ง เพราะมาร์คตัดสินใจไว้ว่าพอเราหย่ากันเรียบร้อยเมื่อไร มาร์คจะย้ายบ้าน และขายบ้านหลังเดิมกับทรัพย์สินทุกอย่างแล้วแบ่งเงินกันคนละครึ่ง

ถึงยังไม่ได้เซ็นใบหย่าแต่เราสองคนก็ขาดกันแล้ว การที่มาร์คจะห่วงใยกัน แบมแบมจึงไม่สามารถทำใจเชื่อได้เลย

“ไม่หรอกครับ พ่อรอแม่ตลอดเลย”

“เป็นความจริงนะคะ ตอนอยู่ที่บ้านปู่พ่อไม่ยอมไปศูนย์อพยพก็เพราะรอแม่จนทะเลาะกับลุงเลย ตอนจะออกจากศูนย์อพยพพ่อก็ลังเล เราอยู่ที่นั่นตั้งหลายวัน พ่อบอกว่าถ้าเจอแม่อีกจะไม่ปล่อยให้แม่หลงไปไหนอีกแล้วด้วย พ่อห่วงแม่มากนะคะ”

เด็กสาวที่นั่งบนเก้าอี้ตรงโต๊ะรับประทานอาหารเอ่ยสนับสนุนคำพูดของน้องชาย อเล็กซิสดูออกว่าพ่อไม่อยากไปจากศูนย์นักแต่ไม่มีทางเลือกเพราะพ่อกลัวว่าค่ายจะเกิดเรื่อง

“ถ้าเป็นอย่างที่ลูกพูดจริงแกจะทำยังไงล่ะ” จินยองนั่งไขว่ห้างอยู่ข้างอเล็กซิส มองหมอที่นั่งถอนหายใจกับปัญหาหนักอก

“จะทำยังไงก็คงต้องรอดูปฏิกิริยาของเขาตอนกลับมาถึงด้วยตาตัวเองล่ะครับ”

แบมแบมฝืนยิ้ม จะทำตัวยังไงก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของมาร์คนั่นล่ะ

ขอให้มาร์ครอดกลับมาให้ได้ก่อนละกัน

แม้แม่จะตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้แต่แค่นี้อเล็กซิสก็ดีใจแล้ว

“คุณจินยองกับน้องๆ จะไปพักผ่อนกันก่อนไหมครับ ผมจะไปเปิดห้องข้างๆ ให้” ชางอุคเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพน้องชายหญิงของจินยองแต่ละคนเหมือนอยากนอน

“ว่าไงพวกแก” จินยองหันไปถามเด็กๆ ที่นอนหงายกันเกลื่อนบนพื้นพรม รวมไปถึงยูคยอมด้วย เพราะครอบครัวต้วนยึดพื้นที่ตรงโซฟากันไปหมดแล้ว

“รออยู่นี่ก่อนก็ได้พี่เผื่อมีอะไรให้เราช่วย แบบว่าสามีพี่หมอไปนานเกินจนต้องออกไปตามอะไรอย่างนี้..พูดแบบนี้ไม่โกรธใช่ไหมอเล็กซิ์ส”

ชยอนูที่อายุมากสุดในกลุ่มน้องๆ ลุกขึ้นนั่ง ถามอเล็กซิสไปด้วย เพราะดูเธอจะเลือดร้อนที่สุดในบ้าน เด็กสาวแสนสวยส่ายหน้าพลางยิ้มให้

“ไม่โกรธหรอกค่ะพี่ ขอบคุณนะคะที่จะช่วย นี่พ่อก็ไปได้สักพักแล้ว ถ้าเป็นตอนปกติคงกลับมาถึงกันแล้ว..แต่อาชางอุคบอกว่าตอนที่มีแต่พวกกัดอย่างนี้ยังไงก็ต้องมาถึงช้ากว่านี้ เรารอกันอีกสักพักก็ได้ค่ะ”

สองแม่ลูกจินมองอเล็กซิสแต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร ฮยอนจินคิดว่าถึงพวกของแบมแบมจะน่ากลัวแต่ในเวลาแบบนี้คงจะมีประโยชน์ ปืนผาหน้าไม้เต็มกระเป๋ากันขนาดนั้น

ถ้าเกิดอะไรขึ้นคนน่ากลัวพวกนี้ก็ต้องช่วยแบมแบม และคนที่แสนดีจนน่าหมั่นไส้อย่างแบมแบมไม่มีทางทอดทิ้งญาติของสามีหรอก ถึงจะเป็นสามีที่กำลังจะหย่ากันก็เถอะ

“งั้นก็อยู่คอยที่นี่จนกว่าผัวหมอจะมาละกัน”  จินยองตัดสินใจให้แล้วบิดหมุนไหล่ไปมาด้วยความเมื่อยจนกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ

“ผมนวดให้ไหมครับ” ออสตินที่มองจินยองอยู่ถามตาแป๋ว จินยองโบกมือ

“ไม่ต้องร้อก”

“ผมนวดเก่งนะ นวดให้ปู่กับย่าทีไรได้เงินค่าขนมทุกทีเลยครับ” ออสตินเสนอตัวเอง ท่าทางกระตือรือร้นที่จะมีอะไรให้ทำหลังจากซุกกอดแม่จนพอใจแล้ว

“มือเล็กแค่นั้นจะนวดดีได้ไง” จินยองหัวเราะในคอ

ลูกคนเล็กของหมอนี่ดูสดใสกว่าลูกสาวของเขาเยอะเลยทั้งที่อายุห่างกันแค่ปีเดียว แต่ที่แฮยองไม่ค่อยคลอเคลียอยู่ใกล้แม่อาจเป็นเพราะเขาน่ากลัวเกินไปสำหรับลูกก็ได้..

ถ้าได้รู้อนาคตล่วงหน้าว่าเวลาแม่ลูกของเรามันจะสั้น จินยองจะทำตัวเป็นคุณแม่แสนดีที่อ่อนโยนกับแฮยองให้มากกว่านี้

“ต้องลองนะครับ”

“งั้นมาลองซิ”

ออสตินวางหนังสือกับพื้นแล้วคลานออกมาให้พ้นระยะจากแม่ก่อนถึงจะลุกขึ้นยืน ไม่ลุกพรวดพราดขึ้นมาในทันที จินยองอมยิ้มกับมารยาทของเด็กชายออสติน แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

หมอมันเลี้ยงลูกมาดีแฮะ

เมื่อลูกชายลุกไปแบมแบมก็เปลี่ยนไปนั่งขัดสมาธิ มองออสตินที่ไม่กลัวคุณจินยองซะด้วย

คุณจินยองท่าทางจะรักเด็ก คงสนิทกันได้เร็วๆ นี้ล่ะนะ

ไม่เพียงแค่สายตาของแม่ที่มองไปยังออสตินที่ยืนหลังเก้าอี้จินยองแล้วลงมือบีบไหล่ให้อย่างขะมักเขม้น สายตาของทุกคู่ก็มองไปที่เด็กชายและจินยองเหมือนกัน แต่มองกันไปในหลากหลายความรู้สึก

ฮยอนจินคิดว่าแบมแบมบ้าไปแล้วที่ปล่อยให้ลูกไปใกล้คนแบบนั้น น้องๆ ของจินยองมองอย่างประหลาดใจปนขำไปมากกว่า คิดว่าถ้าออสตินลงมือหนักไปหรือลูกพี่ไม่พอใจได้ร้องไห้โฮแน่ แต่อาของออสตินรู้สึกว่าหลานตนยังน่าเอ็นดูเหมือนเคย

“อาก็เมื่อยนะออสติน นวดเสร็จมาเหยียบหลังให้อาบ้างสิ” ไอรีนที่นั่งกับดาฮยอนเอ่ยแซว

“ได้เลยครับ” นี่ก็ไม่รู้ว่าแซว ตกปากรับคำซะดิบดี

เมื่อออสตินลุกไปจากตัวแม่แล้ว ยูคยอมก็คลานไปหาพี่หมอแล้วขอใช้ตักแทนหมอนเสียเลย อเล็กซิสมองคนที่ไปอ้อนแม่ตนแล้วนึกหมั่นไส้พี่ชายคนใหม่เล็กน้อย ขี้อ้อนเหมือนออสตินไม่มีผิดเชียว

 

 

 

            “ได้แล้วครับคุณลิเลียน”

            ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ดูภายนอกก็รู้ว่าเป็นอันธพาลยื่นแก้วน้ำให้หญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ตัวหนา เขาให้เพื่อนไปยกมาจากแผนกขายเฟอร์นิเจอร์เพื่อลิเลียนโดยเฉพาะ

            ลิเลียน คิม นักแสดงสาวหน้าใหม่มาแรงที่สุดในปีนี้ยิ้มหวานแล้วขอบใจเขาเบาๆ เท่านั้นชายหนุ่มก็ตัวลอย ยิ้มปลื้มอย่างมีความสุขแล้ว

            ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ที่จับกลุ่มบ้าง นั่งกระจายบ้างอยู่ภายในบริเวณเดียวกันต่างไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หญิงสาวแสนสวยย้อมผมสีน้ำตาลแดงเลยสักนิด

            นางเอกในจอ นอกจอนางร้าย ไม่ต่างจากปิศาจ

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์สยองขวัญที่คนฆ่าคนด้วยกันเองภายในห้างสรรพสินค้า นักแสดงสาวที่มาเดินช้อปปิ้งกับผู้จัดการส่วนตัวและเห็นเขาถูกกัดต่อหน้าต่อตาก็หนีไปหลบอยู่ในห้องน้ำชาย และได้เจอเด็กหนุ่มจากโรงเรียนเทคนิคกลุ่มหนึ่งเข้า ลิเลียนอาศัยความสวยเอาตัวรอด ทำให้พวกเขาดูแลเธอราวกับราชินี โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มที่ไว้ใจขนาดให้เธอเก็บปืนที่ไปได้มาจากรปภ.ห้างไว้เลยทีเดียว

ที่ทุกคนว่าเธอร้ายก็เพราะเธอให้หัวโจกที่ตกหลุมเสน่ห์ของตนใช้คนรอดชีวิตเป็นเหยื่อล่อเพื่อล่อพวกกัดจากทุกชั้นของห้างไปให้ได้จนถึงชั้นล่าง เพื่อให้อาหาร น้ำ และของใช้มากมายภายในห้างเป็นของคนที่ยังเหลือรอดอยู่ที่ชั้นสองนี้แต่เพียงกลุ่มเดียว

ใครจะตายก็ช่าง แต่ลิเลียนต้องรอด

“แม่..แม่ครับ” เด็กชายตัวน้อยวัยเจ็ดขวบเอ่ยเรียกมารดาเสียงแผ่ว หญิงสาววัยสามสิบก้มมองลูกน้อยที่ตะกองกอดไว้กับอกด้วยความเป็นห่วง

“ว่าไงลูก ปวดหัวอีกแล้วเหรอ”

“ครับ” ผู้เป็นแม่สีหน้าไม่สู้ดี หันไปมองทางกลุ่มของลิเลียนที่นั่งห่างไปไม่ไกล

“ลิเลียนคะ”

คราแรกดาราสาวมัวแต่คุยจนคนที่อยู่ใกล้เธอและมีความกล้ามากพอที่จะช่วยสองแม่ลูกเดินไปหาลิเลียน เธอชักสีหน้าไม่ชอบใจจะด่าแต่ชายกลางคนในชุดทำงานรีบชี้ไปที่สองแม่ลูกเพื่อบอกว่าใครกันแน่ที่ต้องการคุยด้วย

“มีอะไรคะ?” แม้จะสุภาพแต่น้ำเสียงชัดเจนว่าเหวี่ยง คุณแม่ลูกหนึ่งรีบบอก

“ฉันขอไปแผนกยาหน่อยได้ไหมคะ ฉันต้องการยาแก้ปวดหัว ลูกฉันไม่สบาย”

“ยา?” ลิเลียนเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเอ่ยต่อพร้อมหัวเราะเบาๆ เหมือนสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นเรื่องน่าขัน

“เธอจะเอาของมีค่าไปรักษาลูกเธอที่ไม่มีประโยชน์ต่อกลุ่มของเราอย่างนั้นเหรอ เธอพูดอะไร เพ้ออยู่หรือเปล่า”

“ว่าไงนะ!” เมื่อได้ยินคำพูดของลิเลียนที่ว่าลูก หญิงสาวก็โกรธขึ้นมา

“ได้ยินแล้วนี่ ยามีเยอะแต่คนที่จะได้รับมันไปก็ต้องเลือกด้วยนะ”

“แต่เราก็มีสิทธิ์ใช้ของในห้างนี้นะ ห้างนี้ไม่ใช่ของเธอสักหน่อย” หญิงสาวผู้เป็นแม่ประคองลูกนอนบนพื้นหนุนกระเป๋าสะพายของเธอแล้วลุกขึ้น เมื่อขอแล้วไม่ให้เธอก็จะไปเอาเอง

“เฮ้ๆ ใจเย็นกันก่อนดีกว่านะครับ!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งถลามาขวางหญิงลูกหนึ่งไว้ คุณแม่เองก็ชะงักไปเช่นกันเมื่อเห็นลิเลียนคว้าปืนแล้วหันปากกระบอกมาทางตน

“เราออกไปจากที่นี่ไม่ได้ ดังนั้นของมากมายที่มีอยู่สักวันมันก็ต้องหมดไป ฉันจะไม่แจกจ่ายของสำคัญให้ใครก็ตามที่ทำประโยชน์ให้ฉันไม่ได้ ลูกเธอป่วยมาหลายวันแล้วนี่ แน่ใจนะว่าเขาไม่ได้ติดเชื้อโรคที่ระบาดอยู่”

ลิเลียนหรี่ตามอง ยิ้มมุมปาก หญิงสาวรีบหันไปหาลูกชายแล้วทรุดลงนั่ง กอดเขาไว้

“อย่าพูดบ้าๆ นะ! เขาไม่ได้ติดเชื้อ”

“เราทุกคนต่างไม่มีใครรู้ว่าเชื้อบ้านั่นติดต่อทางไหน อาจจะติดต่อทางลมหายใจก็ได้ ข้างล่างนั่นก็มีแต่ผีดิบเดินเต็มไปหมด ลูกเธอก็ไม่ได้ไปไหน อยู่กับกลุ่มเราตลอดเวลา เขาไม่สบายเพราะอะไรนะ..

ลิเลียนที่ยังนั่งไขว่ห้างโน้มตัวมาข้างหน้า ยิ้มเพียงริมฝีปากแต่ตาไม่ยิ้มไปด้วยเลย คำพูดของเธอทำให้หลายๆ คนที่นั่งอยู่บนพื้นมองหน้ากัน คนที่อยู่ใกล้สองแม่ลูกขยับถอยห่างออกมา

“เธออย่ามาพูดจาว่าร้ายลูกฉันนะ! ถ้าเธอบอกว่าเขาป่วยเพราะผีดิบข้างล่างนั่น ฉัน เธอ และทุกคนที่นี่ก็ต้องป่วยเหมือนกันแต่แค่ยังไม่แสดงอาการเท่านั้นเอง!

