เปิดรีปริ้นท์(GOT7) มายาเกี้ยวรัก Markbam,khunyug,jackjae,bnior

ตอนที่ 13 : Chapter 11 : กลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,842
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 338 ครั้ง
    11 ก.ย. 59

B E R L I N ❀








“นี่คุณ”

“อะไร”

“คุณว่างรึเปล่า”

“ไม่ว่าง” นิชคุณตอบคนที่สะกิดไหล่อย่างไร้เยื่อใย หนุ่มหล่อบึนปาก ขัดใจ นั่งพิงโต๊ะทำงานของเลขานุการอย่างไม่เกรงใจ นิชคุณเงยหน้ามองด้วยสายตาตำหนิอย่างเปิดเผย

“ถ้าจะมองขนาดนี้คุณตีฉันเลยก็ได้นะ”  นิชคุณเงื้อมือขึ้นทันที ยูคยอมลงจากโต๊ะแทบไม่ทัน

“ฉันแค่ประชด คุณจะตีจริงๆ หรือไง ใครเจ้านายใครลูกน้องกันแน่”

“ไม่รู้นี่ว่าประชด”

นิชคุณนี่กวนประสาทได้หน้าตายชะมัดเลย

“ไปกินข้าวเที่ยงกันเถอะ”

“ทำงานอยู่ เพิ่งห้าโมงครึ่งเท่านั้นเอง คุณหิวแล้วหรือ?”

“อย่ามาทำสายตาเหมือนจะบอกว่าฉันกินจุแบบนั้นนะ!” ยูคยอมตีไหล่กว้างแรงๆ จนนิชคุณสะดุ้ง

“กินปูนร้อนท้องจริงๆ”

“กินอะไรนะ ปูนอะไร?” เด็กนอกทำหน้าสงสัยตาแป๋ว นิชคุณถอนหายใจ

“ช่างมันเถอะ ผมแค่จะบอกว่าคุณร้อนตัวน่ะ” นิชคุณขี้เกียจอธิบายให้ยืดยาว

“ช่างสรรหาคำมาบ่นฉันจริงๆ เราต้องไปซื้อของก่อน”

“ไปตอนเย็นไม่ได้เหรอ จะออกก่อนเวลาทำไม เข้าห้องไปทำงานไป” นิชคุณโบกมือไล่

“คุณเป็นพ่อฉันหรือไง ไม่ต้องมาสั่งเลย ตอนเย็นมีธุระต้องไปกับพี่ชาย”

“ทำไมต้องซื้อวันนี้ เอาเป็นเย็นพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”

“คุณพ่อโทรหาฉันเมื่อเช้า นัดไปกินข้าวเที่ยง คุณต้องไปด้วยกัน คุณพ่ออยากเจอคุณ คงมีเรื่องจะคุยด้วย”

            “เกี่ยวอะไรกับคุณไปซื้อของ” นิชคุณหาความเชื่อมโยงไม่เจอ

“ไปซื้อเสื้อใหม่ให้คุณไง”

“ไม่เอา ผมไม่มีเงินให้หักแล้ว สูทคราวก่อนยังผ่อนไม่หมดเลย คุณพ่อคุณทราบนี่ว่าผมจนแค่ไหน แต่งตัวดีไปท่านก็รู้อยู่ดีว่าคุณต้องซื้อให้ อยากให้ท่านมองว่าผมเป็นหนูตกถังข้าวสารรึไง ตอนนี้ติดลบอยู่แล้วคงหนักเข้าไปอีก”

นิชคุณปฏิเสธ ยูคยอมร้องยี๊ในใจกับความเถรตรงของอีกฝ่าย

สูทคราวที่ซื้อให้ตอนงานวันเกิดลุงฮวางน่ะนิชคุณยืนยันที่จะคืนเขา พอเขาไม่เอาเพราะไม่รู้จะเอาไปให้ใครใส่ ผู้ชายคนนี้ก็บอกว่าให้หักค่าสูทเป็นงวดจากเงินเดือนเอา ไม่อยากรับไปฟรีๆ

ตั้งแต่คุณเล็กเกิดออกมาจากท้องแม่ก็เพิ่งเจอคนแบบนี้ครั้งแรกนี่ล่ะ เล่นเอาขำไม่ออกเลย

“แต่ฉันอยากให้คุณดูดีที่สุดในสายตาคุณพ่อ ถึงท่านจะมองว่าคุณจนแต่คงไม่คิดว่าฉันซื้อของทุกอย่างให้คุณหรอก เพราะคุณไม่ได้ดูจนซะขนาดซื้อสูทแบรนด์ดีๆ ใส่เองสักชุดไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าคุณไปเดินช็อปกับฉันเที่ยงนี้ฉันจะถือว่าเป็นค่าแรงเอาไปหักค่าสูทครั้งก่อนให้หมดเลย ส่วนค่าเสื้อวันนี้ก็หักเป็นงวดใหม่ โอเคไหม?”

“เสื้อผมมันก็ไม่ได้ขาด กางเกงก็ไม่ได้เป็นรูนะ” นิชคุณมองสำรวจร่างกายตนเอง เขาก็แต่งตัวมาทำงานเรียบร้อยออก

“เสื้อคุณแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเสื้อไม่มีแบรนด์แถมราคาถูก เอาน่า คุณไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าบ่อยๆ สักหน่อยเดี๋ยวฉันเลือกให้ ทำให้ภาพลักษณ์มันดีหน่อยเถอะ คุณพ่อบอกเองเลยว่ามีเรื่องอยากคุยกับคุณ ไม่อย่างนั้นฉันไม่ลากคุณไปหรอก”

นิชคุณหน้ามุ่ย ไม่อยากตอบรับแต่ต้องทำ คุณคิมมีอะไรจะคุยกับเขากันนะ นึกไม่ออกเลย

 

 

 

“ถามอะไรหน่อยสิเด็กหมู” นิชคุณสะกิดยูคยอมขณะเดินตามเข้าร้านเสื้อผ้าไฮเอน

แค่เข้ามาสัมผัสก็น่าขนลุกมากพอแล้ว ถ้าได้มองป้ายราคาคงได้ล้มตึง

“อะไรเหรอ?”

“คุณไม่คิดจะไปหาสาวสวยที่ไหนมารับบทแฟนบ้างหรือไง”

“ไม่” ยูคยอมปฏิเสธได้ทันที

“ทำไมล่ะ”

“ไม่ได้ชอบผู้หญิงนี่จะไปหาผู้หญิงมาทำไม ฉันเป็นคนประเภทโชคร้ายหน่อยๆ ไม่มีดวงกับเพศตรงข้าม ผู้หญิงที่เคยเจอน่ะไม่ดีมากกว่าดี ขืนได้ตกลงทำธุรกิจกันคงได้โดนจับแบบสลัดไม่ปล่อย ฉันออกจะหล่อมากแถมรวยอีกต่างหาก”

คุณเล็กยักไหล่ ตอบกันตรงๆ นิชคุณพยักหน้าเข้าใจ หมั่นไส้ที่อีกฝ่ายชมตัวเอง

“แต่เอ๊ะ..เมื่อกี้คุณเรียกฉันว่าไงนะ?” ยูคยอมเสียงเข้ม ถลึงตาจ้องหน้าหล่อ นิชคุณหัวเราะคิก

“ความรู้สึกช้าจังเลยคุณ ผมเรียกคุณว่าเด็กหมูไงล่ะ”

“ว่าไงนะ!!” ยูคยอมแยกเขี้ยวเตรียมจะตรงเข้าบีบคอนิชคุณอยู่แล้วถ้าพนักงานไม่เข้ามาถามไถ่เสียก่อนว่าต้องการซื้ออะไร

“เอาผู้ชายคนนี้ไปลองเสื้อหน่อย เอาชุดที่เพิ่งเข้ามาใหม่และแพงที่สุด” ยูคยอมอารมณ์เสียจนไม่อยากจะทำอะไรให้แล้ว ขอให้ตอนนี้นิชคุณไปให้พ้นหน้าก็พอละ

“โกรธเหรอ?” นิชคุณถามพลางกลั้นหัวเราะ

“เงียบแล้วไปลองเสื้อ!” ยูคยอมเดินปึงปังไปนั่งรอที่โซฟา ถ้าเป็นตอนปกติเขาคงเริงร่าหาชุดที่ชอบแล้วช็อปสักสองสามตัว แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์แล้ว

“จะคิดอะไรมาก คิดซะว่าเป็นชื่อเล่นที่ผมเอาไว้ใช้เรียกคุณไง แฟนกันก็ต้องมีชื่อเล่นเนอะ”

นิชคุณหัวเราะชอบใจแล้วตามพนักงานสาวไปลองเสื้อ

“ปัญญาอ่อน คุณอายุเท่าไหร่แล้วนิชคุณ” ยูคยอมบ่นไล่หลังแต่นิชคุณไม่ได้ยินแล้วล่ะ

หมอนั่นเรียกเขาเด็กหมูแต่เขาคิดฉายาไว้ล้อหมอนั่นไม่ออกเลย นอกจากความจนและความงกก็ไม่มีอะไรจะติแล้ว พระเจ้าลำเอียง!

 

 

 

 

“ขยันจังนะแม่โซมี งานในไร่ก็เยอะแล้วยังจะทำขนมขายอีก ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง”

“ไม่หรอกจ้ะ” อังศนาตอบลูกค้าผู้เป็นห่วงด้วยรอยยิ้มหวานเหมือนเดิม

“เสียดายพ่อแบมแบมนะ ถ้ายังอยู่เธอกับลูกคงไม่ต้องเหนื่อยกันขนาดนี้” คุณลุงลูกค้าประจำที่ติดใจรสชาติขนมของอังศนายังคงเอ่ยต่อ ร่างบางเพียงยิ้มรับแล้วหยิบกล่องขนมใส่ถุงให้

“ขอบใจจ้ะ” อังศนากล่าวกับลุงขณะรับค่าขนมมา

“แม่ กลับมาแล้วค่ะ”

อังศนานั่งขายขนมไปเรื่อยๆ จนหมดไปเกินครึ่งก็ได้ยินเสียงลูกสาว เธอหันไปตามเสียงเรียก โซมีในชุดนักเรียนสะพายกระเป๋าเป้วิ่งมาหาแม่

“กลับไวจังวันนี้” อังศนายิ้มให้เธอ โซมีปลดเป้ลงวางไว้ข้างเก้าอี้ที่แม่นั่ง รูดรั้งแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นเพื่อจะช่วยเก็บของ

แม่จะขายจนกว่าขนมจะหมดแล้วถึงกลับบ้าน โซมีเลยจะช่วยเก็บของที่ไม่ใช้รอไว้ เวลาจะกลับจะได้กลับได้เลย

“ลาออกจากชมรมแล้วล่ะค่ะ”

“อ่าว ทำไมล่ะจ๊ะ”

“ว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือน่ะค่ะ จะได้สอบเข้ามอปลายที่เดียวกับพี่คุณได้ หนูไม่อยากเรียนที่โรงเรียนเก่าแล้วล่ะ”

“ทะเลาะกับเพื่อนเหรอ หรือมีปัญหาที่โรงเรียน”

อังศนาเป็นห่วง โรงเรียนที่ลูกสาวเรียนอยู่ตอนนี้มันก็ดีนี่นา เดินไปเรียนได้สบาย ใกล้บ้านกว่าโรงเรียนเก่าของคุณและแบมแบมตั้งเยอะ ถ้าสอบเข้าที่นั่นต้องปั่นจักรยานไปเรียนไม่ต่ำกว่าสิบนาที

“เปล่าค่ะ หนูไม่สร้างปัญหาให้แม่ปวดหัวหรอก หนูแค่อยากเรียนที่นั่นเท่านั้นเอง”

โซมีทำตัวเป็นเด็กดีเพราะไม่อยากให้แม่เหนื่อย ที่ต้องทำงานหนักทุกวันก็แย่แล้ว ถ้าต้องมาเครียดเรื่องลูกอีกคงไม่ไหวแน่

“อยากจะเรียนที่ไหนก็ตามใจหนูแล้วกัน เหลือเวลาอีกเป็นปีเลยนี่นา”

“ปีหน้าหนูก็ขึ้นปีสามแล้วเลยอยากจะตั้งใจตั้งแต่ตอนนี้น่ะแม่ โรงเรียนพี่คุณสอบเข้ายากจะตาย หนูเรียนไม่เก่งก็เลยต้องขยันหน่อย”

โรงเรียนมัธยมปลายที่ดังที่สุดในจังหวัดนั่นน่ะคัดแต่หัวกะทิหรือไม่ก็ต้องมีความสามารถพิเศษทางดนตรีหรือกีฬา ซึ่งเธอไม่มีอะไรที่พอจะเอาดีได้สักอย่าง มีแต่ลูกดื้อและความขยันเท่านั้น เธอมาอยู่กับแม่ไม่ทันพี่แบมแบมเรียนมอปลาย แต่ใครๆ ต่างบอกว่าพี่คุณกับพี่แบมแบมน่ะเรียนเก่งมาก แล้วทั้งคู่ยังได้เป็นประธานนักเรียนเหมือนกันอีกต่างหาก สุดยอดไปเลยล่ะ เธอจึงอยากจะเรียนที่เดียวกันบ้าง

“ดีแล้วจ้ะ พี่ๆ รู้คงดีใจที่หนูตั้งใจจริงอย่างนี้ เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้ต้องสอบได้แน่”

อังศนาลูบผมยาวของลูกสาว ให้กำลังใจ ถึงอายุน้อยแต่โซมีก็เป็นเด็กมีความคิด โตเกินวัย

“โตไปหนูอยากเป็นอะไร” อังศนาเท้าคาง ถามลูกสาวยิ้มๆ เด็กๆ ก็ต้องมีความฝันสิเนอะ

“เกษตรกรค่ะ”

“หืม?”

