ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 10 : Chapter 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 152 ครั้ง
    30 ต.ค. 59

 

แบมแบมตื่นขึ้นมาแล้วพบเพียงห้องที่ว่างเปล่า หยีตาสู้แสงที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างก่อนจะดูนาฬิกาข้อมือ

            แปดโมงเช้าแล้วเหรอเนี่ย ทำไมเขานอนตื่นสายขนาดนี้

            แบมแบมเพิ่งจะลุกขึ้นนั่งประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา มาร์คชะงักที่เห็นว่าภรรยาตื่นแล้ว ทั้งสองมองหน้ากันก่อนแบมแบมจะถามขึ้นก่อน

“ลูกล่ะ”

“อยู่ข้างนอกน่ะ ตื่นกันสักพักแล้ว” แบมแบมพยักหน้ารับรู้ พยายามทำตัวให้ตื่นและสดชื่นแต่ง่วงจัง

“เป็นไงบ้าง ขอไปล้างหน้าเสร็จจะมาดูแผลให้” แบมแบมตบแก้มตัวเองเบาๆ แล้วเก็บถุงนอนให้เรียบร้อย ยกมันไปวางชิดผนัง เมื่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก็รู้สึกถึงกำแพงมนุษย์ที่อยู่ด้านหลัง

“คุณทำอะไร ปล่อยเลยนะ” แบมแบมแกะมือที่โอบเอวแต่คนที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับไม่ยอมปล่อยแล้วยังซุกหน้ากับไหล่เขาอีก

“กอดหน่อยไม่ได้หรือไง”

“คุณจะมากอดฉันทำไม เราไม่ใช่สามีภรรยากันแล้วสักหน่อย”

“เซ็นใบหย่าหรือยังล่ะ” มาตีมึนกันอย่างนี้เลยนะมาร์คต้วน

“เราตกลงเป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

“เพื่อนก็เพื่อน” แบมแบมออกแรงดันอีกคนออกแล้วหันกลับไปเผชิญหน้าด้วย

“ในเมื่อเป็นเพื่อนกันก็ไม่ต้องมากอด”

“ไม่กอดก็ได้”

“ดี” แบมแบมจะเดินหนีแต่มาร์คไม่ให้ไป เขารวบเอวบางด้วยแขนเดียวแล้วอุ้มขึ้นไปนั่งบนตู้บิ้วท์อินที่ไม่สูงนักด้านหลังแบมแบม     

“ทำอะไรของคุณน่ะมาร์ค” แบมแบมถามไปเพราะตกใจแต่พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร อยู่กันมาสิบห้าปีแล้วเขาก็ไม่ใช่หนุ่มน้อยไร้เดียงสานะ

“คุณไม่ให้กอดผมทำอย่างอื่นแทนก็ได้สินะ” ร่างสูงแทรกกายเข้าแนบชิดอยู่ระหว่างขาเรียว ยกมือไล้แก้มเนียนเบาๆ แบมแบมเอียงหน้าหนีแต่ก็ถูกจับคางไว้

“ผมคิดถึงคุณนะ” เสียงกระซิบนั้นชิดอยู่ตรงริมฝีปากของแบมแบมนี่เอง หน้าของสามีเลื่อนมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ

แบมแบมรู้ว่าสถานะในตอนนี้ของเราสิ่งที่ควรทำคือผลักไส แต่แบมแบมก็ไม่ได้ทำ..

ร่างบางยอมให้อีกฝ่ายจูบ และเมื่อร่างกายของเราได้สัมผัสกัน แบมแบมรู้สึกถึงความโหยหาอยู่ในจูบนั้น เมื่อใจไม่ปฏิเสธ ร่างกายก็ไม่ปฏิเสธตามไปด้วย

 

 

 

“พี่ยูคยอมเก่งจังเลยฮะ” ออสตินมองอีกฝ่ายอย่างชื่นชม อเล็กซิสกอดเข่านั่งมองยูคยอมและออสตินเล่นกัน เป็นการเล่นที่น่าเบื่อมาก ตั้งคำถามคณิตศาสตร์เล่นกัน..

ยูคยอมรู้สึกตัวได้ว่าถูกมองอยู่จึงหันไปและยิ้มให้อเล็กซิส เด็กสาวเลิกคิ้ว สงสัยว่ายิ้มให้ทำไม

“นั่งเฉยๆ ไม่เบื่อเหรอ มาเล่นกันไหม”

“ไม่ล่ะค่ะ ฉันไม่ถนัด”  แค่เจอที่โรงเรียนก็น่าเบื่อจะตายชัก ไปโรงเรียนไม่ได้ก็ยังต้องมาเจออีกเหรอ

“เล่นอย่างอื่นก็ได้”

“ฉันไม่ใช่เด็กสิบขวบนะ”

“สิบขวบแล้วไงอ่ะ” ออสตินถูกพาดพิงก็ไม่พอใจ อเล็กซิสขี้เกียจเถียงด้วยเลยหยิบหนังสือมาอ่านแก้เบื่อ

“พี่ยูคยอมมีแฟนยังฮะ” ออสตินเอียงคอมองพี่ชายคนใหม่ พี่ชายเท่มากๆ เลย ตัวซู้งสูง

“ยังครับ ตั้งแต่เกิดมายังหาแฟนไม่ได้สักคน”

“ทำไมล่ะ”

“ไม่มีใครชอบผู้ชายเนิร์ดๆ หรอกนะ ส่วนมากก็ชอบนักกีฬาเท่ๆ กันทั้งนั้น”

“จริงเหรอ อเล็กซ์ก็ไม่ได้เล่นกีฬายังมีแฟนเลย” ออสตินชี้ไปที่พี่สาว อเล็กซิสแก้ต่างทั้งที่ไม่เงยหน้าจากหนังสือ

“เพราะฉันสวยไงล่ะ”

“มั่นใจในตัวเองดีนะ” ยูคยอมพึมพำเบาๆ อเล็กซิสอดไม่ได้เลยฟาดให้กลางหลังไปที ยูคยอมสะดุ้ง

“พี่เจ็บนะ”

“จะบอกว่าฉันมั่นหน้าทั้งที่ไม่สวยหรือไง”

“เอ๊า! แปลไปแบบนั้นอีก พี่ไม่ได้พูดอย่างนั้นสักคำ”

“เมื่อกี้พึมพำอะไร”

“ไม่ได้ด่า แค่พูดกับตัวเองเฉยๆ โอ๊ย” เด็กหนุ่มตัวสูงร้องโอดโอยเมื่อโดนตีอีก ทำไมอเล็กซิสมือหนักแบบนี้

 “หนวกหูน่า พวกแกเล่นอะไรกันห๊ะ” ฮยอนจินส่งเสียงเอ็ดมา ปรามให้ทั้งสองเลิกตบตีกัน ซองจินที่นอนบนโซฟาอยู่ใกล้ๆ แม่อดสอดปากไม่ได้

“อเล็กซิสกับพี่ชายนอกไส้มันชักยังไงๆ แล้วนะแม่”

“ถ้ามันไม่รู้จักคำว่าพี่น้องก็ปล่อยมันไปสิ แกจะไปยุ่งอะไร ดีซะอีก ถ้าเรื่องโป๊ะออกมาว่าสักวันสองคนนี้เป็นพี่น้องกันไม่ได้แต่เป็นอย่างอื่นแทนอาแกจะได้อกแตกตายไปเลย”

สองแม่ลูกหัวเราะกันคิกคัก อเล็กซิสรู้ว่าป้าหมายถึงอะไรก็ของขึ้น ขยับจะลุกขึ้นทันที แต่ยูคยอมรีบฉุดแขนไว้ไม่ให้ไป

“นั่งลงน่าอเล็กซิส”

“พี่ฟังสิ!

“เออพี่ได้ยินแล้ว แต่เราไม่ได้คิดอะไรกันเกินเลยก็ไม่ต้องไปสนใจหรอก ปล่อยเขาพูดไปเถอะ”

ยูคยอมพยายามไม่คิดมาก เพราะตั้งแต่มาถึงที่นี่วันแรกว่าก็รู้แล้วว่าสองแม่ลูกนี่เป็นยังไง ยังจะต้องไปสนใจทำไมอีก เขาไม่เงียบแต่เราอยู่ของเราเงียบๆ ก็พอแล้ว

“อะไรกันสองคนนี้ เรื่องของคนอื่นน่ะช่างมันเถอะ จะไปยุ่งอะไร อยู่เงียบๆ กันเป็นไหม”

ไรอันออกปากเพราะรำคาญ ปรามเมียและลูก ดาฮยอนแอบยิ้มที่แม่กับพี่โดนซะบ้าง เธอก็ไม่ชอบให้แม่กับพี่ชายพูดจาส่อเสียดคนอื่น

“นี่คุณว่าฉันเหรอ เข้าข้างหลานมากกว่าลูกเมียตัวเองหรือไง” ฮยอนจินแหวใส่สามี ไรอันถอนใจอย่างเซ็งๆ

“ก็คุณไปว่ายูคยอมกับอเล็กซิสมันทำไม เด็กมันเล่นกันของมันเฉยๆ ถ้ามันจะคิดอะไรกันก็เพราะคุณกับซองจินชี้ทางให้มันนี่แหละ จากไม่คิดก็เป็นคิด”

“หึ เด็กวัยรุ่นวัยใกล้กันแบบนั้น อยู่ด้วยกันมากๆ มันไม่คิดแค่พี่น้องหรอก ฉันพูดผิดตรงไหน”

“งั้นคุณก็ต้องระวังซองจินและดาฮยอนกับลูกน้องจินยองด้วย กัดกันบ่อยๆ กัดไปกัดมาดันเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าท่าคงไม่เหลือเหมือนกัน วัยไม่ได้ห่างอะไรกันเลย ถึงดาฮยอนจะท้องแต่ก็ยังท้องไม่โต หน้าตาก็สวย แค่เซ็กส์ในสถานการณ์อย่างนี้มันจะมีก็มีกันได้”

“หูย..” ยูคยอมร้องออกมาเบาๆ เมื่อลุงของอเล็กซิสพูดแรงจัง อเล็กซิสพอใจที่ลุงยังมีเหตุผล นึกว่าจะบ้าตามเมียเป็นอย่างเดียว

“นี่คุณ! อย่าเอาลูกของเราไปรวมกับยัยอเล็กซิสและไอ้เด็กกาฝากนั่นนะ”

คนที่ถูกว่าว่าเป็นกาฝากชะงัก หน้าเสีย พอเห็นพี่ชายคนใหม่สีหน้าไม่สู้ดีอเล็กซิสก็ไม่ทนแล้ว

“นี่ป้าพูดให้ดีนะคะ พี่ยูคยอมเป็นลูกบุญธรรมของพ่อแม่ฉัน พ่อยังไม่คิดว่าเขาเป็นคนนอกป้าก็ไม่มีสิทธิมาว่าเขาแบบนี้ เพราะป้าไม่ได้ดูแลเขา และเขาก็สู้เป็น ใช้ปืนได้ ฆ่าพวกกัดได้ มีประโยชน์ต่อกลุ่มมากกว่าลูกชายป้าเยอะ ใครกันแน่ที่กาฝาก ถึงจะสายเลือดเดียวกันฉันคิดว่าซองจินยังไร้ค่ามากกว่าพี่ยูคยอมเสียอีก อื้อ! อ่อยอ๊ะ!

อเล็กซิสพูดรัวด้วยความไม่พอใจ ยูคยอมรีบปิดปากเธอไว้ให้หยุดได้แล้ว ก่อนจะมีเรื่องลุกลามไปมากกว่านี้

“ไอ้อี้อู๊ค! อ่อย!” (ไอ้พี่ยูค! ปล่อย!)

ยูคยอมโอบเอวบางจากด้านหลัง ลากน้องสาวออกไปที่ระเบียง อเล็กซิสดิ้นพร้อมโวยวายให้ปล่อย

“ยัยเด็กเหลือขอ! มาร์คกับแบมแบมต้องได้รู้ว่าลูกสาวพวกมันหยาบคายแค่ไหน” ฮยอนจินกำมือแน่นไม่พอใจเมื่อลูกชายสุดที่รักโดนว่า

ชางอุคส่ายหน้าช้าๆ หันไปสบตากับแจบอมที่นั่งแกะตุ๊กตาอยู่ข้างกันอย่างเหนื่อยใจ

“ฉันว่าพี่ก็ผิดนะ ไปว่ายูคยอมก่อนทำไม จริงอย่างที่หลานว่า เขาเป็นลูกพี่มาร์คกับพี่แบมแบม ถ้าพี่ยอมรับยูคยอมไม่ได้ก็ควรเฉยๆ ไว้ นั่นลูกเขา พี่ชายเขา เรามีสิทธิช่วยสั่งสอนแต่ไม่ใช่ด่าโดนไร้เหตุผล ฉันก็ไม่เห็นว่ายูคยอมจะเป็นภาระอะไร เขายังช่วยฉันทำงานบ้านจัดของ ไม่เหมือนหลานแท้ๆ หรอก นอนกระดิกเท้าเล่นไปวันๆ”

ไอรีนอดไม่ได้ที่ต้องยุ่งเรื่องนี้ เพราะเธอเชื่อสายตาพี่สะใภ้รอง เขาไม่มีทางรับเด็กผู้ชายที่ไว้ใจไม่ได้มาอยู่ร่วมกลุ่มหรอก เขาย่อมต้องคิดถึงความปลอดภัยของลูกสาวมาก่อนที่จะตัดสินใจรับใคร

และอีกอย่างที่ทำให้ไอรีนยอมรับยูคยอมในฐานะหลานอีกคนเพราะแกเป็นเด็กสุภาพ ดูเจียมตัว แล้วยังช่วยเธอจัดข้าวของในห้องนี้ให้พออยู่อาศัยกันได้อย่างสะดวกสบายโดยที่เธอไม่ได้ใช้หรือไหว้วานสักนิด

“แกเห็นไอ้เด็กนั่นดีกว่าซองจินเหรอ แกมันลำเอียง ฉันน่าจะรู้ว่าแกน่ะรักมาร์คมากกว่าไรอัน แกเกลียดฉันอยู่แล้วนี่ก็เลยรังเกียจซองจินไปด้วยใช่ไหมล่ะ แกก็รักแต่พี่สะใภ้คนรองนั่นแหละ”

ฮยอนจินพาลไอรีน จากเรื่องเล็กเริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่

“ไม่ค่ะ ฉันรักพี่ชายทั้งสองเท่ากัน รวมไปถึงหลานๆ ด้วย ไม่เคยลำเอียงแม้แต่นิดเดียว ฉันมันคนตรง ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก อเล็กซิสทำผิดฉันก็เคยด่ามาแล้ว พี่มาร์คก็ด้วย เขาทำตัวแย่ๆ ฉันก็ไม่ไว้หน้าเหมือนกัน พี่ถามซองจินก็ได้ว่าตั้งแต่เด็กๆ เรื่องที่ฉันด่าเขามันมีเรื่องไหนที่ฉันด่าเพราะอคติ หรือเพราะความลำเอียงโดยไม่มีเหตุผลรึเปล่า ถ้ามีสักครั้งฉันสามารถขอโทษหลานได้ตอนนี้เลย ฉันว่าเราหยุดคุยเรื่องนี้เถอะก่อนที่พี่มาร์คจะออกมาจากห้อง ถ้าเขาออกมาแล้วได้ยินเรื่องพวกนี้ฉันว่าเรื่องคงไม่จบ พี่ก็รู้ว่าพี่มาร์คเป็นคนยังไง”

ไอรีนจงใจขู่ ไม่บอกเพิ่มว่ามีแต่พี่สะใภ้นี่ล่ะที่เธอรักลำเอียง เดี๋ยวไรอันจะน้อยใจว่าเธอชังเมียเขา

ในสถานการณ์อย่างนี้ควรจะปรองดองกันไว้สิ ไม่ชอบอะไรที่พอจะทนได้ก็เก็บไว้ในใจ

แจบอมมองไอรีนด้วยความผิดคาด ไม่นึกว่าเธอจะวางตัวเป็นกลางด้วย เขานึกว่าจะเอนเอียงมาทางฝั่งมาร์คเสียอีก

“เอาตามที่ไอรีนว่าเถอะ” ไรอันตัดบท ไอรีนเดินไปทำครัวเพื่อเลี่ยงพี่สะใภ้คนโตซะ

 

อเล็กซิสนั่งกอดเข่าอยู่ตรงระเบียง ใบหน้าสวยบึ้งตึง ยูคยอมนั่งขัดสมาธิมองคนที่นั่งเงียบๆ แล้วเอ่ยออกมาก่อน

“อเล็กซ์ควรใจเย็นๆ นิสัยใจร้อนของเธอจะทำให้เรื่องมันวุ่นวาย ถ้าต่อไปเราต้องเจอสถานการณ์ที่แย่กว่านี้แล้วใช้แต่อารมณ์แก้ปัญหาเราจะตาย”

“ฉันรู้น่า พี่ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง ป้าเขาด่าพี่นะ” อเล็กซิสรู้จักพี่ชายคนนี้แค่วันเดียว ยังไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไร แต่เมื่อใจยอมรับว่าเขาเป็นพี่ เธอก็ต้องปกป้องคนในครอบครัวตัวเอง

“รู้สึกสิ แต่ทำไงได้ในเมื่อพี่มาอาศัยจริงๆ”

“แต่ว่า!” อเล็กซิสจะค้าน ยูคยอมยกมือปรามว่าอย่าขัด

“พี่รู้ดีว่าพี่ทำอะไรเพื่อทุกคนได้บ้าง ก่อนหน้านี้พี่เคยเป็นภาระให้แม่ของเธอ ทำให้เขาลำบาก แต่ตอนนี้พี่พยายามเปลี่ยนตัวเองแล้ว พี่พยายามสู้เพื่อแม่ของอเล็กซิส ดังนั้นเธอไม่ต้องกังวลหรอก พี่จะไม่คิดมากในสิ่งที่พี่ไม่ได้เป็น”

อเล็กซิสถอนหายใจ ดูแล้วยังขุ่นข้องเคืองใจ ยูคยอมบีบบ่าบางเบาๆ

“ขอบใจนะที่เธอเป็นเดือดเป็นร้อนแทน พี่ค่อยสบายใจหน่อยว่าเธอก็ไม่ได้เกลียดขี้หน้าพี่นัก”

“ใครว่าฉันเกลียดพี่ แค่หมั่นไส้เท่านั้น พี่น่ะเหมือนออสตินไม่มีผิด”

ยูคยอมหัวเราะเมื่ออเล็กซิสหันมาแหวใส่ เขาวางมือบนผมเธอ โยกศีรษะไปมาเบาๆ อเล็กซิสทำหน้าบูดแล้วปัดมือออก ยูคยอมเปลี่ยนไปจี้เอวแทนจนร่างบางสะดุ้ง

“เอ๊! อย่าแกล้ง”

“บ้าจี้เหรอ”

“ไม่เล่น!” อเล็กซิสยกเท้าเตรียมยันเมื่อเห็นร่างสูงแสยะยิ้ม ยูคยอมยอมรามือ หัวเราะท่าทางหวาดๆ ของเด็กสาวจนอเล็กซิสรู้สึกพลาดที่เผยจุดอ่อนออกไปเสียแล้ว

 

“พ่อกับแม่ไปไหนล่ะออสติน”

จินยองเดินเข้ามาในห้องของบ้านต้วนก็ถามทันทียามกวาดสายตาไปรอบห้องแล้วไม่เห็นเพื่อน เด็กชายที่กำลังนั่งเล่นกับแจบอมเงยหน้ามอง

“อยู่ในห้องฮะ”

“ยังไม่ตื่นเหรอ”

“พ่อตื่นแล้วแต่แม่ยังไม่ตื่น”

“อเล็กซิสล่ะ”

“นู่น” ออสตินชี้ไปทางระเบียงที่ยูคยอมและอเล็กซิสนั่งคุยกัน

“ยังไม่ได้กินมื้อเช้าใช่ป่ะ”

“ยังฮะ อาไอรีนยังทำไม่เสร็จเลย”

“ชยอนูแกไปช่วยไอรีนหน่อยไป จะได้เอาของของเราไปทำด้วยซะทีเดียว” จินยองบอกลูกน้องที่ทำอาหารเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มไปช่วยไอรีน จากนั้นก็เดินข้ามห้องไปยังห้องนอนของมาร์ค

ทุกคนต่างกระจายกันอยู่ตามมุมต่างๆ ของห้องไม่มีใครสนใจว่าจินยองจะทำอะไร

จินยองเปิดประตูที่ไม่ได้ล็อกเข้าไป พอเข้าไปในห้องก็ได้เจอฉากเด็ดเข้าเสียนี่ ร่างบางอมยิ้มแล้วปิดประตู กอดอกยืนพิงประตูเพื่อดูหมอและผัวแลกลิ้นกันเสียดูดดื่ม

และเป็นหมอที่รู้ตัวก่อนและผลักผัวออกไปก่อน ดูตกใจที่หันมาเห็นเขาซะด้วย

มาร์คชะงักเมื่อถูกดันออก ได้ยินเสียงประตูเหมือนกัน ทีแรกคิดว่าลูกแต่พอหันไปมองกลับไม่ใช่

“คุณเป็นใคร?” มาร์คมองคนแปลกหน้าหน้าตาดีที่เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง

“ปาร์คจินยอง เพื่อนหมอ”

“เพื่อน?”

