Strongest NPC

ตอนที่ 6 : 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,604
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 580 ครั้ง
    25 ส.ค. 62

     หลังจากเจรจาขายคฤหาสถ์และสมบัติที่ไม่มีประโยชน์ให้กับสมาคมการค้าโกลเด้นบาลานซ์เป็นเงินกว่าหนึ่งล้านสองแสนรีส เรกัสก็เดินทางออกจากเมืองเรเทียนในวันถัดไปโดยทันที เขาไม่อยากมีปัญญากับขุนนางคนใหม่ที่จะเข้ามาปกครองเรกัสเพราะหนี้สินจำนวนมากที่บิดา แม่เลี้ยง และน้องชายต่างมารดาสร้างเอาไว้ แน่นอนว่าปัญหาคือหนี้สินเฉพาะส่วนของเมืองเรเทียน ไม่ใช่หนี้สินส่วนตัวของทั้งสามคนแต่อย่างใด ก็เหมือนกับนายกสร้างหนี้ให้ประเทศ ประเทศก็ต้องใช้หนี้ต่อ แต่ถ้านายกสร้างหนี้ส่วนตัวก็ติดตามกับนายกเอาเอง 

     ขบวนเดินทางขอเรกัสเป็นขบวนเดินทางเล็กๆ ที่ประกอบด้วยรถม้าหนึ่งคัน เกวียนมุงหลังคาอีกสองหลัง กับคนเดินทางในขบวนแค่เก้าคนเท่านั้น ซึ่งนอกจากเรกัส มาเรีย และไบรอันแล้ว ยังมีคนเก่าคนแก่ที่ภักดีต่อตระกูลคลาวด์และครอบครัวรวมสี่คนขอติดตามมาด้วยประกอบด้วย ซิลวาล สาวใช้วัยกลางคนที่เคยเป็นคนสนิทของมารดาของเรกัส ไมเคิล ทหารชราที่ยืนยามอยู่หน้าประตูคฤหาสถ์เจ้าเมืองตั้งแต่สมัยตาของเรกัส และ ออล อัศวินฝึกหัดที่ชื่นชมในตัวของไบรอันที่มาพร้อมกับภรรยาที่เปิดร้านตัดเย็บอยู่ในเมือง 

     สำหรับสมาชิกคนสุดท้ายเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าชื่อ แคลร์ ถูกซื้อมาจากครอบครัวยากจนให้เป็นทาสกามให้กับอลันเป็นของขวัญวันเกิดครบสิบปีปีจากมากาเร็ตเมื่อสามเดือนก่อน แรกพบแคลร์เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฝกช้ำหลายแห่ง ดูเหมือนว่าอลันจะใช้แคลร์เป็นที่ระบายโทสะด้วย แต่แรกเริ่มเขาคิดจะปล่อยแคลร์เป็นอิสระพร้อมกับให้ทุนไปตั้งตัวเล็กๆน้อยๆ แต่เมื่อเห็นดวงตาสีม่วงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเครียดแค้น เขาจึงเปลี่ยนใจทันที มันคือดวงตาของ เมจเซนเจอร์ออฟดิสแพร์ แคลร์ เดอะ วิทช์ หนึ่งในขุนพลของเอนวอยออฟดิสแพร์

     เมื่อมั่นใจกว่า 90% ว่าแคลร์คือตัวอันตราย ความคิดแรกคือฆ่าเธอซะเดี๋ยวนั้น แต่เพราะเขามาจากสังคมปัจจุบันไม่ใช่สังคมยุคกลางเหมือนในเกม ความคิดและทัศนคติของเขาแตกต่างจากคนสมัยนี้ เขาไม่อาจสังหารแคลร์ที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดได้เพราะเชื่อว่าเธอจะเป็นตัวอันตราย 

     เมื่อสังหารไม่ได้เรกัสจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเก็บแคลร์ไว้กับตัว หากสามารถทำให้เธอเป็นคนของตัวเองได้ก็นับว่ากำไร แต่หากไม่ได้ และแคลร์ยังจะเข้าสู่เส้นทางด้านมืด เขาก็สามารถจัดการเธอก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เรกัสจึงรับแคลร์เป็นน้องสาวบุญธรรมโดยอ้างว่าเพื่อชดเชยในสิ่งที่น้องชายต่างมารดาของเขาได้กระทำเอาไว้