“ถ้าเรียนจบมอปลายแล้วหนูอยากเรียนต่อคณะเกษตร จะได้มาช่วยแม่ทำงาน”

โซมีเคยพูดกับพี่ๆ ไว้บ้าง พี่ทั้งสองบอกให้เธอดูแลแม่ให้ดีๆ เธอเลยจะไม่ไปไหน จะอยู่กับแม่ไปตลอดเลย

“ไม่อยากไปอยู่ในเมือง ทำงานบริษัทแล้วแต่งตัวสวยๆ บ้างหรือไง”

“อยู่ที่นี่ก็สวยได้ค่ะ เหมือนแม่ไง” โซมีภูมิใจ แม่เธอเก่งแล้วยังสวยด้วย

“ปากหวานจริงๆ นะเรา” อังศนาบีบแก้มนิ่มไปมา หมั่นเขี้ยว

“เรากลับบ้านกันเถอะ”

“แต่ขนมยังไม่หมดนะคะ”

“เอากลับไปให้พี่ๆ ที่ไร่กินก็ได้จ้ะ แม่ไม่ได้หวังว่าจะขายหมดอยู่แล้ว ทำพอเป็นค่าขนมหนู หิวรึยัง”

อังศนาเกี่ยวผมยาวทัดใบหูโซมีด้วยความเอ็นดู มีลูกสาวก็ชื่นใจแบบนี้ล่ะ สองหนุ่มนั่นนานๆ จะกลับมาหาแม่สักที

“ยังค่ะ” โซมีปฏิเสธแต่มือหยิบขนมของแม่กิน เคี้ยวหงับ

“หิวแล้วก็กลับเถอะ” อังศนาหัวเราะน้อยๆ ช่วยลูกสาวเก็บของ

 

 

 

“โซมีทำกับข้าวนะ แม่จะไปดูแปลงผักหน่อย” อังศนาสั่งลูกสาวเมื่อมาถึงบ้านแล้ว

“หนูไปดูให้ทีหลังก็ได้นะคะ ไม่เห็นต้องออกไปตอนนี้เลย” โซมีวางกระเป๋าที่โซฟา อดดุไม่ได้ เพิ่งจะถึงบ้านแม่ยังไม่ทันพักจะออกไปไหนอีกแล้ว

“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวแม่มา”

อังศนารีบเดินออกจากบ้านก่อนลูกสาวจะบ่นเอาอีก เธอรู้ว่าลูกเป็นห่วง

อังศนาไม่ได้ปลูกสตรอเบอร์รี่และผลไม้อื่นๆ หมุนเวียนไปตามฤดูกาลเท่านั้น แต่เธอขายผักปลอดสารพิษที่หน้าฟาร์มด้วย หาอะไรทำเยอะไปหมดจนลูกๆ บ่น แต่จะให้เธออยู่เฉยๆ ก็ทำไม่ได้

ร่างเพรียวบางเดินดูโต๊ะผักที่ตั้งวางเรียงรายแบบขั้นบันไดในเรือนเพาะปลูก ผักของเธอปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกไร้ดิน เธอปลูกผักสลัดเมืองหนาวที่ขายดีติดตลาด ยิ่งขายดีก็หมายถึงเงินที่ได้มากตามไปด้วย

“อ๊ะ..มือเรียวทาบลงตรงกลางอก รู้สึกแน่นอก อีกมือยันโต๊ะผัก งอตัวเล็กน้อย

อังศนาทรุดลงนั่งยอง จับขาโต๊ะไว้ อาการแน่นหน้าอกในช่วงนี้มันเกิดนานขึ้น กินเวลาหลายนาทีและปวดร้าวขึ้นไปถึงที่กรามกับไหล่ซ้ายด้วย

“แม่คะ หนูลืมถามว่าแม่จะให้ทำอะไรกินเย็นนี้..แม่!

โซมีตกใจแล้วรีบวิ่งมาหาแม่ที่นั่งทรุดตัวอยู่ ใบหน้าสวยซีดเผือดหันไปมองลูกสาว

“เป็นอะไรคะ แน่นหน้าอกอีกแล้วเหรอ”

เด็กสาวทรุดลงนั่งประคองแม่ไว้ อังศนาพยักหน้า โซมีรอจนแม่จะรู้สึกดีขึ้นเอง ถามตอนนี้แม่ก็ไม่มีอารมณ์ตอบเธออยู่ดี

“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง ไปหาหมอไหมคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกแม่คงเหนื่อยเกินไป ไม่ใช่คนแข็งแรงอะไรอยู่แล้ว”

“หนูว่าไปหาหมอเถอะนะ ไปตอนนี้เลย เดี๋ยวหนูโทรตามพี่วอนพิลให้เขาขับรถพาไปโรงพยาบาล”

โซมีร้อนใจ รีบร้อนหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากระโปรง

แม่เธอมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงแต่แม่ก็ทานยาสม่ำเสมอ  ช่วงหลังมานี้เธอสังเกตว่าแม่มักจะแน่นหน้าอกตอนกลางคืนบ่อยๆ ด้วย ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับโรคประจำตัวหรือโรคอื่นที่เพิ่มเข้ามา อาจจะเกี่ยวกับที่แม่ทำงานหนักเกินไปก็ได้

“ไม่ต้องไปรบกวนพี่เขาหรอก แม่บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นสิ อย่าตื่นตูมไปเลย เข้าบ้านเถอะ”

อังศนาดันโทรศัพท์มือถือในมือลูกเป็นเชิงให้เธอเก็บมันไปไม่ต้องโทร หยัดกายยืน โซมียังจับแขนแม่ไว้ กลัวว่าแม่จะหน้ามืดหรือเป็นอะไรไป

“โซมี เรื่องนี้อย่าโทรไปบอกพี่คุณหรือพี่แบมเขานะ”

อังศนาสั่งลูกสาวคนเล็กให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

“ทำไมล่ะคะ แม่ไม่สบายนะจะไปปิดพี่เขาทำไม ไม่สบายก็ต้องหาสาเหตุสิคะ จะรอให้ถึงตอนหมอนัดครั้งหน้าไม่ไหวหรอก ปล่อยทิ้งไว้นานๆ ไม่ดีนะ”

โซมีไม่เห็นด้วยเลยที่แม่ไม่บอกเรื่องนี้กับพี่ชายทั้งสอง ถ้าแม่เป็นอะไรมากๆ เธอจะทำยังไง พี่ก็อยู่ไกล ใช่ว่าบอกปุบปับแล้วจะกลับมาดูแลแม่ได้ งานยุ่งกันจะตาย

“พี่เขามีเรื่องต้องทำกันเยอะแล้ว จะเอาเรื่องแม่ไปให้พวกเขาปวดหัวเพิ่มอีกทำไม แม่ไม่เป็นไรหรอกแม่รู้ตัวดี แม่ขอสั่งเลยนะว่าห้ามบอก”

อังศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังจนลูกสาวลังเล

“แต่ว่า..

“นะโซมี แม่ขอร้อง”

โซมีเหนื่อยใจกับความดื้อของแม่ แม่รู้ตัวดีคือคำที่ใช้เป็นข้ออ้างเท่านั้น

“โซมี..

“ก็ได้ค่ะ เข้าบ้านกันเถอะแม่จะได้พักผ่อน” โซมียอมตามใจแม่ แต่บอกตัวเองในใจว่าจะยอมแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

คุณหมอสุดหล่อมองวิดีโอดอร์ ฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบเปิดประตูบ้านต้อนรับผู้มาเยือน

“คิดถึงจังเลยครับ อะไรหอบคุณมาหาผมนะ หรือว่าได้รับความรักจากผมไปก็เลยมาหา”

ยองแจเบ้หน้าทันทีที่ได้ยินคำทักทายของหมอจิตป่วง รักษาคนไข้เยอะเกินไปจนตัวเองเป็นโรคชอบคิดไปเองแล้วสินะ

คุณเลขาคนสวยของมิสเตอร์เดินเข้าบ้าน ถอดรองเท้าแล้วสวมรองเท้าใส่ในบ้านที่คุณหมอรีบหยิบมาวางรอ พอเงยหน้ายืดตัวหมอก็ร้องโอ๊ยเมื่อยองแจเสือกถุงข้าวของที่ถือมากระแทกท้องแกร่งจนรับแทบไม่ทัน

ยองแจมองตาขวางก่อนจะหันโทรศัพท์มือถือในมือให้หมอดูหน้าจอที่เปิดแอพพลิเคชั่นแชทสุดฮิต

“ยังจะมาพูดแบบนี้อีก นี่ใครส่งไปล่ะ!

แจ็คสันหัวเราะเจื่อน ผายมือเชิญคนอารมณ์ไม่ดีเข้าบ้าน

“แค่ลองส่งไปไม่คิดว่าคุณจะมา”

ยองแจหยุดมองหมอหล่อตาขวาง หันหลังเตรียมออกประตู คุณหมอรีบวางของลงบนพื้นไม้อย่างดีแล้ววิ่งไปกางแขนกันคุณเลขาออกจากบ้าน

“ล้อเล่น ตั้งใจส่งให้คุณเห็นใจเผื่อคุณจะมา แล้วคุณก็ใจดีมาจริงๆ ด้วย” คุณหมอปากหวาน

“ไม่คิดว่าผมจะมีธุระปะปังไปไหนกับบอสบ้างหรือไง”

“ผมโทรหามาร์คแล้วน่ะเลยรู้ว่าเย็นนี้คุณว่าง”

ยองแจร้องชิแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา แจ็คสันวิ่งเอาของไปเก็บในครัวแล้วมานั่งด้วย

“วันนี้อยู่กินข้าวด้วยกันใช่ไหมครับ?”

“ว่างหรือไงคุณน่ะ” ยองแจมองหมอที่ยิ้มเรี่ยราดแล้วอยากจะผลักหน้านัก ยิ้มอยู่ได้

“ว่างสิ ผมต้องมีเวลาพักผ่อนบ้างนา”

“อ้ะ” ยองแจเปิดกระเป๋าที่สะพายมาแล้วส่งของให้ชิ้นหนึ่ง แจ็คสันรับไปเปิดดูจึงเห็นว่าเป็นบัตรเข้าชมแฟชั่นโชว์ที่จะมีในอีกหนึ่งอาทิตย์

“คุณมิล่าให้บัตรผมด้วยเหรอเนี่ย” แจ็คสันแปลกใจ   

งานแฟชั่นโชว์ใหญ่แบบนี้ แบรนด์ที่ดังจริงแค่บัตรแจกให้เซเลบริตี้เกาหลีและต่างชาติกับตากล้องก็เต็มฮอลล์แสดงแล้ว ยังมีหลงเหลือมาถึงเขาอีก

“คุณเป็นลูกค้าประจำของเธอนี่ ผมไปเอาสูทให้บอส คุณมิล่าเลยฝากบัตรเข้าชมมาให้คุณใบนึง”

ยองแจรับมาแค่ในส่วนของตัวเองและหมอ ส่วนของท่านและแบมแบม คุณเจมิลาบอกว่าฝากคลาร่านางแบบประจำแบรนด์เอาไปให้ เพราะคลาร่าเชิญแบมแบมเป็นการส่วนตัวเอาไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว

“คุณไปไหมครับ”

“ไปสิครับ” งานแบบนี้มีหรือยองแจจะพลาด

“ไปด้วยกันนะ ผมไม่ค่อยสันทัดไอ้เรื่องแฟชั่นอะไรนี่เท่าไรเลยอ่ะ” แจ็คสันยิ้มประจบหาเพื่อนไป ยองแจพยักหน้าอย่างเสียมิได้

“คุณใจดีจัง” แจ็คสันชมได้ชมไว้ก่อน เดี๋ยวคุณเลขารีบกลับบ้าน

“คุณไปทำอาหารสักทีสิ หิว”

“อยากกินฝีมือผมก็บอก” แจ็คสันหัวเราะแล้วรีบลุกไปเตรียมอาหารเย็น

ยองแจมองไปรอบบ้านหมอ สังเกตเห็นความผิดปกติอย่างหนึ่ง

“หมอครับ”

“ครับผม” เจ้าของบ้านตอบจากครัวที่ติดกับห้องรับแขก

“ลูกคุณไปไหน?”