“เออ เพื่อน เจอกันระหว่างทางก็เลยมาด้วยกัน เรื่องมันยาวถ้าอยากฟังเดี๋ยวเล่าทีหลัง เอ้าหยุดทำไมลาะ ต่อสิกำลังดูเพลินๆ”

มาร์คไม่รู้ว่าจะหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะหรือจะขำที่อีกฝ่ายยินดีจะยืนดูเขากับแบมแบมจูบกันดี

แบมแบมอายแทบจะมุดพื้นหนี แต่มาร์คกลับโอบเอวไว้ไม่ให้ไปไหน จินยองมองท่าทางของมาร์คแล้วหัวเราะน้อยๆ

“ผมไม่ใช่โรคจิตที่ยินดีจะพรอดรักให้คนอื่นดูฟรีๆ หรอกนะ” มาร์คไล่กลายๆ แบบสุภาพแล้วนะนี่

“เก็บตังด้วยเหรอ ในสถานการณ์แบบนี้จะเอาไปทำไม” จินยองรู้ว่าไล่แต่อยากแกล้ง

“คุณนี่มันกวนประสาทดีจริงๆ แบมแบมไม่น่าคบเพื่อนแบบคุณได้”

“ทำไม?”

“คุณดู..ร้ายๆ ยังไงชอบกล”

“โอ้ มองคนเก่งเหมือนกันนี่ ฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก คนก็เรียกฉันหลายอย่างนะ มาเฟีย นักเลง เจ้าพ่อ สรรพนามเยอะแยะ”

จินยองชอบใจกับสายตาที่ดูเหมือนจะระแวงและประเมินเขาอยู่ อย่าว่าแต่อีกฝ่ายมองว่าเขาดูร้ายๆ เลย เขาดูแล้วผัวหมอนี่ก็ท่าทางจะเอาเรื่องไม่เบา ดูแข็งๆ กร้าวๆ ยังไงบอกไม่ถูก ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น

“คุณคบกับแบมแบมได้ก็คงไม่เลวร้ายอะไรหรอก..ใช่ไหม?”

“ไม่ต้องระแวงหรอกน่า ถ้าฉันเป็นเพื่อนใคร เขาคนนั้นจะเป็นพวกพ้องของฉัน และฉันจะไม่ทำอะไรพวกพ้องตัวเอง”

มาร์คมองสบตาจินยอง จินยองเองก็ไม่หลบตาเช่นกัน  และในที่สุดมาร์คก็เอ่ยออกมา

“ดี ถ้าอย่างนั้นเราก็คงคุยกันได้”

“ถ้านายไม่ใช่คนโลกสวยและแบ่งแยกคนดีคนเลวด้วยบรรทัดฐานโง่ๆ ของสังคมเราก็คบกันได้”

จินยองเสียดสีเล็กน้อย มาร์คเอะใจว่าจินยองต้องมีอะไรบางอย่าง ไม่รู้ทำไม

“คุณจะรวมกลุ่มกับเราสินะ”

“ไม่” จินยองปฏิเสธทันที

“ทำไมล่ะ”

“ฉันมีลูกน้องของฉันอีกสี่คน พี่สะใภ้ของนายไม่ชอบกลุ่มฉัน ฉันเองก็อึดอัดที่จะต้องอยู่ร่วมกับยัยนั่น เราจะแค่เดินทางไปด้วยกัน ถ้ามีอะไรก็ช่วยกันสู้ได้ แต่ฉันก็ยังอยู่ในส่วนของฉัน พวกนายก็อยู่ในส่วนของพวกนาย”

“มันต่างกับรวมกลุ่มกันตรงไหนล่ะ” มาร์คล่ะสงสัย อย่าว่าแต่มาร์คเลยแบมแบมก็อยากรู้

“ต่างสิ ต่างที่ความรู้สึกไง ในกลุ่มครอบครัวนาย นายเป็นหัวหน้ากลุ่ม และฉันก็ไม่ยินดีที่จะอยู่ในกลุ่มของนาย เราแค่ไปด้วยกันเฉยๆ”

“ผมไม่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ผมแค่ดูแลทุกคน”

“เออนั่นแหละความหมายเดียวกัน สมกับเป็นผัวหมอเนาะ พูดจาอะไรให้มันเข้าใจง่ายๆ หน่อย ไม่กวนละ ทำให้เสร็จแล้วรีบตามออกไปละ เดี๋ยวจะกินมื้อเช้ากันแล้ว”

จินยองพูดจบก็ออกไปเลย ทิ้งให้สองสามีภรรยามองหน้ากัน

“เขาเข้ามาทำไมน่ะ” มาร์คยังงงอยู่เลย แบมแบมหัวเราะ

“คงเข้ามากวนมั้ง จินยองเป็นคนตลกนะ”

“ตรงไหน ผมว่าเขากวนประสาทมากกว่า” มาร์คทำเสียงเคลือบแคลงใจ แบมแบมเลยหัวเราะดังขึ้นอีก

“กวนๆ หยาบๆ แต่เขาจริงใจนะ ไม่มีอะไรหรอก จินยองเป็นคนตรงๆ และเปิดเผย ลูกน้องของเขาก็เป็นเด็กดี ตั้งแต่เกิดเรื่องฉันอยู่กับพวกเขาตลอดจนมั่นใจแล้วว่าสามารถเดินทางด้วยกันได้ คุณไม่ต้องกังวลเลย ทุกคนเก่งและมีฝีมือการต่อสู้ ถ้าเขาบอกว่าจะช่วยแล้วล่ะก็ เราและทุกคนในครอบครัวจะปลอดภัย และที่สำคัญ จินยองเป็นคนรักเด็ก เขาเอ็นดูออสตินมาก จินยองเสียลูกสาวไปเพราะโรคดีซีนี่ล่ะ ลูกเขาแก่กว่าออสตินปีเดียวเอง”

“งั้นเหรอ”มาร์ครู้สึกดีกับอีกฝ่ายมากขึ้นอีกนิด และเห็นใจที่จินยองเสียลูก

“อือ ฉันมองคนไม่ผิดหรอก”

“ผมรู้” มาร์คขยับเข้าหาภรรยาเพื่อจะต่อจากเมื่อครู่แต่แบมแบมรีบดันอกกว้างไว้

“พอแล้วมาร์ค คุณเข้ามาในนี้นานทุกคนจะสงสัยเอานะ ไม่อายคนอื่นหรือไง”

“อายทำไม ทุกคนคิดว่าคุณยังไม่ตื่นนี่นา ผมก็แค่เข้ามาพักเพราะปวดแขน หรือถ้าใครอยากจะคิดก็ให้คิดไปสิ”

แบมแบมมองหน้ามาร์คแล้วไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะเจ็บปวดอะไรเลย

“ไม่เอา” แบมแบมหลบตาพยายามปฏิเสธ ถ้าได้มองตาต้องหลงกลยอมมาร์คแน่ๆ

“คุณอยากให้ผมปล้ำคุณใช่ไหม” มาร์คไม่ได้ขู่นะจะทำจริงเลยล่ะ

“พูดไม่รู้เรื่องรึไง ห้องเก็บเสียงหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“กังวลเรื่องนี้หรอกเหรอ อย่าส่งเสียงซะก็หมดเรื่อง”

“จะบ้าหรือไงเล่า! ตอนนี้ทำไม่ได้ อีกอย่างเราก็เป็นเพื่อนกันนะ เราไม่ควร..” แบมแบมไม่รู้จะพูดคำไหนที่อายน้อยที่สุด มาร์คถอนหายใจ

“ทำไมเราต้องลดสถานะเหลือแค่เพื่อนกัน”

“ก็..

“ผมยังคิดถึงคุณ ผมต้องการคุณ และลึกๆ ในใจผมก็ยังไม่หมดรักคุณ ผมเป็นเพื่อนกับคุณไม่ได้หรอกแบมแบม รู้เอาไว้ด้วย” มาร์คจูบหนักๆ ที่ปากอิ่มอีกทีแล้วเดินออกจากห้องไป หงุดหงิดที่แบมแบมยังยืนกรานว่าจะเป็นเพื่อนกัน

แบมแบมนั่งอึ้งกับคำพูดของสามี

 

 

แบมแบมเดินออกจากห้องนอนหลังมาร์คออกมาแค่ไม่กี่นาที เขาถอนหายใจพร้อมทำท่าทางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จินยองเดินมาขวางหน้าจนแบมแบมสะดุ้ง

“แบม มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย”

“มีเรื่องอะไรหรือครับ”

“เออ มาด้วยกันแป๊บ” จินยองเดินมาหาเพื่อนแล้วจับแขนลากแบมแบมไปคุยที่ห้องข้างๆ กันสองคนท่ามกลางความอยากรู้ของหลายๆ คนว่าทั้งสองมีเรื่องอะไรกัน

จินยองผลักแบมแบมลงนั่งบนโซฟายาวแล้วนั่งลงด้วย

“คุณมีเรื่องอะไรเหรอ ทำไมไม่คุยที่ห้องนั้นล่ะ”

“ฉันสงสัยมานานแล้ว และแกก็เลี่ยงไม่ยอมตอบมาตลอด ทำไมแกกับผัวถึงจะเลิกกัน เมื่อกี้ก็ยังเห็นแกจูบกันอยู่เลย ถ้าเกลียดกันมากแม้แต่หน้าก็คงไม่มองด้วยซ้ำ มีเรื่องอะไรกัน”

จินยองสงสัยจริงๆ และถ้าไม่ได้รู้วันนี้เขาต้องอกแตกตายแน่

“คุณจริงจังไปหรือเปล่า” ลากมาซะตกอกตกใจแต่อยากรู้เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ

“เออน่า วันนี้แกต้องเล่านะ มาร์คมีเมียน้อยหรือไง” จินยองหันไปทางแบมแบมทั้งตัว ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาวางบนโซฟา ท่าทางอยากรู้อยากเห็นจริงจังมาก

            “มันก็หลายอย่างนะ เขาก็มีคนเข้าหาเข้าบ้างแต่ผมไม่ได้สนใจหรอกเพราะอาชีพของเราสองคนมันต้องพบเจอผู้คนมากมายอยู่แล้ว เรื่องนั้นมันห้ามไม่ได้ แค่เขากลับบ้านมาอยู่กับลูกเขาจะไปมีกิ๊กมีชู้ผมก็ไม่ว่าหรอกนะแค่อย่าไปมีลูกกับคนอื่นด้วยก็แค่นั้น ปัญหามันเกิดจากเราเริ่มมีทัศนคติที่ไม่ตรงกันมากกว่า พอมีเรื่องไม่เข้าใจกันสะสมมากๆ เข้าก็ไม่รู้จะทนอยู่กันไปทำไม”

            “แกก็ดูเป็นคนที่มีเหตุผลนะหมอ ทำไมแกไม่ลองปรับความเข้าใจกันดูล่ะ”

            แบมแบมถอนหายใจ เอนหลังพิงพนักโซฟา

“เราพยายามปรับกันมาเรื่อยๆ แล้ว แต่อยู่กันมานานมันก็ต้องมีช่วงที่เบื่อหรือเปลี่ยนใจไปจากกันใช่ไหมล่ะ ตอนมีอเล็กซิสทุกอย่างมันก็ดีหรอกนะ พออเล็กซิสเข้าอนุบาลเราก็เริ่มไม่ใช่คู่รักที่สมบูรณ์แบบอย่างที่คนนอกเห็น ผมกับเขาเคยจะเลิกกันแล้วรอบนึงแต่ช่วงนั้นผมก็มีออสตินอีกคน เราเลยพยายามกันอีกครั้งที่จะอยู่ด้วยกันได้ ประคองมาจนช่วงสามปีหลังนี้เราห่างกันมากขึ้น และสุดท้ายครึ่งปีนี้ทุกอย่างมันก็แย่ลงอีก ผมกับมาร์คคิดว่าลูกก็โตพอแล้วที่จะเข้าใจได้ว่าพ่อแม่อยู่ด้วยกันไม่ได้เลยจะหย่ากันน่ะ”

จินยองฟังแล้วสงสัยอย่างหนึ่ง  ถ้าหลังมีลูกคนแรกแล้วมีปัญหา มันจะเลิกกันอีท่าไหนถึงได้มีลูกคนที่สองตามมาวะ ทะเลาะกับบนเตียงหรือไง?

“ถามจริงๆ นะ ช่วงที่แยกกันอยู่เนี่ยแกกับมาร์คมีคนใหม่ไปแล้วป้ะ” จินยองยกขาอีกข้างขึ้นมาบนโซฟาแล้วนั่งขัดสมาธิ กอดอก ตั้งคำถามที่คนฟังหนักใจเหลือเกิน

“มีนะ ผมก็มีคนที่คุยด้วยอยู่แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน  มาร์คเขาก็มี ใครไม่รู้ไม่ได้สนใจ”

แบมแบมยักไหล่ ไม่ได้สนใจจริงๆ ออกแนวชีวิตใครชีวิตมันมากกว่า ถึงขนาดแยกบ้านกันอยู่แล้วจะไปสนใจอะไรกันอีกล่ะ

..เออ ไอ้ที่แย่เลยยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ต่อจากนี้จะทำไงล่ะ”  จินยองเข้าใจนะ ถ้าเกิดห่างกันมากๆ แล้วมีคนใหม่เข้ามา ความสัมพันธ์คงยิ่งเปราะบางไปกันใหญ่

“เป็นเพื่อนกันไง” คุณหมอตอบเสียงเบา พูดแล้วนึกถึงคำที่มาร์คพูดก่อนจะออกจากห้อง

“เพื่อนกันมีเซ็กส์กันได้ด้วยเหรอวะ” แบมแบมอึ้งเมื่อถูกแทงใจดำ

“อะไร ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นสักหน่อย” คุณหมอตอบไม่เต็มเสียงนัก

“เหรอ ถ้าฉันไม่เข้าไปก็คงต่อกันยาวเลยมั้ง” จินยองหมั่นไส้นัก ปากบอกไม่แต่ที่เห็นคือแทบจะสิงกันอยู่แล้ว

“คนเคยเป็นสามีภรรยากัน เรื่องแบบนี้มันก็เคยกันอยู่จะเผลอตัวไปบ้างก็ไม่แปลกนี่ มันเป็นกลไกการตอบสนองโดยธรรมชาติ”

แบมแบมพยายามแก้ตัว จินยองหัวเราะ

“พูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่ากระหายอยากว่างั้นเถอะ”

“คุณไม่ต้องแปลสั้นขนาดนั้นก็ได้นะ”

“เมื่อวานตอนที่แกกับเขาเจอกัน มันดูห่วงดูรักกันมากนะ ไม่ได้หมดรักกันไปซะทีเดียวก็น่าจะกลับมาคืนดีกันได้สิ”

ในสายตาของแบมแบมมันมีทิฐิบังอาจจะมองไม่เห็น แต่ในสายตาคนนอกที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังน้อยมากอย่างจินยองคนนี้น่ะมองออก

“เราต่างห่วงกันคงเพราะความผูกพันน่ะ ตอนนี้เราเป็นแค่เพื่อนกันนี่”

“ถามมาร์คมันยัง”

“เราคุยกันแล้วเมื่อคืน เขาไม่ได้ค้านอะไร” แบมแบมสับสนเหมือนกัน เมื่อคืนมาร์คไม่เห็นว่าอะไรที่เขาบอกว่าเราจะเป็นเพื่อนกัน แต่เช้านี้กลับบอกเองว่าไม่อยากเป็นเพื่อนกัน

เขาควรจะทำตัวยังไงล่ะถึงจะดีกับสถานการณ์ในตอนนี้

“ผัวเป็นเพื่อนกับเมียแล้วยังจะมาเอาเมียเนี่ยนะ เพิ่งเคยเห็น เป็นเพื่อนกันแล้วไปเอาคนอื่นไม่ดีกว่าเรอะเพราะไม่ต้องแคร์อะไรแกแล้วนี่ ถ้ามาร์คมันอยากนอนกับใครสักคนจริงๆ เยรินก็มี ฉันก็มี จีบนิดจีบหน่อยด้วยใบหน้าแบบนั้นเป็นฉันก็ระทวยนะหมอ แบบพร้อมพลีกายว่ะแก”

“จินยอง!” แบมแบมทนคำพูดตรงๆ ของอีกฝ่ายไม่ไหวเลยฟาดสักที จินยองสะดุ้ง คลำไหล่ซี้ดปากด้วยความเจ็บ

“อะไรเล่า! มันเจ็บนะแกนี่”

“คุณนี่หยาบคายจริงๆ” แบมแบมอดดุไม่ได้ แสลงหูจริง

“ฉันพิสูจน์ให้มะ”

“พิสูจน์อะไร”

“ถ้าฉันไปเสนอตัวให้มาร์คแกว่ามันจะเอาฉันไหม ถ้าตอนนี้มันรักและเกรงใจแกอยู่บ้างมันคงไม่เอาฉันนะ”

“อืม ลองดูสิ” หมอหนุ่มตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด อยากรู้เหมือนกันว่าที่มาร์คบอกว่าลึกๆ ในใจยังไม่หมดรักตนนั้นมันคือเรื่องจริงหรือเปล่า 

“แหม่เล่นด้วยทันทีเชียว ใจก็อยากให้ผัวกลับมารักตัวเองนี่หว่า” จินยองอมยิ้ม กระเซ้า แบมแบมถอนหายใจ อายนิดๆ

            “แต่ถ้ามาร์คเขาทำจริงล่ะ คุณจะยอมเขาไหม”

“บ้า ฉันไม่ได้ร่านขนาดเอาผัวเพื่อนมาทำผัวหรอกนะ ถึงแกกับฉันจะเป็นเพื่อนกันมาได้ไม่นานก็เหอะ ฉันล่ะโคตรเกลียดเลยรู้ไหมไอ้เรื่องแบบนี้ ตอนแฮจินมีเมียน้อยน่ะ เมียน้อยเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนใกล้ตัวฉันยังไม่แค้นเท่านังน้องสาวมันแอบไปกกกับไอ้แฮจินเลยรู้ไหม!

