ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 11 : Chapter 9 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,517
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 138 ครั้ง
    2 ก.พ. 60



ลิซ่า & ซึงจุน




 

 

“ฮยอนจิน..คุณไม่ควรสร้างปัญหาแบบนั้นนะ การทำอย่างนั้นจะยิ่งทำให้คนอื่นไม่ชอบคุณ”

ร่างสูงตามภรรยาเข้ามาในห้อง พอล็อกประตูห้องได้ก็เอ่ยกับเธอทันที ฮยอนจินเดินไปยืนกอดอกตรงหน้าต่างห้องนอน ไม่หันมามองสามีสักนิด

“ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน”

“แต่ในสถานการณ์อย่างนี้คุณจะไม่แคร์ใครไม่ได้นะที่รัก”

“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้มาตลอดทำไมคุณเพิ่งจะมาว่าฉันล่ะไรอัน”

“ผมรู้ว่าคุณไม่ได้แย่หรือไม่ดีอย่างที่คนอื่นมอง..แต่ช่วยทำตัวดีกว่านี้หน่อยเถอะนะ ทำกับคนอื่นเหมือนที่คุณปฎิบัติกับผมหรือลูกเรา ทุกคนจะได้อยู่กันอย่างสบายใจขึ้นไง”

ฮยอนจินกัดริมฝีปากอย่างแรงแล้วหันมามองสามี หยาดน้ำใสเอ่อคลอล้นดวงตาสวยคม

“คุณพูดเหมือนฉันเป็นตัวปัญหาเลยนะ ฉันทำตัวปกติไม่ได้หรอกไรอัน คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ฉันรู้สึกยังไงบ้าง คุณไม่เคยรู้เลย!

“ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรล่ะที่รัก บอกผมมาสิ ระบายออกมาสิ”

ไรอันเดินเข้าไปหาภรรยา ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลในการถามไถ่ เขาอยากให้เธอระบายทุกสิ่งกับเขาแทนที่จะไประบายใส่คนอื่น

ไรอันรักฮยอนจินและไม่ต้องการให้เธอเป็นที่เกลียดชังของคนอื่น ไม่ว่าทุกคนจะมองหรือรู้สึกกับฮยอนจินอย่างไร เธอก็คือภรรยาที่เขารักเสมอ และเขาทนไม่ได้ที่เธอจะถูกทุกคนเกลียด

ฮยอนจินก้มมองพื้น  ก่อนจะหลับตาลง แขนที่กอดอกเปลี่ยนเป็นกอดตัวเองแน่น

“ฉันกลัวไรอัน..ฉันกลัว ตั้งแต่เกิดเรื่องบ้าๆ นี่ฉันไม่เคยนอนหลับสนิทได้เลยสักคืน กระทั่งตอนนี้ที่มีทุกคนอยู่ด้วยกันฉันก็ยังนอนไม่หลับ ฉันกลัวตาย กลัวว่าจะต้องหายไปจากโลกนี้ กลัวที่จะต้องกลายเป็นสัตว์ประหลาดพวกนั้น..ฮึก..ความกลัวมันไม่เคยหายไปเลยไรอัน มันกัดกินใจอยู่ตลอดจนฉันอยากจะบ้าตายอยู่แล้ว! คุณเข้าใจความรู้สึกที่เราพยายามสลัดออกไปเท่าไรก็สลัดออกไปไม่ได้หรือเปล่า ไม่ว่าฉันจะพยายามคิดถึงเรื่องอื่นมากแค่ไหนแต่ความกลัวที่ฝังอยู่ในใจมันก็ไม่เคยลดลง ฉันรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตของเราทุกคนมันสั้นลงทุกที..ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงตาของเรา เวลาที่ฉันมองพวกคุณฆ่าผีดิบพวกนั้นคุณรู้ไหมว่าฉันรู้สึกยังไง..

ฮยอนจินสะอื้นออกมา ยอมแพ้ที่จะเก็บกลั้นความรู้สึกแย่ๆ ที่กลืนกินจิตใจอยู่ตลอดเวลาในยามตื่น เธอมองใบหน้าหล่อเหลาผ่านม่านน้ำตา

“ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนพวกนั้น..คนที่เปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เห็นแค่สภาพเละเทะน่าขยะแขยง..ฮึก..แต่ฉันเห็นมนุษย์อย่างพวกเรา ทุกคนเคยเป็นเหมือนเรา เคยมีครอบครัว มีชีวิต มีลมหายใจ แต่ทุกคนพ่ายแพ้และต้องเปลี่ยนไปทั้งที่พวกเขาไม่ต้องการและฉันก็รู้สึกอย่างนั้นไรอัน ฉันไม่อยากเปลี่ยน ไม่อยาก..ไม่อยากละทิ้งชีวิตนี้ไป แต่เราจะรอดไปได้อีกนานแค่ไหนหรือไรอัน สักวันสักวันอาจจะเป็นเรา อาจจะเป็นฉัน เป็นดาฮยอน เป็นซองจิน เป็นคุณ หรือเป็นคนอื่นๆ ในกลุ่ม..ฮือ ฉันไม่ไหวแล้วไรอัน ฉันกลัวว่าจะต้องเสียทุกคนไป ทุกคืนฉันต้องฝันร้ายว่าคุณและลูกต้องตายโดยที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้เลย..ฉันกลัวไรอัน ฉันกลัว!

มือเรียวจิกทึ้งผมยาวของตนเองแล้วกรีดร้อง เธอร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนาจนสามีสงสารจับใจ ไรอันดึงภรรยาเข้ามากอดเพื่อปลอบประโลม

“เรื่องมันยังไม่เกิดเลยที่รัก..ผมรู้ว่าคุณกลัว เราทุกคนก็กลัว แต่คุณต้องสู้สิ เราทุกคนจะสู้ไปด้วยกัน ความตายเป็นเรื่องธรรมชาตินะ เราทุกคนต้องตายกันทั้งนั้น”

“ฮึก..ฉันรู้แต่ฉันทำใจไม่ได้นะไรอัน..ฉันเคยคิดว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันไปจนแก่ ใช้ชีวิตบั้นปลายไปกับสิ่งที่เราอยากจะทำด้วยกัน แต่มัน..ฮึก..ความฝันแบบนั้นมันเลือนลางห่างไกลออกไปทุกที ถ้าเราตายก่อนเรื่องทุกอย่างจะจบล่ะไรอัน ถ้าสักวันฉันต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้นล่ะ..แค่คิดก็ทรมานแล้วนะ ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น..ไม่อยากเป็น ฮือ”

ฮยอนจินยังคงเสียขวัญกับเรื่องราวเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ไรอันอับจนถ้อยคำ ดึงให้เธอซบกับบ่าเขา ก้มจูบเบาๆ ที่ขมับเธอ

“ไม่ต้องกลัวนะฮยอนจิน เราต้องยอมรับความจริงให้ได้นะ ผมรู้ว่ามันยากแต่คุณต้องยอมรับเรื่องราวพวกนี้ให้ได้ก่อน มันเกิดแล้วและเรามีทางเลือกแค่จะสู้หรือยอมแพ้เท่านั้นและผมอยากให้คุณสู้ ถ้าคุณยังเอาแต่คิดในแง่ร้ายถึงความตายมันยิ่งทำให้คุณอ่อนแอนะ เปิดใจมองรอบตัวสิฮยอนจิน คุณยังมีตัวตนอยู่นะ ยังมีชีวิต มีลมหายใจ ผมและลูกก็ยังอยู่ ผมสัญญาว่าตราบใดที่ผมยังอยู่ คุณและลูกจะไม่เป็นไร..เราทุกคนจะไม่เป็นอะไร”

ฮยอนจินร้องไห้โฮ กอดไรอันไว้แน่น  ไรอันกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเพื่อให้เธออุ่นใจว่าเขายังอยู่ตรงนี้

ไรอันรู้แล้วว่าภรรยากลัวมากแค่ไหน เธอไม่เคยร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อนเลย และที่เธอพยายามปกป้องซองจินก็คงเพราะไม่อยากให้ซองจินเป็นอันตราย แม้มันจะทำให้ดูเหมือนเธอเห็นแก่ตัวก็ตาม

ภูมิคุ้มกันในจิตใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าความอ่อนแอมีมากกว่าความเข้มแข็ง จิตใจก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความกลัวและจมดิ่งอยู่กับความเศร้า เอาเรื่องในอนาคตมาทุกข์ในปัจจุบันจนตัดความสุขและความหวังออกไปอย่างน่าเสียดาย

เรื่องร้ายในคราวนี้มันยิ่งกว่าฝันร้าย และอาจเป็นฝันร้ายที่ยาวนานจนไม่รู้ว่าจะมีโอกาสตื่นขึ้นมาหรือเปล่าด้วย

“สัญญากับผมนะว่าคุณจะค่อยๆ ทำใจ ยิ่งคุณกลัวมันก็ยิ่งแย่นะรู้ไหม ถ้าคุณยอมรับความจริงของชีวิตได้คุณจะดีขึ้นนะฮยอนจิน”

ไรอันลูบผมภรรยาอย่างอ่อนโยนแล้วเกี่ยวผมยาวทัดไว้หลังใบหูให้เธอเบาๆ

“มันทำยากเหลือเกินไรอัน..ฮึก..ยากจริงๆ”

“ผมรู้ว่ายากแต่ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้นี่นา ต่อไปคุณต้องเผชิญหน้าและไม่หลบอยู่ข้างหลังแล้วนะ คุณต้องปล่อยซองจินออกไปช่วยทุกคนด้วย คนอื่นก็กลัวตายเหมือนกันแต่ทุกคนก็ยอมรับสภาพและพยายามมีชีวิตต่อไป ยิ่งเราช่วยกันทางรอดเราก็จะยิ่งมีมากขึ้น ถ้าเราอยากรอดเราต้องช่วยคนอื่น”

“แต่..แต่ฉันทำอะไรไม่เป็นเลยนะ ซองจินก็ด้วย ถ้าเขาต้องไปช่วยคนอื่นตัวเขานั่นล่ะที่จะตาย”

ฮยอนจินหวาดกลัวเมื่อคิดว่าซองจินต้องออกไปสู้กับพวกผีดิบข้างนอกนั่น

“แต่ที่รักคุณต้องทำใจให้ได้นะ ถ้าวันนึงไม่มีคนปกป้องเขา..เขานั่นล่ะที่จะตาย ถ้าเขาสู้เพื่อตัวเองเขาก็จะรอด ผมจะไปคุยกับมาร์คดูว่าจะสอนซองจินสู้ได้ไหม”

“ทำไมต้องมาร์คล่ะ คุณก็สอนได้นี่ไรอัน มาร์คจะยอมช่วยหรือ”

“มาร์คไม่ใช่พวกคิดเล็กคิดน้อย เขาไม่สนใจเรื่องที่ผ่านมาหรอก ถ้าซองจินจะทำตัวมีประโยชน์ต่อกลุ่มบ้างเขาคงยินดีที่จะสอนหลาน ผมเองก็อยากสอนลูกเองนะ แต่พ่อลูกกันผมไม่แน่ใจว่าจะเข้มงวดกับเขาได้มากเท่าไร ผมตามใจลูกมามากเกินไปและซองจินก็ไม่กลัวผมด้วย คงไม่มีใจจะเรียนป้องกันตัวนัก ต้องให้คนอื่นสอนนั่นล่ะดี”

ฮยอนจินรับฟังเหตุผลของสามี ทำใจอยู่อีกครู่ใหญ่กว่าจะพยักหน้ายินยอม จับเสื้อตรงอกกว้างแน่น

“แต่ก่อนเขาจะเก่งขึ้นคุณต้องปกป้องลูกนะไรอัน ต้องให้ซองจินมีความกล้าขึ้นมาก่อน ไม่อย่างนั้นลูกตายแน่ค่ะ”

“ได้จ้ะ ผมไม่ยอมให้ซองจินเป็นอะไรไปแน่ ถ้าเขาเก่งขึ้นก็คงช่วยดูแลดาฮยอนได้ด้วย เราจะหวังพึ่งแต่คนอื่นไม่ได้หรอก เราต้องพึ่งพากำลังของเราเองด้วย เช็ดน้ำตาเถอะ เราจะผ่านมันไปจนเรื่องทั้งหมดสิ้นสุดลงแน่นอน”

ไรอันเช็ดน้ำตาให้ภรรยา ฮยอนจินพยักหน้ารับ

“ยิ้มหน่อยสิ” ไรอันเขี่ยแก้มภรรยาแผ่วเบา

“ฉันทำไม่ได้หรอก” ใบหน้าสวยอมทุกข์

“น่า ยิ้มหน่อยเร็ว คุณเครียดผมก็เครียดนะ แต่ถ้าเห็นคุณยิ้มผมคงสบายใจขึ้นมากเลย”

มือใหญ่ประคองใบหน้าสวยไว้ ก้มมองภรรยา ส่งยิ้มให้เธอ ฮยอนจินถอนหายใจก่อนจะยิ้มอย่างฝืดฝืนออกมา แต่แค่นั้นไรอันก็พอใจแล้ว

“ต้องอย่างนี้สิที่รัก” ไรอันจูบเบาๆ ที่ปากอิ่มของภรรยาก่อนจะกอดเธอไว้อีกครั้ง ฮยอนจินยังคงไม่สบายใจอยู่แต่ก็หยุดร้องไห้แล้ว วงแขนเรียวกอดเอวสอบไว้แน่น

 

 

 

 

มาร์คลุกออกจากห้องไปโดยไม่พูดจา หลายคนมองตามไปด้วยความสงสัยแต่มีเพียงแบมแบมที่ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตามออกไปด้วยความเป็นห่วง

แบมแบมเดินตามสามีโดยทิ้งระยะห่างกันไว้ เมื่อเดินไปเกือบถึงบันไดมาร์คก็หยุดเดินและหันกลับมามอง

“คุณตามมาทำไม”

“แค่สงสัยว่าคุณจะไปไหน”

“ผมแค่จะขึ้นไปชั้นดาดฟ้า”

“ห๊ะ ดาดฟ้า คุณจะเดินขึ้นไปเกือบยี่สิบชั้นเนี่ยนะ?”  แบมแบมตกใจ

มาร์คมองหน้าหวานนิ่ง ก่อนใบหน้าที่เฉยชาไร้รอยยิ้มจะค่อยๆ ปรากฎรอยยิ้มขึ้นมา

“ผมล้อเล่น”

“คุณนี่จริงๆ เลย” แบมแบมบ่น ไม่ว่าเมื่อไรก็ยังเชื่อมาร์คอยู่ได้ แต่ทำหน้าจริงจังใครจะไปคิดว่าล้อเล่น

“ผมจะลงไปชั้นหนึ่งน่ะ”

“ลงไปทำไม คุณบาดเจ็บอยู่น่าจะพักผ่อนหน่อยนะ” แบมแบมมองสภาพสามีที่ไม่ค่อยดีขึ้นสักเท่าไร มาร์คส่ายหน้า

“ผมไม่อยากนอนเฉยๆ ตั้งแต่มานี่ยังไม่ได้ไปดูข้างล่างเลย” มาร์คอยากทำอะไรสักอย่างมากกว่านอนนิ่งๆ แค่ถูกยิงแขนเท่านั้น เขายังคิดว่าตัวเองปกติดีแต่คนรอบข้างสิห่วงกันมากเกินไปแล้ว

“ฉันไปด้วยนะ”

“ไปสิ” มาร์คยืนรอให้แบมแบมเดินมาหาแล้วจับมือเล็กไว้ กุมมือพาเดินลงบันไดไปชั้นหนึ่ง