คำพูดของคุณแม่ทำให้ดาราสาวชะงักไป ทุกคนมองหน้ากัน หลายคนเริ่มหวาดวิตกและหวาดกลัว

“จะอยู่ต่อไปเงียบๆ หรือจะให้โยนลูกเธอลงไปข้างล่าง ลูกเธอจะตายหรืออยู่มันไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่ถ้าฉันขวางหูขวางตา เราอาจจะมีคนหารอาหารน้อยลงก็ได้”

หญิงสาวกอดลูกแน่นขึ้นเมื่อถูกลิเลียนขู่ เด็กน้อยกอดแม่ไว้ด้วยความกลัว เด็กหนุ่มที่มาขวางหันมองสองแม่ลูกแล้วมองลิเลียน

“คุณบอกว่าจะให้ยากับคนที่มีประโยชน์ใช่ไหม คุณก็ใช้ผมทำนู่นนี่ไปตั้งเยอะแล้ว ผมขอยาในส่วนของผมให้น้องเขาได้ไหมอ่ะ”

ลิเลียนมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีแล้วยิ้มหวาน เด็กหนุ่มยิ้มตาม ก่อนรอยยิ้มจะเลือนลงเมื่อได้ยินเธอเอ่ยต่อ

“ถึงนายจะทำตามที่ฉันบอก แต่นายปฏิเสธฉันไม่ใช่เหรอ?”

ลิเลียนหุบยิ้ม ถลึงตามองเด็กหนุ่ม คิดแล้วเคืองขึ้นมาทันที เธอเห็นว่าเด็กนี่หน้าตาหล่อก็เลยจะเอามาไว้ใกล้ตัวสักหน่อยแต่เขากลับไม่เล่นด้วย เธอเลยต้องทนอยู่กับไอ้เด็กอันธพาลหน้าตาไม่ได้เรื่อง

เธอไม่เคยเสียหน้าขนาดนั้นมาก่อน ไอ้เด็กคนนี้กล้าบังอาจปฏิเสธลิเลียน คิมคนนี้!

“ก็..ไม่ใช่เพราะคุณไม่สวยหรือไม่มีเสน่ห์หรอกนะ” เด็กหนุ่มเกาแก้มเบาๆ ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง หันซ้ายหันขวา ก่อนจะเข้าไปใกล้ๆ ลิเลียนโดยไม่กลัววัตถุสีดำที่เธอถืออยู่เลยแม้แต่น้อย

“ผมไม่ได้ชอบผู้หญิงน่ะ” เขากระซิบเบาๆ ให้ได้ยินสองคน ลิเลียนปรายตามองก่อนจะผลักอกกว้างออกไปห่างๆ แล้วถีบไปอีกทีจนเด็กหนุ่มเซล้มไปกับพื้น

แรงของเธอไม่ทำให้ถึงขนาดล้มได้หรอกแต่เด็กหนุ่มทำเป็นล้มเพื่อให้ลิเลียนพอใจ คนโดนถีบหน้าแหย เจ็บท้องนิดหน่อยแต่พูดอะไรไม่ได้ ความจริงเขาชอบผู้หญิงแหละแต่ต้องพูดไปแบบนั้น ต่อให้วันสิ้นโลกมาถึงแล้วจริงๆ เขาไม่เอาผู้หญิงที่สวยแต่รูปหรอกนะ อยู่คนเดียวแห้งเหี่ยวตามพวกกัดไปดีกว่า

“คุณจะถีบผมอีกสักร้อยทีก็ได้ แต่ขอยาให้ผมเถอะ” เด็กหนุ่มอ้อนวอน แม้จะรู้สึกเสียหน้าแต่ลิเลียนก็พ่ายแพ้กับสายตาออดอ้อน เลยจะยอมให้สักครั้ง

“น่ารำคาญ! แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ นายจดไว้ด้วยว่าจอน จองกุก ใช้โควตายาไปหนึ่งครั้งแล้ว”

ลิเลียนชี้นิ้วสั่งลูกน้องของกลุ่มเด็กอันธพาลคนหนึ่ง จองกุกฉีกยิ้มอย่างดีใจ ขอบคุณลิเลียนก่อนจะคลานกลับไปหาสองแม่ลูก หญิงสาวขอบคุณเขายกใหญ่ที่ช่วย

“คุณอยากได้ยาอะไรครับ ผมจะไปเอามาให้”

“ยาแก้ปวดธรรมดาก็พอจ้ะ”

“โอเค” จองกุกพยักหน้ารับแล้วรีบลุกตามคู่อริต่างโรงเรียนไปเอายาที่แผนกยาชั้นสาม

เป็นโชคร้ายของจองกุกที่กลุ่มเพื่อนที่มาเที่ยวห้างด้วยกันตายหมดและตอนนี้พวกนั้นก็เดินเตร่อยู่ที่ชั้นหนึ่งรวมกับพวกกัดคนอื่นๆ เขาเลยโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว ขณะที่นักเลงอีกโรงเรียนแม่งรอดได้ทั้งกลุ่ม

เขาว่าคนชั่วตายยากนี่ท่าทางจะจริงแหละนะ

 

 

 

            เด็กหญิงวัยแปดขวบเดินมองรอบร้านขายอุปกรณ์กีฬาระหว่างที่พี่ชายทหารและพี่ชายของเธอกำลังหาของที่ต้องการ

            เมื่อมาถึงร้านยองแจก็ตรงเข้าไปที่มุมอุปกรณ์สำหรับกีฬายิงธนูทันที แจ็คสันเดินตามไปหยุดดูเด็กอ้วนเลือกของ เอามือไพล่หลังยืนมองเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร

            ยองแจใช้เวลาไม่นานก็ได้ของมากมายมาไว้ในครอบครอง ท่าทางดูยินดีกับของที่เลือกมาจนแจ็คสันที่ตั้งใจว่าจะดูเงียบๆ อดถามไม่ได้

“มันดีมากเหรอของในร้านนี้”

“อือ ของดีเชียวล่ะ ตอนแรกนึกว่าจะไม่มีธนูคอมพาวด์ซะแล้ว”

ยองแจถือธนู compound ทำจากคาร์บอนที่แรงและเบาไว้ในมือพร้อมรอยยิ้มสดใส แจ็คสันแปลกใจกับธนูที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนธนูที่เคยเห็นในหนังหรือละครเลย

“มันดูแปลกๆ นะ ไม่เหมือนธนูที่เคยเห็นเลย มันมีหลายอย่างเหรอธนูน่ะ”

“อื้อ ก็ใช่น่ะสิ  ธนูน่ะมี3 แบบ ที่คุณคุ้นคือธนูแบบนี้ใช่มะ”

ยองแจชูธนูรูปร่างคล้ายแบบที่ใช้ในละครขึ้นมา แจ็คสันพยักหน้ารับว่าใช่

“ไอ้นี่มันเรียกว่าธนู Traditional จะเป็นธนูแบบโบราณที่คนส่วนใหญ่คุ้นตากัน เพราะเห็นจากในหนัง แต่ธนูเทรดดิชันแนลมันก็มีหลายแบบนะ แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ละแบบก็จะมีรูปแบบของคันและวิธีการยิงที่ต่างกันออกไปด้วย

 


ธนูเทรดดิชันแนล

 

ยองแจทำหน้าที่เป็นครูเลกเชอร์เรื่องธนูให้คุณทหารฟัง พลางหยิบธนูให้ดูประกอบคำอธิบาย

“ธนูแบบเทรดดิชันแนลส่วนใหญ่มันจะทำจากไม้เลยมีความสวยงามที่แตกต่างจากธนูประเภทอื่นอยู่ แต่คนที่เหมาะจะยิงธนูประเภทนี้ต้องเป็นคนที่ชอบความสวยงามเท่านั้นแหละ ไม่เหมาะกับคนที่ชอบความแม่นยำและการแข่งขันสุดๆ  เพราะตัวคันมันไม่สามารถปรับอะไรได้เลยก็เลยมีความแม่นยำต่ำกว่าธนูประเภทอื่นมากน่ะ  คนยิงจะยิงด้วยความรู้สึกและอารมณ์เป็นหลัก การจะยิงให้มีประสิทธิภาพเลยต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก เอาแค่ว่ายิงให้เข้าเป้าทุกลูกก็ค่อนข้างยากแล้วล่ะคุณทหาร ในหนังที่ยิงกันแม่นๆ มันก็แค่หนังอ่ะนะ ในความเป็นจริงมันเป็นไปได้ยากมากเลยแหละ”

“งั้นเหรอ หนังก็หลอกคนดูสิงั้นน่ะ” เรื่องนี้แจ็คสันก็เพิ่งรู้แฮะ

“แหม ในหนังส่วนมากบทคนยิงธนูมันก็เป็นทหารนี่นา ทหารก็ต้องฝึกฝนมาหนัก ไอ้จะยิงได้แม่นเวอร์ๆ ทุกครั้งมันก็พอจะแถไปได้แหละนะ”

ยองแจพยายามทำความเข้าใจทุกครั้งที่ต้องดูหนังพีเรียดเลยล่ะ บางทีขัดใจก็ไม่ดูซะเลย

“นายบอกว่ามันมีสามแบบ แล้วอีกสองแบบล่ะเป็นไง”

ถึงผู้พันหนุ่มจะไม่สนใจที่จะยิงธนู แต่มันเป็นเรื่องอาวุธเลยอยากรู้ประดับสมองไว้บ้าง

“อ่อ อีกสองแบบอ่ะเหรอ  แบบที่สองก็เป็นธนู Recurve หรือ ธนูโค้งกลับ มันพัฒนามาจากแบบเทรดดิชันแนลนี่แหละ อย่างที่บอกว่าเทรดดิชันแนลยิงไม่แม่นเลยต้องพัฒนาเพื่อให้มีความแม่นยำสูงขึ้น ก็มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้อ่ะนะ ตรงนี้ข้ามไปละกัน อธิบายไปคุณทหารก็ไม่เข้าใจ”

แจ็คสันฟังแล้วแอบค่อนในใจว่ารู้เรื่องหรือไม่รู้ก็ลองอธิบายมาก่อนสิ..แต่ก็ไม่อยากจะเอ่ยขัด

“ฟังต่อป้ะ?” ยองแจเอ่ยถามเมื่อคุณทหารมองหน้าตนนิ่งแทนที่จะมองธนู แจ็คสันพยักหน้าว่าฟังต่อ ยองแจเลยเล่าต่อ

“ธนูแบบ รีเคิร์ฟเนี่ยใช้เป็นธนูแข่งขันทั่วไป ซึ่งคนส่วนใหญ่ชอบใช้มากที่สุดเนื่องจากยังได้กลิ่นไอของความเป็นธนูโบราณแต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มอุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้าไปได้ด้วย

คันธนูรีเคิร์ฟจะยิงให้แม่นก็ต้องอาศัยการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและมีเทคนิคในการยิงค่อนข้างมากเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามาช่วยแต่การยิงธนูไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน มันก็ต้องใช้ความสามารถของคนยิงเป็นหลักอยู่ดีนั่นแหละ ธนูมันจะลักษณะโค้งยาว ไม่มีรอกช่วยในการน้าวสาย ส่วนปลายจะโค้งกลับ ตัวคันถอดออกได้ 3 ชิ้น คือส่วนด้ามจับตรงกลางและปีกธนู 2 ชิ้นคือปีกบนและปีกล่าง ตอนแข่งขันจะมีการใส่อุปกรณ์อีกหลายชิ้นเพื่อทำให้การยิงมีความแม่นยำสูงขึ้นน่ะ มันมีวิธีการยิงเป็นมาตรฐานอยู่แล้วจะเอาไปใช้ในการยิงประเภทอื่นๆ ก็ง่ายด้วย”

 

ธนูรีเคิร์ฟ

 

 “แล้วทำไมนายไม่เลือกใช้ไอ้รีเคิร์ฟนี่ล่ะ ใช้คอมพาวด์ทำไม” แจ็คสันพยักเพยิดไปทางธนูหน้าตาประหลาดที่ยองแจเลือกไว้

 

ธนูคอมพาวด์

 

“ก็เพราะคอมพาวด์มันเหมาะที่จะใช้ยิงพวกกัดน่ะสิ ถึงเป็นธนูรูปทรงประหลาดไม่คุ้นตา บางคนมองครั้งแรกอาจไม่รู้ว่ามันคือธนูแต่มันยิงดีนะ  มันจะดีกว่าธนูอีกสองแบบนิดหน่อยคือมันจะมีรอกอยู่ที่ปลายด้านบนและล่างข้างละ 1 ตัว ทำให้สามารถปรับความหนักเบาของการน้าวสายได้และมีระบบรอกช่วยผ่อนแรงในการน้าวสายด้วย

เพราะปกติแล้วสำหรับธนูรีเคิร์ฟและเทรดดิชันแนล ตอนเราดึงสายธนูเราจะรู้สึกว่ายิ่งเราดึงยาวขึ้นก็จะยิ่งดึงยากขึ้น แต่คอมพาวด์ต่างออกไป ในช่วงแรกที่ดึงจะดึงได้ยาก พอดึงได้จนรอกหมุนถึงจุดนึง รอกเนี่ยจะทดแรงให้เรา ดังนั้นพอผ่านจุดนี้ไปเราจะดึงสายได้ง่ายมาก นอกจากนั้นเมื่อเราปล่อยสายออกไป ลูกธนูก็จะพุ่งออกไปเร็วกว่าเพราะรอกหมุนช่วยเพิ่มแรงส่งออกไป

ยองแจสาธิตการดึงสายธนูให้แจ็คสันดู ซึ่งแจ็คสันก็ไม่ทันมองว่าอีกฝ่ายไปใส่สายปรับอะไรตอนไหน แต่ท่าทางดูทะมัดทะแมงไม่เลวทีเดียว สมกับที่บอกว่าไปคัดตัวทีมชาติมา พอจะเชื่อได้แล้วว่าเป็นนักกีฬา

“การจะยิงธนูได้แต่ละทีมันต้องใช้เวลาดึงสาย ปล่อยสาย ไม่ใช่ดึงปุ๊บยิงปั๊บได้แบบในละคร ถ้าฉันใช้คอมพาวด์เวลาพวกกัดมา ในครั้งแรกที่ฉันยิงคุณก็ช่วยถ่วงเวลาให้ฉันก่อน พอรอกมันหมุนได้ที่ฉันจะยิงได้เร็วขึ้น และจะช่วยคุณได้มากขึ้นไงล่ะ” ยองแจน่ะไม่ยอมให้คุณทหารมาคอยปกป้องน้องและตนเองฝ่ายเดียวหรอกนะ เมื่อรอดด้วยกันก็ต้องช่วยๆ กันสิ

“อ๋อ..” แจ็คสันพยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้ว

“ที่นายเลือกใช้ธนูที่เหมาะกับการยิงพวกกัดเพราะต้องการช่วยฉัน แสดงว่านายไม่ถนัดใช้ธนูแบบนี้แต่จำเป็นต้องใช้เพราะมันยิงได้ดีที่สุดเหรอ”

