Until we meet again (STEVE ROGERS X OC)

ตอนที่ 2 : Brooklyn Homeless

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    9 มิ.ย. 62

 

 

“ปังงงงง!!! 

ร่างบางกะพริบตาถี่ๆรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาในฉับพลัน หลังจากที่เธอถูกลมพายุนั่นดูดเข้ามาในอุโมงค์เธอไม่ได้หมดสติไป เธอยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เธอจึงรู้เห็นตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวผ่านผู้คนมากมายแต่เป็นไปในลักษณะสวนทางกับคนอื่น จะว่างัยดีละ ในขณะที่คนอื่นเดินไปข้างหน้าแต่เธอกลับเดินถอยหลัง และทุกอย่างผ่านไปเร็วมากเหมือนเวลาเรากรอเทปแบบเร่งความเร็ว จนในที่สุดทุกอย่างก็ค่อยๆช้าลงเรื่อยๆจนเธอมาหยุดอยู่ที่นี่พร้อมกับเสียงกึกก้องกัมปนาทเหมือนเดิม

 

แล้วที่นี่มันที่ไหนกันล่ะเนี่ย!!!

 

เธองุนงงสุดขีด เธอไม่ได้อยู่ในห้องเก็บของของลุงโทนี่อีกต่อไป แต่เธอออกมาอยู่ข้างนอกแทนและแน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่ละแวกบ้านพักของลุงในมาลิบูแน่นอนเพราะเธอรู้สึกว่าที่นี่แตกต่างออกไป มันดูไม่เหมือนโลกที่เธอคุ้นเคยเอาเสียเลย ตึกรามบ้านช่องสีซีดๆติดกันเป็นแถวๆทุกตึกถูกทาด้วยสีน้ำตาลหรือไม่ก็สีเทา บางหลังสีมันเลือนเสียจนแทบจะดูไม่ออกว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสีอะไร ผู้คนก็ดูแปลกตาออกไป ผู้หญิงสวมชุดกระโปรงบางๆตามสไตล์วินเทจ และสวมรองเท้าส้นสูง แต่ละคนที่เธอเห็นล้วนมีผมเป็นลอนๆหยิกๆกันทั้งสิ้นแทบจะหาคนผมตรงไม่ได้เลย ทางฝั่งผู้ชายก็เจอพวกใส่สูทกับใส่เอี๊ยมกันให้พรึ่บ

ให้ตาย นี่ชั้นมาโผล่เอาที่ไหนล่ะเนี่ย หรือว่ามีงานรวมมิตรแฟชั่นย้อนยุควะ?   

เจสเซ่นหลุดจากภวังค์ความคิดของเธอเพราะสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนรอบข้างที่พุ่งตรงมาพร้อมกับเสียงซุบซิบเบาๆฟังไม่ได้ศัพท์ เจสเซ่นขมวดคิ้วสงสัย อยากจะร้องถามนักว่าจะมองทำไมนักหนา ทำอย่างกะว่าเธอเป็นกอริลล่าที่หลุดออกจากสวนสัตว์มาเดินเฉิดฉายในดงมนุษย์ไปได้ แต่เมื่อมองไปยังผู้คนเหล่านั้นแล้วมองย้อนกลับมาดูตัวเธอเองแล้วเธอก็อดถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายไม่ได้

เจสเซ่นที่มีสภาพกระเซอะกระเซิง ผมชี้โด่เด่ไม่เป็นทรง เธออยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำแขนกุดที่สกรีนรูปบรูโน่ มาร์ส หราอยู่เต็มตัวพร้อมกับกางเกงยีนส์สีดำตัวเก่งและรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินเข้ม ที่แขนมีกระเป๋าเป้ใบโปรดของเธอห้อยต่องแต่งอย่างไร้ค่าอยู่ข้างๆ ส่วนสองมือของเธอนั้นกำลังประคองนาฬิกาปลุกตัวต้นเหตุไว้ นาฬิกาเฮงซวย นาฬิกาเวรตะไล!!! เมื่อเทียบการแต่งตัวของเธอกับผู้คนรอบข้างแล้วเธอต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าโคตรจะไม่เข้าพวก

“เอ่อ ขอโทษที เผอิญมาผิดงานน่ะค่ะ” เธอเอ่ยขอโทษขอโพยแล้วรีบจำอ้าวจากที่ตรงนั้นโดยเร็ว บางทีตรงนั้นอาจเป็นจุดจัดงานแฟนมีทโดยมีธีมเป็นแนววินเทจอะไรพวกนี้ก็ได้ เธอแค่ไปโผล่ผิดที่แค่นั้นเอง เมื่อคิดได้แล้วเจสเซ่นรีบเดินไปตามทางทันที เธอไม่รู้หรอกว่าเธอกำลังไปที่ไหน ขอแค่ไปให้พ้นจากตรงนี้ก่อน เรื่องอื่นไว้ว่ากันทีหลัง

 

เดินมาตั้งนานแล้วแต่ทำไมมันยังมีคนแต่งตัวแบบนี้อยู่อีกล่ะเฮ้ย นี่ไอ้งานบ้านั่นมันจะจัดกว้างไปมั้ย?    

เจสเซ่นหยุดเดินเพราะเธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยจากการเดินจ้ำพรวดๆตอนนี้เธออยู่หน้าตรอกแคบๆที่แทบจะไร้คนสัญจรข้างร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีคนอยู่เต็มร้าน แน่นอนว่ามาไกลขนาดนี้แต่เธอก็ยังไม่พ้นจากการถูกรุมจ้องเละซุบซิบอยู่ดี เธอหยุดมองไปรอบๆอย่างงุนงงและประหลาดใจ ทำไมทุกอย่างมันดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ยังกับหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่งแน่ะ

เจสเซ่นชะงัก เริ่มรู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อเธอเกิดฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่างได้ แค่คนแต่งตัวแนววินเทจน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไม่ทราบว่าไอ้พวกตึกรามบ้านช่องกับรถราน่ะแกจะไปวินเทจด้วยทำไมไม่ทราบ!!

เจสเซ่นยืนมองด้วยความฉงนสนเท่ รถราสีเหลืองบ้างสีน้ำตาลบ้าง บางคันก็เป็นรถโฟล์คเต่า บางคันก็เป็นรถเปิดประทุนที่วิ่งขวักไขว่ข้างหน้าล้วนแต่เป็นรถที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน ส่วนมากพวกผู้ดีมีกะตังค์ที่นิยมแฟชั่นเก่าๆอาจจะมีในครอบครองบ้างแต่ก็หาได้น้อยเต็มที และที่สำคัญปัจจุบันรถพวกนี้ส่วนใหญ่มันจะไปจอดแน่นิ่งในพิพิธภัณฑ์อย่างเดียวแล้วน่ะสิ

ปัจจุบัน??? 

