คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SUJU] FanFic HaeEun: ชาติปางก่อน

“มึงชื่ออะไร?” "กูชื่อฮยอกแจ นี่เพื่อนกู ทงเฮ!” คนที่ยืนหน้านิ่งอยู่ตรงประตูไม่แม้แต่จะพูดอะไร แต่ได้แต่มองพี่เยซองกับพี่อีทึกนิ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นชี้มาที่ทั้งสองคน “สองคนนี้มีเซ็นต์เหรอ?”

ยอดวิวรวม

119

ยอดวิวเดือนนี้

9

ยอดวิวรวม


119

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 มิ.ย. 62 / 20:44 น.
นิยาย [SUJU] FanFic HaeEun: ҵԻҧ͹ [SUJU] FanFic HaeEun: ชาติปางก่อน | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
[SUJU] FanFic HaeEun:  ชาติปางก่อน


นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นนะค่ะ มันเกิดขึ้นจากความฝัน เขียนขึ้นมาสดๆเลยค่ะ เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นชาย X ชายนะคะ 
และก็เป็นเรื่องสั้นเฮอึนนะคะ ไม่ใช่อึนเฮ!!

แนะนำตัวละคร


อี ทงเฮ[ทงเฮ]



อี ฮยอกแจ[อึนฮยอก]


คิม รยออุค[รยออุค]


คิม จงอุน[เยซอง]


เฮนรี่ หลิว [เฮนรี่]


โจว คยูฮยอน [คยูฮยอน]


คิม ฮีช็อล [ฮีช็อล]


พัก จองซู [อีทึก]


ซอง ยุนโฮ[ยุนโฮ]



ชิม ชางมิน [ชางมิน]


เพิ่งเคยแต่งเรื่องสั้น ไม่รู้ว่ามันต้องทำยังไง แต่ก็ทำตามที่เข้าใจไปก็แล้วกัน ถ้าชอบฝากกดกำลังใจ และคอมเม้นท์ให้ไรต์บ้างนะคะ
มันมีความหมายมากๆเลยค่ะ




ไม่เม้นท์ระวังสองคนนี้โกรธไม่รู้ด้วยน้า!!
^_^

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 มิ.ย. 62 / 20:44


เรื่องสั้น

ชาติปางก่อน Ver.HaeEun



                 พวกคุณเคยได้ยินเรื่องเล่าสยองขวัญต่างๆนาๆบ้างมั้ย ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม หรือคดีสังหารหมู่ ผมเป็นหนึ่งในเดอะแก๊งล่าท่าผี ที่โด่งดังที่สุดในแถบย่านนี้ สวัสดีครับ ผมชื่อรยออุค กับเหล่าเดอะแก๊งล่าท่าผีของผมมีอยู่ด้วยกัน 6 คน เป็นรุ่นพี่ 3 คน และเป็นรุ่นน้องผม 2 คน พี่อีทึก พี่เยซอง และพี่ฮีช็อล ส่วนรุ่นน้องของผม คือ คยูฮยอน และเฮนรี่ ผมเป็นหัวหน้าเดอะแก๊งล่าท้าผี เพราะพวกเราจะไปทุกที่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องผีเฮี้ยน และตอนนี้ พวกเราก็อยู่ในบ้านทรงไทยหลังเก่าที่ดูเหมือนจะร้างมานานมากแล้ว

                 “เราจะรู้ได้ไงว่าจะเจอหรือไม่เจอ” อยู่ๆน้องเล็กสุดอย่างเฮนรี่ก็วางไฟฉายลงแล้วทำท่าโวยวายภายในบ้านที่มีเสียงไฟเพียงน้อยนิดจากพวกเรา

                 “ดูจากพี่อีทึกพี่เยซองละกัน ถ้ามีอะไรผิดปกติ พวกเค้าสองคนจะเตือนเรา เพราะพวกเค้ามีเซนต์” ผมบอก ก่อนที่ไอ้น้องเล็กจะพยักหน้ารับนิ่งๆ เราเดินเข้าไปภายในบ้านเรื่อยๆจนได้กลิ่นฝุ่นอบอวนไปด้วยกลิ่นคาวเหมือนเลือดสดๆยังคงนองอยู่

                 “กลิ่นแรงมากเลยรยออุค” พี่เยซองพูดขึ้น ก่อนจะหันไปมองหน้าพี่อีทึก

ทว่าเมื่อเราทั้งหมดเดินมาถึงห้องเล็กๆที่เปิดเข้าไปแล้วว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะต้อนรับให้พวกเราทั้งหมดเดินตรงไปนั่งลงพร้อมวางของที่เตรียมมาลงบนโต๊ะ! เหมือนห้องประชุมเลยแหะ!!