มือคู่นี้ถึงจะเล็กแต่ก็ช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย มีบางเวลาที่มาร์คคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ภูมิใจในตัวภรรยาเหมือนกัน

“คุณตามมาก็ดี ผมมีเรื่องอยากจะพูดด้วยพอดีเลย”

“เรื่องอะไร”

“ผมอยากขอโทษที่เคยนอกใจคุณน่ะ” มาร์คเอ่ยโดยไม่หันมามองหน้า แบมแบมจึงไม่รู้ว่าสามีกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

ไม่คิดว่าจะได้ยินคำขอโทษจากปากสามีเลยแฮะ แต่ถึงอย่างนั้นแบมแบมก็คิดว่าคำโทษนั้นมาจากใจจริง

“ไม่เป็นไรหรอก เราต่างก็ผิดกันทั้งคู่” แบมแบมดีใจนะที่มาร์คยังเอ่ยขอโทษ แต่ถึงไม่ทำเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว เรื่องมันผ่านไปแล้วคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์

“ที่ขอโทษเพราะรู้สึกผิดจริงๆ นะ” มาร์คย้ำกลัวว่าแบมแบมจะไม่เชื่อ

“ฉันรู้” แบมแบมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าลงบันไดตามอีกฝ่ายลงไปถึงชั้นหนึ่ง

มาร์คชะโงกหน้าไปมองก่อนเพราะทางเข้าคอนโดเป็นประตูกระจกที่คนภายนอกก็มองเข้ามาเห็นภายในคอนโดได้ โผล่หน้าออกไปมองได้นิดเดียวมาร์คก็รีบถอยหลังจนเกือบชนเข้ากับภรรยาที่อยู่ด้านหลัง

“มีอะไรเหรอ คุณเห็นอะไร” แบมแบมเกาะแขนสามี ถามหน้าตาตื่นเพราะตกใจกับปฎิกิริยาของอีกคน

“คนรอดชีวิต ผมเห็นคนเดินพ้นช่วงตึกสีน้ำตาลที่อยู่ตรงข้ามกับคอนโดนี้น่ะสิ และมีพวกกัดด้วย”

มาร์คหันมามองหน้าแบมแบม เล่าให้ฟัง คิ้วสวยของคนฟังขมวดมุ่น

“แสดงว่าประกาศของทหารทำให้คนรอดชีวิตเริ่มเคลื่อนไหว คงจะอพยพออกจากเมืองหลวงกันแน่ๆ”

“เรากลับขึ้นไปที่ห้องเถอะ ไม่รู้ว่าจะมีคนเข้ามาที่นี่หรือเปล่า” มาร์คลากภรรยาให้วิ่งตามขึ้นบันไดไปอีกครั้ง กะจะมาสำรวจชั้นล่างด้วยตาตัวเองก็เกิดอุปสรรคเสียอีก

“เราจะเอายังไงกันดี เมืองนี้เป็นพื้นที่อันตรายไปแล้ว เราเองก็ควรจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน”

แบมแบมถามความเห็นของมาร์คขณะวิ่งตามอีกคนที่ไม่ยอมปล่อยมือตนเลย ทำให้ตนที่วิ่งช้ากว่าต้องเร่งฝีเท้าตาม

“ไปคุยกับทุกคนก่อนก็แล้วกันว่าจะทำยังไงต่อดี”

 

 

 

“ไรอันอยู่ไหน”

เมื่อเข้ามาในห้องได้มาร์คก็ถามหาพี่ชายทันที ดาฮยอนชี้ไปยังห้องนอนของครอบครัว

“อยู่ในห้องกับแม่ค่ะ”

“จินยอง เรามีเรื่องต้องคุยกัน” มาร์คเอ่ยกับจินยองที่นอนเอกขเนกเล่นกับออสตินที่พื้นแล้วเดินไปเคาะประตูห้องนอนของพี่ชาย

“มีอะไร” ไรอันเปิดประตูออกมาแล้วถามเมื่อเห็นน้องชาย มาร์คดึงแขนพี่ชายให้เดินตามออกมา

“ออกมาคุยกันหน่อย”

เพราะจินยองไม่ยอมลุกมาร์คเลยต้องลงไปนั่งที่พื้นด้วย แต่ไรอันเลือกที่จะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะรับประทานอาหาร

“มีอะไรล่ะ” จินยองถามขึ้นก่อน เดาว่าน่าจะมีเรื่องซีเรียส หมอกับผัวออกจากห้องไปแป๊บเดียวก็กลับมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียดเลย เขาเซ้นส์แรงนะ

“เมื่อกี้ผมลงไปที่ชั้นหนึ่งกับแบมแบม เห็นคนรอดชีวิตคนอื่นตรงตึกสีน้ำตาล และมีพวกกัดด้วย”

“ไม่เห็นแปลกที่มีพวกกัด เรายังไม่ได้กำจัดพวกกัดแถวนี้ไปจนหมดนี่นา” จินยองไม่เห็นว่ามันจะน่าตกใจตรงไหน

“เรื่องคนรอดชีวิตมันก็ต้องมีคนรอดบ้าง คงมีกลุ่มอื่นที่เหมือนเรา” ไรอันว่าข้อนี้ก็ธรรมดานะ

“ถ้าเจอคนรอดชีวิตเพิ่มมันก็มีทั้งดีและไม่ดีนะครับ ดีตรงที่เราได้รู้ว่ามนุษย์คนอื่นนอกจากเรายังเอาตัวรอดจากเชื้อมรณะนี่ได้  แต่ไม่ดีตรงที่ในเวลาแบบนี้ อาหารและอาวุธนั้นสำคัญ นี่ผ่านมา14 วันแล้วนะครับ สิ่งของที่ผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่นกักตุนกันไว้ตั้งแต่เกิดเรื่องน่าจะหมดลงไปแล้วหรือไม่ก็ใกล้หมด มันก็มีอยู่บ่อยๆ นี่นาเวลาที่ลำบากและทรัพยากรมีจำกัด..มันจะเกิดการแย่งชิง”

แบมแบมเข้าใจว่าสามีคิดอะไร มาร์คระแวงคนรอดชีวิตคนอื่นถึงทำท่าทางเคร่งเครียดนัก

“ไม่มั้งคะ ในช่วงเวลาทุกข์ยากอย่างนี้คนเราต้องช่วยเหลือกันสิ ไม่ใช่เอาเปรียบ”

ไอรีนลองเดาว่าพี่สะใภ้คนรองคิดอะไร เมื่อเธอเอ่ยออกมาอย่างนั้นกลุ่มของจินยองก็หัวเราะออกมาทันที ไม่ได้ขำขันแต่เหยียดเย้ยเสียมากกว่า

“พี่สาวมองโลกในแง่ดีเกินไป ยิ่งลำบากยิ่งต้องรวบรวมให้มากที่สุด เพราะเชื้อนรกนี่จะยุติเมื่อไรก็ไม่รู้ เราต้องเอาตัวรอด ถ้าเราไม่มีแต่คนอื่นมีเราก็ต้องปล้นเขาเพื่อให้ได้มาไม่ใช่ขอแบ่งปัน”

วีคิดว่าตัวเขาเข้าใจโลกดีกว่าพี่สาวคนสวยนี่เสียอีก

“แค่ต้องเจอพวกกัดก็ต้องระแวงมากพอแล้วนะ นี่เราต้องมาระแวงคนด้วยกันเองอีกเหรอ”

ชางอุคว่าแบบนั้นมันไม่เกินไปหน่อยหรือ

“โลกมันไม่เหมือนเดิมแล้วนี่นา นี่ก็สองอาทิตย์แล้วนะแต่เรื่องมันเลวร้ายลงทุกวัน  ถ้าเราไม่ต้องการให้กลุ่มลำบากบางครั้งเราก็ต้องใจแข็งและเห็นแก่ตัว”

ฮันบินว่าพลางไหวไหล่น้อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่ง

“ไอ้เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อน ตอนนี้เราต้องมาเลือกว่าเราจะเดินทางต่อกันเมื่อไร”

จินยองว่าเรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญ

ฮยอนจินเดินออกมาจากห้องนอนได้ยินคำถามของจินยองพอดี ไรอันมองไปทางภรรยา พยักหน้าให้เธอเดินมาหาตน ฮยอนจินเดินมานั่งกับไรอัน

“ฉันยังไม่อยากเดินทาง ฮยอนจินยังไม่พร้อมน่ะ เธอเครียดมาก ถ้าเราจะรออีกสักหน่อยค่อยเดินทางได้ไหม”

ไรอันพูดกับคนที่ตั้งคำถามโดยเฉพาะ จินยองยังให้คำตอบไม่ได้ เขาหันไปมองหมอว่าจะเอายังไง

จินยองรู้ว่ามาร์คก็เหมือนผู้นำกลุ่มกลายๆ แต่มาร์คก็ยังเกรงใจและต้องถามความเห็นไรอัน เท่ากับว่าในคนทั้งหมด คนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ คือเขา ไรอัน และมาร์ค และจินยองก็รู้อีกว่าถ้ามาร์คจะตัดสินใจอะไรก็ต้องถามเมียด้วยนั่นแหละ เขาเลยถามหมอดีกว่า  

“ผมเห็นด้วยกับพี่ไรอันว่าเราควรรอหน่อย มาร์คและแจบอมยังบาดเจ็บอยู่ ถ้าเกิดต้องสู้กับพวกกัดระหว่างทางคงแย่ ถึงในกลุ่มเราจะมีคนที่สู้ได้ดีมากหลายคน แต่ถ้าทุกคนอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุดย่อมดีกว่านะ”

จินยองถอนหายใจ ไรอันก็ห่วงเมีย หมอก็ห่วงผัวเนาะ

“ความจริงฉันก็ยังไม่อยากเดินทางหรอก เพราะจากที่มาร์คบอกและที่ทหารประกาศ ถ้าเราเดินทางตอนนี้ต้องเจอกับพวกรอดชีวิตจำนวนมากแน่ ใครก็ต้องการอพยพไปยังที่ที่ปลอดภัย หลายกลุ่มคงต้องทิ้งที่หลบซ่อนแล้วเดินทาง และทุกเส้นทางที่ใช้ไปยังจังหวัดใกล้เคียงคงมีแต่คนและพวกกัด ไม่ปลอดภัยมากๆ เลยล่ะ ดังนั้นเราควรจะรออีกสักหน่อยแล้วค่อยเดินทาง”

จินยองไม่อยากเจอจราจล คนต้องแย่งกันเอาชีวิตรอดแน่ การปฏิบัติการที่ล้มเหลวของทหารทำให้คนยิ่งตื่นกลัว การปลอบใจที่บอกว่ากำลังจะหาทางรักษามันไม่มีผลอะไรกับคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องเลวร้าย ไม่มีใครอยากรออนาคตที่มองไม่เห็น

สิ่งที่ทหารบอกแปลได้อย่างง่ายๆ ก็คือ พวกแกจงเอาชีวิตรอดกันเองตามยถากรรมเถอะ ไงล่ะ

“นานแค่ไหน เรามีอาหารและน้ำจำนวนมากก็จริง แต่เมื่อแบ่งตามจำนวนคนคงอยู่ได้ไม่ถึงเดือน”

แจบอมถามขึ้นมาบ้าง

“เราจะไม่อยู่เป็นเดือนหรอก ยังไงก็ต้องย้ายที่ การต้องอยู่ที่ไหนนานๆ มันทำให้เกิดความเสี่ยงได้เหมือนกัน” จินยองไม่รอนานขนาดนั้นแน่

“หรือว่าเราควรจะอยู่ที่นี่จนกว่าโรคระบาดจะสิ้นสุดไปเลย ใครจะไปก็ช่างเขา แต่เราอยู่ที่นี่กันต่อก็ได้นี่ ยิ่งคนไปหมดเมืองยิ่งดี มีแค่เราก็น่าจะปลอดภัยนะ”

ซองจินไม่อยากเดินทางไปไหนเลย ไม่อยากเสี่ยงตาย

“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ถึงจะปลอดภัยแต่คงไม่มีอาหารและน้ำให้เรากินไปได้ตลอด และการระบาดของโรคนั้นการจะควบคุมได้มันใช้เวลาไม่เท่ากันและนานด้วย บางโรคเป็นเดือนๆ บางโรคหลายปี และโรคอันตรายอย่างเดทลีซีอาไม่คิดว่าจะใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนในการควบคุมมันได้ เราอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี”

แบมแบมตัดความหวังของหลานชาย ความเป็นจริงตอกย้ำจนหลายคนสลด

ต้องอยู่ท่ามกลางเชื้อนรกกันไปอีกนานเลยหรือนี่ แค่ไม่กี่วันก็จะประสาทเสียอยู่แล้ว

“ตกลงว่าจะรอดูท่าทีไปอีกสักสี่ห้าวันแล้วกัน นานไปหรือเปล่า” มาร์คตัดสินใจให้

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย

“เอาตามนั้นก็ได้ แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะเดินทางได้ตลอดเวลา เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น บางทีอาจจะหลบที่นี่ได้ไม่นานขนาดนั้น”

ทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่แจบอมบอก อย่างไรก็นิ่งนอนใจไม่ได้

“ไหนๆ ก็ว่างแล้ว และเราต้องอยู่ที่นี่ต่อ แกสอนซองจินให้สู้พวกกัดได้หน่อยสิมาร์ค”

เมื่อไรอันพูดจบ เจ้าของชื่อทั้งสองก็เกิดปฏิกิริยาที่ไรอันคาดไว้ทันที มาร์คดูงงๆ ที่พี่ชายขอให้ช่วย แต่ซองจินเริ่มโวย

“ไม่เอานะพ่อ! ผมไม่อยากสู้กับผีดิบ ผมไม่เรียนหรอก”

“แต่แกต้องเรียน! แกจะเป็นภาระของกลุ่มไม่ได้ เป็นผู้ชายก็ต้องหัดดูแลชีวิตตัวเอง แกไม่ละอายหรือไงที่ต้องให้คนอื่นคอยปกป้องเสมอ ถ้าต้องเดินทางแล้วเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ไม่มีใครว่างมาช่วยแกเพราะทุกคนต่างต้องเอาตัวรอด ในตอนนั้นแกจะทำยังไง จะยอมตายอย่างนั้นเหรอ?”

คำถามของพ่อเหมือนตีแสกหน้าซองจิน

“พ่อ..