     เนื่องจากเวลาใกล้จะค่ำแล้ว ขบวนเดินทางของเรกัสจึงเลือกที่จะหยุดพักแรมที่เนินเตี้ยๆในเขตของทุ่งหญ้ารีกัล ที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำเท่าไหร่ แม้ว่าด้วยช่องเก็บของของระบบที่เขาอัฟเต็มจนมีถึงหนึ่งร้อยการพกพาน้ำสะอาดจำนวนมากเป็นเรื่องง่ายๆแต่เขายังไม่อยากใช้ความสามารถนั้นให้ใครเห็น หากกลุ่มอำนาจขนาดใหญ่รับรู้ว่าเขาสามารถใช้ช่องเก็บของที่เหมือนกับเวทมนต์มิติได้ตั้งแต่เป็นนักเวทฝึกหัด มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่ หากไม่ถูกฆ่าเพื่อช่วงชิงอาติแฟทระดับสูงที่คิดว่าเขามีอยู่กับตัว ก็ต้องถูกจับไปทดลองเพื่อหาความลับของเวทมนต์มิติโดยไม่สนว่าเขาจะเป็นอย่างไร

     กระโจมพักแรมอย่างง่ายๆถูกติดตั้งอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของไมเคิลและออล ส่วนบรรดาผู้หญิงในขบวนเดินทางก็ช่วยกันจัดเตรียมอาหาร ส่วนแคลร์ในฐานะน้องสาวบุญธรรมของเรกัสไม่จำเป็นต้องช่วยทำงานแต่อย่างใด เรกัสจึงชวนแคลร์ไปนั่งคุยกันที่ริมลำธารเพื่อทำความรู้จักกับเธอมากขึ้น  หลายวันที่ผ่านมาเขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆมากมายจนละเลยแคลร์ไป

     "แคลร์ เจ้าคิดว่าเจ้าโชคร้ายกว่าคนอื่นอยู่ใช่ไหม" เรกัสที่นั่งเอาขาจุ่มน้ำด้วยท่าทางสบายๆเอ่ยถาม

     "..."

     "ถ้าเจ้าไม่ตอบข้าจะถือว่าเจ้าคิดแบบนั้น แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่าโลกนี้ยังมีคนโชคร้ายกว่าเจ้ามากมาย" เรกัสเริ่มเล่าเรื่องโศกนาฎกรรมหลายต่อหลายเรื่องในประวัติศาสตร์ของอารูเดียร์ให้กับแคลร์ฟัง เขาที่เป็นผู้เล่นสายเนื้อเรื่องรู้ประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ไม่น้อยไปกว่านักประวัติศาสตร์สักนิด

     "ว่าอย่างไร เห็นหรือไม่ว่าในโลกอันกว้างใหญ่นี้มีคนที่โชคร้ายกว่าเจ้าอยู่มากมาย ที่ข้าเล่าให้ฟังเป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่ข้ารับรู้เท่านั้น ในความเป็นจริงยังมีประวัติศาสตร์มากมายที่ข้าไม่เคยรู้ ยังมีเหตุการณ์มากมายที่ไม่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ คนที่เจอเหตุการณ์เหมือนเจ้ามีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนในโลกที่กว้างใหญ่นี้ เจ้าหน่ะยังโชคดีกว่าคนมากมายที่ไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากความโชคร้ายไปตลอดชีวิต"

     "..."

     "เอาเถอะ ถ้าเจ้ายังคงสับสนก็ไม่เป็นไร อาหารน่าจะเสร็จแล้ว ไปกินกันดีกว่า" เรกัสลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือไปให้แคลร์จับเพื่อที่จะช่วยฉุดนางให้ลุกขึ้น การยัดเยียดทุกอย่างในรวดเดียวไม่ใช่เรื่องดี ค่อยๆตะล่อมทีละน้อยน่าจะดีกว่า

     โดยที่เรกัสไม่ได้คาดคิด มือเล็กๆของแคลร์ยื่นมาจับกับมือของเขาอย่ากล้าๆกลัวๆ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลว

     ......

     ขบวนเดินทางออกเดินทางอีกครั้งตั้งแต่เช้าตรู่ แม้ว่าระยะทางจากจุดนี้ไปยังเมืองบารี่จะใช้โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง แต่ประตูเมืองบารี่นั้นจะปิดในทันทีเมื่อตะวันตกดิน ดังนั้นหากไม่รีบเดินทางแล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นจะต้องรอพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้นกว่าจะเข้าเมืองได้ เอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ไม่ว่ายังไงการนอนในพักในตัวเมืองก็ดีกว่านอนหน้าเมือง

     เดินทางไปได้ราวสามจนถึงทางเข้าช่องเขาอารอน ขบวนเดินทางของเรกัสก็พบกับขบวนคาราวานขนาดใหญ่ที่มีรถม้าและเกวียนกว่ายี่สิบคันพร้อมทั้งผู้คุ้มกันอีกหลายสิบคน จากสัญลักษณ์ของธงรูปสามเหลี่ยมหัวกลับอยู่ในวงกลมเรกัสก็ทราบได้ว่านี่คือขบวนสินค้าของตระกูลเมอราน ตระกูลพ่อค้าที่มั่งคั่งเป็นอันดับต้นๆของอาณาจักร 

