Until we meet again (STEVE ROGERS X OC)

ตอนที่ 1 : Because of that old clock

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62

     ปี2011

   เสียงดนตรีเพลงร็อคหนักๆดังมาจากห้องทำงานของโทนี่ สตาร์ค และเช่นเคยมันคือเพลงHighway to hell ของAC/DC ถ้าเพลงนี้ดังอยู่ในห้องทำงานคาดเดาไม่ยากเลยว่าป่านนี้สตาร์คคงกำลังวุ่นสร้างอะไรอยู่ในห้องทำงานแน่ๆ

        ฟิล โคลสัน เจ้าหน้าที่ระดับแปดแห่งหน่วยชีลด์ได้รับคำสั่งจากนิค ฟิวรี่ ผู้บัญชาการแห่งชีลด์ให้นำของมาส่ง โทนี่ สตาร์ค ภายในกล่องเป็นสมบัติของโฮเวิร์ด สตาร์ค อดีตผู้ร่วมก่อตั้งหน่วยชีลด์ บางส่วนที่สำคัญๆชีลด์จะเป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้เองเพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการนำไปพัฒนาภายหลังโดยความยินยอมของโทนี่ สตาร์คผู้มีสิทธิเต็มที่ภายในข้าวของเหล่านั้นในฐานะที่เป็นทายาทตามกฎหมายเพียงผู้เดียว

ฟิล โคลสันวางบรรดากล่องที่แสนจะหนักอึ้งนั้นลงก่อนที่จะใช้มือเคาะประตูกระจกแรงๆ เขาเห็นสตาร์คกำลังนอนอยู่ใต้ท้องรถ เหมือนเขากำลังซ่อมอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นโปรเจ็ครถติดตั้งอาวุธพิเศษคันใหม่หรือเป็นโปรเจ็ครถบินได้ของโฮเวิร์ด สตาร์คสมัยสงครามโลกที่เจ้าตัวยังทำไม่สำเร็จ ฟิล โคลสันยืนรออีกพักใหญ่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงซ่อมรถก๊อกๆแก๊กๆ ไม่มีวี่แววว่าจะได้ยินเสียงเคาะของเขาแต่อย่างใด เขาลงมือจะเคาะประตูอีกครั้งแต่มีเสียงเล็กๆขัดขึ้นมาเสียก่อน

อ้าวคุณโคลสัน สวัสดีค่ะ ลมอะไรหอบมาล่ะคะเนี่ย?” เขาหันไปมองด้านหลังเห็นเด็กสาววัย18ปีในเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์ขายาวสีดำขนาดพอดีตัวสะพายกระเป๋าเป้พร้อมหอบหนังสือพะรุงพะรังมาอีกจากห้องหนึ่ง ผมยาวสีดำถูกม้วนเป็นมวยเล็กๆด้านหลัง เส้นผมที่เหลือปรกใบหน้าเล็กนั้นทำให้ดูน่ารักอย่างเป็นธรรมชาติ

โอ้! เจสเซ่น พอดีผมได้รับคำสั่งให้เอาของมาส่งให้สตาร์คน่ะ แต่ก็อย่างที่เห็น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมมา”

“แล้วรอมานานหรือยังคะเนี่ย ลุงโทนี่ก็นะไม่ไหวจริงๆ ชอบแกล้งให้คนอื่นยืนคอยเสมอเลย”ร่างทำหน้าง้ำก่อนที่จะหันไปวางกองหนังสือที่ตนหอบมาจากห้องทำงานเพื่อจะช่วยโคลสันเปิดประตู

“แกล้ง??” ฟิล โคลสันหัวเราะ เขาว่าแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่โทนี่ สตาร์คจะไม่รู้ว่ามีคนมาเหยียบถิ่นถึงประตู ต่อให้เปิดเพลงซะดังลั่นนรกแตกขนาดนั้นเถอะ

“ลุงเค้าต้องสั่งจาร์วิสว่าไม่ให้พูดอะไรแน่เลยล่ะค่ะ พอดีช่วงนี้ลุงแกยุ่งๆกับโปรเจ็คใหม่ของแกด้วย” เด็กสาวใช้มือเช็ดกับกางเกง ก่อนที่จะใช้นิ้วแสกนตรงเครื่องแสกนหน้าประตู อึดใจเดียวประตูกระจกก็เลื่อนเปิดออกพร้อมเสียงเพลงดังสนั่นขึ้นกว่าเก่าจนผู้มาเยือนทั้งสองต่างทำหน้าเบ้

พับผ่าสิสตาร์ค ถ้านายจะเป็นโรคหูตึงก่อนวัยอันควรฉันจะไม่แปลกใจเลย โคลสันคิด

“จาร์วิส ปิดเพลงหน่อย” เจสเซ่นตะโกนแข่งกับเสียงเพลง อึดใจเดียวเสียงเพลงก็เงียบลงทันที