“ลองคิดกลับกัน แกไม่อยากช่วยใครแล้วคิดว่าคนอื่นเขาอยากช่วยแกหรือ เขามีกำลังที่จะช่วยแกได้แต่ถ้าเขาไม่ช่วยล่ะ”

” ซองจินจนคำพูดเพราะที่พ่อพูดมันถูกทุกอย่าง

“ถ้ากลัวตายก็ต้องทำให้ตัวเองไม่ตายให้ได้สิซองจิน พ่อกับแม่เป็นห่วงแกนะ แกควรจะช่วยดูแลทุกคนในครอบครัวได้ เรียนกับอามาร์คซะ”

“ทำไมพ่อไม่สอนผมเองล่ะ”

“เพราะแกเป็นลูกฉันน่ะสิ ฉันใจแข็งกับแกไม่ลง”

“ถ้าอยากให้ซองจินเรียนต่อสู้ เรียนกับแบมแบมน่าจะดีกว่านะพี่” มาร์คโยนไปให้แบมแบม ภรรยาตกใจเมื่อจู่ๆ สามีก็หางานมาให้

“ทำไมเป็นฉันล่ะคุณ”

“คุณเรียนศิลปป้องกันตัวมาไม่ใช่เหรอ” มาร์ครู้ตัวว่าเป็นคนใจร้อน ถ้าได้สอนหลานแล้วหลานกวนประสาทหรือไม่ยอมทำตามคงได้เกิดเรื่อง ให้แบมแบมสอนล่ะดีแล้ว

“ฉันไม่ได้เก่งอะไร แค่ไปเรียนเป็นเพื่อนอเล็กซ์เอง” แบมแบมออกตัว เขาไม่ชำนาญเรื่องสู้ ที่รอดมาได้จนป่านนี้ วันแรกๆ อาศัยแรงฮึดอยากเจอลูกล้วนๆ และโชคดีได้เจอพวกจินยองด้วย

“สอนแค่พอให้หลานมันมีอะไรติดตัวบ้างก็พอ” ถึงมาร์คจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่แบมแบมลำบากใจจัง

“ผมสอนให้เอาไหมครับ” ชยอนูยกมือเสนอตัว สองสามีภรรยาหันมามอง

“ดีเลยจ้ะ รบกวนชยอนูหน่อยนะ” แบมแบมว่าให้คนเก่งเขาสอนจะดีกว่า

“แค่สอนหลานแค่นี้ทำไม่ได้หรือไงแบมแบม ทำไมต้องโยนไปให้คนอื่นด้วย ทียูคยอมยังสอนได้เลยไม่ใช่เหรอ”

ฮยอนจินอดไม่ได้ที่จะต่อว่าแบมแบม คุณหมอร้องอ้าวเบาๆ เมื่อโดนวีนใส่

“ทำไมพี่ต้องพูดแบบนั้นกับแบมแบมด้วยล่ะ” มาร์คไม่พอใจ

“ไม่เป็นไรมาร์ค พี่เขากำลังเครียด” แบมแบมพูดเบาๆ กับสามี เข้าใจฮยอนจิน

หลังเกิดเหตุการณ์ชวนช็อคความรู้สึกอย่างผีดิบเพ่นพ่านทั่วเมือง ใครก็อารมณ์เสียได้ง่ายๆ ทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนอยู่ก่อนแล้วแบบพี่ฮยอนจินยิ่งเป็นหนัก

“พูดกันดีๆ ก็ได้ทำไมต้องเหน็บ” ถึงมาร์คจะรู้ว่าฮยอนจินเครียดแต่คนอื่นเขาก็เครียดนะ ทำไมคนอื่นพยายามปรับตัวได้แต่ฮยอนจินกลับอารมณ์เสียและลงกับคนอื่นตลอดเวลา

“นี่!” ฮยอนจินจะด่ามาร์คอีกคนแต่ไรอันเห็นท่าทางไม่ดีก็รีบปรามเมียไม่ให้เอ่ยอะไรต่อ

“ไม่เอาน่าที่รัก ใครจะสอนก็เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่คุณต้องการคือให้ซองจินปกป้องตัวเองจากพวกกัดได้ไม่ใช่เหรอ” ไรอันย้ำถึงจุดประสงค์

“แต่ว่า..” ฮยอนจินไม่อยากยอมรับความช่วยเหลือจากพวกของจินยองเพราะอคติ

“พวกของจินยองก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เขายินดีสอนให้ก็ควรรับไว้ ยังไงก็เก่งกว่าหมออย่างแบมแบม ยูคยอมจะได้อะไรจากแบมแบมไปนักล่ะ” ไรอันพยายามกล่อม

“ให้คนเรียนเขาเลือกดีกว่าไหมครับว่าอยากเรียนกับใคร”  

แจบอมว่าให้เจ้าตัวเขาเลือกเองจะดีกว่านะ ดีกว่าให้ผู้ใหญ่มาทะเลาะกัน การอยู่ร่วมกันสิ่งสำคัญคือแตกแยกให้น้อยที่สุด

ซองจินชั่งใจ มองอาสะใภ้และชยอนู ถ้าอยากจะเก่งในเวลาสั้นๆ ก็ต้องเรียนรู้จากคนเก่งๆ เท่านั้น

“ผมจะเรียนกับชยอนู”

“ได้” ชยอนูยิ้มรับ ยินดีจะสอนให้ เยรินแอบเบะปาก ไม่เข้าใจว่าพี่ชยอนูจะใจดีเสียเวลาสอนให้คนอย่างซองจินทำไม

“ฉันก็อยากเรียนบ้างจังเลยค่ะ” ดาฮยอนเอ่ยขึ้นเบาๆ ทุกคนหันไปมองเธอ เด็กสาวยิ้มเจื่อน

“คือ..หนูแค่ไม่อยากเป็นภาระของทุกคน มันคงจะดีถ้าหนูดูแลตัวเองได้บ้าง”

“พี่ท้องอยู่นะ จะบู๊แหลกกับใครเขาได้” อเล็กซิสมองท้องป่องนูนของลูกผู้พี่

“เอ่อ..แต่ว่า” ดาฮยอนไม่อยากอยู่เฉยๆ รอให้คนมาปกป้องนี่นา

“ท้องก็ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นไรหรอก ตอนพี่ท้องนะพี่ยังไปกระทืบคนเป็นสิบได้เลย”

จินยองตบบ่าอเล็กซิสปุบๆ เด็กสาวร้องห๊ะ จินยองพยักหน้ายืนยันโดยมีลูกน้องสนับสนุนว่าเรื่องจริง

ทุกคนนี่ถึงกับพูดไม่ออกไปเลย จินยองนี่สุดยอด

“ถ้าอย่างนั้นหนูขอเรียนด้วยนะคะ” ดาฮยอนมีกำลังใจขึ้น พี่จินยองบอกว่าไม่เป็นไรนี่นา

“เอาสิ พี่สอนให้เอง เรียนพร้อมพี่ชายเลย” ชยอนูยินดี ไหนๆ ก็สอนแล้วเพิ่มอีกคนก็ไม่เป็นไร

“ไม่ต้อง! หนูสอนดาฮยอนเองค่ะ หนูสอนได้” เยรินยกมือตบอกตน แสดงเจตจำนงว่ายินดีมาก 

แจบอมและชางอุคมองหน้ากันแต่ต่างคนไม่พูดอะไรออกมา

คนที่นอนในห้องนั่งเล่นอย่างแจบอมและชางอุคนอนไม่ค่อยหลับ และตอนที่เฝ้าวิทยุก็ได้เห็นและได้ยินอะไรๆ หลายอย่าง แต่ชางอุคไม่ให้แจบอมหลุดปากบอกใคร

ถ้าไรอันและฮยอนจินรู้ว่าเยรินจูบดาฮยอนต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่..

“เธอล่ะไม่คิดจะเรียนอะไรไว้บ้างหรือไง”

จินยองถามฮยอนจินที่มองไปทางเยรินอย่างไม่ชอบใจ เขาเองก็เห็นน่าว่าเยรินตัวติดกับดาฮยอนจนน่าแปลกใจ ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

“อะไร ทำไมฉันต้องเรียนด้วย ไรอันก็คอยปกป้องฉันอยู่แล้ว” ฮยอนจินเชิดหน้าตอบ จินยองมองท่าทางหยิ่งยะโสนั้นอย่างหมั่นไส้สุดใจ

แหม แค่มีผัวคอยดูแลนี่ต้องอวดด้วยเหรอ เฮอะ!

“ถ้าเกิดไรอันช่วยไม่ได้จะทำยังไง”

“ฉันมีลูกชาย”

“ถ้าซองจินก็ช่วยไม่ได้ล่ะ”

“เอ๊ะ! นี่นายจะกวนประสาทฉันเหรอ”

“เปล๊า”

ฮยอนจินข่มใจไม่ให้ด่าคนที่ทำท่าทางกวนประสาทเหลือเกิน เธอต้องไม่ทำให้จินยองไม่พอใจเพราะซองจินต้องเรียนต่อสู้กับชยอนู ถ้าเกิดจินยองสั่งให้ชยอนูสอนอะไรผิดๆ ให้ซองจินและต่อไปลูกเธอต้องเผชิญพวกกัดในสถานการณ์จริงแต่สู้ด้วยวิธีผิดๆ อาจส่งผลถึงชีวิตเขา

“ไม่เป็นไร ผมจะสอนฮยอนจินยิงปืนและใช้มีด แค่นั้นก็น่าจะพอให้เธอช่วยกำจัดพวกกัดได้บ้าง”

ไรอันยืนยันที่จะสอนภรรยาเอง จินยองพึมพำเบาๆ ว่าน่าหมั่นไส้ และคนที่นั่งใกล้อย่างแจบอมก็ดันได้ยินเสียด้วยซี

“อิจฉาเหรอ” แจบอมโน้มตัวไปกระซิบคุยด้วยใกล้ๆ จินยองยกมือฟาดเข้าให้เต็มอกกว้างจนแจบอมจุกตัวงอ

“อยากตายใช่ไหมห๊ะ!

ใคร! ใครอิจฉา ไม่เคยอิจฉาสักนิด ไม่อิจฉาฮยอนจิน ไม่อิจฉาแบมแบม ไม่อิจฉาไอรีนด้วย

“พี่จินยองอย่าทำร้ายพี่แจบอมสิฮะ ไม่น่ารักเลยอ่ะ” ออสตินดึงมือขาวที่บิดพุงน้าแจบอมออกไป จินยองเลยหันมาแกล้งออสตินแทน

“โอ้ยยย อี้อินอองเอ๊าเอ็บ!” ออสตินโวยวายเมื่อโดนดึงแก้มจนยืด จินยองบิดแก้มนุ่มอย่างหมั่นเขี้ยวนัก ลูกหมอก็เหมือนลูกตัว แกล้งได้โว้ย!

เมื่อแกล้งจนพอใจจินยองก็ปล่อย ออสตินน้ำตาร่วงโผเข้าหาแม่ทันที

“ฮือออ แม่! พี่จินยองแกล้งผม”

“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ มาแม่เป่าให้ ไม่เจ็บแล้วเนอะ พี่เขาแกล้งเล่นน่ะลูก พี่เขาเป็นพวกซาดิสม์อารมณ์แปรปรวนน่ะครับ ยกโทษให้เขาเนอะเขาป่วย”

แบมแบมกอดลูกชายที่ซบอกน้ำตาปรอยไว้มือหนึ่ง อีกมือไล้แก้มใสแล้วเป่าลมโดนแก้มแกเบาๆ

หลายคนกลั้นขำ ไม่กล้าหัวเราะแรงยกเว้นน้องๆ ของจินยอง

“ก็ได้ครับ แต่โป้งพี่จินยองหนึ่งวัน”

“หนอย” ไอ้เด็กช่างอ้อนที่ออเซาะกับอกแม่ยังไม่น่าหมั่นไส้เท่าคำพูดของแบมแบมเลย ด่าได้เจ็บแสบมาก ว่าใครป่วยวะ

“ได้เวลาเรียนแล้วนะ ไปเรียนกันเถอะครับทุกคน” แบมแบมบอกลูกศิษย์ทั้งห้าของตน ลุกขึ้นยืนโดยมีลูกชายเกาะติดไม่ห่าง

ยูคยอมหยุดคุยกับอเล็กซิส ลุกขึ้นเป็นคนแรก ตามด้วยไอรีน ฮันบินและแจบอม

“มาสิเยริน” ฮันบินเรียกน้องที่ยังนั่งเฉย

“ไม่เรียน จะสอนดาฮยอน”

“เดี๋ยวค่อยสอนทีหลัง มาเรียนก่อน”

“โห่”

“ถ้าไม่ตั้งใจก็ไม่ควรเสนอตัวว่าจะเรียนแต่แรก เมื่อทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ” จินยองหันไปดุ เยรินเลยยอมลุกไปหาทุกคนที่โต๊ะอาหารและขอโทษแบมแบม

“อะไร! มองอะไรกันห๊ะ” จินยองตวาดแหวใส่ทุกคนที่หันมามองตนเป็นตาเดียว

“พูดจามีสาระก็ได้นี่นาคุณน่ะ” มาร์คประหลาดใจทีเดียว จินยองมองหน้าหล่อของผัวเพื่อนแล้วอยากจะต่อยให้หน้าช้ำนัก ปากดีจริงๆ

            แต่จินยองจะไม่ต่อปากต่อคำด้วยหรอกนะ น่าเบื่อ

            ร่างบางหยิบหนังสือของออสตินไปอ่านที่โซฟา เล่มที่เจ้าตัวเขาอ่านจบแล้วนั่นแหละ

“พี่จินยอง ผมห่วงรถบ้านของเราว่ะ” วีลุกไปหาจินยอง คุยด้วยเบาๆ  

“จะไปเฝ้าหรือไง”

“ขอไปดูก่อนได้ป่ะ”

“มันอันตราย”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า”

“ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม” ชางอุคที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินที่วีและจินยองคุยกันก็อาสา

“อยากไปก็ไป”

พอจินยองอนุญาตวีก็เดินไปหยิบปืนกระบอกหนึ่งส่งให้ชางอุคติดตัวแล้วดึงชางอุคออกไปด้วยกันทันที 

“ปล่อยไปแบบนั้นจะดีเหรอคะ ยังไงรถก็ไม่มีทั้งน้ำมันและกุญแจนะ คงไม่หายหรอกมั้ง ให้ไปกันสองคนอันตรายจะตาย” ไอรีนเป็นห่วงสามีและวี

“ไม่เป็นไรหรอก น้องฉันมันดูแลตัวเองได้ รถน่ะไม่มีน้ำมันก็หามาเติมได้ ไม่มีกุญแจก็ใช่ว่าจะเอารถไปไม่ได้ มันมีวิธีที่ทำให้รถใช้ได้โดยไม่มีกุญแจนี่นา และน้องฉันมันก็ทำเป็นทุกคน ถ้าพวกมันทำได้คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน มันเลยไม่วางใจไงล่ะ”

จินยองรู้ถึงความกังวลของวี ตอนนี้รถเป็นพาหนะจำเป็นถ้าต้องเดินทางกันข้ามจังหวัด และรถบ้านก็สะดวกสบายแถมเด่นสะดุดตาเสียด้วย ถ้าเกิดโดนขโมยไปคงลำบาก

 “ทำยังไงเหรอฮะ” ออสตินอยากรู้

“ไหนว่าโป้งหนึ่งวันไง”

“ไม่โป้งแล้วก็ได้ฮะ บอกหน่อยนะ นะๆ”

“เชอะ ถึงบอกไปก็ไม่เข้าใจหรอกน่า” จินยองคิดว่ามันยากเกินกว่าที่เด็กสิบขวบจะเข้าใจได้ แต่ออสตินก็ยังทั้งตื๊อทั้งอ้อนอยู่นั่นเอง

 

 

 

 

“พี่ซึงจุน! รอก่อนสิคะ พี่ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าพี่รู้จักหมอคนนั้นได้ยังไง”

หญิงสาวเร่งฝีเท้าตามคนที่เดินขึ้นมาที่ชั้นสามของอาคารร้าง ชายหนุ่มร่างสูงเดินไปที่หน้าต่างต้องการมองสถานการณ์รอบด้านจากที่สูง

“ทำไมผมต้องบอกเธอด้วย” ซึงจุนตอบอย่างเย็นชา หญิงสาวสะอึก แต่ความอยากรู้ทำให้ยังทน

“แล้วทำไมพี่ไม่บอกล่ะคะ”

“มันเรื่องส่วนตัวนะครับ”

“แต่ถ้าเราเจอเขามันก็ดีกับเรานี่นา”

