ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 1 : Intro

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,033
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 210 ครั้ง
    20 มี.ค. 60

(c) Chess theme
 




 

           บทนำ

 

           

            “ดูอะไรกันน่ะสาวๆ” ศัลยแพทย์หนุ่มเดินมาที่เคาน์เตอร์พยาบาล มือล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์ที่สวมทับชุดสีเข้มที่ใส่อยู่ สาวๆ ที่เขาเอ่ยเรียกกำลังจับจ้องไปยังโทรทัศน์จอแบนที่ติดตั้งไว้สูง

“ความคืบหน้าของสถานการณ์ฉุกเฉินน่ะค่ะหมอต้วน นี่ก็สองวันเข้าไปแล้วยังประกาศภาวะฉุกเฉินอยู่เลย น่ากลัวจัง กำลังจะเริ่มพอดี ดูด้วยกันสิคะ”  

หนึ่งในนั้นหันมาตอบ ชายหนุ่มเงยหน้ามองจอทีวีที่มีภาพผู้ประกาศข่าวหนุ่มสวมแว่นสายตา ใบหน้าคุ้นตาเพราะเป็นนักข่าวชื่อดังของสถานีข่าวยักษ์ใหญ่

ประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งที่สอง ทางรัฐบาลขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ภายในบ้านตั้งแต่เวลา 22.00 .เป็นต้นไป ใครที่ยังอยู่นอกเคหะสถานนอกเหนือเวลาที่กำหนดถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าของการระบาดในครั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากไรรัสชนิดใด และได้ประกาศคำเตือนเพิ่มเติมว่าผู้ติดเชื้อเป็นอันตรายต่อบุคคลรอบข้าง ควรระมัดระวังไม่เข้าใกล้ผู้ติดเชื้อ ย้ำให้ทางโรงพยาบาลทั้งภาครัฐบาลและเอกชนคัดกรองผู้ป่วยอย่างละเอียด หากพบผู้ติดเชื้อที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ให้กักตัวไว้ในห้องปลอดเชื้อ และขอความร่วมมือแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลทุกท่านสวมอุปกรณ์ป้องกัน ไม่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อโดยตรง ตอนนี้ยังไม่มียารักษาและไม่สามารถควบคุมอาการของผู้ติดเชื้อได้ ขอให้ระมัดระวังในการให้การรักษา..’

ทั้งบริเวณเงียบลงทันที ทุกคนมีสีหน้าตื่นตระหนก คิ้วสวยของหมอหนุ่มขมวดมุ่น 

“อย่ากังวลไปเลยครับก็คงเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา ขนาดซาร์ อีโบล่าหรือเมอร์สคนเรายังผ่านกันมาได้เลยนะ โรคระบาดมันก็อุบัติใหม่อุบัติซ้ำกันมาเป็นช่วงๆ แบบนี้แหละครับ”

คุณหมอยิ้มบางขณะเอ่ยปลอบใจ พาดพิงไปถึงโรคระบาดตามที่มีบันทึกไว้ ซึ่งในที่สุดต่อให้โรคอันตรายแค่ไหน มนุษย์ก็หาทางยับยั้งไว้จนได้

“นั่นสินะคะไม่น่ากังวลไปล่วงหน้าหรอกเนอะ ฉันไปถามข่าวจากพยาบาลห้องฉุกเฉินและหน่วยคัดกรองหน่อยดีกว่าว่าสถานการณ์ในโรงพยาบาลเราเป็นไงบ้าง”

พยาบาลคนหนึ่งลุกขึ้นจากเก้าอี้

“หมอจะไปไหนหรือคะ หรือจะไปหาอะไรทาน” หญิงสาวอีกคนถาม

“ไปโทรศัพท์ครับ อีกหนึ่งชั่วโมงมีผ่าตัด”

“สู้ๆ นะคะ” คุณหมอยิ้มขอบคุณ เดินลากรองเท้าแตะไปที่ห้องพักแพทย์

ร่างบางทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน หยิบโทรศัพท์จากลิ้นชักโต๊ะออกมาเปิดเครื่องแล้วโทรหาเบอร์ลูกสาว เมื่อติดต่อไม่ได้ก็ตัดสินใจโทรหาเบอร์สามี

<มีอะไร>

“ลูกเป็นไงบ้าง”

<คุณจะให้เป็นอะไร ก็สบายดีน่ะสิ> เสียงราบเรียบไร้อารมณ์ของสามีที่กำลังจะเป็นอดีตสามีในอีกไม่กี่วันทำให้แบมแบมกลอกตา

“อีกหนึ่งชั่วโมงต้องผ่าตัดใหญ่ ฉันคงไม่ได้รับสายสัก16-17 ชั่วโมง ไม่ต้องให้ลูกโทรมาล่ะ”

การผ่าตัดที่ยากและต้องอาศัยทีมศัลยแพทย์ที่เก่งที่สุดในโรงพยาบาล..แค่คิดแบมแบมยังท้อแล้ว เมื่อครู่ก็เพิ่งประชุมถึงแผนการรักษากับทีมเสร็จ  ถึงไม่มีเรื่องวุ่นๆ อย่างเรื่องโรคติดต่อใหม่ที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้แบมแบมก็แทบไม่ได้พัก

ใครใช้ให้โรงพยาบาลนี้ขี้งกรับศัลยแพทย์น้อยล่ะ เมื่อมีน้อยก็ใช้จนคุ้ม ถ้าไม่เพราะลูกกำลังโตแบมแบมไม่ย้ายมาทำงานที่นี่หรอก มาอยู่เพราะเงินเดือนสูงลิบล้วนๆ เลย

คนไข้มองหมอเหมือนเทพเจ้า แต่เจ้าของโรงพยาบาลมองหมอเหมือนหุ่นยนต์ ตราบใดที่ร่างกายยังไม่สึกหรอหมอก็ต้องทำงานต่อไป มัวแต่รักษาคนอื่น บั้นปลายร่างกายหมอนี่ล่ะที่พัง

งานหนักเวลาพักก็น้อย หมอก็มีภาระต้องรับผิดชอบ มีลูกต้องกลับไปดูแลนะ

<ทำไมไม่โทรหาอเล็กซิสเองล่ะ>

“ถ้าแกเปิดเครื่องฉันคงไม่โทรหาคุณหรอกมาร์ค รับสายฉันแค่ไม่กี่นาทีจะขาดใจตายหรือไง”

<คงงั้น>

คุณหมอเปิดกล่องคุกกี้รสหวานที่วางบนโต๊ะ หยิบหนึ่งชิ้นมากัดเพิ่มน้ำตาล เติมความสดชื่นและลดความหงุดหงิด เขาเตรียมตัวพร้อมสำหรับงานหนักแล้วแต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขาไม่ต้องอยู่เวรที่โรงพยาบาลเกิน 48 ชั่วโมง นอนพักไปได้แค่นิดเดียวเอง

เหนื่อยงานไม่พอยังต้องมาเหนื่อยใจกับสามีที่ชอบทำให้หงุดหงิดอีก

“หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนด้วยล่ะ แล้วอย่าเพิ่งพาลูกออกนอกบ้าน ฉันยังไม่เห็นเคสที่ติดเชื้อเลย ไม่รู้ว่ารุนแรงแค่ไหน ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจหรือสารคัดหลั่งก็ยังไม่รู้ ตอนนี้ไม่มีข้อมูลอะไรเลย”

<ตอนนี้ทุกอย่างปกติดี ตั้งแต่เมื่อวานก็ไม่ได้ให้ลูกไปโรงเรียนแล้ว พอใจหรือยัง>

“อืม แค่นี้นะ”

<อืม>

            ศัลยแพทย์หนุ่มวางสายแล้วปิดเครื่อง เก็บโทรศัพท์มือถือลงลิ้นชักตามเดิม เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลงรอเวลาเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

 

 

 

 

“ออสตินไปตามพี่มากินข้าวหน่อย บอกพี่เขาว่าถ้ายังไม่ละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรื่องที่ขอไปเล่นเซิร์ฟกับเพื่อนก็อด”

ชายหนุ่มในชุดลำลองสบายๆ สวมผ้ากันเปื้อนเอ่ยกับลูกชายที่นั่งรออาหารเช้า เด็กชายวัย 10 ขวบไถลตัวลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งขึ้นไปชั้นสองของบ้าน

หนุ่มหล่อผมสีเข้มผิวขาวจัดวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะแล้วถอดผ้ากันเปื้อนแขวนไว้กับตะขอ เสียงโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดห้องครัวดังมาถึงโต๊ะอาหาร เขาเปิดเสียงดังสุดไว้เพื่อรับรู้สถานการณ์ของบ้านเมือง รอฟังว่าจะมีข่าวความคืบหน้าของโรคระบาดหรือเปล่า

เด็กสาววัย 15 ปีเสยผมยาวยุ่งเหยิงของตน หาวปากกว้างเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ประจำ มาร์คมองลูกสาวแวบหนึ่ง รินนมให้ลูกทั้งสอง

“พ่อบอกว่าอย่าโต้รุ่งไง”

“อย่าบ่นได้ไหมคะแม่ยังไม่เคยบ่นหนูเลยสักครั้ง เพราะอย่างนี้ไงถึงไม่อยากมาอยู่นี่”

อเล็กซิสไม่มีท่าทีสำนึกผิดอะไรที่โดนดุ ทุกครั้งที่ต้องมาอยู่บ้านพ่อเธอรู้สึกไม่มีอิสระเลย ไม่เหมือนอยู่กับแม่

มาร์คถอนหายใจ ขี้เกียจบ่นแต่เช้าเลยปล่อย แม้จะไม่ค่อยพอใจที่ลูกสาวเอาเขาไปเปรียบเทียบกับภรรยา

แบมแบมตามใจลูกก็เพื่อให้ลูกเลือกตัวเองน่ะสิ

“กินแล้วไปอาบน้ำแต่งตัวกันซะนะเด็กๆ เดี๋ยวตอนบ่ายเราจะไปซื้อของกัน”

“พยายามเอาใจหรือคะ ตอนทนายให้เลือกหนูก็เลือกแม่อยู่ดี พ่อจ่ายแค่ค่าเลี้ยงดูก็พอ”

“อเล็กซิส!

เด็กสาวมองพ่อนิดหนึ่งแล้วยักไหล่ วางศอกบนโต๊ะอาหาร ตักอาหารเช้าเข้าปากด้วยท่าทางเบื่อหน่าย

“พอไปห้างแล้วเราไปรับแม่กันด้วยได้มั้ยครับ” ออสตินมองพ่อด้วยสายตามีความหวัง แม้จะรู้ว่าเวลามาอยู่บ้านพ่อ พ่อจะไม่ค่อยชอบให้พูดถึงแม่ก็เถอะ

“เมื่อคืนแม่โทรมาบอกว่าอย่าไปโรงพยาบาลน่ะ ที่นั่นมีคนป่วยเยอะอันตรายครับ” มาร์คโกหกหน้าตาย

“พ่อคุยกับแม่ด้วยเหรอ ทำไมไม่บอกหนูเลย” อเล็กซิสเงยหน้ามองพ่อ แปลกใจ ตั้งแต่พ่อแม่แยกบ้านกันอยู่แม้ตอนเจอหน้ากันยังไม่ค่อยจะคุยกันเลย

“ใช่ แม่บอกว่าอย่าไปในที่ชุมชน ที่โทรหาพ่อก็เพราะติดต่อลูกไม่ได้ไงล่ะ กว่าจะผ่าตัดเสร็จก็บ่ายโน่นแหละ อยากรู้อะไรก็รอถามแม่เอาเองแล้วกัน”

“เรื่องโรคระบาดนี่ล่ะแม่ได้บอกอะไรไหมคะ แม่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโรคบ้านี่บ้างเลยเหรอ?”

อเล็กซิสถามพลางราดน้ำผึ้งในโถลงบนแพนเค้ก มาร์คส่ายหน้า

“แม่เองก็ไม่รู้หรอก เราคงต้องให้เวลานักวิจัยที่ดูแลเรื่องนี้หาสาเหตุที่แน่นอนได้ก่อนละนะ เมื่อคืนก็มีประกาศบอกว่านักวิทยาศาสตร์ยังหาสาเหตุไม่ได้”

“เมื่อคืนเสียงดังมากเลยครับ” ออสตินอยากมีส่วนร่วมในบทสนทนา

“ก็เพราะว่าคนกำลังแตกตื่นเลยเกิดจลาจลน่ะสิ และถ้านายเป็นเด็กไม่ดี พวกติดเชื้อจะมาเอาตัวนายไป แม้แต่แม่ก็ยังรักษานายไม่ได้นะออสติน” เด็กสาวแกล้งทำเสียงต่ำน่ากลัว

“เอ๋?!”เด็กชายสีหน้าไม่สู้ดี ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“ร้องไห้ดังๆ เลยสิ ถ้านายร้องไห้นายจะติดเชื้อนะ!

ออสตินเม้มปากแน่นด้วยความกลัว ไม่กล้าส่งเสียงดัง พี่สาวหัวเราะขำ ชอบใจที่แกล้งน้องได้ มาร์คเลยต้องฟาดให้สักหนึ่งที อเล็กซิสร้องโอ๊ยลูบแขนไปมาด้วยความเจ็บ

“อย่าแกล้งน้องสิ!

“จริงเหรอครับพ่อ?” มาร์คยิ้มให้ลูกชาย ยกมือลูบผมเขา

“ไม่จริงหรอกครับ พี่เขาแหย่หนูเล่นเท่านั้นเอง”

“พี่ใจร้าย โป้ง!” ออสตินหันไปมองพี่สาวตาขวาง

“โป้งก็โป้งไปสิ นึกว่าฉันจะง้อนายเหรอ ฝันไปเถอะไอ้เปี๊ยก!

อเล็กซิสผลักหัวน้อง ออสตินพยายามเอื้อมแขนจะตี แต่พี่แขนยาวกว่าดันศีรษะเขาไว้จนเขาตีเธอไม่ถึง

“เค้าไม่ใช่ไอ้เปี๊ยกนะ แม่บอกว่าเค้าโตแล้ว หล่อเหมือนพ่อด้วย!!

“เฮอะ! นายเหรอหล่อห๊ะลูกเป็ดเปื้อนโคลน นายจะหล่อเหมือนพ่อได้ยังไงในเมื่อนายไม่ใช่ลูกบ้านนี้ ถูกเก็บมาจากถังขยะหน้าบ้าน ลูกใครก็ไม่รู้เอามาทิ้งไว้ แม่กับพ่อสงสารก็เลยเก็บมาเลี้ยง สักวันอาจจะมีพ่อแม่ที่แท้จริงตามมาเอานายคืนไปก็ได้นะ”

..ฮึกไม่จริง!” เรื่องถูกเก็บมาเลี้ยงทำให้ออสตินเสียขวัญยิ่งกว่าเรื่องติดเชื้อซะอีก

“อเล็กซิส! พ่อบอกว่าอย่าแกล้งน้องไง ถ้าไม่เลิกพูดจาไร้สาระพ่อจะตัดเงินค่าขนมเหลือครึ่งเดียวนะ เอางั้นไหม?”