“อ๋อ ช่วงนี้ผมไม่ว่างน่ะก็เลยเอาไปฝากบ้านแม่ให้ท่านเลี้ยงให้ ยังไม่มีเวลาไปรับกลับเลยครับ”

ยองแจมองคอนโดแมวและชามนมของลูกๆ หมอแล้วพยักหน้ากับตัวเอง

“คุณไม่เหงาแย่เหรอที่ลูกๆ ไม่อยู่”

“เหงาสิครับ แต่จะเอาไว้ที่นี่ก็สงสาร”

“ทำไมบ้านคุณรกเหมือนตอนลูกอยู่เลยล่ะ” ไม่มีหนูน้อยจอมซนทั้งหลายคอยป่วน บ้านน่าจะเข้าที่เข้าทางกว่านี้นะ

“แม่บ้านลากลับต่างจังหวัดน่ะ ผมขี้เกียจเรียกแม่บ้านชั่วคราว กลัวจะเก็บของผมไม่เป็นที่จนหาไม่เจอ ผมเลยรอคนเดิมกลับมาทำให้”

“ทำเองก็ได้นี่นา อยู่ไหวเหรอบ้านรกขนาดนี้”

“ถ้าอะไรขวางทางกวาดให้พ้นทางก็เดินได้แล้วครับ แค่บนเตียงมันว่างให้ซุกตัวผมก็พอใจแล้วนะ”

ยองแจฟังเสียงหัวเราะของหมอแล้วอ่อนใจ อยู่ง่ายมันก็ดี แต่ง่ายไปมันเรียกสกปรกนะ

“คุณไม่คิดจะเก็บของต้อนรับแขกบ้างเหรอ” ทำเอาหน้าหน่อยก็ดีนะหมอ

“ใครล่ะครับแขก ผมไม่มีคนมาเยี่ยมสักหน่อย”

“ผมไง”

“คุณน่ะเหรอแขก ไม่ใช่สักหน่อย คุณเป็นเพื่อนต่างหาก ผมเก็บของไม่ทันนี่นา เป็นไงก็เป็นงั้น คุณรับไม่ได้เหรอครับ”

“คุณนี่นะ” ยองแจงงกับหมอมาก จีบเขาแต่ไม่คิดสร้างความประทับใจอะไรให้เขาเห็นเลย จะเป็นตัวของตัวเองเกินไปแล้วนะ

ยองแจมองไปทางครัวทันสมัย เห็นแผ่นหลังกว้างขยับไปมาตามจังหวะก้าวเดินของคนที่ง่วนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ประกอบอาหาร

คนที่มาในฐานะแขกเห็นความรกเลอะเทอะแล้วอดไม่ได้ ลุกไปช่วยเก็บกวาดให้

หลังจากเก็บของที่รกหูรกตาเสร็จแล้วยองแจมายืนลังเลอยู่หน้าประตูห้องนอนของหมอ ห้องนอนเป็นพื้นที่ส่วนตัวถ้าเข้าไปก่อนไม่ได้รับอนุญาตคงจะเสียมารยาท เราไม่ได้สนิทอะไรกันมากมายเสียด้วย

“คุณใจดีจังเลย เก็บบ้านให้ผมด้วย ทนความสกปรกไม่ไหวเหรอครับ”

ร่างบางสะดุ้งเฮือกเมื่อเจ้าของบ้านเล่นอะไรบ้าๆ มาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ยองแจค่อยๆ เลี่ยงออกมาไม่หันไปปุบปับเพราะรู้ว่าถ้าหันไปต้องชนแน่ หมอมายืนใกล้ซะด้วย

“สงสารหรอกครับ เดี๋ยวจะหายใจไม่ออกตายเพราะความรกซะก่อน”

“เป็นห่วงผมด้วย”

“อย่าตีความเออออไปเองได้ไหมครับ” ยองแจอ่อนใจ เสไม่สบตา ที่ทำความสะอาดให้ไม่ได้มีเหตุผลอะไรพิเศษสักหน่อย

แจ็คสันอมยิ้มกับคนที่วางท่าได้น่ารักชะมัด เขาเดินเข้าไปชิดจนยองแจต้องถอยจนหลังติดผนัง คุณหมอยันมือกับผนังห้อง

ต่างคนต่างสบตา ยองแจไม่ได้โวยวายอะไรเพราะรู้ว่าหมอไม่ทำลุ่มล่ามอะไร คงแค่อยากหยอกนิดหยอกหน่อยเหมือนเคยให้เขาตื่นกลัวไปเอง

“ห้องนอนผมน่ะ อยากจะเข้าก็เข้าได้นะครับ ผมอนุญาตให้คุณเป็นกรณีพิเศษ”

แจ็คสันเปิดประตูห้องแง้มออกนิดๆ ยองแจยังยืนนิ่ง

“ไม่เข้าเหรอครับ”

“ไม่จำเป็นนี่ครับ”

“ทำห้องนี้ด้วยสิครับ ผมบอกตามตรงว่าผมก็ขี้เกียจเก็บเองเหมือนกัน”

ยองแจมองค้อนหมอจิตป่วงแล้วหันไปชะโงกมองข้างในห้อง

“ตามสบายนะครับ ผมไปทำอาหารต่อก่อน” แจ็คสันปล่อยยองแจไว้คนเดียว เผื่ออยากเข้าห้องแต่เขินเขาอยู่

หมอก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าคุณเลขาผู้สวยเริ่ดเชิดโสดของมาร์คจะกล้าหยิบจับเครื่องดูดฝุ่นแล้วยังทำความสะอาดเก็บโน่นเก็บนี่ให้อย่างไม่รังเกียจ ก็เป็นพ่อบ้านพ่อเรือนเหมือนกันนะ

คุณยองแจนี่เก่งทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้านเลย สุดยอด เขาเองก็ต้องโชว์ฝีมือการทำอาหารให้คุณยองแจเห็นซะหน่อย เผื่อจะได้รับพิจารณาเนอะ

 

 

 

 

“พี่จะออกไปไหนแต่เช้าน่ะ ไม่ได้ไปทำงานพิเศษหรอกเหรอ?”

แบมแบมทักพี่ชายที่แต่งตัวต่างจากทุกที ถ้าเป็นวันหยุดที่ต้องไปทำงานพิเศษ นิชคุณไม่มีทางใส่ชุดลำลองที่ดูดีแบบนี้แน่ๆ ชุดดีๆ ของพี่มีไว้ใส่เวลากลับบ้านไปเยี่ยมแม่เท่านั้นแหละ

“ไปออกรอบกับพ่อเด็กหมู” นิชคุณนั่งใส่รองเท้าอยู่หน้าประตู แบมแบมตาโต

“พี่ตีกอล์ฟเป็นด้วยเหรอ?”

“เป็นที่ไหนเล่า เขาให้ไปก็ต้องไป”

“พี่ก็ลำบากเหมือนกันเนอะ” แบมแบมรู้สึกเห็นใจพี่ชายมาก ดูหน้าตาก็รู้ว่าฝืนใจ พี่คงอยากไปทำงานมากกว่า

“เออแบม ก่อนไปทำงานแกไปโอนเงินให้แม่ด้วยนะ”

“อื้อ ไม่บอกฉันก็กะว่าจะออกไปโอนอยู่แล้ว โชคดีนะ พยายามเข้าล่ะ”

แบมแบมให้กำลังใจ นิชคุณพยักหน้าแล้วออกจากบ้านไป

 

 

 

“โอ้ เรียนรู้ได้เร็วดีนี่ ฝีมือไม่เลวเลยนะ”

นิชคุณยิ้มรับคำชมของเพื่อนคุณคิมที่มาออกรอบด้วยกัน ส่วนยูคยอมนั้นพอสอนวิธีตีกอล์ฟแบบพื้นฐานให้นิชคุณแล้วก็หนีไปนั่งดื่มน้ำมะนาวดูทุกคนแทน

“หน่วยก้านไม่เบา นายคงสนใจในตัวเขาน่าดูถึงชวนมาออกรอบด้วย”

คุณปาร์คพูดกับคิมดัลกู ในฐานะที่เป็นเพื่อนกันมานาน ไม่เคยเห็นเพื่อนชวนคนรักของหนูยูคยอมมาออกรอบด้วยเลย

“ไม่หรอก เฉยๆ” ดัลกูปฏิเสธทั้งที่สนใจในตัวนิชคุณอยู่ไม่น้อย

ตอนที่กินข้าวด้วยกันคราวก่อนผู้ชายคนนี้ยอมรับความจนของตัวเองได้หน้าชื่น บอกหมดว่าทำงานที่ไหนบ้าง ถึงจะไม่ชอบที่ท่าทางจะเลี้ยงลูกเขาได้ไม่ดีถ้าคบกันได้ไกลกว่านี้ แต่ยังอยากรู้อยู่ดีว่าคนคนนี้มีดีอะไรบ้างลูกชายจอมเลือกมากของเขาถึงสนใจ

“พ่อเรานี่ปากแข็งนะยูคยอม” คุณปาร์คหันไปเอ่ยกับหลานชาย ยูคยอมรับคำเห็นด้วย ทั้งที่หวั่นๆ ว่าพ่อต้องการอะไรจากนิชคุณกันแน่

พ่อเขาแบ่งชนชั้นจะตายไป คนธรรมดาชนชั้นกลางอย่างนิชคุณพ่อไม่เคยเสียเวลาทำความรู้จักด้วยหรอก

“ฉันกำลังคิดว่าจะพานิคคุณไปดูงานที่ต่างประเทศด้วย”

“จริงน่ะ!/ หา?!” คุณปาร์คและยูคยอมอุทานออกมาพร้อมกัน แต่นิชคุณนี่สิยืนอึ้ง

“บททดสอบยังไงล่ะ”

ท่าทางจริงจังของดัลกูทำให้ยูคยอมและนิชคุณมองหน้ากัน นิชคุณส่งสายตาขอความช่วยเหลือ

แค่มียูคยอมอยู่ด้วยเขายังเกร็งจะตายแล้ว ขืนไปทำงานกับคุณคิมโดยไม่มีคนกลางอย่างยูคยอมเขาต้องอึดอัดตายแน่

“คุณพ่อจะพาพี่นิชไปทำไมล่ะครับ ให้พี่ชายไปด้วยไม่ดีกว่าเหรอ พี่นิชเขาก็ไม่รู้เรื่องงานของคุณพ่อเลยนะครับ เขาเป็นแค่เลขาของคุณเล็ก”

ยูคยอมคัดค้าน เขาเองก็กลัวว่าถ้านิชคุณอยู่กับพ่อตามลำพัง แล้วเกิดผู้ชายคนนี้ทนคุณพ่อไม่ไหวทำแผนแตกขึ้นมาเขาซวยแน่

“กลัวพ่อรังแกแฟนแกหรือไง แค่อยากรู้ว่าแกแค่หลงจนหน้ามืดคว้าใครก็ได้มาเป็นแฟนหรือเปล่า”

“นายก็พูดเกินไปนะดัลกู” คุณปาร์คปราม เพราะเพื่อนพูดไม่เกรงใจเจ้าตัวเลย

“ไม่หรอก มันคือความจริง” ดัลกูตอบเพื่อนแล้วหันไปจ้องหน้านิชคุณ ชายหนุ่มก็สบตาไม่หลบ

จะเอาไงก็เอาเหอะ รีบๆ ไล่เขาออกจากชีวิตลูกตัวเองได้ยิ่งดี

“ไม่ถามหรอกนะว่าสะดวกไปหรือเปล่า นายต้องไป”

“ครับท่าน” แม้ในใจจะต่อต้านแต่นิชคุณก็รับคำด้วยท่าทางนอบน้อม ถ้าวางตัวดีจะได้ไม่โดนต่อว่าไปถึงครอบครัว

“ถ้างั้นคุณเล็กไปด้วยนะ” ยูคยอมยกมือเสนอตัว อย่างน้อยไปช่วยนิชคุณก็ยังดี คุณพ่อไว้ใจได้ที่ไหนกันเล่า

“ไม่ต้องเลย อยู่ทำงานของตัวเองไป พ่อยืมตัวเขาไม่กี่วันจะอะไรนักหนา ห่างกันไม่ได้เลยหรือไง”

ดัลกูค่อนแคะ ยูคยอมยกมือยอมแพ้

“ครับๆ เชิญเลย เชิญคุณพ่อเอาพี่นิชไปทรมานให้สาแก่ใจเลย” ยูคยอมรู้ว่าพ่อเป็นคนน่ากลัว นิชคุณไปทำงานด้วยคงโดนกดดันจนแทบกระอักเลือดออกปากแน่

 “ดี” ยูคยอมมองค้อนที่พ่อดูอารมณ์ดีขึ้นมาเชียว นิชคุณลอบถอนใจ รู้สึกหนักใจมาก

แค่หลงใจอ่อนสงสารเด็กตาดำๆ ตัวโตๆ คนหนึ่ง เขาต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ด้วยเหรอ นี่ยังต้องไปดูงานกับท่านประธานใหญ่อีก ลาออกไปหางานใหม่ซะดีไหม

 

 

 

 

               

“โห คนเยอะเหมือนกันนะครับ”

แบมแบมพูดกับเจ้านายพลางมองไปรอบบริเวณ Dongdaemun Design Plaza ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานโซลแฟชั่นวีค คนเยอะมาก คนที่ไม่ค่อยได้ไปไหนอย่างแบมแบมเลยรู้สึกแปลกใจไม่น้อย

“ใช่ครับ ถ้าเลี่ยงได้ผมก็ไม่ค่อยอยากมานะ แต่ครั้งนี้คลาร่าเธออยากเจอคุณน่ะสิ”

มาร์คจับมือแบมแบมไปจุดนัดพบที่ตกลงกับคลาร่าไว้

“งานนี้จัดกี่วันเหรอครับ”

“หกวันครับ ตั้งแต่16- 21 สี่วันแรกจะเป็นแบรนด์สำหรับผู้ชาย แล้วก็แบรนด์ที่ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีแบรนด์ของคุณมิล่าที่คลาร่าเอาบัตรเชิญมาให้เราด้วย”

“อ๋อ..” แบมแบมเข้าใจแล้วว่าทำไมมีนายแบบเดินสวนกันให้เต็มไปหมด และรู้เลยว่าทำไมจีมินถึงอยากมานักหนา มันดูน่าสนุกดีนะ