“ถึงเขายังรอดเธอคิดว่าจะไปตามหาเขาเจอได้ที่ไหน ใครๆ ต่างอพยพหนีผีดิบ และถ้าหากทหารหาตัวเขาไม่เจอเราคงยากที่จะหาเจอ ถ้าแบมแบมต้องการที่จะหลบซ่อน..ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าจะมีโอกาสได้เจอเขาไหม”

ซึงจุนหยิบกล้องส่องทางไกลในกระเป๋าออกมาส่องดูเหตุการณ์ที่อยู่ไกลๆ คนเริ่มออกเดินทางกันอีกแล้ว วุ่นวายไปหมดเลย เหมือนตอนเกิดเรื่องวันแรกๆ เลยล่ะ เพราะยิ่งมีคนออกมามากเท่าไรก็ยิ่งเป็นเหยื่อของผีดิบมากเท่านั้น และเท่ากับช่วยเพิ่มประชากรผีดิบด้วย ไม่ใช้สมองกันเสียบ้างเลยให้ตายสิ

คนที่ยังรั้งรอเวลานี่ล่ะที่จะซวย เพราะจำนวนผีดิบเยอะขึ้นก็หนีลำบาก

“เธอไปบอกทุกคนด้วยลิซ่าว่าอีกสองวันเราจะเดินทาง ให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”

“ทำไมเดินทางไวจังล่ะคะ”

“เราอยู่ใจกลางเมืองเลยนะ ถ้าไม่รีบออกจากที่นี่คงหนีลำบาก”

“ทำไมเธอยังไม่ไปอีก”

ซึงจุนลดกล้องส่องทางไกลในมือลงแล้วหันมามองหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ยังไม่ไปทำตามสั่งสักที ลิซ่ามองหน้าเขานิ่ง

“พี่จะไม่บอกจริงๆ หรือคะว่าเขาสำคัญกับพี่มากแค่ไหน”

“สำคัญมาก ตั้งแต่เกิดเรื่องพี่ภาวนาให้เขารอดและให้สามีเขาตายไปซะ”

ลิซ่าตกใจเมื่อได้ยินถ้อยคำโหดร้ายเย็นชาจากปากซึงจุน สีหน้าเขาจริงจัง แววตาเขา..ก็เปลี่ยนไป

และที่น่าตกใจกว่านั้นคือเธอพอจะดูออกแล้วว่าพี่ซึงจุนคงรักหมอคนนั้น และน่าจะรักมากจนอยากให้สามีของหมอตาย..

“ถ้าคนที่ตายเป็นหมอแต่คนที่รอดคือสามีเขาล่ะคะ” ลิซ่าหลุดปากไปแล้วก็ต้องมาเสียใจภายหลังตอนเห็นแววตาแข็งกร้าวของซึงจุน

“อย่าพูดถึงเขาแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง ไปทำหน้าที่ของเธอซะลิซ่า”

ลิซ่าจำต้องเดินกลับลงไปข้างล่างเพื่อทำตามที่เขาสั่งอย่างไม่มีทางเลือก

เราคงไม่มีวันได้เจอหมอคนนั้น ในสถานการณ์อย่างนี้การจะหาใครสักคนเป็นเรื่องที่ยากมาก

 

 

 

 

“เฮ้! นี่ยังไม่หายช็อกอีกหรือไง” แจ็คสันโบกมือไปมาตรงหน้ายองแจ คนที่นั่งเหม่อสะดุ้ง

“อะไร”

“คิดมากเรื่องอาของซองจินอยู่เหรอ”

“อะ..อื้ม” ยองแจอดกังวลไม่ได้ที่อาของคนรักกำลังถูกทหารตามตัว

ยองแจจำชื่อของคุณอาได้เพราะเป็นคนต่างชาติชื่อก็เลยอ่านยากแต่ออกเสียงเพราะดี เลยลองพยายามเรียกชื่ออาให้ถูกอยู่ตั้งหลายวัน

“คุณ..คุณเป็นทหารนี่นา คุณพอจะรู้ไหมว่าถ้าทหารประกาศหาตัวแบบนี้มันจะเป็นเรื่องร้ายหรือดี”

คำถามน่าหนักใจมาอีกแล้ว แจ็คสันไม่อยากตอบเลย

ถ้าจะบอกว่าเป็นเรื่องดียองแจอาจไม่เชื่อ ถ้าบอกว่าเรื่องร้ายยองแจก็จะยิ่งกังวล

“ไม่รู้สิ แต่ถ้าหาตัวเขาเจอเขาจะเป็นความหวังของเราทุกคน”

“อาแบมแบมจะไม่เป็นอันตรายใช่ไหม”

 “ตอนนี้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญไปแล้ว ไม่มีทหารคนไหนทำร้ายเขาได้หรอก” แจ็คสันยืนยัน คนที่มีประโยชน์ย่อมได้ทุกอย่าง ทั้งความดูแลและความปลอดภัย

“งั้นเหรอ..” ยองแจค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

“อย่าเพิ่งกังวลไปล่วงหน้าเลย เรามาคิดกันก่อนเถอะว่าจะเดินทางเมื่อไร”

“คุณว่าเราจะไปวันไหนดีล่ะ”

“คืนนี้”

“เอาจริงเหรอ” ยองแจตกใจ เร็วจังเลย ยังไม่พร้อมเจอพวกกัดเลยให้ตาย

“อืม ฉันรู้ว่านายร้อนใจและอยากไปบ้านต้วนให้เร็วที่สุดใช่ไหมล่ะ เราอยู่ที่นี่นานไม่ได้ด้วยเพราะมันไม่มีอาหารแล้ว”

ตอนนี้แจ็คสันก็อยากพายองแจไปหาแฟนแล้ว เพราะเขาคิดว่าหมอต้วนน่ะน่าจะไม่มีมากกว่าสองคนหรอก ต้องเป็นหมอต้วนในโรงพยาบาล S คนนั้นที่ไม่ยอมหนีไปกับเขาแต่บอกว่าจะไปหาสามีและลูก

ถ้าเป็นคนเดียวกันนี่โลกโคตรกลมเลยล่ะ

“ฉันกลัวน่ะคุณ ฉันกลัวว่าเราจะฝ่าพวกกัดไปไม่ได้ ฉันห่วงยองจี”

“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ยังไงเราก็ต้องรอด” แจ็คสันจับมือคนขี้กังวลเอาไว้

ยองแจหลุบตาลงมองมือใหญ่ที่กอบกุมมือตนอยู่ พยักหน้าทั้งที่สีหน้าไม่สู้ดี

“อื้ม”

“ไปเตรียมตัวกันเถอะ”

 

 

 

 

แจ็คสันสะพายกระเป๋าเป้ของยองแจไว้ เดินนำสองพี่น้องลงมาจากชั้นสาม ยองแจสะพายธนูและกระเป๋าอุปกรณ์ธนู เครื่องแต่งกายป้องกันก็สวมทุกชิ้นเตรียมพร้อม จับมือน้องสาวไว้แน่นทั้งที่ก็เอาเชือกผูกเอวตนและเอวน้องไว้แล้ว

ทั้งคุณทหารและคุณนักศึกษาตกลงกันไว้แล้วว่าจะต้องหารถสักคันเพื่อใช้เดินทาง แต่จะหารถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ได้คงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน

อุปสรรคสำคัญในการเดินทางต่อคือความปลอดภัยของยองจี ทั้งแจ็คสันและยองแจต้องปกป้องเธอ และเธอก็ยังเด็กเกินกว่าจะจับอาวุธช่วยต่อสู้

เรื่องนี้ยองแจและแจ็คสันเถียงกันอยู่ว่าจะให้ยองจีรู้วิธีป้องกันตัวจากผีดิบหรือไม่ แจ็คสันอยากสอนให้ยองจียิงปืนหรือใช้มีด ในบางประเทศที่มีสงครามกลางเมือง เด็กเล็กๆ ก็เป็นเหยื่อให้ผู้ใหญ่ใช้ประโยชน์ บางคนนั้นอายุน้อยกว่ายองจีด้วยซ้ำ ดังนั้นการจะฝึกให้ยองจีป้องกันตัวได้แจ็คสันจึงคิดว่ามันเป็นไปได้

แต่ถึงมันจะเป็นไปได้ยองแจก็ไม่ต้องการให้ยองจีเผชิญหน้ากับพวกกัด เพราะคนเป็นพี่รู้ว่ายองจีจะต้องกลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก และถ้าไม่รีบหนีล่ะก็ต้องเกิดเรื่องเลวร้ายแน่ ยองแจยืนกรานหนักแน่นว่าจะดูแลน้องสาวเอง

“ไม่ได้มีแค่เราแฮะที่คิดหนีตอนกลางคืน”

แจ็คสันพูดขึ้นเมื่อเปิดประตูร้านออกมาแล้วเจอสภาพเหมือนก่อนเกิดเรื่องเลย ทุกคนต่างพากันเอาตัวรอด คนจำนวนหนึ่งกำลังเดินทาง เสียงพูดคุยดังไปทั่วจนแจ็คสันกังวลว่าจะดึงพวกกัดมาหา  

ยองแจมองคนที่วิ่งเอาตัวรอดจากพวกกัด บางคนก็สู้ และบางคนก็เลือกที่จะหลบเข้าไปในอาคารที่ใกล้ที่สุดอีกครั้ง

“อย่ายืนมองสิ วิ่ง!” แจ็คสันที่ถือมีดเตรียมพร้อมหันไปบอกยองแจแล้ววิ่งนำออกไปก่อน  ไม่มีเส้นทางไหนที่ไม่มีคน การกลืนไปกับฝูงคนทำให้เดินทางลำบากและคนกับพวกกัดก็ปะปนกันไปหมด

“หารถไปด้วยนะ”

“คุณจะขับรถยังไงในสภาพแบบนี้!” ยองแจจับมือน้องวิ่งตามแจ็คสันไป พยายามไม่ให้คลาดกัน

“มอเตอร์ไซค์ก็ได้”

“คนรอดชีวิตเยอะกว่าที่ฉันคิด เหมือนคนทั้งเมืองออกมาพร้อมกันหมดเลย”

ยองแจรีบคว้าเป้ที่หลังแจ็คสันไว้ก่อนจะพลัดกัน

“มันดูสับสนวุ่นวายเพราะพวกกัดด้วยนี่ล่ะ คนพวกนี้ไม่รู้จักเรียนรู้เอาเสียเลย ยิ่งเสียงดังก็ยิ่งเรียกพวกมันมา คงได้ตายก่อนออกไปจากเมืองนี้”

แจ็คสันพูดพลางหันไปแทงพวกกัดคนหนึ่งที่ตรงเข้ามาหา เอาตัวบังยองจีที่ยืนอยู่ด้านหลังไว้

“เราไปทางตรอกนั้นกันเถอะ! ถนนใหญ่มีพวกกัดมากเกินไป” ยองแจรั้งแขนแจ็คสันที่กำลังถีบพวกกัดออกไปห่างๆ ให้ตามตนไป

“มันจะทะลุออกไปที่ไหน”

“ไม่รู้อ่ะ จำไม่ได้ คิดไม่ออก ยังไงก็ไปก่อนเถอะ” ยองแจจับมือน้องวิ่งเข้าไปในตรอกเล็กๆ โดยหวังว่ามันจะมีทางผ่านทะลุไปไหนสักที่

ขออย่าให้เป็นทางตันแล้วกัน!

นักศึกษาหนุ่มวิ่งไปได้กลางทางแล้วต้องชะงักเมื่อเจอพวกกัดสามคนเดินขวางทางอยู่ พวกมันอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตร เพราะความมืดทำให้ตอนแรกยองแจคิดว่าพวกนั้นคือคน

เหมือนเสียงลมหายใจดังๆ เพราะความตกใจของยองแจจะทำให้พวกมันรู้ว่ามีคนอยู่ใกล้ๆ พวกกัดทั้งสามพร้อมใจเดินตรงมาหายองแจทันที ร่างบางดันน้องหลบไปด้านหลัง รีบหยิบลูกธนูมาขึ้นสายแล้วยิงออกไปทันทีโดยไร้ความลังเล

ก่อนออกจากร้านขายอุปกรณ์กีฬายองแจยิงธนูใส่หมอนไปแล้วจึงทำให้ตอนนี้สามารถใช้ธนูได้เลย

“ว้าว!” แจ็คสันทึ่งทีเดียวที่เห็นธนูทั้งสามดอกถูกยิงออกไปอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทันแถมยังเข้าเป้าที่หัวตั้งสองคนอีกต่างหาก สมกับที่ไปคัดเลือกทีมชาติมา

แม้แต่ในตรอกมืดๆ ก็ยังยิงได้เยี่ยม

ยองแจยิงซ้ำไปยังพวกกัดคนที่เขายิงพลาดไปโดนไหล่ และคราวนี้ก็โดนหัวตายรอบสองตามเพื่อนอีกสองคนไป

ยองแจรีบวิ่งไปเก็บลูกธนูทั้งสี่มาเช็ดแล้วเก็บใส่ซองตามเดิม อาวุธของเขามันดีตรงที่ใช้แล้วก็เอามาใช้ซ้ำได้อีก ไม่เหมือนปืนที่ยิงไปกระสุนก็หมด แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้อาวุธดีๆ แบบนี้ได้ล่ะนะ

พวกกัดทั้งสามตรงกลางตรอกทำให้ยองแจและแจ็คสันระมัดระวังมากขึ้น ยองแจเดินไปอย่างช้าๆ หูก็เงี่ยฟังเสียงจากข้างหน้าด้วย

ตรอกเล็กๆ นั้นคดเคี้ยวน่าดู ทั้งสามเดินเลี้ยวซ้ายไปสองรอบและเลี้ยวขวาอีกรอบกว่าจะออกมาจากตรอกได้ ระหว่างทางก็มีบ้านคนนะและมีพวกกัดให้ตกใจเป็นระยะด้วย

“นี่มัน..เขต 7 หรือเปล่า”

แจ็คสันถามยองแจเมื่อทั้งหมดเดินทะลุออกมาที่ย่านชุมชนหนึ่ง  

“อือ จะเอาไงดี”

“หารถ”

“คุณจะเดินไปดูทุกบ้านเลยหรือไง จะมีใครเขาเอารถจอดไว้ที่บ้านบ้าง”

“ถ้าหาคอนโดเจอก็เจอลานจอดรถ และมันต้องเหลือรถที่ใช้ได้ไว้บ้างแน่ๆ”

แต่โชคไม่เข้าข้างทั้งสามนัก เดินไปได้แค่สองร้อยเมตรก็เจอพวกกัดกลุ่มใหญ่ และมันจะไม่ใช่สถานการณ์ที่ลำบากเลยถ้าไม่มาพร้อมกันทั้งสองทางคือด้านหน้าและซอยทางขวามือ ส่วนทางซ้ายมือนั้นคือทางตันด้วยมีกำแพงสร้างกั้นตลอดแนว คงเป็นฝีมือผู้รอดชีวิตที่กั้นซอยทางซ้ายมือไว้

“ไม่นะ..เราจะทำยังไงกันดี”

ยองแจหันมองหน้าแจ็คสัน ทหารหนุ่มกัดริมฝีปาก จนปัญญา

มีแค่สองทางรอดคือย้อนกลับไปทางเก่าหรือไปทางซ้าย..ซึ่งมันก็เป็นไปแทบไม่ได้ทั้งคู่เลย

 

50%

 

“กำแพงสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ แต่ถ้านายกับน้องปีนขึ้นไปคงไม่พัง ยังไงในนั้นก็น่าจะมีคนรอดชีวิต”