มาร์คเหลืออดเมื่อลูกสาวคนโตไม่ยอมเลิกแกล้งน้องสักที เขาลุกจากเก้าอี้ไปหาลูกชายที่นั่งตรงข้าม คุกเข่ากับพื้นแล้วกอดปลอบเขาไว้แต่สายตาดุดันถูกส่งไปหาลูกสาว

อเล็กซิสยกยิ้ม ไม่สะทกสะท้าน

พ่อตัดเงินค่าขนมแล้วไง? แม่ก็ให้ได้เหมือนกัน

“ไม่เอาน่าอย่าไปฟังพี่เขานะ หนูเป็นลูกพ่อกับแม่นะไม่ใช่ลูกเก็บมาเลี้ยงสักหน่อย พี่เขาแค่หงุดหงิดที่ไม่ได้ไปโรงเรียนก็เลยหาเรื่องแกล้งหนูไง”

“จริงเหรอครับ”

“จริงสิ ไม่เอาไม่ร้องนะ” มาร์คเช็ดน้ำตาบนแก้มขาวใสของออสตินแล้วอุ้มเขาขึ้นมากอด

อเล็กซิสแค่นหัวเราะเมื่อน้องตัวแสบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เธอตอนพ่อหันหลังมาทางนี้

ไอ้น้องสองหน้า! แกไร้เดียงสาจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย

“พ่อคะ ได้ยินเสียงอะไรตรงหน้าประตูไหมอ่ะ?” อเล็กซิสเท้าคาง มองหน้าพ่อ เธอได้ยินตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ เสียงดังแกรกๆ เหมือนเล็บขูดประตู

“คงเป็นแมวบ้านคุณนัมมาตะกายเล็บอีกล่ะมั้ง ช่างมันเถอะ”

หมู่บ้านนี้แต่ละครอบครัวอยู่กันแบบเพื่อนพี่น้องที่คอยช่วยเหลือกัน อะไรไม่เหนือบ่ากว่าแรงมาร์คก็ไม่อยากสนใจ สัตว์เลี้ยงนั้นเหมือนลูกรัก ขืนไปทำอะไรหมาแมวของใครเข้าจะทะเลาะกันเปล่าๆ เรื่องไม่เป็นเรื่อง

ประกาศเร่งด่วน ภาวะฉุกเฉินครั้งที่สาม ขณะนี้สถานการณ์ถูกยกระดับความรุนแรงเป็นขั้นสูงสุด ทางรัฐบาล ทหาร และตำรวจขอความร่วมมือให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ เตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพไปยังศูนย์อพยพของทางกองทัพที่ใกล้บ้านท่านที่สุด จัดเตรียมเฉพาะสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพที่ไม่ทำให้การอพยพล่าช้า และขอให้แน่ใจว่าท่านกับคนในครอบครัวไม่ใช่ผู้ติดเชื้อจึงจะสามารถขออาศัยในค่ายได้ เราจะเริ่มเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัยในเวลา 11.00 . พร้อมกัน หลายพื้นที่เกิดจลาจลและไม่ปลอดภัย ประชาชนทุกคนควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความไม่สงบเพิ่มมากขึ้นในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ และโปรดดูแลทุกคนในครอบครัวของท่านด้วย

มาร์คและอเล็กซิสหันมองหน้ากันทันที ใบหน้าสวยหวานของเด็กสาวซีดลง

“อพยพเหรอคะ?! หลังจากประกาศฉบับที่สองยังไม่ทันจะครบสิบสองชั่วโมงก็ประกาศใหม่มาแบบนี้มันหมายความว่าไง มันเรื่องอะไรกันน่ะ มาบอกกันกะทันหันแบบนี้ใครจะเตรียมตัวทันละพ่อ ไหนบอกว่าควบคุมสถานการณ์ได้แล้วทำไม..

“มันอาจจะมีอะไรมากกว่าที่เราคิดก็ได้พ่อว่าโรคครั้งนี้อาจจะรุนแรงมาก โลกเราไม่มีโรคระบาดร้ายแรงมานานมากแล้วมันคงต้องใช้เวลาจัดการสักพัก ลูกรีบพาน้องขึ้นไปเก็บของที่ห้องก่อนเลย เก็บเท่าที่จำเป็น เดี๋ยวพ่อจะออกไปคุยกับคุณคิมหน่อยแล้วจะไปช่วยเก็บ”

มาร์ควางลูกชายลงยืนกับพื้น ตั้งใจจะไปคุยกับเพื่อนบ้านเรื่องการอพยพที่เร่งด่วนนี้

“เดี๋ยวสิคะแล้วแม่ล่ะ? เขาให้อพยพตอนห้าโมงแต่กว่าแม่จะผ่าตัดเสร็จก็บ่ายเลยนะ”

“แล้วจะทำยังไงล่ะ ตอนนี้แม่ยังอยู่ในห้องผ่าตัดอยู่นะ”

“พ่อจะทิ้งแม่เหรอ ตอนนี้ยังไม่ได้หย่ากันสักหน่อย!

มาร์คชะงักไปเล็กน้อย มองหน้าลูกสาว อเล็กซิสจับแขนพ่อไว้ จ้องตาพ่อ ต้องการคำตอบว่าจะเอายังไงเรื่องแม่

“เราจะไม่รอที่นี่แต่จะไม่อพยพพร้อมคนอื่น เราจะไปรับแม่ที่โรงพยาบาลกันก่อน ถ้าทหารสั่งให้อพยพเราคงจะอยู่ในบ้านกันไม่ได้แล้ว สถานการณ์ข้างนอกน่าจะรุนแรงมากจนควบคุมไม่ไหว อ้อ!ระหว่างเก็บของก็โทรหาญาติคนอื่นด้วย เช็กข่าวว่าเป็นไงบ้าง เดี๋ยวพ่อมา”

มาร์คสั่งลูกสาวแล้วเดินออกจากห้องครัวไปอย่างเร่งรีบ อเล็กซิสคว้าข้อมือน้องชายพาไปเก็บของที่ชั้นบน

“เฮ้ย!” มาร์คเปิดประตูบ้านออกไปได้ครึ่งเดียวบางอย่างก็พุ่งเข้ามาหา ชายหนุ่มตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“คุณคิม! คุณเป็นอะไร โดนอะไรมาน่ะ!!

มาร์คออกแรงดันคนที่พยายามจะเข้าประชิดตัวด้วยสัญชาติญาณระวังภัย เพื่อนบ้านแสนสวยมีเลือดท่วมตัว เนื้อบนใบหน้าและลำคอหายไป ปริมาณเลือดมากมายและบาดแผลสาหัสบนร่างกายไม่น่าทำให้เธอยังมีแรงมหาศาลขนาดทำให้ผู้ชายสุขภาพแข็งแรงเซจนเกือบล้มได้ขนาดนี้

“พ่อเกิดอะไรขึ้น!” อเล็กซิสวิ่งลงบันไดมาดูเมื่อได้ยินเสียงพ่อร้อง

“อ๊าก!!

เสียงร้องด้วยความตกใจของออสตินทำให้ใบหน้าที่เหลือเพียงครึ่งซีกนั้นหันไปทางเขา ชั่วเวลาเพียงไม่กี่วินาทีทำให้มาร์คสังเกตเห็นความผิดปกติ เอะใจ

ไม่มีลมหายใจ..เธอตายแล้ว?!

เขาว่าเธอตายแล้วแน่ๆ แผลเหวอะหวะไปทั้งตัวแบบนี้ แต่ทำไมยังเคลื่อนไหวได้..

แม้จะยังไม่รู้สาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแต่สมองบอกมาร์คว่านี่คือเรื่องอันตราย

“ขึ้นไปข้างบนเดี๋ยวนี้! เข้าไปในห้องแล้วล็อกประตูซะถ้าไม่ใช่พ่อห้ามเปิดเด็ดขาด!!

“แต่ว่า..หนูว่าเราน่าจะแจ้งตำรวจหรือไม่ก็รถพยาบาล เธอบาดเจ็บอยู่นะคะ!”  อเล็กซิสเอาตัวบังน้องชายไว้ มองร่างกายที่น่าสยดสยองของพี่สาวใจดีด้วยความตื่นกลัว

ทำไมเธอเป็นอย่างนั้นล่ะ มีคนทำร้ายเธองั้นเหรอ?!

“ไม่อเล็กซิส เธอตายแล้ว”

“ตาย?! บ้าน่า ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกค่ะ!” เด็กสาวตกใจ

ตายอย่างนั้นเหรอ ตายแล้วจะขยับตัวได้ยังไง!

“มันเป็นไปแล้ว พ่อสั่งให้ขึ้นไปไง ไปซะ!

อเล็กซิสเป็นห่วงพ่อแต่เมื่อพ่อสั่งก็ต้องทำ เธออุ้มออสตินวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว

มาร์คออกแรงยันหญิงสาวไว้แต่ก็ยังถูกเธอดันกลับแล้วอ้าปากพยายามกัดเขาอยู่ตลอดเวลา

“ทำไมคุณเป็นแบบนี้” มาร์คจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะอะไรเพื่อนบ้านถึงกลายเป็นอะไรที่น่ากลัวอย่างนี้ล่ะ

หรือว่า..จะเกี่ยวกับโรคนั่น?

มาร์คดันเพื่อนบ้านไปติดผนังห้องแล้วคว้าโคมไฟฟาดเธอจนล้มลง สลัดมือเรียวเปื้อนเลือดนั่นออกแล้ววิ่งไปที่ห้องครัว แต่เธอกลับยังลุกขึ้นตามเขาได้โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรเลย

“บ้าเอ๊ย! คุณเป็นตัวอะไรไปแล้ว!

เรื่องนี้มันบ้าชัดๆ เพื่อนบ้านของเขากำลังอยากจะกัดเขาเหรอ เธอเห็นเขาเป็นอะไร แต่เธอตายไปแล้วทำไมเธอถึงยังอยากจะทำร้ายเขาล่ะ

ชายหนุ่มถูกร่างบอบบางที่อาบเลือดพุ่งตัวโถมใส่จนต้องถอยกรูดติดเคาน์เตอร์ เมื่อไร้ทางหนีมันก็คงต้อง..

“ผมขอโทษนะ!

มาร์คหยิบมีดแทงไปที่ไหปลาร้าของเธอทั้งที่ไม่อยากทำ แต่ถ้าไม่ทำเธอต้องทำร้ายเขาแน่ และเขาจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้น

มาร์คตัวสั่นเพราะเพิ่งแทงคนเป็นครั้งแรกในชีวิต

ถึงเขาจะปักมีดลงบนร่างกายเธอสุดแรงแล้วเธอก็ยังอ้าปากที่เต็มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อพยายามจะกัดเขาอย่างไม่ยอมแพ้

เมื่อไม่มีทางเลือกมาร์คก็ใช้แรงทั้งหมดตรึงร่างเธอลงนอนหงายกับโต๊ะอาหาร แทงเข้าที่หน้าอกบริเวณหัวใจหลายครั้งจนเลือดแดงฉานกระเซ็นโดนใบหน้าและเสื้อเขาจนชุ่ม แต่มือของแอร์โฮสเตสสาวก็ยังยื่นมาข้างหน้าคว้าคอเขาไว้ เสียงครางต่ำที่ออกมาจากลำคอเหวอะชวนขนลุกขนพอง

“พระเจ้า ทำไม..” ขนาดแทงที่หัวใจทำไมยังหยุดเธอไม่ได้ล่ะ!

มาร์คแทงเข้าที่ร่างบางหลายจุดที่คิดว่าจะหยุดเธอได้ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจแทงเข้าที่ศีรษะของเธอ

ร่างสูงหลุบตามองเพื่อนบ้านที่ในที่สุดก็นิ่งไป โยนมีดทำครัวทิ้งกับพื้นครัวแล้วโซเซไปเกาะเคาน์เตอร์เพราะยังช็อกกับสิ่งที่เพิ่งทำ

เดี๋ยวสิ ถ้าคุณคิมเป็นแบบนี้แล้วคนอื่นๆ ล่ะ คนในหมู่บ้านจะเป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

เพียงแค่คิดมาร์คก็รู้สึกกลัวขึ้นมา

“พ่อช่วยด้วย!!

เสียงร้องของลูกชายทำให้มาร์คสะดุ้งสุดตัว รีบวิ่งออกจากครัวทันที

“ออสตินเป็นอะไรเปิดประตูให้พ่อหน่อย! เปิดสิออสติน อเล็กซิสเกิดอะไรขึ้น!

มาร์คได้ยินเสียงลูกชายจากในห้องอเล็กซิส เขาจึงทุบประตูห้องลูกสาวอย่างแรงสลับกับพยายามกระชากลูกบิดประตู ร้อนใจเมื่อเปิดไม่ได้และคนข้างในก็ไม่ยอมเปิดให้

“พ่อครับ!

ออสตินเปิดประตูแล้วพุ่งเข้ากอดเอวพ่อ ดวงหน้าเล็กเปื้อนน้ำตา ตัวสั่นด้วยความกลัว

“เกิดอะไรขึ้น ลูกเป็นอะไรไหม!” มาร์คจับไหล่ลูกชายไว้ ออสตินส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร

ร่างเพรียวบางของอเล็กซิสคร่อมอยู่บนบางสิ่งที่มาร์คเพิ่งสังเกตเห็นว่ามันเป็นคน

เด็กสาวกำกรรไกรอันใหญ่ไว้แน่นค้างอยู่ในท่าเงื้อมือ เธอหันมองมาที่หน้าประตู หน้าสวยซีดเผือด

“พ่อ..ฮึก..หนู..ไม่ได้ตั้งใจ กยอลจะ..จะทำร้ายออสติน”

มาร์คหยุดชะงักอยู่หน้าประตู มองกรรไกรเปื้อนเลือดในมือที่สั่นเทาของอเล็กซิสและเพื่อนของลูกสาวที่นอนนิ่งบนพื้น

“เขา..เขามาทางนั้น” อเล็กซิสชี้ไปที่หน้าระเบียงห้องนอนที่ยื่นติดกับบ้านข้างๆ

กยอลอาศัยอยู่บ้านหลังนั้น และมักปีนข้ามระเบียงมาเล่นกับอเล็กซิสเสมอ

“เขา..เขายังปีนมาได้ทั้งที่..ที่”

อเล็กซิสขยับลงจากตัวเพื่อนทรุดนั่งพับเพียบกับพื้น เสื้อกล้ามตัวเล็กและขาเรียวนวลที่พ้นกางเกงขาสั้นเปื้อนเลือดจากร่างของกยอล เธอกำลังช็อกกับเรื่องน่าเหลือเชื่อนี้

เพื่อนเธอมีบาดแผลที่ลำตัวขนาดใหญ่ อวัยวะภายในบางส่วนก็ทะลักไหลย้อยห้อยออกมานอกลำตัวแต่ยังเคลื่อนไหวได้และพยายามจะกัดออสติน

มาร์คเตะกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้าออกให้พ้นทางแล้วนั่งลงดึงอเล็กซิสมากอดไว้อีกคน จูบที่ขมับลูกสาว อเล็กซิสทิ้งกรรไกรแล้วกอดพ่อไว้

“บาดเจ็บตรงไหนบ้างไหมอเล็กซิส กยอลทำอะไรลูกหรือเปล่าบอกพ่อซิ” มาร์คกังวลและเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเลือดที่เปื้อนตัวลูกสาวมีเลือดของตัวเธอเองบ้างหรือเปล่า

“หนะ..หนู..หนูไม่เป็นไรแต่ก็เกือบไปแล้ว หนู..หนูฆ่าเพื่อนตัวเอง หนูฆ่าเขา!