เจสเซ่นรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในทันที เธอก้มลงมองนาฬิกาโบราณในมือ สองมือจับที่ตัวนาฬิกาแน่นจนข้อนิ้วแทบกลายเป็นสีขาวจากการเกร็งอย่างแรง เธอจ้องมันอยู่นาน ตัวเลขหน้าปัดตอนนี้ยังเป็นเลขเดิมกับตอนที่มันพาเธอมาที่นี่

1942 02 14 00

แม้ในใจเธอจะคัดค้านอย่างเต็มที่ แต่อีกด้านหนึ่งมันกลับโต้แย้งออกมาว่าอาจเป็นไปได้ ถ้าตัวเลขสามชุดแรกมันคือตัวเลขบอกปีเดือนและวัน แสดงว่ามันหมายถึงปีค.ศ.1942 เดือนกุมภาพันธ์ วันที่14 นี่เธอย้อนเวลามาเหรอเนี่ย อย่าบอกนะว่าไอ้เจ้านาฬิกานี่มันเป็นไทม์แมชชีนน่ะ

ตอนนี้ในใจเธอกำลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างเจสเซ่นฝ่ายค้านและเจสเซ่นฝ่ายเสนอ

                     ฝ่ายค้าน: เป็นความคิดที่ตลกมาก!! อ่านนิยายเยอะไปแล้วนะหล่อน

                     ฝ่ายเสนอ:แกจะหาอะไรมาเถียงฉันได้มั้ยล่ะ ช่วยเบิ่งตาดีๆหน่อยสิยัยเบ๊อะ

                     ฝ่ายค้าน:อาจจะแค่หลุดเข้ามาในงานย้อนยุคระดับชาติก็ได้ เหมือนงานคาร์นิวัลงัย หล่อนเคยไปงานคาร์นิวัล  แล้วนี่ เห็นมะเค้าจัดกันทีนึงแทบทั้งเมือง นี่ก็อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้

                     ฝ่ายเสนอ:แล้วหล่อนเห็นใครสักคนในนี้ที่แต่งตัวแบบแกไหม?

                     ฝ่ายค้าน:...............

โอเค เป็นอันจบ ด้วยเหตุผลร้อยแปดที่ผ่านการตริตรองมานานทำให้เจสเซ่นยอมรับไปครึ่งหนึ่งแล้วว่าเธออาจย้อนเวลามาจริงๆก็ได้ ถ้าจะให้เชื่อแบบเต็มร้อยเธอต้องทำอะไรสักอย่าง

“เอ้อ ขอโทษนะคะ รบกวนขอถามอะไรหน่อยค่ะ” เจสเซ่นเดินไปถามชายชราที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนม้านั่งริมทางอย่างกล้าๆกลัวๆ ชายชราลดหนังสือพิมพ์ลงก่อนจะขมวดคิ้วถามเธอกลับ

“เธอว่าอะไรนะแม่หนู?

“อยากทราบว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร และปีอะไรคะ?” เจสเซ่นเอ่ยปากถาม โอเค เธอรู้ว่ามันค่อนข้างงี่เง่ามากลำพังถามแค่วันที่ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่หรอก แต่นี่เธอเล่นถามเดือนและปีด้วย เป็นใครก็คงคิดว่าเธอคงหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งมาไม่ก็ติดเกาะร้างกลางทะเลที่ไหนสักแห่งจนลืมวันลืมคืน

“แม่หนูยังเด็กอยู่ไม่น่าเป็นโรคสมองเสื่อมเร็วขนาดนี้นะ เมียฉันอายุ70แล้วแม่คุณยังจำได้ไม่ลืมเลยว่าฉันแอบเงินไว้ตรงไหนบ้าง แต่เอาเถอะฉันเองก็ชักหลงๆลืมๆวันเหมือนกัน รอสักครู่นะ” ชายชราหัวเราะในลำคอ สายตาสอดส่ายไปทั่วกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อมองหาวันที่ ดวงตาฝ้าฟางหรี่ลงช้าๆ ปากขมุบขมิบพยายามอ่านตัวอักษรขนาดเล็กจิ๋วที่อยู่บนหัวกระดาษหนังสือพิมพ์ ชายชรากระแอมดังๆ ก่อนจะเริ่มอ่านออกเสียงเสียงดังฟังชัด เจสเซ่นยืนบีบมือด้วยใจระทึก ได้โปรดเถอะได้โปรด  ได้โปรดบอกทีว่านี่ปี2011ไม่ใช่ปี1942  

“อะแฮ่มๆ อ้า วันนี้วันที่14 กุมภาพันธ์ ปี1942 ชัดมั้ยแม่หนู โอ้.!!วันนี้วันวาเลนไทน์นี่ ให้ตายเถอะ ฉันลืมไปซะสนิทเลย แม่หวานใจของฉันสั่งให้ฉันมาซื้อแป้งทำแพนเค้กแต่ฉันกลับมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่นี่นะ”ชายชราหัวเราะอีกครั้งก่อนค่อยๆใช้ไม้เท้ายันตัว ลุกขึ้นเอาหนังสือพิมพ์ไปเก็บที่แล้วค่อยๆเดินด๊อกแด๊กจากไป ทิ้งให้เจสเซ่นยืนเหวออยู่ใกล้กับม้านั่งตัวเดิมคนเดียว

ช็อคค่ะ ช็อคแปป!!!!นี่ชั้นย้อนเวลามาจริงๆเหรอเนี่ย

ไอ้นาฬิกาเรือนนี้มันเป็นไทม์แมชชีนจริงดิ??

        ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาต่างหันมามองยังร่างบางที่นั่งอยู่บนม้านั่งริมถนน เจ้าหล่อนผมเผ้ากระเซอะกระเซิง อ้าปากหวอจนแมลงวันแทบบินไปยึดเป็นฐานทัพได้ สายตาแลดูเลื่อนลอยเศร้าสร้อย ผู้คนต่างซุบซิบแล้วมองเธออย่างเวทนา เธอคงสติไม่ดีแน่ ดูการแต่งตัวของเธอสิ แล้วยังอุ้มนาฬิกาปลุกมาอีก นี่โลกโหดร้ายกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆขนาดนี้ได้ลงคอเชียวหรือ

“เอ้า!แม่หนู เอาไปซะไว้หาอะไรกิน ฉันก็ช่วยได้เท่านี้ล่ะ ช่วงสงครามอะไรๆมันก็ขาดแคลนทั้งนั้น”เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นก่อนที่จะมีธนบัตรสิบดอลล่าร์ยับยู่ยี่สามใบร่วงลงบนตัก เจสเซ่นหลุดจากภวังค์ความคิดรีบหันไปมองยังต้นเสียงเพื่อพบชายวัยกลางคนในชุดสภาพซ่อมซ่อแถมยังขาดปุปะไปเสียทั้งตัวยืนสูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ เดี๋ยวนะนี่เขาคิดว่าเธอเป็นขอทานใช่ไหมเนี่ย