จินยองพูดแล้วขึ้น แบมแบมโล่งใจที่ได้ยินจินยองยืนยันอย่างนั้น และตกใจที่จินยองเจอเรื่องแย่ๆ แบบนั้นด้วย

“ตอนนี้น้องสาวคุณไปไหนแล้วล่ะ”

“น้องสาวฉันมันย้ายไปอยู่กับผัวมันที่อื่นนานแล้ว เมืองที่มันอยู่ก็เกิดโรคระบาด ไม่รู้ตอนนี้โดนแดกไปหรือยัง ช่างมันเถอะคนอย่างมันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”

“คุณอยู่คนละที่กับแฮจินแสดงว่าคุณก็เลิกกับเขาแล้วเหมือนกันเหรอ” ในเมื่อจินยองถามเรื่องของเขาได้ แบมแบมก็มีสิทธิถามจินยองเหมือนกัน

“กึ่งๆ อ่ะไม่เชิงเลิก แค่ไม่ได้นอนบ้านเดียวกันและมันก็มีเมียน้อยแบบเปิดเผย แรกๆ ก็ทนไม่ได้หรอก แต่ไปตามจัดการเมียน้อยมันจนเสียการเสียงานมากๆ เข้าก็ไม่ไหว คนในแก๊งก็บ่น ฉันเลยเลือกเงินมากกว่าผัว มันจะไปไหนก็ไปแค่ไม่เอาโรคมาติดฉันก็พอแหละ นานๆ ไปมันก็ชิน แค่ผัวคนเดียวถ้ามันไม่รักดีก็แค่หาผัวใหม่ เออ จะว่าไปแกกับฉันนี่เหมือนกันนะ ผัวจะไปไหนก็ไม่ได้สนใจอะไร”

จินยองเล่าให้ฟังแบบสบายๆ ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะแฮจินก็ตายไปแล้ว ต่อจากนี้ไม่มีใครให้ตามหึงหวงแล้วนี่

“แค่งานก็ยุ่งหัวหมุนแล้วนี่นา จะไปมีเวลาสนใจสามีได้ยังไงล่ะครับ”

“เอ๊..หรือว่าจะเป็นสาเหตุนี้วะแบม” จินยองดีดนิ้ว แบมแบมรู้ว่าจินยองกำลังคิดอะไร

“ก็คงเป็นไปได้มั้ง มาร์คเขาชอบเรียกร้องให้ผมสนใจทั้งที่วันๆ นึงผมก็ยุ่งจะตาย”

“มาร์คมันอาจไม่พอใจที่แกไม่สนใจมันล่ะมั้ง ขนาดมีชู้ก็ไม่ว่า ทำแต่งานเลี้ยงแต่ลูก มันอาจจะคิดว่าแกหมดรักมันแล้วเงี้ยเลยมีปัญหากันไง แกเคยบอกมันบ้างไหมว่าแกไม่ได้จะละเลยมันอ่ะ”

จินยองเรียกมาร์คซะสนิทสนมเหมือนรู้จักกันมานานเชียว

“อ่า..ไม่เคยบอกไม่เคยถามหรอก เขาก็ดูแลตัวเองได้นี่ จะอยากให้ผมดูแลเขาไปทำไม”

“แกได้นอนกับมันครั้งสุดท้ายเมื่อไร” คำถามของจินยองยากมาก แบมแบมต้องเสียเวลานึกเลยทีเดียว จินยองคิ้วขมวดสงสัย ว่าจะนึกอะไรนานนัก

“คือ..เรื่องแบบนี้คุณจะอยากรู้ไปทำไมน่ะ มันเรื่องส่วนตัวของผมนะ”

ถึงจะตกลงเป็นเพื่อนกันแต่หมอก็ยังอายที่จะพูดเรื่องแบบนี้

“เอาเถอะน่า ตอบๆ มาเถอะ ไม่ได้จะเอาไปเล่าให้ใครฟังสักหน่อย”

“อืม..เกือบปีแล้วมั้ง จำไม่ได้ว่ากี่เดือน”

“โห ไอ้บ้า!” แบมแบมสะดุ้งเมื่อโดนเพื่อนด่า

“อะไร คุณด่าผมทำไมน่ะจินยอง”

“ไม่แปลกอ่ะที่มันจะมีคนอื่น”

“อะไรเล่า เรื่องเซ็กส์ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกนะ ผมยังอยู่ได้เลย”  จินยองถอนหายใจ กลอกตามองบน

“ก่อนหน้าหนึ่งปีที่ไม่ได้นอนกับผัวเลยเนี่ย แสดงว่ายังมีบ้างใช่ไหม”

“อือ”

“กี่ครั้งต่อสัปดาห์”

“เดือนละสองสามครั้งมั้ง ไม่แน่ใจ” แบมแบมทำท่าครุ่นคิด

“ฉันสงสารมาร์คว่ะ” จินยองเอนพิงไปกับโซฟา เหนื่อยใจ

“ไปสงสารเขาทำไม แค่ความต้องการในร่างกายมันเกิดขึ้นแล้วก็ไปจัดการตัวเองซะสิ ไปหาข้างนอกชั่วครั้งชั่วคราวก็ได้ไง เงินก็มีไหมล่ะ แอร์สวยๆ ก็รายล้อม ผมไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย คุณรู้ไหมว่าหมองานหนักแค่ไหน แค่จะกินจะนอนยังแทบไม่มีเวลา จะให้เอาแรงที่ไหนไปอยู่กับสามีอีกห๊ะ”

แบมแบมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง

“แกคิดว่าเมียคืออะไร แกทำเหมือนมันเป็นเพื่อนแกเลยเนาะหรือไม่ก็ที่ผลิตลูก พอมีลูกปุ๊บมันก็หมดความหมายไรเงี้ย ไปกินข้าวด้วยกันสองคนบ้างไหม ได้ไปเที่ยวกันสองคนมั่งรึเปล่า หรือชีวิตมีแค่คนไข้กับลูก”

“แต่งงานแล้วเราไม่ได้เป็นแค่แม่นะแบม เราเป็นเมียด้วย ตอนแรกแกแต่งงานกับผัว เราเป็นของผัว แต่ต่อมาแกเป็นแม่ แกก็จะเป็นแค่แม่งี้เหรอ เป็นของลูกอย่างเดียวแล้วมาร์คมันจะอยู่ตรงไหน ในบ้านมีพื้นที่ให้มันมั่งเปล่า”

จินยองว่ามันต้องใช่แน่ๆ ไอ้สาเหตุที่มาพร้อมทัศนคติไม่ตรงกันน่าจะมาร่วมกับการที่แบมแบมไม่สนใจผัวด้วยแหละ ดูจากที่ดั้นด้นตามหาลูกแล้วแบมแบมต้องเป็นแม่ที่รักลูกมาก ขาดลูกไม่ได้ ชีวิตก่อนหน้านี้มันคงสนใจแค่ลูกมันแหละ

เห็นจินยองห่ามๆ อย่างนี้แต่เรื่องเอาใจผัวจินยองไม่เป็นรองใครนะ เขาทำหน้าที่ตัวเองได้ดีทีเดียวล่ะแต่แฮจินมันมักมากของมันเอง

แบมแบมนิ่งเงียบ จินยองเลยเอ่ยต่อ

“แกเป็นคนเก่ง คนฉลาด มีความรู้หาเงินเองได้ และคนประเภทนี้มักคิดว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ ถ้าหย่ากันเป็นซิงเกิ้ลมัมก็ไม่เดือดร้อนมันเลยหย่ากันได้ง่ายๆ แกก็เป็นคนมีอีโก้สูงเหมือนกันนะหมอ คงเป็นคนที่ไม่ยอมผัวล่ะสิ ลองนึกดูดีๆ ว่าตอนที่พยายามปรับตัวเข้าหากัน มาร์คเคยพูดอะไรแบบ คุณใส่ใจผมบ้าง เอาใจผมบ้างไรงี้ไหม”

“อือ..ก็มีนะ”

“แกก็โง่ไม่ทำเนาะ” จินยองไม่เข้าใจเลย ถ้ามันคุยกันหลายครั้งแล้วแต่ชีวิตยังแย่อยู่ ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงนี่แหละที่มันไม่ยอมลดหรือเปลี่ยนตัวเองลงบ้าง

“คุณ..ผมก็เหนื่อยนะ ไหนจะลูก ไหนจะงาน บางทีแม่บ้านลาออกหรือลาหยุดผมก็ต้องทำงานบ้านด้วย ผมมีงานทุกวัน ผมมีอะไรให้ทำล้นมือไปหมดจะให้ผมดูแลมาร์คอีกเหรอ”

“เพราะคิดแบบนี้ไงแกถึงหย่ากัน” แบมแบมหันหน้าไปอีกทาง ดูไม่พอใจ จินยองรั้งไหล่ให้เพื่อนหันมา

“แกหันมามองหน้าฉันนี่”

“ทำไม” แบมแบมหันกลับมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

“ฉันไม่รู้ว่าแกอยู่กันมาก่อนมีอเล็กซิสกี่ปี แต่ถ้าเอาแค่อายุอเล็กซิสก็อยู่กันมาอย่างต่ำ 15 ปีแล้วไหมล่ะ ไม่เสียดายเวลา 15 ปีเหรอ อย่างแกจะหาผัวใหม่ก็คงหาได้ง่ายๆ ทั้งสวยน่ารัก งานดี มีเงิน แต่ผัวคนเดิมมันก็ไม่ได้แย่อะไรมากอย่างที่แกคิดมั้ง ฉันว่าที่แกกับมาร์คจะหย่ากันคงเพราะมีทิฐิสูงกันทั้งคู่ ไอ้นั่นก็หล่อ มีตัง งานดี โปรไฟล์เทพขนาดนั้นมันก็คงทะนงตัวว่าหาเมียใหม่ได้ หาได้เป็นฝูงเลยด้วยมั้ง”

ทำไมจินยองต้องมาพูดให้ไอ้เพื่อนโง่มันคืนดีกับผัวด้วยเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันเองนะ

“คุณจะให้ผมทำยังไง ไปบอกเขาเหรอว่าให้เรากลับมาเป็นสามีภรรยากันเหมือนเดิม”

“ลองดูสิ เลิกกันมันง่ายแต่ถ้าเลิกไปแล้วทุกอย่างมันย้อนเวลาไม่ได้นะ คิดดีๆ คิดเยอะๆ คิดลึกๆ ถ้าพลาดแล้วมันพลาดเลยนะ ลองดู แต่ตอนนี้ฉันไปหาผัวแกก่อนดีกว่า อารมณ์มันค้างอยู่แน่ๆ  นี่ล่ะโอกาสดี”  จินยองตัดสินใจแล้วก็ปุบปับลุกขึ้นจนแบมแบมตามไม่ทัน

“จะเริ่มเลยเหรอ”

“อือ หรือแกเปลี่ยนใจแล้ว”

“เปล่า คุณดูท่าทางสนุกยังไงก็ไม่รู้ นี่หาอะไรทำแก้เบื่อใช่ไหม”

“ถูก” จินยองหัวเราะแล้วเดินกลับไปที่ห้องข้างๆ ที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่ แบมแบมถอนหายใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากลุกตามไป

 

 

 

มื้อเช้าวันนี้จินยองเลือกที่จะนั่งข้างมาร์คแล้วให้แบมแบมไปนั่งไกลๆ โดยที่ลูกน้องได้แต่สงสัยแต่ไม่กล้าถาม

พอกินข้าวเช้าเสร็จจินยองก็ดึงมาร์คไปคุยอีกห้องกันสองคนทันที คราวนี้ล่ะที่ทุกคนเงียบไม่ไหว

“สองคนนั้นไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไร มีอะไรทำไมต้องไปคุยกันที่อื่น เมื่อวานก็ไม่ได้ทักทายกันสักคำเลยไม่ใช่เหรอ” ไรอันเอ่ยขึ้นมาก่อนด้วยความสงสัย

“เพื่อนแกเป็นม่ายนี่แบม ไปดูหน่อยก็ดีมั้ง” ฮยอนจินเอ่ยเสริม แบมแบมส่ายหน้า

“ผมรู้นะว่าพี่คิดอะไรอยู่”

“รู้แต่ยังนั่งเฉยอยู่อีกเหรอ”

“เขาอาจไปตกลงกันเรื่องกลุ่มก็ได้มั้งครับ เราต้องเดินทางด้วยกันนี่นา”

“เรื่องกลุ่มจริงก็คุยที่นี่ได้นะยะ”

“อย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ไม่ดีเลย เราอยู่กันเยอะแยะแบบนี้ทั้งสองคนต้องรู้ว่าถ้าไปนานจนผิดสังเกตเราก็ต้องรู้กันแน่ๆ ว่าคงมีอะไรมากกว่าคุยกัน”

แบมแบมเอ่ยยิ้มๆ ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเพราะรู้ความจริงแก่ใจดี

 

 

 

“โฮ่ รุนแรงจริงนะคุณ” มาร์คเอ่ยออกมาเมื่อถูกลากเอาๆ มาถึงห้องชุดอีกห้องแล้วโดนผลักติดผนังห้อง รู้สึกเหมือนกำลังถูกคุกคามทางเพศชอบกล

“หึ นายก็ค้างอยู่ไม่ใช่หรือไง” ไม่พูดเปล่าแต่มือเรียวสอดเข้าไปในเสื้อเชิ้ตของมาร์คแล้ววางทาบบนท้องแกร่ง ลูบวนไล่ลงต่ำไปถึงขอบกางเกงยีนจนคนถูกล่วงละเมิดเสียววูบ

“ผมเป็นสามีของเพื่อนคุณนะ” มาร์คมองหน้าคนที่กำลังยั่วตนอยู่ จินยองยิ้มมุมปาก

“แล้วไงก็เพิ่งเป็นเพื่อนกันได้ไม่นาน อีกอย่างแบมแบมก็บอกฉันว่านายกับเขากำลังจะหย่ากัน”

“ทำไมคุณถึงมาเสนอตัวให้ผมล่ะ”

“นายหล่อดี”

“นี่คุณเอาจริงเหรอ”

“เรื่องแบบนี้ไม่ล้อเล่นหรอกน่า” แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอมาร์คไว้ อีกมือก็ลูบอกกว้างเบาๆ แล้วเริ่มปลดกระดุมเสื้อ

มาร์คก้มมองเพื่อนของแบมแบม จินยองก็สวยอยู่หรอกนะ ให้ความรู้สึกคล้ายภรรยาด้วย แต่มาร์คว่า..

มาร์คยังคิดไม่ทันจบก็โดนรุกซะแล้ว

โฮ่..เล้าโลมได้เก่งน่าดู

มาร์คดันร่างที่คลอเคลียนัวเนียกับร่างตนออกจนจินยองสะดุ้ง  จินยองคิดว่ามาร์คคงจะให้หยุดแต่มันไม่ใช่ วินาทีต่อมาเขาก็ถูกผัวหมอดันติดกำแพงซะเอง

เฮ้ยๆ เล่นด้วยจริงเหรอ!

“อื้อ” จินยองตกใจเมื่ออีกฝ่ายเริ่มจูบก่อน แต่จะให้ผลักตอนนี้ก็คงเสียแผนแน่ๆ คงต้องรอดูก่อนว่ามาร์คจะทำถึงขั้นไหน ถ้ามันเอาจริงรับรองได้เลยว่าโดนปาร์คจินยองกระทืบแน่

จินยองมองคนที่จู่ๆ ก็ถอนจูบออกไป ไม่ใช่ว่าเสียดายแต่งงว่าถ้าเริ่มเองขนาดนี้แล้วจะหยุดทำไม

“ทำไมไม่ทำต่อล่ะ”

“อยากทำนะแต่ไม่ดีกว่า” มาร์คข่มใจข่มอารมณ์ไม่ทำ จินยองโวย

“อะไรนะ! จะมาเริ่มแล้วหยุดแบบนี้ฉันก็แย่น่ะสิ อย่าทำตัวแสนดีไปหน่อยเลยน่า นายก็คงไม่ทำตัวซื่อสัตย์มีแค่หมอคนเดียวมาได้ตลอดสิบกว่าปีหรอกมั้ง ถ้าอยากก็ทำสิฉันไม่ได้ว่าอะไร”

เออ ผัวหมอแม่งจูบเก่งจนจินยองเผลอตัวเคลิ้มไปด้วยเลย ใครโดนแล้วไม่เสียตัวนี่แปลกว่ะ แบมแบมมันไม่สนใจผัวมาตั้งปีได้ยังไง ไอ้หมอมันต้องตายด้านแน่ๆ หรือไม่ก็สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

“นั่นมันอดีต ผมตั้งใจจะกลับมาคืนดีกับแบม ถ้าผมทำตัวเหมือนเมื่อก่อนและมีอะไรกับคุณ ผมกับแบมก็จะมองหน้ากันไม่ติดอีกครั้ง และคงหาทางคืนดียากด้วย”

“ถ้าแบมแบมดีจริงนายคงไม่อยากหย่าหรอก ไหนๆ ก็เลิกกันแล้วหาคนใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ จะเสียเวลากลับไปหาหมอมันทำไม มันต้องเข้าใจเราอยู่แล้ว ตอนนี้โลกมันไร้กฎเกณฑ์ไปแล้ว อยากทำอะไรก็ต้องทำสิ” จินยองจะโผเข้าหาอีกครั้งแต่มาร์คดันไหล่บางไว้

“ไม่ล่ะ ขอโทษด้วยละกันที่เผลอจูบคุณไป แยกย้ายไปจัดการตัวเองเหอะ แบมต้องไม่รู้เรื่องนี้ คุณก็ต้องไม่พูดด้วย เข้าใจไหม ถ้าเขารู้ล่ะก็ คุณกับผมคงอยู่ด้วยกันไม่ได้”

จินยองกอดอก ยกยิ้มกับคำขู่ของอีกฝ่าย

“นายทำฉันเสียใจนะ บอกหน่อยสิว่าจะหย่ากับเมียเพราะอะไร”

“มันเรื่องส่วนตัวของผม”  เฮอะ ถามนิดถามหน่อยทำเป็นมองดุ

“แหม นิดหน่อยเอง ถือว่าเป็นของปลอบใจฉันก็แล้วกัน” มาร์คถอนหายใจ ยังเงียบ จินยองเลยต้องตื๊ออีกหน่อย

“น่า บอกมาเถอะอย่างกนักเลย ถ้านายบอกฉันจะเก็บเรื่องเราไว้แบบสนิทไม่บอกแบมแบมเลย”

มาร์คลังเลที่จะเอ่ย แต่พอมือซนของจินยองเริ่มปะป่ายตามร่างกายเขาอีกมาร์คเลยตัดสินใจเล่าก่อนเขาจะถูกยั่วจนเผลอตัวเข้าให้จริงๆ

“เพราะถูกทอดทิ้งไงล่ะ การที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่เหลียวแลเป็นระยะเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็ต้องเกิดคำถามขึ้นในใจแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะทนไปทำไม ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีความสุขเลย”

จินยองไม่คิดว่าตนเองจะคาดเดาได้แม่นอย่างนี้ ผัวหมอมันมีปมเรื่องนี้จริงๆ ด้วยว่ะ

“เรื่องแค่นี้น่ะนะ?”

“เรื่องแค่นี้เหรอ? คุณเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่กับคนที่รักทั้งที่เขาทำเหมือนเราเป็นคนแปลกหน้าหรือเปล่า แบมแบมงานยุ่งมาก เขาทำงานทุกวัน ไม่แค่งานในโรงพยาบาลแต่ยังรับงานข้างนอกอีก พอจะมีเวลาว่างบ้างเขาก็สนใจแต่ลูก ผมเข้าใจและรู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็มีความรับผิดชอบของคนเป็นแม่ แต่ผมล่ะ เขาไม่คิดจะสนใจผมเลยสักนิด ไปเที่ยวกันก็โดนเรียกตัว ผมได้กินข้าวกับเขาสองคนครั้งสุดท้ายเมื่อไรผมยังจำไม่ได้เลย มันนานมากแล้ว นานมากจนลืม เขาทำงานทั้งปี ทำ 365 วัน จะหยุดก็ต่อเมื่อเขาไม่สบายเท่านั้น เป็นคุณล่ะคุณทนได้ไหม”

จินยองกระพริบตาปริบๆ อึ้งไปเลย หมอมันทำงานทุกวันเลยจริงๆ เหรอ แบบนั้นก็เกินไป..

“แต่เมียนายเป็นคนเก่ง นายก็ควรจะเข้าใจ”  จินยองพยายามแก้ตัวแทน

“ผมพยายามแล้ว พยายามที่จะเข้าใจเพราะผมเองก็ต้องไปทำงานครั้งละหลายอาทิตย์ แต่เวลามีวันว่างผมก็อยู่บ้านตลอด ทำไมเขาถึงเห็นงานดีกว่าครอบครัวล่ะ”

“เพราะเห็นแก่ครอบครัวหมอมันเลยบ้าทำงานหรือเปล่า แต่นายดันไม่ทนจนไปมีคนอื่นนี่..

“ตอนที่เผลอไปมีคนอื่นเพราะเบื่อที่แบมแบมเอาแต่ทำงานผมก็รู้สึกผิดนะ แค่ตอนแรกๆ แต่พอนานเข้าผมทำเพื่อให้เขาสนใจผมบ้าง ซึ่งมันไม่ได้ผลเลย เขาไม่เคยว่าอะไรสักคำ ขนาดผมคุยโทรศัพท์ให้ได้ยินเขาก็ยังไม่ถาม  ไม่ได้ล็อครหัสโทรศัพท์เขาก็ไม่เคยเปิดดู มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ เขาทำเหมือนผมไม่มีตัวตนในบ้าน ทำเหมือนผมเป็นอากาศ จะมีเมียใครบ้าได้ขนาดนี้บ้างผมอยากจะรู้นัก!  เขาเฉยชากับผมก่อนนะจินยอง เขาใจร้ายมาก ผมเมินเฉยเย็นชากับเขาก็เหมือนกับที่เขาทำก่อนนั่นล่ะ ผมแค่อยากให้แบมรู้สึกอะไรบ้างสักนิด ต้องการให้เขาทุกข์ใจเหมือนที่ผมได้รับจากเขาบ้างก็เท่านั้นเอง การที่เราอยู่กันมานานมันคงทำให้เขาคิดว่าผมไม่สำคัญล่ะมั้ง”

มาร์คระบาย แค่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมายังอารมณ์ขึ้น  จินยองเห็นใจมากเลย พูดต่อไม่ออกเมื่อเห็นรอยยิ้มขมขื่นของมาร์ค

อยากจะบอกเหลือเกินว่าเมียบ้าๆ แบบนั้นยังมีอีกคน ก็กูเนี่ย..