อเล็กซิสยังตกใจและรับเรื่องที่ทำลงไปไม่ได้ในทันที ความรู้สึกผิดและความกลัวทำให้เธอมวนท้องคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน

“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกอเล็กซิสพวกเขาตายไปแล้ว ลูกทำถูกแล้วที่ช่วยน้อง” มาร์คมองไปที่ร่างกยอลแล้วใจหาย โอบลูกทั้งสองไว้แน่น ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าอเล็กซิสไม่แทงกยอลจะเกิดอะไรขึ้น

อันตรายมันอยู่ใกล้ตัวมากจริงๆ..

“พ่อหมายความว่ายังไง..ที่.ที่ว่าตายแล้ว”

 “พ่อก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่ที่รู้คือคนพวกนี้ตายแล้ว พวกเขาไม่หายใจแล้วไม่ต้องตกใจนะอเล็กซิส เราไม่ได้..ไม่ได้ฆ่าคนแต่เราฆ่าศพ เราต้องรีบเก็บของแล้วไปหาแม่ให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลาแล้วลูกรัก”

มาร์คพูดเพื่อให้อเล็กซิสเลิกหวาดกลัว อย่างน้อยก็ให้เธอรู้สึกสบายใจว่าเธอไม่ได้ฆ่าคนตาย แต่พวกเขาตายอยู่แล้ว

อเล็กซิสหลับตาแน่น ซบหน้ากับบ่าพ่อ ย้ำกับตัวเองในใจว่ากยอลตายก่อนจะมาเจอเธอ

“แต่ข้างนอกนั่น..”อเล็กซิสผละจากพ่อเดินข้ามตัวกยอลไปที่หน้าต่างชะโงกออกไปที่ถนนในหมู่บ้าน

“มีคนที่เหมือนกยอลด้วย” หลายบ้านกำลังเก็บของใส่รถอย่างเร่งรีบ และมีคนที่สภาพคล้ายกยอลนอนบนถนนเต็มไปหมด

เพื่อนบ้านที่เคยทักทายกันด้วยรอยยิ้มแจ่มใสทุกๆ วันกำลังทำร้ายกันเอง คุณอาใจดีที่อยู่ถัดไปอีกสองหลังกำลังใช้ไม้เบสบอลอะลูมิเนียมฟาดลงบนเพื่อนบ้านหลังติดกันที่ตอนนี้มีสภาพร่างกายไม่ครบจนเธอนิ่งไป..

ไม่แค่เขาหรอก คนอื่นก็ทำเหมือนกัน

ตอนนี้ทุกคนยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด และคงยุ่งจนจัดการได้แค่ครอบครัวตัวเอง ไม่มีใครบอกหรือเตือนพวกเธอว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น

เด็กสาวทรุดลงนั่งข้างหน้าต่าง หันมามองพ่อและน้องชาย ขืนมองข้างนอกต่ออีกนาทีเดียวเธอได้รู้สึกสะอิดสะเอียนจนอ้วกออกมาจริงๆ แน่

“อยู่ที่นี่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ นี่อาจจะเป็นผลข้างเคียงของผู้ติดเชื้อจากโรคระบาด เก็บของกันเถอะอย่างน้อยในโรงพยาบาลก็น่าจะปลอดภัย”

“พ่อรู้ได้ไง ในโรงพยาบาลมีแต่คนป่วย”อเล็กซิสแย้ง

“พ่อไม่ได้หวังว่ามันจะปลอดโรค แต่หวังว่าที่นั่นจะคุมสถานการณ์ได้เพราะตอนนี้พวกหมอและพยาบาลน่าจะเป็นบุคลากรที่สำคัญที่สุดรองจากพวกทหาร และโรงพยาบาลก็เป็นสถานที่สำคัญ พ่อว่าต้องมีการส่งคนไปดูแลบ้าง อีกอย่างลูกก็อยากไปหาแม่ไม่ใช่เหรอ เราก็ควรไปที่โรงพยาบาลเป็นที่แรกสิ”

มาร์คลุกขึ้นยืน อุ้มลูกชายที่ยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์น่ากลัวเอาไว้

“ไปเถอะ เราจะเสียเวลาไม่ได้แล้ว”

 

 

 

 

 

            แบมแบมอยู่ในห้องผ่าตัดเพื่อรักษาคนไข้หลายชั่วโมงโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปแล้ว

            ร่างบางเหนื่อยล้าจากการรักษาจนคิดว่าตัวเองตาฝาดเมื่อออกมาเจอความสับสนวุ่นวายในโรงพยาบาล ผู้คนกรีดร้องและพยายามวิ่งหนีมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ที่มีพฤติกรรมแปลกไป..

          พวกเขากำลัง..แบมแบมว่าตนเห็นไม่ผิด..พวกเขากำลัง กัด

            ศัลยแพทย์หนุ่มและผู้ร่วมงานยืนตะลึง หลายคนมีพฤติกรรมที่เรียกได้ว่า บ้าคลั่งเหมือนกันไม่มีผิด ทั้งที่บาดเจ็บสาหัสจนไม่น่าลุกขึ้นมายืนได้

            “มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย..

            แบมแบมก้าวถอยหลัง หมอสาวที่ยืนข้างกันรีบดึงเขาเข้าไปหลบในห้องผ่าตัดอีกครั้งเมื่อคนไข้ประหลาดเลือดเต็มตัวสองคนกำลังวิ่งโซเซตรงมาทางนี้!

            “คุณเห็น..คุณเห็นนั่นไหม?!

            คุณหมอยู หมอผู้ช่วยผ่าตัดมือสามมองหน้าทุกคนที่นิ่งเงียบด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดกับเหตุการณ์วุ่นวาย ก่อนทั้งเจ็ดคนจะสะดุ้งพร้อมกันเมื่อประตูห้องผ่าตัดถูกกระแทกจากด้านนอก

“คระ..ใครคะ”พยาบาลผ่าตัดหวาดกลัวจนถามคำถามที่ไม่น่าถามออกมา

“คงจะเป็นคนไข้สองคนนั้น..” คุณหมอซอ หมอผู้ช่วยผ่าตัดมือสองแน่ใจมากว่าต้องใช่

“แล้วทำไมพวกเขาจะต้องมากระแทกประตูด้วย”เซอร์คูเลตสาว พยาบาลที่คอยช่วยประสานงานมองประตูด้วยท่าทางระแวง

“แต่ที่น่าแปลกใจกว่าเขามากระแทกประตูคือเราจะกลัวและหลบเขาทำไม เขาเป็นคนไข้นะครับ เราควรจะตั้งสติกันให้ดีก่อน โรคระบาดมันคงมาถึงโรงพยาบาลของเราแล้วแน่ๆ คนไข้ถึงมีอาการผิดปกติเข้าข่ายคลุ้มคลั่งแบบที่ทางการแจ้งเตือนพวกเรา ตอนนี้ที่ต้องคิดคือเราจะรับมือยังไง”

แบมแบมกอดอก มองประตูด้วยท่าทางไม่หวาดหวั่นอะไร เขากำลังเป็นห่วงลูก ขนาดในโรงพยาบาลยังเละเทะแล้วข้างนอกล่ะจะเป็นยังไง..

หรือว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายแค่ที่นี่เท่านั้น?

            ทุกคนมองมาที่หมอผ่าตัดเป็นตาเดียว ได้สติกับสิ่งที่แบมแบมเอ่ย ก่อนผู้ช่วยหนุ่มจะยกมือให้ทุกคนหันมาสนใจสิ่งที่ตนจะพูดแล้วพูดขึ้นอย่างกลัวๆ

“ผมรู้ว่ามันอาจจะฟังดูประหลาด..ตะ..แต่มันเหมือนในหนังที่เคยดูเลยนะครับ”

“คุณหมายความว่ายังไง?” คุณหมอปาร์ค หมอผู้ช่วยผ่าตัดมือสี่สงสัย ทุกคนมองหน้ากัน

“ก็..ก็หนังผีดิบไงครับหมอ ที่พวกคนตายจะฟื้นขึ้นมาแล้วก็เที่ยวไล่กัดคนน่ะ!

“เพ้อเจ้อ! เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง นี่มันสมัยไหนแล้วคุณยังไปขุดหนังเก่าๆ พวกนั้นมาดูอีกเหรอ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าพวกเขาตายแล้ว พวกเขาแค่บาดเจ็บ ตายแล้วจะลุกขึ้นมาได้ไง”

“โหหมอปาร์ค! หมอไม่เห็นเหรอครับว่าสภาพคนไข้เป็นยังไง คนหนึ่งตัวเหวอะ อีกคนเนื้อแขนหลุดหายไปเกือบทั้งแขนแบบนั้น พวกเขาบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นน่ะลุกมาวิ่งไม่ได้แล้ว แค่ขยับนิ้วยังยากเลย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาตายแล้วกลายสภาพมันจะเป็นอะไรไปได้อีก!

“อาการของคนไข้ที่คลุ้มคลั่งแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะโรคทางสมองด้วยก็ได้”

“อย่างนั้นทำไมเขามีพฤติกรรมคล้ายกัน วิ่งได้เหมือนกันทั้งที่บาดเจ็บหนักล่ะ หมอก็เห็นกับตาว่าคนที่โดนกัดจะลุกขึ้นมาได้อีก ไม่มีสติหลงเหลืออยู่อีกแล้ว”

ผู้ช่วยหนุ่มกัดเล็บด้วยความกังวล พฤติกรรมก้าวร้าวเป็นอันตรายแบบนั้นมันต้องใช่สิ่งที่เขาคิดแน่ เขาไม่ได้เพ้อเจ้อหรือคิดไปเองแบบหมอปาร์คว่า

“ถ้าไม่ใช่โรคทางสมองก็อาจจะเป็นอาการทางจิตที่เป็นอุปทานหมู่ ผมไม่เชื่อหรอกคุณ พวกเขาแค่ป่วยยังไม่ตายหรืออะไรทั้งนั้น” หมอปาร์คยังค้าน

“งั้นหมอก็เปิดประตูออกไปเลยสิ!

“ได้! ผมจะเปิด”

“ใจเย็นก่อนเถอะครับ เราให้พวกเขาเข้ามาไม่ได้นะเดี๋ยวคนไข้ในห้องผ่าตัดจะติดเชื้อ”

แบมแบมห้ามหมอปาร์คไว้ ให้เขาคิดถึงคนไข้ที่อยู่ในห้องผ่าตัดด้านใน พยาบาลสาวทั้งสองเข็นเธอกลับเข้ามาเพราะสภาพวุ่นวายข้างนอกทำให้พาไปที่ห้องพักฟื้นไม่ได้

“ไม่เป็นไรครับหมอต้วน ผมจะออกไปเองไม่ให้พวกเขาเข้ามาหรอก คนไข้บาดเจ็บขนาดนั้นทำไมไม่มีใครดูแลเลยก็ไม่รู้ ปล่อยให้เดินทั้งสภาพแบบนั้นได้ยังไง”

หมอปาร์คเดินไปเปิดประตูห้องผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผู้ช่วยฮงพูดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“เฮ้ย! อั่ก..

หมอปาร์คโดนคนไข้ที่มีบาดแผลบริเวณท้องจู่โจมไม่ทันตั้งตัวทันทีที่เปิดประตู ชายร่างสูงผอมในชุดผู้ป่วยเปื้อนเลือดชนเขาจนล้มหงายลงกับพื้นแล้วก้มลงกัดไปที่ลำคอของหมอปาร์ค เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนอื่นเข้าไปห้ามไม่ทัน

“ผะ..ผมบอกหมอแล้ว!” ผู้ช่วยถอยกรูดออกห่างคนไข้สองคนที่กำลังรุมกัดหมอปาร์คด้วยความหวาดกลัวและสยดสยอง

“ถ้ามันเป็นอย่างที่คุณว่าจริงเราต้องทำยังไงล่ะคะ!” หมอสาวหนึ่งเดียวกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอหลบหลังผู้ช่วยหนุ่ม

แบมแบมได้สติก่อนใครรีบวิ่งเข้าไปรั้งคนไข้คนหนึ่งออกมาจากหมอปาร์คก่อน คนไข้อีกคนเงยหน้าขึ้นจากร่างหมอปาร์คที่กำลังกระตุกเพราะถูกกัดเส้นเลือดใหญ่กระโจนเข้าหาแบมแบมทันที

“รีบมาช่วยกันเร็วเข้า!” หมอซอเข้าไปช่วยแบมแบมที่ถูกคนไข้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวสองคนทับอยู่ก่อนแบมแบมจะถูกทำร้ายไปอีกคน

“เราต้องฆ่าเขาครับ ฆ่าอีกครั้งเท่านั้นถึงจะหยุดได้” ผู้ช่วยฮงร้องบอกแล้ววิ่งไปหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดมีคม

“คุณจะบ้าเหรอ เราฆ่าคนไข้ไม่ได้นะ! ตั้งสติหน่อยสิครับคุณ”

คุณหมอซอกดตัวคนไข้คนหนึ่งลงกับพื้นคว่ำหน้าเพื่อไม่ให้คนไข้ทำร้ายตนและแบมแบม ขณะที่แบมแบมก็พยายามยันและดันคนไข้อีกคนเช่นกัน

“เขาไม่ใช่คนไข้ของเราอีกต่อไปแล้วครับหมอ ไม่ใช่!

“กรี๊ด! หมอระวังค่ะ!

พยาบาลส่งเสียงเตือนเมื่อมีคนไข้ประหลาดคนใหม่เดินโงนเงนเข้ามาในห้องแล้วโถมใส่คุณหมออีกคน พยายามจะทำร้าย หมอยูดันร่างที่โถมใส่ตนไว้สุดแรง แต่แรงของเขาก็จำกัดเพราะความล้า ในขณะที่คนไข้น่าจะอ่อนแรงกว่าเพราะบาดแผลที่คอแต่ยังมีเรี่ยวแรงมหาศาลจนน่าตกใจ

ผู้ช่วยหนุ่มเข้าไปแทงศีรษะคนไข้คนนั้นเพื่อไม่ให้หมอยูถูกทำร้าย

ขณะที่ทุกคนกำลังอึ้งกับสิ่งที่ผู้ช่วยทำกับคนไข้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ชายหนุ่มก็รีบใช้มีดผ่าตัดแทงลงไปที่ศีรษะของคนไข้ที่หมอซอกดไว้กับพื้นไว้

“คุณคุณฆ่าพวกเขา” หมอสาวยกมือปิดปากด้วยความตกใจ

“ผมช่วยเราอยู่ต่างหาก ถ้าไม่อยากตายก็แทงไอ้บ้านั่นซะ!