“เฮ้ๆๆ!!ยัยหนู มาปิดเพลงของฉันทำไมน่ะหา” ใบหน้ามอมแมมเปื้อนน้ำมันเครื่องของโทนี่ สตาร์คโผล่มาจากใต้ท้องรถพลางชี้ประแจอันเขื่องมายัง

เจสเซ่นและโคลสันเป็นทำนองคาดโทษ เจสเซ่นกลอกตาตะโกนแหวใส่จาร์วิสระบบปฎิบัติการณ์อัจฉริยะประจำบ้านทันที

“จาร์วิส นายไม่เห็นหรืองัยว่ามีแขกมาบ้านปล่อยให้เค้ายืนรอรากงอกอยู่ได้ยังงัยน่ะหา หรือระบบนายรวน?

“ขอประทานโทษครับคุณเจสเซ่น มันเป็นคำสั่งเจ้านายว่าห้ามบอกเจ้านายว่ามีคนมาครับ เจ้านายต้องการความเป็นส่วนตัว” เจสเซ่นเกาหัวแกรก ความเป็นส่วนตงส่วนตัวอะไร แค่ให้แขกเข้าพบหน่อยเดียวก็ไม่ได้หรืองัยนะ

“แต่จริงๆแล้วเจ้านายแค่ต้องการแกล้งเจ้าหน้าที่โคลสันเฉยๆครับ” เสียงAIอัจฉริยะตอบกลับมาอีกที นั่นปะไร!!!แบบนี้สิถึงจะเป็นโทนี่ สตาร์ค ชอบแกล้งคนอื่นเสมอ เรื่องความเป็นส่วนตัวนั่นโทนี่ สตาร์คไม่เคยสนใจหรอก

“อ้าว จาร์วิสนายเล่นพูดกล่าวหาฉันอย่างนี้ฉันก็เสียหายน่ะสิ”

“พอดีผมมีไฟล์สนทนาระหว่างท่านกับผมในสามสิบนาทีสองวินาทีที่แล้วเผื่อว่าท่านอยากให้ผม...” เสียงจาร์วิสหายไปเพราะโดนสั่งMuteจากผู้เป็นเจ้าของ ร่างสูงเลื่อนตัวมาจากใต้ท้องรถก่อนที่จะก้าวเข้ามาหาผู้มาใหม่ทั้งสอง ใบหน้า ฝ่ามือรวมไปถึงเผ้าผมมีรอยเปื้อนมอมแมมจากน้ำมันเครื่อง เสื้อกล้ามลายAC/DCสีขาวราคาแพงที่ใส่อยู่ก็พลอยเปื้อนไปด้วย เจสเซ่นถึงกับสำลักเอื๊อกใหญ่นี่ลุงแกเล่นเอาเสื้อกล้ามราคาแพงโคตรมาซ่อมรถเนี่ยนะ

ลุงแกคิดอะไรถึงใส่เสื้อตัวนี้มาซ่อมรถวะเนี่ย ตัวนึงไม่ใช่แค่สิบยี่สิบเหรียญนะเฮ้ย!!!

“เดี๋ยวหนูไปเอาน้ำดื่มมาให้ค่ะคุณโคลสัน” เจสเซ่นเดินออกไปจากห้องทำงานเพื่อไปหาน้ำดื่มมาให้โคลสันที่อุตส่าห์ยืนรอหน้าประตูจนแทบจะงอกรากแก้วออกมาได้อยู่แล้ว ใครที่มาพบลุงโทนี่ผิดเวลาไปก็เจอกันแบบนี้ทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ลุงโร้ดเพื่อนซี้ ไม่ไหวจริงๆเลยลุงเธอเนี่ย

“เด็กคนนั้นน่ารักดีนะ”โคลสันเอ่ยปากชม เขาเห็นเจสเซ่นตั้งแต่ตอนที่เขาเข้ามาช่วยสตาร์คทำหลักฐานปลอมเพื่อกลบเกลื่อนการเป็นไอร่อนแมนของเจ้าตัวเมื่อปีที่แล้วตอนนั้นเธอหน้าตาราวกับเด็กสิบสามสิบสี่จนเขายังแปลกใจ จนตอนนี้เธอยังดูเหมือนเด็กที่ยังไม่เข้าช่วงวัยรุ่นตอนปลายเหมือนเดิม

เขาเชื่อแล้วที่คนเขาว่ากันว่าคนเอเชียตัวเล็กหน้าเด็ก คำพูดเหล่านั้นมันไม่เกินความจริงแม้แต่นิดเดียว!!!