“คุณแบมแบม! คิดถึงจังค่ะ” แบมแบมยิ้มให้กับคำทักทายแสนร่าเริงของนางแบบสาวสวยที่วิ่งมาหา คลาร่าทักทายมาร์คแล้วหันมาจับมือแบมแบมเขย่าไปมา

“สวัสดีครับคุณคลาร่า สบายดีนะครับ”

“สบายมากๆ เลยค่ะ เพิ่งมาถึงกันเหรอคะ”

“ใช่ครับ”

“เดินเล่นแถวนี้กันบ้างหรือยังคะ คลาร่าพาเดินเล่นไหม”

“คุณคลาร่าไม่มีเดินแบบเหรอครับ”

“มีค่ะ แต่เดี๋ยวค่อยไปเตรียมตัว พาคุณชมรอบๆ งานก่อนก็ได้ยังไงก็ทัน คุณแบมแบมเพิ่งมาครั้งแรกใช่ไหม คุณต้วนบอกมาอย่างนั้น”

“ใช่แล้วครับ” แบมแบมอมยิ้ม คุณคลาร่ายังพูดเก่งเหมือนเดิมเลย

“บริเวณงานนี่เราสามารถเดินชมผู้ชายได้ตามต้องการเลยนะคะ ฟรีค่ะ มีแค่ฮอลล์แสดงเท่านั้นค่ะที่ต้องมีบัตรเข้า งานนี้มีแต่คนหล่อๆ ทั้งนั้น”

คลาร่าจับมือแบมแบมอีกข้างไม่เกรงใจมาร์คเลย มาร์คกระแอมขัด คลาร่าหันไปมอง

“คุณต้วนเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” คลาร่าแสร้งถามทั้งที่รู้ เพราะเธอบอกให้คุณแบมแบมชมผู้ชายได้ตามอัธยาศัยล่ะสินะ ขี้หวงจริงๆ เลยคุณต้วน

“แต่สำหรับคุณแบมแบม คงไม่มีใครหล่อเท่าคุณต้วนหรอกใช่ไหมคะ” คลาร่าเสริมอีกนิดเพื่อเอาตัวรอดก่อนคุณต้วนจะทำอะไรเธอเข้าซะก่อน

มาร์คอมยิ้มที่นางแบบสาวรู้จักเอาตัวรอดอีกแล้ว

คลาร่าชี้ชวนให้แบมแบมดูตามจุดต่างๆ เจอคนรู้จักก็แนะนำให้แบมแบมรู้จัก กลายเป็นแบมแบมโดนขนาบข้างด้วยหนึ่งหนุ่มหล่อและหนึ่งสาวสวยไปซะแล้ว

“การจะได้นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ชิดขอบรันเวย์มีแต่พวกเซเลบริตี้ที่ทางแบรนด์เชิญมาดูเท่านั้นค่ะ คนภายนอกก็เข้ามาดูได้แต่ต้องอาศัยความสามารถนิดหนึ่ง บางคนก็ใช้วิธีเขียนจดหมายเมลหาทางแบรนด์เลย บางทีโชคดีส่งทีไปหลายแบรนด์ก็ได้บัตรทุกแบรนด์เลยนะคะ เจ๋งเนอะ”

“ครับ” แบมแบมรับคำเบาๆ เขากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเซเลบแล้วสินะ

“อย่างที่คุณเห็นค่ะที่นี่จะมีสามฮอลล์ ฮอลล์สองจะเล็กกว่าฮอลล์หนึ่ง แต่ฮอลล์หนึ่งใหญ่ที่สุด จุคนได้เยอะสุดค่ะภายในงานจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือSeoul Collection มันเป็นแฟชั่นโชว์ของดีไซเนอร์ดังระดับท็อปของประเทศเลย สวยๆ ทั้งนั้นเลยล่ะค่ะ มีแบรนด์ของคุณมิล่าด้วยนะคะ ฉันได้เดินปิดท้ายด้วย แล้วก็จะมี Generation Next เป็นแฟชั่นโชว์ของดีไซเนอร์หน้าใหม่ เราจะได้เห็นความคิดใหม่ๆ จากงานของดีไซเนอร์พวกนี้ด้วย งานเก๋ดีค่ะ”

“ดีไซเนอร์หน้าใหม่ก็สามารถมาโชว์ในงานได้เหรอครับ ผมคิดมาตลอดเลยว่ามีแต่แบรนด์ดังๆ หรูๆ เท่านั้นที่มาได้” เรื่องนี้แบมแบมไม่รู้เลยจริงๆ นะ งานแฟชั่นโชว์ห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเขามาก

 “ได้สิคะ ส่วนมากจะเป็นแบรนด์อิสระที่ก่อตั้งมาแล้วหนึ่งถึงห้าปีน่ะค่ะ นอกจากมีแฟชั่นโชว์แล้วยังมี Seoul Fashion Fair  อีก มันคือตลาดซื้อขายเสื้อผ้าแฟชั่นของแบรนด์ต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้จับจองสินค้ากัน ฉันว่าคุณน่าจะชอบนะ ถ้าคุณรู้จักแต่งตัวสักหน่อยหุ่นแบบคุณแต่งอะไรก็ดูดีค่ะ”

แบมแบมเพียงแค่ยิ้มให้เธอ เขาไม่คิดจะซื้ออะไรที่นี่อยู่แล้ว แค่มางานตามคำชวนของเธอเท่านั้น

“ยิ้มแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ หรือว่าไม่สนใจ อยากได้อะไรก็บอกคุณต้วนสิคะ เขาตามใจคุณอยู่แล้ว..ใช่ไหมคะ”

คลาร่าหันไปกระเซ้าคนที่มองผู้คนมากมายหน้าตึก DDP มาร์คหันมายิ้มให้เธอและแบมแบม

“ครับ” มาร์คตอบรับ คลาร่าหัวเราะชอบใจกับคำที่อยากได้ยินจากมาร์ค

“ไปในฮอลล์กันเถอะค่ะ” คลาร่าเชิญชวนทั้งสองให้เข้าฮอลล์ด้วยกัน แบมแบมน่ะยังไงก็ได้ แล้วแต่เธอจะพาไปเลย 

 

 

 

 

สำหรับแบมแบมการได้นั่งแถวหน้าชิดขอบรันเวย์ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่น้อย แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าแบมแบมไม่รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาที่ตน เหล่าเซเลบริตี้มองเขาพอๆ กับมองนายแบบนางแบบที่เดินอวดโฉมโชว์แฟชั่นบนแคทวอล์ค

 แบมแบมอึดอัดแต่ต้องทำตัวปกติ คุยและยิ้มกับท่านที่นั่งข้างกันเหมือนไม่มีอะไร

“คุณไม่ชอบเหรอครับ” มาร์คก้มลงกระซิบกับแกะที่มีท่าทางแปลกไป มือที่สอดประสานจับกับมือนิ่มที่วางบนตักบีบแน่นขึ้นเพื่อให้แบมแบมละสายตาจากแฟชั่นโชว์หันมามองเขา

“ไม่มีอะไรหรอกครับ”

“ไม่ชอบใจอะไรก็บอกผมได้นะ อยากออกไปจากที่นี่ไหมครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยากอยู่ดูให้จบ” แบมแบมไม่กล้าลุกไปไหนหรอก กลัวจะเด่นและเป็นการเสียมารยาทอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่ทนดูให้จบแล้วค่อยออกไปทีเดียวก็ได้

“แน่ใจนะครับ”

“ครับ ผมไม่เป็นไรจริงๆ”  

หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่อีกฝั่งมองมหาเศรษฐีหนุ่มและผู้ชายตัวเล็กที่นั่งเคียงคู่กัน ท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมนั้นยืนยันได้อย่างดีว่าข่าวที่พูดถึงกันในวงสังคมเมื่อเดือนก่อนคือความจริง

มิสเตอร์ต้วนมีคนรักใหม่แล้ว ตัวจริง ไม่ใช่แค่คนที่ควงไม่กี่วันแล้วก็เลิกอย่างที่แล้วมา

ตอนแรกเธอยังไม่เชื่อ เพราะหลังจากงานเลี้ยงของท่านรัฐมนตรีก็ไม่เห็นมิสเตอร์ต้วนควงคนคนนี้ออกสื่ออีกเลย มีแค่รูปจากปาปาราซซี่ที่ขายข่าวให้นิตยสารกอสสิปที่เห็นไม่ชัดนัก แต่ก็รู้ว่าเป็นมิสเตอร์ต้วนกับผู้ชายคนนี้ที่มักจะใช้เวลาว่างด้วยกันเสมอ

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ส่งข้อความหาใครบางคน คนที่เพิ่งมาถึงเกาหลีได้ไม่นาน

ซูจี ฉันอยากให้เธอมาที่ SFW มีอะไรจะให้ดู

 

 

 

 

            ร่างสมส่วนที่นอนบนเก้าอี้เอนริมสระว่ายน้ำควานมือหาโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะตัวเล็ก มองข้อความจากแอพพลิเคชั่นที่แจ้งเตือนแล้วจิ้มตอบ

            จะให้ดูอะไร ไม่ว่าง ขี้เกียจ

            ไม่อยากเห็นหน้าแฟนใหม่ของมิสเตอร์เหรอ

            คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ยันกายลุกขึ้นนั่ง เสยผมยาวสลวยแล้วกดเบอร์หาเพื่อนที่ส่งข้อความหาแต่เพื่อนตัวดีที่ส่งข่าวกลับไม่รับสาย

            “นั่งเล่นพอใจรึยัง ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ หนาว” สาวสวยเงยหน้ามองคนพูดที่มายืนค้ำหัว เธอเอื้อมมือฉุดแขนร่างสูงให้นั่งลง

            “นายบ่ายเบี่ยงที่จะเล่าเรื่องแฟนมาร์คให้ฉันฟังมาตั้งแต่คราวก่อนแล้วนะ ตอนนี้จะเล่าได้หรือยัง”

            “มันไม่ใช่เรื่องของเธอ และไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรยุ่งด้วย”

“แต่ที่ฉันรู้มา เด็กนั่นเป็นนักศึกษาฝึกงานในแผนกนาย” ซูจีคาดคั้นเซฮุนให้เปิดปากออกมาซะ

“ถ้าเธอรู้ถึงขนาดนั้นแล้วอยากจะรู้อีกหน่อยก็ไม่จำเป็นต้องมาถามฉันเลยนี่”

“อย่ามายียวนกวนประสาทกันนะ เขารักกันมากไหม”

“นั่นมันเรื่องของพวกเขา อย่าถามอะไรไร้สาระได้ไหม ทีเธอยังไม่บอกเลยว่ากลับเกาหลีมาทำไม หรือว่าอยากจะกลับมาพัดถ่านไฟเก่าให้คุ ขอบอกเลยนะว่าฉันจะคัดค้านสุดตัวแน่ๆ”

“เกิดรักและห่วงใยเจ้านายขึ้นมาหรือไง หรือว่าต้องการปกป้องเด็กคนนั้นเอาหน้าเพื่อจะได้ก้าวหน้ากว่านี้”

คำพูดเชิงเหยียดของซูจีทำให้เซฮุนรู้สึกไม่พอใจ

“เห็นแก่ที่เธอเป็นเพื่อนนะซูจี ครั้งนี้ฉันจะถือว่าไม่ได้ยิน ฉันเอ็นดูน้องเขามาก และไม่อยากให้เขาเสียใจ ถ้าไปได้ดีแล้วก็ไปสิ กลับมาทำไม”

“แน่ใจเหรอว่าแค่เอ็นดู?”