แจ็คสันเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน สายตามองไปยังผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

ทั้งสามหลบอยู่ในมุมมืดที่พอจะมีข้าวของวางระเกะระกะพอบังแต่ถ้าพวกนั้นเดินมาทางนี้จะหลบยังไงก็คงไม่พ้น

“แล้วคุณล่ะ” ยองแจรู้ว่าธนูของตนคงไม่สามารถต่อกรกับอมนุษย์จำนวนมากได้หรอก จำนวนอาวุธมีน้อยกว่าพวกกัดมากเกินไป

“ฉันจะวิ่งย้อนไปทางเก่า”

“งั้นเราไปด้วยกัน”

“จะออกไปเผชิญความวุ่นวายที่ถนนใหญ่อีกหรือไง พาน้องหนีไปซะ รีบไปซะตอนนี้ก่อนที่พวกกัดจะมารุมทึ้งนาย”

แจ็คสันเอ่ยกระซิบ แม้ทั้งสามจะพยายามหลบซ่อนในเงามืดแต่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ต่อไปได้นานแค่ไหน

“ถึงคุณจะสละชีวิตก็ไม่ทำให้ฉันคิดว่าคุณเป็นฮีโร่หรอก”

ยองแจอดใจหายไม่ได้เมื่อคิดว่าจะต้องแยกจากคุณทหารโดยไม่รู้ชะตากรรมของเขาอีก อย่างไรเขาก็ยอมทรยศต่อนายเพื่อช่วยชีวิตยองจี แถมยังช่วยเขาด้วย นี่ยองแจยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนผู้มีพระคุณเลยนะ

“ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก หนีคนเดียวอาจเร็วพอที่จะรอด”

 แจ็คสันเอ่ยกลับไป ยองแจส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ยองจีเกาะชายเสื้อของทั้งสองคนแน่น แอบอยู่ข้างหลังด้วยความกลัว

“ถึงฉันกับยองจีจะปีนข้ามกำแพงไปแต่กว่าจะขึ้นไปได้คงเป็นที่สนใจของไอ้พวกนั้นแหละ ถ้าพวกมันหันมาสนใจจนกำแพงพัง คนรอดชีวิตที่หลบอยู่ข้างในคงต้องซวยเพราะเรา”

ยองแจเอ่ยกับแจ็คสัน จ้องหน้าเขาเพื่อบอกว่าไม่ยอมไปแค่สองคนแน่

แจ็คสันถอนหายใจในความดื้อรั้น

“งั้นกลับไปทางเก่ากันหมดนี่แหละ ไปหลบที่บ้านไหนสักหลังแล้วค่อยเดินทางต่อ”

“อืม” ยองแจเห็นด้วย แจ็คสันส่งสัญญาณให้ยองแจค่อยๆ หลบไปกับเงามืดพาน้องกลับไปทางเก่าก่อนแล้วเขาจะเดินตามไปทีหลัง

แฮ่

แต่โชคคงไม่เข้าข้างจริงๆ เมื่อผู้ติดเชื้อหันมาสนใจยองแจที่กำลังคลานหลบตามหลังน้องไปในซอยที่เพิ่งผ่านกันมาเข้าจนได้

“ยองแจวิ่ง! ไปรอที่ตรอกทางเข้าที่เรามานะ ฉันจะตามไป”

ไม่รอให้แจ็คสันสั่งยองแจก็รีบอุ้มน้องสาวแล้ววิ่งทันที แจ็คสันคว้าเศษขยะที่เป็นอะลูมิเนียมแถวนั้นมาปาไปอีกทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกกัดหลายคนออกไป แล้ววิ่งเข้าไปจัดการพวกกัดที่ไม่สนใจและจะตามสองพี่น้องไป

“พี่แจ็คสัน!

เด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกพี่ชายอุ้มพาดบ่ากรีดร้องเมื่อเห็นพี่ชายทหารถูกผีดิบน่ากลัวเดินเข้าหาหลายคน แต่ยองแจไม่มีเวลาหันกลับไปมองแจ็คสันเพราะเสียงของยองจีจะทำให้พวกกัดแยกมาทางเขากับน้องเช่นกัน

“ยองจีเงียบ!

ยองแจดุแล้วรีบพาน้องวิ่งหนีตามทางวกวนที่เพิ่งผ่านมา มันทางโล่งสะดวกเพราะขาไปกำจัดพวกกัดไปหมดแล้ว

นักศึกษาหนุ่มพาน้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นเดิมคือต้นซอยที่พวกเขาเลือกนี่ล่ะ รอและหวังว่าคุณทหารจะตามมาได้

การอพยพยังมีอย่างต่อเนื่อง ยองแจพาน้องหลบอยู่หลังถังขยะเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจของผู้คนมากมายที่กำลังจะเดินทางออกจากเมืองนี้ด้วยถนนสายหลัก

 

 

“พี่คะ..พี่แจ็คสันจะรอดไหม”

ยองจีนั่งกับพื้นกอดเข่ายึดแขนเสื้อพี่ชายแน่น ถามด้วยเสียงสั่นๆ ยองแจใจกระตุก ก้มมองนาฬิกาข้อมือ พยายามเพ่งมองเข็ม

ผ่านมาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว

            ถึงจะกลัวแต่ยองแจแน่ใจว่าตอนที่อุ้มน้องมาทางเดิมเขาไม่ได้ใช้เวลานานขนาดนี้ เขาอุ้มเด็กไว้คนหนึ่งยังมาถึงได้เลย คุณทหารตัวคนเดียวทำไมถึงยังมาไม่ถึงนะ หรือว่าไปติดค้างที่ตรงไหน..

            ยองแจภาวนาว่าอย่าให้คุณทหารกลายเป็นอาหารของผู้ติดเชื้อเลย ถึงจะรู้จักกันไม่ได้กี่วันแต่ผู้ชายคนนั้นก็เป็นคนดี

            “ต้องรอดสิจ๊ะ”

ยองแจที่โอบกอดยองจีไว้ตอบเสียงเบาเหมือนจะตอกย้ำคำตอบนั้นลงไปในใจของตัวเองด้วย

 

 

 

 

ชายหนุ่มร่างกำยำหอบหายใจเหนื่อยแทบหมดแรงเมื่อพวกกัดดาหน้าเข้ามาหาอย่างต่อเนื่อง เขาทั้งถีบทั้งแทงแต่เท่าไรก็ไม่หมด จะหนีไปตามตรอกที่เพิ่งออกมาก็กลัวว่าจะทำให้ผู้ติดเชื้อตามไปจนสองพี่น้องนั่นได้รับอันตราย

แจ็คสันไม่มีเวลาแม้แต่จะมองหาทางหนีทีไล่ทางอื่นเพราะถ้าละสายตาเขาก็คงตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นพวกนี้ไปด้วย หรือไม่ก็โดนกัดกินจนไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้อีก

แจ็คสันไม่เคยกลัวตาย เขาจะสู้จนวินาทีสุดท้ายจะสู้จนกว่าจะพลาดท่า

หวังว่ายองแจและยองจีจะปลอดภัย

ตุ้บ!

แจ็คสันสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีร่างมนุษย์ตกลงมาจากที่สูงไม่ไกลจากเขาเท่าไร พวกกัดที่ล้อมเขาหันไปสนใจเสียงนั้นแล้วเข้ารุมกัดทึ้งร่างนั้นอย่างตะกละตะกรามทันที

แจ็คสันยืนตะลึงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองข้างบนเมื่อได้ยินเสียงเป่าปากเบาๆ

เด็กหนุ่มสวมหมวกสแนปแบคทำมือทำไม้ให้เขาขึ้นไปในตึก แจ็คสันถึงได้เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีบันไดหนีไฟข้างตึกสูง แต่ทางขึ้นมันขึ้นไม่ได้เพราะมีข้าวของวางขวางมากมาย

แต่ของแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก แจ็คสันรีบปีนขึ้นไปบนกล่องไม้สูงแล้วโหนราวบันไดโยนตัวขึ้นไปก่อนที่พวกกัดจะทันดึงขาลากเขาลงไปกิน

ทหารหนุ่มวิ่งขึ้นไปตามบันไดวนขึ้นสนิมไปจนถึงชั้นที่เห็นเด็กหนุ่มโผล่หน้าออกมา ไม่ต้องเสียเวลาเปิดประตูทางหนีไฟเพราะอีกฝ่ายเปิดรอรับอยู่แล้ว

“อยากฆ่าตัวตายเหรอ”

คำทักทายแสนเกรียนดังขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายปิดประตูทางหนีไฟแล้ว แจ็คสันถอนหายใจ

“ขอบใจมาก”

“ไม่เป็นไร นั่นเป็นเพื่อนผมที่ตายเมื่อวาน เรายังคิดอยู่เลยว่าไม่รู้จะทำยังไงกับเธอดี เพราะปล่อยทิ้งไว้ก็มีกลิ่น เธอได้สละร่างกายตัวเองช่วยพี่ได้คนหนึ่งป่านนี้คงยิ้มดีใจอยู่บนสวรรค์แล้ว”

เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ยังเจือถึงความเสียใจ

“เธอชื่ออะไร”

“แซลลี่”

แจ็คสันนึกขอบคุณเด็กสาวชื่อแซลลี่ที่ไม่เคยเห็นหน้านั้นในใจ

“พวกเราตั้งใจจะหนีออกจากเมือง แต่ยังไม่รู้จะไปไหนเลย” เด็กหนุ่มเดินนำไปยังห้องริมสุดของชั้นเจ็ดในอพาร์ทเม้นต์แห่งนี้ แจ็คสันเดินตามเด็กหนุ่มไป

“มาแล้วๆ”

เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยขึ้นขณะเปิดประตูเข้าไป แจ็คสันกวาดสายตามองภายในห้องอย่างรวดเร็ว

อพาร์ทเม้นต์นี้ไม่เก่ามาก กว้างขวางดีทีเดียว มีหลายห้องด้วย คนที่อยู่ในห้องมีไม่กี่คนแต่ที่น่าตกใจคือมีคนที่เขารู้จักอยู่ด้วย

“อ่าว..แจ็คสัน”

“คุณจียง

แจ็คสันไม่อยากจะเชื่อว่าจะบังเอิญได้ขนาดนี้ ทำไมอดีตภรรยาของท่านนายพลถึงได้มาอยู่ที่นี่

“แจ็คสัน! เธอรู้ข่าวของโซจองบ้างไหม ฉันไม่กล้าไปที่ศูนย์อพยพเลยไม่รู้เลยว่าโซจองปลอดภัยไหม แต่ต้องปลอดภัยสินะในเมื่อแกอยู่กับพ่อนี่นา ใช่ไหมแจ็คสัน!

ชายหนุ่มร่างโปร่งลุกจากโซฟาถลามาหาแจ็คสันแล้วเขย่าตัวเขาเอ่ยถามอย่างร้อนรน ทหารหนุ่มพูดไม่ออกรู้สึกเหมือนกลืนทรายจนลำคอแห้งผาก

เขาจะบอกได้อย่างไรว่าหนูโซจอง

“ผม..ไม่ทราบเลยครับ ผมหนีการจับกุมของเพื่อนอยู่ ผมสร้างเรื่องในค่าย..

“อย่างนั้นเหรอ” จียงค่อยๆ ปล่อยมือจากแขนแจ็คสัน ท่าทางผิดหวัง เด็กหนุ่มอีกคนเดินมาหา

“เอาน่าพี่ อย่างน้อยลูกพี่ก็อยู่กับพ่อ คงไม่เป็นไรหรอก แกต้องได้ลงเรือของกองทัพอยู่แล้ว”

เด็กหนุ่มอีกคนเดินมาหาจียงแล้วจับมือเขาไว้

“อืม”

แจ็คสันมองคนที่ประคองคนรู้จักของเขาไปนั่งที่โซฟาอีกครั้ง มองสำรวจอีกทีก็พบว่ามีผู้รอดชีวิตอีก ล้วนแต่เป็นวัยมัธยมทั้งนั้น

เด็กที่ช่วยเขาไว้คือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวขาวจัด มีพลาสเตอร์ยาติดที่แก้มท่าทางจะเฮี้ยวไม่เบา หรือไม่ก็อันธพาลประจำโรงเรียน

เด็กสาวหน้าตาดีที่เขาไม่รู้ชื่อ เธอใส่ชุดไปรเวทแล้วแต่ยังสวมเสื้อคลุมตัวนอกของโรงเรียนไว้ที่ไหล่ นั่งกอดเข่าอยู่ใกล้ชั้นหนังสือ

เด็กหนุ่มใส่แว่นที่นั่งมองเขาอยู่บนพื้น

“ผมชื่อเซฮุน ยัยนั่นชื่อจื่อวี ไอ้แว่นนี่จีมิน ส่วนที่นั่งข้างพี่จียงชื่อเตนล์ พวกผมสี่คนเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน หนีตายจากโรงเรียนมาพร้อมกัน ที่จริงตอนหนีก็รอดเกือบครึ่งห้องแต่แยกย้ายกันไปเหลือแค่นี้แหละ”

 

 


เด็กหนุ่มที่บอกว่าชื่อเซฮุนเดินไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัว ส่วนคนที่เพิ่งมายืนนิ่งหน้าประตู

“ยินดีที่ได้รู้จัก แต่ฉันคงต้องไปแล้ว”

แจ็คสันห่วงสองพี่น้องที่หนีไป อยากไปตามหาให้เจอ ไม่รู้ว่าทำไมแต่เขาไม่สบายใจและไม่อยากทิ้งสองคนนั้นไว้ลำพัง

“จะไปไหน ฉันไปด้วยได้ไหม เธอติดต่อกับทางทหารได้อยู่หรือเปล่า ฉันอยากรู้เรื่องของโซจอง”

จียงเอ่ยออกมาอย่างขอร้อง แจ็คสันลำบากใจ

“ผม..ผู้การไม่ให้ผมติดต่อใครครับ ท่านนายพลล่าตัวผมอยู่” แจ็คสันตัดสินใจโกหก

“ล่า? เพราะอะไร” คำถามที่แจ็คสันไม่อยากตอบมาอีกแล้ว

“ผมโดนใส่ร้ายว่าติดเชื้อและขัดคำสั่งท่านเรื่องหนึ่งน่ะครับเลยไม่ได้รับสิทธิ์ขึ้นเรือ ตอนนี้ผมคงไปเจอทหารที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ผมขอตัวนะครับ มีคนที่ผมต้องไปตามหา”

แจ็คสันไม่อยากเอ่ยอะไรมากกว่านี้ ด้วยความรู้สึกผิดจึงอยากจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

“อย่างนั้นเหรอ คงเป็นเรื่องร้ายแรงมากสินะ คนระดับนายพันอย่างเธอถึงได้โดนล่า..ไม่เป็นไร แต่นี่ดึกแล้วจะไปตามหาคนน่ะอันตรายนะ ข้างนอกมีทั้งผู้อพยพและพวกกัด อยู่ที่นี่สักคืนสิ”

เมื่อจียงเอ่ยถึงยศแจ็คสัน เด็กทั้งสี่ก็หันมามองเขาพร้อมกัน ไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายที่ยังดูหนุ่มแน่นจะมียศสูงขนาดนี้

“ผมให้น้องสองคนหนีเอาตัวรอดไปก่อนแล้วสู้กับพวกกัดถ่วงเวลาให้น่ะครับ ตอนนี้ผมเป็นห่วงพวกเขามาก ต้องไปแล้วจริงๆ”

“ถ้ายังไงให้เราไปด้วยได้ไหมพี่ พวกเราก็อยากตามหาเพื่อนเหมือนกัน”

เตนล์เอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้นมีหวัง ถ้ามีทั้งพี่จียงและคุณแจ็คสันที่เป็นทหารล่ะก็ เราคงเดินทางได้อย่างปลอดภัย

“นายยังไม่เลิกหวังอีกเหรอ เราไปบ้านหมอนั่นแล้วแต่ก็ไม่เจอนะ ตัดใจดีกว่า” จีมิน หัวหน้าห้องของห้องมอปลายปี 2- A เอ่ยขึ้นอย่างหน่ายๆ

“นั่นสิ ในตอนนี้จะไปตามหาคนเจอได้ยังไง ติดต่อกันก็ไม่ได้ คนอพยพออกนอกเมืองก็เยอะ”

จื่อวีเห็นด้วยกับจีมิน

“แต่ว่า..” เตนล์ก้มหน้า สีหน้าหม่นหมองลง เซฮุนถอนหายใจ

“เลิกรู้สึกผิดสักทีเถอะ ควรทำใจเอาไว้บ้างนะว่ามันอาจตายไปแล้วก็ได้”

ถ้อยคำของเซฮุนเปลี่ยนสีหน้าของเตนล์ได้ในพริบตา

“ไม่มีทาง! ฉันเชื่อว่ายูคยอมยังมีชีวิตอยู่!” เตนล์ตบอกตน เชื่อในลางสังหรณ์ของตนเอง

“เลิกหลอกตัวเองสักทีเถอะน่า!” เซฮุนระอา เบื่อหน่าย เตนล์กัดริมฝีปากแน่นด้วยความโมโห

“ถ้านายไม่ห้ามฉัน..ถ้าวันนั้นนายไม่ห้ามฉันล่ะก็ฉันคงพายูคยอมมาด้วยกันได้แล้ว! มันเป็นเพราะนายนั่นแหละ”   

เตนล์ตะโกนใส่เซฮุนแล้วผุดลุกขึ้น เซฮุนขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ

“แกกล้าตะโกนใส่ฉันเหรอ ถ้าฉันไม่ลากแกมาด้วยแกก็คงตายในโรงเรียนไปแล้ว!