“ไม่นะ ถนัดมันทั้งสามแบบนั่นแหละ ฉันหัดยิงตั้งแต่ประถมนะคุณ กวาดรางวัลมาตั้งเยอะแยะแล้ว กว่าจะรู้ว่าชอบธนูแบบไหนฉันก็ต้องลองมันมาทุกแบบ แต่พอลองแล้วปรากฏว่าชอบหมดน่ะ”

“โม้หรือเปล่า” แจ็คสันหมั่นไส้คนที่ตอบอย่างมั่นใจ

“เปล่านะ ฉันยิงได้หมดจริงๆ ไม่งั้นจะรู้ได้ยังไงว่าแบบไหนมีข้อดีข้อเสียตรงไหน คอมพาวด์ถึงจะหนักไปหน่อยแต่มันก็ยิงได้เร็ว เรื่องฉันจะเก่งหรือไม่เก่งคุณไม่ต้องสนใจหรอก เอาเป็นว่าฉันได้อาวุธที่ฉันถนัดมือที่สุดมาแล้ว และฉันไม่เป็นตัวถ่วงคุณแน่นอน โอเคนะ” ยองแจไม่สนใจว่าแจ็คสันจะเชื่อเขาหรือเปล่า ที่พูดไปเขาไม่ได้อวดตัวเองเกินจริงนี่นา

นักศึกษาหนุ่มเลิกสนใจคุณทหารแล้วหันไปหยิบลูกธนูหลายแบบและอุปกรณ์จำเป็นใส่ในกระเป๋าเป้สำหรับใส่ธนูที่มีช่องเก็บอุปกรณ์ครบครัน เมื่อไม่รู้อนาคตยองแจก็เลือกลูกธนูไปหลายแบบที่จะใช้งานได้ต่างกัน ทั้งลูกธนูคาร์บอนน้ำหนักเบาขนาดปานกลางที่สามารถใช้ยิงได้ทุกระยะ หัวลูกธนูแบบหนักพิเศษสำหรับการยิงระยะใกล้ ลูกธนูอลูมิเนียมสำหรับยิงระยะไกล หรือกระทั่งลูกธนูสำหรับยิงลงน้ำโดยเฉพาะเพราะมีน้ำหนักมากจนสามารถแหวกน้ำได้ก็เก็บเอาไว้ด้วย เผื่อจะมีประโยชน์

พอเลือกลูกธนูตามที่ต้องการครบแล้วยองแจก็ไปหาอุปกรณ์ป้องกันที่เอาไว้ใส่ติดตัวเวลายิงธนูไว้ด้วย โดยไปเลือกเอาจากโซนเครื่องแต่งกายของมุมธนู

นักศึกษาหนุ่มได้ Chest guard ผ้าสีดำอย่างดีที่สามารถปรับขนาดให้พอดีกับตัวได้มาชิ้นหนึ่ง มีอาร์มการ์ดหรือที่ป้องกันแขนที่ต้องมีใส่ไว้เพื่อป้องกันสายธนูดีดแขน เลือกFinger Tab หรือแผ่นหนังรองนิ้วที่ปรับเข้ากับรูปมือได้สีดำเช่นกัน  

ยองแจไม่ลืมที่จะหาซองใส่ลูกธนูไว้ด้วย เขาเลือกซองใส่ลูกธนูแบบสะพายหลังทำจากหนังสีน้ำตาล เวลาจะใช้จะได้หยิบยิงได้ง่ายๆ

เมื่อได้อุปกรณ์ครบทุกชิ้นแล้วยองแจก็เอามันมากองรวมกันไว้ข้างกระเป๋าเก็บอุปกรณ์ก่อน และนั่งใส่อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักกับธนูที่เลือกไว้ ซึ่งมันจะช่วยทำให้เล็งได้นิ่งขึ้นและลดแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นด้วย

แจ็คสันมองยองแจที่กลายเป็นนักยิงธนูไปแล้ว แปลกตาแต่ดูเข้ากันดีจัง

แจ็คสันเดินจากมุมอุปกรณ์ธนูไปยังมุมกอล์ฟและเบสบอล ชั่งใจว่าจะเลือกไม้เบสบอลหรือไม้กอล์ฟไว้แก้ขัดดี

“ยิงธนูยากไหม” แจ็คสันหวดไม้เบสบอลอะลูมิเนียมที่เลือกไปมาในอากาศพลางถามยองแจนั่งกับยองจีหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน

“คุณคิดว่ายากไหมล่ะ” ยองแจป้อนน้ำให้ยองจีดื่มแก้กระหายและแก้หิวไปก่อน แจ็คสันทรุดลงนั่งตรงหน้าสองพี่น้อง

“ไม่น่าจะยากตรงไหนนะ แค่ดึงสายมา เล็งให้ตรง แล้วก็ปล่อยสายไป เล็งตรงไหนลูกมันก็เข้าตรงนั้นเองล่ะมั้ง ใช่ไหม”

ยองแจฟังแล้วก็หัวเราะออกมาทันที

“ถ้ามันง่ายขนาดนั้นฉันคงไม่ต้องฝึกมาเป็นสิบปีหรอกคุณทหาร คุณคิดผิดเต็มๆ การยิงธนูให้เข้าเป้ามันยากและซับซ้อนกว่านั้นมากนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการยิงธนูไม่ใช่แค่การเล็งให้นิ่งแต่มันคือฟอร์มการยิงต่างหาก นี่ล่ะสิ่งที่กำหนดความแม่นหรือไม่แม่น  ท่าทางการยิงของเราเป็นตัวกำหนดทิศทางของลูกธนูที่พุ่งออกไป คิดง่ายๆ นะธนูก็เหมือนเครื่องจักรซึ่งทำหน้าที่ของมันเหมือนเดิมทุกครั้งอยู่แล้ว ตัวแปรเดียวที่มีผลกับวิถีของลูกธนูก็คือตัวเราเอง ถ้าเราทำท่าได้เหมือนเดิม ลูกธนูก็จะไปที่เดิม ถ้าลูกธนูไปคนละที่กันก็แสดงว่าท่าทางการยิงของเรามันไม่เหมือนเดิม

“แปลว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ยิงไม่เข้าเป้ามาจากท่าทางการยิงที่ไม่สม่ำเสมอเหรอ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ สำหรับนักธนูส่วนใหญ่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน คือหนึ่ง ตำแหน่งมือที่เราดึงสายมา ซึ่งสำคัญมากนะ เพราะเป็นตัวกำหนดระดับของลูกธนู ถ้ามือสูงไป ลูกก็จะชี้ลงข้างล่าง พอยิงแล้วลูกธนูก็จะลงต่ำ ในทางตรงข้ามถ้ามืออยู่ต่ำเกินไปลูกธนูก็จะขึ้นสูง

อย่างที่สองคือ แขนที่ถือคันธนู มุมของหัวไหล่และข้อศอกของแขนที่ถือคันธนูนั้นก็สำคัญมากๆ ควรจะต้องเท่าเดิมทุกครั้ง ถ้าเรางอแขนมากกว่าปกติ ระยะสายที่เราดึงได้ก็จะน้อยลง พอระยะดึงสั้นลง แรงส่งลูกธนูก็น้อยลง พอยิงออกไปลูกธนูก็จะลงต่ำ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ควรรักษาแนวแขนให้อยู่ปกติ ไม่งอหรือเหยียดออกมากเกินไปล่ะสินะ”

ยองแจอมยิ้มเมื่อคุณทหารฟังปุ๊บก็เข้าใจปั๊บทั้งที่ฟังจากคำถามก่อนหน้านี้แล้วแสดงว่ายิงธนูไม่เป็นแท้ๆ และไม่น่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับธนูมาก่อนด้วย

“ถูกต้อง และอย่างที่สามคือ จังหวะการค้างท่าหลังปล่อยสายธนู ในจังหวะที่เราปล่อยสายธนูออกไปนั้นลูกธนูไม่ได้หลุดจากคันธนูทันทีหรอกนะคุณ มันมีจังหวะหน่วงที่สายธนูส่งลูกธนูออกไปด้วย ถ้าปล่อยสายแล้วมีการขยับตัวหรือกระตุก ลูกธนูก็จะหลุดไปในทิศทางที่เราขยับ ดังนั้นเมื่อปล่อยสายไปแล้วต้องค้างท่าไว้จนกว่าจะเห็นลูกธนูปักเป้า จังหวะนี้เป็นจังหวะสำคัญซึ่งหลายๆ คนมักไม่ให้ความสนใจ  เพราะพอปล่อยสายธนูแล้วก็จะเพ่งไปที่เป้าเพื่อดูผลการยิงทันที ทำให้ร่างกายมีการขยับมากเกินไป ทีนี้รู้รึยังว่ายิงธนูมันไม่ง่ายหรอกนะ”

ยองแจลูบผมน้องไปมา ยองจีเอนตัวพิงตัวพี่ชายไว้ ก่อนจะค่อยๆ เอนกายลงนอนตัก

แจ็คสันฟังสิ่งที่ยองแจเล่าแล้วก็อมยิ้ม การที่ให้อีกฝ่ายพูดเรื่องที่ตัวเองถนัดและรักออกมาก็เพราะอยากให้ยองแจรู้สึกมีความสุขบ้างสักนิด

เขาไม่อยากเห็นเด็กอ้วนทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้น่ะ

“โอเค เข้าใจแล้ว”

“อยากลองยิงบ้างไหมจะสอน ที่นี่มีธนูให้เอาไปใช้เยอะแยะ”

“ไม่ล่ะ ใช่ว่าสอนปุ๊บจะยิงเป็นเลยเสียเมื่อไร”

“เราจะไปต่อกันเลยไหม” ยองแจที่พร้อมออกเดินทางต่อถามแจ็คสัน ทหารหนุ่มส่ายหน้า

“ฉันว่าเราควรนอนค้างที่นี่สักคืน จะไปคาเฟ่ที่นายบอกก่อนหน้านี้ก็คงไม่ไหวแล้วล่ะ มันใกล้จะค่ำแล้ว และยองจีก็ต้องการพักผ่อนด้วย แม้ร้านจะไม่ไกลกันมากแต่ไม่รู้ว่ามันพอมีที่นอนไหม ถ้าไม่เหมาะจะค้างคืนก็ต้องหาที่ใหม่อีก ฉันไม่อยากเสี่ยงเจอพวกกัดตอนค่ำ มันอันตรายกว่าตอนกลางวัน”

            แจ็คสันมองเด็กน้อยที่อ้าปากหาว เธอดูอ่อนแรง คงจะเหนื่อยมาก

ที่นี่คือช็อปที่ใหญ่พอสมควร มีสามชั้น ชั้นสองและชั้นสามเขายังไม่ได้ขึ้นไปดูเลย

“นอนที่นี่ก็ได้ แต่ฉันอยากหาอะไรให้น้องกินก่อน สักนิดก็ยังดี”

ยองแจห่วงน้องตามประสาพี่ชาย มือบางแตะแก้มเย็นๆ ของยองจี เด็กหญิงจับมือพี่ชายไว้   

            “นายกับน้องรอตรงนี้นะ ฉันจะขึ้นไปดูชั้นสองกับชั้นสามว่าปลอดภัยไหม แล้วจะลงมาบอก”

แจ็คสันเอ่ยแล้วลุกขึ้นยืนทันที ยองแจพยักหน้ารับ จากนั้นก็เก็บอุปกรณ์สำหรับใส่ยิงธนูไว้ในกระเป๋าก่อน

            ชั้นล่างนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลเพราะแจ็คสันสำรวจหมดแล้ว ดึงมูลี่ลงปิดประตูและกำแพงกระจกของร้านหมดแล้วด้วย

            ทหารหนุ่มหยิบมีดมาเตรียมพร้อมแล้วขึ้นไปดูที่ชั้นสองอย่างระมัดระวัง เขาเปิดประตูดูทุกห้องที่สามารถเปิดได้ ชั้นสองนี้เป็นชั้นที่ทำเป็นห้องเก็บของและอุปกรณ์กีฬาหลากหลายประเภท เขาจึงขึ้นต่อไปที่ชั้นสามเผื่อว่ามันจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนในร้านที่หนีไปแล้ว

            ชั้นสามนี้มีบันไดขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าด้วย แจ็คสันวิ่งขึ้นไปดูชั้นบนก็พบว่ามันเป็นเพียงดาดฟ้าว่างโล่งที่มีสวนสวยเล็กๆ จัดอยู่มุมหนึ่งพร้อมที่นั่งพักผ่อน เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรก็ลงมาสำรวจที่ชั้นสามต่อ ที่ชั้นนี้เป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ มันมีห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ อย่างละห้อง และห้องนอนสองห้อง

            แจ็คสันเปิดเข้าไปดูทุกห้องอย่างละเอียดก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ไม่มีพวกกัดถูกขังไว้ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายก็ลงไปตามสองพี่น้องให้ขึ้นมาพักผ่อน ก่อนจะพากันขึ้นไปข้างบนก็ล็อกประตูชั้นล่างให้เรียบร้อยก่อนด้วย

            ยองจีเดินไปหยิบหนังสือที่ชั้นหนังสือแล้วไปนั่งที่โซฟาตรงส่วนของห้องนั่งเล่น อาศัยแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านเข้ามาอ่านหนังสือ ยองแจกอดอกมองหน้าแจ็คสันว่าจะเริ่มทำอะไรก่อนดี

            “เราควรจะอาบน้ำแล้วนอนพักก่อน นอนหลับแล้วก็หายหิวไปเองนั่นล่ะ ถึงน้ำจะไม่ไหลแล้วแต่มีน้ำในอ่างด้วย ใช้ล้างหน้าอาบน้ำได้”  แจ็คสันแนะแค่อาบน้ำนอนเพราะเปิดดูในตู้เย็นเห็นว่ามีเพียงอาหารสดที่เน่าเสียอยู่ในนั้น  อาหารแห้งอะไรก็ไม่มีเหลือ เจ้าของร้านคงขนไปตอนอพยพหมด

            “คุณอาจจะยังดูไม่ละเอียด คุณไปนั่งเป็นเพื่อนยองจีก่อนเถอะฉันจะไปดูในครัวอีกทีว่ามีอะไรพอจะกินได้บ้าง”

            “มันไม่เหลืออะไรแล้วนะ”

“เอาเถอะน่า” ยองแจตัดบทแล้วเดินไปในครัวเพื่อหาทุกอย่างที่พอจะกินได้

หาไม่นานยองแจก็เจอของที่ต้องการอยู่ในตู้เก็บวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร

“อ๊ะ! นี่ไงล่ะ ไหนคุณบอกว่าไม่มีอะไรให้กินไง ก็มีนี่”

ยองแจร้องออกมาอย่างดีใจ แจ็คสันและยองจีรีบเดินไปหาในครัวเพื่อดูว่ายองแจเจออะไร

ร่างบางหยิบถุงแป้งเค้กลงมา แล้วหยิบขวดเมเปิลไซรัป แยมผิวส้ม เนยถั่ว เกลือ น้ำตาลทราย และน้ำมันพืชที่หาเจอมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ด้วยกัน

 “มีแป้งแล้วไง เตาอบใช้ไม่ได้” แจ็คสันคิดว่ายองแจน่าจะอบขนมกินแน่ๆ

“ไม่ต้องใช้เตาอบน่า แค่กะทะพอ จุดไฟเข้าสิ ก่อไฟอ่ะก่อไฟ หนังสือก็มี ลังกระดาษก็มี”

“แล้วจะทำอะไรกิน?” แจ็คสันกอดอกถาม ยองแจตอบอย่างมั่นใจ

“แพนเค้กไง”

“ทำเป็น?”