     แม้ว่าเรกัสจะมีบรรดาศักดิ์เป็นบารอน แต่ในสายตาของตระกูลเมอราน เรกัสไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมายนัก หากผูกมิตรได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง หรือหากต้องด้วยศัตรูตระกูลเมอรานก็ไม่คิดว่ายุ่งยากสักเท่าใด ยังไงซะด้วยความมั่งคั่งและเส้นสายของตระกูลเมอราน การทำให้บารอนตัวเล็กๆหายไปโลกใบนี้ง่ายดายเพียงแค่เอ่ยปาก

     เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น เรกัสจึงเลือกจะหยุดรอเพื่อให้คาราวานของตระกูลเมอรานเดินทางไปก่อนแล้วจึงค่อยตามหลังตระกูลเมอรานไปสักพักใหญ่ๆ

     เดินทางไปตามช่องเขาได้เพียงสองสามกิโลเมตร เสียงของการสู้รบก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดูเหมือนว่าตระกูลเมอรานจถูกซุ่มโจมตีในช่องเขาแห่งนี้ แต่ใครกันที่กล้าหาเรื่องตระกูลใหญ่ของเมืองบารี่

ภารกิจ: ทางเลือก
คาราวานขนสินค้าของกลุ่มการค้าจากเมืองบารี่ถูกโจมตีโดยกลุ่มบุคคลลึกลับ ท่านต้องตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือฝ่ายใด
รางวัล
ฝั่งคาราวาน: เงินรางวัล 100,000 รีส, ความสัมพันธ์ต่อกลุ่มการค้า +10, ความสัมพันธ์ต่อกลุ่มบุคคลลึกลับ -30
ฝั่งบุคคลลึกลับ: ???

     เรกัสที่เห็นหน้าต่างภารกิจก็ได้แต่ยิ้มแล้วปิดหน้าต่างลงไป เวลานี้เลเวลของเขาอยู่ที่ 35 แม้ว่าจะด้วยความโกงของเรกัสที่มีพรสวรรค์ระดับตำนานที่ให้ค่าสถานะ 5 หน่วยต่อหนึ่งเลเวล แทนที่จะให้เพียง 2 หน่วยเท่ากับพรสวรรค์ระดับทั่วไป รวมกับตัวคูณที่เทียบได้กับคลาสระดับสองสายเวททั้งๆที่ยังไม่ได้เปลี่ยนคลาส และประสบการณ์ที่สั่งสมมา เขามั่นใจว่ากระทั่งคลาสหนึ่งที่เลเวลไม่เกิน 120 เขาจะไม่พ่ายแพ้หากต้องต่อสู้ตัวต่อตัว กระนั้นในสเกลของเมืองบารี่เลเวล 120 ได้มีความสำคัญอะไร หัวหน้าแก๊งมิจฉาชีพขนาดกลางบางแก๊งในเมืองบารี่ยังเลเวลมากกว่านี้ กระทั่งไบรอันที่เป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในเรเทียน เมื่อมาอยู่ในบารี่ก็อยู่แค่ระดับกลางๆค่อนไปทางด้านบนเท่านั้น จะให้ไปยุ่งกับปัญหาของยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลเมอรานกับใครก็ตามที่กล้าหาเรื่องตระกูลเมอราน เขายังไม่อยากหาเรื่องตาย

     กระนั้น หากมีช่องว่างให้หาผลประโยชน์ เขาก็ไม่ลังเลที่จะตักตวง นี่เป็นเหตุผลที่เขายังไม่ปฏิเสธภารกิจแต่แค่ปิดหน้าต่างไปเท่านั้น

     "รออยู่ตรงนี้ก่อน ข้างหน้าไม่ใช่การต่อสู้ที่เรามีส่วนร่วมได้" เรกัสออกคำสั่งในทันที "ไบรอัน เทมเพสท์ คุ้มกันคนอื่นๆด้วย ข้าจะไปสังเกตการณ์"

     .....

     "โฮลี่ชิท" เรกัสสบถออกมาเมื่อเห็นว่าพวกไหนเป็นคนโจมตีกองคาราวานของตระกูลเมอราน สัญลักษณ์อิลลูมินาติแบบนั้นมีแค่พวกเดียว ดีที่เขาไม่เข้าไปเสือก ไม่งั้นเขาตายในพริบตาแน่ๆ ดูเหมือนว่าคาราวานของตระกูลเมอรานจะซวยจริงๆที่ทำให้คนพวกนี้ลงมือได้ ในอาณาจักรแห่งนี้กระทั่งราชวงศ์ยังทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้