“อือ เข้าใจแล้วล่ะ” จินยองกอดผัวหมอ ตบหลังเบาๆ

ที่กอดปลอบเพราะสงสารด้วยก็ส่วนหนึ่ง อีกเหตุผลคือผัวหมอมันหล่อ มีคนหล่อมากๆ มายืนหน้าเศร้าตรงหน้าเราใครเห็นก็อดไม่ได้หรอก สงส้ารสงสาร

“แต่ตอนนี้แบมแบมมีเวลาว่างมากพอที่จะสนใจผมได้แล้วล่ะ ขอบคุณที่ช่วยรับฟัง” มาร์คพูดจบก็ติดกระดุมเสื้อแล้วเดินออกจากห้องไปเลย  

จินยองส่ายหน้ากับความผัวเมียของสองคนนี้

มาร์คมันคงทนจนไม่รู้จะทนยังไงแล้วล่ะนะ แม้จะรักแต่ถ้าอยู่ด้วยกันอย่างเฉยชา สู้แยกกันไปเลยคงดีกว่า เขาพอเข้าใจความรู้สึกของมาร์คอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องมาร์คมีคนอื่นนี่ก็ถือว่าผิดแหละนะ

 

 

 

 

“หิวไหมยองจี วันนี้กินแพนเค้กอีกวันนะคะ” ยองแจเอ่ยกับน้องสาวที่งัวเงียเดินออกจากห้องนอน เขากับคุณทหารตื่นนานแล้ว และก็ทำอาหารเช้าเสร็จแล้วด้วย

“ค่ะพี่” ยองจีเดินมานั่งที่โซฟา ยองแจลุกไปเอาแพนเค้กที่เพิ่งทำเสร็จที่ครัว

“พอก่อนก็ได้คุณ ไปกินแพนเค้กก่อนเถอะค่อยมากรอกต่อ” ยองแจเอ่ยกับคนที่กำลังยกถังน้ำขนาดใหญ่กรอกใส่ขวดเล็กๆ

“เสร็จขวดนี้ก่อน ยกมื้อเช้าไปให้ยองจีก่อนเลย” แจ็คสันตื่นมาแต่เช้าก็โดนยองแจใช้ให้ทำเตาให้หน่อย พอทำเสร็จก็โดนใช้มากรอกน้ำต่อ

 

 

“วันนี้เราจะไปไหนกันต่อคะ” ยองจีถามขึ้นระหว่างมื้อเช้า เคี้ยวแก้มตุ่ยจนน่าเอ็นดู แจ็คสันเอื้อมมือบิดแก้มนิ่มอย่างเอ็นดู

“วันนี้เราจะไม่เดินทางค่ะ จะหลบอยู่ที่นี่สักวันสองวันก่อน ยองจีอยากไปไหนเหรอ”

“เปล่าค่ะ วันนี้เราไม่ต้องวิ่งหนีผีดิบแล้วใช่ไหมคะ ดีจัง” ยองจีกินอย่างมีความสุขขึ้นเมื่อได้รู้ว่าไม่ต้องออกไปไหน ยองแจมองน้องอย่างสงสาร แกยังเด็กอยู่เลยนะกลับต้องมาเจอเรื่องน่ากลัวแบบนี้

“ใช่จ้ะ แล้วพี่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนด้วย พี่กับพี่แจ็คสันกำลังคิดกันอยู่เลย”

ยองจีพยักหน้ารับรู้แล้วกินต่อ ยองแจเห็นน้องกินอย่างมีความสุขก็ดีใจ

“มีเติมอีกนะคะ ถ้าจะเอาบอกพี่นะ”

“ค่ะ” ยองจียิ้มให้พี่ชาย ยองแจเกี่ยวผมยาวๆ ของน้องสาวไว้หลังใบหูให้ รวบผมแกไปไว้ด้านหลังจะได้กินถนัด

“ฉันคิดว่าถ้าการปะทะวันนี้ล้มเหลว เราควรลงใต้”

“ลงใต้?” ยองแจทวนคำ คุณทหารจะพาเราสองคนลงใต้ไปไหน

“อืม เท่าที่รู้การวิจัยยารักษาไม่คืบหน้าเลย และนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย รวมถึงหมอที่เก่งด้านภูมิคุ้มกันถูกพาไปที่ศูนย์ควบคุมโรคทางใต้หมดแล้ว เพราะศูนย์ที่ใหญ่รองลงมาที่อยู่ทางเหนือกับศูนย์อื่นๆ ไม่มีที่ไหนปลอดภัย นักวิจัยบางคนที่เราช่วยไม่ทันก็กลายเป็นพวกกัดติดอยู่ในศูนย์ เราไม่อยากเสียกำลังพลและอาวุธมากเกินไปก็เลยเคลียร์ได้แค่ศูนย์ทางใต้แล้วเอาบุคลากรไปอยู่รวมกันที่นั่นหมด”

“งั้นเหรอ แล้วทหารอย่างพวกคุณรู้อะไรมาอีก ฉันงงไปหมดเลยคุณรู้ไหมที่จู่ๆ ก็มีโรคระบาด ก่อนที่จะมีการอพยพ ก่อนหน้านั้นก็มีแต่จราจลตามเมืองต่างๆ เหมือนมีเรื่องร้ายแรงบางอย่างแต่สื่อนำเสนอไม่หมดและปกปิดไว้ ฉันกับเพื่อนเข้าไปดูกระทู้ในเว็บบอร์ดเจอแต่ข่าวลือแปลกๆ”

“ข่าวอะไร” แจ็คสันสนใจว่าประชาชนรู้อะไรกันบ้าง

“เขาลือกันว่าโรคระบาดคราวนี้มันอาจจะไม่ได้เกิดตามธรรมชาติแบบพวกโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำทั่วไป แต่มันเกิดจากการทำอาวุธชีวภาพที่พวกรัฐบาลและทหารจ้างแล็บเอกชนวิจัยเชื้อโรคใหม่น่ะสิ!

ยองแจพูดด้วยท่าทางจริงจัง ทหารหนึ่งนายที่อยู่ด้วยกันชะงัก อึ้งไป

“เกิดข่าวลือแบบนั้นจริงๆ เหรอ”

“อือ แต่บางกระทู้ก็บอกว่าคงมีบริษัทยาหรือบริษัทอะไรสักอย่างค้นคว้าและทดลองจนเกิดเชื้อร้ายแล้วควบคุมไม่ได้จนมันระบาด บางกระทู้ก็บอกว่ามันเริ่มมาจากสถาบันวิจัยของรัฐบาลเองนั่นล่ะที่คิดค้นเชื้อตัวใหม่แต่ดันควบคุมไม่ได้เลยซวยกันไปหมด เพราะเมื่อหลายปีก่อนมันเคยเกิดเรื่องร้ายที่สถาบันวิจัยนี่นา คนเขาเลยเอาเรื่องคราวนั้นกับคราวนี้มาโยงกัน  แต่ไม่ว่าจะข่าวลือไหนมันก็น่าเชื่อถือไปหมดเลยนะคุณ ไม่มีใครรู้ว่าโรคมันเริ่มมาจากอะไรไม่ใช่เหรอ ใครๆ เขาก็คิดไปได้หลายอย่าง คุณเป็นทหารยศสูง อยู่กับเจ้านายตำแหน่งใหญ่โตไม่รู้เรื่องอะไรบ้างเหรอ ทำไมพวกทหารตั้งศูนย์อพยพเร็วนักล่ะ เรื่องนี้น่ะตอนที่ฉันอยู่ในศูนย์ก็ได้ยินคนพูดกัน มีคนสงสัยเยอะนะว่าแทนที่จะเอาเวลามาตั้งศูนย์อพยพทำไมพวกทหารไม่ใช้กำลังไปจัดการพวกติดเชื้อเลยทันที ปล่อยไว้หลายวันมันก็เลยควบคุมยากไงล่ะ”

“เหรอ” แจ็คสันแค่ตอบรับสั้นๆ แล้วไม่ได้พูดอะไร กินไปเงียบๆ ยองแจสงสัยในท่าทางของคุณทหารตงิด

“นี่ เรื่องมาจนถึงป่านนี้แล้วมีอะไรก็บอกกันมั่งน่า คุณมันก็พวกหนีหน้าที่จนพวกไม่เอาแล้วไม่ใช่เหรอ จะปูดความลับออกมาหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับรองว่าจะไม่บอกใครแน่นอน จะรู้กันแค่เราสามคน” ยองแจสะกิดไหล่กว้าง แจ็คสันเขกหัวคนที่พูดมากไปหนึ่งทีจนยองแจร้องอู๊ย ยกมือกุมหัว

“มันเจ็บนะคุณ”

“ปากดีนัก ใครว่าฉันไม่มีใครเอา มีแค่นายพลชเวคนเดียวแหละที่หมายหัว”

“ตลก ยังมียัยผู้กองอีกคนไม่ใช่เหรอที่ทำให้คุณต้องหนีหัวซุกหัวซุน”

“เธอคงตายไปแล้ว ก็โดนกัดแล้วนี่”

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง รู้อะไรบ้างก็เล่ามา”

“ไม่มีอะไรจะเล่า ไม่ค่อยรู้อะไรหรอก”

“ไม่ค่อยรู้แสดงว่าต้องรู้มาบ้างใช่ไหม” ยองแจจับผิด ตื่นเต้น แจ็คสันถอนใจ

“เอาไว้รอดไปถึงศูนย์ทางใต้ก่อนแล้วจะเล่า”

“โอ๊ย! ลีลาจริง ถ้าฉันเกิดโชคร้ายโดนกัดไปก่อนจะทำยังไง คาใจจนตายเลยนะนั่น”

ยองจีทำช้อนหล่นจากมือกระทบจานเสียงดัง เธอมองหน้าพี่ชายด้วยสีหน้าตื่นๆ

“พี่จะโดนกัดเหรอ โดนกัดแล้วต้องตายไม่ใช่เหรอคะ” ยองแจเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรไม่ดีออกไป เขารีบกอดน้องเพื่อปลอบไม่ให้แกคิดมาก

“เอ่อ..พี่พูดเล่นจ้ะ พี่จะไม่เป็นไรหรอก จะอยู่กับยองจีตลอดไปเลยนะ พี่ขอโทษนะ พี่พูดเล่น”

“อือ อย่าพูดอีกนะ” ยองจีกอดเอวพี่ชายไว้ ซบหน้ากับอกเอ่ยอู้อี้

“จ้ะๆ” ยองแจลูบผมน้องไปมา

“เป็นไงล่ะ พูดอะไรไม่คิดนะ อยากรู้จนได้เรื่อง” แจ็คสันอดดุไม่ได้ที่ยองแจไม่รู้จักคิดก่อนพูดเลย

“เพราะคุณนั่นแหละไม่ยอมเล่า คุณต้องรู้อะไรมาแน่ๆ เลย” ยองแจกอดน้องไว้แต่ก็ชี้หน้าแจ็คสันด้วย ใบหน้าหวานบึ้งตึง ทั้งเคืองที่โดนว่าและเคืองที่อีกฝ่ายอมพะนำไม่ยอมเล่าทุกอย่างที่รู้ออกมา

“ขอคิดก่อนว่าจะเล่าดีไหม บางทีอาจไม่มีอะไรที่นายอยากรู้ก็ได้”

“ชิ” แจ็คสันพยายามไม่สนใจเสียงเล็กเสียงน้อยน่ารำคาญนั่นแล้วเปลี่ยนเรื่อง

“ตกลงจะไม่แวะที่ไหนใช่ไหม จะได้ไปศูนย์ควบคุมโรคเลย แต่เราควรจะหลบที่นี่สักสองสามวันจนแน่ใจก่อนแล้วค่อยไป”

“ที่จริงก็มีที่ที่อยากไปอยู่นะ” ยองแจปล่อยน้องเพื่อให้น้องได้กินอาหารเช้าต่อ

“ที่ไหน”

“บ้านแฟน”

“นายมีแฟนแล้วเหรอ ไม่น่าเชื่อ”

“เอ๊ะ! อย่างฉันมันทำไม มีแฟนแล้วแปลกหรือไง”

“คงมีคนชอบของแปลกแบบนายบ้างแหละนะ ว่าแต่บ้านแฟนอยู่ไหน” ยองแจหน้านิ่ว คุณทหารนี่นอกจากปากหมาแล้วยังเปลี่ยนเรื่องไวอีก

“ตอนนี้เขาไม่น่าจะอยู่บ้านตัวเองแล้วแหละ ในสถานการณ์แบบนี้น่าจะไปอยู่บ้านปู่เพราะปู่เขาทำฟาร์มด้วย อยู่ชานเมือง ที่นั่นน่าจะเป็นที่หลบภัยของเขาได้ เราผ่านบ้านปู่ของแฟนฉันก่อนแล้วค่อยไปไอ้ศูนย์อะไรนั่นได้ไหม” ยองแจเลิกหงุดหงิดเพื่อคุยให้รู้เรื่องก่อน

“ได้นะ จะได้แวะพักค้างคืนด้วย ว่าแต่เขาจะยังอยู่ที่นั่นเรอะ” แจ็คสันน่ะไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะเขาก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย

“เขาต้องหลบไปอยู่ไกลๆ จากตัวเมืองอยู่แล้วล่ะน่า”  ยองแจเชื่อสัญชาติญาณตัวเองว่า ซองจิน ต้วน ต้องหลบไปอยู่บ้านไร่อย่างแน่นอน

“อาจจะไปศูนย์อพยพก็ได้นี่นา แต่นายเรียกว่าเขา แฟนเป็นผู้ชายเรอะ”  แจ็คสันถามเพื่อความแน่ใจแม้จะรู้ว่าเด็กอ้วนแต่น่ารักอย่างยองแจน่าจะเป็นที่สนใจของพวกผู้ชายด้วยกันก็เถอะ

“อือ ทำไมอ่ะ หล่อด้วยนะ” ยองแจอวด แจ็คสันขำเด็กขี้อวด

“เรียนคณะเดียวกันล่ะสิ”

“อือ เขาเป็นรุ่นพี่ เพิ่งเรียนจบแล้วก็ต่อโทอยู่น่ะ”

“คงเก่งน่าดู”

ในปัจจุบันนี้มีแต่คนต้องการเรียนเฉพาะทางในสิ่งที่ถนัด คนที่จะเรียนต่อปริญญาโทหรือเอกมีไม่มากเท่าหลายสิบปีก่อน

“เรียนเก่งนะแต่เอาใจยากไปสักหน่อย”

“พี่จะไปหาพี่ซองจินเหรอคะ” ยองจีคิ้วขมวด ยองแจพยักหน้ารับกับคำถามของน้อง

“ใช่จ้ะ ถ้าแวะได้ก็อยากจะแวะไปดูที่บ้านเขาหน่อย มีอะไรหรือเปล่า”

“หนูไม่อยากไปหาพี่ซองจินเลย” ยองจีก้มหน้า กัดช้อน ท่าทางแปลกไป

“ทำไมล่ะ พี่ซองจินใจดีออก ซื้อขนมให้ยองจีบ่อยๆ ด้วยนี่นา”

“หนูไม่ชอบเขา เขาบอกว่าจะเอาพี่ไปอยู่ด้วย และจะไม่ให้ยองจีเจอพี่อีกเลย ชอบแกล้งหนูด้วยนะ”

“พี่ซองจินแกล้งหนูเหรอ เขาทำอะไร” ยองแจไม่ค่อยเชื่อน้องว่าแฟนตนจะแกล้งยองจี พี่ซองจินรู้ว่าเขารักน้องมาก ถ้าเขารู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งยองจีเขาไม่ยอมอยู่เฉยแน่

“หลายอย่าง ที่บ่อยที่สุดคือเอาโคโค่ของหนูไป โคโค่ไม่ได้หายไปจากบ้านนะแต่พี่ซองจินเอาโคโค่ไป” ยองจีเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังจนยองแจเริ่มคล้อยตามแต่ยังไม่ปักใจเชื่อ

“นี่หนูยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกเหรอ โคโค่โดนรถชนไปอยู่บนสวรรค์แล้วนะ พี่ซองจินไปตามมันให้หนูตั้งนาน เขาอุ้มโคโค่กลับมาให้เราฝังด้วยนะคะ”

ยองจีน้ำตาคลอ พอนึกถึงสุนัขตัวน้อยของตนที่ตายไปก็โกรธแฟนพี่ชายขึ้นมา

“เขาทำให้โคโค่ตาย หนูเกลียดเขา หนูไม่อยากเจอเขา ไม่อยากไปบ้านเขาด้วย” ยองจีร้องออกมาอย่างเอาแต่ใจแล้ววิ่งหนีเข้าห้องนอน  ไม่มีอารมณ์กินต่อ

 ยองแจมองตามน้องไปแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

“ยองจีบอกอย่างนี้นายจะยังไปบ้านแฟนอยู่ไหมล่ะ”

“ขอคิดดูก่อนละกัน คุณลองคุยให้หน่อยได้ไหม ยองจีดูชอบคุณมากนะ”

“คุยน่ะคุยให้ได้ แต่แกจะเชื่อผมเหรอ”

“เชื่อสิ ยองจีชอบคุณจะตาย” ยองแจไม่อยากยอมรับนักแต่ก็ต้องรับว่ายองจีชอบคุณทหารน่าดู แกเป็นเด็กที่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนแปลกหน้าแต่กลับสนิทกับแจ็คสันได้อย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่นาน ต่างกับซองจินที่รู้จักกันมานานแล้วแต่แกก็ยังมีอคติและคอยหลบเลี่ยงซองจินอยู่ตลอด

คุณทหารน่าเข้าใกล้กว่าพี่ซองจินตรงไหนน่ะยองจีเอ้ย

“ได้ จะคุยให้ แต่ถ้าแฟนนายอยู่ที่บ้านไร่จริงจะไม่เกิดปัญหาเหรอ ยองจีไม่ชอบเขานี่ นายเพิ่งคบกับแฟนได้ไม่นานใช่ไหม”

“เปล่านะ คบมาเป็นปีแล้ว เราไปบ้านของอีกฝ่ายแล้วด้วย พี่ซองจินเคยไปรับส่งฉันทุกวันอยู่ช่วงหนึ่งแต่ยองจีไม่ยอมเข้าใกล้เขาเลย” ยองแจหนักใจจัง

“ถ้าเขารอดและได้เจอกัน เรื่องยองจีคงมีวิธีจัดการได้ แต่นายต้องทำใจไว้บ้างนะว่า..อะไรก็เกิดขึ้นได้ เขาอาจไม่ได้โชคดีเหมือนนาย” แจ็ควันไม่อยากให้อีกฝ่ายหวังไว้มากนัก ยิ่งเวลาผ่านมาหลายวันนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด อะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด

ยองแจรับฟังแจ็คสันด้วยใจที่สงบนิ่ง เขาทนรับความทุกข์ทรมานและความเสียใจจากการสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักมาได้แล้ว เรื่องของซองจินไม่ว่าจะเป็นยังไงเขาก็รับได้แล้วล่ะ

“ฉันเข้าใจ แต่มีหวังก็ดีกว่าไม่มีนะ ฉันจำได้ว่าพี่ซองจินเคยเล่าว่าอาสะใภ้เขาเป็นหมอที่เก่งมากทีเดียวล่ะ ยังไงก็น่าจะมีทางรอดนะ หมอเป็นคนสำคัญที่ทหารต้องการไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นครอบครัวของหมอก็น่าจะปลอดภัยด้วยสิ ใช่ไหมคุณทหาร”

แจ็คสันมองคนที่ยิ้มและเอ่ยความคิดทางบวกออกมาแล้วไม่อยากจะพูดความจริงให้ยองแจเสียใจเลยว่ากำลังหวังมากเกินไป ต่อให้อาสะใภ้ของซองจินจะเป็นหมอก็ไม่สามารถช่วยอะไรครอบครัวได้หรอก เพราะทหารช่วยแต่คนที่มีประโยชน์เท่านั้น หมอมีประโยชน์กับทหารแต่ไม่ใช่ครอบครัวของหมอนี่นา