“หน้าตาก็แปลกแต่งตัวก็แปลก สติสตังก็เลอะเลือนอีก นี่อพยพมาจากไหนล่ะ”

“เอ่อ จากประเทศไทยค่ะ”เจสเซ่นตอบอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าชายตรงหน้าจะรู้จักหรือเปล่าประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทยน่ะ แต่ในยุคนี้เธอคิดว่าไม่น่ามีคนรู้จัก เพราะเทคโนโลยีต่างๆยังพัฒนาไม่มากเท่าไหร่ผู้คนน่าจะไม่รู้จักประเทศที่อยู่อีกซีกโลกเลยมั้ง

“ไม่เคยได้ยิน คงไม่ใช่พวกเดียวกับนาซีหรอกใช่ไหม?” ชายแปลกหน้าหันมาถามอีกครั้งก่อนจะสูบบุหรี่แล้วพ่นควันเป็นเป็นทางยาว กลิ่นบุหรี่เหม็นแสบคอแสบจมูก จริงสิช่วงนี้เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง คนที่หน้าตาแปลกๆย่อมถูกเพ่งเล็งว่าอาจเป็นพวกฝ่ายศัตรูเข้ามาก่อการร้ายหรือเข้ามาเป็นสายลับก็ได้ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ แล้วยิ่งหน้าตาผิดฝูงผิดพวกอย่างเธอตอนนี้ไม่แปลกหรอกที่จะถูกเพ่งเล็งสงสัยก่อนเป็นอันดับแรก

“ไม่ใช่แน่นอนค่ะ ฉันอพยพหนีภัยมาเมื่อเดือนที่แล้ว คิดว่าจะหางานทำอยู่” หญิงสาวพยายามแต่งเรื่อง ณ จุดๆนี้ต้องพยายามแหลไว้ก่อนแม้ว่าเธออยากจะบอกชายตรงหน้าเต็มแก่ว่าเธอหลุดมาจากอีกยุคหนึ่งแต่ก็นั่นแหละขืนบอกไปแบบนั้นมีหวังโดนหาว่าเป็นโรคประสาทขั้นรุนแรงโดนจับส่งโรงพยาบาลบ้าไม่เป็นอันกลับบ้านเสียก่อนพอดี

“ฉันเคยเห็นพวกผู้หญิงไปสมัครงานเป็นพนักงานร้านอาหารกันเกร่อไป แต่พอเขาประกาศเข้าร่วมสงคราม ช่วงนี้ร้านมันเลยปิดตัวหลายร้าน การจ้างงานน้อยลงคนตกงานกันเป็นแถว ตอนนี้ถ้าไม่มีความรู้พวกการช่างหรือพิมพ์ดีดก็ยากสักหน่อยนะยัยหนู”เขาพูดก่อนจะดีดบุหรี่ทิ้งลงท่อระบายน้ำ ทั้งคู่อยู่ในความเงียบกันไปสักอึดใจหนึ่งก่อนที่ชายคนนั้นจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“ขามาฉันเห็นโรงงานผลิตอาวุธของคุณสตาร์ครับสมัครคนงาน ถ้าสนใจก็ลองไปดูได้นะแม่หนู แต่ทางที่ดีฉันว่าตอนนี้เธอน่าจะกลับไปหาพ่อกับแม่ซะ บรูคลินตอนนี้ไม่ปลอดภัยอีกแล้ว”เขาพูดก่อนที่จะก้าวเดินต่อไปทิ้งให้เจสเซ่นนั่งเงียบๆคนเดียวกับธนบัตรเน่าๆสามใบที่เขาเพิ่งส่งให้เธอ  เจสเซ่นหลับตาลงสงบสติอารมณ์ชั่วครู่ เธอหยิบนาฬิกาปลุกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งก่อนจะลองกลั้นหายใจแล้วหลับตา เผื่อว่ามันอาจจะเป็นแค่ฝันร้าย ประเดี๋ยวเธอลืมตาขึ้นมาเธอก็จะอยู่ในห้องเก็บของลุงโทนี่ เธออาจแค่จัดของแล้วเกิดง่วงจนเผลอหลับไปก็ได้

 

เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอยังนั่งบนม้านั่ง รถราโบราณยังคงวิ่งกันขวักไขว่ ผู้คนเดินสวนทางไปมาอย่างเร่งรีบเหมือนเดิม

 

โอเค ยอมรับก็ได้ว่าเธอย้อนเวลามาจริงๆ งั้นที่ต้องทำต่อจากนี้คือคิดต่อไปว่าเธอจะกลับบ้านยังงัย

 

“แกพาฉันมานี่ งั้นแกก็ต้องพาฉันกลับไป” เจสเซ่นพูดกับนาฬิกา นั่นยิ่งเป็นการเสริมให้คนอื่นคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงสติฟั่นเฟือนเข้าไปอีกแต่ตอนนี้ใครจะคิดยังงัยกับเธอเธอก็ไม่แคร์มันทั้งนั้นที่เธอแคร์อย่างเดียวคือทำยังงัยให้ได้กลับบ้าน หญิงสาวลุกขึ้นกวาดข้าวของทั้งหมดลงในกระเป๋าเป้แล้วเดินหายเข้าไปในตรอกใกล้กับร้านอาหารก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หยิบเจ้านาฬิกาตัวต้นเหตุมาพลิกไปพลิกมา สายตาจดจ้องอยู่ที่ตัวเลขบอกวันเดือนปีด้านหน้าอย่างชั่งใจ นิ้วเล็กค่อยๆกดปุ่มปรับเวลาด้านหลังตัวนาฬิกา ถ้ามันสามารถพาเธอย้อนเวลามาที่นี่ได้ แสดงว่าเธอย่อมใช้มันเป็นทางกลับบ้านได้เหมือนกัน เธอจะลองตั้งเวลาให้มันส่งเธอกลับไปยังที่ที่เธอจากมา คือมาลิบู แคลิฟอร์เนียวันที่22 มีนาคม ปี2011!!