“พอเถอะน่า พูดไปก็ไม่ได้อะไร นายก็เข้าใจเขาหน่อยเถอะ เตนล์กับยูคยอมสนิทกันมากนี่นา”

จื่อวีเอ่ยเบาๆ แล้วก็เงียบไปอีก เธอดูไร้ชีวิตชีวาเหมือนพวกกัดข้างนอกไม่มีผิด ติดที่ว่าเธอยังมีลมหายใจ

แจ็คสันมองสถานการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบๆ ห่วงพะวงถึงสองพี่น้อง

“ผมต้องไปแล้วจริงๆ”

แจ็คสันเอ่ยขึ้นอีกครั้งยืนกรานเจตนาเดิม เตนล์หันมามอง

“ผมขอไปด้วยไหม”

“นายจะทิ้งเราเหรอเตนล์” จีมินท้วง เตนล์เม้มปาก มองทุกคนแล้วจบที่แจ็คสัน

“สักวันเราคงต้องแยกกันอยู่ดี” เตนล์ตัดสินใจไปตามทางใครทางมันดีกว่า เขาไม่อยากอยู่กับเซฮุนอีกต่อไปแล้ว

“เอาอย่างนี้ ให้แจ็คสันไปตามหาน้องก่อน ถ้าพบแล้วจะมาค้างที่นี่ก็ได้นะ” จียงเห็นสีหน้าลำบากใจของทหารหนุ่มก็เข้าใจ คงร้อนใจแย่แล้ว

“ครับ ผมจะคิดดูอีกทีว่าจะมาค้างที่นี่ไหม”

แจ็คสันลาทุกคน ขอบใจเซฮุนอีกครั้งที่ช่วยแล้วรีบออกมาจากห้องนั้น

ทหารหนุ่มสำรวจหาทางที่ปลอดภัยเพื่อออกจากอาคารไปหายองแจ

 

 

 

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า” จีมินถามจียงที่เงียบไปกว่าเดิมตั้งแต่แจ็คสันจากไป จียงน้ำตาคลอ

“พี่..ไม่รู้สิ  ในอกมันรู้สึกแปลกๆ”

ใช่ จียงรู้สึกแปลก เขาใจไม่ดีเลยเวลามองท่าทางและสีหน้าของแจ็คสันที่แสดงออกมา

ชายหนุ่มปกปิดเรื่องของลูกสาวเขาไว้แน่ๆ ไม่มีทางที่แจ็คสันจะไม่รู้ เขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงนะ

บางที..บางทีเธออาจจะบางทีเธออาจจะติดเชื้อไปแล้วก็ได้

“พี่อย่าคิดมากเลย สามีพี่เป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในตอนนี้นะ เขาต้องดูแลโซจองได้ดีแน่”

เตนล์ปลอบใจ พวกเขาก็ได้ฟังวิทยุของกองทัพเช่นกัน และทุกคนก็ตกใจมากด้วยในครั้งแรกที่พี่จียงบอกว่าคนที่ประกาศนั่นคืออดีตสามีของตน

“อื้ม” จียงฝืนยิ้ม แต่ยังเชื่อในลางสังหรณ์ของตนเองว่าบางทีลูกสาวอาจจะตกอยู่ในอันตราย

เขาควรจะเดินเข้าไปในค่ายอพยพที่ไหนสักแห่งแล้วถามทหารให้รู้เรื่องไปเลยดีไหมนะ จะได้ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว

 

 

 

 

“ไม่ นายทำผิดอีกแล้วนะ ลองใหม่อีกครั้งซิ”

ชยอนูเอ่ยกับซองจินที่จับปืนผิดวิธีอีกแล้ว ทั้งที่เขาสองไปสองรอบแล้วนะ

ชยอนูเป็นครูที่เข้มงวดกว่าที่ทุกคนคิด เขาสอนซองจินอย่างจริงจังและตั้งใจมาก ให้ซองจินทดลองถืออาวุธทุกชนิดที่พวกเขาและครอบครัวเจ้าตัวมีเพื่อหาสิ่งที่เหมาะมือที่สุด และสุดท้ายซองจินก็เลือกปืนสั้นกระบอกหนึ่งที่ถือไหวและถนัดมือที่สุด

ปืนนั้นเป็นของชยอนูเอง แต่ไม่ใช่กระบอกที่ชอบที่สุดหรอกนะ แต่เจ้าตัวก็ยินดียกให้ซองจินใช้เป็นอาวุธประจำตัวอย่างใจกว้าง

แม้ชยอนูจะใจดีกับซองจิน แต่วีและเยรินก็คัดค้านที่จะยกอาวุธส่วนตัวของพี่ชยอนูให้คนอย่างซองจิน ทั้งคู่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า

เสียของเปล่าๆ

“โห่ ผมก็ทำตามที่พี่บอกแล้วเนี่ย”

“แล้วทำไมยังจับผิดอยู่อีก”

“พักก่อนได้ไหม”

“ไม่ได้! นายคิดว่าเรามีเวลาเยอะมากเหรอ นายไม่เคยยิงปืนมาก่อน นายต้องฝึกให้คล่องและคุ้นมือ และต้องเรียนการต่อสู้มือเปล่าไว้ด้วย”

 “มีเวลาแค่ไม่กี่วันต่อให้ซ้อมทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เก่งหรอกน่า!

ซองจินหงุดหงิดที่โดนดุตลอด แต่ชยอนูไม่ใช่พ่อแม่เขาที่จะเอาใจกันตลอดเวลา ครูจำเป็นตวาดกลับด้วยเสียงดังที่ทำให้ซองจินสะดุ้งเฮือก

“นายต้องมั่นใจในตัวเองสิ ต่อให้ต้องฝึกทั้งวันทั้งคืนถ้าจะทำให้นายปกป้องตัวเองและคนที่นายรักได้นายก็ต้องทำ!

” ซองจินเม้มปากแน่น แต่ก็พยายามฝึกต่อไป ชยอนูถอนหายใจดึงปืนกลับมาจากมืออีกฝ่าย

“เรื่องปืนพอแค่นี้ ต่อไปเป็นการฝึกต่อสู้มือเปล่า”

“อะไรนะ อีกแล้วเหรอ แขนยังช้ำอยู่เลยเนี่ย!

“ต้องทำ!

ชยอนูฝึกให้ซองจินใช้อาวุธและต่อสู้สลับอย่างละสองชั่วโมง ซองจินไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมเป็นคู่ซ้อมให้ชยอนู

ชยอนูตั้งโจทย์ไว้ว่าถ้ายืนไหวนานกว่าสองนาทีหลังจากสู้กับเขาได้จะถือว่าสอบผ่านขั้นแรก เพราะการต่อสู้พื้นฐานที่จำเป็นชยอนูก็สอนให้หมดแล้ว มีแต่ซองจินต้องหยิบมาใช้เองว่าจังหวะไหนควรจะใช้อย่างไรเพื่อล้มคู่ต่อสู้ให้ได้ แต่ฝึกมาหลายรอบแล้วซองจินก็สู้ไม่ไหวสักที

ฮันบินหัวเราะน้อยๆ ในคอเมื่อจะได้ดูซองจินล้มลุกคลุกคลานพยายามเอาชนะพี่ชยอนูให้ได้อีกแล้ว มันสะใจและสนุกสุดๆ ไปเลยน่ะสิ เป็นความบันเทิงแก้เบื่อที่ยอดมาก

เห็นพี่ชยอนูภายนอกดูใจดีและเงียบขรึม แต่เวลาเอาจริงพี่เขาโหดมากเลยนะ

“แน่ใจนะว่าชยอนูตั้งใจจะสอนจริงๆ ไม่ได้จะเอาลูกชายฉันเป็นกระสอบทรายแก้เบื่อ”

ฮยอนจินหันไปถามจินยองที่นั่งไขว่ห้างกอดอกดูชยอนูฝึกซองจิน

“ไม่หรอก ถ้าเป็นชยอนูน่ะ เขาพยายามจะทำให้ลูกเธอสู้เป็นให้ได้เร็วที่สุดก่อนเราจะออกเดินทางกันอีกครั้ง”

ถ้าเป็นเขานะ จะแกล้งไอ้เด็กไม่รู้จักโตคนนี้ให้หนักกว่านี้อีก ชยอนูน่ะถือว่าใจดีแล้วนะ ถึงในสายตาคนในครอบครัวต้วนจะว่าโหดไป แต่นี่คือเบาๆ และพื้นฐานที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว

 “พี่ชยอนูเก่งเนาะ อยากให้ฝึกให้หนูกับพี่ยูคบ้าง”

อเล็กซิสที่นั่งข้างจินยองเอ่ยขึ้น อาศัยจำสิ่งที่พี่ชยอนูสอนซองจินเป็นความรู้เพื่อไปปรับใช้กับสิ่งที่แม่ส่งเธอไปเรียนมา

ยิ่งการใช้อาวุธนะ ยิ่งต้องเรียนรู้ไว้เลย เพราะพ่อก็สอนได้แค่ยิงปืนเท่านั้นเอง

“สนใจเหรอ พี่ฝึกให้ก็ได้ ว่างๆ”

“จริงๆ นะคะ ดีใจจัง ขอบคุณค่ะพี่จินยอง” อเล็กซิสดีใจมาก จินยองพยักหน้ารับรองว่ายินดี

“พี่จินยองจะสอนพี่อเล็กซ์เหรอ สอนผมด้วยสิ นะๆ”

ออสตินที่นั่งเล่นกับพ่อได้ยินเรื่องน่าสนใจก็ลุกมาหาจินยองทันที วางมือกับตักของอีกฝ่าย

“ไม่ได้หรอก นายยังเด็กไป และพ่อแม่นายก็คงไม่ยอมให้นายจับปืนด้วย ของแบบนี้มันอันตรายมากเลยรู้ไหม”

จินยองพูดกับเด็กชายด้วยความเอ็นดู ความจริงก็อยากสอนออสตินเหมือนกันไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ที่ผ่านมาเขาก็อยากสอนแฮยองจับปืนและสู้เป็นนะ แต่เพราะความคิดว่าเธอยังเด็กเกินไปทำให้แฮยองไม่มีอะไรติดตัวไว้ต่อสู้และเอาตัวรอดจากพวกกัดที่คร่าชีวิตเธอไป

ถ้าเขาไม่พยายามกันลูกออกจากวังวนเปื้อนเลือด บางทีแฮยองอาจจะ

“อยากเรียนเหรอออสติน”

มาร์คถามลูกชาย มองแกจากด้านหลัง ลูกชายดูกระตือรือร้น

“ครับพ่อ ผมอยากจะช่วยทุกคนด้วย ผมเรียนได้ไหม”

ออสตินหันมาตอบพ่อ พี่ๆ เอ็นดูที่แกยังเด็กนักแต่ก็ยังมีความคิดอยากช่วยเหลือคนอื่น

“เอาสิ อยากเรียนก็เรียน” มาร์คอนุญาตแต่กลับมีคนไม่เห็นด้วย

“ไม่ได้นะมาร์ค!” คุณแม่ที่กำลังสอนนักเรียนทั้งห้าของตนขัดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินว่ามาร์คจะให้ลูกเรียนยิงปืน

“ทำไมล่ะ อเล็กซิสยังยิงได้เลย” มาร์คไม่เข้าใจเลย อเล็กซิสเป็นผู้หญิงยังยิงปืนเป็นเลยนะ

“แต่ออสตินยังแค่สิบขวบเองนะคุณ”

“ตอนพ่อพาผมไปล่าสัตว์ด้วยก็รุ่นเดียวกับออสตินนี่ล่ะ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ลูกผู้ชายต้องรู้จักดูแลตัวเองสิ ถ้าวันหนึ่งไม่มีทั้งคุณ ผม อเล็กซิสและยูคยอม ออสตินจะอยู่ยังไง ให้เขาทำอะไรด้วยตัวเองบ้างน่ะดีแล้ว”

คำพูดบางคำของมาร์คสะกิดใจทุกคนที่อยู่รวมกันในห้อง โดยเฉพาะเจ้าของชื่อ

มาร์คนั้นรับเอายูคยอมเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว รับเป็นลูกชายเขาอีกคน

ยูคยอมอมยิ้มบางๆ รู้สึกตื้นตันในอกที่สามีพี่หมอก็ไม่ได้รังเกียจตน

“มันก็จริง แต่ถ้าลูกต้องเผชิญกับพวกกัดจริงๆ แกอาจจะกลัวจนยิงไม่ได้แล้วจะทำยังไง”

            คนเป็นแม่เป็นห่วงแต่คนเป็นพ่อมั่นใจว่าออสตินทำได้

“อย่าห่วงมากเกินไปเลย ในสถานการณ์ที่มีพวกกินคนเต็มเมืองแบบนี้ ความห่วงของพ่อแม่ไม่ใช่เกราะป้องกันภัยแต่จะกลายเป็นการขังเขาไว้ในเปลือกที่เปราะบางนะ”

“แต่ว่า..