"อืม" แจ็คสันทำได้เพียงรับคำให้ยองแจสบายใจ

 

 

 

            ชางอุคเปิดวิทยุไว้ตลอดเวลาเพื่อรอฟังประกาศจากทหาร ระหว่างที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ทุกคนก็มานั่งคุยกัน

            ไอรีนและอเล็กซิสเล่าเรื่องข่าวของจีนที่ได้รับชมผ่านดาวเทียมให้คนที่ไม่รู้ได้ฟังด้วย พอได้ฟัง ภายในห้องชุดก็ตกอยู่ในความเงียบ

            ความหวังตอนนี้อยู่ที่ทหารเท่านั้น ทุกคนอยากให้ปฏิบัติการในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พวกเขาต่างไม่อยากมีชีวิตท่ามกลางฝูงผีดิบไปตลอด

            “แกเก่งด้านโรคนี่แบมแบม ทำไมแกไม่รู้เรื่องอะไรเลยล่ะ”

ไรอันถามขึ้นอย่างสงสัย เงียบไปก็น่าอึดอัดเลยหาเรื่องคุย เขามองน้องสะใภ้ที่กอดอกพิงผนังห้อง คอยมองออกไปนอกกระจกที่พอมองเห็นภายนอกได้นิดหน่อยผ่านม่านที่ปิดไม่สนิท

            “ผมไม่ได้ติดตามข่าวโรคระบาดเลย และไม่ใช่นักระบาดวิทยาด้วยถึงจะรู้ทุกเรื่อง นักระบาดวิทยาต้องรู้ธรรมชาติของโรคว่าเกิดที่ไหน เกิดกับใคร และต้องเก็บข้อมูลหาว่าเชื้อนั้นคืออะไรครับ ต้องรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเพื่อหาสาเหตุในการป้องกันโรคให้ได้ ซึ่งตอนนี้ผมไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง”

แบมแบมหันมาตอบ ไหวไหล่น้อยๆ ว่าเขาก็จนปัญญา

            ความหวังที่ว่าจะพึ่งพาความสามารถด้านพยาธิวิทยาและภูมิคุ้มกันของแบมแบมเป็นอันตกไป ทุกคนเริ่มเครียด

            “พี่ไม่มีเพื่อนที่ทำงานด้านโรคอะไรนี่บ้างเหรอครับ” ยูคยอมถามต่อ

            “มี แต่พี่ไม่รู้จะติดต่อยังไง”

            “แต่ว่านะแบม เวลามีโรคระบาดใหม่ๆ เกิดขึ้น คุณมักจะได้รับการติดต่อเพื่อขออนุญาตเอางานวิจัยของคุณไปปรับใช้ทำยารักษาและวัคซีนเสมอเลยนี่ ทำไมครั้งนี้ไม่มีคนติดต่อมาหาคุณบ้างล่ะ”

            มาร์คว่าครั้งนี้มันแปลกๆ นะ แบมแบมครุ่นคิด อเล็กซิสเอ่ยออกมาเมื่อนึกอะไรได้

            “มีนะคะพ่อ หนูจำได้ว่าน้ายุนกิและ อาอูยอง ติดต่อมานะ อาทิตย์ก่อนที่จะมีประกาศภาวะฉุกเฉิน อาเมลหาหนูบอกว่าติดต่อแม่ไม่ได้ แม่ไม่ยอมรับสายและตอบเมลเขา”

            “หือ? จริงด้วย!” แบมแบมดีดนิ้วเปาะ เพิ่งนึกได้เช่นกัน

“เดี๋ยวนะ ไอ้คนที่ชื่ออูยองกับยุนกินี่คือใคร” จินยองถามแทรก อเล็กซิสหันไปตอบ

“อาอูยองเป็นนักระบาดวิทยาที่เคยทำงานกับแม่ตอนแม่อยู่ต่างประเทศค่ะ เขาย้ายมาทำงานที่ศูนย์ควบคุมโรคทางเหนือเมื่อหลายปีก่อนและก็ทำมายาวเลย ส่วนน้ายุนกิคือหมอด้านภูมิคุ้มกัน น้ายุนกิทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล A ค่ะ น้ายุนกิติดต่อมาครั้งเดียวแต่อาอูยองเมลมาหลายครั้งมากเลย”

“เฮ้ย..เป็นไปได้หรือเปล่าครับพี่แบมว่าเพื่อนพี่สองคนนั้นจะติดต่อพี่เรื่องโรคดีซี เมลนั่นอาจจะมีข้อมูลอะไรก็ได้แต่พี่ไม่ได้สนใจเขา”

ยูคยอมเอ่ยความน่าจะเป็นออกมา ทุกคนฮือฮาคุยกันอึงไปหมด แบมแบมทำสีหน้าเหมือนว่าพลาดอะไรบางอย่างที่สำคัญไป

“อาจจะเป็นอย่างที่ยูคยอมว่าก็ได้..

“อย่างนั้นทำไมอาไม่ตอบกลับเขาไปล่ะ ไม่งั้นอาก็อาจจะรู้เรื่องเกี่ยวกับดีซีบ้างก็ได้” ซองจินไม่เข้าใจว่าทำไมอาสะใภ้ถึงสะเพร่าขนาดนี้

“อาไม่มีเวลานี่นา งานอายุ่งมากก็เลยลืมน่ะสิ อาทิตย์ก่อนการระบาดอามีผ่าตัดทุกวันทั้งผ่าตัดใหญ่ผ่าตัดเล็ก บางวันผ่าตั้งสองสามเคส เมลอเล็กซิสอายังไม่ค่อยได้ตอบเลย”

แบมแบมไม่ได้แก้ตัวนะ นี่คือความจริง ค้างโรงพยาบาลสองวันติดก็ด้วย อเล็กซิสพยักหน้าว่าจริง อาทิตย์ไหนที่ต้องอยู่บ้านแม่ เธอต้องดูแลออสตินแทนแม่ทุกอย่างเพราะแม่งานยุ่งมาก

“เอ่อ ผมมีเรื่องสงสัย ตกลงคุณแบมแบมเป็นหมอด้านไหนครับ ศัลยแพทย์หรือเปล่า ทำไมถึงมีคนมาของานวิจัยไปใช้ล่ะ หมอผ่าตัดเขามีงานวิจัยเรื่องเชื้อโรคด้วยเหรอ”

แจบอมยังงุนงง ยกมือขึ้นนิดๆ ถามแบมแบม มาร์คที่นั่งข้างภรรยาเลยตอบแทนให้

“ก่อนจะเป็นศัลยแพทย์แบมแบมทำด้านอิมมูนมาก่อน ได้ทำงานวิจัยกับอาจารย์มาหลายงาน และการค้นคว้าของแบมก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์กับวงการแพทย์ด้วย ถ้าเอาดีด้านนั้นไปเลยป่านนี้อาจจะค้นพบอะไรดีๆ จนได้รางวัลระดับโลกบ้างก็ได้ แต่ดันอินดี้หันมาเรียนเป็นหมอผ่าตัดน่ะสิ”

แบมแบมที่ยืนอยู่เตะก้นสามีแรงๆ เพราะโดนเหน็บแนม มาร์คหันไปตีขาเรียวจนแบมแบมสะดุ้ง หน้ามุ่ย

“เก่งจัง” แจบอมชื่นชม แบมแบมยิ้มให้เป็นการขอบคุณ

“เมื่อวานพี่หมอบอกว่าจะคุยเรื่องเอาตัวรอดจากโรคระบาดนี่ครับ ตอนนี้ก็ว่างๆ เราคุยเลยไหม จะได้เตรียมตัวกันถูก” ชยอนูยังไม่ลืมเรื่องเมื่อวานที่พี่หมอคุยค้างไว้

“ใช่ๆ พี่พูดทุกอย่างที่พี่รู้ให้เล่าฟังบ้างสิคะ” เยรินพยักหน้าเห็นด้วย กระตือรือร้นที่จะฟัง

แบมแบมเดินไปหยิบสมุดที่ตนใช้บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดเรื่องในกระเป๋าพร้อมปากกาแล้วมาทรุดลงนั่งข้างมาร์ค

“ก่อนอื่นผมจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจเรื่องโรคระบาดให้มากขึ้นก่อนแล้วกัน เวลาอธิบายทฤษฏีที่ผมคิดได้จะได้เข้าใจกัน” แบมแบมนั่งคุกเข่า เปิดสมุด ทุกคนพยักหน้ารับ

“ใครตอบผมได้บ้างว่าโรคระบาดมีกี่ประเภท” แบมแบมทำหน้าที่เป็นคุณครูเลกเชอร์วิชาโรคระบาดให้ทุกคนที่นั่งล้อมรอบ ทุกคนมองหน้ากันแล้วมองหน้าแบมแบม ยกเว้นมาร์คที่เอ่ยออกมา

5 ประเภท”

“อะไรบ้าง”

“ก็..” มาร์คพยายามทบทวนความรู้ที่เคยผ่านหูผ่านตา ไม่ได้เก่งขนาดรู้เรื่องพวกนี้ แต่อยู่ใกล้แบมแบมนานๆ มันก็เข้ามาในหัวเอง เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันปีแรกๆ แบมแบมยังทำงานด้านอิมมูนอยู่และตอนนั้นเราก็รักกันดี เรื่องงานมีอะไรแบมแบมก็จะเล่าให้ฟัง

“มีโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ โรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ  โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ๆ แบบเป็นโรคที่มาจากประเทศหนึ่งแต่แพร่กระจายข้ามทวีปไปอีกประเทศ เชื้อโรคที่ดื้อยา และก็อาวุธชีวภาพ..ใช่ไหม”

มาร์คเอ่ยพลางนับนิ้วตามไปด้วย

“อื้อ ถูกต้อง อย่างที่มาร์คบอกว่ามันมีห้าประเภท” แบมแบมเขียนโน้ตย่อประเภทของโรคระบาดลงบนกระดาษที่ฉีกออกมาจากสมุดให้ทุกคนดูตาม

“ซึ่งโรคดีซีนี้ผมคิดว่ามันจะจัดอยู่ในทุกกลุ่มนอกจากโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ” แบมแบมวาดวงกลมล้อมรอบข้อความสี่ข้อจากห้าข้อ

“หมายความว่าไงที่ว่านั่น อธิบายหน่อยสิว่าแต่ละประเภทมันเป็นยังไง” จินยองสงสัยในสิ่งที่ทุกคนสงสัยเช่นกัน

“คุณรู้ไหมครบว่าแต่ละข้อหมายความว่าไง” แบมแบมเงยหน้าถามเพื่อน จินยองส่ายหน้าหวือ

“ฉันงงตั้งแต่อุบัติๆ อะไรนั่นแล้ว ถ้าจะอธิบายเอาชัดๆ เคลียร์หน่อยฉันไม่รู้เรื่อง”

“อ่า ได้” แบมแบมนิ่งไปนิด เรียบเรียงคำพูดในหัวเพื่อให้เพื่อนฟังเข้าใจ

“ที่ว่าดีซีน่าจะติดอยู่ทุกข้อนอกจากอุบัติซ้ำก็เพราะว่า โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ เชื้อดื้อยาและอาวุธชีวภาพทั้งสามข้อนี้มันรวมอยู่ในโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ไปแล้วไง”

“ถ้ามันรวมอยู่ในข้อหนึ่งแล้วจะแยกออกมาเป็นข้อที่สามสี่ห้าทำไม” จินยองถามต่อ  

“มันแยกออกจากกันยากนะถ้าจะเอาความหมายจริงๆ น่ะ โรคติดต่ออุบัติใหม่เนี่ยมันคือการพบว่าคนมีการติดเชื้อโรคใหม่เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมาอาจจะไม่กี่ปีหรือหลายสิบปี หรือมีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ด้วย  

สถานการณ์ของโรคติดต่ออุบัติใหม่ในปัจจุบัน มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่เกิดในมนุษย์จำนวนมากมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ หรือสัตว์ป่า และมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมากมาย ทั้งการเคลื่อนย้ายของประชากร สัตว์พาหะนำโรค และการขาดความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในการป้องกันควบคุมโรคของประชาชนด้วย เพราะการสาธารณสุขก็ยังเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่เรายังพัฒนาครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ไม่ได้”

แบมแบมเห็นหลายๆ คนยังคงทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจก็อธิบายใหม่

“อย่างที่มาร์คบอกว่าโรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ๆ เป็นโรคที่มาจากประเทศหนึ่งแต่แพร่กระจายข้ามทวีปไปอีกประเทศใช่ไหม มันจะไปคล้ายคลึงกับสาเหตุของอุบัติใหม่คือเป็นโรคที่เกิดใหม่และแพร่ระบาดจากอีกที่ไปอีกที่อย่างโรคซาร์ส โรคไข้หวัดใหญ่ และอุบัติใหม่ก็มีทั้งแพร่เชื้อในประเทศและรับจากต่างประเทศ

ยกตัวอย่างโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจแพร่มาจากต่างประเทศก็เช่น โรคไข้เวสต์ไนล์ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา-มาร์บูร์ก โรคไข้เหลือง โรคลิชมาเนียสิส โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์  โรคสมองฝ่อวาเรียนท์ ที่เกิดจากจากโรคสมองฝ่อในวัวหรือโรควัวบ้า  ส่วนโรคที่อาจเข้ามากับสัตว์ก็ยกตัวอย่างเช่น โรคฝีดาษลิง และโรคติดเชื้อจากการใช้อาวุธชีวภาพก็โรคแอนแทรกซ์  ไข้ทรพิษ กาฬโรค เคยได้ยินกันมาบ้างใช่ไหมครับ”

ทุกคนต่างยกมือ เริ่มมีสีหน้าเข้าใจเมื่อได้ยินชื่อโรคที่เคยระบาดในอดีต แบมแบมจึงกล่าวต่อ

“นอกจากนี้ยังมีโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเช่น โรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคจากเชื้อดื้อยาชนิดใหม่ นี่ล่ะ ผมถึงบอกว่าความหมายมันแยกออกจากกันไม่ได้ การพบโรคในพื้นที่ใหม่ การใช้อาวุธชีวภาพ และการดื้อยา พวกนี้ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มโรคอุบัติใหม่ครับ”

“ที่แตกต่างกันก็เพียงแค่สาเหตุของการเกิดโรคสินะครับ การดื้อยาคือการกลายพันธุ์ของเชื้อที่มีอยู่แล้ว เราต้องหายาตัวใหม่มารักษาเชื้อที่เก่งขึ้น อาวุธชีวภาพก็คือโรคที่คนเรากระตุ้นให้เกิดขึ้นมาเอง ส่วนการติดต่อข้ามพื้นที่ความหมายก็ตรงตัว มีการอพยพย้ายถิ่นหรือไม่ก็เดินทางจากแหล่งที่ติดเชื้อเอาไปแพร่ในแหล่งที่ไม่ติดเชื้อไง” ซองจินตามอาสะใภ้ทันแล้ว แบมแบมพยักหน้าว่าเขาเข้าใจถูกต้อง

“เก่งมากซองจิน อย่างที่ซองจินเข้าใจนั่นล่ะครับทุกคน ปัญหาของเราตอนนี้คือเราไม่รู้ว่าโรคดีซีเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะผมลองเทียบข้อมูลดีซีเท่าที่รู้ในตอนนี้กับโรคระบาดร้ายแรงอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันยังไม่ไปตรงกับโรคไหนเลย มีส่วนคล้ายๆ บ้างบางโรคแต่ก็ไม่รู้ว่าพัฒนามาจากโรคเหล่านั้นหรือเปล่าครับ”

“คุณบอกว่าคุณเทียบข้อมูลเท่าที่มีนี่คุณไปหามาจากไหนครับ คุณจำข้อมูลโรคระบาดทุกโรคได้หรือ?”

แจบอมแปลกใจ จากสภาพในตอนนี้คุณหมอคงใช้อินเทอร์เน็ตเสิร์ชหาข้อมูลไม่ได้ หนังสือยิ่งแล้วใหญ่ คงไม่แบกหนังสือโรคระบาดเล่มโตๆ วิ่งหนีพวกกัดหรอก

“ระหว่างเดินทาง ตอนกำจัดพวกกัดผมได้ดูสภาพศพของผู้ติดเชื้อด้วยน่ะครับเลยบันทึกไว้เป็นข้อมูล  ส่วนอาการก่อนจะกลายเป็นพวกกัด..ผมได้ถามจากคุณพ่อของมาร์คถึงอาการของคุณแม่น่ะครับ”

แบมแบมเอ่ยแล้วก้มหน้าลง ลูกทั้งสามของอลิสที่พยายามไม่คิดถึงเรื่องที่สูญเสียไปพักใหญ่ก็กลับมาสะเทือนใจกันอีกครั้ง อเล็กซิสจับมือพ่อไว้ มาร์คส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อบอกแกว่าพ่อไม่เป็นไร

ทุกคนนอกครอบครัวต่างไม่รู้จะเอ่ยอะไร เพราะเข้าใจดีว่าที่แบมแบมเอ่ยถึงคำว่าอาการของคุณแม่นั้นหมายความว่าอย่างไร ไม่มีครอบครัวไหนไม่สูญเสีย ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวนี้ด้วย

“ที่อาบอกว่าอามีทฤษฎีที่คิดเอาไว้..อาพอจะเข้าใจโรคดีซีขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ”

ดาฮยอนเป็นคนถามบ้าง เธอก็เสียใจกับเรื่องของคุณย่า แต่จะมานั่งซึมกันอย่างนี้เห็นจะไม่ดี ชีวิตต้องเดินต่อไป คุณย่าก็คงอยากให้พวกเรารับมือโรคนี้ได้และมีชีวิตรอดกันทุกคน

“อาไม่ค่อยมั่นใจน่ะ อาก็คิดไว้หลายแบบนะ”

“คิดอะไรได้ก็บอกมาเถอะย่ะ อย่าอมพะนำนักเลย” ฮยอนจินล่ะหมั่นไส้นัก รู้อะไรก็ไม่พูด

“ผมอยากจะบอกสิ่งที่ผมคิดเหมือนกันครับ และอยากถามทุกคนเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มด้วย แต่ก่อนจะอธิบายไปถึงสิ่งที่ผมคิดไว้ เราจะมาไล่เรียงโรคระบาดกันทีละโรคเลยแล้วกัน ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนนะว่าโลกเราเนี่ย มีโรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมากมายทั่วโลกที่สำคัญๆ ก็มี 14 โรค นี่ยังไม่นับโรคระบาดใกล้ตัวที่ไม่ถึงขั้นนี้อีกมากมาย”

14 โรค? ไม่เยอะไปหน่อยเหรอ” ฮันบินขนลุกไปหมด แบมแบมยิ้มน้อยๆ

“ที่บอกว่า 14 โรคนี่นับแค่โรคที่ติดเชื้อในประชากรมากกว่าหนึ่งทวีปและมีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวนมากนะ บางโรคตายกันหลักล้าน มีตั้งแต่หลายสิบล้านจนถึงหลายร้อยล้าน บางโรคก็ไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็ถือว่าอันตรายมาก ไล่มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันน่ะครับ”

“โอ๊ย..” วีถึงกับครวญครางออกมา ทำไมยิ่งฟังยิ่งน่ากลัวล่ะ

“พร้อมจะฟังหรือยังครับ” แบมแบมถามก่อนเพราะบางคนดูเหมือนจะไม่อยากฟังต่อเลย

“อือ เล่ามาเถอะ” ไรอันพยักหน้าว่าให้น้องสะใภ้เอ่ยต่อ

“ผมจะเริ่มจากโรคระบาดในอดีตไล่มาเลยนะ อันดับแรกนี่ผมว่าทุกคนคงเคยได้ยินมานานมาก มันคือโรคไข้ทรพิษ  ระบาดจนถึงปี 1979 แต่ปัจจุบันไม่มีการพบการระบาดแล้วล่ะครับ พาหะของโรคนี้คือวัวและควาย อาการของโรคจะเริ่มจากมีไข้ ตุ่มผื่นขึ้นตามใบหน้าและลำตัว มีคนเสียชีวิตจากโรคนี้กว่า 500 ล้านคนครับ ยังไม่มีอะไรทำลายสถิติได้และผมหวังว่าแม้กระทั่งดีซีก็จะทำลายสถิตินี้ไม่ได้เช่นกัน”