“เอ๊ะ! นี่คุณจะดูถูกกันอีกสักกี่รอบ ฉันทำเป็นหรอกน่าแค่แพนเค้ก” ยองแจเท้าเอวเมื่อคุณทหารพูดจาขวางหู แจ็คสันยกมือยอมแพ้ ยองจีมองพี่ชายทั้งสองไปมา

“พี่ชายทำขนมอร่อยมากๆ เลยนะคะ เพราะชอบกินก็เลยชอบทำด้วย”

ยองแจชะงักเมื่อโดนน้องสาวเผากันต่อหน้า แจ็คสันหัวเราะ

“จริงเหรอคะ”

“อื้อ จริงค่ะ อร่อยมากๆ”

“งั้นคืนนี้เราก็ได้กินแพนเค้กอร่อยๆ สินะ”

“ใช่ค่ะ”

“เมื่อเชื่อแล้วก็ไปทำเตาเลย” ยองแจชี้หน้าแจ็คสัน ผู้พันหนุ่มทำตาปริบๆ

“ทำยังไง”

“คุณต้องเคยก่อไฟสิ เป็นทหารก็ต้องทำเป็นสิ เวลาออกภาคสนามคงต้องเคยหุงข้าวทำกับข้าวกินเองกลางป่าอะไรแบบนี้สิ ใช่มะ ทำให้มันพอที่จะใช้ทำอาหารได้อ่ะ ฉันจะได้ผสมแป้ง”

ยองแจฉลาดกว่าที่แจ็คสันคิด เขาเองเป็นทหารยังลืมไปเลยเหมือนกันว่าทำได้

“อือ จะทำให้ก็แล้วกัน” แจ็คสันพยักหน้าว่าจะทำให้ เขาก็หิวมากถ้าได้กินอะไรหน่อยก็ดี

“ดีมาก ส่วนยองจีไปนั่งอ่านหนังสือรอก่อนนะครับ พอกินขนมเสร็จเราค่อยไปอาบน้ำกันนะ”

ยองแจตบบ่าแจ็คสันปุๆ แล้วหันไปเอ่ยกับน้อง เขาไม่ยอมให้น้องไปไหนมาไหนคนเดียวหรอก ถึงจะแค่ห้องน้ำใกล้ๆ นี่ก็เถอะ

“ได้ค่ะ” ยองจีรับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินไปนั่งรอ

ยองแจเดินหาน้ำดื่มเพื่อเอามาใช้ทำอาหารและเก็บไว้ดื่ม และก็ไปเจอน้ำสะอาดถังหนึ่งซึ่งยังเหลืออยู่อีกตั้งครึ่งถัง มันอยู่มุมห้องครัว เกือบจะหาไม่เจอแล้วดีที่ยกกล่องที่วางทับด้านบนออกไป มันเป็นถังใหญ่ที่ขนย้ายไม่สะดวกเจ้าของเลยไม่เอาไปด้วยล่ะมั้ง

ดูจากฉลากที่ติดไว้ก็เป็นน้ำดื่มล่ะนะ แต่เพื่อความแน่ใจว่าเป็นน้ำเปล่าจริงหรือเปล่ายองแจก็ตัดสินใจเปิดฝาจิ้มชิมไปนิดๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อมันเป็นน้ำดื่มจริงๆ

ต้องถ่ายเทใส่ขวดเล็กๆ เก็บไว้สำหรับดื่มกลางทางด้วยล่ะนะ โชคดีจริงๆ เลย!

ยองจีอ่านหนังสือไปเพลินๆ ได้พักใหญ่ก็ได้กลิ่นหอมของแพนเค้กลอยมาเข้าจมูก เธอสูดกลิ่นหอมฟุดฟิด ท้องน้อยๆ ร้องเพราะความหิว

“เสร็จแล้วเหรอคะพี่”

“อีกแป๊บจ้ะ” ยองแจตะโกนบอก แล้วยองจีก็ได้ยินเสียงพี่ชายใช้ให้พี่แจ็คสันเช็ดจานและเอาจานกับขวดเมเปิลไซรัป ขวดแยมผิวส้ม และขวดเนยถั่วมาวางที่ห้องนั่งเล่นด้วย

“มันมีห้องนอนสองห้อง แต่ฉันว่าเราสามคนควรนอนห้องเดียวกันเพื่อความปลอดภัย”

แจ็คสันเอ่ยขึ้นระหว่างกินมื้อค่ำ แพนเค้กมื้อนี้ สำหรับเขามันเป็นอาหารในรอบสองวันที่อร่อยมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝีมือยองแจดีหรือเขาหิวมากเกินไปกันแน่

“แล้วแต่คุณละกัน” ยองแจไม่ขัดข้องถ้าจะนอนรวมกัน มีทหารอยู่ใกล้ๆ ก็อุ่นใจดี

เมื่อกินแพนเค้กกันเสร็จยองแจก็พายองจีไปอาบน้ำ ปล่อยให้แจ็คสันจัดการเก็บกวาดข้าวของที่กินไว้ โดยไม่ลืมบอกให้แจ็คสันอย่าเพิ่งดับไฟที่ใช้ทำขนมด้วย

“คุณอาบน้ำเสร็จก็พายองจีนอนก่อนได้เลยนะ ฉันจะไปทำเสบียงก่อน เสร็จแล้วจะตามไปนอน”

ยองแจพาน้องสาวออกมาจากห้องน้ำแล้วบอกกับแจ็คสันที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงปลายเตียง แจ็คสันพยักหน้ารับแล้วอ้าแขนรอให้ยองจีมาหา

 ยองแจตั้งความหวังว่าจะไปหาของกินที่คาเฟ่ แต่อนาคตไม่มีใครบอกได้ ที่นั่นจะมีของกินหรือเปล่าไม่รู้ มีก็ดี ถ้าไม่มีก็ต้องหาของกินอย่างอื่นติดตัวไว้ ยองแจเลยตั้งใจจะทำขนมปังกรอบเก็บไว้เป็นเสบียง อย่างน้อยถ้าไม่มีอะไรให้กินก็ยังมีขนมปังกรอบรองท้องล่ะนะ จะทิ้งแป้งไว้เฉยๆ ก็เสียดายด้วย

เมื่อยองแจกลับมาในห้องนอนพร้อมขนมปังกรอบกล่องใหญ่แจ็คสันก็ยังไม่นอนเลยแต่ยองจีนอนหลับบนเตียงไปเรียบร้อยแล้ว แกคงจะเพลียมาก

“คุณไม่นอนพักหน่อยเหรอ” ยองแจถามพลางเก็บกล่องขนมไว้ในกระเป๋า ส่วนน้ำดื่มตั้งใจว่าจะให้คุณทหารช่วยเก็บใส่ขวดให้พรุ่งนี้เช้า ถังมันใหญ่ยองแจจะยกเองหลายรอบก็ไม่ไหว

“ฉันรอนายน่ะ”

“รอทำไม”

“จะได้นอนพร้อมกัน” แจ็คสันตอบโดยไม่เงยหน้ามองคู่สนทนาเพราะกำลังเปิดวิทยุสื่อสารที่พกติดตัว เขาปิดมันไว้ตลอดทั้งวันเพราะต้องเซฟพลังงาน และเพิ่งจะได้เปิดเพราะเมื่อครู่ต้องคอยจับมือยองจีอยู่ตลอดจนกว่าแกจะหลับ

แจ็คสันติดต่อหาลูกน้องทั้งสองอยู่พักใหญ่ทั้งสองก็ยังไม่ตอบกลับมา ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกันหรือเปล่า

“ทำหน้าเครียดเชียว” ยองแจวางมือบนไหล่กว้าง คุณทหารสีหน้าไม่สู้ดี คงห่วงโดอุนและนัมจุน

“ฉันกลัวว่าจะเกิดเรื่องกับสองคนนั้น โดอุนกับนัมจุนมีวิทยุกันคนละเครื่องนะ ติดต่อไม่ได้พร้อมกันไม่แปลกเหรอ”

“อาจจะเป็นช่วงที่เขาปิดวิทยุเหมือนที่คุณทำก็ได้นี่นา เขาอาจจะติดต่อมาแล้วว่าปลอดภัยแต่คุณปิดวิทยุไว้ ฉันว่าพวกเขาก็คงร้อนใจเหมือนคุณอยู่ อย่ากังวลมากไปเลย”

“อาจเป็นอย่างที่นายว่าก็ได้” แจ็คสันค่อยยิ้มออกเมื่อคิดตามที่ยองแจบอก

“นอนกันเถอะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงเดินทาง”

“หลังจากไปคาเฟ่แล้วจะไปไหนต่อ”

..ไม่รู้เลย ยังคิดไม่ออก แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรให้กินยังไงก็ต้องเดินทางต่ออยู่ดี เอาไว้ค่อยคิดพรุ่งนี้ก็ได้ คิดตอนนี้คิดไม่ออกหรอก ง่วง” ยองแจยิ้มให้แจ็คสัน ฉุดแขนเขาให้ขึ้นไปนอนบนเตียงด้วยกัน

แจ็คสันกำลังจะปิดวิทยุก็มีเสียงสัญญาณเรียกเข้ามาพอดี

<ผู้พันหวัง คุณปลอดภัยใช่ไหม> แจ็คสันเบิกตากว้างเล็กน้อย เสียงที่คุ้นเคยนั้นมันเสียงผู้การนี่นา

“ครับ ผมปลอดภัย”

<ค่อยยังชั่ว ผมพยายามติดต่อหาคุณทั้งวันแต่ติดต่อไม่ได้เลย>

“ท่านครับ มีคนของผมติดต่อไปทางท่านบ้างไหมครับ” แจ็คสันร้อนใจ อยากรู้ว่าลูกน้องทั้งสองปลอดภัยหรือเปล่า

<ใครล่ะ มีคนติดต่อมาหาผมเยอะมากนะ>

“ร้อยตรียุนโดอุนและร้อยตรีคิมนัมจุนครับท่าน”

<อ้อติดต่อมา เมื่อชั่วโมงก่อนนี่เอง พวกเขาอยู่ที่ศูนย์อพยพ Z ผมถามข่าวคราวจากพวกเขาและได้รู้ว่าตำแหน่งล่าสุดของคุณอยู่ที่ไหน ผมอยากให้คุณรีบออกไปจากตำแหน่งที่คุณอยู่ตอนที่แยกจากร้อยตรีทั้งสองนะ  และผมมีเรื่องสำคัญจะบอกคุณด้วย ท่านนายพลมีคำสั่งห้ามคุณอพยพขึ้นเรือเด็ดขาด ดังนั้น..ต่อให้แผ่นดินไม่มีพื้นที่ปลอดภัยคุณก็ต้องหาทางรอดไปให้ได้นะผู้พัน>

แม้ผู้การจะไม่บอกสาเหตุที่เขาโดนสั่งห้ามขึ้นเรือแต่แจ็คสันก็พอจะรู้สาเหตุ

เขาพายองจีหนีมานี่นา..

“ครับท่าน ขอบคุณมากครับ ผมก็ไม่คิดจะกลับไปอยู่แล้วครับ”

            <มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ผมต้องบอกคุณคือ พรุ่งนี้ทั้งวันห้ามเดินทางเด็ดขาด หาที่หลบที่ปลอดภัยซะนะ>

            “มีเรื่องอะไรถึงห้ามเดินทางหรือครับ”

            <ท่านนายพลมีคำสั่งใหม่ออกมาแล้วน่ะสิ…>

            เมื่อได้ฟังสิ่งที่ผู้การฮวางชานซองบอก แจ็คสันและยองแจก็มองหน้ากันทันที

            <ดูแลตัวเองด้วยนะผู้พัน หวังว่าเราจะได้พบกันอีก>

            “เช่นกันครับท่าน”

            เมื่อแจ็คสันปิดวิทยุ ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ แจ็คสันขึ้นไปนอนบนเตียงทางซ้ายของยองจี ยองแจขึ้นไปนอนฝั่งขวาของน้องสาว ทั้งสองไม่มีคำพูดใดๆ ต่อกันจนกระทั่งเข้าสู่นิทราเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสม

 

 

 

            “แกไม่คิดว่าที่นี่มันน่ากลัวเกินไปหรือมาร์ค เราออกไปหาของกินในตลาดก็ได้นะ”  ไรอันจับแขนน้องไว้แน่นแล้วเดินตัวติดกันตลอดจนมาร์คเริ่มรำคาญ

“จะที่ไหนๆ มันก็มีพวกกัดเยอะไม่ต่างกันหรอก แต่ฉันว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ นะ”

            มาร์คกระซิบเบาๆ ไรอันพยักหน้า รู้สึกถึงความผิดปกติได้เช่นกัน

            ทั้งสามยังอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าชั้นแรกอยู่เลย หลังจากพากันไปสำรวจรอบห้างสรรพสินค้าเพื่อหาทางเข้ามาแล้ว พบว่าประตูด้านหน้าถูกปิดล็อก ประตูอื่นๆ ก็มีข้าวของจำนวนหนึ่งวางขวางประตูไว้ด้วย แต่ตรงประตูทางด้านหลังตรงลานจอดรถที่พวกเขาเดินเข้ามาไม่มีของวางขวาง

แต่ไม่ว่าจะไปประตูไหนก็เห็นผู้ติดเชื้อเดินไปมา แม้จะไม่หนาแน่นก็มีจำนวนมาก

ทั้งสามหนุ่มนั่งยองใช้เสาต้นใหญ่เป็นที่บังพวกอมนุษย์ สุมหัวปรึกษาหารือ

            “ผมคิดว่าที่นี่คงมีคนรอดชีวิตอยู่” แจบอมก็รู้สึกว่าที่นี่มันแปลกไม่ต่างจากสองพี่น้องเหมือนกัน

“ผมเห็นด้วย” มาร์คพยักหน้า ที่นี่ต้องมีคนอยู่ และเป็นคนที่ฉลาดพอจะป้องกันไม่ให้พวกกัดเข้าไปในห้างนี้เพิ่ม

“โอ่ย นรกชัดๆ ตอนเขาให้อพยพคนพวกนี้มัวทำอะไรอยู่ถึงติดอยู่ในห้างจนติดเชื้อได้เยอะขนาดนี้”

ไรอันกระซิบกับน้องชายเมื่อมองผ่านประตูกระจกใสของห้างเข้าไป

ชั้นหนึ่งมันมีพวกกัดเดินไปมาน่าขนลุก ดูด้วยสายตาคร่าวๆ ยังกะปริมาณไม่ถูก น่าจะมีหลายสิบคน

“เราจะเข้าไปยังไงโดยไม่ถูกรุม” แจบอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งเครียด