2011 03 22 01

โอเคเรียบร้อย หญิงสาวคิดในใจอย่างลิงโลดคราวนี้เธอตั้งเวลานับถอยหลังแค่นาทีเดียวก็พอเพื่อความรวดเร็ว เหลือแค่กดปุ่มเท่านั้นแล้วฉันก็จะได้กลับบ้าน ขอให้ได้ผลด้วยเถอะนะ

ร่างเล็กหลับตาปี๋ หัวใจที่เต้นตูมตามอยู่แล้วยิ่งเต้นแรงขึ้นจนแทบกระเด็นออกมาทางปาก นิ้วชี้ค่อยๆกดปุ่มข้างตัวนาฬิกาช้าๆ จนกระทั่งมีเสียงดังกริ๊ก บ่งบอกว่าขณะนี้ปุ่มตั้งเวลาถูกกดจนจมลงไปกับร่อง มีเสียงฟันเฟืองดังกรอกแกรกเบาๆตามระเบียบ แล้วที่เหลือตอนนี้ก็แค่รอเวลาให้มันนับถอยหลัง ให้มันมีเสียงดังปัง ให้มีลมพายุ แล้วก็แค่ปล่อยตัวเองให้ถูกดูดไปในอุโมงค์อากาศ จบปิ๊ง ลืมตาอีกทีเธอก็จะได้กลับไปอยู่ในห้องเก็บของของลุงโทนี่ แค่นี้เอง!!ฮ่า!

.

.

ทำไมมันนานจังวะ??นี่มันนานเกินนาทีเดียวแล้วนะเฮ้ย!

ร่างบางลืมตาที่หลับปี๋ออกมาข้างหนึ่งเพื่อเหล่มองนาฬิกาว่าเธอลืมกดปุ่มอะไรไปหรือเปล่าเพราะมันนานเกินกว่าเวลาที่เธอตั้งไว้ แต่เธอก็แน่ใจว่าเธอทำทุกอย่างครบถ้วนแล้ว ร่างบางเขม้นมองหน้าปัดนาฬิกาที่ขณะนี้เสียงฟันเฟืองเงียบกริบไปแล้ว เจสเซ่นเบิกตาโตก่อนจะตะโกนโวยวายออกมาอย่างหัวเสีย บ้าเอ๊ย ไอ้นาฬิกาเวร ไอ้นาฬิกาผี เอ็งจะเอายังงัยกะข้าหา!!!

ตัวเลขบนหน้าปัดแสดงตัวเลข 2011 03 22 00 แสดงว่ามันได้เริ่มนับถอยหลังไปแล้ว และความจริงมันควรมีเสียงปังพร้อมกับอุโมงค์อากาศที่ดูดเธอกลับบ้าน แต่ตอนนี้เวลามันครบกำหนดที่เธอตั้งแล้วแต่มันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย อย่าบอกนะว่า……

ถ่านหมด???

“ถะ ถ่านหมดเหรอ ”เจสเซ่นเสียงสั่นฝ่ามือพยายามทุบนาฬิกาเสียงดังเพียะๆเผื่อว่านาฬิกาได้รับความกระทบกระเทือนจากการปะทะกับกำแพงคอนกรีต แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นนอกจากฝ่ามือที่เริ่มปวดแดงมากขึ้นของเธอ ให้ตายสิแกจะมาถ่านหมดตอนนี้ไม่ได้นะ แกถ่านหมดไปเฉยๆอย่างงี้แล้วชั้นจะกลับบ้านยังงัย

เจสเซ่นเอามือสางผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน มือบางคว้านาฬิกาขึ้นมาดูอีกครั้งพยายามหาช่องใส่ถ่าน รูชาร์ตแบตเตอรี่ อะไรก็ได้ที่เป็นจุดรับพลังงาน แต่ไม่ปรากฏว่ามันจะมีรูหรือไอ้ของที่ว่านั่นเลย เธอวางนาฬิกาลงบนต้นขา นั่งชันเข่าคุดคู้ปล่อยให้น้ำตาไหลนองหน้าเงียบๆ อดรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาไม่ได้ ก็แค่อยากรู้เองว่ามันเป็นนาฬิกาอะไร สวรรค์ไม่เห็นต้องทำกับลูกอย่างนี้เลยนี่คะ

 

ให้ตายเถอะ สวรรค์ลงโทษคนชอบเผือกได้น่ากลัวมากค่ะ

 

หญิงสาวสูดจมูก ฝ่ามือเช็ดดวงตาที่เริ่มบวมแดงจากการร้องไห้ พลันท้องเจ้ากรรมก็ร้องลั่นขึ้นมาเตือนว่าให้รีบหาอะไรมาเติมท้อง จริงสิ วันนี้เธอเพิ่งได้กินแค่แอปเปิ้ลไปลูกเดียวกับน้ำส้มแก้วหนึ่ง มิน่าท้องมันถึงได้โอดครวญหนักขนาดนี้

เจสเซ่นคว้ากระเป๋าเป้ของเธอมาเปิดดู ภายในกระเป๋าเธอไม่พบอะไรที่พอเอามายาไส้เธอได้เลย วัตถุที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่ก้นกระเป๋าใบเก่งของเธอมีแค่โทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์ซึ่งมีแค่บัตรกดเงิน บัตรประชาชน และบัตรนักศึกษาสถาบันMIT เธอน่าจะพกกล้วยไว้ในกระเป๋าสักหวีหนึ่งอย่างน้อยเธอคงไม่ต้องมานั่งหิวโหยน่าสมเพชอย่างนี้

ยิ่งคิดน้ำตาเจ้ากรรมยิ่งไหล หญิงสาวอ้าปากจะแหกปากร้องไห้ให้สาสมกับความโชคร้ายของตัวเอง แต่แล้วเธอก็ต้องกลืนก้อนน้ำตาลงในคอเสียแทบจะทันที เมื่อเธอได้ยินเสียงอะไรบางอย่างมุ่งตรงมาในตรอกจุดที่เธอนั่งอยู่

พลั่ก!

“นี่แกไม่รู้จักเข็ดจักจำเลยใช่มั้ยโรเจอร์ส?” เสียงห้าวหยาบกระด้างเอ่ยถามพลางกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายที่ถูกชกจนร่วงลงไปกองกับพื้น กำปั้นนั้นถูกเงื้อขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะซัดโครมเข้าให้อย่างแรงบนใบหน้าของชายที่ชื่อว่าสตีฟ โรเจอร์ส อีกฝ่ายล้มคว่ำลงกับพื้นอีกครั้งก่อนที่จะค่อยๆยันตัวลุกขึ้นยืน ร่างนั้นโงนเงนไปมา เจสเซ่นสูดลมหายใจลึกเมื่อได้เห็นสภาพของชายหนุ่ม พระเจ้า เขาตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับชายอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า มีหวังเจ้าคนที่ชื่อโรเจอร์สนั่นโดนอัดเละเป็นโจ๊กแน่ๆ

“แบบนี้ทั้งวันยังได้”ชายหนุ่มยืนตั้งการ์ดเตรียมสู้อีกครั้ง เขาพุ่งหมัดใส่ไอ้คนตัวเบิ้มอย่างเปะปะก่อนที่จะถูกสกัดหมัดได้แล้วโดนสวนอย่างแรงจนคว่ำลงกับพื้นอีกครั้ง คราวนี้ชายร่างบางนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอีกเลยในขณะที่อันธพาลตัวโตสืบเท้าเข้ามาหาร่างที่กำลังนอนแอ้งแม้งบนพื้น เท้าเงื้อขึ้นสูงเตรียมจะเตะอัดเข้าที่ท้องอีกครั้ง