เพียงแค่โรคแรกทุกคนก็กลืนน้ำลายไม่ค่อยจะลงคอแล้ว

ถ้าทหารกำจัดพวกกัดและนักวิจัยหาทางรักษาไม่ได้ โรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมากอย่างดีซีและมีคนติดเชื้อไปทั้งทวีปเอเชียอย่างนี้..อาจจะทำลายสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตของไข้ทรพิษได้ในเวลาไม่กี่เดือนก็ได้

ออสตินซุกเข้าหาพี่สาวด้วยความกลัว อเล็กซิสลูบหลังปลอบใจ

แบมแบมเขียนโรคต่อไปลงในสมุดและอธิบายตามไปด้วยให้คนอื่นเข้าใจ

“โรคที่สองคือ ไข้รากสาดใหญ่ จะมีอาการจับไข้และอาเจียน ตามตัวจะมีผื่นขึ้น ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการพบผู้ป่วยอยู่ มีพาหะคือตัวไร มีผู้เสียชีวิตประมาณ 4 ล้านคนครับ

โรคที่สามคือโรคหัด ปัจจุบันก็ยังพบผู้ป่วยอยู่เช่นกันครับ ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นทั่วตัวเลย มีไข้ ไอ และเจ็บคอ มีตาแดงร่วมด้วย พาหะของมันคือสัตว์เลี้ยงภายในบ้านเรานี่ล่ะครับ อย่างหมา แมว มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 200 ล้านคน”

“ห๊า!” หลายคนอุทานอย่างตกใจ แบมแบมรีบปรามให้ใจเย็นๆ ฟังคำอธิบายก่อน

“อย่าเพิ่งตกใจครับ จำนวนนี้มันรวมตัวเลขตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันแล้ว”

“อ่ะ..แล้วตั้งแต่อดีตนี่มันนานแค่ไหนครับ” แจบอมอดถามไม่ได้ อะไรจะตายกันเยอะขนาดนี้ ฟังดูไม่น่าใช่โรคร้ายแรงเลยนี่นาโรคหัดน่ะ

“ถ้าจำไม่ผิดน่าจะศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาลครับ ตามที่มีบันทึกนะ”

“อ่อ..” แจบอมค่อยโล่งใจไปหน่อย

“ต่อเลยสิ โรคต่อไปคืออะไร” จินยองเร่งให้เล่าต่อ

“อ่อ ครับ ต่อมาก็โรคระบาดยุสตินิอานุส โรคนี้ระบาดจนถึงค..750 ผู้ป่วยจะมีไข้ หนาวสั่น ชัก และเป็นฝีมะม่วงตามลำตัว ผิวเปลียนสี มีผู้เสียชีวิตราว 25 ล้านคน  โรคที่ห้าคือกาฬโรค หยุดการระบาดไปแล้วเมื่อปี 1771 ผู้ป่วยจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต แพร่เชื้อได้โดยการไอและจาม และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 75 ล้านคน

และหก อหิวาตกโรค โรคนี้นี่ยังระบาดจนปัจจุบันเช่นกัน ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงร่วมกับอาเจียน พาหะก็คือแมลงวัน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3-5 ล้านคนแล้ว เจ็ดคือไข้หวัดใหญ่สเปน โรคนี้สิ้นสุดไปเมื่อปี 1919 คนที่เป็นจะตาเหลืองและมีจุดแดงเป็นจ้ำตามตัว มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสามรองจากไข้ทรพิษและหัดครับ คือมีผู้เสียชีวิตปะมาณ 100 ล้านคนครับ”

แบมแบมเขียนไปถึงเจ็ดโรคแล้วก็ยืดตัวขึ้นเพราะก้มนานๆ แล้วเริ่มเมื่อย

“ที่ไล่มาครึ่งนึงนี่ยังไม่มีโรคไหนมีอาการคล้ายกับโรคดีซีเลยนะ” มาร์คที่นั่งฟังเงียบๆ แทรกขึ้น

“ใช่ แต่ที่ยังไม่ได้ไล่อีกเจ็ดน่ะ มีสองสามโรคเชียวล่ะที่น่าสงสัย”

“แล้วมันคือะไร?”

“เดี๋ยวนะคะ ขอถามอะไรนิดนึง” เยรินถามแทรกการคุยของสองสามีภรรยา แบมแบมหันไปมองเธอแล้วพยักหน้าให้ถามได้

“ไอ้เรื่องดีซีหนูก็สงสัยอ่ะพี่ แต่ที่น่าสงสัยกว่าคือพี่จำรายละเอียดแต่ละโรคได้ยังไง จำได้ทุกโรคเลยไหมเนี่ย ไอ้อาการอะไรนี่ไม่เท่าไรหรอกเพราะพี่เป็นหมอพี่ก็น่าจะรู้ล่ะนะ แต่จำได้กระทั่งปีที่ระบาดรวมไปถึงจำนวนคนที่ตายเนี่ย..พี่จำได้ยังไง”

“เออ ฉันก็อยากรู้” จินยองพยักหน้า หลายคนก็สงสัยเหมือนกัน แบมแบมสิงงกว่า

“ใครๆ ก็น่าจะจำได้ไม่ใช่หรือครับ มันไม่ได้จำยากอะไรนะ”

“ไม่ได้ว่ะหมอ ให้ฉันจำอย่างมากก็ได้แค่สองสามโรคอ่ะ แล้วไอ้ปีระบาดนี่ไม่มีทางจำได้แน่” จินยองส่ายหน้าว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใครก็รู้นะโว้ย

“จริงเหรอ?” แบมแบมหันไปมองหน้าสามีและลูกๆ ทั้งสามคนพยักหน้า

“แต่ก็ดีนะคะแม่ แม่รู้ก็ดีแล้ว และยังอธิบายให้รู้เรื่องได้ด้วย อะไรที่แม่รู้ส่วนมากก็รู้ลึกรู้จริงแบบนี้ตลอดนี่” อเล็กซิสชินแล้ว แม่เธอก็เป็นแบบนี้แหละ เป็นคนละเอียดและความจำดี

“พี่สะใภ้เล่าต่อสิคะ” ไอรีนฟังแล้วมันก็เพลินดีนั่นล่ะ ตอนนี้มีเรื่องอะไรคุยกันแก้เบื่อได้ก็ดีทั้งนั้น

“อ่อ..อืม ต่อมาก็โรคไข้หวัดใหญ่ฮ่องกงน่ะครับ มันก็คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ล่ะนะ แต่จะต่างกันตรงที่จะมีอาการตาแดงและไอไม่หยุดด้วย โรคนี้หยุดการระบาดไปแล้ว ระบาดแค่ปีเดียวเองตั้งแต่ปี 1968-1969 แต่ถึงจะมีการแพร่เชื้อเพียงหนึ่งปีก็ยังคร่าชีวิตคนไปถึงหนึ่งล้านคนเลยทีเดียว”

“โห..น่ากลัวจังเนอะ” ออสตินหันไปพูดกับยูคยอม เด็กหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย

“อื้อ”

“โรคที่เก้าและสิบนี่เริ่มระบาดปีเดียวกันครับ ถูกพบในปี 2002 คือโรคไข้หวัดนกและโรคซาร์ส โดยโรคซาร์สนั้นระบาดจนถึงปี 2003 และหายไปแล้ว แต่โรคไข้หวัดนกยังคงมีอยู่ อาการของทั้งสองเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่คนที่เสี่ยงจะเป็นไข้หวัดนกก็อย่างที่รู้กันคือผู้ที่คลุกคลีกับสัตว์ปีก พาหะก็คือไก่หรือนก ส่วนโรคซาร์สนั้นอาการคล้ายไข้หวัดแต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหายใจไม่ออกอย่างเฉียบพลัน”

แบมแบมวงกลมรอบโรคซาร์สเอาไว้ ตั้งแต่เล่าเรื่องโรคระบาดนี่เป็นโรคแรกที่แบมแบมวงไว้

“และในปี2009-2010 ก็มีโรคไข้หวัดหมูเกิดขึ้น ติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับหมู ผู้ป่วยจะมีน้ำมูกไหลและอ่อนเพลีย มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 14,000 คน  ถัดมาอีกสองปี ในปี 2012 ก็เกิดการแพร่ระบาดของโรคเมอร์ส ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจ จากนั้นในปี 2014 ก็เกิดโรคระบาดอีกโรคเพิ่มมาคือ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โรคนี้ส่งผลให้อวัยวะภายในของผู้ป่วยอย่างปอดและตับทำงานล้มเหลว และปีต่อมา ปี 2015 ก็มีโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งมีอาการคล้ายไข้เลือดออก อันตรายกับคนท้องเพราะเชื้อผ่านทางสายรกได้”

คุณหมอวงรอบโรคเมอร์สและโรคติดชื้อไวรัสอีโบลาเพิ่ม

“ปัจจุบันเมอร์ส อีโบลา และซิกา ยังคงมีการติดเชื้ออยู่บ้างครับ และตอนนี้โลกเราก็มีโรคระบาดที่น่ากลัวเพิ่มมาอีกหนึ่งคือเดทลีซี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกันแต่ไม่รู้ว่าเกิดจากเชื้อตัวใด ผมคิดว่าน่าจะไม่ใช่เชื้อไวรัสที่เคยมีมาก่อน ไม่อย่างนั้นคงคิดหายารักษาโรคสำเร็จแล้ว ด้วยความที่มันใหม่มากอาจจะต้องใช้เวลาในการสืบหาสาเหตุอีก แต่ปัญหาคือจะมีคนรอดหาสาเหตุของมันจนสำเร็จหรือเปล่า”

“แม่คะ”

“ครับ” แบมแบมเงยหน้ามองลูกสาวว่าแกเรียกแม่ทำไม อเล็กซิสชี้ไปที่กระดาษที่แม่เขียน

“แม่วงไว้ทำไม”

“อ่อ สามโรคนี้ที่แม่บอกว่ามันน่าสงสัยไง”

“ยังไงเหรอคะ”

“มันมีอาการร่วม คือมีอาการบางอย่างที่คล้ายคลึงกับเดทลีซีน่ะจ้ะ ตามที่แม่คุยกับปู่มา ปู่บอกว่าหลังจากย่าถูกกัดได้สี่ชั่วโมง ย่าเริ่มมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ลมหายใจติดขัดเหมือนหายใจไม่สะดวก และมีเหงื่อออกมาก คล้ายๆ ไข้หวัดแต่ไม่ใช่น่ะ แสดงว่าระบบทางเดินหายใจมีปัญหาคล้ายกับซาร์สและเมอร์สแต่รุนแรงกว่า  พอผ่านไปอีกสองชั่วโมงย่าก็บอกปู่ว่าย่าเริ่มมองไม่เห็น เหมือนมีเส้นใยสีขาวอยู่ในดวงตาเต็มไปหมด และดวงตาก็ขุ่นขึ้นด้วย ตรงตาขาวก็แดงเหมือนเส้นเลือดแตก ถึงตอนนี้ความดันและระบบเลือดคงเริ่มมีปัญหา

และพอถึงชั่วโมงที่เจ็ด..ย่าก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดร่วมกับอาการหายใจไม่ออก ตัวเย็น ผิวเปลี่ยนไปเป็นขาวซีด ร่างกายปรากฏเส้นเลือดไปทั้งตัวเลย ซึ่งแม่คิดว่าระบบการทำงานของอวัยวะภายในโดยเฉพาะปอดคงล้มเหลวหมดแล้ว ซึ่งไปคล้ายกับอีโบลา แต่เดทลีซีนั้นอันตรายกว่าทั้งสามโรคมากๆ เพราะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกกัดก็เริ่มแสดงอาการออกมาแล้ว และอาการยังทรุดลงอย่างรวดเร็วด้วยน่ะ”

            คนในครอบครัวต้วนถึงกับน้ำตาซึมเมื่อได้ยินอาการป่วยของอลิสจากปากแบมแบม ไอรีนใช้นิ้วกรีดน้ำตาที่หยดแล้วถามต่อ

“ตอนที่พี่ไปถึงบ้าน..แม่เป็นไงบ้างคะ”  ตั้งแต่เจอแบมแบม ไอรีนเพิ่งกล้าถามเรื่องของแม่เพราะทำใจไม่ได้ แค่รู้ว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยก็ดีมากแล้ว

“อ่า..” แบมแบมมองไอรีนและไรอันที่นั่งตรงข้ามแล้วหันมามองคนที่นั่งข้างกาย มาร์คนั่งกอดเข่า ก้มหน้าลง เหมือนรับรู้ได้ถึงสายตาของภรรยาจึงเอ่ยออกมาเสียงเบา

“ไม่เป็นไร..คุณเล่าเถอะ ผมก็อยากรู้”

“ตอนเจอกัน..แม่ก็เหมือนผู้ติดเชื้อทั่วไป มีปฏิกิริยากับเสียง สภาพภายนอกเหมือนผู้ติดเชื้อคนอื่นทุกอย่าง พ่อบอกว่าแม่สิ้นใจไปแล้วและก่อนท่านจะเสียก็อาเจียนเลือดกองใหญ่ออกมา ร่างกายกระตุกแล้วก็...พอฟื้นมาอีกครั้งก็เป็นพวกกัด ก่อนออกจากบ้านมาฉันได้ตรวจอาการคุณแม่อย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจ ท่าน..เอ่อ..ท่านเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ หัวใจหยุดทำงาน ไม่หายใจ แต่ยังเคลื่อนไหวได้อยู่”

แบมแบมเม้มปากแน่น กอดสามีแล้วลูบไหล่เขาไปมาปลอบใจ มาร์คซบหน้ากับมือทั้งสองข้าง อาจเพื่อซ่อนน้ำตา

“แม่เปลี่ยนไปขนาดนั้นแล้วพ่ออยู่ยังไงน่ะแบม ไม่อันตรายหรือไง” ไรอันห่วงพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่

“พ่อใช้โซ่ล็อกและล่ามแขนแม่ไว้กับหัวเตียงน่ะครับเพื่อไม่ให้ถูกแม่ทำร้าย ท่านนอนคนละห้องกับแม่ พ่ออยู่ห้องไอรีนน่ะ ส่วนแม่อยู่ห้องใหญ่”

“ทำไมคนที่ติดเชื้อและตายไปแล้วถึงลุกมาไล่กัดคนอื่นได้อีกล่ะหมอ” จินยองอยากรู้ตรงนี้มากกว่า

“เรื่องนั้นผมก็สงสัยมากเหมือนกัน พฤติกรรมของผู้ติดเชื้อนั้นขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์และกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาก เรารู้มาตลอดว่าถ้าคนเราตายแล้วก็เท่ากับสวิตซ์ออฟ ทุกอย่างหยุดทำงาน แต่เดทลีซีทำให้คนตายเหมือนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

ร่างกายคนเราสั่งงานด้วยสมองครับ เมื่อสมองตาย อวัยวะภายในจะหยุดทำงานทีละอย่าง และร่างกายของคุณแม่นั้น เท่าที่ผมตรวจดู หัวใจและปอดก็ไม่ทำงานแล้ว ถ้าจะให้ผมคาดเดา แค่คาดเดานะ ผมยังไม่กล้ายืนยันว่าตัวเองคิดถูกจนกว่าจะได้เจอนักระบาดวิทยา

ผมคิดว่าเชื้อไวรัสคงไปทำอะไรสักอย่างกับสมองครับ หัวใจและอวัยวะภายในใช้การไม่ได้แต่สมองบางส่วนน่าจะทำงานได้อยู่ แต่ทำงานได้ไม่ดีนักเพราะถูกไวรัสควบคุม พวกกัดยังได้กลิ่นและได้ยิน แถมยังไวต่อเสียงด้วย แสดงว่าสมองส่วนหน้าตรงเซรีบรัมน่าจะโดนควบคุมอยู่มาก เพราะสมองส่วนนี้เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานด้านต่างๆ ของคนเราคือการสัมผัส การพูด การมองเห็น รับรส การได้ยิน การดมกลิ่น และการทำงานของกล้ามเนื้อน่ะ

ส่วนที่โดนควบคุมรองลงมาก็เป็นไฮโปทาลามัส มันเป็นบริเวณที่ควบคุมขบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างการเต้นของหัวใจ การทำงานพื้นฐานของร่างกาย เช่น น้ำ อาหาร ความต้องการทางเพศ เพราะพวกกัดยังอยากกินคนตลอดเวลา ทั้งที่กินไปก็ไม่สามารถเอาสารอาหารไปใช้ได้ ผมไม่คิดว่าการกัดกินคนด้วยกันจะทำให้พวกกัดเคลื่อนไหวต่อไปได้ เพราะเขาไม่มีระบบย่อยและระบบขับถ่ายแล้ว

สมองส่วนต่อมาอีกส่วนที่น่าจะยังทำงานได้อยู่บ้างก็คือเซรีเบลลัม ตรงนี้จะเกี่ยวกับการควบคุมการทรงตัวของร่างกาย ก็อย่างที่พวกเราเห็น พวกกัดยังเคลื่อนไหวได้ ดังนั้นมันจึงสัมพันธ์กันกับที่ผู้ติดเชื้อจะตายซ้ำสองได้ก็ต่อเมื่อเราจัดการพวกเขาที่หัว เพราะมันทำให้หยุดการทำงานของเขาได้ครับ”

“เดี๋ยวนะ ถ้าสมองตายก็คือตาย แล้วถ้าสมองพวกกัดมันยังทำงานได้อยู่บ้าง จะถือว่าพวกมันตายแล้วได้หรือพี่ นี่ไม่ใช่ว่าเราฆ่าคนคลั่งธรรมดาไม่ใช่ฆ่าศพหรอกนะ”

วีสงสัยมาก หลายคนตกใจที่ตนอาจจะฆ่ามนุษย์ที่ยังไม่ตายไปจริงๆ

ทฤษฎีนี้พี่ก็ถกเถียงกับตัวเองอยู่ว่ามันขัดแย้งกับความจริง ในสถานการณ์ตอนนี้การจะดูว่าใครตายแล้วก็ดูได้จากหัวใจไม่เต้น ไม่หายใจ จะไปวัดคลื่นสมองก็ทำไม่ได้ แต่ที่พี่คิดว่าพวกเขาตายจริงๆ ตายแบบที่สมองตายก็เพราะอวัยวะภายในและหัวใจไม่ทำงานนี่ล่ะครับ อย่างที่บอกไป เมื่อสมองตาย ทุกอย่างในร่างกายจะหยุดทำงาน แต่ไม่ได้ดับพรึบไปพร้อมๆ กันเหมือนปิดไฟ แม้สมองจะตายแล้วหัวใจคนเราก็จะยังเต้นตุบๆ ได้อีกพัก แต่นี่พวกกัดหัวใจไม่เต้นแล้วนะ และเลยเวลาที่น่าจะเต้นเพราะสภาพหลังการตายด้วย สรุปได้อย่างเดียวว่าโรคเดทลีซีมันประหลาดครับ ทำให้คนที่ตายไปแล้วยังมีประสาทสัมผัสที่ไม่น่าจะมีอีกได้”

“โห..ฟังแล้วน่าขนลุกจังเลยค่ะ” ดาฮยอนกอดตัวเองแน่น จู่ๆ ก็รู้สึกหนาวแปลกๆ ทุกคนก็รู้สึกไม่ต่างจากเธอหรอก

“มิน่า..เพราะมีบางอย่างผิดปกติที่สมองนี่เอง ผมแทงหัวใจคุณคิมตั้งหลายครั้งเธอก็ไม่ตายและยังพยายามจะกัดผมอยู่”

มาร์คคิดไปถึงวันที่โรคระบาดวันแรก กว่าเพื่อนบ้านจะตายได้อีกครั้งเล่นเอาเหนื่อย และเพราะจัดการเธอได้เขาจึงรู้ว่าถ้าจะฆ่าพวกกัดต้องแทงที่หัวเท่านั้น

“คุณฆ่าเธอลงด้วยหรือ?” แบมแบมถามอย่างอยากรู้จริงๆ ไม่ได้กวนประสาท

“ไม่เอาน่า..” มาร์คไม่อยากต่อความด้วย

“ทำไมถึงฆ่าไม่ลงล่ะ คุณคิมเป็นใคร ญาติเหรอ” จินยองอยากรู้อยากเห็น แบมแบมจะพูดก็ไม่ได้ ลูกนั่งอยู่ และเด็กๆ ก็ชอบผู้หญิงคนนั้นด้วย เคารพเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง

“คุณคิมเป็นเพื่อนบ้านของเราค่ะ เธอเป็นแอร์โฮสเตส ทำงานที่สายการบินเดียวกับพ่อด้วย”

อเล็กซิสตอบให้แทน จินยองร้องอ๋อ ทำสีหน้าเข้าใจอะไรบางอย่าง

ฟังจากคำถามของแบมแบม คำตอบของมาร์ค และหน้าที่การงานของคุณคิม แสดงว่ายัยนั่นก็คือหนึ่งในผู้หญิงของผัวหมอล่ะสินะ ขนาดผู้หญิงของผัวอยู่ข้างบ้านแบมแบมยังเฉยได้อีก  

“อย่างไรตอนนี้ เราก็ต้องนับว่าคนเป็นพาหะของโรคดีซีไปก่อน เพราะเมื่อถูกคนป่วยกัดเราจะติดเชื้อไปด้วย และคาดว่าเชื้อน่าจะอยู่ในเลือดหรือน้ำลาย ควรจะระวังโดยการไม่ให้เลือดและน้ำลายของพวกกัดเข้าตาและปาก รวมไปถึงบาดแผลตามร่างกายของเราด้วย”

“เรื่องนั้นเราก็ระวังอยู่แล้วเพราะไม่รู้ว่าจะได้รับเชื้อผ่านทางไหนได้บ้าง” มาร์คเองก็บอกทุกคนในกลุ่มอย่างที่แบมแบมว่ามานั่นล่ะ

ทุกคนนั่งคุยเรื่องอื่นกันต่อเพื่อเพิ่มความความสัมพันธ์ให้สนิทกันมากขึ้น ใครที่ไม่ค่อยได้คุยกันก็ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย

“อ่า..มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ผมอยากจะบอก เกือบลืมไปเลย”

แบมแบมที่นั่งเล่นกับออสตินไปสักพักก็หันไปเอ่ยกับทุกคน หลายๆ คนหยุดคุยหันมามอง

“มีอะไรเหรอแบม” ไรอันถามแทนทุกคน

“ผมคิดว่าอยากจะสอนให้คนในกลุ่มใช้เครื่องมือแพทย์ รวมไปถึงการปฐมพยาบาลและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในสถานการณ์ต่างๆ แบบเบื้องต้นไว้บ้างน่ะครับ”

“แกจะสอนไปทำไม แกก็เป็นหมออยู่แล้วนี่ เวลามีใครในกลุ่มบาดเจ็บแกก็รักษาไปสิ หรือแกจะไม่ช่วยเรา?”