เฮ้ๆโคลสัน พูดอย่างนี้นายคิดอะไรกับหลานฉันหรือเปล่า ขอเตือนนายก่อนว่าอย่าเชียวถ้าไม่อยากโดนด้ามปืนพ่อเธอตบปากเข้าให้” สตาร์คพูดทีเล่นทีจริง เขานึกถึงเพื่อนซี้อีกคนของเขาที่ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตชาวไร่อยู่ที่อีกซีกโลกแล้วอมยิ้ม ไอ้หมอนั่นดันมีลูกตั้งหกคนแล้วคนสุดท้ายดันเป็นผู้หญิงคนเดียวอีก ไอ้หนุ่มคนไหนที่หวังจะสอยเจสเซ่นไปเป็นศรีภรรยาคงต้องคิดหนักหน่อยล่ะ

 

แค่พ่อมันก็หนักแล้วนี่พี่ชายอีกตั้งห้าคน ใครจะไปกล้าแหยม!!!

 

“แล้ว...ที่มานี่มีธุระอะไร?”สตาร์คเอ่ยปากถามพลางบิดเนื้อตัวไล่ความเมื่อยขบจากการนอนขดตัวซ่อมรถอยู่นานถึงสี่ชั่วโมง เขาเป็นแบบนี้เสมอถ้าเป็นงานโปรดของเขาทำข้ามวันข้ามคืนก็เคยมาแล้ว จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ทำงานมาราธอน29ชั่วโมงรวดเป็บเปอร์ที่มาหาเขาเพื่อคุยเรื่องหุ้นของ

สตาร์คอินดัสตรี้แทบจะเป็นลมกับสภาพอันดูไม่ได้ของเขา จะว่างัยดีก็คนมันอดนอนอ่ะสภาพเลยคล้ายซอมบี้ไปหน่อย

“คุณฟิวรี่ให้เอาของนี่มาให้คุณน่ะครับ” โคลสันชี้ไปที่กองกล่องใบเบ้อเริ่มข้างตัว ข้างๆกล่องเหล่านั้นถูกเขียนชัดเจนว่า สมบัติของโทนี่ สตาร์ค

“ไอ้เจ้าพวกนี้ฉันจำได้ว่าฉันส่งให้ทางหน่วยชีลด์ไปหมดแล้วนี่นาแล้วจะเอากลับมาอีกทำไม?

“จริงๆแล้วของพวกนี้ชีลด์ได้เลือกเก็บเอาไว้แล้วบางส่วน พวกที่พอจะสามารถดัดแปลงหรือเป็นต้นแบบในการผลิตเครื่องมือใหม่ๆได้น่ะครับ ส่วนที่เหลือนี่เช่นจดหมายคุณโฮเวิร์ดกับเซ็ทรูปภาพบรรดาสาวๆของเค้านี่พวกเราจนปัญญาจริงๆว่าจะเอามันไปทำอะไรดี”

“สมิทโซเนี่ยนล่ะ ได้ลองถามเค้าดูหรือยัง เผื่อทางนั้นเค้าต้องการเอาไปทำชีวประวัติของโฮเวิร์ด สตาร์ค ประมาณว่าชีวิตเพลย์บอยยุค40s

“ไม่น่าเวิร์ค” โคลสันตอบก่อนที่จะเดินไปยกพวกกล่องเหล่านั้นเข้ามาวางไว้ข้างโต๊ะที่วางอุปกรณ์รกรุงรังพวกสายไฟ ลวด บัดกรีและอื่นๆอีกมาก เขาสงสัยเสียจริงว่าอีกฝ่ายใช้โต๊ะทำงานนี่ยังงัยไม่ให้ถูกไฟดูดตายเป็นผีเฝ้าตึกไปเสียก่อน

“อ้อใช่ คุณฟิวรี่ฝากโน้ตมาให้คุณ” โคลสันล้วงกระเป๋าเสื้อสูทหยิบเอาแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้โทนี่ สตาร์ค อีกฝ่ายถอยกรูดพลางรีบโบกมือปฏิเสธราวกับอีกฝ่ายยื่นแมลงสาบให้

“โอ๊ะๆ พอดีไม่ชอบรับของจากมือคนอื่นน่ะ คงจะพอเข้าใจใช่มั้ย?”เจ้าตัวปฏิเสธหน้าระรื่น เจสเซ่นที่เดินถือแก้วน้ำเข้ามาทีหลังเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ แหม กลัวว่าจะเป็นกระดาษมอบหมายงานมากกว่าล่ะมั้ง รู้ๆกันอยู่โทนี่ สตาร์ค นอกจากไม่ชอบรับของจากมือใครแล้วเขายังไม่ชอบรับคำสั่งใครด้วย ลุงเธอนิสัยออกแนวอินดี้เป็นที่รู้กันดี