“เฮ้ย!!ไอ้ยักษ์หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เจสเซ่นสุดจะทนดูต่อไปอีกแล้วไอ้หมอนั่นกล้าดียังงัยมารังแกคนตัวเล็กแบบนี้เสียได้ เห็นอยู่ชัดๆว่าคู่ต่อสู้อีกฝ่ายรูปร่างผอมบางแพ้ทางทุกประตูขนาดนั้นยังไปรังแกเขาได้ลงคอ ที่สำคัญถ้าพ่อหนุ่มคนนั้นโดนเข้าไปมากกว่านี้ละก็อาการเข้าขั้นสาหัสหรือไม่ก็อาจตายได้แน่นอน

“เฮ้!ยัยเตี้ยอย่ามาสาระแนน่า ไม่อยากเจ็บตัวก็รีบไสหัวไปไกลๆ” อันธพาลร่างยักษ์หันมาขู่เธอก่อนที่จะเริ่มลงมือจัดการกับชายที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นอีกครั้ง

“ไม่ไปโว้ย!เฮอะ ตัวเท่าควายแต่มาทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ถามจริง นี่แกยังเป็นคนอยู่มั้ยน่ะฮะ?” ร่างเล็กเท้าสะเอวยียวน เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวชายร่างยักษ์คนนี้เลยแม้แต่น้อย จริงอยู่เจสเซ่นอาจตัวเล็ก แต่ถ้าได้ลองปะทะกับเธอสักครั้งจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพละกำลังกับขนาดร่างกายเธอมันคนละอย่างกัน ในบรรดาพี่ๆน้องๆของเธอหากได้เล่นมวยปล้ำกันผลจะออกมาว่าเธอจะเป็นฝ่ายคว้าชัยมาได้เสมอ

ไม่ใช้แค่มวยปล้ำเด็กเล่น กีฬาระดับจังหวัดเธอก็เคยคว้าชัยชนะมาแล้วแม้ว่าคู่ต่อสู้จะตัวโตกว่าก็ตาม

เจสเซ่นเธอถนัดทางด้านศิลปะการต่อสู้มาก ไม่ว่าจะเป็นมวยไทยหรือเทควันโด เธอชอบที่จะเรียนรู้เรื่องพวกนี้มากพอๆกับที่ไม่ชอบการเรียนเย็บปักถักร้อยนั่นแหละ การเป็นน้องสาวคนเดียวในบรรดาพี่ชายทั้งห้าคนทำให้เธอต้องเรียนรู้ที่จะเล่นอะไรแรงๆแบบที่พวกเด็กผู้ชายชอบเล่นบ้าง สุดท้ายสิ่งที่เธอคิดจะเรียนรู้ไว้เพื่อการละเล่นกลับกลายเป็นความหลงใหล จำได้ว่าครั้งหนึ่งเธอลงทุนอ้อนวอนขอพ่อกับแม่ไปเรียนต่อยมวยกับพี่บัวเขียว นักมวยดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค หากแต่ญาติๆพากันห้ามเสียงหลง  เธอจึงฝึกฝนด้วยตัวเองไม่ว่าที่โรงยิม กระสอบทรายหรือเด็กแถวบ้านจนเธอค้นพบวิธีการที่เธอถนัด เทคนิคของเธอคือเธอจะใช้สายตาประเมินจุดอ่อนคู่ต่อสู้โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัวแล้วลงมือจู่โจม เธอจะไม่พุ่งเข้าใส่ตรงๆแบบพ่อหนุ่มที่นอนกองอยู่บนพื้นนี่หรอก การจู่โจมของเธอจะเป็นไปอย่างชาญฉลาดเสมอ

“อย่าคิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วชั้นจะไม่กล้านะ” ไอ้ยักษ์หักข้อมือดังกร๊อบราวกับจะขู่ขวัญก่อนที่จะเปลี่ยนเป้าหมายจากชายร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นมาเป็นหญิงสาวที่ยืนเท้าสะเอวอย่างอวดดีตรงหน้า ทางฝ่ายชายร่างบางที่โดนอัดจนหมอบแต้บนพื้นค่อยๆขยับทีละน้อยเมื่อได้สติ เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองคู่ต่อสู้ที่บัดนี้เปลี่ยนตำแหน่งไปจู่โจมผู้มาใหม่ เขาเบิกตากว้าง ริมฝีปากแตกช้ำขมุบขมิบหมายจะส่งเสียงบอกให้เธอรีบหนีไปจากตรอก กิลมอร์ ฮอดจ์ เป็นนักมวยที่มีฝีมือร้ายกาจมาก และเธอเป็นเด็กผู้หญิงแถมยังรูปร่างบอบบางตัวเล็กไม่ต่างจากเขาเลย ขืนเธอสู้กับฮอดจ์เธอต้องแย่แน่ๆ

“ยัยหนู เธอจะทำอะไรน่ะ รีบไปเสียเถอะ เธอสู้ไม่ไหวหรอก “ เขาเอ่ยปากเตือน บุคคลที่อยู่ตรงหน้าทั้งสองหันมามองเขาเป็นตาเดียวกัน ก่อนที่น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นจะเอ่ยขึ้น

“แกนอนเฉยๆไปตรงนั้นแหละไอ้ลูกหมา เดี๋ยวฉันจัดการนังนี่ได้ก็ถึงตาแกแล้ว”

“ใช่ นายน่ะนอนไปตรงนั้นเลยเดี๋ยวฉันจัดการไอ้หมอนี่ได้เดี๋ยวฉันจะช่วยพานายไปโรงบาล” เจสเซ่นแสยะยิ้มอย่างนึกสนุก ดวงตามีประกายวิบวับเมื่อได้เห็นชายตรงหน้ากัดฟันกรอด ดวงตาลุกโชนไปด้วยความโกรธก่อนที่เขาจะพุ่งตัวใส่เธออย่างรวดเร็ว ดีล่ะคนโมโหมักจะเข้าสู้โดยไม่ดูทิศทางลมตลอด งานนี้กินหมู เจสเซ่นเตรียมพร้อมตั้งรับอยู่แล้ว ร่างบางหลบฉากได้อย่างรวดเร็วก่อนที่สันมือเล็กแต่แข็งแกร่งจะสับลงบนต้นคอของชายหนุ่มร่างยักษ์ทำเอาเขากระตุกไปทั้งตัวแล้วเซแซ่ดๆไปด้านหน้า หากแต่เขากลับตั้งหลักได้ก่อนจะสวนหมัดใส่เธออีกครั้ง เจสเซ่นหลบอย่างว่องไวเช่นเคยก่อนที่จะปล่อยหมัดคู่กระแทกหน้าอกอีกฝ่ายอย่างแรงจนอีกฝ่ายผงะถอยล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น จุกล่ะสิ ใครมั่งโดนทุบหน้าอกแล้วจะไม่จุก เจสเซ่นฉีกยิ้มกว้างอย่างชอบใจ

แบบนี้สิถึงจะสนุก!!