                 “ผีถ้วยแก้วนี้แหละ ที่จะทำให้เราสามารถสื่อสารกับวิญญาณที่นี่ได้ดีที่สุด” ผมพูดขึ้น ทว่าเมื่อแต่ละคนทำท่าทางไม่ค่อยโอเคนัก

                 “ไม่ต้องกลัวหรอก ท้ามากี่รอบๆ ก็ไม่เห็นเจอจะๆเลย ครั้งนี้ก็เหมือนกัน!!”ผมปลอบใจ ก่อนที่ทุกคนจะนั่งลงรอบโต๊ะ แล้วเริ่มกางแผ่นกระดาษขึ้นพร้อมคว่ำแก้วลง

                 “เอาละ เดี๋ยวเราจะจุดธูป แล้วก็อัญเชิญวิญญาณในบ้านหลังนี้มาสิงในแก้ว งานนี้ต้องให้พี่อีทึกผู้เชี่ยวชาญ” ว่าแล้วก็ส่งธูปให้พี่อีทึกผู้เชี่ยวชาญด้านเรียกผี แต่ทว่าเมื่อทันทีที่รับธูปมา ลมบางอย่างก็ปะทะหน้าอย่างจังจนพี่เยซองต้องหันไปมอง

                 “ชิบหายละ!! ไม่ต้องเชิญแล้วละมั่ง!” คนมีเซ้นอย่างพี่เยซองถึงกับนิ่งไปเมื่อจู่ๆเค้ามองตรงนิ่งไปยังประตูทางเข้าที่พวกเราเดินเข้ามา

                 “ทำไมวะพี่?” คยูฮยอนถามขึ้นพร้อมขยับเข้ามาเกาะแขนผม

                 “แม่ง ยืนมองอยู่ที่ประตูอะ!”

                 “เชี่ย!!” พวกเราอุทานพร้อมกัน เพราะพี่เยซองมีเซ้นต์เห็น แต่พี่อีทึก มีเซ็นต์สัมผัส ซึ่งตอนนี้ ประตูที่ว่าก็อยู่หลังพี่อีทึก

                 “พวกมึงมาทำอะไรกันที่นี่!” แต่ทว่าเมื่อเก้าอี้ว่างๆข้างๆเฮนรี่กลับมีใครคนหนึ่งในชุดสีขาวมานั่งร่วมวงด้วย

                 “เหี้ย!!!” เฮนรี่กระโจนกอดคยูฮยอนทันทีที่เห็นชายร่างบางนั่งมองหน้าพวกเรานิ่ง

                 “มึงเป็นใครอะ?”ผมถามขึ้นด้วยอาการกลัวจนตัวสั่น

                 “กูอยู่ที่นี่ กับเพื่อนกู” ว่าแล้วก็หันไปที่ประตู พวกเราทั้งหมดกลืนน้ำลายลงคอทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

                 “เพื่อนเหรอ?” ผมกับเฮนรี่และคยูฮยอนค่อยๆหันไปมองตามที่พี่เยซองบอก ก่อนจะเห็นผู้ชายร่างหนายืนอยู่ในชุดขาวเช่นกัน

                 “แล้วพวกมึงมาที่นี่กันทำไม?”