ผู้ช่วยหนุ่มชี้ไปยังคนไข้ที่ยังเหลืออีกหนึ่ง เขาถูกแบมแบมทั้งผลักและดันให้พ้นไปจากตัว แบมแบมเอาตัวรอดได้แต่คนไข้กลับหันเหความสนใจไปที่พยาบาลสาวที่อยู่ใกล้แทนและตอนนี้กำลังกดร่างพยาบาลไว้เพื่อจะกัดเธอ หญิงสาวร้องไห้ด้วยความกลัวทำอะไรไม่ถูกนอกจากยันคนไข้ไว้ให้สุดแรงทั้งหมดที่เธอมี

ผู้ช่วยฮงโยนมีดผ่าตัดลงไปที่พื้นท่ามกลางหมอสามคนและพยาบาลอีกหนึ่งคน

“ช่วยฉันด้วย! ฉันจะไม่ไหวแล้ว!!

หญิงสาวที่ถูกกดร้องไห้โฮ แบมแบมคว้ามีดผ่าตัดที่ผู้ช่วยโยนทิ้งลุกไปจัดการคนไข้คนนั้นเอง

แบมแบมรีบทิ้งมีดก่อนจะมองมือตัวเองที่เพิ่งทำร้ายคนไข้ลงไป ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะแทงคนไข้จริงๆ..

พยาบาลสาวผลักร่างไร้ลมหายใจที่นอนทับบนตัวออก ร่างบางได้สติเข้าไปพยุงพยาบาลสาวที่ยังช็อกเอาไว้ เธอฉวยแขนแบมแบมไปกอด ตัวสั่นด้วยความกลัว

“เราต้องรีบออกจากที่นี่” ผู้ช่วยฮงเดินไปที่ประตูอีกครั้ง ชะโงกหน้าออกไปดูความปลอดภัย ก่อนจะสะดุ้งเฮือกแล้วก้าวถอยออกห่างจากประตูจนคนในห้องที่มองเขาอยู่สะดุ้งตาม

“อ่าว! ในห้องผ่าตัดยังเหลือหมออยู่เหรอครับ พวกคุณมีใครถูกกัดหรือเปล่า”

ประตูถูกเปิดกว้างด้วยฝีมือของทหารที่ถืออาวุธครบมือ ทหารหนุ่มยกปืนขึ้นถาม ทุกคนสะดุ้งอีกครั้ง ผู้ช่วยที่อยู่ใกล้ที่สุดเอ่ยตอบ

“เรามีหมอหนึ่งคนถูกกัดครับ” ผู้ช่วยหนุ่มพยักหน้าไปทางคนหมอปาร์คที่นอนบนตักของหมอหญิง  เธอกำลังพยายามห้ามเลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ของเพื่อนร่วมงาน

ทหารถอนหายใจแล้วลดปืนลง ทั้งสองผู้มาใหม่กวาดสายตามองคนในห้องและศพบนพื้นอีกสาม 

“รีบออกมาเร็วครับเราต้องอพยพและปิดตึกแล้ว สถานการณ์แย่เกินกว่าจะควบคุมได้ครับ ออกมาเร็ว!

หนึ่งในสองคนโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนตามเขาออกจากห้อง

“แล้วหมอปาร์คล่ะ เขาบาดเจ็บเราต้องช่วยเขาก่อนถึงจะออกไปได้” หมอหญิงหนึ่งเดียวยังกอดเพื่อนร่วมงานเอาไว้ ทุกคนลังเลเพราะไม่กล้าทิ้งเพื่อนไว้เหมือนกัน

“ใช่ครับ และเรายังมีคนไข้ที่เพิ่งผ่าตัดเสร็จอีกรายด้วย อยู่ด้านใน”

ทหารหนุ่มมองหน้าแบมแบมแล้วส่ายหน้า

“เราต้องตัดใจทิ้งคนไข้ของคุณไว้ในนี้ครับ เราไม่สามารถพาคนเจ็บที่ไม่ได้สติไปด้วยได้ เราไม่สามารถดูแลคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมถึงเพื่อนหมอของคุณด้วย เขาถูกกัดนั่นหมายความว่าไม่มีทางรอดแล้ว อีกไม่นานเขาจะติดเชื้อแล้วตาย จากนั้นก็ลุกมาไล่กัดคน ปล่อยเขาไว้อย่างนี้แหละ”

“คุณพูดอะไรน่ะ จะให้เราทิ้งคนไข้และเพื่อนเอาไว้อย่างนี้เหรอ?” แบมแบมหน้านิ่ว ไม่พอใจกับคำตอบของอีกฝ่าย

“ใช่ เราจะไปศูนย์อพยพนะครับที่นั่นไม่สามารถดูแลคนป่วยที่เพิ่งผ่าตัดได้”

ทหารหนุ่มมองหน้าแบมแบมด้วยสายตาจริงจัง แบมแบมถอนหายใจ คิดตามที่ทหารพูดมันก็จริง

คนป่วยที่ไม่รู้สึกตัวนั้นคือภาระ แต่แบมแบมก็อดเสียดายเวลาหลายชั่วโมงที่เขาและเพื่อนร่วมงานช่วยชีวิตเธอไม่ได้  

“พวกคุณฉลาดคงเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ส่วนเพื่อนคุณที่โดนกัดก็หมดหวังแล้ว ทำใจทิ้งเขาไว้เถอะครับ หรืออยากให้พวกผมช่วยก็ได้นะเพราะคุณช่วยเขาไม่ได้หรอก”

“ช่วย? คุณจะช่วยยังไง” แพทย์หญิงงุนงง ก่อนจะสะดุ้งสุดกายเมื่อนายทหารหนึ่งในสองที่เงียบมาตั้งแต่ปรากฏตัวหยิบมีดจากสายคาดที่เอวแทงศีรษะหมอปาร์คโดนไม่พูดอะไรเลยสักคำ

มือเรียวที่ประคองเพื่อนไว้สั่นระริก หมอสาวเงยหน้ามองคนทำด้วยน้ำตากลบตา

“คุณ..คุณทำอะไรลงไป!

หญิงสาวกรีดร้องออกมาอย่างรับไม่ได้ที่เพื่อนร่วมงานถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ทหารหนุ่มมองเธอด้วยสีหน้าและแววตาที่ไม่แสดงความรู้สึกอะไร

“ผมช่วยเขาต่างหาก ไปเถอะครับเรามีเวลาไม่มาก”

ทุกคนยืนอึ้งกับความเย็นชาของเขา

แบมแบมฉุดแขนเพื่อนสาวให้ลุกขึ้นทั้งที่เธอยังครองสติไม่อยู่

“ไปเถอะครับจีอา”

แบมแบมส่งต่อจีอาให้หมอยูดูแล หมอยูโอบไหล่หมอจีอาที่ร้องไห้เดินตามทหารผิวสองสีออกไป ตามด้วยทุกคน แบมแบมเดินรั้งท้ายไปกับนายทหารที่แทงหมอปาร์ค 

“นี่เรื่องอะไรกันคะ” พยาบาลสาวถามด้วยความกลัวขณะวิ่งตามทหารหนุ่มที่ยิงใส่คนที่มีอาการคลุ้มคลั่ง เขากำลังเคลียร์เส้นทางเพื่อพาคุณหมอและพยาบาลที่เหลือรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้

“โรคระบาดร้ายแรงจนเกินจะควบคุมครับ เราได้รับแจ้งจากหน่วยคัดกรองของที่นี่ว่ามีผู้ติดเชื้อและได้ส่งนักวิทยาศาสตร์มาหาสาเหตุเมื่อคืน แต่เกิดความผิดพลาดทำให้ผู้ติดเชื้อทำอันตรายนักวิทยาศาสตร์ของเรา แค่คืนเดียวที่นี่ก็มีแต่ผู้ติดเชื้อจนแยกไม่ออกแล้วว่าใครติดหรือไม่ติด พวกผมได้รับคำสั่งให้มากวาดล้างเพื่อยุติการแพร่ระบาด รวมทั้งค้นหาและช่วยเหลือบุคลากรสำคัญที่ยังเหลือรอดอยู่ออกไปให้”

“กวาดล้าง?!” หมอซออุทานด้วยความตกใจ ทุกคนมองหน้ากันทันที

“ใช่ครับ กวาดล้าง เราไม่อาจเสี่ยงให้มีผู้ติดเชื้อหลงเหลืออยู่ได้ และไม่มีเวลามาแยกคนไข้ธรรมดากับคนไข้ติดเชื้อแล้ว”

“อะไรนะ! พวกคุณทำอย่างนี้ได้ยังไง บางทีมันอาจจะมีทางรักษาก็ได้นะ โรคระบาดเพิ่งจะแพร่กระจายได้ไม่นานเรายังมีเวลาหาทางแก้ มันจำเป็นที่คุณต้องฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่ติดโรคเหรอ!!

หมอจีอารับไม่ได้กับการกระทำอันป่าเถื่อน ทหารพวกนี้กล้าฆ่าพลเมืองที่ไม่ได้ติดเชื้อด้วยเหรอ นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ!

“ถึงจะมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมไปสักหน่อยแต่เราก็จำเป็นนะหมอ ถ้าเราควบคุมการติดเชื้อไม่ได้ประเทศเราถึงกลียุคแน่ สายรักษาคนอย่างพวกคุณอาจจะมองว่าการกระทำของเราเลวร้าย แต่ที่ทำไปก็เพื่อช่วยเหลือทุกคนที่ยังมีทางรอด พวกผมก็ไม่อยากฆ่าใครหรอกน่า!

ทหารหนุ่มเถียงเธอขณะส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุด เขาชะโงกดูทางเดินที่ต้องเลี้ยวไปก่อนจะโบกมือให้ทุกคนตามเขาต่อไปเมื่อทางสะดวก มีเพียงเตียงคนไข้และรถเข็นที่ไม่ได้ถูกใช้งานขวางทาง

“บ้า..พวกคุณมันบ้า คนติดเชื้อพวกนั้นอาจจะรักษาได้ก็ได้นะ”

“หมอจะด่าอะไรก็ตามใจเถอะ ผมมาเพื่อหาคนที่ยังมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้ มันเป็นเรื่องธรรมชาตินะหมอ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด แต่คนอ่อนแอที่อยากจะอยู่รอดได้ก็ต้องมีประโยชน์”

“ไร้หัวใจจริงๆ อย่าบอกนะว่ารัฐบาลให้อำนาจชี้เป็นชี้ตายกับพวกทหารอย่างคุณหมดแล้ว”

“รัฐบาลและรัฐสภาล่มแล้วหมอไม่รู้เหรอ ประธานาธิบดีหลบหนีไปแล้ว ตอนนี้พวกนักการเมืองมันมอบอำนาจให้พวกผมแล้ว หรือว่าง่ายๆ ก็คือมันผลักภาระในการควบคุมสถานการณ์และการจัดการประชาชนให้เหล่าทหารและตำรวจหมดแล้วไง ไพ่ตายอย่างเดียวของเราคือศูนย์วิจัยและกองควบคุมโรคติดต่อที่ตั้งอยู่ทางใต้ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทุกคนที่เรามี เราส่งพวกเขาไปอยู่ที่นั่นหมดแล้ว เราอาจจะหาสาเหตุบ้าๆ นี่เจอสักวัน แต่ตอนนี้พวกผมทำได้แค่กำจัดผู้ติดเชื้อให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ยิ่งมีพวกติดเชื้อมากเท่าไรเรายิ่งสูญเสียกำลังพลและอาวุธ ทหารก็คนนะหมอ พลาดไปก็โดนพวกกัดแดกเรียบได้เหมือนกัน เราไม่ฆ่ามันมันก็ฆ่าเรา ถ้าพวกผมโดนกัดกันหมดใครจะปกป้องพวกคุณ”

ความจริงแสนโหดร้ายจากปากนายทหารทำให้ทุกคนเงียบลง หมอสาวเก็บกลั้นน้ำตาที่จะหยดไหลอีกรอบเอาไว้ เรื่องมันร้ายแรงและลุกลามไปเร็วมากจริงๆ

“สถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้างครับ”แบมแบมที่วิ่งรั้งท้ายตะโกนถามท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายหนีตายของผู้คนที่ไม่อยากตายและเสียงปืนที่รัวกระหน่ำทุกทิศทาง

เสียงหวีดร้องของผู้คนทำให้สะเทือนใจจนอยากจะยกมือขึ้นปิดหู..

“แย่มากครับหมอ คนปกติที่ถูกผู้ติดเชื้อกัด เท่าที่เราสังเกตดูก็มีแต่ตายเท่านั้น อยู่ที่จะตายไปเลยหรือจะตายแล้วกลายสภาพเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เที่ยวไล่ฆ่าคน สถานการณ์อันตรายมากเข้าขั้นวิกฤติตอนนี้มีแต่ผู้ติดเชื้อคลุ้มคลั่งเต็มเมืองไปหมด มันแพร่กระจายไปเร็วมากๆ จนเราควบคุมสถานการณ์ไม่ทัน  และสิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดอาจจะถึงขั้นต้องปิดตายเมืองทั้งเมืองแล้วย้ายไปที่อื่น เราให้ประชาชนอพยพไปที่ศูนย์อพยพตั้งแต่ตอนห้าโมงเช้าแล้วครับ การที่จะให้คนเข้าไปอาศัยในศูนย์ได้เราก็จำเป็นต้องคัดกรองโรคอีกครั้ง ประชาชนมีจำนวนมาก หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จึงเป็นคนสำคัญของเรา พวกผมต้องช่วยพวกคุณออกไปให้ได้”

“พลขับอย่าเพิ่งออกรถ เราพบพลเรือนหกคน ทั้งหมดไม่ถูกกัด”

ขณะที่ทหารคนหนึ่งตอบคำถามทุกคน คนที่อยู่ข้างแบมแบมก็วิทยุติดต่อกับพรรคพวกที่รออยู่ด้านนอก

พอได้ยินว่าเหตุการณ์ข้างนอกมันเลวร้ายมากแค่ไหนแบมแบมก็หยุดวิ่งตามทุกคนทันที เขาหันหลังกลับแล้ววิ่งไปอีกทาง

“หมอต้วน! หมอจะไปไหนคะ” พยาบาลสาวที่ไม่ได้ยินเสียงวิ่งตามหันไปเห็นเพียงแผ่นหลังของแบมแบม

“เดี๋ยวฉันตามไปเอง นายรีบพาทุกคนไปที่รถก่อน!” ทหารอีกนายตะโกนบอกเพื่อนที่วิ่งนำหน้าแล้วตามแบมแบมไป

แบมแบมวิ่งไปที่ห้องพักแพทย์ ก้าวข้ามซากศพที่นอนเกลื่อนขวางทาง คงเป็นฝีมือของทหารเพราะเขาเห็นร่องรอยกระสุนตามตัวคนพวกนี้  ร่างบางรีบไปที่โต๊ะทำงานของตน เปิดลิ้นชักเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือและไปเปิดตู้เพื่อหยิบกระเป๋า

“หมอวิ่งมาแบบนี้ไม่ได้นะครับมันอันตราย เราไม่ควรแตกกลุ่ม!