สตีฟ โรเจอร์สมองเหตุการณ์ปะทะกันตรงหน้า อดรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ได้ที่ต้องให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กต้องเข้ามาช่วยจนพลอยเดือดร้อนไปด้วย เด็กผู้หญิงเชียวนะ ชายหนุ่มกัดฟันกรอดพยายามยันกายลุกขึ้นยืน แต่กระนั้นด้วยความมึนงงเขาต้องซวนเซไปพิงผนังตรอกอีกครั้ง ไม่ได้ เขาจะอยู่เฉยไม่ได้เป็นอันขาด อย่างน้อยเขาต้องไปหาคนมาช่วย เขาจะให้เด็กคนนั้นเดือดร้อนไม่ได้

“เฮ้!สตีวี่ นายเป็นงัยบ้าง”

เหมือนพระเจ้ามาโปรด เขาได้ยินเสียงบัคกี้ บาร์นสเพื่อนรักของเขา เขาลืมตาบวมเป่งขึ้นมองเห็นเค้าลางใบหน้าอันคุ้นเคย บัคกี้รีบเข้าไปประคองร่างสะบักสะบอมของเพื่อนตัวเล็กของเขา ให้ตายสิวะไอ้บ้านี่ นอกจากตัวจะเท่าลูกหมาแล้วยังปากดีไปทั่วอีก เขาห้ามแล้วไม่เคยฟัง

“บัคกี้ นายต้องช่วยเด็กคนนั้น เธอกำลังแย่” สตีฟจับคอเสื้อเพื่อนแน่น บัคกี้เพื่อนของเขาเก่งมากเรื่องการต่อสู้ เขาต้องช่วยเหลือเด็กหญิงคนนั้นได้แน่นอน

บัคกี้เขม้นมองตามที่เพื่อนรักบอก ดวงตาสีฟ้าคมเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ตะกี้เขามัวแต่ตกใจเมื่อได้เห็นสภาพอันแสนยับเยินของสตีฟจนไม่ทันได้มองว่าฮอดจ์กำลังสู้อยู่กับใคร คู่ต่อสู้ของกิลมอร์ ฮอดจ์เป็นเด็กผู้หญิงซึ่งมีรูปร่างเล็กที่เมื่อเทียบขนาดตัวกับฮอดจ์ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตแล้วเธอตัวเท่าแมวไปเลย

แต่เดี๋ยวนะ เขารู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ

บัคกี้มองการต่อสู้ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ฮอดจ์ที่น่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการต่อสู้ตอนนี้กลับมีสภาพฟกช้ำดำเขียว หน้าแหกปากแตกไม่ต่างจากสตีฟและกำลังถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กไล่เตะตูดอย่างเอาเป็นเอาตาย

“พวก เมื่อกี้นายบอกให้ฉันช่วยใครนะ?” บัคกี้ถามอย่างไม่แน่ใจดูจากภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้วเขาว่าฮอดจ์น่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องการความช่วยเหลือมากว่า ร่างใหญ่ของฮอดจ์เหวี่ยงหมัดอย่างเปะปะเข้าใส่ร่างบางตรงหน้าก่อนจะถูกสวนกลับโดยการต่อยเสยปลายคางดังสนั่น ฮอดจ์หลับกลางอากาศก่อนร่างกายใหญ่โตของเขาจะล้มหงายหลังลงไปนอนในกองขยะที่ทางร้านอาหารเอามาเททิ้งไว้ ปิดฉากการต่อสู้อันแสนดุเดือดอย่างสวยงาม

เจสเซ่นหอบหายใจ ใบหน้าเป็นสีแดงก่ำด้วยความเหนื่อยไอ้บ้านี่ดันตัวใหญ่แล้วแรงโคตรเยอะทำให้เธอต้องใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย หญิงสาวระบายลมหายใจเชื่องช้า ก่อนที่จะก้มลงเก็บข้าวของของเธอแล้วรีบไปหาชายร่างเล็กที่ยืนพิงผนังตรอกอยู่กับผู้ชายร่างสูงในยูนิฟอร์มทหาร ทั้งคู่ต่างจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาประหลาดใจกึ่งชื่นชม

“เป็นงัยบ้างน่ะนาย เมื่อกี้โดนไปหลายดอกเลยนี่” เจสเซ่นเอ่ยปากถามพลางมองดูสภาพเยินๆของชายตรงหน้า อีกฝ่ายริมฝีปากและโหนกแก้มแตกช้ำเลือดยังคงไหลซิบๆจากบาดแผลเหล่านั้นแถมเบ้าตายังเขียวคล้ำอีก แต่ถึงแม้จะมีสภาพยับเยินขนาดไหนเจสเซ่นอดคิดไม่ได้ว่าชายตรงหน้ามีหน้าตาที่ดูดีอยู่พอสมควร

“ครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณที่ช่วยผมไว้” อีกฝ่ายพูดตะกุกตะกักเหมือนไม่แน่ใจว่าจะใช้คำไหนกับเธอดี เจสเซ่นพยักหน้ารับเบาๆ สายตาเหลือบไปมองชายร่างสูงอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สองคนนี้น่าจะเป็นเพื่อนกันสินะ งั้นให้หมอนี่เอาไปส่งโรงพยาบาลแทนก็ได้

“นายเป็นเพื่อนเขาล่ะสิ ฝากด้วยนะฉันไปล่ะ” เจสเซ่นเอ่ยก่อนจะเอากระเป๋าเป้ใบเก่งสะพายหลังแล้วรีบออกจากที่ตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวก่อน” เสียงทุ้มดังไล่หลัง เจสเซ่นหันไปมองด้านหลัง ชายร่างสูงคนเดิมวิ่งเหยาะๆตรงมายังเธอ ทางด้านหลังมีสตีฟ โรเจอร์สเดินตามมาด้วย