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” เซฮุนลุกขึ้น จะเดินหนี ซูจีรีบลุกไปขวางหน้า เซฮุนทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใส่

“อะไรอีก เธอว่างแต่ฉันไม่ว่างนะซูจี”

“นายทำงานที่ทีบีมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ต้องรู้สิว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามาร์คเป็นยังไง และทำไมเขาถึงคบเด็กคนนั้น”

“เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมันไม่เกี่ยวกันนะซูจี เขารักกันมากแค่ไหนฉันไม่สามารถไปล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจเขาได้ แต่น้องเคยซื้อที่ตรวจครรภ์ เธอว่าพวกเขาจริงจังกันแค่ไหนล่ะ”

เซฮุนพูดสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่เพื่อให้เพื่อนเลิกมาถามเขาเรื่องนี้สักที

สิ่งที่เซฮุนเล่าสร้างความตกใจให้คนฟังได้มากกว่าที่ตัวเขาคาดไว้มากนัก

“วะ..ว่าไงนะ เด็กคนนั้นท้องได้ด้วยเหรอ”

“คนเขาคบกัน มีความสัมพันธ์กัน มันจะท้องไม่ได้ได้ยังไงล่ะ” เซฮุนถอนหายใจ พูดไปก็เจ็บในใจ เขาไม่อยากรับความจริงข้อนี้ แต่ทำยังไงได้ คนที่ชอบกลายเป็นของคนอื่นไปแล้วนี่

 “..จริงจังมากสินะ”

“ตั้งแต่เลิกกับเธอไปคุณมาร์คยังไม่เคยมีใครเป็นตัวตนจนกระทั่งคนนี้”

            ซูจีไม่ได้ถามอะไรอีก เธอเดินเลี่ยงเพื่อนเพื่อจะไปแต่งตัว

“ซูจี กลับไปเถอะ ถึงฉันไม่รู้ว่าเหตุผลที่เธอกลับมาคือเรื่องอะไร แต่ช่วยกลับไปเถอะนะ”

เซฮุนรั้งแขนเพื่อนสาวเอาไว้ ซูจีเอ่ยโดยไม่หันมามองหน้าเพื่อน

“ฉันยังกลับตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่ฉันจะไม่ทำอะไรให้นายลำบากใจหรอกนะเซฮุน”

“อย่าทำให้แบมแบมต้องเลิกกับคุณมาร์คนะ” เซฮุนเอ่ยสิ่งที่กลัวออกมาทั้งที่ยังไม่รู้เจตนาเพื่อน

“แล้วนายไปเกี่ยวอะไรด้วย บอกเองไม่ใช่เหรอว่านายไม่ยุ่งเรื่องนี้”

“ฉันแอบชอบน้องเขา”

“อะไรนะ?!” ซูจีหันกลับมามองเพื่อนทันที เซฮุนถอนหายใจ

“ฉันชอบเขา ชอบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน พอได้เจอทุกวันยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้น่ารัก ถือว่าเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราได้ไหม กลับมาในฐานะอะไรก็ได้แค่อย่ามาในฐานะเดิม”

“ดูนายจะยัดเยียดให้ฉันร้ายกาจซะเหลือเกินนะ นายให้เห็นแก่ความเป็นเพื่อน แล้วนายล่ะเห็นฉันเป็นเพื่อนบ้างไหม ทำไมต้องพูดเหมือนฉันเลวร้ายขนาดนั้น”

ซูจีตัดพ้ออย่างน้อยใจ เซฮุนรู้สึกผิด เสียงที่เอ่ยต่อจึงอ่อนลง

“ถ้าอย่างนั้นก็บอกจุดประสงค์ที่กลับมาให้ฉันรู้หน่อยสิ”

“ฉันกลับมาเยี่ยมพ่อบ้างไม่ได้หรือไง”

“จะให้ฉันเชื่อเหรอซูจี มีอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ”

เขารู้ว่าซูจีรักพ่อ เธอจ้างพยาบาลพิเศษคอยดูแลพ่อตลอด 24 ชั่วโมง สรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ท่านยกเว้นเวลาว่างของเธอเองที่เธอไม่เคยมีให้ใคร แล้วอย่างนี้จะให้เขาเชื่อเหรอว่าซูจีแค่คิดถึงพ่อเลยอยากกลับมาเยี่ยม เหตุนั้นอาจแค่ส่วนหนึ่ง แต่เขามั่นใจว่าต้องมีมากกว่านี้

“ฉันขอคิดดูก่อนนะ” ซูจีคิดว่าเธอควรไปจากตรงนี้ก่อนจะทนเซฮุนคาดคั้นไม่ไหว

อยากรู้จริงๆ ว่าคนที่ทำให้เพื่อนเธอชอบได้เป็นคนแบบไหนกัน

เซฮุนอึดอัดกับคำพูดแบ่งรับแบ่งสู้ของเพื่อน เดาใจไม่ถูกเลยว่าซูจีกลับมาทำไม

ถ้าการกลับมาครั้งนี้ของซูจีไม่สร้างเรื่องอะไรก็คงดีหรอก

 

 

 

 

“คุณไม่อยากได้อะไรจริงๆ เหรอครับ ผมเห็นคุณดูจะชอบชุดของดีไซเนอร์ลิมมากเลยนะ”

“แค่เห็นว่าสวยดีเท่านั้นเองครับ ไม่ต้องซื้อให้หรอกนะครับ ซื้อไปก็ไม่รู้จะใส่ไปไหน”

แบมแบมดักคอก่อนท่านจะซื้อของแพงๆ ให้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังยืนยันว่าจะไม่รับของอะไรจากท่านอีก แค่คอนโดของจีมินเขาก็เกรงใจมากแล้ว

“คุณนี่น้า” มาร์คอ่อนใจ เดี๋ยวแอบซื้อแล้วส่งให้ทีหลังแล้วกัน

“คุณอยากจะไปไหนต่อไหมครับ”

“อืม..ไม่ล่ะครับ ไปหาอะไรกินก็แล้วกัน แล้วก็กลับบ้าน”

“คุณอยากทานอะไรล่ะ”

“ท่านเลือกแล้วกันครับ ผมไม่รู้จะกินอะไรดี” แบมแบมโยนภาระไปหาท่าน ให้ท่านเลือกเอาเลย

“ไม่กลัวผมเลือกร้านหรูๆ เหรอ”

“ก็ได้นะครับ” คราวนี้แบมแบมไม่มีปัญหา ท่านตามใจเขาและทำตัวติดดินมาตั้งแต่เรารู้จักกัน เขาตามใจท่านบ้างจะเป็นไรไป

“จริงเหรอ”

“อื้อ” แบมแบมพยักหน้าหงึกอย่างลืมตัว คงเพราะอยู่กับท่านแทบทุกวันทำให้เผลอแสดงความเป็นตัวเองออกมา

มาร์คอมยิ้ม นานๆ แกะจะตามใจเขานะ

“โอเค..ฉันเห็นเขาแล้ว ขอบใจมาก”

ซูจีวางสายจากเพื่อนผู้หวังดีที่ทำให้เธอตามหามาร์คจนพบ

หญิงสาวยืนมองอดีตคนรักกับผู้ชายหน้าตาดีที่กำลังคุยและยิ้มให้กันอยู่ครู่ ใจหนึ่งร้องบอกว่าเธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับมาร์ค แต่อีกใจก็เร่งเร้าให้เธอเข้าไปทักก่อนคนทั้งคู่จะหายไปจากสายตา

“มาร์คคะ”

ก่อนมาร์คจะโดนคนมากมายภายในงานกลืนหายไป ซูจีรีบเร่งฝีเท้าตรงไปหาแล้วร้องเรียกเขาไว้

มาร์คหยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่จำได้ขึ้นใจ แต่เขายังไม่มั่นใจและคิดว่าหูฝาด เพราะผู้คนในงานมากมายเหลือเกิน

“ท่านครับ” แบมแบมสงสัยว่าจู่ๆ ท่านหยุดเดินทำไม

“มาร์ค!” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแขนมาร์คโดนดึงรั้งให้หันหลังกลับไปมอง

ซูจีส่งยิ้มให้ร่างสูงที่ตกตะลึงด้วยคิดไม่ถึงกับการปรากฏตัวของเธอ

“คิดถึงจัง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีหรือเปล่า”

มาร์คมองใบหน้าสวยหวานของอดีตคนรักด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาควรจะรู้สึกยังไงหรือทำสีหน้าแบบไหนเมื่อเห็นหน้าเธอโดยไม่คาดคิดแบบนี้

เธอกลับมาเกาหลีตั้งแต่เมื่อไร

เขาลืมเธอไปตั้งนานแล้วอย่างน้อยก็พยายามจะลืม

“ผมไปรอที่รถนะครับ” แบมแบมตั้งใจจะปลีกตัวไปเพื่อให้ท่านมีเวลาส่วนตัว แต่มาร์คกลับจับมือเล็กเอาไว้แน่น

แบมแบมเงยหน้ามองท่าน แรงกระชับที่ฝ่ามือทำให้เขาต้องยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป ถ้าท่านไม่ให้เขาไปแสดงว่าเขาคงอยู่ฟังได้ว่าทั้งสองจะคุยอะไรกัน

“แฟนใหม่เหรอ?” ซูจีถามแล้วมองมือทั้งสองที่กอบกุมกันไว้

แบมแบมมองหญิงสาวที่ถามคำถามเกี่ยวมาถึงตัวเขา

มาร์คปล่อยมือแบมแบมทันที แบมแบมเห็นหญิงสาวยิ้มเล็กน้อยเหมือนพอใจกับการกระทำนี้

ลางสังหรณ์ในใจแบมแบมเริ่มทำงาน สองคนนี้ต้องเคยมีเรื่องราวอะไรบางอย่างต่อกันแน่ๆ

แบมแบมนั้นความรู้สึกไว เขาพอจะเดาออกว่าระหว่างท่านและหญิงสาวคนนี้คงรู้จักกันมาก่อน และความสัมพันธ์น่าจะไม่ใช่คนรู้จักแบบผิวเผินด้วย

คุณคงทักคนผิด ผมไม่รู้จักคุณนะครับ..ไปกันเถอะคุณคงหิวแล้ว”

มาร์คสบตาซูจีนิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ต่อเธอทั้งนั้น จากนั้นหันมามองคนที่ยืนข้างกัน มือที่ปล่อยมือแบมแบมเมื่อกี้เลื่อนไปวางบนเอวบาง โอบเอวให้เดินไปด้วยกัน

แบมแบมงุนงง เหลียวมองหญิงสาวอีกครั้งก่อนเร่งฝีเท้าเดินตามเจ้านายไป

ซูจีมองตามแผ่นหลังกว้างไปด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมมาร์คถึงได้เฉยชากับเธอขนาดนี้ เขาบอกว่าไม่รู้จักเธออย่างนั้นเหรอ

มาร์คใจร้ายมากนะ แค่สถานะคนรู้จักก็ให้กันไม่ได้หรือไง คงเป็นห่วงความรู้สึกของผู้ชายคนนั้นมากเลยสินะ

เราต้องได้เจอกันอีกแน่มาร์ค ฉันจะรอดูซิว่าคุณจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันไปได้อีกนานแค่ไหน

           

 

 

มาร์คพาแบมแบมมาที่รถโดยไม่พูดอะไร แบมแบมเองก็ไม่กล้าถาม

ในเมื่อท่านปฏิเสธออกมาขนาดนั้นทั้งที่อีกฝ่ายทักท่านอย่างมั่นใจ แสดงว่าท่านไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้ว แบมแบมเองก็ควรจะปล่อยมันไว้ให้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน เพราะเขาก็ไม่มีสิทธิไปยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว

มาร์คมองคนที่ยังทำตัวปกติ ไม่พูด ไม่ถาม ไม่สงสัยอะไรกับเหตุการณ์เมื่อครู่เลย

“กันต์ครับ”

“ครับ”

“ไม่ว่ายังไง ในตอนนี้ผมก็มีแค่คุณ ผมอยากให้คุณรู้ไว้”

มาร์คบอกกันต์พิมุกต์อย่างนี้เพราะอยากตอกย้ำกับตัวเองด้วยว่าตอนนี้เขามีคนดีๆ อย่างกันต์อยู่แล้ว แม้เวลาระหว่างเราจะสั้น แต่เขาก็เลือกแล้ว

คำพูดของท่านเหมือนการสารภาพกลายๆ ว่าการที่บอกว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นคือการโกหก แต่แบมแบมจะไม่ถามสาเหตุ เรามีระยะห่างต่อกัน มีช่องว่างของความเป็นส่วนตัว

เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน ความสัมพันธ์ของเราไม่มีชื่อเรียกด้วยซ้ำ

เขาคิดไว้ตั้งแต่มีเรื่องสัญญาแล้วว่า ในระหว่างนี้ถ้าท่านมีใคร เขาก็ไม่สนใจหรอก เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่อยู่เคียงข้างท่านไม่ใช่เขา

เขากับท่านรู้จักและอยู่ใกล้กันด้วยพันธะสัญญา เมื่อปลดเปลื้องพันธะนั้นออกเราจะกลายเป็นแค่คนแปลกหน้า

แบมแบมทำได้เพียงยิ้มและพยักหน้าให้ท่านมั่นใจว่าเขารับรู้แล้ว

 

 

 

 

“แบมทำอะไรน่ะ แกะโทรศัพท์เอาแบตออกทำไม” ฮันบินเท้าคางมองรุ่นน้องที่ชำแหละโทรศัพท์ตัวเองกลางโต๊ะอาหารเที่ยง

“เซฟแบตไงครับ”

“ใช้ที่ชาร์ตสำรองสิ” เจียว่าวิธีนี้มันประหลาดนะ

“ลืมเอามาจากบ้านครับ มือถือแบมมันเก่าแล้ว แบตฯก็เสื่อม แป๊บๆ แบตฯก็หมดแล้วล่ะ เดี๋ยวแบตฯเหลือไม่ถึงตอนเลิกงาน”

            “พี่ว่าซื้อเครื่องใหม่สักทีก็ดีนะแบม”

เซฮุนสงสารโทรศัพท์แบมแบมเหลือเกิน ถ้ามันพูดได้คงบอกให้ทิ้งมันไปสักที นี่ถ้าซื้อโทรศัพท์ให้ได้ซื้อไปแล้ว แต่เพราะรู้ว่าแบมแบมไม่ยอมรับแน่นอนก็เลยทำได้แค่คิด

          “มันก็ยังใช้ได้นะครับ ทนจะตาย” แบมแบมไม่ยอมเปลี่ยนจนกว่ามันจะใช้ไม่ได้แล้ว

            “ท่านไม่ซื้ออะไรให้เลยเหรอ น่าจะสังเกตบ้างนะว่าของใช้แบมมีอะไรบ้างที่ควรเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว”

มินแปลกใจทีเดียวล่ะ ขนาดคู่นอนยังได้นู่นนี่เยอะไปหมด แต่ตัวจริงไม่เห็นได้อะไรบ้างเลย แบมแบมทำตัวสมถะยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น

“แบมไม่รบกวนท่านขนาดนั้นหรอกครับ มันของของแบม อยากเปลี่ยนใหม่แบมจะซื้อเอง”