มีแต่คนบ้านั้นที่จะเข้าไปเผชิญพวกกัดเป็นฝูง

ทั้งสามมองหน้ากันไปมา ตัดสินใจไม่ถูก

ข้างในนี้ต้องมีอาหารเหลืออยู่อีกมากมายแน่ๆ แต่ทำยังไงถึงจะได้มันมาโดยที่ไม่เป็นอะไรเลย

“พวกกัดไวต่อเสียง เราไปที่ประตูใกล้ๆ นี่แล้วหาทางล่อพวกกัดที่อยู่ตรงประตูทางด้านหลังดีไหม จะได้ลดจำนวนพวกกัดที่เราต้องสู้ด้วย”

มาร์คเสนอความคิด แจบอมและไรอันมองหน้ากัน

“แล้วเราจะใช้อะไรทำเสียงให้ดังพอที่จะทำให้พวกกัดสนใจ” ไรอันถามขึ้น แจบอมกอดเข่า นิ่งคิดว่าจะใช้อะไรดี

“เราไม่มีเพลงที่จะเปิดดึงความสนใจได้” แจบอมคิดออกแค่ต้องหาอะไรมาเปิดให้ดังๆ

“จะไปหาเครื่องเสียงมาจากไหน โทรศัพท์ฉันแบตหมด เก็บไว้ที่เมีย” ไรอันคิดว่าทางที่จะเปิดเพลงได้มีแต่ต้องใช้โทรศัพท์ล่ะนาทีนี้

“ระเบิดล่ะ ในกระเป๋ามีนะ” แจบอมถามมาร์คและไรอัน

“อ่าว ระเบิดไม่ได้อยู่อีกกระเป๋าเหรอ?” มาร์คแปลกใจ

ทั้งสามเอาอาวุธครึ่งหนึ่งไปซ่อนไว้ก่อนจะมาที่ห้าง เพราะคุยกันว่าการที่แบกกระเป๋ามาหลายใบจะทำให้การเคลื่อนไหวช้าและลำบากขึ้น การมาสถานที่ที่มีคนติดเชื้อเยอะๆ ถ้ามีความคล่องตัวสูงจะดีกว่า

“ผมเอาติดมาลูกหนึ่ง เผื่อเหลือเผื่อขาดน่ะ” แจบอมตบกระเป๋าที่ตนสะพายมา แม้จะอันตรายที่พกติดตัวไว้ แต่ถ้าไม่ดึงสลักออกมันก็ไม่เป็นไรหรอก  ไรอันและมาร์คพยักหน้าเข้าใจ

“เอาไว้ก่อนดีกว่า ระเบิดมันแรงไป” มาร์คค้าน

“อย่างนั้นแกจะใช้เสียงอะไร หรือจะให้หนึ่งในพวกเราเป็นตัวล่อผีดิบครึ่งหนึ่งออกไปจากประตูทางเข้าด้านหลังนี่ล่ะ” ไรอันว่าใช้ระเบิดก็ดีนะ แรง ดัง ดึงความสนใจผีดิบได้ดีแน่

“ใช้รถไหม มันต้องมีรถที่ติดตั้งสัญญาณกันขโมยอยู่แล้ว เราทำให้รถในลานจอดรถนี่ดังสักคัน แล้วเราก็ไปใช้ประตูใกล้ๆ นี่แทน ไกลจากบันไดเลื่อนหน่อยแต่น่าจะดีกว่าฝ่าเข้าไปทั้งที่พวกกัดพวกนี้เดินกันไปมาเต็มไปหมด” มาร์คดีดนิ้วเปาะ ที่พวกเขามารีรออยู่ประตูนี้ เพราะมันเป็นประตูที่มองเห็นบันไดเลื่อน และคิดว่าระยะทางจากประตูถึงบันไดเลื่อนน่าจะใกล้ที่สุดแล้ว

“แกจะเปิดประตูนี่เพื่อให้พวกกัดหลุดออกมาเหรอ พอทำรถดังแล้วแกแน่ใจใช่ไหมว่าเราสามคนจะหนีทัน”

“เราก็ไม่ต้องทำทั้งสามคนหรอก ฉันทำเอง” มาร์คอาสา ไรอันคิ้วขมวด

“แกอย่ามาทำเป็นพระเอก ถ้าแกหนีไม่ทันโดนกินไปแล้วฉันจะกลับไปบอกอเล็กซิสและออสตินยังไง แบมแบมก็ยังหาไม่เจอ”

“แค่หาอะไรโยนใส่รถก็ได้แล้ว”

“ถ้ารถที่แกโยนอะไรที่ว่าใส่มันไม่ดังเตือนขึ้นมาก็ต้องไปหาคันใหม่อีก ถ้าไกลจากประตูมากมันจะช่วยดึงพวกกัดให้เราได้น้อยหรือเปล่า”

“มีแต่ต้องลองดูนี่นา”

“ผมทำให้ก็ได้” แจบอมอาสาบ้าง ยังไงเขามันก็เป็นคนตัวเปล่าอยู่แล้ว พ่อแม่ลูกเมียก็ตายหมด

“ไม่ต้องหรอก คุณยังใช้อาวุธไม่คล่องเลย ถ้าเกิดมีพวกกัดหลุดจากประตูได้เร็วแล้วคุณหนีไม่ทันจะสู้ไหวเหรอ” มาร์คส่ายหน้าว่าไม่ดีแน่ แจบอมยิงปืนก็ไม่เป็น ยังต้องให้เขาช่วยสอนให้อยู่เลย

“แต่ถ้าแผนมันเป็นไปด้วยดี แม้จะล่อพวกกัดออกมาได้ไม่มากแต่ก็จะเบาแรงเราไปเยอะนะครับ”

แจบอมว่าแผนนี้มันก็เข้าท่าดีนี่นา

“ถ้าจะทำตามแผนจริงๆ ฉันจะทำเอง แต่ปัญหาคือจะวิ่งอ้อมห้างไปอีกทางหรือวิ่งย้อนมาทางนี้เพื่อไปที่ประตูใกล้ๆ นี่เลยล่ะ” ไรอันแย้งบ้าง  “แม้จะไปจัดการรถที่ลานจอดใกล้ๆ นี่ได้ แต่จะวิ่งย้อนมาโดยหลบซ่อนตัวยังไง ได้ลากพวกกัดตามมาอีกด้วยแน่ และแผนที่คิดว่าไปได้สวยก็จะเละ”

“นั่นสิ ฉันลืมคิดไปอีกอย่างด้วยว่าพวกกัดมันจะออกมาตามเสียงรถได้ยังไง เสียงสัญญาณจะมีผลมากพอทำให้พวกมันพังประตูห้างออกมาได้ไหม หรือเราต้องไปเปิดประตูรอพวกมันก่อน นี่ล่ะปัญหา”

เจ้าของแผนการอย่างมาร์คที่คิดว่าแผนตัวเองดีแล้วท่าทางจะไปได้ไม่ดีแล้วล่ะ

"หรือว่าเราจะเลิกแผนเบี่ยงเบนความสนใจแล้วเข้าไปเลย ไปก็ไปด้วยกัน จะได้ไม่ต้องมาห่วงพะวงอะไรกันด้วย” ไรอันก็คิดเหมือนมาร์คนั่นล่ะ แผนอาศัยเสียงสัญญาณกันขโมยจากรถก็ไม่ได้มีอะไรมารับประกันว่าพวกกัดจะโง่เดินตามเสียงไปเยอะ เข้าไปในห้างจะเจออีกกี่ตัวก็ไม่รู้

ทั้งสามตกอยู่ในความเงียบ คิดหนัก ก่อนไรอันจะเอ่ยขึ้นมาก่อน

“เราต้องมาคิดก่อนว่าจะไปเอาอะไรที่ชั้นไหนบ้าง จะได้รีบตรงไปเลย เจอพวกกัดตรงไหนก็กำจัดแค่นั้น” ไรอันเอามือแตะคาง ทำหน้าครุ่นคิด

“มันจะง่ายแบบนั้นเลยเหรอ” มาร์คแย้ง

“พยายามลงฝีเท้าให้เงียบกริบที่สุดสิ”

“มันจะช่วยอะไรได้มากเหรอวะ”

“จะไม่หาเสบียงแล้วหรือไง”

“มาถึงนี่แล้วก็ต้องเอาไปสิ”

แจบอมฟังสองพี่น้องเถียงกัน ระหว่างนั้นก็มองเข้าไปในห้างด้วย

“ผมคิดว่าความคิดของคุณไรอันอาจจะใช้ได้ พวกกัดเดินไปมาผ่านตรงนี้ที่พวกเราอยู่ยังไม่วิ่งมาปะทะประตู แสดงว่าการมองเห็นอาจจะใช้ไม่ได้ ถ้าเหลือแค่ประสาทสัมผัสทางการได้ยินอย่างเดียว ย่องไปเงียบๆ ก็น่าจะรอด เวลาต้องผ่านพวกกัดก็แค่จัดการทีละตัวอย่างเงียบๆ”

“จะแน่ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือว่ามองไม่เห็น ถ้าบางทีไม่ใช่แค่ได้ยินแต่ได้กลิ่นด้วยล่ะ เราไม่รู้ว่าพวกกัดยังมีประสาทการรับรู้เหมือนคนปกติมากแค่ไหน”

มาร์คค้าน ถึงที่ผ่านมาเขาจะกำจัดผู้ติดเชื้อไปพอสมควร แต่เขาไม่มีเวลามาสังเกตว่าผู้ติดเชื้อมองเห็นได้หรือเปล่า รู้แค่ไวต่อเสียงเท่านั้น พอเจอหน้าก็ฆ่าหมดจะสังเกตอะไรได้นักหนา

“มีแต่ต้องลองทำดูนี่ครับ” แจบอมเข้าใจมาร์ค แต่มาแล้วก็ต้องลองดู

มาร์คมองหน้าไรอันและแจบอม เมื่อทั้งสองพยักหน้าเขาก็ตกลงด้วย

“ร้านขายยาอยู่ชั้นไหนนะ” มาร์คหันไปถามพี่ชายที่ระบุของที่ต้องการมาว่าอยากได้ยาไปให้ดาฮยอน

“ชั้นสาม ร้านอาหารก็ด้วย ซุปเปอร์มาเก็ตอยู่ชั้นสอง” แจบอมตอบเท่าที่จำได้และเคยมา

“โอเค เราต้องไปที่บันไดเลื่อนให้เร็วที่สุด” มาร์คบอกทั้งสองคนแล้วหันไปจับประตู

“พร้อมนะ” มาร์คหันไปถาม  แจบอมและไรอันพยักหน้า มาร์คจึงค่อยๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือ

โชคดีที่ประตูไม่มีเสียง..

ทั้งสามคนเมื่อเข้ามาในห้างได้แล้วก็ยืนออกันหน้าประตู กลัวว่าจะเกิดเสียงจนไม่กล้าที่จะหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ กระทั่งเสียงหัวใจเต้นยังคิดว่าดังเกินไปเลย

ถ้ากลั้นหายใจได้นี่ทำไปแล้ว

“เอาแล้วนะ” มาร์คเอ่ยกระซิบ แจบอมและไรอันพยักหน้าก่อนจะแยกกันจัดการพวกกัดที่อยู่ใกล้อย่างเงียบเชียบ

มาร์ค แจบอม และไรอันฟันและแทงแล้วรับร่างผู้ติดเชื้อไว้ ก่อนจะประคองนอนลงกับพื้นให้เงียบที่สุดทีละศพ เลือดและเนื้อของผู้ติดเชื้อติดตามเสื้อผ้าพวกเขาหลังจากถูกสังหารรอบสอง ไม่รู้ว่ามันใช้กลบกลิ่นได้หรือเปล่าแต่ก็ไม่มีผู้ติดเชื้อหันมาสนใจพวกเขา

การทำอย่างนั้นเสียเวลา แต่ก็ทำให้พวกมาร์คไปใกล้บันไดเลื่อนที่หยุดทำงานได้ทีละน้อย ทุกคนมีความหวังว่าจะผ่านไปได้อย่างปลอดภัย

 

 

 

“มีคนบ้าสามคนกำลังฆ่าผีดิบอยู่แหละ”

จองกุกหันปีกหมวกสแนปแบคพลางเกาะขอบแผงกั้นของชั้นสองมองลงไปข้างล่างตรงจุดเดียวกับที่มาร์คกำลังสู้อยู่อย่างเงียบๆ เขาเบื่อเลยมายืนมองพวกกัดเผื่อจะเห็นเพื่อนบ้าง แต่มองอยู่นานเพื่อนที่ตายไปแล้วก็ไม่เดินผ่านสายตาเลยแต่มีคนสามคนมาให้มองแทน

คำพูดของเขาทำให้คนรอดชีวิตที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามมุมต่างๆ ในบริเวณนั้นตื่นตัว หลายคนรีบย่องอย่างเงียบกริบมาหาจองกุกเพื่อมองลงไปบ้าง

“จริงด้วย! มีคนกำลังสู้พวกกัดอยู่ เป็นใครกันนะ”

“บ้าดีเดือดดีชะมัด ผู้ติดเชื้อข้างล่างน่ะเยอะนะ”

“ตั้งแต่ทหารสั่งอพยพมันก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว คงไม่มีอะไรจะกินกันแล้วล่ะมั้งถึงเสี่ยงมาที่นี่”

“นั่นสิ ใครจะอยากอดตาย”

ผู้คนพากันพูดคุยกันเบาๆ ถึงคนแปลกหน้ากลุ่มใหม่ที่เข้ามาในห้างโดยไม่ให้เสียงดังลงไปข้างล่าง

นี่ไม่ใช่กลุ่มแรกแต่ก็คงไม่ต่างจากกลุ่มก่อนหน้านี้ที่มาแล้วก็ตายกันหมด

“จะดีใจไปทำไม เดี๋ยวมันก็ตายแล้วเพิ่มประชากรผีดิบข้างล่างอยู่ดีนั่นแหละ หึ..แค่นี้ยังเยอะไม่พอรึไง ยังจะมาเพิ่มอีกตั้งสามคน”

ลิเลียนเอ่ยขึ้นขณะนอนเอกเขนกอยู่ใกล้ชั้นวางของให้คนสนิทนวดให้  คนที่รอดชีวิตได้ฟังก็มองหน้ากัน

“สู้ๆ นะพี่ชาย” จองกุกไม่สนใจลิเลียน พึมพำเบาๆ

คนบนชั้นสองมองการต่อสู้ที่ไร้เสียงเหมือนดูมหรสพแก้เบื่อเพราะที่นี่ไม่มีสิ่งบันเทิงให้ชมนอกจากหนังสือที่ไปเอามาจากร้านหนังสือ แต่ก็ใช่จะมีอารมณ์อยากบันเทิงนักเพราะพวกเขาต้องคอยระแวงว่าพวกกัดชั้นล่างจะผ่านศพพวกเดียวกันที่ตายรอบสองคาบันไดเลื่อนขึ้นมาข้างบนได้หรือเปล่า ผู้รอดชีวิตที่นี่ต่างอยู่อย่างหวาดระแวง นอนหลับก็ไม่สนิท หนีลงไปก็ไม่ได้

ลิเลียนนอนฟังคนอื่นๆ คุยกันสักพักเริ่มเบื่อ ไม่มีเสียงร้องโวยวายที่แสดงว่าผู้มาใหม่เพลี่ยงพล้ำก็นึกอยากจะเห็นว่ามากันสามคนแน่หรือ และมันทำอะไรกันถึงเงียบนัก

เธอลุกจากที่นอนเพื่อเดินไปมองที่ชั้นล่างบ้าง

 

 

 

“ข้างบนมีคนอยู่ด้วย!”  ไรอันที่ได้ยินเสียงซุบซิบเงยหน้าขึ้นมองข้างบนก็เห็นกลุ่มคนที่มองลงมาแต่เขามองช้าไป คนพวกนั้นกระจายกันไปแล้ว

“มีคนอยู่จริงๆ สินะ ทำไมไม่ฆ่าไอ้พวกนี้ไปบ้าง แล้วพี่ก็อย่าเพิ่งเสียสมาธิสิเดี๋ยวก็โดนกัดหรอก”

มาร์คกระซิบบ่น ผู้ติดเชื้อคนที่สิบล้มลงด้วยน้ำมือเขา

 

 

ลิเลียนยิ้มร้ายกาจ ผละจากไปไม่นานก็กลับมาพร้อมขวดน้ำอัดลมสองขวด

“คุณจะทำอะไรน่ะ!” จองกุกมองคนที่มายืนข้างตนอย่างไม่ไว้ใจ และสิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้นเมื่อลิเลียนเขย่าขวดน้ำอัดลมแรงๆ แล้วปาขวดหนึ่งไปใกล้กับจุดที่ชายผิวขาวคนหนึ่งกำลังแทงพวกกัดอยู่!