     ยูดาอิล องค์กรลับที่ต้องการปฏิรูปอาณาจักรวาซิลเลียนใหม่ มันคือหนึ่งในเนื้อเรื่องหลักของแพท 2.0 เขาไม่คิดเลยว่าจะได้เจอในเวลานี้

     เพียงไม่นานนักฆ่าของยูดาอิลก็สังหารคนในกองคาราวานจนหมด พวกมันค้นหาของบางอย่างอยู่พักหนึ่งก่อนจะให้อาติแฟทในการวาปออกไป แต่ก่อนที่การวาปจะสมบูรณ์ หนึ่งในคนของยูดาอิลได้เหลือบตามามองในทิศทางที่เรกัสแอบดูอยู่แวบหนึ่งก่อนที่จะวาปไป เรกัสมันใจว่ายูดาอิลผู้นั้นรับรู้การมีอยู่ของเขา แต่ว่าทำไมถึงได้ปล่อยให้เขารอด นี่ไม่ใช่สไตล์ของยูดาอิลที่เขารู้จัก

     เดี๋ยวก่อน หรือว่าพวกมันต้องการให้ข้าส่งข่าวให้ตระกูลเมอราน ไม่น่าใช่... เรกัสดวงตาเบิกโพลงเมื่อพอจะเดาได้ เขาใช้ทักษะไลท์นิ่งมูฟเคลื่อนที่ออกมาจากจุดที่เขาอยู่ในทันที แล้วโจมตีใส่บริเวณที่เขาเคยอยู่และบริเวณข้างเคียงด้วยเวทสายฟ้าแบบไม่ยั้ง

     แม้จะมองไม่เห็นศัตรู แต่ตัวเลขความเสียหายที่เด้งขึ้นมาทำให้สามารถบอกตำแหน่งคร่าวๆของศัตรูได้ เรกัสที่รู้ตำแหน่งที่ชัดเจนขึ้นจึงบีบวงการโจมตีให้แคบลงพร้อมกับถอยหนีไปพลาง 

     'ท่านสังหารโซลดีวอเรอร์' เสียงแจ้งเตือนของระบบยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดไว้เป็นไปอย่างที่คิดจริงๆ ที่มันไม่ฆ่าเขาเพราะต้องการเปลี่ยนเขาเป็นหุ่นเชิด หากโซลดีวอเรอร์เป็นแมลงปรสิตที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของเขา มันจะกลืนกินจิตวิญญาณของเขาแล้วเปลี่ยนเขาให้เป็นหุ่นเชิดของผู้เลี้ยงปรสิต เอาจริงมันไม่ใช่แมลงที่มีร่างกายหยาบ แต่เป็นกลุ่มก้อนของคำสาปที่มีชีวิตจึงไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเพราะมันมีชีวิต มันจึงมีพลังชีวิตของตัวเอง หากได้รับความเสียหายเกินพลังชีวิตของมันโซลดีวอเรอร์ย่อมถูกทำลายได้ 

     กระนั้นราคาของการใช้โซลดีวอเรอร์สำหรับเคิร์สมาสเตอร์นั้นสูงเอามากๆ โดยเฉพาะหากมันถูกทำลายด้วยแล้ว ราคาที่ต้องจ่ายแทบจะทำให้ร้องไห้เป็นสายเลือดเลยทีเดียว มันคุ้มจริงๆหรือที่จะนำมาใช้กับเขา?

     ในเวลาเดียวกันกับที่ปรสิตกลืนจิตถูกฆ่า นักฆ่าของยูดาอิลก็กระอักเลือกแล้วทรุดลงกับพื้น

     "คิร่า เจ้าเป็นอะไร" นักฆ่าอีกคนเอ่ยถาม

     "ไม่มีอะไร ดูเหมือนว่าการต่อสู้เมื่อกี้ทำให้บาดแผลเก่าข้ากำเริบ" นักฆ่านามคิร่าตอบด้วยน้ำเสียงปกติ 

     ข้าพลาด เป็นไปได้ยังไง? คิร่าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคิดจะควบคุมเด็กชายคนนั้นเพื่อให้ส่งข่าวให้กับเจ้านายของตน แต่คำสาปกลับถูกทำลาย หรือว่าจะมียอดฝีมือที่แม้แต่ข้าก็จับสัมผัสไม่ได้?  หรือพระเจ้าต้องการให้พวกเราพินาศจนหมดสิ้นจริงๆ

     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 580 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

383 ความคิดเห็น

  1. #182 slzyzero (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 10:18

    สนุกครับ ติดตาม

    #182
    0
  2. #9 Fikusa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 13:01
    เจอย่อหน้าแรกนี่แทบกลั้นขำไม่ไหว ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
    #9
    0
  3. #8 Totorokun (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 12:57
    จะไม่ปลิวใช่มั้ย จะเอาอะไรก็บอกมานะ 55
    #8
    0