นายทหารตำหนิคุณหมอคนสวยที่จู่ๆ ก็หนีมา แบมแบมยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋า

“ผมจะไม่ไปที่ศูนย์อพยพจนกว่าจะแน่ใจว่าครอบครัวผมไม่อยู่ที่บ้านแล้ว”

แบมแบมคิดว่าในโชคร้ายก็มีโชคดีอยู่บ้างที่วันนี้เด็กๆ อยู่กับพ่อ ถ้าสองพี่น้องอยู่คอนโดเขากันตามลำพังหรือไปโรงเรียนคงอันตราย

“หมอจะบ้าเหรอ! ถึงหมอกลับบ้านไปหมอก็ไม่เจอใครแล้ว ตอนนี้มันเลยเวลาอพยพมาสองชั่วโมงแล้วครับ ป่านนี้ครอบครัวหมอคงอยู่ที่ศูนย์ใดศูนย์หนึ่ง หมอไปกับเราแล้วผมจะตามหาครอบครัวหมอให้”

“ถ้าผมไม่ใช่หมอคุณจะพยายามโน้มน้าวใจผมขนาดนี้ไหม”

“หมอ..มันไม่ใช่เวลามาทำตามใจตัวเองนะครับ เราต้องการคุณ”

“ครอบครัวผมก็ต้องการผมเหมือนกัน” แบมแบมสะพายกระเป๋าจะเดินออกจากห้อง แต่ทหารหนุ่มขยับขวางไม่ยินยอม

“ถอยไป” แบมแบมมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ

“คุณทำให้เราเสียเวลานะหมอ”

“ถ้าไม่อยากเสียเวลาคุณก็ถอยไปสิ!

“แค่ออกไปหน้าโรงพยาบาลคุณก็เอาชีวิตรอดไปไม่ได้แล้ว! ตอนนี้ทุกอย่างมันพังหมดแล้วเข้าใจบ้างสิ คุณก็ได้ยินแล้วนี่ว่าข้างนอกมันเลวร้าย คุณควรจะห่วงชีวิตตัวเองก่อนนะ”

แบมแบมไม่สนหรอกว่าผู้ชายตรงหน้าจะดูแคลนเขายังไง ในสายตาของทหาร หมอรูปร่างผอมบางอย่างเขามันคงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“คุณเป็นศัลยแพทย์ใช่ไหม”

“ใช่”

“หมอเฉพาะทางแบบนี้หายาก พวกเราต้องการคุณ”

“ศูนย์อพยพของคุณอยู่ที่ไหน”

“ห่างจากโรงพยาบาลไปประมาณสามสิบกิโลเมตรทางทิศเหนือ”

“ถ้าผมรอดผมจะไปช่วยคุณ”

แบมแบมตอบปัดขอไปทีทั้งที่ไม่คิดไปที่ศูนย์นั่นถ้ายังไม่เจอครอบครัว เขาต้องการกลับบ้านไปดูว่าทุกคนอพยพไปหรือยัง บางทีมาร์คและลูกอาจจะยังอยู่ที่บ้าน และหวังว่าพอไปถึงเขาจะไม่เห็น..ไม่เห็นทุกคนนอนเกลื่อนบนพื้นหรือกลายเป็นคนคลุ้มคลั่ง

“คุณต้องไปกับเรา”

เมื่อทหารยื่นมือจะมาจับแขนแบมแบมก็ปัดออกไป หนุ่มหล่อยกยิ้ม

“หมอจะบังคับผมจริงๆ ใช่ไหม”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นข้างไหนร่างบางก็ปัดออกไปได้ทุกครั้งจนทหารหนุ่มแปลกใจกับปฏิกิริยาที่เคลื่อนไหวรวดเร็วของคุณหมอคนสวย

เขาลองอีกครั้ง ยกมือขึ้นหลอกคุณหมอแล้วใช้อีกมือจับรั้งข้อมือเล็กไว้ได้ข้างหนึ่ง

“หมอแพ้ ผมไม่มีเวลาเล่นด้วยหรอกนะ เข้าใจบ้างสิว่าสถานการณ์เป็นยังไง”

แบมแบมพยายามสะบัดแขนออกแต่ร่างสูงจับไว้แน่น แบมแบมจึงกำหมัดชกไปที่ใบหน้าหล่อนั่นแต่ชายหนุ่มจับไว้ทัน

แบมแบมยกขาจะถีบแต่ร่างสูงก็หลบได้สบายๆ

“โอ้ สู้ไม่ถอยเหมือนกันนะหมอ ถ้าไม่ใช่สถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายผมคงจะนัดหมอไปดื่มกาแฟกันสักครั้ง”

“ปล่อยผมนะ!

“ผมปล่อยไม่ได้หรอกครับมันเป็นหน้าที่ คนสวยๆ อย่างหมอจะเป็นอาหารพวกกัดมันก็น่าเสียดายแย่ ไปช่วยผมเถอะแล้วผมจะตามหาพ่อแม่ให้”

ร่างสูงรวบตัวแบมแบมเอาไว้ทั้งที่ยังจับข้อมือทั้งสองไว้อยู่ แผ่นหลังแบมแบมปะทะกับเสื้อกันกระสุนที่เขาสวมใส่

แบมแบมหันมือที่ไขว้กันไว้ตรงหน้าอกออกไปด้านนอกแล้วลดแขนลงต่ำอย่างรวดเร็ว กระแทกศอกใส่ร่างสูงอย่างแรงจนทหารหนุ่มเซและคลายอ้อมกอด แบมแบมใช้จังหวะนั้นดีดตัวออกมาแล้วหมุนตัววาดขายกสูงขึ้นเตะไปที่ลำตัวของทหารอย่างแรงจนเขาล้ม

“ผมจะกลับบ้านไปหาลูกและสามีผมต่างหาก!

แบมแบมทิ้งท้ายไว้แล้วรีบวิ่งหนีไป ทหารหนุ่มยันกายลุกขึ้น หัวเราะกับตัวเอง

“มีลูกมีผัวแล้วเหรอวะ..ก็ขอให้หมอรอดไปถึงค่ายแล้วกันนะ”

ในเมื่อหมอคนสวยนั่นอยากจะฆ่าตัวตายนักเขาก็ไม่เสียเวลาตามแล้ว เขาออกไปถล่มไอ้พวกกัดนั่นดีกว่า!

 

 

 

แบมแบมสับสนและตื่นกลัวอยู่บ้างเมื่อต้องหลบออกจากตึกเพียงลำพัง ไม่มีเวลาแม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาพยายามหลบผู้คนเพื่อไปที่ลานจอดรถ

แบมแบมไม่ได้ขับรถมาโรงพยาบาลแต่เขามาลานจอดรถเพื่อหารถที่พอใช้ขับได้ ในสถานการณ์แบบนี้มีรถถูกจอดทิ้งไว้เยอะแยะ และคงไม่มีใครมากังวลว่ารถจะหายแล้ว

ร่างบางวิ่งไปยังรถที่เปิดประตูอ้าอยู่ ไม่ต้องเสี่ยงงัดรถให้เกิดเสียงสัญญาณเตือนกันขโมย

คุณหมอสะดุ้งเฮือกเมื่อภายในรถมีผู้ชายที่แขนขาดรุ่งริ่ง และเนื้อตัวมีแต่รอยเหวอะหวะเหมือนโดนกัดแทะนั่งอยู่

หมอหนุ่มถอยหลังกรูดเมื่อชายคนนั้นลงจากรถเดินตัวเอียงมาทางตน สะดุ้งสุดตัวเมื่อถอยจนชนเสาปูนด้านหลัง จังหวะเดียวกับที่ชายคนนั้นพุ่งตัวเข้าหา

แบมแบมก้มหลบ คนที่จะเข้ามาทำร้ายชนเสาเสียเอง แบมแบมรีบใช้โอกาสนั้นวิ่งไปที่รถ ทันทีที่ปิดประตูรถได้ร่างนั้นก็วิ่งมากระแทกประตูรถพอดี

“ขอยืมหน่อยละกันนะผมรีบ”

 

 

 

 

            ตลอดทางแบมแบมเห็นแต่ความโกลาหลวุ่นวาย รถติดยาวจนรถของเขาไม่สามารถขยับไปไหนได้ ทุกคนต่างต้องการไปให้ถึงศูนย์อพยพ ขนาดให้อพยพตั้งแต่ห้าโมง จนบ่ายแล้วก็ยังมีคนติดค้างอยู่กลางทาง จำนวนคนมีมหาศาลเกินไป

โลกที่เคยสงบสุขกำลังเปลี่ยนไป..เปลี่ยนมากจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดหายนะร้ายแรงแบบนี้ขึ้นจริงๆ

แบมแบมภาวนาให้คนที่รักยังปลอดภัย ใช้เวลาที่รอรถขยับเคลื่อนไปข้างหน้าพยายามโทรหาลูกและเปิดหาคลื่นวิทยุที่ยังรายงานสถานการณ์ฉุกเฉิน

            ร่างบางเพียรโทรหาอเล็กซิสเป็นสิบครั้งแต่ไม่สามารถติดต่อได้เลย เขาสลับโทรเบอร์ของมาร์คแต่ก็ไม่ติดเช่นกัน คงมีคนใช้พร้อมกันจำนวนมากจนเครือข่ายล่ม หรือไม่บางทีโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้แล้ว

            “ทำไมติดต่อไม่ได้นะ สัญญาณโทรศัพท์ใช้ไม่ได้แล้วหรือไง วิทยุยังใช้ได้อยู่เลย” แบมแบมทุบพวงมาลัยด้วยความกระวนกระวายเป็นห่วงลูกทั้งสองคน

            “คุณ! คุณลงมาเร็ว!!” แบมแบมสะดุ้งเฮือกเมื่อมีคนมาเคาะกระจกอย่างแรง กดลดกระจกลงโดยไม่ยอมเปิดประตู

“มีอะไรเหรอครับ”แบมแบมถามชายแปลกหน้าวัยกลางคน

“ข้างหน้าเขาบอกมาว่าถนนถูกปิดแล้ว เราต้องลงจากรถแล้วเดินไปที่ศูนย์อพยพ พวกมันกำลังมา!

“พวกมัน?”

“ไม่มีเวลาแล้ว ทิ้งรถเลย!” ชายคนนั้นบอกแบมแบมแล้วผละจากไปบอกคันอื่นๆ หลายคนลงจากรถด้วยความงุนงงสับสน แบมแบมได้ยินเสียงตะโกนถามไถ่พูดคุยกันไปทั่วบริเวณ

แบมแบมหยิบโทรศัพท์มือถือดูเวลา คำนวณระยะทางจากถนนเส้นนี้ไปบ้านของมาร์ค

แบมแบมตัดสินใจทิ้งรถแล้ววิ่งกลับบ้าน สวนทางกับผู้คนที่เคลื่อนไปข้างหน้า เขากระชับกระเป๋าสะพายแล้ววิ่งสุดฝีเท้า

คุณหมอหนุ่มได้ยินหลายคนร้องเรียกบอกเขาไปผิดทางแต่ไม่สนใจ เขาอยากไปหาลูกไม่ใช่ไปศูนย์อพยพนั่น

แต่แม้ใจจะไปถึงบ้านแล้วก็เกิดอุปสรรคใหญ่ขวางหน้า ถนนหลักมีแต่ผู้ติดเชื้อเต็มถนนไปหมด แบมแบมค่อยๆ ถอยหลัง สายตาจับจ้องไปที่ผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า

ในสายตาของคนที่คลุกคลีกับคนเจ็บมาเป็นสิบปี จากบาดแผลฉกรรจ์ บ้างแขนขาด แขนห้อยหลุด บ้างขาเจ็บจนเดินกระเผลก บ้างผิวเนื้อหลุดร่อนออกเป็นชิ้นไม่ว่าจะตามใบหน้าหรือลำตัว อีกทั้งบางคนยังมีอวัยวะภายในไหลออกมาอย่างน่าสยดสยอง ผู้ติดเชื้อเหล่านั้นตายไปแล้วจริงๆ

คนตายฟื้นคืนชีพ..ถ้านี่คือฝันร้ายแบมแบมก็อยากให้ตัวเองตื่นโดยเร็ว

ร่างบางลัดเลาะไปตามสวนสาธารณะที่คิดว่าจะมีผู้ติดเชื้อจำนวนน้อยกว่าบนถนน ระหว่างทางก็คอยมองหาอาวุธที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้บ้าง

เขาเจอท่อนไม้ขนาดเหมาะมือและคิดว่าดีที่สุดเท่าที่หาได้แล้วเอาติดตัวไปด้วย

ทำไมคนที่ปกติเหมือนเขาถึงหายากเหลือเกิน หรือเพราะทุกคนหนีไปกันหมดแล้ว

แบมแบมหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ติดเชื้อโดยตรงเพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาตัวรอดได้โดยไม้ท่อนเดียวได้หรือเปล่า

การต้องคอยหลบผู้ติดเชื้อเพื่อเลี่ยงการปะทะ ทำให้แบมแบมมาถึงหน้าหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ก่อนจะแยกบ้านกับสามีช้าไปกว่าครึ่งชั่วโมงจากที่คำนวณไว้ในใจ

แบมแบมยืนอึ้งกับภาพเบื้องหน้า ถนนภายในหมู่บ้านเกลื่อนกลาดไปด้วยศพที่นอนแน่นิ่ง และมีหลายคนที่เดินโงนเงนอย่างเชื่องช้าไปมามองแล้วน่าขนลุก

กระทั่งแบมแบมเห็นคนเจ็บมามากมาย ยังอยากจะอาเจียนกับสภาพศพของหนึ่งในเพื่อนบ้านที่เหลือเพียงร่างกายครึ่งบน สมองกระจัดกระจาย

บ้านของมาร์คตั้งอยู่เกือบท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ การจะไปถึงบ้านโดยผ่านผู้ติดเชื้อที่เคยเป็นเพื่อนบ้านกันนับสิบคนเป็นเรื่องเสี่ยง และท่อนไม้ที่หามาไม่น่าจะช่วยอะไรได้

“โอ๊ยตาย..ไม่มีอะไรที่ใช้ได้เลยเหรอ”

แบมแบมมองรอบกายอย่างสิ้นหวังเมื่อหาของป้องกันตัวอย่างอื่นไม่ได้ แอบหลบอยู่หลังถังขยะพยายามกวาดสายตาดูว่าคนที่เดินไปมาใช่มาร์คและลูกของตัวเองบ้างหรือเปล่า พอมั่นใจว่าคนที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่ครอบครัวตัวเองก็ค่อยๆ เดินออกจากหลังถังขยะ

หมอหนุ่มพยายามเดินเลี่ยงให้เงียบที่สุด แต่เพราะเขาเป็นเนื้อสดก้อนเดียวในบริเวณนี้ ผู้ติดเชื้อคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดจึงค่อยๆ เดินมาทางเขาช้าๆ

แบมแบมพยายามตั้งสติแล้ววิ่งแทนที่จะสู้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดผิดมหันต์ ทันทีที่เขาเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ร่างนั้นก็เดินเร็วขึ้นเช่นกัน

“คุณแฮรันเราเป็นเพื่อนกันนะ คุณจะกัดผมจริงๆ เหรอเนี่ย!