เพล้ง!

เสียงขวดแก้วตกแตกผสมไปกับเสียงฟู่ของแก๊สทำให้ไรอันสะดุ้งโหยง มาร์คและแจบอมหันไปทางไรอันด้วยความตกใจ เพราะข้างล่างเงียบและมีแต่เสียงครางต่ำของพวกกัด เสียงขวดแตกจึงเป็นเสียงที่ก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ

ทั้งสามถูกความกลัวทำให้ชาวาบไปทั้งร่างเมื่อผู้ติดเชื้อพากันชะงักแล้วเดินมาทางพวกเขา!

ยังไม่ทันได้คิดทำอะไร ขวดที่สองก็ตามมาตกใกล้ๆ แจบอม

เพล้ง!!

“ฉิบหายแล้วไง!” แจบอมสบถออกมาเมื่อผู้ติดเชื้อที่ใกล้ที่สุดเดินตรงมาทางนี้หลายคน

“ไอ้พวกข้างบนมันโยนขวดลงมาทำไมวะ!” มาร์คเอ่ยอย่างหัวเสีย มือก็ฟันพวกกัดไปด้วย ค่อยๆ ฟันเพื่อเก็บเสียงไม่ได้แล้วเพราะผู้ติดเชื้อหลายคนดาหน้าเข้าหา

“เราอยู่ห่างจากประตูมากแล้วด้วย หนีออกไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เฮ้ย!

ไรอันร้องลั่นเมื่อผู้ติดเชื้อคนหนึ่งเดินมาทางตน มาร์ครีบกดปืนพี่ชายลงแล้วเข้าไปขวางหน้าพี่ใช้มีดใบตายสีดำสนิทยาวกว่า 45 cm.ในมือฟันเข้าที่หัวผู้ติดเชื้ออย่างแรง

“เก็บปืนไปก่อน พวกกัดมีเยอะเกินไป  ขืนยิงปืนเสียงมันจะก้องกว่านี้และทำให้พวกกัดมารวมกันมากขึ้น เราไม่รู้ว่ามีเท่าไร อาจจะมีหลายสิบคนก็ได้”

“ห๊ะ!” ไรอันอ้าปากค้าง เท่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็นับไม่ไหวแล้วนะ

“อาจจะไม่ถึงก็ได้ เราไม่รู้สักหน่อยว่าที่นี่มีคนเหลือค้างอยู่ตอนเกิดเรื่องเท่าไร ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดเลยครับ จัดการก่อนเถอะ” แจบอมกระชับดาบสั้นสองมือแล้วจัดการผู้ติดเชื้อที่ใกล้ที่สุด

“เอ่อ..” ถึงจะอึ้งแต่ไรอันก็รีบเก็บปืนแล้วหยิบมีดยาวแบบเดียวกับมาร์คออกมาถือ

เอาวะ ไม่ทำก็ไม่ได้กลับไปหาลูกเมียละนะ!

 

 

            “คุณทำบ้าอะไร จะฆ่าคนพวกนั้นหรือไง” เด็กหนุ่มหันมาตวาดใส่คนต้นเหตุที่เปลี่ยนสถานการณ์ของคนข้างล่างให้กลายเป็นนรกในพริบตา

“จะปล่อยให้รอดมาแย่งอาหารและน้ำหรือไงล่ะ แค่นี้คนก็เยอะมากแล้ว มีแต่พวกไร้ประโยชน์”

หญิงสาวที่ก่อเรื่องเอ่ยออกมาเสียงดังเหมือนจะให้ทุกคนได้ยินไปด้วย

หลายคนที่ได้ยินต่างไม่พอใจ ต่างคิดตรงกันว่าคนที่ไม่มีประโยชน์คือผู้หญิงคนนี้ต่างหาก

 

 

 

“อีกไม่นานจะค่ำแล้วนะ” แบมแบมมองออกไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกทีขณะที่ความกังวลในใจมีเพิ่มมากขึ้น

“สามคนนั้นไปนานแล้วด้วย” ฮยอนจินเอ่ยขึ้นมาบ้าง เธอรู้ว่าแบมแบมพูดเรื่องเวลาขึ้นมาทำไม

แม้ฮยอนจินและแบมแบมเข้ากันไม่ค่อยได้สักเท่าไร แต่ที่รู้สึกเหมือนกันตอนนี้ก็คือห่วงคนของตัวเองนั่นล่ะ

“พี่สะใภ้คงไม่คิดจะออกไปตามหรอกนะคะ” ไอรีนหมายถึงพี่สะใภ้คนรอง และฮยอนจินก็รู้ว่าไอรีนไม่ได้หมายถึงตนเองเช่นกันเลยไม่ได้พูดอะไร

แบมแบมหันมามองไอรีนโดยไร้คำพูด เพียงถอนหายใจเท่านั้น เห็นอย่างนั้นไอรีนก็ใจไม่ดี

“เราทุกคนก็ห่วงไม่ต่างจากพี่หรอกค่ะ แต่มันจะค่ำแล้ว ถ้าพี่ออกไปตามมันจะอันตรายนะ แล้วถ้าเกิดสวนทางกันขึ้นมาจะแย่ ฉันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่พอพี่มาร์คกลับมาพี่ก็หายตัวไปอีกหรอกนะคะ”

“แต่ไอรีนบอกว่ามาร์ค พี่ไรอันและแจบอมไม่มีอาวุธดีๆ ติดตัวไปเลยไม่ใช่เหรอ ระหว่างทางอาจจะพอหลบหลีกได้ แต่พอไปถึงห้างแล้วจะเป็นยังไงต่อ ที่ไหนมีคนเยอะที่นั่นก็ต้องมีผู้ติดเชื้อเยอะนะ”

สิ่งที่ทำให้แบมแบมไม่สบายใจคือการที่น้องสามีบอกว่ามาร์คมีเพียงแค่มีดเล่มเดียวติดตัวไป ไรอันก็มีแค่ปืนกระบอกเดียวซึ่งกระสุนเหลือน้อยด้วย ส่วนคนชื่อแจบอมมีแค่ไขควง..

มันเป็นอาวุธที่แทบจะไม่สามารถช่วยชีวิตได้เลยถ้าเจอผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

สาวสวยเม้มปากเล็กน้อย บีบมือเข้าหากันด้วยความกังวล

ไอรีนเข้าใจความกังวลของพี่สะใภ้ เธอเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน บางทีอาจจะมากกว่าเขาด้วยซ้ำ สองในสามที่ไปนั่นก็พี่ชายของเธอเอง พี่แบมแบมอาจจะห่วงแค่สามีตัวเอง แต่เธอเป็นห่วงทั้งไรอันและมาร์ค

แม่ติดเชื้อไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าพี่ชายทั้งสองมีใครเป็นอะไรไปอีกเธอคงทำใจไม่ได้แน่

“รอก่อนเถอะค่ะ ยังไงก็ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่..ฉันเชื่อแบบนั้น” ไอรีนฝืนยิ้มให้แบมแบม

ศัลยแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ แม้ในใจจะไม่คิดว่ามันจะง่ายอย่างนั้นก็เถอะ แต่เขาไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกมาให้ไอรีนกังวลใจมากขึ้น

“สามทุ่ม” คนทั้งห้องหันไปมองจินยองเป็นตาเดียวเมื่อจู่ๆ เขาก็เอ่ยออกมาขณะที่ทุกคนเงียบกันหมด จินยองมองหน้าแบมแบมโดยไม่สนใจคนอื่น แบมแบมมองเขาด้วยสายตาคำถาม

“ผัวแกอาจจะแวะที่ไหนนอกจากห้างด้วยก็ได้ เขาต้องรู้ว่าการไปที่ห้างต้องเจอกับอะไรบ้างและต้องหาอาวุธเพิ่มแน่ๆ ดังนั้นการเดินทางมันจะช้าบ้างก็ไม่แปลก แต่ถ้าถึงสามทุ่มแล้วยังไม่กลับและแกอยากจะไปตามฉันจะไปเป็นเพื่อนเอง เพราะถ้ารอจนสามทุ่มนั่นมันก็ช้ามากผิดปกติแล้ว ระยะทางแค่ไม่กี่กิโลฯจะใช้เวลาเยอะแยะขนาดนั้นมันก็คงคิดไปในทางที่ดีไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะ”

แบมแบมมองหน้าจินยองที่ส่งยิ้มมาให้ ตื้นตันใจที่อีกฝ่ายคิดช่วยเหลือทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกันไม่นานเอง

“ขอบคุณมากนะจินยอง”

“ไม่เป็นไร เราเพื่อนกันนี่”

 

 

 

มาร์คเริ่มจะล้าแล้วเพราะฟันผู้ติดเชื้อติดต่อกันไม่หยุด ถ้าหยุดมือมีแต่ตายลูกเดียว

พวกกัดยังคงแห่กันมาทางพวกเขาสามคน ยิ่งมองยิ่งท้อเพราะมีเพิ่มมาเรื่อยๆ เลย

“เราสู้หมดนี่ไม่ไหวแน่มาร์ค วันนี้เรากลับกันก่อนเถอะ!” ไรอันตะโกนบอกน้อง

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น แต่ถ้าเราออกจากที่นี่แล้วพวกกัดจะตามไปข้างนอกหรือเปล่า”

“งั้นก็ปล่อยพวกมันออกไปบ้างสิ มาคราวหน้าจะได้รับมือได้” ไรอันตอบพลางสู้พลาง หวิดจะโดนกัดแขนแต่ดีที่ใช้กระดาษพันแขนไว้หนาแล้ว

“โอ๊ย..ผมก็ไม่ไหวแล้วว่ะ” แจบอมก็สู้พลางถอยพลางเพราะจำนวนพวกกัดเยอะเกินไป มาร์คยังคงฟันพวกกัดอย่างต่อเนื่อง

“ไม่ได้ เราให้ไอ้พวกนี้หลุดออกไปไม่ได้”  ข้างนอกนั่นมีพวกกัดมากพอแล้ว ไม่ต้องการเพิ่มอีกหรอก กว่าจะมาถึงห้างได้ใช้เวลาไปมากแค่ไหนก็รู้กันอยู่นี่นา

“แล้วแกจะเอาไง ปักหลักสู้จะสู้ได้อีกนานแค่ไหน มันมาเพิ่มเรื่อยๆ เลยนะ จะกลับหรือไม่กลับ”

ไรอันเริ่มล้าแขนเช่นกัน เขา มาร์ค และแจบอมหันหลังชนกัน ทำกลุ่มเป็นสามเหลี่ยมเพื่อจะได้มองพวกกัดได้รอบด้านและสามารถสู้ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ ตอนนี้พวกกัดเดินมาจากทุกทิศทางเลย

“อย่าให้โดนดันได้นะ” มาร์คยกเท้าถีบพวกกัดที่เดินเข้าหาให้ออกไปไกลๆ

“เราลองเอาเลือดพวกกัดมาพรางตัวบ้างไหม เหมือนในหนังไง” แจบอมคิดหาทางรอดขณะที่ดาบมือซ้ายปักเข้าที่ศีรษะพวกกัดวัยหนุ่ม ดาบมือขวาฟันเข้าที่คอของผู้ติดเชื้อสูงวัยจนขาด แม้จะใช้ยังไม่คล่องเพราะไม่เคยใช้อาวุธพวกนี้มาก่อน แต่สัญชาติญาณก็ทำให้แจบอมใช้เป็นไปเอง

“จะบ้าเหรอ ฉันไม่เสี่ยงด้วยหรอกนะ ไม่มีอะไรรับรองว่าได้ผลนี่ และตอนนี้เราไม่มีเวลานั่งผ่าพวกมันเพื่อเอาเลือดหรืออะไรมาทาตัวด้วย” ไรอันไม่เอาด้วย และวิธีนี้ก็น่าขยะแขยงมากเกินไป

“ถ้าไม่มีคนมาช่วยเราก็ไม่รอดหรอก” มาร์ครู้ว่าอีกไม่กี่นาทีแรงตนจะลดลงและอาจจะเสียท่าได้ แต่เขาจะไม่ยอมตายที่นี่แน่ ถ้าจวนตัวจริงๆ ก็ต้องหาทางหนีกลับไปให้ได้เท่านั้น

“ใช้ปืนเถอะมาร์ค มันไม่มีทางเลือกแล้ว” ไรอันปักมีดคาไว้ที่หัวผู้ติดเชื้อแล้วใช้มือข้างที่ว่างควานหาปืนในกระเป๋า รีบร้อนมือสั่นจนเกือบทำกล่องกระสุนหล่น

“ถ้ายิงแล้วเสียงสะท้อนดังไปชั้นอื่นล่ะ ที่ชั้นอื่นจะมีอยู่อีกเยอะแค่ไหนเราก็ไม่รู้!

แค่ชั้นล่างนี่ยังเยอะไม่พออีกเหรอ

“มันอาจจะมีอยู่แค่ที่ชั้นล่างนี่ก็ได้ ถ้าแกมัวแต่วิตกจริตเราตายแน่!” ไรอันไม่สนใจคำพูดมาร์คอีก เขาหยิบปืนปลดล็อกเซฟขึ้นไกแล้วยิงผู้ติดเชื้อที่เดินมาหาทันที

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

ผู้ติดเชื้อห้าคนล้มลงเมื่อโดนกระสุนเจาะเข้าที่หัว โดนเต็มๆ บ้าง โดนถากๆ บ้างแต่ก็ถือว่าได้ผล

ไรอันเล็งเข้าเป้าทุกนัดแม้เป้าหมายจะเคลื่อนไหวอยู่เลยก็ตาม มันเป็นประสบการณ์ที่เขาได้มาจากการไปยิงนกกับผู้เป็นพ่อสมัยยังวัยรุ่นอยู่บ่อยๆ ขนาดเหยื่อบินหนียังไม่พลาด แค่เดินกระตุกไปมาจะพลาดได้ยังไง

แจบอมตกตะลึง ไม่คิดว่าไรอันจะเก่งขนาดนี้ ทำได้ยังไงน่ะ!