แบมแบมถอนหายใจเมื่อได้ยินพี่ฮยอนจินเอ่ยเช่นนั้น ผู้หญิงคนนี้นี่ไม่เคยมองอะไรไว้ล่วงหน้าเลยหรือไงกัน

“เพราะมีแค่ผมคนเดียวที่เป็นหมอน่ะสิครับถึงต้องสอนวิชาให้คนอื่นไว้บ้าง การที่มีคนอื่นในกลุ่มรู้เรื่องพวกนี้ไว้จะดีกว่าหวังพึ่งผมคนเดียว”

“จะรู้ไปทำไมในเมื่อทหารกำลังจะจัดการพวกกัดแล้ว”

“พี่ฮยอนจินไม่เข้าใจหรือครับว่าโลกเราไม่แน่นอน การปะทะจะได้ผลหรือล้มเหลวก็ไม่รู้ ถึงจะได้ผลแต่เราก็แค่ได้น้ำและไฟใช้เหมือนเดิมแต่พวกกัดอีกมากที่ยังไม่ถูกกำจัดยังรออยู่ข้างนอกนั่น ตราบใดที่ยารักษายังไม่สำเร็จ คนจะตายเพิ่มทุกวัน กำจัดเท่าไรก็ไม่มีวันหมดหรอกเพราะเชื้อไม่ถูกกำจัด เราแค่ลดพาหะลงเท่านั้น และเมื่อโลกยังกลับเป็นปกติไม่ได้เราก็ต้องเดินทางกันต่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่แน่ว่าในอนาคตอาจเป็นผมเสียเองที่บาดเจ็บ  ผมก็คนนะพี่ไม่ใช่เทพเจ้าถึงจะไม่มีวันเจ็บวันตาย  เมื่อถึงตอนนั้นใครจะช่วยผมได้ล่ะในเมื่อไม่มีใครมีความรู้เรื่องการรักษาเลยสักคน ผมคงรักษาตัวเองไม่ได้ และถ้าผมตาย ต่อไปเกิดคนในกลุ่มบาดเจ็บจะทำยังไง รักษากันไปตามสภาพอย่างนั้นหรือ”

“แม่” ออสตินกระตุกชายเสื้อแม่ ใจไม่ดีเมื่อได้ยินแม่พูดถึงตัวเองแบบนั้น  แบมแบมก้มมองลูกชาย ส่งยิ้มให้แก รู้ว่าแกคงไม่อยากได้ยินเขาพูดถึงตัวเองอย่างนั้น

“ถ้าเราระมัดระวังตัวเองเรื่องเจ็บเรื่องตายก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรอกนะครับออสติน และเพราะแม่ไม่อยากตายเหมือนกันไงถึงต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แม่ก็อยากอยู่กับออสตินและพี่อเล็กซิสไปนานๆ นะลูก”

ออสตินค่อยยิ้มออก พยักหน้าเข้าใจ

“พี่แบมยังรอบคอบเสมอ ไม่เปลี่ยนเลย” ชางอุคเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ทุกคนก็ได้ยิน

“ใครอยากเรียนบ้าง” แบมแบมหาอาสาสมัครเมื่อพี่ฮยอนจินไม่ได้ค้านอะไรอีก หลายคนมองหน้ากันก่อนจะมีคนยกมือขึ้นห้าคน มีไอรีน แจบอม เยริน ฮันบิน และยูคยอม

คุณหมอพอใจที่มีคนสนใจมากกว่าที่คิด ตอนแรกคิดว่าถ้ามีแค่คนเดียวที่สนใจก็สามารถช่วยเขาได้มากแล้ว

แบมแบมและคนที่สนใจจะเรียนใช้โต๊ะรับประทานอาหารเป็นที่เรียน มีเก้าอี้หกตัวพอดี แบมแบมหยิบอุปกรณ์ในกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะ สมุดปากกาวางตรงหน้าพร้อมสอน

จินยองนั่งลงข้างมาร์คที่นั่งขัดสมาธิพิงกำแพงและกำลังมองภรรยาที่สอนคนทั้งห้า

 “เป็นอะไร” จินยองนั่งขัดสมาธิมองไปทางแบมแบมเช่นกัน

“เปล่านี่ ผมไม่ได้เป็นอะไร”

“เห็นเงียบๆ”

“จะให้พูดอะไร” มาร์คกำลังคิดถึงพ่อและแม่ที่บ้านไร่ เป็นห่วงด้วย

“ถึงนายจะอายุมากกว่าแต่ฉันไม่เรียกนายว่าพี่หรอกนะ”

“อืม เรื่องของคุณ”

จินยองต่อยแขนมาร์คด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะเล่าเรื่องของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังเหมือนที่เล่าให้แบมแบมฟัง เป็นการทำความรู้จักกันไปในตัว

 

 

 

             เวลาล่วงไปถึงกลางคืนแล้ว วิทยุที่เปิดทิ้งไว้ทั้งวันก็ยังไม่มีรายงานอะไรเข้ามาเลย ทุกคนเลยตกลงกันว่าจะผลัดกันนั่งเฝ้ารอประกาศกันคู่ละสองชั่วโมงเพราะจะให้นั่งเฝ้าคนเดียวระหว่างที่ทุกคนนอนก็คงเหงาแย่  คู่แรกคือดาฮยอน เยริน สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน อเล็กซิส ยูคยอม เที่ยงคืนถึงตีสอง วีซองจิน ตีสองถึงตีสี่ และ ฮันบิน ชางอุค ตีสี่ถึงหกโมงเช้า 

“ฉันขอออกไปสูบบุหรี่ก่อนนะ” เยรินเอ่ยกับดาฮยอนที่นั่งหาวอยู่บนโซฟา เด็กสาวพยักหน้า ทั้งคู่นั่งรอประกาศจากทหารมาได้หนึ่งชั่วโมงแล้ว

เยรินคลำทางในความมืดจนเจอระเบียงแล้วก็นั่งยองสูบบุหรี่เพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาใครข้างนอก พี่จินยองกับผัวพี่หมอบอกไว้ว่าอาจจะมีคนรอดชีวิตอยู่แถวนี้ และคงไม่ดีถ้าให้ใครรู้ว่าที่นี่มีคนอยู่

“ทำไมไวจังคะ” ดาฮยอนเงยหน้ามองพี่สาวที่แก่กว่าหนึ่งปี ย่นจมูกกับกลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวอีกฝ่าย เยรินออกไปแค่ห้านาทีเอง

“เอาแค่พอหายอยาก” เยรินเก็บบุหรี่ที่สูบไปนิดเดียวใส่ซอง เก็บไว้สูบใหม่

“พี่ไม่คิดจะเลิกเหล้าเลิกบุหรี่บ้างหรือคะ”

ดาฮยอนชวนคุย กลุ่มของเยรินมีเหล้าเป็นหนึ่งในเสบียงด้วย และยังเอามาแบ่งให้คนบ้านเธอดื่มอีก แต่แม่ปล่อยให้พ่อดื่มไปคนเดียว แม่กระซิบบอกว่าไม่ชอบพี่จินยอง ไม่อยากจะสังสรรค์ด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องสมควรหรอก แต่อาแบมแบมบอกว่าทุกคนควรได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดกันบ้าง ดื่มนิดหน่อยไม่ให้เมาก็ไม่เป็นไร เพราะเรายังไม่ได้ออกเดินทางไปไหนอยู่แล้ว

“ไม่ล่ะ ตอนที่ยังมีชีวิตก็ยังอยากจะทำทุกอย่างให้เต็มที่ก่อน รอเหล้าหรือบุหรี่หมดคงเลิกไปเองโดยปริยาย แต่เธอน่ะแย่หน่อยนะดันมาท้องลูกตอนนี้ซะได้ เคยคิดไหมว่าจะเลี้ยงเด็กทารกในโลกนรกแบบนี้ได้ดีแค่ไหน” เด็กสาวเอ่ยถามคนท้องอย่างสงสัย ดาฮยอนยกมือวางบนท้องตน ส่ายหน้า

“ไม่เคยคิดเลยค่ะ คิดเพียงว่าถ้าจะแท้งก็คงต้องแท้ง หรือถ้าแกหัวแข็งอยู่ได้จนคลอด..ไว้ออกมาก่อนคงหาวิธีเลี้ยงได้เอง หรือถ้าแกจะตายก็คงต้องทำใจ ฉันไม่ได้อยากให้ลูกตายหรอกนะแต่คิดไม่ออกเหมือนกันว่าแกจะอยู่ได้นานแค่ไหนในโลกบ้าๆ แบบนี้”

“ทำไมคิดว่าจะแท้งล่ะ”

“ถ้ายังไม่มียารักษาเราก็ต้องอยู่ร่วมโลกกับพวกกัดต่อไปอย่างที่อาแบมบอก และการเอาชีวิตให้รอดบางครั้งอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดทำให้กระทบกระเทือนจนแท้งไปก็ได้นี่คะ”

“เธอเคยกลัวไหมว่าจะคลอดเด็กออกมาได้ยังไง”

“กลัวสิ กลัวมากๆ เลย แต่พออาแบมแบมกลับมาฉันก็โล่งอกค่ะ มีอาที่เป็นหมออยู่ด้วยฉันก็คงคลอดได้อย่างปลอดภัย” ดาฮยอนยังคงมีรอยยิ้มแม้จะเป็นยิ้มที่ไม่สดชื่นนักก็ตาม เธอเองก็มีความกังวลอยู่มากเกี่ยวกับเรื่องเด็กในท้อง

“พี่มีแฟนไหมคะ” เยรินยิ้มขำกับคำถามของดาฮยอน เด็กผู้หญิงยังไงก็สนใจเรื่องความรักสินะ

“มีสิ เคยมีคนหนึ่ง”

“คบกันนานไหมคะ”

“ปีเดียว ความจริงมันเป็นผู้ชายที่ฉันหนีมาด้วยน่ะไม่ได้รักอะไรหรอก”

“หนี?”

“อือ ฉันโตมาในซ่องของดาวน์ทาวน์ แม่ฉันเป็นโสเภณีอยู่ในนั้น พ่อเป็นใครก็ไม่รู้ ต่อมาแม่ก็ทิ้งฉันไว้แล้วไปทำงานที่อื่น ได้ข่าวหลังจากนั้นว่าไปชุบตัวจนได้เป็นเมียน้อยเศรษฐีแต่ไม่เคยกลับมารับฉัน ไอ้ฉันมันตัวคนเดียวไม่มีที่พึ่งก็เลยต้องวิ่งเข้าวิ่งออกซ่องเป็นเบ๊ให้ดาวในนั้นเพื่อแลกกับที่ซุกหัวนอนและข้าวสามมื้อ อยู่จนอายุ 13 พอคนคุมซ่องเห็นว่าฉันเริ่มโตเป็นสาวก็คิดจะเอาฉันไปขายเสี่ย ฉันก็เลยหนีตามเด็กส่งของออกมา มันแก่กว่าหกปี บอกว่าจะเลี้ยงดูฉัน ไอ้ฉันก็โง่หลงเชื่อ มาอยู่ได้ปีหนึ่งก็รู้ว่ามันมีเมียแล้วก็เลยหนีมันมา เตร็ดเตร่ไปเรื่อย ลำบากจนคิดจะฆ่าตัวตายไปให้พ้น พี่จินยองมาเจอพอดีพี่เขาก็เลยเก็บฉันมาเลี้ยง ตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยมีแฟนอีกเลยนะ เข็ด” เยรินเล่าชีวิตตนเองให้ฟังด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ได้เจ็บปวดอะไร แต่คนฟังกลับคิ้วขมวด

“เป็นอะไรสมเพชฉันเหรอ เธอน่ะสบายนะ มีพ่อแม่ มีญาติดีๆ ชีวิตนี้คงไม่เคยลำบากเลยล่ะสิ” เยรินเสยผมแล้วก้มมองหน้าหวาน

“เปล่าค่ะ..ฉันไม่ได้สมเพชพี่หรอก แค่โกรธที่พี่คิดจะทำร้ายตัวเอง ถึงชีวิตจะแย่แค่ไหนก็ควรอยู่ต่อไปและมีชีวิตที่ดีขึ้นสิ”  ดาฮยอนมองหน้าเยรินเขม็ง

ลูกน้องจินยองอมยิ้ม สายตาดาฮยอนเหมือนตอนที่พี่จินยองมองเธอตอนตบหน้าหลังจากลากลงจากราวสะพานได้สำเร็จเลย

“เธอแปลกนะที่ฟังแล้วโกรธ มีแต่คนฟังแล้วสมเพชเวทนาฉันกันทั้งนั้น” เยรินวาดยิ้มบนริมฝีปาก เชยคางดาฮยอนให้เงยหน้าขึ้นแล้วประกบจูบลงบนริมฝีปากคนอายุน้อยกว่า ดาฮยอนตกใจจนลืมปัดป้อง

“อยากตบฉันไหมที่จูบเธอ” เยรินกระซิบถามชิดริมฝีปาก ดาฮยอนตัวแข็ง รสมิ้นท์ฝาดๆ เย็นๆ ยังคลุ้งอยู่ในปาก เด็กสาวดันไหล่บางออกแล้วส่ายหน้ารัวๆ

“ไม่ตบเหรอ”

“อะ..อืม” ดาฮยอนก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตา

“ถ้างั้นขออีกที” เยรินดันดาฮยอนติดพนักโซฟา ดาฮยอนหลับตาปี๋ กระซิบห้ามอย่างร้อนรน

“ไม่เอา!” มือเล็กจับมือเรียวของเยรินไว้เมื่อมันวางลงบนเข่าแล้วเลื่อนขึ้นมาถึงต้นขาจนชายกระโปรงเลิกขึ้น

“ทำไมล่ะ”

“พะ..พี่ชอบผู้ชายไม่ใช่เหรอคะ” ดาฮยอนแตกตื่นตกใจ ไม่คิดว่าพี่สาวแสนสวยท่าทางน่ารักจะอันตรายขนาดนี้

“ฉันได้หมดล่ะ ถ้าเป็นผู้ชายก็รับ แต่ผู้หญิงนี่ฉันรุกนะ” เยรินแกล้งเป่าลมเบาๆ แถวต้นคอขาว ดาฮยอนขนลุกไปหมด หน้าซีด

“ฉันล้อเล่นน่า” เสียงหวานกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู หยอกล้อด้วยการขบเม้มที่ติ่งหูนิ่มแล้วเอ่ยขอโทษที่ทำให้ตกใจ

“พี่อย่าล้อเล่นสิคะ” ดาฮยอนเสียงสั่น ยอมรับว่ากลัวแต่เธอก็ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดหรอกนะ

“เธอนี่มันน่าแกล้งจริงๆ” เยรินหัวเราะชอบใจ ดาฮยอนมองค้อน

“พี่ทำเหมือนเอาจริง”

เอาจริงก็ได้นะ ”

“พี่คะ!” ดาฮยอนทั้งเคืองและอายกับสายตาวาววับดูเจ้าเล่ห์ของเยริน

“ทำไมเขินนักล่ะ เธอก็เคยมีแฟนนี่ แล้วยังถึงขั้นที่ทำให้มีเด็กอีกต่างหาก” เยรินยักไหล่ เซ็งนิดหน่อยที่ดาฮยอนไม่เล่นด้วย

“ฉันไม่พูดกับพี่แล้ว พอ เบื่อ!” ดาฮยอนหงุดหงิดนัก เยรินอมยิ้ม ยังแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่แก้เบื่อจนดาฮยอนหลุดโวยเป็นระยะ

 

 

 

“เฮ้อ..สรุปว่าเมื่อคืนก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยสินะ” แบมแบมผิดหวัง อุตส่าห์คิดว่าตื่นมาจะได้ยินข่าวดี แต่ฮันบินและชางอุคกลับบอกว่าไม่มีอะไรเลย คู่ที่เฝ้าก่อนหน้าก็บอกว่าไม่มีอะไรเหมือนกัน

“ยังไงวันนี้ก็คงรู้เรื่องแล้วล่ะ” มาร์คพูดขึ้น เดินมาหากาแฟกระป๋องดื่มแต่หาไม่เจอเลยชี้มาที่มือแบมแบมที่ถือไว้กระป๋องหนึ่ง

“ของที่เหลืออยู่ไหน”

“อ้ะ” ร่างบางไม่ได้หากระป๋องใหม่ให้แต่ยกที่ดื่มอยู่นี่ล่ะให้เลย

“คุณดื่มไปแล้วนี่” มาร์ครับมางงๆ

“แค่อึกเดียวน่า ดื่มๆ ไปเถอะเสียดายของ ฉันไม่ดื่มแล้วไม่มีอารมณ์” แบมแบมทรุดลงนั่งที่เก้าอี้ของโต๊ะรับประทานอาหาร มาร์คลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งด้วย

“คุณจะเครียดไปทำไม”

“อยากรู้ผลเร็วๆ นี่นา”

“ทุกคนก็รอเหมือนกัน”

“เฮ้อ..” แบมแบมถอนหายใจอีกหนึ่งเฮือกแล้วเอนไปหาสามี ซบไหล่ มาร์คหันมองใบหน้าหวานที่อยู่ใกล้ๆ

“ทำไมวันนี้เข้าหาผมก่อน”

“แค่ซบไม่ได้หรือไง หรือว่าต้องเป็นจินยองถึงทำได้”

“ทำไมต้องเป็นจินยอง?”

“จูบกันแล้วไม่ใช่เหรอ” แบมแบมเงยหน้ามองทั้งที่ยังซบอยู่  พูดเบาๆ ให้ได้ยินกันสองคน มาร์คมุ่นคิ้ว

“เขาบอกคุณหรือ” มาร์คไม่พอใจเมื่อคิดว่าจินยองผิดคำพูดที่ให้ไว้ รับปากเขาแล้วแต่ยังมาถึงหูแบมแบมแบบนี้หมายความว่ายังไงกัน!