“ฮู้ย!!ไม่เป็นไรค่ะคุณโคลสัน มาค่ะ หนูรับแทนเอง หนูก็เหมือนคุณเป็ปเปอร์นั่นล่ะค่ะ หนูเป็นพวกชอบรับของ” ร่างบางที่เดินถือแก้วเครื่องดื่มเข้ามาภายในห้องส่งแก้วให้โคลสันก่อนรับกระดาษมาจากโคลสันแล้วส่งให้โทนี่ สตาร์คที่ต้องรับอย่างเสียไม่ได้ โคลสันยิ้มให้อย่างขอบคุณก่อนที่จะยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบ รสชาติเปรี้ยวหวานพอดีของน้ำส้มบวกกับความเย็นของน้ำแข็งทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีจนต้องยกขึ้นซดเข้าไปอึกใหญ่

“ดีใจที่เห็นคุณมีความสุขกับงานปัจจุบันนะครับคุณสตาร์ค” โคลสันเอ่ย สตาร์ควางมือจากการผลิตอาวุธสงครามแล้วเบนเข็มมาเป็นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆพร้อมกับรับหน้าที่การเป็นฮีโร่คนใหม่ของโลก ไอร่อนแมน เห็นเจ้าตัวเปรยๆอยู่เรื่องโครงการเทคโนโลยีพลังงานสะอาด มันต้องเป็นไปได้ด้วยดีแน่ เขาเชื่อเช่นนัน

เขาดีใจที่โทนี่ สตาร์คสามารถเปลี่ยนจากผู้ค้าความตายมาเป็นผู้ที่นำสันติภาพและความสงบสุขมาสู่โลก

“เหนื่อยกว่าเดิม แต่ดีที่ไม่ต้องทำเรื่องให้คนอื่นมาเสี่ยงตาย”สตาร์คใช้ผ้าขนหนูซับหน้าก่อนจะหยิบแก้วน้ำส้มที่เจสเซ่นวางบนโต๊ะเตรียมไว้ให้ดื่ม

“อย่างอันนั้นก็เป็นรถพลังงานสะอาด คิดอยู่ว่าจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดีมั้ยตอนนี้ยังอยู่แค่ขั้นทดลอง สำเร็จเมื่อไหร่จะส่งให้ชีลด์ได้ใช้เป็นเจ้าแรก”

“ด้วยความยินดีครับ ขอแค่อย่าขับแล้วบึ้มใส่พวกเราก็พอ” โคลสันพูดติดตลกก่อนล้วงแว่นตาดำในกระเป๋าเสื้อขึ้นสวมแล้วเอ่ยปากขอตัวกลับ

โทนี่ สตาร์คเปิดดูของในกล่องใหญ่เหล่านั้นนั้น นอกจากจะมีพวกกระดาษที่ปรากฏลายมือไก่เขี่ยของพ่อเขาแล้วยังมีซองกระดาษที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายอีกหลายใบ เป็นภาพถ่ายงานสตาร์คเอ็กซ์โปบ้าง ภาพถ่ายเพื่อนทหารในหน่วยที่พ่อเขาไปผลิตอาวุธให้บ้าง ที่มากสุดก็ภาพสาวๆที่พ่อเขาเคยเดทด้วยก่อนที่จะมาเจอกับแม่ของเขา ภาพแม่ของเขา และภาพสุดท้ายเป็นภาพของพ่อเขาที่ยืนยิ้มกว้างอยู่กับนายทหารร่างสูงคนหนึ่ง แม้จะเก่าซีดแค่ไหนโทนี่ สตาร์คยังคงดูออกว่าบุคคลในภาพจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกัปตันอเมริกา คนที่พ่อชอบเล่าให้เขาฟังเสมอยามเขายังเป็นเด็กน้อย เอาจริงๆนะเขารู้จักเรื่องของชายคนนี้จากพ่อเขามากกว่านิทานอีสปที่แม่มักจะเล่าให้เขาฟังก่อนนอนเสียอีก

“ว้าว!ใครอ่ะลุงโทนี่ ” เจสเซ่นโผล่หน้าเข้ามาถาม ดวงตามองดูภาพด้วยความรู้สึกสนใจ

“คนไหน ทางขวาหรือทางซ้าย” สตาร์คเอ่ยถามแม้ค่อนข้างมั่นใจเต็มร้อยว่ายัยหนูนี่ต้องถามถึงกัปตันอเมริกาทางขวามือแน่

“คนทางขวาอ่ะ”ตามที่เขาคาดจริงด้วย จะมีสาวคนไหนมั่งมั้ยบนโลกใบนี้ที่ไม่ตกลุมรักกัปตันอเมริกาตั้งแต่แรกเห็นน่ะ