หญิงสาวที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เขาแต่งงานและย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว เธออ้าปากส่งเสียงคำรามในลำคอชวนขวัญผวาแล้วไล่ตามแบมแบมมา

โชคร้ายกว่านั้นคือทุกคนก็หันมาไล่ตามเขาหมด!

แม้คนที่ติดเชื้อจะเดินโซซัดโซเซแต่บางคนกลับเคลื่อนไหวได้เร็วอย่างน่าตกใจ  

“ถ้าวิ่งตามไปจนถึงที่บ้าน ถึงเราจะเข้าบ้านได้ก็คงออกมาไม่ได้อีกแน่ๆ”

แบมแบมบ่นพึมพำกับตัวเองคิดหาทางรอดอย่างร้อนรน ใครเจอผู้ติดเชื้อวิ่งตามเป็นสิบก็ต้องสติแตกกันทั้งนั้น

แบมแบมตัดสินใจวิ่งลัดสนามหญ้าเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่งทางซ้ายมือ บ้านหลังนี้ก็คือบ้านของคุณแฮรันที่ตามเขาอยู่นี่ล่ะ

ร่างบางรีบปิดประตูบ้านแล้วลงล็อกทันฉิวเฉียด เหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก เขาหันรีหันขวาง ก่อนจะไปลากอาร์มแชร์และโต๊ะไม้วางโทรศัพท์มากั้นประตูเอาไว้อีกชั้น

ของแค่นี้คงพอจะกันพวกติดเชื้อด้านนอกได้ไม่นาน แต่แบมแบมไม่มีแรงจะลากโซฟาตัวใหญ่มากั้นขวางได้ด้วยตัวคนเดียว

ร่างบางหอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยทรุดลงนั่งกับพื้น เหนื่อยจนเหมือนปอดจะหลุดออกมา สองมือนวดซี่โครงเพราะจุกเสียดและเจ็บแปลบ ร่างกายเขากำลังประท้วงว่าเหนื่อยเกินไปจากการวิ่งมาหลายกิโลเมตรตั้งแต่ถนนมาถึงหมู่บ้าน แล้วยังต้องหนีเพื่อนบ้านมากมายนั้นอีก ผสมกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานหลายชั่วโมงติดกัน ทุกอย่างมันทำให้แบมแบมอยากจะสลบไปตอนนี้เลย

แบมแบมพยายามไม่สนใจเสียงทุบประตูจากด้านนอกของเหล่าเพื่อนบ้านที่เปลี่ยนไปแม้จะรู้สึกสยองมากก็เถอะ

แฮ่..

เสียงที่คุ้นหูเพราะได้ยินมาตลอดทางดังขึ้นจากด้านหลัง แบมแบมขนลุกชันไปทั้งตัว

โธ่เอ๊ย ยังไม่ทันจะพักหายใจได้เต็มปอดเลยนะ!

แบมแบมค่อยๆ หันไปมอง

“จินกุก..” ตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับลูกชายเดินโซเซตรงมาทางเขา ตากลมที่เคยสุกใสบัดนี้แดงก่ำ

จินกุกก็ติดเชื้อเหรอ..

“จินกุกนี่น้าเอง..น้าแบมแบมไง” แบมแบมลุกขึ้นยืนพยายามพูดกับเด็กน้อย จะให้เขาทำร้ายเด็กคนนี้เหรอ เขาทำไม่ได้หรอก

แต่จินกุกไม่ใช่เด็กน้อยน่ารักคนเดิมอีกแล้ว เมื่อติดเชื้อเขาก็กลายสภาพและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แม้แบมแบมจะเป็นคุณแม่ใจดีของเพื่อนสนิทแต่เขาก็จำไม่ได้..

ไม่มีคุณแม่ของออสตินอีกต่อไป มีแต่ อาหาร เท่านั้น

แบมแบมยืนนิ่งดูท่าทีของเด็กน้อย เขาลืมคิดไปสนิทว่าถ้าแฮรันติดเชื้อแล้วจินกุกจะรอดไปได้ยังไง

เด็กน้อยเคลื่อนที่เร็วขึ้นเพื่อโถมตัวเข้าใส่แบมแบม แต่แบมแบมนั้นระวังอยู่แล้วจึงยึดไหล่ทั้งสองของเพื่อนลูกชายไว้แน่น

ต่อให้พูดอะไรไปตอนนี้จินกุกก็ไม่สามารถรับรู้ได้อีกแล้ว

แบมแบมใช้แรงเท่าที่มีดันจินกุกไว้ เขาไม่กล้าทำร้ายเด็กคนนี้ เขาทำไม่ได้จริงๆ

จินกุกอ้าปากกว้างพยายามจะกัดแขนแบมแบมแต่ไม่สามารถทำได้เพราะถูกจับตัวไว้ แบมแบมพยายามลากเด็กน้อยที่สะบัดตัวไปมาอย่างรุนแรงเพื่อให้หลุดจากมือเขาไปที่ห้องน้ำชั้นล่าง บ้านทุกหลังของที่นี่ออกแบบเหมือนกัน แบมแบมจึงรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน

แบมแบมจัดการขังจินกุกไว้ในห้องน้ำและคิดว่าเขาเองควรจะรีบออกจากบ้านหลังนี้สักที ระหว่างที่ผู้ติดเชื้อทุกคนยังรวมกันอยู่หน้าประตูและพยายามจะเข้ามาในนี้ ทางไปบ้านมาร์คน่าจะสะดวกแล้ว

แบมแบมเดินไปเปิดประตูหลังบ้าน ชะโงกหน้าออกไปสำรวจดูว่าทางปลอดภัยหรือเปล่า เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติก็รีบออกวิ่งทันที

หมอหนุ่มวิ่งไปทางหลังบ้านของแต่ละหลังที่ไม่มีรั้วกั้นจนในที่สุดก็ถึงบ้านของตัวเองอย่างปลอดภัย

รถยนต์ไม่อยู่แต่แบมแบมยังไม่มั่นใจว่ามาร์คจะพาลูกไปที่ศูนย์อพยพหรือเปล่า

ร่างบางเดินสำรวจรอบบ้านก่อนเพื่อให้มั่นใจว่ามาร์คและเด็กๆ ไม่ได้มีสภาพเหมือนคนอื่น

แบมแบมผงะเมื่อเดินเข้าไปในครัวแล้วเจอแอร์โฮสเตสสาวเพื่อนบ้านหลังข้างๆ นอนอยู่บนโต๊ะกินข้าว อาหารที่ยังทานไม่หมดวางค้างอยู่บนโต๊ะ

มีผู้ติดเชื้อเข้ามาในบ้านทั้งสามคนคงไม่เป็นไรหรอกนะ

แบมแบมรีบออกจากห้องครัวไปดูในห้องน้ำ ก่อนจะวิ่งขึ้นไปดูที่ชั้นสอง เปิดดูทุกห้องรวมไปถึงตู้เสื้อผ้า

มาร์ค อเล็กซิส และออสติน ไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว

แบมแบมโล่งใจที่ลูกและมาร์คหนีไปได้ แต่ยังห่วงและกังวลเพราะไม่รู้ว่าสามพ่อลูกไปอยู่ที่ไหนกัน

แบมแบมลากร่างไร้ชีวิตของเพื่อนลูกสาวไปไว้ในห้องทำงานของมาร์ค จากนั้นก็กลับมาที่ห้องอเล็กซิสอีกครั้ง เดินไปนั่งที่โซฟาสีขาวเอนกายพิงพนัก ยกมือปิดหน้าด้วยความกังวล ในสถานการณ์ที่อันตรายมีอยู่ทุกพื้นที่การแยกกันอย่างนี้ยิ่งทวีความน่าเป็นห่วงขึ้นไม่รู้กี่ร้อยเท่า

ตอนนี้ทุกคนจะอยู่ที่ไหน จะติดค้างที่ถนนสายไหนหรือเปล่า หรือว่าโชคดีไปถึงศูนย์อพยพแล้ว

แต่ถ้าคิดในมุมของมาร์ค..มาร์คไม่น่าจะพาลูกไปในที่ที่แออัดอย่างนั้นหรอก คนยิ่งเยอะความเสี่ยงยิ่งมาก ในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากอาศัยอยู่จะรู้ได้ยังไงว่าใครป่วยหรือไม่ป่วย แม้จะมีหมอคอยคัดกรองแต่ใช่ว่าจะช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

มาร์คอาจจะพาลูกไปที่ไหนสักแห่ง ไปทางที่ไม่ใช่ถนนสายหลัก อาจจะไปบ้านปู่กับย่าของเด็กๆ ก่อนแล้วหาหนทางเดินทางต่อ ไปกันโดยไม่มีเขา..

ความกลัวที่ว่าต้องอยู่เพียงลำพังนั้นเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายมาก เขาจะไปตามหาลูกได้ที่ไหน ไม่รู้เลยว่าเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งไหม..

หรือทั้งสามคนจะไปที่ศูนย์อพยพนั่นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นไปศูนย์ไหนล่ะ ถ้าเขายอมตามทหารคนนั้นไปมันอาจจะดีกว่านี้หรือเปล่า

“ไม่ได้นะแบม แกต้องตั้งสติสิ” แบมแบมตบหน้าตัวเองแรงๆ ให้เลิกคิดเรื่องเลวร้ายสักที

ตอนนี้เขาไม่มีแรงจะทำอะไรอีกแล้ว เขาควรพักผ่อนเพื่อให้มีแรงออกไปตามหาลูก นอนและกินให้เต็มที่นั่นล่ะคือสิ่งที่ควรทำ เพราะถ้าออกจากบ้านไปเวลานี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาออสตินและอเล็กซิสที่ไหน ถ้ามีแรงและเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้เขาจะเอาตัวรอดได้ เมื่อรอดชีวิตนั่นหมายความว่ายังมีความหวังที่จะได้เจอทุกคนอีกครั้ง

แบมแบมลงไปชั้นล่างเพื่อปิดบ้านให้แน่นหนาปลอดภัยก่อนจะกลับมาที่ห้องลูกสาว ทิ้งตัวนอนบนเตียงของลูกแล้วหลับไปอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อยล้า

 

 

 

 

ร่างบางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แบมแบมนอนมองเพดานห้องลูกสาวอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่เหมือนฝันร้ายนั่นขึ้นมาได้

โลกที่เต็มไปด้วยผู้คนบ้าคลั่งจากการติดเชื้อ

แต่ถึงอยากจะให้เป็นฝันร้ายแค่ไหนแบมแบมก็ต้องทำใจยอมรับความจริงเพราะนอนอยู่บนเตียงนานเกินครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่ได้ยินเสียงลูก ไม่มีเพลงโปรดของอเล็กซิสหรือเสียงการ์ตูนที่ออสตินชอบดู

และสิ่งที่ตอกย้ำว่าทั้งหมดที่เจอเป็นความจริงคือเขาสามารถเข้ามานอนในห้องของอเล็กซิสได้  นอนอยู่ในบ้านของมาร์คซึ่งถ้ามาร์คยังอยู่ที่นี่จะไม่มีทางยอมให้เขาเข้ามา

 จะว่าเป็นเพียงบ้านของมาร์คคนเดียวก็ไม่ถูก บ้านนี้มีเงินของแบมแบมครึ่งหนึ่ง ในวันที่ตัดสินใจว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกันเราคิดว่าจะอยู่กันไปได้จนแก่เฒ่าหรือตายจากกัน แต่ชีวิตมันยากกว่านั้น การที่ทนอยู่ด้วยกันสิคือความทรมานยิ่งกว่าตายจากกันจริงๆ แบมแบมไม่สนว่าบ้านหรูหลังนี้จะราคาเท่าไร แต่เขายอมยกบ้านหลังนี้ให้มาร์คไปแล้วไปซื้อคอนโดใกล้โรงพยาบาลอยู่เอง

แบมแบมลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้าของลูกสาวแทนที่จะเดินไปห้องนอนของมาร์คที่เคยเป็นห้องของเขาด้วย ไปห้องนั้นก็ไม่มีประโยชน์ เสื้อผ้าและข้าวของของเขาน่ะมาร์คให้ขนไปไว้ที่คอนโดหมดแล้วทุกชิ้น ขนาดลืมเสื้อยืดไว้แค่ตัวเดียวมาร์คยังฝากอเล็กซิสเอาไปให้ ไม่รู้ควรจะถือเป็นบุญคุณหรือเปล่าที่มาร์คไม่เอาของของเขาไปเผาทิ้ง

แบมแบมอาบน้ำเสร็จก็มานั่งบนเตียงแล้วพยายามโทรหาลูกกับมาร์คอีกครั้ง พยายามโทรหาญาติๆ ด้วย แต่ไม่สามารถติดต่อหาใครได้เลย

เมื่อความพยายามกว่าหนึ่งชั่วโมงไร้ผล ร่างบางก็กอดเข่าอย่างสิ้นหวัง น้ำตารื้น

เขาอยากรู้ว่าอเล็กซิสและออสตินจะปลอดภัยไหม ออสตินเป็นเด็กขี้กลัวและตกใจง่าย ถ้าเจอผู้ติดเชื้อแกจะทำยังไง ไม่มีเขาอยู่ด้วยเด็กๆ จะเชื่อฟังพ่อหรือเปล่า  

  แบมแบมหลับตาแน่น ตั้งสติ ยกมือเช็ดน้ำตา ร้องไห้ไปก็ไม่มีทางได้เจอลูก ถ้าอยากเจอลูกก็ต้องออกไปตามหา และเขาต้องเตรียมตัวอีกหลายอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอดจนกว่าจะได้เจอลูกๆ อีกครั้ง

คุณหมอลุกจากเตียงไปเปิดตู้เสื้อผ้าของลูกสาวอีกครั้งเพื่อหาเสื้อผ้าใส่ เขาไม่ใส่เสื้อของมาร์คหรอก เผื่อตอนหากันเจอเดี๋ยวจะโดนผู้ชายคนนั้นค่อนแคะเอาอีก

ถึงโลกจะเปลี่ยนไปแล้วแต่ความรู้สึกมาร์คไม่เปลี่ยนไปหรอก และคงไม่นึกห่วงเขาด้วยซ้ำไป

แบมแบมสวมกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้มและเสื้อยืดสีดำสกรีนตัวหนังสือสีขาวตัวใหญ่กว่าไซส์ปกติของอเล็กซิส เขาจำได้ว่าไม่นานนี้อเล็กซิสบ้าเพลงฮิปฮอปและชอบแต่งตัวแนวๆ นี้ มันเป็นชุดที่เรียบที่สุดในตู้ของอเล็กซิส