แบมแบมอมยิ้ม ไม่คิดรบกวนใคร ตัวเองใช้เอง พังเอง ก็ต้องซื้อเองสิ

“ไม่กลัวใครโทรมาแล้วไม่ติดเหรอ”

ฮันบินเลี่ยงไปถามอีกอย่าง เดี๋ยวน้องจะเกิดอาการตึงๆ ขึ้นมาอีกเพราะคำพูดของมิน ไอ้เพื่อนคนนี้ก็ไม่เคยจำเลยว่านิสัยน้องตัวเองเป็นยังไง แบมแบมน่ะศักดิ์ศรีสูงทะลุเพดาน

“ไม่ค่อยมีคนโทรหาแบมหรอกครับ เพื่อนก็นานๆ โทรที ที่บ้านก็ไม่โทรมาเวลางานอยู่แล้ว”

“ไม่กลัวคุณเลขาชเวหรือท่านโทรตามตัวหรือไง” เซฮุนกังวลแทน ท่านประธานชอบตามตัวแบมแบมไปปุบปับ เรียกทีก็หายไปเป็นค่อนวันหรือไม่ก็เป็นชั่วโมง

“โทรศัพท์ภายในก็มีนี่ครับ ไม่เป็นไรหรอก” แบมแบมไม่คิดมากอยู่แล้ว

 

 

 

“พี่แบมยังไม่ตอบอีกเหรอโซมี” โซมีหันไปมองเพื่อนที่ถาม พยักหน้าให้

เด็กสาวเฝ้ารอข้อความตอบกลับจากพี่ชายคนรองตลอดบ่ายจนแทบไม่เป็นอันเรียน แต่พี่แบมแบมไม่ตอบกลับเธอมาเลย หรือว่างานยุ่งมากจนไม่มีเวลาเช็กโทรศัพท์ก็ไม่รู้

“ลองส่งข้อความหาพี่คุณสิ”

“ไม่ได้หรอก พี่คุณใจร้อนกว่าพี่แบมเยอะ ถ้าบอกว่าแม่ไม่สบายต้องรีบลางานกลับบ้านวันนี้แน่ๆ บอกพี่แบมก่อนน่ะดีที่สุด พี่แบมช่วยพูดกับแม่ได้แน่”

โซมีตอบเพื่อนสนิทแล้วก็ถอนหายใจ

แม่ไม่ให้เธอเล่าให้พี่ชายฟังว่าแม่ไม่สบาย แต่จะเชื่อฟังแม่เรื่องนี้ก็ทำไม่ได้ เธอรออยู่หลายวันแม่ก็ไม่ยอมไปหาหมอสักทีทั้งที่รับปากว่าจะไป ทางเดียวที่ทำได้คือให้พี่แบมแบมกล่อมแม่ให้ไปโรงพยาบาล

 

 

 

“กลับแล้วนะ” เจียและมินยกมือโบกลาแบมแบมที่นั่งรอท่านประธานบริเวณล็อบบี้ทั้งที่ออกจากแผนกก่อนพวกเธอซะอีก แบมแบมยกมือโบกตอบ

วันนี้แบมแบมต้องกลับบ้านกับท่านตามเคย พี่คุณไม่อยู่บ้านนี่เป็นโอกาสของท่านเลยที่จะบังคับให้แบมแบมไปนอนที่บ้านด้วยกัน

แบมแบมควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเพื่อจะเล่นเกม ก่อนนึกได้ว่าวันนี้ทั้งวันตัวเองถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่อง

แบมแบมใส่แบตฯโทรศัพท์ใหม่แล้วเข้าใช้อินเทอร์เน็ตฆ่าเวลา

“หืม?” แจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นขึ้นรัวๆ ว่ามีข้อความใหม่จากน้องสาว

พี่คะแม่ไม่สบายแต่ไม่ให้หนูบอกพี่ ทำไงดี พูดยังไงก็ไม่ยอมไปหาหมอ หนูเป็นห่วงมาก พี่โทรหาแม่หน่อยได้ไหม ถ้าวันหยุดลางานได้ กลับบ้านหน่อยได้ไหมคะ ถ้าพี่พาไปหาหมอเองแม่ต้องยอมไปแน่

ทำไมไม่ตอบหนูเลย งานยุ่งเหรอคะ หนูไม่กล้าโทรหาพี่คุณ

ว่างแล้วโทรหาหนูหน่อยนะ

แบมแบมใจหายเมื่ออ่านข้อความจนจบ เขารีบพิมพ์ตอบกลับน้องสาวทันที

แม่เป็นอะไร อาการเป็นไงบ้างบอกหน่อย

รอไม่นานข้อความตอบกลับของน้องสาวก็ส่งมา เหมือนเธออยู่กับมือถือตลอดเวลา

แน่นหน้าอก ช่วงนี้เป็นบ่อยมากเลย แม่ทำแต่งานไม่ยอมพักเลยหนูว่าคงเพราะเรื่องนี้แหละ ขนมน่ะยังไม่เลิกขายเลยนะทั้งที่พี่คุณบอกให้เลิกทำแล้วแท้ๆ หนูจะทำยังไงดี

แบมแบมหนักใจ เขาลางานร้านขนมมาหลายครั้งแล้ว ไม่รู้จะแลกกะกับคนอื่นได้อีกไหม จะแลกกับจีมินน่ะได้แน่นอนเพราะยังไงจีมินก็เต็มใจช่วยแน่ แต่เขาไม่อยากรบกวนเพื่อนมากเกินไป

ดูแลแม่ดีๆ นะ ถึงพี่โทรไปแม่ก็คงแค่รับปากแล้วไม่ยอมไปหาหมอหรอก พี่จะกลับบ้านแล้วกัน

แบมแบมรู้ว่าแม่ดื้อแค่ไหน เอาแต่ทำงานไม่ยอมดูแลตัวเอง แม่กับหมอน่ะไม่ถูกกันเลย

โอเคค่ะ แม่กลับบ้านละ เดี๋ยวคืนนี้หนูโทรหานะ

อื้อ พี่จะรอนะ

ร่างบางลังเลที่จะติดต่อพี่ชาย รู้ว่าติดต่อไปมีแต่จะสร้างความเป็นห่วงให้คนที่อยู่ไกล นิชคุณไปทำงานต่างประเทศไม่สามารถกลับบ้านไปหาแม่พร้อมเขาได้อยู่แล้ว บอกตอนนี้คงทำให้ไม่มีสมาธิทำงาน

เอาไว้รอจนแน่ใจว่าแม่ไม่เป็นไรมากแล้วค่อยบอกให้พี่ไปเยี่ยมแม่ทีหลังก็แล้วกัน

“กันต์ครับเป็นอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่สู้ดีเลย”

แบมแบมสะดุ้ง หันไปมองคนที่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง เดินมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

“ไม่มีอะไรหรอกครับ” แบมแบมฝืนยิ้ม เลือกปฏิเสธเพราะยังไงนี่ก็เรื่องส่วนตัว บอกท่านไปก็ไม่มีประโยชน์

แบมแบมหยิบกระเป๋า ลุกขึ้น มาร์คจับแขนเรียวเอาไว้

“คุณดูไม่สบายใจ มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“นิดหน่อยน่ะครับ”

“มีอะไรให้ผมช่วยไหม” คำถามแสดงความห่วงใยถูกส่งมาทันที แบมแบมส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรครับ เรากลับกันเถอะ”

แบมแบมยกโทรศัพท์มาดูข้อความของน้องสาวอีกครั้ง ขบกัดริมฝีปากตนเองเบาๆ ด้วยความกังวล

ถ้าแม่ไม่เป็นไรมากโซมีไม่ส่งข้อความบอกเขาหรอก น้องเองก็คงไม่รู้จะทำยังไง อยู่กับแม่แค่สองคน ถ้าเกิดแม่ไม่สบายหนักเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะช่วยอะไรแม่ได้ อาจจะเรียกรถพยาบาล แล้วยังไงต่อล่ะ โซมีคงจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้แน่

มาร์คสงสัยและเป็นห่วง แต่ไม่อยากเซ้าซี้ถามให้แบมแบมลำบากใจจึงเงียบและคอยสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายแทน

 

 

 

            “ผมขอไปโทรศัพท์แป๊บนึงนะครับเดี๋ยวจะไปทำอาหารเย็น ท่านไปอาบน้ำก่อนเลยก็ได้”

            พอมาถึงบ้านท่านแล้วแบมแบมก็ทนไม่ไหว เขาจะไม่รอให้โซมีโทรมาก่อน โทรไปเองคงดีกว่า

            มาร์คมองตามคนที่เดินออกจากห้องนั่งเล่นไปโทรศัพท์ นึกสงสัยว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน

            แบมแบมออกมาโทรศัพท์ตรงพื้นที่อเนกประสงค์ของเพ้นท์เฮ้าส์ น้องรับสายช้าจนร้อนใจ

            “ฮัลโหลโซมี ตอนนี้คุยได้ไหม อยู่กับแม่หรือเปล่า”

            <คุยได้ค่ะพี่แบม แป๊บนะ หนูขึ้นห้องก่อน>            

            แบมแบมถือสายรอ ฟังเสียงวิ่งขึ้นบันไดของน้องสาว ไม่นานเธอก็กรอกเสียงกลับมา

            โซมีเล่าให้พี่ชายฟังว่าแม่ไม่สบายมาสักระยะแล้ว จากที่เธอสังเกตเอาเอง อาการแม่ไม่สู้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเธออยากให้แม่ไปหาหมอได้แล้วแต่แม่ไม่ยอม

แบมแบมรับฟังด้วยความไม่สบายใจ เป็นห่วงแม่

“เอาล่ะ พี่จะหาเวลารีบกลับบ้านให้เร็วที่สุดนะ ถ้าแม่เป็นอะไรมากก็ไปตามพี่วอนพิลนะไม่ต้องรอให้แม่พร้อมหรอก ยังไงแม่ก็ไม่ยอมไปเองอยู่แล้ว เดี๋ยวพี่จะโทรหาพี่เขาอีกทีด้วย เราเองก็คอยสังเกตอาการแม่นะ มีอะไรก็โทรมาหาพี่ได้ตลอดเวลาเลยรู้ไหม”

<ค่ะ พี่จะบอกพี่คุณเลยไหม?>

“ยังบอกไม่ได้หรอกจ้ะ พี่เขาไปดูงานต่างประเทศ อาทิตย์หน้าแน่ะถึงจะกลับ บอกตอนนี้พี่เขาก็ไม่สบายใจเปล่าๆ เรื่องบอกพี่คุณพี่จะจัดการเอง”

<อื้อ พี่เป็นไงบ้าง สบายดีไหมคะ>

“ก็ดีจ้ะ เรื่อยๆ เราเองก็ดูแลตัวเองด้วยนะ ตอนนี้คนที่อยู่ใกล้แม่และดูแลแม่ได้ตลอดเวลาก็มีแค่โซมีเท่านั้น อ้อ ที่พี่โอนเงินไปน่ะได้หรือยัง”

<เรียบร้อยค่ะ ดูแลตัวเองด้วยนะคะ หนูต้องลงไปแล้วล่ะ ขึ้นมานานเดี๋ยวแม่สงสัย รักพี่นะ>

“จ้ะ รักเหมือนกัน” แบมแบมถอนหายใจ ท่าทางกลัดกลุ้ม

เขาว่าคราวนี้แม่คงจะไม่สบายมากจริงๆ คนแข็งแรงอย่างแม่จู่ๆ ก็มีอาการแน่นหน้าอกจนโซมียังสังเกตได้นี่ต้องไม่ใช่ป่วยธรรมดาแน่

“กันต์” มาร์คที่มายืนฟังแบมแบมโทรศัพท์อยู่นานเดินเข้าไปหาเมื่อแบมแบมวางสายไปแล้ว

ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย มือที่ถือโทรศัพท์ลดลง ละสายตาจากวิวนอกกำแพงกระจกมามองคนที่เดินมากอดเอวเขาไว้

“ครับ?”