“ไม่เป็นไรครับแม่! ผมทำได้ ผมไม่กลัวผีดิบข้างนอกนั่นนะครับ จริงๆ นะ แม่เชื่อผมสิ”

ออสตินก็ผ่านทุกอย่างมาพร้อมทุกคนในครอบครัว เขาเจอพวกกัดและคอยหลบอยู่ด้านหลังตามที่พ่อบอกเสมอ แม้ตอนแรกจะกลัวมากแต่เขาก็เริ่มชินแล้ว

อาจเพราะออสตินมีภูมิต้านทานภาพน่ากลัวๆ มาจากโรงพยาบาลเวลาไปหาแม่มาก็ได้ การได้เห็นเลือดและคนเจ็บตั้งแต่เด็กทำให้เด็กชายไม่อยากไปโรงพยาบาลแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขากลัวมากจนเกินไป

“แน่ใจเหรอลูก” แบมแบมเป็นห่วง กังวลจนการสอนหยุดชะงัก

“แน่ใจครับ ผมก็อยากจะสู้เหมือนกันนะ”

“มันไม่เหมือนในเกมที่หนูเคยเล่นนะ”

“ผมรู้ แต่ผมจะคิดว่ามันเป็นเกมที่ไม่มีวันเริ่มใหม่ได้ ถ้าตายก็คือจบและผมจะต้องไม่ตาย ค่าพลังชีวิตมีแค่ครั้งเดียวไม่มีวันให้แก้ไข ผมจะระวังครับแม่”

ออสตินหนักแน่นในการตัดสินใจของตัวเอง

“ออสติน..

แบมแบมยิ้มอย่างอ่อนใจ แค่ไม่กี่วันลูกแม่โตขึ้นเยอะเลยนะ เพราะสถานการณ์ภายนอกมันบังคับล่ะสิ แต่ก็ดีแล้วที่ออสตินแสนขี้กลัวของแม่เข้มแข็งขึ้นขนาดนี้

“นะครับแม่” ออสตินขอร้อง แบมแบมนิ่งคิดอยู่ครู่อย่างหนักใจ

“ก็ได้จ้ะ”

“เย้!” ออสตินร้องอย่างดีใจแล้วหันไปอ้อนพี่จินยองให้สอนหน่อย

แบมแบมมองลูกชาย ยังกังวล ไม่รู้ว่าตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่ปล่อยให้จินยองสอนลูกทั้งสองให้ป้องกันตัวได้

“คุณตัดสินใจถูกแล้ว”

มาร์คลุกเดินมาหาภรรยาที่โต๊ะรับประทานอาหาร เอ่ยราวกับรู้สิ่งที่อยู่ในใจภรรยา แบมแบมพยักหน้า

อย่างไรก็อนุญาตไปแล้วนี่นะ

 

 

 

 

ชยอนูใช้เวลาที่ให้ลูกศิษย์อย่างซองจินได้พักร่างกายที่ฟกช้ำออกมาสูบบุหรี่ที่บันไดหนีไฟ

“ขอบใจมากนะที่ช่วยสอนซองจินอย่างดี”

ชยอนูเงยหน้ามองคนที่เดินลงบันไดมานั่งข้างๆ ไรอันถือเบียร์มาสองกระป๋อง ยื่นให้ชยอนูกระป๋องหนึ่ง

ชยอนูรับมาแล้วเปิดกระป๋อง คาบบุหรี่ไว้ในปาก พอเปิดกระป๋องได้ก็ใช้นิ้วคีบบุหรี่ไว้ เพื่อจะได้พูดคุยกับไรอัน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ มีกำลังที่ช่วยกลุ่มเพิ่มได้อีกคนก็ดีไม่ใช่หรือครับ”

“ฉันลองสังเกตดู นายดูต่างกับคนอื่นๆ ในกลุ่มนาย”

“ยังไงเหรอครับ”

“นายไม่ได้ดูเลือดร้อนเหมือนวีและจินยอง ไม่ได้ดูสบายๆ เข้าหาได้ง่ายเหมือนฮันบิน และไม่ได้ดูเจ้าเล่ห์เหมือนเยริน นายดูเงียบๆ ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่”

ชยอนูหัวเราะน้อยๆ แล้วกระดกเบียร์กระป๋องเข้าปากอึกหนึ่ง

“ผมดูเป็นแบบนั้นเหรอ”

“ใช่”

“คงเพราะอยู่คนเดียวมาจนชินมั้งครับ ก่อนที่จะมาอยู่กับพี่จินยองน่ะ ผมเลยไม่ค่อยชอบคุยกับใคร”

“อย่างนั้นเหรอ”

“พ่อแม่ตายไปตั้งแต่เด็กน่ะก็เลยอยู่อย่างยากลำบาก ไปอยู่กับลุงก็โดนใช้อย่างกับทาส ถูกทุบตี ไปโรงเรียนก็โดนแกล้ง ชีวิตแม่งโคตรบัดซบ แต่วันหนึ่งผมก็คิดได้ว่าจะมามัวเป็นไอ้ขี้แพ้ไม่ได้ ผมจะต้องอยู่รอดด้วยตัวคนเดียวให้ได้น่ะ จากที่โดนคนอื่นกระทืบก็กลายมาเป็นกระทืบคนอื่น ช่วยคนที่อ่อนแอและสอนให้พวกนั้นสู้เหมือนที่ผมสู้ ถึงผมจะอายุน้อยเท่าลูกคุณแต่ผมก็รู้จักโลกนี้ดีว่ามันเลวร้ายมากแค่ไหน ผมเจอมาสารพัดจนได้มาอยู่กับพี่จินยอง ผมว่าชีวิตที่ผ่านมามันก็เหี้ยมากแล้วนะ แต่พอมาเจอผีดิบตอนนี้นี่โคตรเหี้ยเลยล่ะ พูดตรงๆ คงไม่ว่าอะไรใช่ไหม”

ไรอันหัวเราะ ส่ายหน้าว่าไม่ถือหรอก

“ตอนผมสอนซองจิน ผมนึกโมโหเขาอยู่บ่อยๆ ทั้งที่เขามีครอบครัวรายล้อมให้คอยปกป้องแต่เขากลับไม่ยอมพยายามอะไรเลย บางครั้งผมก็เผลอสอนหนักมือไปนะ แต่เขาจะเรียนรู้ได้เอง จากคนที่อ่อนแอสักวันเขาจะเอาชนะผมได้”

“นายทำให้ฉันมองกลุ่มนายเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ”

ไรอันเอ่ยขึ้นเบาๆ มองไปยังกำแพงเบื้องหน้าแล้วดื่มเบียร์

“ยังไงเหรอ”

“ก็..พวกนายแข็งแกร่งมากกว่าจะน่ากลัวน่ะสิ ฉันนึกภาพชีวิตที่ยากลำบากแบบนั้นไม่ออกหรอก นายแต่ละคนคงผ่านอะไรมามาก และมันคงยากมากกว่าจะผ่านมาได้”

ไรอันเห็นใจ ชีวิตคนเรามีหลายด้าน เจอกันมาหลายแบบ ไม่ได้มีแค่ความสุข แต่ความทุกข์และความเศร้าบางครั้งก็รักใครสักคนมากจนไม่ยอมจากไปง่ายๆ อย่างเช่นผู้ชายคนนี้

“อืม ยากมาก แต่ชีวิตที่แย่ๆ อาจจะจบเร็วๆ นี้ก็ได้ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะรอดไปจากพวกกัดข้างนอกที่มีมากมายได้สักกี่วัน”

ความหวังน่ะ สำหรับชยอนูแล้วมันไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“ถ้ารอดไปจนจบเรื่องโรคระบาดได้ก็ดีนะ”

“ถึงโรคระบาดจะจบลง ผมก็ไม่คิดว่าชีวิตจะมีอะไรดีมากไปกว่านี้หรอก ผมจะพยายามสอนทุกอย่างที่รู้ให้ซองจิน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะรับไปได้มากเท่าไรนะ”

“แค่นายยอมอดทนสอนเขาได้ก็ขอบใจมากแล้ว”

ชยอนูอมยิ้ม ชนกระป๋องเบียร์กับไรอันแล้วดื่ม

 

 

 

 

ยองแจหันธนูไปทางมืดๆ อย่างรวดเร็วเมื่อมีร่างใหญ่เปื้อนเลือดเดินมาทางเขาและน้อง แต่ก่อนที่เขาจะได้ยิงก็มีเสียงดังขึ้นเสียก่อน

“ฉันเอง”

“คุณไปไหนมาตั้งนานนึกว่าโดนกินไปแล้ว”

ยองแจแหวใส่เสียงไม่ดังนักแต่เสียงนั้นก็เจือความโล่งใจและเป็นห่วง แจ็คสันหัวเราะน้อยๆ ยองจีรีบลุกไปจับมือเขาไว้

“ดีใจจังค่ะที่พี่มา เรารอนานมากเลย”

“ขอโทษนะคะที่มาช้า เราไปกันเถอะ” แจ็คสันยิ้มให้เด็กน้อย ยองแจลุกขึ้นยืน

“คุณจะพาเราไปไหน”

“เดินทางต่อ ยองจียังเดินไหวใช่ไหมคะ ไม่ง่วงนะ” แจ็คสันย่อกายลงคุยกับยองจี เด็กน้อยพยักหน้ารับ

“ดีค่ะ เราไปกันเถอะ”

แจ็คสันจับมือยองจีเดินอย่างระแวดระวังภัย ยองแจดึงชายเสื้อเขาเบาๆ

“คุณไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม”

“ไม่หรอก เป็นห่วงเหรอ”

“เปล่า”

คุณทหารอมยิ้มน้อยๆ โดยที่ยองแจไม่สังเกตเห็น

 

 

 

 

“เหนื่อยแล้ว”

เพราะคำพูดนี้ของยองจีทำให้พี่ชายและแจ็คสันต้องหาที่นอนในคืนนี้ก่อน เพราะว่าเดินทางต่อก็ไปได้ไม่ไกลเท่าไร เพราะคนจำนวนมากต่างก็เดินทางหนี

“ฉันจำได้ว่าบ้านเพื่อนอยู่แถวๆ นี้ เราน่าจะไปที่นั่นก่อน”

ยองแจบอกกับแจ็คสันหลังจากที่เราทั้งสามยังเดินทางออกจากเขต 7 ไม่ได้เลย แต่ละเขตก็ไม่ใช่แคบๆ ถึงอย่างนั้นก็ห่างจากตรอกแรกกันมาไกลเล้วเหมือนกัน

“เอาเถอะ จะไปไหนก็ไป”

แจ็คสันสะพายกระเป๋าของยองแจไว้ด้านหน้าแล้วแบกยองจีน้อยไว้ที่หลัง สอดมือใต้ข้อพับขาของเด็กน้อย ยองจีกอดคอพี่แจ็คสันไว้หลวมๆ ใกล้จะหลับเต็มที

 ยองแจกลายเป็นคนนำทาง ที่จริงก็นำมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ เพราะคุณทหารเหมือนจะไม่เคยไปไหนมาไหนกับชาวบ้านเขาบ้างเลย

นักศึกษาหนุ่มและคุณทหารเดินทางได้ล่าช้าเพราะต้องคอยกำจัดพวกกัดระหว่างทางด้วย ยองจีเลยไม่ได้นอนซบกับแผ่นหลังกว้างๆ ของพี่ทหารตลอดเวลาอย่างที่ต้องการ

 

 

 

 

 

“ถึงแล้ว..ที่นี่แหละ”

ยองแจหายใจหอบ บ้านเพื่อนที่เคยมานั้นยังอยู่ในเขต 7 แต่ห่างจากถนนใหญ่อยู่มาก มีพวกกัดเดินไปมาประปรายแต่แจ็คสันไม่ให้ยองแจใช้ธนูแล้ว มันสิ้นเปลืองและเสียเวลาเก็บ

“ไม่ว่าที่ไหนก็มีผีดิบเต็มไปหมดเลยนะคะ”

ยองจีที่หลบอยู่ด้านหลังพี่ชายเพราะพี่แจ็คสันออกเดินนำหน้าเอ่ยขึ้นเบาๆ หวาดระแวง

“คนป่วยมีอยู่ทุกที่ล่ะค่ะ” แจ็คสันเอ่ยกับเด็กน้อย พยายามไม่ปะทะกับพวกกัด หลบได้ก็หลบ แอบได้ก็แอบ เก็บแรงไว้ดีกว่า คืนนี้เขาก็เหนื่อยมากแล้ว ดูเหมือนจะคิดผิดที่เดินทางกลางคืน

“ซอยนี้ล่ะคุณ”

ยองแจยื้อแขนเสื้อแจ็คสันแล้วชี้ไปที่ป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บ้านแต่ละหลังสวยและราคาแพง

“เพื่อนนายคงรวยน่าดู”

“ก็งั้นแหละ” ยองแจยักไหล่นิดๆ

บ้านเขาเป็นคอนโดในย่านชุมชนที่ราคาไม่หนีจากที่นี่เท่าไร แต่พ่อแม่ไม่ชอบมาอยู่ห่างไกลความเจริญน่ะสิ เลยต้องอยู่บนตึกสูงแทนบ้านเป็นหลัง

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยเปิดประตูหน่อยเถอะนะ ได้โปรด ลูกฉันเหนื่อยมาก”

เสียงของหญิงสาววัยยี่สิบปลายๆ ที่ยืนหน้าบ้านหลังหนึ่งที่เปิดไฟอยู่เข้าหูยองแจและแจ็คสัน

ยองแจแอบอยู่ข้างกำแพงบ้านตรงมุมถนน ชะโงกมองหญิงสาวที่น่าสงสารและเด็กน้อยวัยประมาณสองสามขวบที่เธออุ้มมาด้วย เธอสะพายกระเป๋าเป้ใบไม่ใหญ่นัก

หญิงสาวดูร้อนรนเพราะมีพวกกัดเดินไปมาไม่ไกลจากบ้านหลังที่เธอขอความช่วยเหลือ และถ้าเธอส่งเสียงดังขึ้นอีกนิด พวกนั้นจะตรงมาทางเธอและลูกทันที

“เราต้องไปช่วยเขา” ยองแจที่มองสถานการณ์บอกกับแจ็คสันเบาๆ

“แค่เราสองคนคงจัดการพวกนั้นไม่หมด” แจ็คสันประเมินเหตุการณ์เบื้องหน้า

“คุณไปเรียกสองคนนั้นมาหลบสิ”

“ถ้าทำอะไรให้เกิดเสียงพวกกัดจะหันมาเล่นงานเราแทน”

“เป็นทหารประสาอะไร คุณต้องช่วยประชาชนสิ!” ยองแจหันมาตวาดใส่เบาๆ แจ็คสันข่มใจให้นิ่งไม่ตอบโต้เด็ก

“ผมก็กำลังช่วยประชาชนอยู่ คุณกับน้องไง เลือกเอาว่าจะช่วยสองคนนั้นหรือช่วยชีวิตตัวเอง”

“ฉันจะช่วยทั้งสองอย่าง!”  ยองแจจะลุกขึ้นก็ถูกยองจีกระตุกชายเสื้อไว้ไม่ให้ไป

“ก็ได้ผมไปเอง รออยู่นี่นะ”

แจ็คสันกดบ่ายองแจให้นั่งลงตามเดิมก่อนจะปีนกำแพงบ้านหลังที่พวกเขาใช้แอบนี้ขึ้นไป เขามองเข้าไปในบริเวณบ้านก่อนเมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็กระโดดลงไป

 

 

 

 

“ออกไปนะ ออกไปให้พ้นหน้าบ้านฉัน”

ชายแก่ถือปืนลูกซองขู่สองแม่ลูกที่ขอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าในที่สุดก็มีคนเปิดประตูออกมาหญิงสาวก็ถลามาเกาะประตู

“ได้โปรดเถอะค่ะ แถวนี้มีบ้านคุณเปิดไฟอยู่หลังเดียว ขอฉันและลูกอาศัยหลบผีดิบสักคืนได้ไหม”

“ไม่ได้! ไปซะ ไปให้พ้น เสียงแกจะเรียกไอ้พวกบ้านั่นมาที่นี่ ไปเดี๋ยวนี้เลย”

ชายแก่ไล่เสียงเบาท่าทางขมึงทึง ไม่ยินยอมให้ความช่วยเหลือ เขาอยู่อย่างปลอดภัยภายในรั้ว ที่ประตูบ้านมีภรรยาและลูกชายเปิดประตูแง้มมองสถานการณ์

“ได้โปรดเถอะค่ะ ลูกฉันหิวมาก และแกก็ต้องการพักผ่อน”

“ก็ไปหาที่อื่นซี่! ไปหลังไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านฉัน”

“ถ้าอย่างนั้นช่วยรับลูกฉันไว้ได้ไหมคะ ฉันจะพยายามเอาตัวรอดในคืนนี้ให้ได้แล้วพรุ่งนี้จะมารับแกแต่เช้า”

“ไม่! ถ้าเกิดแกตายไปไม่เท่ากับทิ้งภาระไว้ให้บ้านฉันหรือไง บอกว่าไม่ช่วยก็ไม่ช่วยสิวะนังนี่”

ชายแก่ขี้โมโหที่หวาดกลัวว่าจะมีพวกกัดมารุมล้อมที่หน้าบ้านไม่รู้จะทำอย่างไรดีนอกจากเอ่ยปากไล่

แจ็คสันที่ปีนกำแพงบ้านมาจนมาถึงหลังข้างๆ บ้านของชายแก่เห็นพวกกัดเดินมาทางหญิงสาวราวๆ ห้าหกคนแล้วเพราะเด็กน้อยในอ้อมแขนเธอเริ่มส่งเสียงงอแงเนื่องจากเหนื่อยและหิว

“คุณวิ่งหนีก่อนพวกกัดกำลังวิ่งมาหาคุณ!