โชคดีที่อเล็กซิสรูปร่างพอๆ กับแม่ด้วย

ร่างบางเจอแจ็กเกตแขนยาวสีกรมท่ามีฮู้ดหนึ่งตัวและหมวกสแนปแบคสีเทาอีกใบ เสื้อนอกตัวนี้มีประโยชน์ทั้งกันแดดกันหนาว เขาไม่รู้ว่าออกไปข้างนอกจะเจออะไรบ้าง ใส่ติดตัวไว้ก็แล้วกัน

กระเป๋าของอเล็กซิสที่เหลือมีเพียงเป้ใบเล็กที่ใส่อะไรไม่ได้มากแต่แบมแบมก็เอามันมาใช้แก้ขัดก่อน ของจำเป็นในห้องชั้นบนไม่เหลือแล้ว มาร์คเก็บไปหมดแล้วล่ะรวมถึงปืนพกด้วย

จะหาของก็ต้องหาในห้องนอนมาร์คด้วยแต่ที่ซ่อนปืนที่เขาเคยรู้มันไม่มีปืนเก็บอยู่แล้ว

มาร์คเอาไปด้วยก็ดีแล้วล่ะเพราะเขาต้องดูแลอเล็กซิสและออสตินด้วย 

แบมแบมสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวดำของลูกสาวแล้วเดินลงไปชั้นล่าง คล้องสายที่ห้อยบัตรประจำตัวแพทย์แล้วรูดซิปเสื้อแจ็คเกตขึ้นเพื่อปกปิดบัตรเอาไว้  

คุณหมออุ้มเพื่อนบ้านสาวจากห้องครัวไปไว้ในห้องนั่งเล่น จากนั้นไปห้องครัวอีกครั้ง เปิดตู้เย็นและตู้เก็บอาหารเหนืออ่างล้างจานเพื่อดูว่ามีอะไรเหลือบ้าง

แบมแบมยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าข้าวของในตู้เก็บอาหารไม่มีอะไรเหลือแล้ว มาร์คคงเอาติดไปเผื่อไว้ให้ลูกกิน

            พอคิดแบบนั้นแบมแบมก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา เขาบีบที่หัวตา กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ร้องไห้

ต้องเจอแน่ๆ ต้องได้เจอกันอีกแน่นอน..

แบมแบมทำอาหารสดที่มีอยู่ในตู้เย็นกิน เมื่อกินจนอิ่มแบมแบมก็เลือกมีดที่พอจะใช้ได้และพกพาง่ายเอาไว้ป้องกันตัว จากนั้นก็เดินไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อเปิดทีวี เผื่อจะยังมีการออกอากาศอะไรบ้าง

ทุกสถานีไม่มีอะไรเลย ไม่มีข่าว ไม่มีรายการ คงเพราะไม่มีใครเหลือทำงานแล้วล่ะมั้ง

แบมแบมปิดทีวีแล้วนั่งลงที่โซฟา ยกขาขึ้นชันเข่า กดโทรศัพท์หาทุกคนอีกครั้ง

เขาจะลองโทรอีกแค่ครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ได้เรื่องเขาจะออกไปตามหาลูกข้างนอกแล้ว ถึงรถยนต์ไม่อยู่แต่มอเตอร์ไซค์ของอเล็กซิสก็ยังอยู่ มาร์คยึดรถลูกไว้เพื่อให้ลูกอยากมาอยู่บ้านตัวเองบ้าง

แบมแบมถอนหายใจอย่างท้อแท้เมื่อติดต่อหาลูกไม่ได้สักที ข้อความในแชทก็ใช้ไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เนต ขณะที่จะยอมแพ้สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องข้อความธรรมดาเข้า

+เรากำลังจะไปรับแม่ที่โรงพยาบาลนะคะ+

แบมแบมอ่านข้อความด้วยความตกใจ ไป..โรงพยาบาลอย่างนั้นเหรอ?!

“ไปกันตอนไหนน่ะ”

แบมแบมรีบเปิดอ่านข้อความต่อไปทันที มาร์คและลูกคงไม่รอเขาอยู่ภายในโรงพยาบาลจนติดเชื้อหรือไม่ก็โดนทหารทำร้ายไปแล้วหรอกนะ!

+แม่คะเรามาถึงที่โรงพยาบาลแล้วแต่ทหารไม่ให้เข้า มันเป็นพื้นที่อันตรายและมีการติดเชื้อ พวกเขาบอกว่าจะอพยพหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคนไปที่ศูนย์ให้เราไปที่นั่น ถ้าแม่ปลอดภัยตอบกลับทันทีเลยนะ+

+ไปเจอกันที่บ้านคุณปู่นะคะ พ่อเปลี่ยนใจไม่ไปศูนย์อพยพเพราะคนเยอะเกินไป+

+แม่คะอยู่ไหน ได้โปรดตอบที+

+เราจะไปบ้านคุณปู่ ไม่รู้ว่าที่นั่นจะปลอดภัยไหมแต่เราจะอยู่บ้านคุณปู่หนึ่งวันนะคะ เราจะรอแม่ที่นั่น รักแม่นะคะ+

แบมแบมอ่านข้อความสุดท้ายของลูกแล้วเหมือนใจจะขาด..

เขามันโง่พลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย

เขาน่าจะเปิดข้อความดูตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล ไม่อย่างนั้นเขาคงตามลูกทัน

มันสายเกินไป วันที่ในโทรศัพท์มันบอกให้เขารู้ว่า..เขานอนหลับไปหนึ่งวันและหนึ่งคืนเต็มมันเกินเวลาหนึ่งวันที่อเล็กซิสบอกแล้ว ถ้าเลยเวลาแล้วมาร์คจะพาลูกไปที่ไหนต่อหรือเปล่า

ไม่หรอกต้องทันสิ! เลยเวลามาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง บางทีถ้ายังไม่มีทางไปและบ้านของคุณพ่อยังอยู่ได้ มาร์คอาจจะยังไม่รีบพาลูกไปไหน

นี่ไม่ใช่เวลามานั่งท้อหรือเสียใจ เรื่องที่ผ่านไปแล้วมันก็ผ่านเลย สิ่งที่ต้องทำจากนี้ต่างหากที่สำคัญกว่า

แบมแบมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแจ็คเกต สะพายเป้ สวมหมวกสแนปแบคและดึงฮู้ดคลุมทับหมวก เดินไปทางประตูหลังบ้าน

ร่างบางค้นหาของที่พอใช้เป็นอาวุธได้จากกล่องเก็บเครื่องมือภายในโรงรถ คิดว่าอะไรที่ใช้ได้ก็เก็บใส่กระเป๋าหมด

ตอนนี้เขาก็มีจุดหมายแล้ว ดีกว่าไม่ได้รู้เลยว่าลูกไปอยู่ที่ไหน

            ไม่ว่าลูกจะไปรอที่ไหนเขาจะต้องตามหาพวกแกให้เจอ

 

 

 

 

            “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยผมที!!

            เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมอปลายร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงเต็มทน พยายามวิ่งหนีผู้ติดเชื้อทั้งที่ขาขวาได้รับบาดเจ็บ

            ความเร็วของเขาลดลงเพราะความเหนื่อยล้า แม้จะอยากถอดใจแต่ความรักตัวกลัวตายยังมีอยู่ เขากลัวจะได้เจอกับความเจ็บปวดทรมานยามที่ร่างกายถูกฉีกกระชากกัดกินเหมือนเศษเนื้อไร้ค่าอย่างที่เพื่อนๆ ในโรงเรียนเขาโดน

            “โอ๊ย!” เด็กหนุ่มล้มคว่ำไปกับพื้นถนนเมื่อความเจ็บแปลบที่ขากำเริบอีกครั้งทั้งที่กัดฟันทนมาได้ตั้งนาน เขากระถดกายหนีพี่ชายพนักงานส่งของที่กรามหลุดหายไปซีกหนึ่ง เลือดในปากหยดเป็นทางยิ่งดูน่าสยอง

“ฮือ..ใครก็ได้ช่วยด้วย”

ร่างสูงกลัวมากจนน้ำตาไหล ตั้งแต่เรื่องเวรนี่เกิดขึ้นเขาต้องเจอกับเหตุการณ์คล้ายกันนี้มาตลอดสองวัน ทุกครั้งขาไม่เจ็บก็ยังพอจะหลบหนีซ่อนตัวเอาชีวิตรอดได้ แต่เขาคงจะหนีมาได้เท่านี้เอง

“อย่าเข้ามานะ!” เด็กหนุ่มคว้าของบนพื้นใกล้มือปาใส่พนักงานออฟฟิศสาวที่แขนห้อยร่องแร่งเกือบขาดแต่มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

เสียงคำรามในลำคอเขย่าขวัญคนฟังให้สติแตกกระเจิง หนุ่มมอปลายคว่ำถังขยะเพื่อสกัดผู้ติดเชื้อซื้อเวลาเพียงน้อยนิด

ตอนแรกเขาก็อยากจะตายตามพ่อแม่ไปแต่เขามันขี้ขลาด สุดท้ายเขาก็ยังไม่อยากตายตอนนี้ ถึงจะรู้ว่าไม่สามารถมีชีวิตรอดบนโลกเฮงซวยนี่ไปได้ตลอดก็เถอะ แต่อยากจะยื้อให้นานกว่านี้

 

 

 

เสียงร้องขอความช่วยเหลือทำให้แบมแบมต้องหยุดรถ เงี่ยหูฟังเสียงว่ามาจากไหน แถวนี้ใช่ว่าจะปลอดภัย เสียงนั่นต้องการจะเรียกพวกติดเชื้อให้ไปหามากขึ้นหรือไง

            แบมแบมลงจากรถมอเตอร์ไซค์ ค่อยๆ เดินไปทางตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่งที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือนั่น หยิบมีดในกระเป๋ามาถือไว้มั่นเพื่อเตรียมพร้อม

            “อ๊ะ!” เด็กหนุ่มร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นคนแปลกหน้าสวมเสื้อสีกรมท่าเดินเข้ามาในตรอก เขายกเท้าถีบพวกกัดที่จะโถมเข้าใส่ออกไปแล้วกระเสือกกระสนหนีจนจะติดกำแพงทางตันด้านหลังอยู่แล้ว

            แบมแบมยกนิ้วแตะริมฝีปากเพื่อบอกให้เด็กหนุ่มเงียบ ก้าวอย่างเงียบเชียบไปด้านหลังของพวกกัดชายก่อน มือเรียวจับต้นคอพนักงานส่งของไว้มือหนึ่งแล้วแทงที่ศีรษะของเขาอย่างแรง เมื่อกระชากมีดออกพนักงานหนุ่มก็ร่วงลงกับพื้น เมื่อมีเสียงหันเหความสนใจพนักงานสาวก็หันมาทางแบมแบม ร่างบางแทงสวนเข้าที่ตาขวาของเธอก่อนเธอจะเอื้อมมือคว้าตัวเขาได้

            “ขะ..ขอบคุณครับ” ในขณะที่เขากลัวจนทำอะไรไม่ถูกแต่พี่ชายคนนี้ไม่มีความกลัวให้เห็นเลยสักนิด สุดยอดเลย!

            “แค่สองตัวสู้ไม่ได้เหรอ ” แบมแบมมองชุดนักเรียนของอีกฝ่าย โรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนของอเล็กซิสนี่นา

“ผม..ผมกลัวครับ ละ..แล้วผมก็ไม่มีอาวุธด้วย”

“ขาไปโดนอะไรมา โดนผู้ติดเชื้อกัดหรือเปล่า?” ร่างบางย่อกายลงนั่งยอง เอียงคอมองขากางเกงสีเข้มที่เปื้อนเลือด เขาดึงชายกางเกงขายาวขึ้น มองบาดแผลบริเวณน่องที่ยาวลงมาเกือบถึงข้อเท้า

“เปล่าครับ ผมได้แผลมาตอนหนีพวกคนประหลาด ระหว่างหนีก็ไม่รู้ว่าโดนอะไรเหมือนกัน คงเป็นเหล็กรั้วหรืออะไรสักอย่างที่มีคม มันปวดมากเลยครับ”

เด็กหนุ่มรีบบอกก่อนพี่ชายจะแทงเขาอีกคนเพราะนึกว่าเขาเป็นพวกประหลาดเที่ยวไล่ฆ่าคน

“ทำไมไม่แวะร้านขายยาที่ไหนสักแห่ง นี่อยู่ระหว่างทางกลับบ้านเหรอ”

“ทุกที่ที่เป็นย่านการค้ามีแต่คนพวกนี้เต็มไปหมด ผมไม่กล้าเข้าร้านขายยาหรอกครับ ผมกลับบ้านไปแล้วแต่ไม่มีใครเหลือเลย..ฮึก..ทุก..ทุกคน ทั้งพ่อและแม่กลายเป็นแบบนี้ไปหมด ผมก็เลย..ก็เลยเข้าบ้านไม่ได้”

เด็กหนุ่มกลั้นน้ำตา ยังทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไปกับโรคระบาดร้ายแรง

คุณหมอหนุ่มถอนหายใจ เห็นใจกับเรื่องราวของนักเรียนชายคนนี้ แต่ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างนี้ก็ต้องทำใจรับกับความสูญเสียไว้บ้าง ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้เสมอ

เขาเองก็เตรียมใจในทางร้ายไว้แล้วแต่ใจยังปรารถนาให้ทั้งสามพ่อลูกยังมีชีวิตอยู่ เขาอยากเจอลูกกับมาร์คอีกสักครั้ง แล้วหลังจากนั้นชีวิตจะเป็นยังไงต่อไปค่อยคิดอีกที

ถึงกำลังจะหย่ากันแต่เขากับมาร์คก็อยู่กันมานาน มันต้องผูกพันและห่วงใยมากเป็นธรรมดา แต่มาร์คจะรู้สึกเหมือนกันไหมเขาไม่รู้หรอก

แบมแบมปลดสายเป้จากไหล่สายหนึ่งเพื่อหาของ เปิดขวดยาสีขาวแล้วยื่นยาให้เด็กหนุ่มสองเม็ด หยิบยาใส่แผลขวดเล็กออกมาเปิด มือนิ่มปิดริมฝีปากบางของหนุ่มมอปลายแล้วเทยาราดลงบนบาดแผลโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง แสบจนอยากจะดิ้นหนีแต่ไม่กล้า

แบมแบมกวาดยาในตู้ยาที่บ้านสามีมาเกลี้ยงตู้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมาร์คไม่พกยาติดตัวไปบ้าง แต่สำหรับเขาน่ะยาสำคัญที่สุด ยังไงก็ต้องมีติดตัวไว้ อาหารหรือเสื้อผ้านั้นไปหาเอาดาบหน้าได้

 “แผลนี้ควรจะเย็บสักสองเข็ม ถ้าเย็บสดนายทนไหวไหม?”