“สตีฟ โรเจอร์ส กัปตันอเมริกาเพื่อนซี้พ่อของฉันเอง หล่อล่ะสิ” เขาพูดเย้าๆ แหงล่ะใครๆก็ชอบกัปตันกันทั้งนั้นก็เขาดันเป็นผู้ชายที่มีลักษณะในอุดมคติเลยนี่นา ผมบลอนด์ตาสีฟ้า ตัวสูงล่ำบึ้ก นี่ยังไม่รวมนิสัยใจดีมีเมตตาอะไรนั่นอีก ตอนเขาฟังพ่อเขาเล่าให้ฟังครั้งแรกเขายังไม่เชื่อเลยว่านั่นเป็นคนจริงๆ เขานึกว่าพ่อแกล้งเอาพระเอกละครมาโม้ให้เขาฟังแทน แต่ถึงพ่อกัปตันคนนี้จะดียังงัยข้ามเขาไปคนหนึ่งเเล้วกัน สำหรับตัวเขาเขารู้สึกหมั่นไส้มากกว่าชื่นชม

"อ้อ กัปตันอเมริกานี่เอง พอดีรูปไม่ค่อยชัดเท่าไหร่เลยไม่รู้ว่าใคร" เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะจิ้มไปที่ใบหน้าของชายอีกคนแทน

“แต่หนูว่าหนูชอบคนนี้มากกว่านะ” 

“โฮเวิร์ด สตาร์ค พ่อฉันเนี่ยนะ อะไรดลใจให้เธอคิดว่าเขาหล่อกว่ากัปตันไม่ทราบยัยหนู”

“ไม่ใช่หล่อกว่าหรอกลุง แต่พ่อของลุงเขาตัวเล็กดี หนูชอบคนตัวเล็กอ่ะ นายกัปตันของลุงนี่ตัวก็ใหญ่ล่ำก็ล่ำ น่ากลัวออก” เด็กสาวทำหน้าเบ้ สเปคเธอเป็นแบบนี้แต่ไหนแต่ไร เธอจะชอบคนตัวเล็กเสมอ เธอว่าคนตัวใหญ่ๆนี่น่ากลัว เกิดมีเรื่องกันมันไม่ตบเธอกระเด็นติดผนังน็อคเอาท์ไปก่อนเหรอ

“สเปคแปลกดี ฉันนึกว่าสาวๆสมัยนี้ชอบผู้ชายล่ำๆ นี่ฉันอุตส่าห์เข้ายิมฟิตหุ่นเพื่อเป็ปเปอร์เลยนะเนี่ย นึกว่าเธอจะชอบผู้ชายมีกล้าม”ไม่พูดเปล่ายังอุตส่าห์ยกแขนเบ่งกล้ามให้เธอดูอีก เจสเซ่นส่ายหน้าเบาๆ ลุงเธอตอนนี้ยังห่างกับคำว่าล่ำบึ้กไปอีกโขยังต้องฟิตกันอีกนาน

“คุณเป็ปเปอร์อาจชอบแต่เว้นหนูไว้คนนึงละกันค่ะ คิดภาพแล้วสยองขวัญ” เจสเซ่นวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยปากถาม

“จะให้หนูช่วยเก็บของพวกนี้หรือเปล่าคะลุงโทนี่?

“แน่นอน มันต้องอย่างนี้สิ”สตาร์ครีบตกลง ของพวกนี้เยอะแยะออกแถมเขายังมีงานต้องทำอีก นี่เขาว่าจะอัพเกรดระบบให้จาร์วิสเสียหน่อยช่วงนี้รู้สึกว่าพวกมือเจาะระบบมันชักจะฝีมือดีมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเลยต้องพยายามอัพเกรดระบบให้สามารถรับกับไวรัส โทรจัน หรือการเจาะระบบทุกอย่าง แล้วเผอิญเขากำหนดเส้นตายงานไว้ว่าเป็นคืนวันนี้เท่านั้น พอดีเขาเป็นพวกที่ชอบสะสางงานให้เสร็จๆไปไม่ชอบทิ้งให้ค้างคา มันน่าหงุดหงิด

“เดี๋ยวจะให้เจ้าหุ่นลากของไปให้ กล่องมันหนัก อ้อเจส ในกล่องยังมีของอีกมากไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างยังงัยก็ระวังๆหน่อยละ เผื่อพ่อชั้นสร้างอะไรแผลงๆทิ้งไว้ แต่คิดว่าไม่น่ามีเพราะถ้ามีก็ไม่พ้นมือชีลด์หรอก ที่สำคัญชั้นจะอัพเกรดระบบให้จาร์วิส ระบบจะไม่ทำงานประมาณสองชั่วโมงนะ ”สตาร์คพูดก่อนหันไปสั่งเจ้าหุ่นให้ลากกล่องไปไว้ในห้องเก็บของของเขาเพื่อให้เจสเซ่นได้ลงมือคัดแยกอีกที

 

 

 

 