“บ้านเธออยู่ตรงไหนล่ะหนูน้อย ฉันจะไปส่ง แถวนี้ค่ำมืดมันไม่ปลอดภัย”บัคกี้อาสาไปส่งอีกฝ่ายที่บ้าน เขาลอบมองสำรวจหญิงตรงหน้าคร่าวๆ หน้าตาเธอไม่เหมือนคนแถวนี้เลย เขาคิดว่าเธอต้องไม่ใช่ชาวตะวันตกแบบพวกเขาแน่นอน แถมยังเป็นเด็กที่แต่งตัวประหลาดจริงๆ เขาไม่เคยเห็นคนไหนใส่เสื้อผ้าแบบนี้มาก่อน แนวการแต่งตัวที่คล้ายผู้ชายแลดูทะมัดทะแมง แต่เขาแน่ใจว่าไม่มีผู้ชายคนไหนอย่างน้อยก็ในบรูคลินที่แต่งตัวแบบนี้แน่ แถมเธอเหมือนยังไม่คุ้นชินเส้นทางสักเท่าไหร่ ขืนปล่อยให้เดินกลับบ้านคนเดียวมีหวังถูกโจรปล้นเอาแน่ๆ

“เดี๋ยวนะ!นายเรียกใครว่าหนูน้อยไม่ทราบ?” หญิงสาวย่นคิ้วพลางเอ่ยถาม เจ้าหมอนี่คิดว่าเธออายุกี่ขวบกันล่ะ ฉันสิบแปดปีแล้วโว้ย แล้วอีกไม่กี่เดือนก็จะสิบเก้าแล้ว ถ้าให้เดาเขาต้องคิดว่าเธอเป็นเด็กอายุสิบสี่สิบห้าแน่ๆ

“อ้าว!!เธอไม่ได้....”ชายหนุ่มทำหน้าเหวอไปเล็กน้อย พลางเอามือลูบผมเก้อๆ ให้ตายสิเขาเห็นเธอตัวเล็กๆบางๆแถมหน้าตาเธอดูเด็กเอามากๆ เขาเลยคิดว่าเธออายุ13ปีเองน่ะสิ

“ฉัน18จะ19แล้วย่ะพ่อคุณ”เจสเซ่นพูดก่อนจะรีบจ้ำเดินต่อไปเพื่อหาร้านขายแซนด์วิชหรือไม่ก็พิซซ่าราคาถูก เธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเงิน30ดอลล่าห์ที่เธอมีมันจะพอยาไส้เธอไปกี่มื้อ จะบ้าตาย เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งได้ใช้ชีวิตแบบโฮมเลส

ครั้งแรก ถ้าเป็นยุคปัจจุบันเธอจะไม่ค่อยเดือดร้อนนักหรอกมีเพื่อนร่วมทางเพียบ แต่นี่มันช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเลยนะ จะมาคาดหวังว่าจะสามารถกินนอนข้างถนนได้สบายใจปลอดภัยจากลูกปืนกับโจรผู้ร้ายแบบเต็มร้อยท่าจะยากสักหน่อยล่ะ

“เดี๋ยวก่อน” ชายหนุ่มข้างหลังยังอุตส่าห์เรียกเธออีก เจสเซ่นกลอกตาก่อนจะหันขวับไปมองอย่างหงุดหงิด ตอนนี้เธอทั้งเครียดทั้งหิวจนสติจะแตกอยู่แล้วนะ ทำไมชีวิตมันต้องมีมารมาผจญขนาดนี้ด้วย แค่จะหาของกินก็มีคนมาขัดแล้วขัดอีก เดี๋ยวแม่ได้กินคนแทนข้าวก็วันนี้แหละ

“อะไรอีก”

“คุณมีบ้านอยู่ไหม?”ชายร่างผอมคนที่ถูกซ้อมเอ่ยถาม เจสเซ่นชะงักกึก ถามว่ามีไหม บ้านน่ะเธอมี แต่มันอยู่อีก70ปีข้างหน้านู่นถ้าเป็นตอนนี้เธอมันก็คนจรจัดดีๆนี่เอง ร่างบางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะอ้อมแอ้มตอบเบาๆ

“ว่ากันตามจริงก็ไม่มีหรอก ฉันเป็นเอ้อ...เป็นผู้อพยพน่ะ” เจสเซ่นรุ้สึกหน้าร้อนขึ้นมาซะงั้น เธอเป็นคนโกหกได้แย่มาก ไม่มีครั้งไหนที่เธอโกหกแล้วไม่ถูกจับได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หญิงสาวจะพูดตะกุกตะกักและหน้าแดงจรดใบหู แค่นี้ก็เป็นอันชัดเจนว่าเจสเซ่นเพิ่งแหลอะไรไป ชายหนุ่มตรงหน้าอึ้ง รู้สึกสงสารหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมา นี่สินะสงครามมันทำให้คนต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ในที่ใหม่ที่ตัวเองไม่เคยคุ้นเคย

“คุณจะไปอยู่บ้านผมก่อนไหมแบบว่า จนกว่าคุณจะคิดออกว่าจะทำยังงัยต่อไป” สตีฟเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือหญิงสาวตรงหน้าโดยไม่ลังเล แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นคนแปลกหน้าชนิดที่เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเกี่ยวกับตัวเธอนอกจากที่ว่าเธอเป็นคนอพยพและไม่มีบ้าน แต่เขาก็เต็มใจให้ความช่วยเหลือเธอ สตีฟ โรเจอร์สเป็นคนจิตใจดีอยู่เสมอถึงแม้ว่าตัวเขาเองก็แทบจะไม่อยู่ในสถานะที่จะให้ความช่วยเหลือใครได้ เพราะพิษจากสงครามทำให้สตีฟที่เป็นแค่เด็กส่งหนังสือพิมพ์กับนักเรียนวิทยาลัยศิลปะตกอยู่ในภาวะขัดสนเช่นกัน แต่เมื่อเห็นคนตกระกำลำบากเขาก็ไม่เคยอยู่เฉยที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับคนๆนั้นโดยเฉพาะคนที่เพิ่งทำบุญทำคุณกับเขามาสดๆร้อนๆเช่นเด็กสาวตรงหน้า

“หา!นายต้องเพี้ยนไปแล้วแหงๆเลย มีอย่างที่ไหนจะปล่อยให้คนแปลกหน้าอยู่ในบ้านตัวเองน่ะ ไม่กลัวว่าวันนึงฉันจะเอามีดมาปาดคอนายแล้วขโมยสมบัตินายไปขายเรอะ?” ร่างบางถามเสียงสูง ใช่สิ เธอไม่เคยเจอใครที่กล้าพาคนแปลกหน้าไปอาศัยด้วยที่บ้านมาก่อน เพิ่งมาเจอนายคนนี้คนแรกนี่แหละ ใจดีเกินไปแล้วนะพ่อคุณ

“ก็อาจกลัวบ้างถ้าบ้านผมยังพอมีข้าวของให้ขนไป แต่โชคร้ายหน่อยที่นอกจากเตียงกับโต๊ะแล้วก็ไม่มีอะไรให้เอาไปให้คุ้มทุนหรอก”ชายหนุ่มพูดยิ้มๆเขาไม่เคยกลัวพวกขโมยเลย จะมีขโมยคนไหนบ้างที่โง่พอจะมางัดห้องเช่าของสตีฟ โรเจอร์สศิลปินไส้แห้งคนนี้ให้เหนื่อยฟรีกันล่ะ            