“คุณแม่ไม่สบายเหรอ ขอโทษนะที่แอบฟัง ผมแค่เป็นห่วง”

“ใช่ครับ” แบมแบมไม่ได้โกรธอะไรที่ท่านได้ยินที่เขาคุยกับน้อง มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับ

“เป็นห่วงก็กลับไปหาสิครับ”

“บ้านผมอยู่ไกลน่ะสิครับ มันไม่สามารถไปกลับในคืนเดียวได้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำงานด้วย คงต้องรอนั่งรถกลับวันศุกร์”

ถ้าทำได้แบมแบมอยากกลับบ้านตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

“บ้านคุณอยู่ไหนเหรอครับ ตรงไหนของชอลลานัมนะ” มาร์คจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าบ้านแกะอยู่ที่จังหวัดชอลลานัม

“ทัมยางน่ะครับ” แบมแบมก็อยากกลับซะคืนนี้ แต่ติดที่เวลาในการเดินทาง แค่นั่งรถไปควางจูก็เกือบสี่ชั่วโมงเข้าไปแล้ว และยังต้องนั่งรถจากควางจูไปทัมยางอีกครึ่งชั่งโมงด้วย

“ผมเคยไปควางจู ถ้าไปเครื่องบินก็แค่ 45 นาทีเท่านั้นเอง ทัมยางก็อยู่ใกล้ๆ เรานั่งรถต่อไปอีกนิดก็ถึงแล้วนี่ครับ ถ้าคุณอยากกลับบ้านผมพาไปวันนี้เลยก็ได้นะ”

“เอ่อ ถึงจะเดินทางในประเทศก็เถอะครับ แต่หาตั๋วเครื่องบินฉุกละหุกแบบนี้ก็ลำบากนะครับ ไม่เป็นไรหรอกครับผมกลับมะรืนก็ได้”

ความจริงทางที่ท่านเสนอก็น่าสนใจ แต่ค่าโดยสารเครื่องบินมันจะราคาสูงกว่าค่าโดยสารรถไฟหรือรถประจำทางเท่าไหร่แบมแบมก็ไม่รู้เหมือนกัน ในชีวิตนี้ไม่เคยขึ้นเครื่องบินไปไหนเลยนะ

“ใครว่าเราต้องไปซื้อตั๋วขึ้นเครื่องบินเพื่อนั่งกับคนอื่นล่ะครับ ผมหมายถึงเครื่องบินส่วนตัวต่างหาก”

“เอ๋?..เครื่องบินส่วนตัว?” แบมแบมอึ้ง รู้นะว่าท่านรวยแต่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะถึงขนาดซื้อเครื่องบินส่วนตัว

“ใช่ครับ ไปเลยไหมล่ะครับ” มาร์คถามเหมือนเป็นเรื่องง่ายดายที่จะไหนก็ได้ตามที่ใจปรารถนา

“คือ..แล้วท่านจะไปจอดที่ไหนครับ บ้านผมไม่มีที่ให้ลงจอดหรอกนะ”

แบมแบมกำลังตกใจจนมึนไปหมดแล้วถึงได้ถามบ้าๆ ออกไป เขากำลังคุยกับมหาเศรษฐีที่รวยมากกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลย

มาร์คหลุดขำกับสีหน้าตกตะลึงของแกะ ตกใจขนาดนั้นเชียวเหรอ

“ก็สนามบินสิครับ แต่ใช่ว่านึกอยากจะจอดก็ลงปุบปับได้เลยหรอกนะ มันก็สะดวกดีนะครับ ตกลงจะกลับบ้านไหมครับผมจะได้ให้คุณยองแจจัดการเรื่องเดินทางให้”

มาร์คปล่อยมือจากเอวบางจะเดินกลับไปหยิบโทรศัพท์ แบมแบมรีบจับแขนท่านไว้

“หยะ..ยังครับ ยังไม่ต้องหรอก ผมกลับมะรืนดีกว่า เลิกงานก็นั่งรถกลับเลย”

แบมแบมรีบปฏิเสธ ชีวิตเขาจะหรูหราเกินไปแล้วถ้าต้องนั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับบ้านเนี่ย มันเป็นเรื่องที่เขารับไม่ทันจริงๆ

“ต้องการอย่างนั้นเหรอครับ”

“ครับ”

“ตามใจคุณ กลับวันศุกร์ก็ดีครับเดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน”

“ท่านอยากไปด้วยหรือครับ”

“ครับ ผมอาสาเป็นคนขับรถให้แล้วกัน”

ถึงให้คนขับรถขับให้มันจะสบาย แต่เรื่องนี้มาร์คอยากจะทำเอง

“ไม่ต้องลำบากท่านขนาดนั้นหรอกครับ จะขับรถให้ผมนั่งทำไมกันตั้งหลายชั่วโมง”

โธ่เอ๊ย เข้าใจความเกรงใจของคนอื่นเป็นไหมครับ มีอย่างที่ไหนลูกน้องให้เจ้านายขับรถให้นั่ง

“ตกลงตามนี้นะครับ วันศุกร์เราจะกลับบ้านคุณด้วยกัน ไปทำอาหารเย็นกันเถอะครับผมหิวแล้ว”

มาร์ครวบรัดตัดบทไม่ให้แบมแบมปฏิเสธแล้วลากแบมแบมไปเข้าครัว แบมแบมอ่อนใจที่ท่านดื้อดึงจะเอาใจเขาเหลือเกิน

เขาก็ฝึกงานแค่สามเดือนเท่านั้นล่ะ ยังไงเขาก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับท่านก่อนเดือนหน้าอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำดีกับเขาขนาดนี้เลย..

 

 

 

 

รถยนต์เบนท์ลีย์สีขาวคันงามแล่นด้วยความเร็วสูงไปตามถนนสายหลัก อากาศยามค่ำคืนมีความเย็นโรยตัวปกคลุม บรรยากาศของเมืองทัมยางเต็มไปด้วยต้นไผ่มากมาย ซึ่งว่ากันว่าไม้ไผ่เป็นเครื่องฟอกอากาศชั้นดีของที่นี่เลยทีเดียว

ทัมยางเป็นเมืองที่เงียบสงบและมีจุดเด่นในเรื่องของอากาศบริสุทธิ์เพราะยังมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ถือเป็น Slow City ของเกาหลีอีกแห่ง

มาร์คขับรถไปตามเส้นทางที่เครื่องนำทางภายในรถบอก เขาบอกกับแบมแบมว่าจะเป็นคนขับให้ก็ทำอย่างที่พูดไว้จริงๆ

วันนี้มาร์คเลิกงานก่อนเวลาเพื่อพาแบมแบมมาชอลลานัม แบมแบมก็ไม่สามารถขัดใจได้จึงปล่อยให้ท่านทำตามที่ต้องการ

“ที่นี่มีถนนต้นไม้ด้วยนี่ครับ พรุ่งนี้เราไปดูกันไหม เขาว่าสวยมาก มันสวยจริงๆ หรือเปล่า”

มาร์คชวนคุยเมื่อขับรถเข้าเขตเมืองทัมยางแล้ว แบมแบมเบนสายตาจากนอกรถมามองท่าน ยิ้มน้อยๆ

การได้กลับบ้านในรอบหลายเดือนทำให้แบมแบมอารมณ์ดีมาก และดีใจที่จะได้พบแม่ด้วย

“เขาเรียก Damyang Metasequoia Road ครับ สวยมาก เป็นสถานที่ที่โรแมนติกมากครับ จะมีต้นสนเรียงรายสองข้างทาง ระยะทางไกลเหมือนกัน เกือบยี่สิบกิโลเมตรแน่ะครับ”

เจ้าบ้านนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวของทัมยาง เขาเห็นจนชินแล้ว  แต่สำหรับคนต่างถิ่นคงเป็นอะไรที่แปลกตาและรู้สึกว่าสวยงามน่าหลงใหล

คุณแม่ของคุณท่านไม่ว่าอะไรจริงๆ ใช่ไหมครับที่ผมมาด้วย”

“มาขนาดนี้แล้วยังกลัวอีกเหรอครับ แม่ผมใจดีนะ ไม่เป็นไรหรอกครับ” แบมแบมหัวเราะ ไม่คิดว่าท่านจะกลัวแม่เขานะ แม่เขาใจดีมาก

“เราต้องแนะนำตัวกับคุณแม่คุณว่าเป็นแฟนกันด้วยใช่ไหม”

“ที่จริงไม่ต้องบอกก็ได้นะครับ แต่แม่ก็คงรู้อยู่แล้ว น้องผมบอกว่าข่าวคราวที่แล้วแม่ก็รู้”

“เอาเข้าจริงผมก็แอบตื่นเต้นนะครับที่จะได้ไปบ้านคุณ”

“จริงเหรอครับ บ้านผมไม่มีอะไรหรอกครับ อย่ากังวลไปเลย” แบมแบมอมยิ้ม ไม่เชื่อ คิดว่าท่านพูดไปอย่างนั้นเอง

กว่ามาร์คและแบมแบมจะถึงบ้านก็เป็นเวลาสามทุ่มเข้าไปแล้ว มาร์คขับยาวโดยไม่แวะพักรถที่ไหนเลยตลอดเวลาเกือบห้าชั่วโมง

บ้านและฟาร์มของครอบครัวแบมแบมตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน แต่ต้องขับเข้าไปในฟาร์มลึกเข้าไปอีกหน่อยถึงจะเห็นตัวบ้านสองชั้นขนาดกะทัดรัดน่ารัก

“เสียงรถนี่นา พี่เขาคงมาแล้วล่ะ”

อังศนาที่รอลูกชายมารีบผุดลุกขึ้นยืน ชะเง้อมองไปนอกหน้าต่าง ขับรถทางไกลมาถึงค่ำมืด หัวอกคนเป็นแม่ย่อมห่วงเป็นธรรมดา

โซมีลุกออกไปเปิดประตูต้อนรับพี่ชาย เด็กสาวร้องอู้หูออกมาทันทีที่เห็นรถยนต์หรูคันงามที่พี่ชายนั่งมาจอดหน้าบ้าน

แบมแบมลงจากรถแล้วอ้อมไปหยิบกระเป๋าที่ท้ายรถ โซมีโค้งให้ผู้ชายแปลกหน้าที่มาด้วยกัน

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ” มาร์ครับคำทักทายของโซมีแล้วช่วยแบมแบมถือกระเป๋า

เห็นตัวจริงของคนที่มีข่าวกับพี่ชายแล้วโซมีค่อนข้างประหลาดใจทีเดียว คนเราจะหล่ออะไรได้ขนาดนี้นะ หล่อธรรมชาติจริงๆ น่ะเหรอ น่าตกใจเป็นบ้า

โซมียกมือไหว้พี่ชายแล้วสวมกอดด้วยความคิดถึง แบมแบมกอดตอบน้องสาวแล้วโอบไหล่พาเข้าบ้าน  มาร์คเดินตามสองพี่น้องเข้าไป

บ้านของแกะนั้นเห็นจากภายนอกแม้จะดูเรียบๆ แต่ภายในนั้นตกแต่งได้อย่างน่ารักและอบอุ่นมาก แค่ได้มาเยือนครั้งแรกมาร์คก็รู้สึกชอบบ้านของแกะเข้าซะแล้ว

“แม่ครับ คิดถึงจัง” แบมแบมวางกระเป๋าแล้ววิ่งไปกอดแม่จากนั้นก็ไหว้ที่อกหนึ่งที  อังศนากอดตอบลูกชายด้วยความคิดถึงเช่นกัน

“ไม่เจอกันไม่เท่าไรลูกแม่ผอมลงอีกแล้วเหรอ”

คุณแม่ทักด้วยความเป็นห่วง ถึงไม่ได้เจอกันนานแม่ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกอยู่ดี

แบมแบมยิ้มกว้างเข้าสู้ ก่อนจะผายมือไปทางอีกคนที่ยืนมองอยู่

“นี่คือคุณมาร์คครับ อี้เอิน ต้วน เขาเป็นเจ้านายแบมเอง”

มาร์คโค้งให้หญิงกลางคนเมื่อถูกแนะนำตัว อังศนาพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ ในใจอยากทักทายเขาออกไปว่าเคยเห็นเขามาก่อน

เค้าโครงที่ไม่ค่อยต่างไปจากเมื่อหลายปีก่อนยังทำให้จำได้คลับคล้ายคลับคลา แล้วยิ่งนามสกุลต้วนอีกทั้งเป็นหลานเจ้าสัวซังวูตามที่เธออ่านจากข่าวเมื่อเดือนก่อนนั้น ทุกอย่างทำให้เธอค่อนข้างแน่ใจ

เขาไม่รู้จักเธอหรอกมีแต่เธอที่รู้จักเขา

“นอกจากจะเป็นเจ้านายแล้วยังเป็นแฟนเราด้วยใช่ไหมล่ะ แม่เห็นข่าวอยู่นะ จงใจไม่บอกแม่ล่ะสิ”

พอถูกแม่เย้าแบมแบมก็หน้ามุ่ย อังศนาหัวเราะแล้วบีบจมูกรั้นเบาๆ จนแบมแบมอมยิ้ม

บรรยากาศครอบครัวที่อุ่นอวลทำให้มาร์คยืนมองเสียเพลิน

“ยังไม่ได้กินข้าวกันมาใช่ไหมจ๊ะ รอแป๊บนึงนะ แม่ไปอุ่นกับข้าวให้ก่อน”

“ไม่ต้องอุ่นหรอกครับแม่ แบมกินยังไงก็ได้ คุณมาร์คก็เป็นคนทานง่าย”

แบมแบมรีบห้ามเมื่อแม่จะเข้าครัวแทนที่จะพักผ่อน อังศนาลังเลเพราะมีแขกมาด้วย จะให้ทานอาหารจืดชืดก็กระไรอยู่

“ไม่เป็นไรครับคุณน้า ผมทานได้ทุกอย่างครับ”

“เหรอจ๊ะ ดีจัง เรียกแม่ว่าแม่ก็ได้นะจ๊ะ เพื่อนแบมแบมทุกคนก็เรียกอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่สะดวกก็เอาที่ถนัดนะ”

คุณแม่ยิ้มหวาน รอยยิ้มของเธอทำให้มาร์คต้องยิ้มตาม เขารู้แล้วว่ากันต์พิมุกต์ได้รอยยิ้มดึงดูดใจคนมาจากใคร

“ขอบคุณมากครับ”

“หนูไปตั้งโต๊ะให้เลยนะ” โซมีอาสา แบมแบมจับมือน้องไว้

“เดี๋ยวก่อน โซมีกับแม่ล่ะกินข้าวกันหรือยัง”

“หนูกับแม่กินไปตั้งนานแล้ว หิ้วท้องรอไม่ไหวหรอกค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นพี่จัดการเอง คุณมาร์คนั่งคุยกับแม่ไปก่อนนะครับ”

แบมแบมขอเข้าครัวไปจัดการเอง มาร์คพยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาหน้าทีวีเมื่อคุณแม่เชิญให้นั่ง