          เจสเซ่นนั่งขัดสมาธิกับพื้น เธอลงมือแยกของในกล่องออกเป็นกองๆ เธอแยกภาพถ่ายสาวๆของโฮเวิร์ด สตาร์คออกไปใส่ในซองหนึ่งต่างหาก ส่วนภาพของมาเรีย สตาร์ค โฮเวิร์ด สตาร์คและผองเพื่อนทหารของเขาเธอเอามาใส่รวมในซองเดียวกัน ข้าวของอื่นๆเช่นกระดาษที่เขียนสมการทางฟิสิกส์และกระดาษที่คำนวณตัวเลขถูกแยกใส่ซองอีกซองโดยทุกซองเจสเซ่นจะใช้ปากกาเขียนระบุหน้าซองอย่างชัดเจนเพื่อบ่งว่าสิ่งที่อยู่ภายในคืออะไร

        เมื่อแยกส่วนที่เป็นเอกสารเสร็จเรียบร้อยก็ยังเหลือข้าวของกระจุกกระจิกอยู่ในกล่องอีกใบ เจสเซ่นจัดการหยิบของในกล่องนั้นออกมาจนหมดเพื่อจัดการแยกออกเป็นกองๆอีกครั้ง ของในกล่องนี้ส่วนมากเป็นพวกหนังสือและเอกสารอื่นๆที่ไม่ค่อยต่างอะไรกับกล่องใบแรกนัก เว้นแต่คราวนี้มันมีอุปกรณ์แปลกๆปนมาอยู่บ้าง เจสเซ่นลงมือจัดของจำพวกกระดาษออกเป็นหมวดหมู่เช่นเดิม จนเหลือเพียงแค่อุปกรณ์ต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นเพื่อรอให้เธอแยกออกจัดเก็บเช่นเคย

“แล้วไอ้พวกนี้จะเอางัยกะมันดีล่ะเนี่ย” เธอบ่นอุบ บางชิ้นเป็นอุปกรณ์หน้าตาประหลาดที่เธอไม่รู้จักเธอจึงเขี่ยๆมันไปไว้อีกทาง ไม่ได้ เผื่อมันระเบิดทำเธอหน้าเสียโฉมเดี๋ยวหมดสิทธิประกวดนางงามจักรวาลกันพอดี!!

      เจสเซ่นลงมือเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นลงกล่อง ไว้ค่อยถามลุงโทนี่อีกทีว่าจะจัดการยังงัย ถึงเธอจะมีความรู้เรื่องวิศวกรรมแต่เธอก็ไม่อยากไปยุ่งกับสิ่งประดิษฐ์จากสมัยสงครามโลกสักเท่าไหร่ เกิดมันเป็นของที่พวกนาซีทำปะปนมาด้วยแล้วเธอไปทำอะไรจนมันจะเบิดทั้งเธอทั้งลุงโทนี่เป็นได้กลับบ้านเก่ากันทั้งคู่ก่อนวัยอันควรแน่

ยังเรียนไม่จบเลยค่ะ เจสเซ่นจะมาตายตอนนี้ไม่ได้!!

เธอเก็บของจวนจะเสร็จแต่ทันใดนั้นเองสายตาเจ้ากรรมดันไปเห็นนาฬิกาปลุกโบราณนอนตะแคงอยู่ใกล้ๆกับพรมเช็ดเท้า เธอเอื้อมมือไปคว้ามาถือ พลิกไปพลิกมาดูรายละเอียดที่ตัวนาฬิกา มันไม่ได้ต่างจากนาฬิกาปลุกทั่วไปที่ขายตามร้านขายของโบราณนักหรอก เว้นแต่ตัวนาฬิกาทำจากแสตนเลสที่ควรจะมีสีหมองคล้ำตามกาลเวลามันกลับดูสะอาดเป็นเงาวับจนแทบจะเอามาส่องแทนกระจกได้ แถมตรงหน้าปัดซึ่งควรมีตัวเลข1-12และเข็มสั้นเข็มยาวตามนาฬิกาทั่วไปกลับถูกแทนที่ด้วยช่องสี่เหลี่ยมสิบช่องซึ่งมีตัวเลขปรากฏอยู่

1942 02 14 05

มันหมายถึงอะไรนะ ตัวเลขชุดข้างหน้าน่าจะเป็นตัวเลขบอกปี ส่วนสองชุดต่อมาน่าจะหมายถึงเดือนและวัน แต่ชุดสุดท้ายนั่นสิมันคือเลขอะไรกัน 

เจสเซ่นพลิกไปดูข้างหลังตัวนาฬิกา มันมีปุ่มกดอยู่ด้านหลังคาดว่าน่าจะเป็นปุ่มสำหรับปรับตัวเลขเช่นนาฬิกาทั่วไป เพียงแต่อันนี้เป็นตัวเลขสำหรับตั้งวันเดือนปีไม่ใช่ตั้งเวลาเป็นชั่วโมงๆ