เงียบกันไปชั่วครู่ เขาสังเกตร่างบางตรงหน้าที่กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่เงียบๆเหมือนเธอไม่แน่ใจว่าควรไปอยู่ที่บ้านกับเขาก่อนดีไหม อาจเพราะนอกจากความเกรงใจแล้วอาจเป็นเรื่องความเป็นหญิงชายที่ที่ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจพอสมควร สตีฟเข้าใจข้อนี้ดี เขาจึงเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ คุณช่วยผมไว้ ให้ผมได้ช่วยคุณตอบแทนบ้างเถอะ”

เจสเซ่นมองชายหนุ่มตรงหน้าเป็นเชิงถามย้ำความแน่ใจ เขาผงกศีรษะพร้อมส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ เธอมองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เอาเป็นว่าหาที่ซุกหัวนอนให้ได้ก่อนแล้วคิดเรื่องกลับบ้านทีหลังก็ได้ ดันทุรังแบบนี้ไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาหรอก

“ก็ได้ค่ะ รบกวนด้วยนะคะ”

 

 

เจสเซ่นนอนลืมตาโพลงในความมืด

รอบข้างเงียบสงัด มีแค่เสียงรถที่นานๆทีจะวิ่งผ่านมาสักคันหนึ่ง หญิงสาวคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเพราะนอนไม่หลับ ในใจขบคิดถึงหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องนาฬิกาโบราณที่ลงเอยกลายเป็นไทม์แมชชีนพาเธอย้อนเวลามาเสียได้ ชายร่างบางที่ชื่อสตีฟ โรเจอร์สกับเพื่อนทหารของเขาบัคกี้ บาร์นส

สตีฟ โรเจอร์ส??

ชื่อนี้เธอรู้สึกว่าเหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งเร็วๆนี้แต่มันคิดไม่ออกจริงๆ เธอคุ้นๆเหมือนกับว่ามันคือชื่อของบุคคลสำคัญสักคนที่มักจะได้เจอบ่อยๆในหนังสือประวัติศาสตร์สมัยมัธยมกับในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

เอ๊ะ หรือมันคือชื่อตัวละครในหนังสือการ์ตูนวะ พวกตัวประกอบอะไรงี้ ไม่แน่ใจ!

ต้องโทษตัวเองที่ตอนเด็กๆไม่ตั้งใจเรียนประวัติศาสตร์ให้มันมากกว่านี้ กลายเป็นว่าเวลาได้ยินชื่อบุคคลสำคัญในหนังสือเธอก็เอามาสับสนกับชื่อญาติผู้ใหญ่บางคนของเธอเสียได้ ให้ตายสิ!

เธอพลิกตัวไปอีกด้าน ในสมองเปลี่ยนมาทบทวนแผนการที่ตนเองจะต้องทำเพื่อให้อยู่รอดในยุคนี้ให้ได้ ก่อนอื่นพรุ่งนี้เธอต้องหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีวิตไปพลางๆเสียก่อนแล้วจากนั้นก็หาวิธีซ่อมไอ้เจ้านาฬิกานั่นให้มันทำงานอีกครั้ง เธอตั้งใจว่าจะสมัครงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดหรือไม่ก็คนงานในโรงงานสักแห่ง แต่ดูจากรูปการณ์แล้วเพราะความที่เธอเป็นผู้หญิงเลยมีแนวโน้มสูงที่เธอจะลงเอยกับตำแหน่งคนพิมพ์เอกสารเสียมากกว่า

เสียงประหลาดขึ้นมาในความเงียบ เจสเซ่นผุดลุกขึ้นนั่งเธอมองฝ่าไปในความมืดยังที่มาของเสียง มันมาจากม้านั่งที่สตีฟอาสาไปนอนแล้วเสียสละให้เจสเซ่นมานอนบนเตียงซึ่งอบอุ่นกว่า เสียงนั้นดังกึกๆกักๆแผ่วเบา เจสเซ่นค่อยๆลุกจากที่นอนเพราะกลัวว่าเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียงโครงเหล็กจะปลุกเจ้าของห้องที่อาจกำลังหลับให้ตื่นขึ้นได้ เธอเดินย่องไปดูชายร่างผอมที่นอนคุดคู้อยู่บนม้านั่งโดยมีเพียงผ้าห่มผืนบางที่ให้ความอบอุ่นแทบไม่ได้คลุมตัวอยู่ ร่างนั้นกำลังสั่นเทาเพราะความหนาวเหน็บ เธอส่ายหน้าเบาๆหมอนี่ประหลาดชะมัด ช่วยคนอื่นทั้งๆที่ตัวเองก็เดือดร้อนเอาตัวแทบไม่รอดเหมือนกันนี่นะ เจสเซ่นยืนเท้าสะเอวแล้วจ้องมองร่างที่สั่นเป็นลูกนกนั้นพักใหญ่ เธอไม่เข้าใจสตีฟเลยจริงๆ บางครั้งเขาอดทำให้เธอคิดว่าเขาน่าจะเป็นพวกเทวดาอะไรสักอย่างที่ชอบช่วยเหลือคนมากว่าจะเป็นมนุษย์ที่ยังมีความเห็นแก่ตัวตามธรรมชาติ นี่ถ้าเป็นตัวเธอเธอยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าหากเธออยู่ในสถานะแบบเขาเธอจะสามารถทำเพื่อคนแปลกหน้าได้ขนาดนี้หรือเปล่า

        ผ้าห่มผืนหนาที่บัคกี้มอบให้เธอถูกนำมาห่มให้ความอบอุ่นร่างที่หนาวสั่นบนม้านั่ง เจสเซ่นจัดผ้าห่มให้คลุมตัวคนตัวเล็กมิดจนถึงคอเพื่อให้แน่ใจว่าไอความหนาวจะเล็ดลอดเข้าไปถูกร่างบางนั้นน้อยที่สุด เธอรอดูสักพักจนแน่ใจว่าร่างนั้นหายสั่นจากความหนาวแล้วจึงเดินกลับไปที่เตียง เธอค่อยๆล้มตัวลงนอนแล้วสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนบางนั้น นอนครุ่นคิดอะไรไปเงียบๆคนเดียวอีกครั้งจนค่อนรุ่งจึงจะข่มตาให้หลับลงได้ในที่สุด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #2 Nang_mar_ray (@Nang_mar_ray) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 23:36

    ต่อด่วนๆเลยจ้า งื้อ~ สตีฟพ่อคนดีของฉัน~
    #2
    0