“ไม่น่าต้องลำบากขับรถมากันเลยนะ แม่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” แม่อดบ่นไม่ได้ มาร์คอมยิ้ม

“ไม่เป็นไรหรอกครับ กันต์เขาเป็นห่วงคุณแม่มาก เห็นเขาไม่สบายใจผมก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย ที่จริงจะมากันตั้งแต่วานก่อนแล้วแต่กันต์ขอมาวันนี้”

“ขอบใจนะจ๊ะ มาร์คท่าทางเป็นคนพึ่งพาได้ ยังไงแม่ก็ฝากแบมแบมด้วยนะ เด็กคนนั้นชอบดูแลคนอื่น คิดถึงแต่คนอื่น ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ อยู่ไกลแม่ก็เป็นห่วง คุณเขาก็งานยุ่ง วันๆ นึงพี่น้องคงแทบไม่ได้เจอหน้ากัน”

อังศนาถือโอกาสฝากฝังแบมแบมไว้กับมาร์คซะเลย นี่เป็นแฟนคนแรกเลยที่แบมแบมพามาบ้าน

“ได้ครับ เรื่องนั้นคุณแม่ไม่ต้องห่วงเลย อาการเป็นยังไงบ้างครับ กันต์เขากังวลมาก เราคุยกันว่าพรุ่งนี้จะพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลด้วย ความจริงผมเองก็เป็นแค่คนรักของกันต์ ไม่มีสิทธิ์จะยุ่งในเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณแม่ไม่ไปหาหมอ กันต์เขาคงกลับโซลด้วยความไม่สบายใจแน่ๆ”

อังศนาไม่แปลกใจเท่าไรที่มาร์คเข้าประเด็นถึงจุดประสงค์ที่พากันมาบ้านในครั้งนี้ เธอรู้ว่าแบมแบมห่วงเธอมากถึงต้องกลับมาหาด้วยตนเอง

“ในเมื่อตั้งใจมาจากโซลกันขนาดนี้แม่ก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วล่ะ ขอบใจที่มาเป็นเพื่อนแบมนะ”

“ยินดีครับ”

“หนูเรียกคุณว่าพี่มาร์คได้ไหมคะ” โซมียกมือขึ้นเหมือนกำลังขออนุญาตคุณครูอย่างไรอย่างนั้น มาร์คพยักหน้า

“หนูมีเรื่องอยากถามค่ะ พี่มาร์คผ่านด่านพี่คุณมาได้ยังไง พี่คุณหวงพี่แบมมากเลยนะ” โซมีสงสัยจนอดถามไม่ได้

“นั่นสิ แม่เองก็สงสัยเหมือนกันนะ” สาวสวยพยักหน้ากับลูกสาว สงสัยตรงกัน

“แค่แสดงความจริงใจว่าเราอยากจะคบกันจริงๆ น่ะครับ แต่นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง ที่เขายอมเป็นเพราะเขาเองก็กำลังคบหากับน้องชายคนสนิทของผมเหมือนกัน”

“อะไรนะจ๊ะ! / ว่าไงนะคะ!” สองแม่ลูกอุทานด้วยความตกใจออกมาพร้อมกันเลยทีเดียว มาร์คสะดุ้งน้อยๆ

“ทำไมต้องตกใจกันขนาดนั้นด้วยล่ะครับ”

“ไม่ให้ตกใจได้ยังไงล่ะคะพี่มาร์ค พี่คุณเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลยน่ะสิคะ”

“ใช่จ้ะ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยแล้ว คุณเขาค่อนข้างจริงจังกับชีวิต ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียวไม่วอกแวกเลย เรียนจบก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน เขาบอกแม่ว่าการมีแฟนคือการเสียเวลา เอาเวลาที่จะต้องดูแลเทคแคร์ใครสักคนไปทำงานหาเงินดีกว่า ใครกันที่ทำให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจนั้นได้ แฟนคุณเขาน่ารักไหมจ๊ะ แม่อยากรู้จักจังเลย คุณไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลยนะ” คุณแม่ตื่นเต้นมากเลยเชียว

มาร์คหัวเราะ ที่แท้นิชคุณก็ไม่เคยมีแฟนมาก่อน แล้วพอจะมีก็ดันมีแบบคุณหนูยูคยอมเลยสินะ ถ้าเลิกกันหมอนั่นต้องเข็ดการมีแฟนไปอีกนานแน่ๆ

“เขาเป็นคนน่ารักครับ ชื่อคิมยูคยอม”

มาร์คค้นหารูปที่เคยถ่ายกับยูคยอมในโทรศัพท์มือถือให้คุณแม่และน้องสาวแบมแบมดู พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวของน้องชายให้ทั้งสองคนฟังด้วย เป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอแบมแบมเตรียมอาหาร

จากการได้สนทนากันสั้นๆ ก่อนมื้อเย็นทำให้มาร์ครู้สึกชอบคนบ้านนี้มาก คุณแม่เป็นคนใจดีและคุยสนุก ส่วนโซมีก็เป็นเด็กที่น่ารัก การที่แกะจะเป็นคนอย่างนั้นมาร์คก็ไม่แปลกใจแล้วล่ะ

คนเราจะโตมาเป็นยังไงนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวที่เติบโตมาด้วยสินะ

 

 

TBC.

**

สุขสันต์ปีใหม่ค่า ยังทันไหมคะ 55555 เอาน่าเพิ่งผ่านมาสิบสี่วันเอง คิดถึงคนอ่านจังเลย *แจกจูบ

หายไปอ่านหนังสือมาค่ะ ลากยาวหยุดปีใหม่ ไปเที่ยวและชาร์ตพลังในตัว

จากนี้เล็กจะอัพถี่แล้วนะคะ ทุกเรื่องเลยถ้าแต่งไหว แต่หลักๆ จะเป็นวุ่นนักและมายานะ รออ่านได้เยยยยย

ขอโทษนะเตงที่ทำให้ต้องคอยกัน (มีคนคอยไหมเนี่ยT_T)

ความรู้เรื่องยาคุมตอนที่แล้วแน่นมาก 5555 เราอยากสอดแทรกสาระอ่ะเตง

เราซีเรียสไปเปล่า แต่อยากนำเสนอจริงๆ ขำอยู่เม้นนึงบอกว่าเหมือนเรียนสุขศึกษา เราขอโทษที่จริงจัง 555

เราเห็นแวบๆ อยู่อีกเม้นนึงคนอ่านกลัวว่าจะแต่งไม่จบด้วย ขอโทษค่ะที่ทำให้กลัว> <

 เรื่องนี้แต่งจบแน่นอนจ้ะ อัพช้าบ้างแต่มันจบนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 338 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,151 ความคิดเห็น

  1. #6129 oiLL (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 09:27

    เป็นกำลังใจให้ท่านนะคะ


    #6,129
    0
  2. #6099 MayKamon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:25

    พี่มาร์คเข้าทางแม่อ่ะ

    #6,099
    0
  3. #6060 My love markbam (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 23:04
    ครอบครัวแบมอบอุ่นมาก
    #6,060
    0
  4. #6018 opoceleste (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 04:31

    พี่มาร์คใจแข็งเข้าไว้นะ อย่าตกเป็นเหยื่อยัยนั่น เปิดตัวมาก็ไม่ชอบนางแล้ว

    #6,018
    0
  5. #5996 MarkP_endear. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 21:07
    พี่มาร์คเริ่มชอบแบมแล้วใช่ป่าว ถึงยอมทำขนาดนี้
    #5,996
    0
  6. #5962 Sugaraoii (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 22:47
    ตอนแรกกลัวมากว่าแม่มาร์คกะแบมจะเป็นคนเดียวกัน
    #5,962
    0
  7. #5929 wtSunDra (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 18:07
    พัฒนาความสัมพันธํไปเรื่อยๆดีมั้ย ไม่อยากให้มีสัญญาอะรไรนั่นเลย ดูมาร์คจะจริงใจจริงนะ
    #5,929
    0
  8. #5896 Harukim (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 01:32
    มาถึงขนาดนี้แล้วยกเลิกสัญญาแล้วจีบกันดีๆจะดีกว่ามั้ย
    #5,896
    0
  9. #5810 นัทมิมิ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 23:13
    ถึงบ้านแกะ เจอแม่แกะแล้วนะ จริงจังกับน้องด้วยยยย
    #5,810
    0
  10. #5784 ChayapornSs (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 16:52
    แกรรรรร มาเจอแม่เค้าแล้วก็จริงจังสักที อย่าให้ย้ำทุกตอน5555
    #5,784
    0
  11. #5711 markbammuay (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 11:03
    คือเรื่องนี่ต้องนอมรับเลยว่ามาร์คเป็นคนสุภาพมากกกกกกก คือแบบคุณชายจริงๆคือตัดภาพลักษณ์เรื่องความเอาแต่ใจและความเคยเปลี่ยนหลายคนคือแบบเป็นผชเรียบร้อยสุภาพพูดเพราะมาก เข้าใจคำว่าผชในฝันเลยค่ะ 5555 คือแบบไม่มีคำหยาบเลยมีที่จำได้ตอนว่าจสว่า-บ้าแค่นี้ หยาบสุดแล้วอ่ะ55555
    #5,711
    0
  12. #5550 multuan98a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 15:20
    ว้าาาวท่านจะไปไหนรอดน่ารักซ่ะยัยแกะน้อยเนอะๆๆ
    #5,550
    0
  13. #4588 BB1a_38 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 14:22
    เง้อออออออท่านดีจังเลยนะ ง่าซูจีอย่าทำอะไรน้องนะ !!!! ฮึ้ยยยย
    #4,588
    0
  14. #4443 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 00:32
    พี่มาร์คลงทุนมาก รักแบมแบมจริงๆแล้วดีจัง(หรือป่าว) แต่ขนาดทำเป็นไม่รู้จักแฟนเก่าอาจจะลืมได้หรือไม่อยากจำเพื่อแบม
    รักเถอะนะ
    #4,443
    0
  15. #4442 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 00:32
    พี่มาร์คลงทุนมาก รักแบมแบมจริงๆแล้วดีจัง(หรือป่าว) แต่ขนาดทำเป็นไม่รู้จักแฟนเก่าอาจจะลืมได้หรือไม่อยากจำเพื่อแบม

    รักเถอะนะ
    #4,442
    0
  16. #4397 PiPoTweeTy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 / 21:14
    บ้านแกะน่ารักจังเลยย ครอบครัวน้องอบอุ่นมากๆ ซูจีจบแล้วก็คือจบนะ อย่ามาวุ่ยวาย
    #4,397
    0
  17. #4036 MBisme (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 17:37
    บ้านแกะน่ารักจังมาร์ค เราจะเรียกแกะตามพี่มาร์ค น่ารักดี มาร์คเป็นผู้ชายที่ดีนะ ถ้าไม่ติดว่าปากแข็งไม่ยอมเปิดใจ ระวังจะสายไปนะมาร์ค ชอบย้ำความสัมพันธ์กับแบมบ่อยๆนี้เพราะกลัวตัวเองเผลอใจรักแบมใช่ปะ  
    #4,036
    0
  18. #3785 sKad (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 23:32
    ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีโซมีด้วย งื้ออออ
    #3,785
    0
  19. #3668 Nalin Tip (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 12:41
    ยังไม่เจอกันโง้ย ซูจีจะมาร้ายมั้ยนะ 
    #3,668
    0
  20. #3190 ` PuGun. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 21:23
    มาร์คเข้ากับครอบครัวแบมได้ดีเลย. งือออออ. ดีอ่ะ
    #3,190
    0
  21. #3041 BF'EYE (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 18:24
    เออจิงยุที่พื้นฐานครอบครัว ฝากตัวเปนลูกเขยมั้ยล่ะมาร์ค ซูจีกลับไปเถ้ออออ เมื่อก่อนนี่รักกันมากป่ะว่ะ
    #3,041
    0
  22. #3009 FuFarlala (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2559 / 23:32
    น่ารักมากอ่ะแง อย่าเลิกกันเลย รักกันเถอะะะ ฮืออออ
    #3,009
    0
  23. #2993 KarisKissTao (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2559 / 18:14
    แหม่ววววว มีพามาบ้านน555555 รักกันเถอะแกร จะได้ไม่เป็นภาระของคนอ่าน
    #2,993
    0
  24. #2990 mellow_aa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2559 / 17:24
    ซูจีต้องการอะไร ได้แต่คิดและสงสัย นี่มาร์คบอกไม่รู้จัก นางก็ยังไม่จบใช่มั้ยคะ เหอะะะะ 

    มาร์คดูอบอุ่นมากเลยอะ รู้สึกว่ามาร์คทำมันด้วยหัวใจนะ แต่แบมก็พยายามเอาเงื่อนไขมาปิดกั้นตัวเองอยู่ตลอด นี่ไม่รู้สึกอะไรกับมาร์คเลยจิงอะ ไม่อยากจะเชื่อเลยจิงๆ 55555 

    และบางทีก็เข้าใจแบมนะ เออพยายามประหยัดไง ก็เข้าใจน้องจิงๆนะ แต่ก็เห็นใจอะ ต้องขอบคุณมาร์คจิงๆ นะ ช่วยแบมหลายอย่างเลย 
    #2,990
    0
  25. #2771 Midori Mori (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 15:25
    แม่แบมรู้จักกับปู่มาร์คอ่อ คืออะไร??? มีปมมาอีกแล้ว
    #2,771
    0