“พิกลแฮะ เขามีแต่นาฬิกาบอกเวลาเป็นชั่วโมงๆ นี่เล่นบอกเป็นวันเดือนปี แล้วชั้นควรเรียกแกว่าอะไรดีล่ะ นี่คนสร้างแกเขานอนทีนึงข้ามเดือนข้ามปีเลยเรอะ?” พูดจบก็นั่งขำกับคำพูดตัวเองก่อนจะนั่งพลิกนาฬิกาสำรวจไปมาอีกครั้งอย่างชอบใจ พลันนิ้วเธอก็ไปสะกิดกับอะไรบางอย่างเข้า ปุ่มข้างตัวนาฬิกาจมลงไปในช่อง เจ้านาฬิกาโบราณเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้วที่ควรจะตายสนิทกลับทำงานอีกครั้ง เสียงฟันเฟืองหมุนดังมาจากด้านในดังแกรกกราก

“เฮ้ย!ตายละวา เป็นเรื่องแล้วเรา”ร่างบางลนลานหาปุ่มกดอื่นๆที่สามารถหยุดการทำงานของนาฬิกาได้ แต่นอกจากปุ่มที่ถูกกดจนจมลงไปในร่องกับปุ่มปรับเวลาเธอก็ไม่พบปุ่มอื่นที่เป็นประโยชน์เลย อึดใจต่อมาตัวเลขชุดสุดท้ายซึ่งเป็นเลข05ก็กลายเป็นเลข04

1942 02 14 04

ตายละมันเริ่มนับถอยหลังแล้ว เมื่อกี้มันยังเป็นเลขห้าอยู่เลย ร่างบางคิดอย่างตื่นตระหนกขณะที่นาฬิกายังคงทำงานและตัวเลขที่นาฬิกายังคงนับถอยหลัง คราวนี้เธอหายข้องใจแล้วว่าตัวเลขสองชุดหลังคือตัวเลขอะไรมันคือตัวเลขบ่งเวลาเป็นนาทีนี่เอง

“จาร์วิส จาร์วิส บอกลุงโทนี่ให้ออกจากบ้านเดี๋ยวนี้ จาร์วิส!!”ให้ตายเถอะลุงโทนี่ดันมาอัพเกรดระบบให้จาร์วิสเข้าพอดีตอนนี้ จะหาอุปกรณ์มางัดเจ้านาฬิกานี่ก็ไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว จะวิ่งไปก็ไม่ทันเพราะระยะทางห้องทำงานลุงโทนี่กับห้องที่เธออยู่นี่ห่างกันพอสมควร มีหวังมันระเบิดตู้มต้ามตายกันหมดเสียก่อนแน่

1942 02 14 03

“พ่อแก้วแม่แก้ว ช่วยลูกด้วย ฮือ” เธอคิดโทษตัวเอง ถ้าเกิดมันคือระเบิดเวลาล่ะ เธอหาที่ตายชัดๆ เธอตายคนเดียวเธอจะไม่ทุกข์ขนาดนี้แต่นี่ลุงโทนี่ที่เคารพรักของเธอผู้ซึ่งเพิ่งอำลาวงการค้าอาวุธมาเป็นฮีโร่ผดุงคุณธรรมเต็มตัวยังไม่ทันได้ทำอะไรตามที่ตั้งใจก็ต้องมาตายกับเธอด้วย

1942 02 14 02

ร่างบางมองนาฬิกาในมือ รู้สึกจนด้วยเกล้า เหลือเวลาอีกแค่สองนาที เธอจะทำยังงัยดี

1942 02 14 01

โครม!!

เสียงวัตถุบางอย่างถูกปาอัดเข้ากำแพง เสียงดังสนั่นชนิดที่แทบไม่ต้องเดาก็พอจะรู้สภาพได้เลยว่าเจ้าวัตถุเคราะห์ร้ายชิ้นนั้นต้องเละเทะเหมือนถูกรถทับ

เจสเซ่นเป็นคนขว้างนาฬิกานาฬิกาตัวต้นเหตุอัดเข้ากับกำแพงเองแม้จะรู้สึกผิดที่ทำให้ข้าวของของลุงโทนี่เสียหายและแอบเสียดายนาฬิกาเรือนสวยนั้นอยู่บ้าง แต่ทำงัยได้ล่ะ ถ้าเกิดว่ามันเป็นระเบิดจริงๆก็แย่น่ะสิไว้ให้จบเรื่องแล้วค่อยไปขอโทษลุงโทนี่แล้วกัน ตอนนี้ชีวิตสำคัญกว่า เธอยิ้มกริ่ม สืบเท้าเข้าไปดูผลงานการขว้างนาฬิการะดับโอลิมปิกของเธอ คาดว่าต้องได้เห็นซากนาฬิกาบุบๆบี้ๆกองอยู่กับพื้นพร้อมกับชิ้นอะไหล่กระจัดกระจาย โห เล่นอัดกำแพงดังสนั่นขนาดนั้นถ้าไม่เละเป็นโจ๊กแกคงเป็นนาฬิกาไวเบรเนี่ยมแล้วล่ะ