แจ็คสันส่งเสียงเตือน หญิงสาวและชายแก่เงยหน้าขึ้นมองที่สูงก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนกำแพง คุณแม่ลูกหนึ่งหันไปมองรอบกายก็พบว่ามีพวกกัดตรงมาหาเธอจริงๆ ด้วยความที่ตื่นตกใจไม่รู้จะวิ่งไปไหนก็ทำให้ขาแข็งยืนนิ่งงันไป ชายแก่เมื่อเห็นพวกกัดมาที่หน้าบ้านก็ยิงปืนออกไปทันทีด้วยความหวาดกลัว

ปัง!

แต่เพราะมือสั่นทำให้พลาดเป้าไป แทนที่กระสุนจะช่วยสกัดพวกกัดที่อยู่ด้านหลังสองแม่ลูกได้กลายเป็นเจาะเข้ากลางหน้าผากของเด็กน้อย..

ทั้งแจ็คสัน ชายชรา และคนเป็นแม่ ต่างตกใจและตกตะลึงเมื่อเห็นเด็กน้อยสิ้นใจตายคาที่คาอกแม่

“ไม่..ไม่จริงไม่นะลูกแม่ ไม่!!!

หญิงสาวกรีดร้องเหมือนเสียสติเมื่อเห็นลูกตายต่อหน้าต่อตา ชายแก่ก้าวถอยไปหลายก้าว ใบหน้าเผือดสีตัวสั่นระริก

“ไม่ใช่ความผิดฉันนะ เป็นความผิดของแกที่ไม่พาลูกไปที่อื่น!

“คุณตั้งสติไว้สิ! หนีมาก่อน หนีเร็ว!

แจ็คสันตะโกนบอกแล้วจะกระโดดลงไปช่วยแต่เขาตัดสินใจช้าไป ผู้ติดเชื้อร่างกายเน่าเฟะคนหนึ่งตรงเข้ากัดที่บ่าของหญิงสาวที่ร้องไห้โหยหวนด้วยความเสียใจ ร่างของเธอที่กอดลูกไว้แน่นทรุดลงกับพื้น ความเจ็บที่ถูกฉีกกระชากร่างกายไม่สามารถทำให้เธอตื่นจากความเสียใจได้ ผู้ติดเชื้อต่างรุมเข้าหาเธอจนมองไม่เห็นร่างของเธออีก

ชายที่คร่าชีวิตคนรีบกลับเข้าไปในบ้านแล้วลงล็อกประตูอย่างแน่นหนาด้วยรู้ว่า เสียงปืนหนึ่งนัดนั้นจะพาผู้ติดเชื้อที่หลบซ่อนในเงามืดมารวมกันที่หน้าบ้าน

 

 

 

ยองแจปิดตาน้องสาวไม่ให้เห็นภาพที่น่าสลดใจ เขาก็ไม่คิดว่าหญิงสาวและลูกน้อยจะโชคร้ายเช่นนี้ ทำไมคนเราถึงได้ใจร้ายใจดำกันขนาดนี้

ไม่ว่ายังไงก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้อย่างนั้นเหรอ เขาเข้าใจว่าใครก็ไม่อยากเดือดร้อน แต่บ้านหลังใหญ่ขนาดนั้นจะรับสองแม่ลูกไว้ให้พักพิงสักคืนไม่เห็นจะเป็นไรเลย

 

 

 

แจ็คสันกระโดดลงไปจัดการพวกกัดที่รุมกัดกินสองแม่ลูกจนหมดในเวลาไม่นาน เขายืนนิ่งมองซากของหญิงสาวที่ยังเหลืออยู่ครึ่งตัว..

ชายหนุ่มทรุดลงปักมีดลงบนศีรษะของคนแม่ป้องกันไม่ให้กลายเป็นผู้ติดเชื้อ เป็นสิ่งที่เขาจะสามารถทำให้เธอได้เป็นสิ่งสุดท้าย ก่อนจะกลับไปหาสองพี่น้องที่รอเขาอยู่

 

 

 

 

“เป็นอะไร”

แจ็คสันถามยองแจเมื่อพวกเขามาถึงบ้านของเพื่อนยองแจได้แล้วโดยสวัสดิภาพ บ้านของเพื่อนยองแจไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านลุงใจร้ายนั่นเท่าไร

“ฉันรู้สึกแย่” ยองแจบอกตามตรง คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาไม่นานแล้วน้ำตาพานจะไหล

“เรื่องสองแม่ลูกนั่นน่ะเหรอ”

ยองแจไม่ตอบแต่เดินไปนั่งที่โซฟา ปล่อยให้แจ็คสันสำรวจบ้านเพื่อนตนเพื่อความปลอดภัย

“พี่คะ พี่จะร้องไห้เหรอคะ” ยองจีเห็นพี่ชายเงียบๆ ไปก็เดินมาหาแล้วถาม ยองแจมองตาใสซื่อของน้องแล้วฝืนยิ้ม

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ พี่แค่ง่วงนอนน่ะ”

ยองแจกอดน้องสาวไว้แน่น อดคิดถึงสองแม่ลูกที่เคราะห์ร้ายนั่นไม่ได้เลย ถ้าเขาไม่ได้โชคดีเจอคนดีๆ ช่วยไว้ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ตนกับน้องจะเป็นยังไงบ้าง

โลกเราตอนนี้มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน จิตใจคนเรามันด้านชาจนไม่สนใจความเป็นความตายของคนอื่นแล้วสินะ

 

 TBC.

**

เป็นฟิคซอมบี้ที่ไม่ค่อยบู๊เลย พี่บี้ก็ออกน้อย

คนเด่นๆ ก็ยังไม่มีใครตายเลย แต่มีผู้โชคดีไว้ในใจแล้วล่ะ..

รอรวมคนครบก่อนนะคะ

แม้เรื่องจะไปเรื่อยๆ แต่ก็ช่วยติดตามกันต่อไปก่อนนะคะ จะเขียนจนจบแน่ค่ะ

ตั้งใจว่าจะวาดแผนที่เมืองประกอบให้ดูแต่ยังทำไม่เสร็จเลยค่ะ

จะได้ชี้ให้เห็นว่าแต่ละกลุ่มอยู่ห่างกันแค่ไหน ว่าจะวาดมือละค่ะ ใช้คอมไม่รอด 555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 138 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:38
    เรื่องซอมบี้ต่างๆ มันทำให้เราเห็นว่า... โลกที่คิดว่าเลวร้ายแล้ว ที่จริงแม่งเลวร้ายได้ยิ่งกว่านั้นอีก
    #2,450
    0
  2. #2324 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 11:19
    แต่ละคน ฮึบไว้นะ ลุ้นมากกกกก
    #2,324
    0
  3. #2191 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 14:55
    อยากฆ่าฮยอนจิน
    #2,191
    0
  4. #2147 SUGARBOYXX♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:38
    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้ก็คือคนด้วยกันเนี่ยเเหละ สะท้อนสังคมโครต
    #2,147
    0
  5. #2113 LOOK_WALAK (@N_Nam0802) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 00:52
    โอ๊ะ แจ็คแจจะได้รวมกลุ่มด้วยหรอ สุดยอดอ่ะ

    ใครคือผู้โชคดีคนนั้น?
    #2,113
    0
  6. #2036 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 00:03

    เห็นแก่ตัวไปหมดแหละ สงสารแม่ลูกตอนท้ายมากเลย / แต่กลุ่มเลยทำดีแล้ว สอนให้สู้เป็น

    #2,036
    0
  7. #1952 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 14:09
    โอ้โหหหห สะเทือนใจเลย ก็เป็นเรื่องปกติ ที่คนเราจะเห็นแก่ตัว เพื่อตัวเองในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้อ่ะนะ เฮ้อออ
    #1,952
    0
  8. #1872 kor_kod1 (@kor_kod1) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 00:15
    ไม่อยากให้ตายกันเลยอะะ เส้าา
    #1,872
    0
  9. #1565 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 18:36
    อ่านๆมานี่ร้องไห้ไปบ่อยเลยนะคะ ถ้าตัวละครที่ผูกพันกับเราตายจะเป็นยังไง ไม่อยากคิด แง
    #1,565
    0
  10. #1528 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 19:04
    สู้ๆนะทุกคน..สนุกทุกตอนจริงๆค่ะ
    #1,528
    0
  11. #1412 ออมม่า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 18:39
    ไม่ผิดหวังสักตอน
    #1,412
    0
  12. #1406 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 13:12
    อีคุณซึงจุนมันเป็นครายยยยย ขอให้พี่บี้กัด เขาพึ่งคืนดีกันไปแช่งเขาทำไม
    #1,406
    0
  13. #1285 ๛ข้าวโพดน้อย๛ (@tamonwanpalm) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 13:52
    คุณมาร์คเขาจะตายมั้ยค่ะไรท์ขา ลูกๆเขานะตายระหว่างทางมั้ยค่ะไรททททท์
    #1,285
    0
  14. #1192 สายรุ้งปลายฟ้า (@mameaw7223) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 15:50
    -ลุงที่ยิงลูกเขานั่นน่าจะตายๆไปกลัวจนปืนลั่นโหยลุง!!!!ใจดำอ่ะ
    #1,192
    0
  15. #1165 jessca (@sicaxq) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 15:10
    ใครจะตาย นี่ตื่นเต้นอ่ะ แบบจะร้องไห้มั้ยนะ555555555555555555 อ่านมาตั้งแต่แรก ตัวละครก็ผูกพันกับเรามากขึ้น ถึงเราจะเกลียดครอบครัวของฮยอนจินแต่เราก็เข้าใจเขานะว่าทำไมถึงมีนิสัยแบบนี้ เราเข้าใจทุกๆคน ว่าสถานการณ์แบบนี้ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น แต่ถ้ามีใครตายนี่เราคงนิ่งไปพักนึงอ่ะ แต่คนที่เราไม่อยากให้ตายคือเด็กๆทั้งหลาย เช่น ยองจี ออสติน คือเจ็บปวดหัวใจ เอาง่ายๆเราไม่อยากให้ใครตายเลย555555555555555 เรายังรอไรท์อัพเรื่องนี้อยู่ตลอด มีเปิดจองฟิคเราจะซื้อค่ะ55555555555555
    #1,165
    0
  16. #1144 I💜GOT7th (@IGOT7PLAM) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 00:34
    ไม่อยากให้ใครตายเลยอ่าาา????????
    #1,144
    0
  17. #1138 THE SENK (@tkn1032003) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:36
    ไรท์เตอรรรรร์เรารออยู่น้าาาา เรารอคุณอยู่ เราเชื่อที่ไรท์บอกว่าจะแต่งให้จบแน่นอน เราเลยรออยู่ เราคิดถึงอ่ะ(เลยมาโอดครวญอยู่ตรงนี้ ถถถ555) โฮกกกT.T เราตื่นเต้นกับมันมาก ถึงกับย้อนกับมาอ่านอ่ะ ฮืออ I miss youuu~~
    #1,138
    0
  18. #1135 EUNHWA_OK (@EUNHWA_OK) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 22:43
    ลุ้นระทึกในใจ กลัวจัง คนเด่นๆ???? ที่จะตาย

    ไม่ใช่ฝั่งครอบครัวมาร์คใช่ไหมมมม



    ในที่สุดก็ตามจนทัน เป็นเรื่องที่สนุกและตื่นเต้นมาก หวังว่าจุดจบของเรื่องที่สวยงาม

    ปล.ไรท์เตอร์รู้เรื่องแพทย์ดีจังตั้งแต่เรื่องวุ่นนักที่รักเป็นซุปตาร์แล้ว ที่แบมเกินเรื่องหลายครั้ง

    ล่าสุดเป็นที่เรื่องที่ลูกชายคนเล็ก ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโรคนี้ในโลกด้วย

    รอไม่อดใจท้อนะฮะ
    #1,135
    0
  19. #1126 ArmyID@2015 (@Armyidin) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 00:09
    รอออออ สงสารสองแม่ลูก
    #1,126
    0
  20. #1122 ans (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 11:03
    ไม่ให้ใครตายนะ ไม่อย่างนั้นเราต้องร้องไห้แน่
    #1,122
    0
  21. #1114 CYJ_JiRutyj (@13042547) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:14
    ไม่อยากให้ตัวๆเด่นตายเลยอ่ะไรท์ พวกกลุ่มจินยอง มาร์คแบมไม่อยากให้ใครตายเลยอ่าานะน้าาาไรท์~ ._.
    #1,114
    0
  22. #1113 CYJ_JiRutyj (@13042547) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:12
    รอค่าาาาา พึ่งมาอ่านติดมากๆเลยยย รอนะคะะ รอรวมเล่มด้วยยยย
    #1,113
    0
  23. #1110 kung (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:03
    ติดตามอยู่ รอรวมเล่มค่ะ
    #1,110
    0
  24. #1109 LoveMin (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:10
    ไม่เอาผู้โชคดีได้มั้ยอ่ะไรท์คือทำใจไม่ได้แต่ถ้ามีจริงๆขอตัวละครในนิยายที่เด่นน้อยสุดในกลุ่มได้มั้ยอ่ะ

    อยากบอกไรท์ว่านี่อ่านวนมารอบที่สามแล้ว ไม่รู้ว่าติดเรื่องนี้ขนาดไหนแต่เข้ามารอดูทุกวันว่าไรท์แต่งยัง ถึงมาช้าก็จะติดตามและรอต่อไป แต่ถ้าจะดีมากๆเลยคือมาแต่งเร็วๆน่ะค่ะพลีสๆ
    #1,109
    0
  25. #1108 kimmyParkjr (@kimmyParkjr) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:24
    รอติดตามอยู่น้ะค้ะ ชอบค่ะ ขอบคุณที่แต่งต่อน้ะค้ะ
    #1,108
    0