เมื่อทางของไรอันเปิดโล่งแม้จะเพียงนิดเดียว มาร์คก็คว้าคอเสื้อพี่ลากให้ปีนขึ้นไปยืนบนเคาน์เตอร์โชว์สินค้าด้วยกันเมื่อคิดอะไรดีๆ ได้

มาร์คพาพี่ขึ้นที่สูงเพื่ออาศัยความสูงที่ต่างกันพอควรกับผู้ติดเชื้อบนพื้นเป็นการป้องกันตัวเองอีกชั้น และยังสามารถใช้ข้อดีนี้กำจัดพวกกัดได้จากระยะไกลก่อนมันจะมาถึงเคาน์เตอร์ได้ด้วย

แจบอมเห็นดังนั้นก็รีบปีนตามขึ้นไปแล้วหันหลังชนมาร์ค รีบหยิบปืนในกระเป๋าออกมาเพื่อจัดการผู้ติดเชื้ออีกด้าน

“เราไม่มีทางเลือกแล้ว พวกกัดล้อมมารอบด้านขนาดนี้มีแต่สาดกระสุนใส่พวกมันเท่านั้นล่ะ มีเท่าไหร่ยิงให้หมดไม่ต้องเสียดาย กระสุนไปหาใหม่ได้แต่เรามีชีวิตเดียวนะโว้ย พวกแกคิดไว้เลยว่ามันไม่ตายเราก็ตาย!” ไรอันตะโกนแข่งกับเสียงปืนของตนเอง

“โธ่เว้ย!” เมื่อไม่มีทางเลือกมาร์คก็ตัดสินใจใช้ปืนเช่นกัน วิธีนี้เร็วกว่าและประหยัดแรงได้มากทีเดียว แต่มาร์คกลัวว่ามันจะแลกได้สิ่งที่ไม่คุ้มค่ากันเลยน่ะสิ

เอาล่ะ ในสถานการณ์แบบนี้ต้องมีสมาธิเข้าไว้นะมาร์ค แกยังหาเมียไม่เจอเลยนะ ถ้าตายไปลูกจะอยู่ยังไงล่ะวะ!

ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องรักษาชีวิตไว้ตามหาแบมแบมให้เจอให้ได้ก่อน

“ใจเย็นไว้ อย่ารีบร้อน ยิ่งรีบและลนจะทำให้เราพลาดและเปลืองกระสุน เล็งให้ดี เอาพวกใกล้ๆ ก่อน พอมันตายก็จะเป็นแนวกั้นพวกที่เดินมาไกลๆ ให้เราได้อีกชั้น เราจะได้มีเวลาเล็งยิงพวกที่เหลือ”

มาร์คคิดแผนหนีตายสดๆ ร้อนๆ มันไม่มีทางหนีก็ต้องสู้ล่ะ พวกเขาสามคนเหมือนติดเกาะเล็กอยู่กลางทะเลที่มีฝูงฉลามคอยขย้ำเลย 

แจบอมเล็งเป้าหมายผ่านลำกล้องที่ติดกับปืนไรเฟิลเพื่อช่วยให้แม่นขึ้นเพราะเขาไม่เคยยิงปืนมาก่อนเลยน่ะสิ

ที่ลั่นไกได้นี่ก็เป็นเพราะหลักสูตรการสอนอย่างเร่งรัดของมาร์คแท้ๆ หลังจากออกจากโรงพักมาได้มาร์คก็สอนเขาใช้ปืน สอนแค่ห้านาทีและต้องเป็นเลย  ไม่คิดว่าจะได้ลองวิชาเร็วขนาดนี้เลยนะ

“นายยิงให้มันดีๆ สิแจบอม!” ไรอันสบถเมื่อเหลือบไปเห็นแจบอมยิงพลาดไปโดนแขนขาไม่ก็ลำตัวพวกกัดหมด ไม่เคยโดนหัวสักนัด ด่าไปก็เร่งโหลดกระสุนใส่ในแม็กกาซีนที่เพิ่งหมดไป

แจบอมทำได้แค่ช่วยชะลอความเร็วของผู้ติดเชื้อเท่านั้นเอง

“ผมไม่ใช่อัจฉริยะสักหน่อย!”  แจบอมเถียงกลับ มือที่ถือปืนสั่นไปหมดแล้ว เกิดมาเพิ่งจะเคยยิงปืน ไม่เคยได้ซ้อมมือแม้กระทั่งเป้านิ่ง แต่ก็ต้องมายิงคนตายที่น่าสยดสยองขนลุกขนพองเป็นฝูงอีก แถมเคลื่อนไหวตลอดเลยด้วย

เขาเป็นคนเขียนบทนะ ไม่ใช่นักแม่นปืนทีมชาติ!

 

 

 

“พวกนั้นมีของดีๆ เหมือนกันนี่นา” คนที่ปาขวดน้ำอัดลมหน้านิ่วคิ้วขมวด คนพวกนั้นเปลี่ยนกระสุนกันได้เป็นว่าเล่น ไม่ใช่ว่ามีของดีๆ อยู่เยอะเหรอ อยากได้จังเลย

“ของดีไม่พอ เก่งด้วย..อย่างน้อยก็คนผิวขาวสองคนนั้น แทบจะไม่พลาดเลย”  จองกุกที่ยื่นแขนทั้งสองออกนอกแนวกั้นเอ่ยขึ้น มองดูมาร์คและไรอันอย่างตื่นตาตื่นใจและนับถือ พวกเขาใจเย็นกันสุดๆ ทั้งที่พวกกัดมีเต็มไปหมด

“พวกเขาอาจจะช่วยเรากำจัดพวกกัดไปได้หมดก็ได้นะ ทีนี้เราจะได้ออกจากที่นี่กันสักที!

หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ทุกคนฮือฮา เริ่มมีหวัง ต่างพากันมองคนแปลกหน้าที่สาดกระสุนใส่ผู้ติดเชื้ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งมันก็เหนื่อยไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าหยุดยิงเมื่อไรพวกกัดได้คว้าตัวลากลงจากเคาน์เตอร์ไปกินแน่นอน

เด็กหนุ่มแค่นยิ้มเยาะเมื่อได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน ยืนมองคนอื่นเสี่ยงชีวิตกันได้หน้าตาเฉยโดยไม่คิดช่วยแล้วยังจะฝันหวานถึงผลประโยชน์อันหอมหวานที่ตนเองไม่ได้ลงมือสร้าง คนพวกนี้เห็นแก่ตัวจริงๆ!

 

 

 

“กระสุนหมดแล้ว ทำไงดี” แจบอมเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อยังเหลือผู้ติดเชื้ออีกราวๆ สิบห้าคนแต่กระสุนปืนของพวกเขาที่เอามาพร้อมปืนคนละกระเป๋านั้นหมดเกลี้ยงแล้ว

“คนละห้า ฮึดอีกหน่อย อีกอึดใจเดียว” มาร์คหายใจแรง เริ่มเหนื่อย ฆ่าพวกกัดจำนวนมากมันไม่ใช่งานเบาเลยนะ เหมือนกับว่าพวกกัดทั้งห้างมารวมกันอยู่ที่ชั้นล่างหมดเลย หรือจะถูกคนที่รอดชีวิตที่นี่ต้อนลงมารวมไว้ข้างล่างนะ ถ้าทำอย่างนั้นจริงก็โง่มาก ปิดทางหนีตัวเองหมด

ที่สู้กันได้โดยไม่มีใครโดนกัดก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว ถ้าไม่มีปืนคงตายกันไปตั้งแต่ห้านาทีแรก

“ทำได้ขนาดนี้ก็ภูมิใจเหอะ แค่สิบห้านี่เล็กน้อย” ไรอันยังมีแรงใจสู้เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อเหลือเพียงหยิบมือ พื้นข้างล่างเกลื่อนไปด้วยศพของผู้ติดเชื้อจนพวกเขาแทบจะไม่มีที่ยืน

“ผมโคตรจะไม่อยากฮึดเลยครับ” แจบอมที่ใช้กระสุนได้เปลืองที่สุดหยิบดาบสั้นสองมือออกมาแล้วกระโดดลงไปยืนบนพื้น ไม่มีเวลาให้ลังเลเพราะผู้ติดเชื้อก็เดินเข้าใส่อย่างไม่ลังเลเหมือนกัน

 

 

“ว้าว..คนพวกนั้นนี่เป็นทหารหรือเปล่านะ เก่งชะมัด”

จองกุกทึ่งและชื่นชม ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมงที่พวกเขาหันหลังชนกันแล้วยืนหยัดสู้จนพวกกัดล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง เสียงปืนดังกระหน่ำต่อเนื่องไม่หยุดจนกระทั่งเปลี่ยนมาใช้มีดและดาบกันแทน

สามคนนั้นถ้ามีใครกระสุนหมดและต้องใช้เวลาเปลี่ยนก็จะหมุนเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อให้เพื่อนมีเวลาเปลี่ยนกระสุนด้วย ทำงานกันเป็นระบบมากๆ

“อืม เก่ง” ลิเลียนกอดอกมองเหตุการณ์เบื้องล่าง

“แล้วพวกผู้ชายที่นี่ไม่คิดจะลงไปช่วยคนแปลกหน้าพวกนั้นบ้างหรือไง พวกกัดเหลือน้อยแล้วนะ ช่วยกันคนละตัวสองตัวก็ได้” เด็กหนุ่มเหลือบมองคนที่ยืนข้างกันด้วยแววตาไม่พอใจ เอ่ยให้ดังขึ้นเพื่อให้ผู้ชายหลากหลายวัยที่นั่งปะปนกันได้ยิน ทุกคนต่างนั่งนิ่งไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่จองกุกพูด

“อะไรกัน ไม่มีอาวุธก็หาอะไรก็ได้ไปช่วยเขาหน่อยสิ!

“แกเป็นเด็กก็เงียบๆ ไป ใครใช้ให้ไอ้พวกนั้นเข้ามาที่นี่ล่ะ อยากมาเองก็ฆ่าเองสิ” ชายกลางคนร่างผอมเอ่ยขึ้น คนที่นั่งบริเวณนั้นพยักหน้าเห็นด้วย นาทีนี้ใครก็กลัวตายทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นจะทนหลบที่นี่ทำไม

“หึ โคตรจะเห็นแก่ตัวเลย” เด็กหนุ่มหยิบมีดที่ใช้ป้องกันตัวออกจากเป้ที่สะพายอยู่แล้วก้าวยาวๆ จะลงไปทางบันไดเลื่อน แต่มีผู้หญิงสองคนมาสกัดไว้ไม่ให้ไป

“จะไปแส่หาเรื่องทำไม พวกนั้นฆ่าไปได้ตั้งเยอะ อีกแค่สิบห้าคนพวกนั้นไม่ตายหรอก”

“ไม่อยากรอ มีมือมีตีนเหมือนกัน” จองกุกจงใจเอ่ยกระแทกเสียงให้คนฟังได้หน้าชากันบ้างแล้วก็เดินลงส้นเท้าจากไป

“ไอ้เด็กบ้า!

เด็กหนุ่มไม่สนใจเสียงดังไล่หลังรีบวิ่งลงบันไดเลื่อนไปหากลุ่มมาร์คทันที

 

 

 

มาร์คเหวี่ยงมีดเข้าที่หัวของผู้ติดเชื้อแล้วถีบลำตัวออกไป แต่ความเร็วลดลงมาก ทุกคนมัววุ่นกับการกำจัดผู้ติดเชื้อทำให้ไม่มีใครสังเกตว่ามีใครอีกคนมาร่วมด้วย

จองกุกรวบรวมความกล้าแล้วแทงหัวผู้ติดเชื้อคนหนึ่งจากด้านหลัง แจบอมเป็นคนแรกที่หันมาเห็นเขา แต่นี่ไม่ใช่เวลามาทักทาย

“เหวอ!” เด็กหนุ่มลื่นล้มหงายหลังเมื่อเหยียบสมองลื่นๆ ของผู้ติดเชื้อที่นองพื้น เสียงนั้นเรียกให้ผู้ติดเชื้อและคนทั้งสามให้สนใจพร้อมกันเลยทีเดียว

“อี๋..เฮ้ย!” จองกุกยกสองมือที่เปื้อนเลือดและน้ำเหลืองขึ้นมาดู ทำท่าทางจะอ้วกกับกลิ่นเหม็นเน่าชวนสะอิดสะเอียน พอเงยหน้าขึ้นมาก็เจอผู้ติดเชื้อเซย์เฮลโล่ทักทายทันที มันจะโถมเข้าใส่ร่างอยู่แล้วแต่มาร์คกระชากคอเสื้อด้านหลังของผู้ติดเชื้อไว้ได้ทัน จากนั้นก็ฟันเข้าที่หัวหนึ่งทีจนมันล้มลง

“นี่มาช่วยหรือมาสร้างเรื่องห๊ะ!