What the f***” สองตาแทบแหกออกจากเบ้าเมื่อได้เห็นนาฬิกาเจ้ากรรมยังคงอยู่ดีมีสุข ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แต่ที่มีรอยขีดข่วนน่ะกำแพงต่างหาก แรงปะทะขนาดหนักส่งผลให้ผนังกำแพงกะเทาะออกมาเป็นแผ่นๆ เศษปูนร่วงกราวลงบนพื้น ในขณะที่นาฬิกาไม่มีรอยบุบใดๆทั้งสิ้น มันยังดูเหมือนเดิมไม่มีร่องรอยบ่งบอกว่าเมื่อสักครู่ตัวมันเองได้ปะทะเข้ากับกำแพงคอนกรีต!!

แต่อย่างน้อยเสียงฟันเฟืองที่เคยดังกรอกแกรกก็เงียบหายไปแล้ว

ร่างบางถอนหายใจ ทรุดนั่งลงกับพื้น รู้สึกเสียพลังงานไปอย่างมหาศาลในเหตุการณ์ชวนอกสั่นขวัญแขวนนี้ เธอสาบานด้วยเกียรติของลูกเสือว่าต่อไปเธอจะไม่มือซนแตะต้องสิ่งของอันตรายอีกต่อไป เธอระบายลมหายใจหยิบนาฬิกาเจ้าปัญหาขึ้นมาดูเพื่อให้แน่ใจว่ามันตายแล้วจริงๆ

1942 02 14 01

โอเค มันตายแล้ว ซี้แหงแก๋ นิ่งกริ๊บเลย

1942 02 14 00

เฮ้ย!!!

เจสเซ่นร้องลั่นอ้าปากค้าง นาฬิกาที่เมื่อก่อนเวลาหยุดเดินที่เลข01ตอนนี้มันได้นับถอยหลังมาเป็นเลข00เรียบร้อยแล้ว ให้ตายเถอะกำแพงคอนกรีตทำอะไรมันไม่ได้จริงๆด้วย เธออยากจะร้องไห้นัก

“กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”

เสียงแสบแก้วหูของนาฬิกาปลุกเจ้ากรรมดังสนั่น ถ้าเป็นยามปกติหากมีเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นแบบนี้เจสเซ่นคงจะกดปิดไม่ก็ขว้างมันไปที่ไหนสักที่หนึ่ง แต่สำหรับเจ้านี่ขนาดขว้างใส่กำแพงมันยังไม่สะดุ้งสะเทือนเลย

“ปัง!!!

เสียงดังเหมือนใครลั่นไกปืนข้างๆหูเธอ ฉับพลันนั้นเองเหมือนกับว่ามีพายุลูกเล็กก่อตัวขึ้นในห้อง เอกสารต่างๆที่ถูกจัดเอาไว้เป็นกองๆถุกลมพัดจนกระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่ว สายลมตรงหน้าเจสเซ่นม้วนเข้าหากันกันจนเป็นเหมือนอุโมงค์อากาศเล็กๆ มันพยายามดูดเจสเซ่นให้เข้าไปในอุโมงค์ลมนั้น หากแต่เจสเซ่นขืนตัวยึดกับขาโต๊ะไว้แน่นแต่แรงลมนั้นช่างมหาศาลมันดูดเจสเซ่นจนเธอมือเธอจวนจะหลุดจากขาโต๊ะที่เธอใช้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ส่วนขาค่อยๆหลุดข้าไปในอุโมงค์ลมนั้นอย่างช้าๆ มือของเจสเซ่นไขว่คว้าไปมาจนมันไปเกี่ยวเข้ากับสายสะพายกระเป๋าเป้ของเธอ เธอกำสายสะพายกระเป๋านั้นแน่นตามสัญชาติญาณก่อนที่ทั้งตัวของเธอจะถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์ลมนั้นในที่สุด

 

        พายุจิ๋วหยุดไปแล้ว ทั้งห้องกลับสู่ความสงบอีกครั้งเหลือไว้เพียงสภาพห้องที่เละเทะเหมือนโดนทอร์นาโดพัดผ่าน เอกสารต่างๆที่เจสเซ่นจัดแยกไว้และยังไม่เอาเก็บในลิ้นชักร่วงกระจายลงบนพื้นไปทั่ว เจสเซ่นที่ถูกลมพายุประหลาดดูดหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา

หายไปเสมือนว่าเธอไม่เคยมีตัวตน ณ ที่นั้นมาก่อน!!

 

 

 

 

 

 

                   

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #1 Nang_mar_ray (@Nang_mar_ray) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 19:31
    ชอบๆ รีบมาต่อไวๆนะค่าาา #ทีมกัปตัน!
    #1
    0