คำถามของพี่ชายทำให้หนุ่มนักเรียนตกใจ

“เย็บสะ..สดหรือครับ”

“อื้ม มันจำเป็นนะ ถ้าอยากรอดก็ทนหน่อยแล้วกัน ทิ้งแผลไว้แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีหรอก”

แบมแบมหันมองไปรอบตัว ก่อนจะเจอเข้ากับเก้าอี้ไม้ผุๆ จากกองขยะที่ชาวบ้านแถวนี้เอาของไม่ใช้แล้วมาทิ้งไว้ เขาลุกไปยังเก้าอี้ตัวนั้นดึงมันออกมาจากขยะกองพะเนินระวังไม่ให้มีของชิ้นไหนกลิ้งร่วงจนเกิดเสียงดัง

ร่างบางวางเก้าอี้ลงบนพื้นแล้วกระทืบสามสี่ครั้งจนหัก ดึงพนักไม้แบนๆ ออกมาแล้วใช้มือหักออกครึ่งหนึ่งก่อนจะเดินกลับมาหาคนที่นั่งมองตนอยู่

แบมแบมดึงเนคไทที่คอของเด็กนักเรียนออกมาพันไม้

“กัดไว้สิเดี๋ยวจะเย็บแผลให้” แม้จะกลัวแต่เด็กหนุ่มก็อ้าปากกัดไม้บริเวณที่มีเนคไทพันไว้

แบมแบมค้นหาแอลกอฮอล์มาเทใส่มือเล็กน้อย ลูบๆ ตบๆ มือตัวเองไปมาให้มันพอจะสะอาดขึ้นนิดหน่อยจากนั้นก็หยิบไฟแช็คและเข็มออกจากกล่อง ลนไฟที่เข็มเพื่อฆ่าเชื้อ

“ถ้ากลัวก็หลับตา แม้จะเจ็บแค่ไหนก็อย่าร้องออกมานะ กัดไม้เอาไว้ให้แน่นที่สุด ทำได้ไหม”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแล้วรีบหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก

แม้จะรับปากพี่ชายไว้แล้วแต่เขาก็เกือบจะคลายไม้แล้วร้องออกมาเมื่อรู้สึกถึงเข็มที่แทงลงไปบนบาดแผลสดของเขา เจ็บจนร้องไห้แต่ต้องแข็งใจกัดไม้เอาไว้

เขาเองก็รู้ว่าถ้าแหกปากร้องออกมาสุดเสียงพวกคนประหลาดที่อยู่แถวนี้คงได้อิ่มกันแน่ๆ

“เอาล่ะเสร็จแล้ว ทนเก่งเหมือนกันนี่”

ร่างสูงลืมตาขึ้นเมื่อพี่ชายแปลกหน้าเอ่ยชม พี่ชายทำแผลให้ไม่นานก็เสร็จแล้ว ไวมากเลย

ร่างบางหยิบผ้าก็อซพันแผลให้อย่างคล่องแคล่วจนเด็กหนุ่มแปลกใจ

“ขอบคุณมากครับ คุณเป็นพยาบาลหรือเปล่าครับ”

“หมอน่ะ”

ความรู้สึกชื่นชมที่เด็กหนุ่มมีให้แบมแบมตอนช่วยชีวิตเอาไว้ยิ่งทวีมากขึ้นไปอีก

พี่ชายแปลกหน้าคนนี้ต้องเก่งมากแน่ๆ เลย

“คุณหมอจะไปไหนต่อเหรอครับ”

“ไปตามหาลูกกับสามี”

นักเรียนหนุ่มตาโต ประหลาดใจ ไม่คิดว่าคุณหมอจะแต่งงานแล้ว หน้าเด็กแบบนี้คงยังอายุน้อยและเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานล่ะมั้ง ลูกก็คงยังเล็กอยู่แน่ๆ น่าสงสารจัง

“พลัดหลงกันเหรอครับ”

“ใช่ เอายาติดไว้กินนะ” แบมแบมแบ่งยาแก้ปวดให้ ยัดยาใส่มือเด็กนักเรียนแล้วยืนเต็มความสูง จะออกเดินทางต่อ ร่างสูงรีบยันกายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเซ

“คุณหมอจะไปไหนเหรอครับ..ผม..ผมขอไปด้วยได้ไหม”         

แบมแบมหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังมาเช็ดเลือดที่เปื้อนมีด ปิดกระเป๋าแล้วสะพายหลังตามเดิม

“ไม่ล่ะผมไม่อยากเดินทางกับใคร นายไปหากลุ่มใหม่เถอะหรือไปอยู่ที่ศูนย์อพยพก็ได้ ผมไม่มีความสามารถจะดูแลชีวิตใครได้หรอกนะ”

“ผมจะไม่ทำตัวเป็นภาระครับ ให้ผมไปด้วยเถอะนะครับ” ร่างสูงกลัวจะถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับพวกคนประหลาดเพียงลำพัง

ถ้าหมอใจดีคนนี้จากไป ไม่กี่ชั่วโมงจากนี้เขาได้ตายจริงแน่ เขาต่อสู้ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ถ้าเขามีที่พึ่ง เขาจะพยายามเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดและไม่สร้างความลำบากให้หมอแน่นอน

“ผมรีบ ผมต้องไปให้ถึงที่หมายก่อนค่ำนี้ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป”

แบมแบมร้อนใจจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว เขาเสียเวลาหาเส้นทางหลบเลี่ยงพวกติดเชื้อกว่าจะผ่านมาได้มันลำบากนะ เจอเส้นทางที่พวกกัดน้อยก็ต้องจอดรถลงไปจัดการแล้วถึงจะขี่ต่อไปได้

แบมแบมก็กลัวเหมือนกันที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนตายที่ลุกขึ้นมาเดินได้และไล่กัดคนเป็นไปทั่วเมือง แต่เหนือความกลัวพวกกัดเขากลัวจะไม่ได้เจอหน้าลูกทั้งสองคนมากกว่า

“หมอครับผมขอร้อง ผมขอไปด้วยเถอะนะ นะครับ ถ้าหมอทิ้งผมไว้ก็เท่ากับหมอเสียเวลาช่วยผมไปฟรีๆ เพราะผมคงจะอยู่รอดตามลำพังได้ไม่นานแน่” เด็กหนุ่มขอร้องอ้อนวอนให้คนแปลกหน้าใจอ่อน

“ตอนหนีจากโรงเรียนนายไม่มีเพื่อนบ้างหรือไง”

“ผมปวดหัวก็เลยไปนอนที่ห้องพยาบาลน่ะครับ ตอนเขาหนีกันผมก็หาเพื่อนสนิทไม่เจอแล้ว ป่านนี้ก็ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดียังไงเหมือนกัน”

แบมแบมชั่งใจ มองหน้านักเรียนมอปลายคนนี้แล้วก็คิดถึงอเล็กซิส เขาแก่กว่าเธอแค่ปีสองปีเองล่ะมั้ง ถือซะว่าทำบุญช่วยลูกหมาลูกแมวก็ได้

“ถ้าทางผ่านที่ผมจะไปมีศูนย์อพยพ ผมจะส่งนายที่นั่นแล้วกัน ตกลงไหม?”

“ได้ครับ! ขอบคุณนะครับที่ให้ผมไปด้วย” เด็กหนุ่มอยากจะยิ้มด้วยความดีใจแต่เพราะความเศร้าจากการสูญเสียยังคงกัดกินอยู่ในใจทำให้ยิ้มเศร้าๆ ได้เท่านั้น

เขารับปากไปก่อนและภาวนาว่าอย่ามีศูนย์อพยพอยู่ทางเดียวกับที่ที่คุณหมอจะไปเลย เขาอยากอยู่กับคุณหมอจริงๆ นะ คุณหมอไม่ใช่คนไม่ดีแน่ๆ เพราะคุณหมออุตส่าห์ช่วยเขาไว้ทั้งที่ต้องรีบไปที่ไหนสักแห่งนั่น

การที่ต้องอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวท่ามกลางโลกแบบนี้น่ะมันโคตรรู้สึกแย่เลยนะ

 

 

TBC.

**

ผีดิบเพิ่งตายยังปีนระเบียงได้อยู่ 

อยากแต่งแนวนี้เลยลองดู สนองตัณหาสุด แต่งสด ขอเปิดเป็นเรื่องสุดท้ายของปีนี้

เรื่องนี้เน้นแบมแบมกับภารกิจตามหาลูกและสามี รวมไปถึงเก็บตกพวกพ้องระหว่างทาง

แบมแบมจะเป็นคนเก่งและเป็นผู้นำได้ อยากให้คาแรกเตอร์เรื่องนี้คือเท่มาก ทำได้ทุกอย่าง

*ตัวละครที่มีชื่ออาจไม่สำคัญ คนที่สำคัญอาจเป็นคนที่เรายังไม่ได้เรียกชื่อเขาในตอนนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 210 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. #2492 chira6060 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 03:24
    เพิ่งมาเจอเรื่องนี้เองค่ะ ตอนแรกก็สนุกมากๆแล้ว แถมมาอ่านตอนมีโรคระบาดตอนนี่อีก อินไปอีกกก
    #2,492
    0
  2. #2489 nutsoyou (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 19:02
    อยากสั่งหนังสือสั่งได้ทางไหนคะ
    #2,489
    0
  3. #2441 nayuwo1423- (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:48
    ขอให้พวกเขาได้เจอกันเถอะ!! สาธุ!!
    #2,441
    0
  4. #2423 MARKTUAN190 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 18:43
    ทำไมถึงจะหย่ากันเนี้ยยยย
    #2,423
    0
  5. #2316 Chiracc (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 08:58
    เพิ่งมาอ่าน มันส์มากกกกกก
    #2,316
    0
  6. #2232 thelufy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 01:46
    เพิ่งมาเจอ สนุกทากเลยค่ะ
    #2,232
    0
  7. #2182 igot7ibambam (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 10:34
    ฮื้ออออ ม๊าเเบมสู้ๆ
    ทำไมทั้งสองคนถึงจะเลิกกันหล่ะ มาร์คมีกิ๊กหรอ
    #2,182
    0
  8. #2122 KanyaJantason (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 20:28
    ชอบมากค้าาาาาาา
    #2,122
    0
  9. #2104 N_Nam0802 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 16:28
    แบบว่ากว่าจะเจอกันนี่ต้องเป็นตอนจบเลยไหมอ่ะ คลาดกันไปมา หน่วงดีจัง
    #2,104
    0
  10. #2028 opoceleste (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 21:50

    เปิดมาสนุกมากกก ลุ้นตลอด แต่แอบเสียใจ ความสัมพันมาร์คแบม

    #2,028
    0
  11. #2023 Mb_bloody (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 17:55
    ทำไมถึงจะหย่ากันล่ะ มาร์คไมีรักแบมแล้วหรือยังไง หรือเคยมีเรื่องทะเลาะกัน??
    #2,023
    0
  12. #1943 chocolatepie (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 11:26
    โอ้โหหหหห นี่แค่อินโทร สนุกมากๆค่ะ แถมตกใจมาก เปิดเรื่องมาตั้งแต่ปี 58 เกือบ 3 ปีแล้ว ดิชั้นไปอยู่ไหนมา เพิ่งมาเจอ สนุกมากๆ พล็อตแหวกแนวดี ตื่นเต้นดีค่ะ
    #1,943
    0
  13. #1859 smart_girl (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 13:54
    สนุกมากค่ะ ไรท์แต่งสนุกทุกเรื่องเลย^^
    #1,859
    0
  14. #1774 Kanyarat Int. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 12:00
    จะเปิดพรีอีกเมื่อไรคะไรท์หนูจะรีบเก็บตังรอเลยค่ะ อ่านสนุกมาก(ก ล้านตัว555555) เป็นฟิคเรื่องแรกที่กลับมาอ่านซ้ำแล้วไม่เบื่อ อ่านแล้วอ่านอีกรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รุ้ รีบกลับมาต่อซีซั่น2เร็วๆนะคะไรท์ #จะรอนะคะ😊😀
    #1,774
    1
    • #1774-1 taohun19901994(จากตอนที่ 1)
      21 มกราคม 2561 / 14:21
      ขอบคุณมากค่ะ ดีใจที่อ่านแล้วชอบนะคะ พรีฯซีซันสองจะมาพร้อมรีปริ้นท์ซีซั่นหนุ่งเร็ว นี้ค่ะ
      #1774-1
  15. #1697 Tou9397 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 07:13
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วลุ้นมาก//ชอบคาแรคเตอร์ของแบมแบมเรื่องนี้มากเลย
    #1,697
    1
    • #1697-1 taohun19901994(จากตอนที่ 1)
      7 มกราคม 2561 / 16:32
      ดีใจที่ชอบค่าา
      #1697-1
  16. #1580 Charlottelowell (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2560 / 21:15
    เเหม่ถ้าลงไปอีกนิดจะได้เจอเเล้วเชียววไรท์ท่านเล่นตลกอะไรกันน
    #1,580
    0
  17. #1576 Charlottelowell (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 23:39
    อยากกอ่านต่อนะเเต่ก็กลัวอ้ะ งื้ออ~~ อยากรู้ต่อไปเเต่ก็กลัว เป็นพวกที่อ่านอะไรเเบบนี้ไม่ได้ เเต่ก็อยากอ่าน งงม่ะ 55555 งึ้ยยย
    #1,576
    0
  18. #1554 369963nq (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 18:01
    อ่านแล้วอินสุดๆเลยค่ะ ไรท์เขียนได้ดีมากกก เนื้อหามาเต็มมาก
    //อ่านพาร์ทที่มาร์คแบมแล้วแบบปวดใจมากๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ น้ำตาคลอเลย
    #1,554
    0
  19. #1518 yukiko12 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 11:37
    ชอบนิยายของไรท์เพราะตอนนึงก็เต็มอิ่มมาก ชอบมากเลยค่ะ บรรยายเห็นภาพมาก แบมสู้ๆ
    #1,518
    0
  20. #1394 wslloogpa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 02:48
    งือออ แบมเก่งมาก ทำไมถึงจะหย่ากันละ
    #1,394
    0
  21. #1367 zmgebob (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 01:30
    ฮือออ ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะ
    #1,367
    0
  22. #1275 Miss-ykh (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 19:17
    เห็นเรื่องนี้ตั้งแต่เปิดเรื่องแรกๆเลยค่ะ นึกว่าจะไม่ได้อ่านซะแล้ว ขอบคุณมากๆที่มาแต่งเรื่องนี้ต่อนะคะไรท์ แค่เริ่มก็มันสนุกมากๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ๆค่า
    #1,275
    0
  23. #1187 sawanya10 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 02:36
    สนุกมากเลยค่ะไรท์ 
    ชอบแนวนี้มากๆๆๆๆ
    ติดตามนะคะสู้ๆค่ะ
    #1,187
    0
  24. #1111 pattiya01022537 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:23
    สนุกกกก คือแบบลุ้นมาก ชอบภาษาด้วยยย อ่านไปลุ้นไป
    #1,111
    0
  25. #1037 withmbky (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:39
    โอ้ย แบมกับมาร์คและลูกก็คลาดกันไปอีก กว่าจะเจอกัน
    งื้ออออออ สู้ ๆ 
    #1,037
    0