“อย่ามาว่าผมนะ คนอุตส่าห์หวังดี ไอ้พวกข้างบนโน่นที่น่าด่า” เด็กหนุ่มเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ มาร์คไม่มีเวลาดุมากกว่านั้นเพราะผู้ติดเชื้อไม่ได้หยุดมาบ่นกับเขาด้วย

“คนสุดท้าย..” ไรอันเอ่ยออกมาเบาๆ แล้วล้มลงแทบจะพร้อมกันกับผู้ติดเชื้อ งานนี้รีดเร้นพลังกายของเขาไปเกือบครึ่งในคราวเดียว เหนื่อยแทบขาดใจ

ถ้าไม่เพราะปืนดีและกระสุนเหลือเฟือ จะรอดมาจนป่านนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“ไรอัน!” มาร์คไม่มีเวลาเช็ดคราบต่างๆ ของศพบนมีด รีบก้าวข้ามคนตายไปหาพี่ชายที่ล้มลงกับพื้น กลัวและห่วงว่าไรอันจะโดนกัดหรือเปล่า

“เป็นไง..” แจบอมเอ่ยถามมาร์คทั้งที่ซวนเซจะล้มแต่โดนเด็กแปลกหน้าลากออกไปให้ห่างจากสมรภูมิเลือด เขาเองก็สู้กับพวกกัดจนแผลที่ท้องอาการแย่

“ไรอันไม่ไหวแล้ว เราต้องพักกันก่อนค่อยไปหาของ” มาร์คช่วยฉุดพี่ชายขึ้นเมื่อไรอันไม่มีแรง แต่แล้วเขาก็ถลาไปข้างหน้าทับพี่ชายและพากันล้มลงบนซากศพเมื่อถูกของหนักๆ ฟาดเข้าที่ไหล่อย่างแรง

“คุณจะทำอะไรน่ะ!”  จองกุกตะโกนลั่น ขณะที่แจบอมตกตะลึงเมื่อชายหนุ่มหลายคนลงมาจากบันไดเลื่อนเมื่อไรไม่รู้และหญิงสาวหนึ่งเดียวในนั้นก็ใช้ไม้เบสบอลทำร้ายมาร์คทีเผลอโดยที่มาร์คไม่ทันระวังตัว

“แค่อยากจะขอแลกเปลี่ยนอะไรกับคนพวกนี้หน่อย แต่เก่งกันซะเหลือเกิน ถ้าไม่ทำให้หมดสภาพอีกหน่อยก็แลกเปลี่ยนกันไม่ได้น่ะสิ”

ดาราสาวเหยียดยิ้มให้จองกุก ก่อนจะดึงปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอวออกมา เธอยิงเข้าที่ต้นแขนซ้ายของมาร์คอย่างไม่ลังเลและไม่มีใครคาดคิดว่าลิเลียนจะทำอย่างนั้นด้วย กระทั่งแก๊งเด็กอันธพาลยังนึกไม่ถึงว่าคนสวยของพวกมันจะกล้ายิงคนจริงๆ

จากที่ลิเลียนยืนมองอยู่ข้างบน หนุ่มหล่อคนที่เธอยิงนี่ล่ะน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ทำร้ายหัวหน้าได้ย่อมได้เปรียบ

“มึง!” ไรอันโกรธเมื่อน้องถูกยิง ลุกขึ้นเพื่อจะตอบโต้คนที่ทำร้ายน้องแต่ก็โดนเด็กหนุ่มอีกคนทำร้ายจากข้างหลังไม่ต่างกันล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง

“คุณมาร์ค!” แจบอมสะบัดแขนจากมือของเด็กแปลกหน้าวิ่งมาหามาร์ค รีบร้อนถอดเสื้อตัวนอกของมาร์คออกและถอดเสื้อคลุมของตน หันด้านในที่ไม่เปื้อนเลือดพวกกัดออกมาม้วนแล้วกดแผลเพื่อห้ามเลือดให้มาร์ค ใบหน้าหล่อเหลาของกัปตันหนุ่มเหยเกด้วยความเจ็บปวด

“อยากรู้เรื่องของพวกนายจัง เรามาคุยกันหน่อยดีไหม?”ลิเลียนนั่งยองตรงหน้ามาร์ค เหยียดยิ้มหวานที่ดูเสแสร้ง มาร์คมองหน้าสวยเขม็ง ขบฟันแน่นด้วยความโกรธ

“มองแบบนั้นหมายความว่าไงห๊ะสุดหล่อ”  น้ำเสียงหวานหยดตรงข้ามกับการกระทำ ลิเลียนใช้ปืนตบเข้าที่ขมับของมาร์คจนได้เลือดอีกแผล มาร์คหลับตาแน่น ชาหนึบตรงบริเวณที่โดนตบ ทรุดลงไปนอน

“จะคุยอะไร..” มาร์คกัดฟันตอบ โลกมันบัดซบจนคนเลวยึดครองพื้นที่แล้วหรือไง

“ลากพวกนี้ขึ้นไปชั้นสอง” ลิเลียนบอกพวกของตนแล้วเดินนำไป กระเป๋าของทั้งสามก็ถูกยึดไปด้วย

มาร์ค ไรอัน และแจบอมถูกพาขึ้นไปชั้นสองของห้าง มาร์คส่งสัญญาณให้พี่ชายและแจบอมรู้ตัวว่าอย่าขัดขืน

ชั้นสองนั้นมีคนรอดชีวิตมากกว่าที่มาร์คคิด เขาสะบัดหัวไปมาไล่ความมึนงงก่อนจะฝืนกวาดสายตาดูคร่าวๆ คนรอดชีวิตร่วมสามสิบคน มีคนทุกวัยตั้งแต่เด็กไม่กี่ขวบจนถึงคนสูงอายุ ทุกคนนั่งรวมกลุ่มบ้าง กระจายบ้าง แต่ดูจากสภาพแล้วคงอยู่ที่นี่กันมาพักใหญ่ อาจจะตั้งแต่วันแรกที่โรคระบาดเลยก็ได้  แต่คนวัยหนุ่มสาวหรือกลางคนที่พอจะสู้ได้ที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครลงไปฆ่าพวกกัดได้เลยเหรอ?!

มาร์คถูกวัยรุ่นคนหนึ่งโยนไปกับพื้นเหมือนของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง จองกุกรีบเข้าไปช่วยประคองแต่มาร์คยกมือบอกว่าไม่เป็นไร

“มาดูกันซิว่าของของพวกนายมีอะไรกันบ้าง” ลิเลียนนั่งลงค้นกระเป๋าเป้ของไรอัน ส่วนคนอื่นก็ค้นเป้ของมาร์คและแจบอมเช่นกัน

“จุ๊ๆ มีแต่อาวุธทั้งนั้นเลยนี่ ไปหามาจากไหนกันน่ะ ขอได้ไหม?” สีหน้าเยาะเย้ยมาพร้อมน้ำเสียงยียวนชวนให้มาร์คปล่อยหมัดใส่หน้า แต่มาร์คทำได้แค่ข่มใจว่ายังไม่ถึงเวลา

“อยากได้ไหมล่ะ อยากได้ก็เอาไป เอาไปให้หมดทั้งสามกระเป๋านั่นล่ะ พวกฉันแค่ต้องการอาหารและยากลับไปเท่านั้น” มาร์คใช้มือกดเสื้อของแจบอมกับแผลไว้แต่เลือดก็ยังคงไม่หยุดไหลเลย  

“ใครบอกว่าจะให้พวกนายเอาของจากที่นี่ไปได้ ในเมื่อห้างนี้ไม่มีพวกกัดแล้วฉันก็จะตั้งหลักที่นี่แหละ ดังนั้นของทั้งห้างนี้เป็นของฉัน” หญิงสาวเอ่ยอย่างเห็นแก่ตัวโดยไม่สะทกสะท้าน ไรอันอ้าปากจะด่าแต่แจบอมรีบปิดปากเขาไว้

“ไม่เอาอะไรก็ได้ ปล่อยเรากลับไป” หญิงสาวว่ายังไงมาร์คก็ว่าตามนั้น

“ฉันไม่ปล่อยนายไปเฉยๆ หรอก มาหาอาหารและยากันตั้งสามคนแสดงว่ามีพวกพ้องอีกล่ะสิ มีที่อยู่ที่ปลอดภัยกันด้วยใช่ไหม มีอาวุธอยู่อีกหรือเปล่า พาไปเอาหน่อยสิ” ได้แล้วก็ยังอยากได้อีก ดาราสาวยังได้ใจที่มาร์คยอมทุกอย่าง มาร์คนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ ท่าทางสุขุมจนจองกุกแปลกใจ ทั้งที่เขาฟังยังเดือดแทน

พี่ชายคนนี้เก่งออก ทำไมไม่ตอบโต้เลยล่ะ

“โอ๊ย..” มาร์คงอตัว นั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งซบหน้ากับเข่า มือที่กดบาดแผลตกทิ้งข้างตัว ไรอันไม่สนใจเด็กวัยรุ่นที่ยืนคุมรีบคลานมาหามาร์คด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับแจบอมที่เข้ามาประคองอีกด้าน

“หึ สู้กับผีดิบได้ตั้งเยอะแต่สุดท้ายก็ต้องมาตายเพราะแผลจากฝีมือฉันอยู่ดี”

น้ำเสียงหวานที่ปั่นประสาทยังคงเยาะหยันมาต่อเนื่อง

ทุกคนที่รอดชีวิตอยู่ในห้างมาด้วยกันก็ไม่มีใครชอบดาราสาวคนนี้ แต่เธอมีพวกเป็นนักเรียนนักเลง มีปืนและมีพรรคพวกทุกคนเลยไม่กล้าทำอะไร ได้แต่นึกเวทนามาร์คและเพื่อนที่มาเจอคนอย่างเธอเข้า

“ขอไปห้องน้ำล้างแผลหน่อยได้ไหม ฉันกลัวมันจะติดเชื้อ” มาร์คเอ่ยกับคนที่ทำร้ายตนโดยตรง

“ถ้าไม่ให้ไปล่ะ”

“ฉันจะบอกที่อยู่ของพวกฉันให้”

“ไอ้มาร์ค!” ไรอันหันขวับมามองหน้ามอง มาร์คมองพี่ชายนิ่ง ไรอันยอมเก็บคำทั้งที่ไม่รู้ว่าน้องจะทำอะไรให้เรารอดไปจากที่นี่

“โอเค ไปสิ” หญิงสาวลุกขึ้นยืน อารมณ์ดีที่ได้ของดีๆ มาเพียบโดยไม่ต้องออกแรงไปหาเอง แล้วยังมีคนมาช่วยฆ่าพวกกัดให้อีก ต่อไปเธอจะได้อยู่ที่นี่ได้อย่างไร้กังวลแล้ว

มาร์คค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ไม่ให้หน้ามืด มือที่อยู่ใต้เสื้อคลุมของแจบอมกำแน่น

เมื่อครู่ที่แสร้งทำเป็นร้องโอ๊ยเขาแอบหยิบปืน Glock19 Gen4 ที่เก็บไว้กับตัวออกมา

ใครจะโง่ใช้กระสุนจนหมดล่ะ คนพวกนี้ก็โง่สิ้นดีที่ไม่ยอมค้นตัวเขา

มาร์คเซไปหาสาวสวยเหมือนจะทิ้งร่างใส่จนเธอสบถหยาบคายเพราะกลัวเลือดผีดิบจากตัวมาร์คเปื้อนตัวเอง

หญิงสาวผู้ตั้งตนเป็นหัวหน้าของที่นี่ตัวชาเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่ศีรษะพร้อมเสียงขึ้นไกที่รู้ดีว่าคืออะไร เมื่อความตายมาอยู่ในระยะประชิดก็ทำให้เธอนึกกลัวตายขึ้นมา

“เธอได้เห็นบ้างหรือเปล่าว่าข้างล่างนั่นฉันยิงไม่เคยพลาด”

 

           

TBC.




© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:41
    พ่อโกรธแล้ววววว!! ทำไมทุกคนชอบทำให้พ่อโกรธ!! แล้วแม่ล่ะ?! ถ้าแม่เห็นว่าพ่อเจ็บจะทำไง!??
    #2,447
    0
  2. #2397 far_46 (@far_46) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 22:06
    เอ้าคือมาเป็นตาสะใจแท้ คือบ่ยิงกะบาลมันโลด สูนแหง
    #2,397
    0
  3. #2345 icielfahmb (@icielfahmb) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 01:44
    สมน้ำหน้าลิเลียน ริอาจมายิงมาร์ค
    #2,345
    0
  4. #2322 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 19:33
    ลิเลียน-งงง ตายไปเลยนะ อีด อก
    #2,322
    0
  5. #2264 jjphile (@110720) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 20:57
    แจ็คสันกับยองแจเท่มากกกกกกกก
    ส่วนลิเลียน หวังว่าจะไม่เจอในตอนหน้านะ
    #2,264
    0
  6. #2188 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 12:53
    ีลิเลียน!!!!!!! อีนังบ้า!!!!!!!!!! อีควาย!!!!!!!!!!!!!!!
    #2,188
    0
  7. #2111 LOOK_WALAK (@N_Nam0802) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 22:48
    ยิงเลยค่ะที่รัก แล้วกลับไปหาแบมส้ะที
    #2,111
    0
  8. #2085 19MTBB98 (@zahatyai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 17:35
    นังลิเลียนวิงเวียน บังอาจมากมายิงผชชั้น!!!
    #2,085
    0
  9. #2034 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 23:12

    พี่มาร์คเท่มาก อินั่นแม่ง หึ่ย

    #2,034
    0
  10. #1949 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 20:46
    เลวจริงๆนังลิเลียน โมโหมากจนอยากให้จินยองกับแบมมาช่วยกระสวกไส้เลยอ่ะ เอาจริงๆ ฮึยยยย
    #1,949
    0
  11. #1937 pphatcharinm (@pphatcharinm) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 08:44
    เราก็ฝึกยิงธนูอยู่ฟิคเรื่องนี้ช่วยได้ดีมากเลยค่ะ ปล.งื้ออ อย่าคลาดกันอีกนะะะะ
    #1,937
    0
  12. #1927 Nolaf (@Nolaf) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 22:07
    ยิงเลยคั้บจั๊ดดด
    #1,927
    0
  13. #1910 zxcnonnam12345 (@zxcnonnam12345) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 22:01
    ยิงเลยยยย แค้นนนนนไวไงไบไ
    #1,910
    0
  14. #1869 kor_kod1 (@kor_kod1) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 15:09
    รำคาญลิเลียนมาก อยากจะเจ้าไปตบหน้าซักฉาก
    #1,869
    0
  15. #1863 ((((d^dek^d)))) (@smart_girl) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 19:43
    เป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากกก ไม่ไหวๆ
    #1,863
    0
  16. #1771 tongonea (@tongonea) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 14:40
    ชั้นอยากจะโยนลิเลียนไปใฟ้พวกกัดจริงๆ!!!!!!! มาร์คยิงมันเลย!!!!
    #1,771
    0
  17. #1701 MBAIYW (@0962106015) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 11:34
    ลิเลียนนี่เหมือนจะเก่งแต่ดันโง่ สวยอย่างเดียวแต่ไม่มีสมอง มันน่าให้มาร์คยิงซักที หมั่นไส้
    #1,701
    0
  18. #1647 Fbbjbjs (@Fbbjbjs) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 21:34
    เลวววว ฆ่ามันเลย!!!
    #1,647
    0
  19. #1633 mew_wwp (@mew_wwp) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 13:31
    ยิงมันเลยม้าคคค
    #1,633
    0
  20. #1560 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 18:40
    แจ็คแจอ่า ชอบมั่ก แจเก่งงง มีแอบหวาน
    ยัยลิเลียนนี่เลวจนไม่รู้จะบอกยังไง เลว ชอบที่พี่ไรอันเริ่มพัฒนาความดีของตัวเองบ้างแล้ว ไรท์เขียนเรื่องที่สะท้อนตัวตนของมนุษย์ได้สุดยอดมากๆเลยค่ะ อ่านไปอินไปสุดๆ
    #1,560
    0
  21. #1525 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 23:41
    สะใจ พี่มาร์คเก่งมากก ไรอัน แจบอม สู้ๆนะ เดี๋ยวก็ได้กลับแล้ว!
    #1,525
    0
  22. #1400 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 08:19
    อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่าคนที่ไม่หลงเหลือความเป็นคน
    #1,400
    0
  23. #1373 zmgebob (@zmgebob) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 00:49
    โอ้โห ผีดิบยังไม่น่ากลัวเท่ายัยนี่เลยอ่ะ โคตรรรรรเฬววว จะเอาอะไรนักหนา โลภแบบนี้ควรโดนพวกกัดรุมซะ
    #1,373
    0
  24. #1284 ๛ข้าวโพดน้อย๛ (@tamonwanpalm) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 09:54
    ฆ่ามันเลยยยยยย
    #1,284
    0
  25. วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 14:18
    เจอกันสักทีเหอะน่าโอ้ยยยย
    #1,191
    0