“อือ เขาเป็นเพื่อนฉันนะ เขาคงไม่อยากโกหก”

“คุณโกรธเขาไหม”

“ไม่หรอก แค่จูบไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นนี่ เมื่อก่อนคุณทำมากกว่านี้ฉันยังรับได้ แค่จูบกับเพื่อนฉันทำไมจะรับไม่ได้”

“คุณไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะ” มาร์คมองกาแฟในมือ ความรู้สึกแย่ๆ พุ่งขึ้นมาในใจ ไม่ว่าจะเมื่อไรแบมแบมก็ยังไม่เคยใส่ใจอะไรเลย

“เปลี่ยนสิ”

“ไม่หรอก ไม่เปลี่ยน”

“บอกว่าเปลี่ยนก็เปลี่ยนสิ” แบมแบมพึมพำแล้วจูบที่ริมฝีปากสามีเบาๆ สัมผัสแค่ภายนอกเท่านั้น

“ฉันขอโทษ” มาร์คอึ้งที่ภรรยาเป็นฝ่ายจูบเขาก่อนและยังขอโทษเขาด้วย

แบมแบมสอดแขนคล้องแขนสามีไว้ ยังซบกับไหล่กว้างและไม่ได้พูดอะไรอีกจนมาร์คต้องถาม

“คุณขอโทษผมเรื่องอะไร”

เมื่อโดนถามแบมแบมก็นิ่งไปครู่ ไม่รู้ว่าควรจะบอกตามตรงดีไหมว่าเขารู้เรื่องที่มาร์คคุยกับจินยองหมดแล้ว สาเหตุของปัญหาระหว่างเรามันเริ่มมาจากเขาเอง..

“ไม่รู้สิ เรื่องที่เราไม่เข้าใจกันมีหลายเรื่องเลยนี่นา ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว..การนับหนึ่งใหม่มันก็คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในตอนนี้ แต่ถ้าคุณอยากจะเป็นแค่เพื่อนกันก็..อื้อ”

มาร์คเชยคางภรรยาขึ้นแล้วเป็นฝ่ายจูบก่อนบ้าง และไม่ใช่แค่ริมฝีปากแตะกันแล้วผละออกอย่างที่แบมแบมทำเสียด้วย

“ผมบอกแล้วว่าไม่อยากเป็นแค่เพื่อนไง” มาร์คผละออกมาเพื่อบอกแค่ประโยคเดียวแล้วจูบอีกครั้ง ซึ่งแบมแบมก็ตอบสนองเช่นกัน

“โธ่เอ๊ยมาทำอะไรกันตรงนั้นเนี่ย ดีนะเด็กๆ ยังไม่ตื่นน่ะ”  ไอรีนบ่นพึมพำกับแจบอมขณะนั่งยองค้นกระเป๋าเพื่อหาของใช้ แจบอมหันไปมองสามีภรรยาที่ใช้เวลาส่วนตัวในที่ส่วนรวม

“ทำอะไรไม่เกรงใจคนไม่มีเมียเลย” ไอรีนขำสิ่งที่แจบอมบ่นออกมา ตบบ่าเขาให้กำลังใจแล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ

 

 

 

วันนี้กลุ่มจินยองก็มารวมตัวที่ห้องของบ้านต้วนเหมือนเคยเพื่อรอฟังประกาศของทหาร เวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยง วิทยุที่เปิดไว้ทั้งวันทั้งคืนก็มีความเคลื่อนไหว

            ประกาศจากพลเอกชเวซึงฮยอน ผู้บัญชาการทหารบก เรียนประชาชนทุกท่านที่มีโอกาสได้รับฟังเสียงของผม..ผมต้องกล่าวคำขอโทษด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งและต้องขอแจ้งให้ทราบว่าการกำจัดผู้ติดเชื้อล้มเหลว..’

เสียงสั่นของนายพลดังไปตามเครื่องรับสัญญาณของทุกคนที่เปิดรับฟังข่าว หัวใจคนฟังตกวูบ ความผิดหวังเข้าแทรกซึมภายในใจทุกคน

จากการปะทะกับผู้ติดเชื้อทั้งสามแห่งคือการปะปา การไฟฟ้า และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เราสูญเสียกำลังพลไปทั้งหมดกว่า 700 นาย และนายทหารที่ติดเชื้อทั้งหมดได้ฆ่าตัวตายเพื่อลดการแพร่ระบาด..ผมต้องการหลีกเลี่ยงการสังหารผู้รอดชีวิตที่ยังไม่ติดเชื้อจึงตัดสินใจไม่ทิ้งระเบิดและปิดตายเมือง..พวกเราขอโทษที่ช่วยทุกคนไม่ได้ กรุณายกโทษให้เราและรอดชีวิตกันต่อไปให้ได้

รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์โรคระบาด โรคดีซีได้ระบาดไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศแล้ว โดยเฉพาะทางเขตเหนือและเมืองหลวงที่ยกระดับเป็นพื้นที่สีแดง อันตรายมาก ประชาชนผู้รอดชีวิตทุกคนที่อยู่ทางเขตเหนือควรอพยพออกจากพื้นที่ ทางตะวันตก ตะวันออก และตอนใต้ยังขึ้นเป็นพื้นที่สีเหลืองอยู่ ยังใช้เป็นที่หลบภัยได้ ทางรัฐบาลกำลังทำการแก้ไขสถานการณ์เท่าที่ทำได้โดยให้นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาทำการค้นคว้าเพื่อหายารักษาโรค

ผมขอใช้โอกาสนี้ตามหาตัวบุคคลหนึ่งที่อาจจะช่วยเราได้…’

“อ๊ะสัญญาณหาย!” อเล็กซิสแทบจะถลาไปเขย่าเครื่องเสียงเมื่อจู่ๆ ประกาศก็หายไป วีชี้ไปที่ไฟในห้องน้ำ

“ไฟไม่ติดแล้ว ไฟตกหรือเปล่า เครื่องปั่นไฟทำงานมากเกินไปป้ะ”

“ไม่น่าเป็นไปได้นะ เราแทบไม่ได้ใช้ไฟอะไรเลยด้วยซ้ำนอกจากเปิดทีวีและเครื่องเสียง”  ชางอุคหน้านิ่ว ลุกขึ้นยืนเพื่อจะไปดูที่ห้องปั่นไฟแต่ไฟในห้องน้ำและเครื่องเสียงก็กลับมาใช้ได้เสียก่อน

แต่แม้ไฟจะตกจนสัญญาณขาดหายไปแค่เพียงไม่นานแต่ก็ทำให้พวกเขาพลาดข้อความสำคัญไป

ได้โปรด เราต้องการคุณ..ถ้าคุณยังมีชีวิตรอดโปรดติดต่อกองทัพด้วย หรือถ้ามีผู้ใดรู้จักและรู้ว่าเขายังรอดชีวิตกรุณาแจ้งทางการเช่นกัน

“ทหารตามหาใครวะ” ฮันบินอยากรู้ แต่เมื่อประกาศจะเล่นซ้ำฮยอนจินก็ลุกไปปิดเครื่องเสียง

“อ่าว! ทำไมไม่ฟังซ้ำวะป้า” ฮันบินโวยใส่อย่างไม่เกรงใจ

“ใครป้าแก จะฟังไปให้ได้อะไรในเมื่อมันไม่เกี่ยวอะไรกับเราอยู่แล้ว” ฮยอนจินถลึงตาใส่ฮันบิน เคืองที่โดนเรียกป้า

“อาจเป็นคนที่เรารู้จักก็ได้นี่” แบมแบมค้าน ฮยอนจินแค่นหัวเราะ

“แกจะไปรู้จักคนสำคัญของพวกทหารได้ยังไง และถึงรู้จักจะไปตามหาคนคนนั้นได้ที่ไหน แค่เอาตัวรอดกันเองก็แย่แล้ว ขนาดทหารมีเฮลิคอปเตอร์และกำลังคนยังตามหาไม่ได้จนต้องมาประกาศเรียกแล้วคนธรรมดาอย่างเราๆ จะไปช่วยตามหาได้เหรอ”

“ทหารบอกว่าเขาอาจจะช่วยได้นะแม่ คนคนนั้นต้องทำยารักษาได้แน่ๆ เลย” ซองจินเงยหน้ามองแม่ที่ลุกขึ้นยืนค้ำหัว ฮยอนจินเหยียดยิ้ม

“แกคิดว่าจะมีใครรักษาโรคนรกนี้ได้หรือซองจิน พวกทหารมีอาวุธครบมือยังตายไปเกือบพัน อะไรก็ยึดกลับมาไม่ได้สักอย่าง มันอาจจะประกาศให้ความหวังเราก็ได้ กลบเกลื่อนความจริงที่มันกำจัดผีดิบไม่ได้ไงล่ะ! มันก็แค่ทำให้เราหลงเชื่อว่ายังมีทางรอดทั้งที่ไม่มีแล้ว! ไม่มี!

ฮยอนจินน้ำตาคลอ ความผิดหวังท่วมท้นไปทั้งใจจนกลั้นน้ำตาไม่ได้ เธอเดินหนีเข้าห้องนอนไป ทุกคนนิ่งเงียบกับความจริงจากปากของเธอเพราะต่างก็คิดคล้ายๆ กัน

ไม่มีใครทำใจรับเรื่องบ้าๆ นี่ได้หรอก

ไรอันขอตัวจากทุกคนไปปลอบภรรยา

“ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว..เราจะอยู่ที่นี่กันอีกนานไหม” จินยองถามแบมแบม คุณหมอตอบไม่ได้ หันไปมองสามี

“คุณว่าไงมาร์ค”

“ผมก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน” ตอนนี้มาร์คเองก็เครียดไม่แพ้ทุกคนจนคิดอะไรไม่ออก

กระทั่งทหารยังแพ้..แล้วพวกเขาจะรอดไปได้อีกสักกี่วัน..

 

 

 

 

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่วิ่งเข้ามาในอาคารร้างเมื่อมีคนในกลุ่มวิ่งไปบอกว่าทหารมีประกาศออกมาแล้ว

มือหนาดึงฮู้ดที่ติดกับเสื้อสีดำออกจากศีรษะ ขายาวภายใต้กางเกงยีนสีน้ำเงินเข้มก้าวเร็วๆ ไปกลางวงล้อมของผู้รอดชีวิตที่รอดมาด้วยกัน หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าวิทยุ บนตักมีแผนที่กางไว้ เธอเงยหน้ามองคนที่มายืนบังแสง

“ทหารว่าไงบ้างครับ ทำไมไม่ฟังซ้ำ”

“รอบที่ซ้ำก็จบแล้วค่ะ ทหารบอกว่าการปะทะทั้งสามที่ล้มเหลว กำลังทำยาต้านอยู่และต้องการหาตัวหมอคนนึง”

“ใครเหรอ”

“เขาบอกว่าเป็นศัลยแพทย์ชื่อ..” หญิงสาวเพ่งมองชื่อที่ตนรีบจดไว้กันลืมตรงมุมแผนที่

“กันต์พิมุกต์ ต้วนค่ะ”

“วะ..ว่าไงนะ กันต์พิมุกต์ ต้วน?” ร่างสูงตกใจ ทวนชื่อเสียงเบา

“เก่งจังค่ะพี่ บอกครั้งเดียวก็จำได้เลย ชื่ออ่านยากมากเลยคงเป็นต่างชาติ ดูจากนามสกุลคงเป็นคนจีนไม่ก็ฮ่องกงหรือไต้หวันนะคะ”

“คนไทย..

“หืม? พี่รู้จักเหรอ!” หญิงสาวถามอย่างตื่นเต้น บรรดาผู้รอดชีวิตต่างมองมาที่ร่างสูงเป็นตาเดียว

“อือ..รู้จักดีเลยล่ะ”  ..เขาจำชื่อจริงของแบมแบมได้ไม่เคยลืม

คุณคงเป็นคนสำคัญมากเลยสินะครับ ถ้าได้เจอคุณก็ดีน่ะสิ!

 

TBC.

**

ได้เวลาอพยพย้ายที่อีกแล้วค่ะ เราชิลกันมาสองตอนติดแล้ว

มาร์คแบมไม่ได้หื่นนะ ที่เอะอะจูบๆ เขาเป็นสามีภรรยากันก็จูบกันได้นี่เนาะ

ถ้าจะให้มากกว่าจูบนี่รอจังหวะเหมาะๆ ก่อน

และที่คืนดีกันง่ายเพราะในสถานการณ์อันตราย กลับมาดีกันน่าจะดีกว่า

ตัวละครเยอะมาก กลุ่มใหญ่เกินไป บางคนแทบไม่มีบทพูด ฮือ

เม้นตอนก่อนๆ มีคนอ่านกลัวเราฆ่ายูคยอมและน้าแจบอมด้วย ทำไมคิดแบบนั้นน้า

บอกไม่ได้เหมือนกันค่ะว่าใครจะตาย อาจไม่ใช่คนที่กลัวๆ กันก็ได้นะ

ลังเลเหมือนกันค่ะว่าจะจบแฮปปี้เอนด์หรือแบดเอนด์ดี


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 152 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. #2476 Khampoohnaka (@Khampoohnaka) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:21
    โอ้ยป้าาาาาาา ทำไมป้าเป็นงี้
    #2,476
    0
  2. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:52
    ความรู้แน่นๆ พอๆ กับความเครียดเลยจ้าาาาา~~ //กำยา//
    แต่พ่อกับแม่ดีกันแล้วววววว!! เยยยยยย๊!!!
    แต่สุดท้ายกลัวใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทุกคนมาก พอไปถึงศูนย์ทางใต้
    #2,449
    0
  3. #2266 jjphile (@110720) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 22:15
    ชอบตอนอธิบายโรค ^^ ขอจบแฮปปี้นะคะ
    #2,266
    0
  4. #2228 GOT-MarkBam (@Angle-2358) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 21:45
    ตอนยองแจบอกจะไปหาแฟนที่บ้านปู่แถบชานเมืองบ้านปู่ทำฟาร์ม นี่กรีดร้องในใจไปแล้วกลัวยองแจจะเป็นคู่ขาเก่ามาร์ค พอบอกว่าซองจินคือโล่งมากกกกก
    #2,228
    0
  5. #2207 mydearah (@mydearah) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 07:43

    ตอนนี้ก็เรียนอนาโตมี่กันปายยยย
    #2,207
    0
  6. #2190 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 13:54
    เหอๆๆๆ
    #2,190
    0
  7. #2146 SUGARBOYXX♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:10
    ในเรื่องเครียดๆก็ยังมีฉากโรเเมนติกอยู่บ้างก็ยังดีอ่ะ;-;
    #2,146
    0
  8. #1951 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 00:15
    ฮืออออ ในสภาวะกดดัน ก็ยังหวานแหววอยู่นะ จินยองเกรียนดีชอบ...แล้วใครนะ ที่แสดงตัวเหมือนรู้จักกับแบมแบมขนาดนี้ ปริศนาเพิ่มมาใหม่ พร้อมตัวละครใหม่อีกคนแล้วววววว
    #1,951
    0
  9. #1909 Mbt664 (@Yaifrem) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 17:17
    อ้าวใจกระตุกวูบเลยพอรู้ว่า มาร์คจูบกับจินยอง จะร้องแล้วนะเว้ยต้องเป็นคนที่มั่วขนาดไหนวะมาร์ค
    #1,909
    0
  10. #1871 kor_kod1 (@kor_kod1) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 21:24
    ใครรกันน
    #1,871
    0
  11. #1865 ((((d^dek^d)))) (@smart_girl) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 21:26
    คนตอนหลังต้องเป็นคนที่คุยๆกับแบมแน่เบยยย อยากรู้ตจังว่าเป็นใคร
    #1,865
    0
  12. #1704 MBAIYW (@0962106015) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 14:11
    ชอบจินยอง ชอบความพูดตรงแล้วก็เถื่อนๆ ฉีกคาแรคเตอร์พี่เสือไปเลย 5555555
    #1,704
    1
  13. #1564 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 17:02
    มาร์คแบมรัวมากอ่ะ งื้อออ ดีต่อใจ เค้าเริ่มปรับเข้าหากันแล้ว หวังว่าท้ายสุดแล้วจะออกมาดี ชอบความเถื่อนของจินยอง โอ้ย ขำ แบมแบมคือกุญแจไขปริศนาใช่มั้ยเนี่ย
    #1,564
    0
  14. #1527 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 13:02
    แบมดูเป็นสมบัติของโลกมาก..ฉลาดไปไหมเนี่ย5555 สนุกค่ะ หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น มบเขารักกันหวานดีนะคะ ฮืออ
    #1,527
    0
  15. #1427 Cake__Cake (@Cake__Cake) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 02:09
    ชอบออมม่าจังเลย
    แต่ลำไยอิป้าฮยอนจินขั้นสุด ไร้ประโยชน์แล้วยังบั่นทอนกำลังใจอีก ขัดขวางการทำงานด้วย
    เย้ๆมาร์คแบมดีกันแล้ว
    #1,427
    0
  16. #1403 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 10:18
    ต้องจบแบบแฮปปี้น้า ถ้าแบดบอกเค้าล่วงหน้านะ เค้าทำใจอ่านไม่ได้ คงต้องระเบิดตัวเองทิ้ง
    #1,403
    0
  17. #1375 zmgebob (@zmgebob) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 02:44
    เอ้ะ คนนี้ใครอะะ
    #1,375
    0
  18. #1134 EUNHWA_OK (@EUNHWA_OK) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 21:47
    ฉากนี้หวานๆไปในตัว ดีกันแล้วก็ดีแล้ว ดีจังเลย ดีต่อไป

    แต่หลังๆมานี่สาระล้วนๆ แบบตกใจเรื่องโรคระบาทที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

    ขอให้ happy ending เถอะค่ะ บู๊ ฝ่าฟันอุปสรรคมามากขนาดนี้ ถ้าตัวเองต้องตายคงเสียใจมากๆจริงๆ

    ฮืออออ รอต่อไปฮะ
    #1,134
    0
  19. #1045 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 18:08
    เราไม่โอเคกับมาร์คเลย รักแบมก็ช่าง แต่การนอกกาย แม้แต่จูบก็เถอะ ไม่ชอบอะ
    ไม่ได้นอกใจ แต่กายไปแล้วก็ถือว่าไม่ให้เกียรติคนรักแล้วอะ เฮ้ออออ
    ถึงแบมไม่มีเวลาให้ แต่ก็ควรคุยปะ ยังไม่อย่ากันสักหน่อย 
    หมั่นไส้อพมาร์ค เหอะ อารมณ์อยากเชียร์หายไปเลย 55555555

    ยองแจฟังทันสินะ เดะต้องมาเจอกับพวกแบมมาก
    แฟนไรอันนี้ก็นะ ตัวตัดสัญญาณจริง ๆ สงสัยจะไม่ได้แก่ตาย 
    หงุดหงิดจริง แยกกันอยู่เหอะ 
    #1,045
    0
  20. #1022 ~เราจะรอ~ (@oil_sopida) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 16:27
    ชอบคาแรกเตอร์จินยองมาก หวังว่าเจ๊จินจะทำให้หมอกับสามีคืนดีกันได้เร็วๆนะคะ แล้วดาฮยอนกับเยรินนี่ยังไงๆ เขินแรง555
    #1,022
    0
  21. #1016 Oh Nipaporn Jong (@19940412) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 11:06
    เมื่อคืนคือนอนอ่านๆล่ะหลับคามอถือเลย แถมยังเก็บเอาไปฝันอีก 555555 คือพอได้รู้สาเหตุที่ทำให้มาร์คกับแบมเกือบหย่ากันคือแบบ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้ก็ไม่รุ้ว่าจะปรัยความเข้าใจกันได้ไหม ไม่สามารถเดาได้จริงๆว่าอนาคตใครจะโดนก้ดและตายบ้าง แต่ก็อยากให้จบแบบแฮปปี้ค่ะ T^T
    #1,016
    0
  22. #1014 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 06:32
    จินยองช่วยเพื่อนอะ คืนดีกันเถอะนะ~ แบมก็เก่งมากเลย พอเรื่องผ่านไปแล้วต้องเก่งเรื่องในบ้านด้วยนะ~
    #1,014
    0
  23. #980 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 13:20
    ดีใจที่มาร์คกับแบมแบมเข้าใจกันด้วยดี

    แบมแบมเป็นคนที่ทางการต้องการจริงๆๆด้วยยย แต่แบมแบมไม่รู้ซะงั้น

    เราไมเกลียดฮยอนจินขนาดนี้ ถถถถถ
    #980
    0
  24. #936 Pommimie (@Pommimie) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2559 / 02:14
    ไรท์จ๋าาาา คิดถึงแล้วน้าาาา
    #936
    0
  25. #935 weenaporn190210 (@weenaporn190210) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 16:37
    ข้อมูลแน่นดี ใส่ใจมาก
    #935
    0