                 “กูมาล่าท้าผี แล้วถ้ามึงอยู่ที่นี่จริงๆ ทำไมพวกมึงไม่เปิดไฟกันวะ อยู่มืดๆแบบนี้ไม่กลัวเหรอวะ?” ผมถามขึ้นพร้อมอาการกลัวๆเช่นเดิม

                 “ไม่หรอก กูชินละ ว่าแต่ มึงกลับไปก่อนเถอะ ก่อนจะมีคนมาเจอมึงเข้า”

                 “ใครวะ?” คยูฮยอนปล่อยแขนผม ก่อนจะถามขึ้นอย่างสงสัย แต่ทว่าเมื่อเยซองกับอีทึกกำลังยืนกอดกันกลม ไม่รวมถึงพี่ฮีช็อลที่แทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย

                 “พวกมึงคงไม่อยากเจอพวกมันหรอก กูเตือนมึงแล้ว ไปกันเถอะมึง!” ชายชุดขาวลุกขึ้นจากโต๊ะ ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูที่มีเพื่อนของเค้ายืนอยู่ แต่ทว่ากลับโดนผมเรียกรั้งไว้ซะก่อน

                 “มึงชื่ออะไร? กูชื่อรยออุค นี่คยูฮยอน เฮนรี่ แล้วก็พี่ๆกู พี่อีทึก พี่เยซอง และพี่ฮีช็อล”

                 “ไอ้อุค!!!” แต่ทว่าเมื่อพี่เยซองอุทานออกมาเช่นนั้นยิ่งทำให้พวกเรางงจัดกันไปใหญ่ ก่อนที่ชายร่างบางจะหันมา

                 “กูชื่อฮยอกแจ นี่เพื่อนกู ทงเฮ!” คนที่ยืนหน้านิ่งอยู่ตรงประตูไม่แม้แต่จะพูดอะไร แต่ได้แต่มองพี่เยซองกับพี่อีทึกนิ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นชี้มาที่ทั้งสองคน

                 “สองคนนี้มีเซ็นต์เหรอ?”

                 “อ่าห๊ะ!!” พี่เยซองกับพี่อีทึกรีบพยักหน้ารับทันทีที่ได้ยินคำถามจากทงเฮ

ผมกำลังจะเอ๋ยถามขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าเมื่อจู่ๆ พวกเค้าสองคนก็เดินหายไปในความมืด

                 “เอ้า!! เหี้ย หายไปอีกละ?”

                 “ไอ้อุค!! มึงบ้าเหรอ นี่มึงโง่หรือฉลาด ไอ้นั้นมันไม่ใช่คน สองคนนั้นมันเป็น….”

                 “เป็นอะไร?” แต่ทว่าเมื่อทงเฮปรากฏกายขึ้นใกล้ๆพี่เยซองที่กำลังจะสื่ออะไรบางอย่างมาที่ผม

                 “เอ่อ เป็นเจ้าของบ้าน!”

                 “อ่อ” ทว่าก็เดินเข้าไปในความมืดอีกเช่นเคย ก่อนจะส่งเสียงเตือนกลับมาฟังไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่

                 “ออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ ถ้าพวกมึงยังไม่อยากตาย!”


                 นั้นไม่ได้ทำให้พวกเราทั้งหมดสนใจ เมื่อสองคนนั้นหายไปพวกเราก็เริ่มผีถ้วยแก้วกันต่อ ตอนนี้ 4 ทุ่มแล้ว มันเป็นเวลาที่ดีมากในการที่จะเล่นผีถ้วยแก้ว

                 “คุณตายที่นี่ใช่มั้ย?” พี่อีทึกถามขึ้น จนแก้วที่มีนิ้วพวกเราอยู่ทั้ง 6 นั้น เลื่อนไปตรงคำว่าใช่

                 “เฮ้ย!! มึงอย่าเลื่อนดิวะ”

                 “ไม่ได้เลื่อนเว้ย มือผมตั้งไว้เฉยๆไม่ได้ลงแรงเลย” ผมไม่พูดอะไรเมื่อคยูฮยอนบอกเช่นนั้น

                 “ไอ้เฮน มึงเลื่อนใช่มะ?”

                 “อะไร ประสาทแล้วพี่ ผมจิ้มเฉยๆ”

                 “เออๆ งั้นก็แสดงว่าใช่แล้วแหละ” พวกเราเล่นกันต่อจนตอนนี้ เที่ยงคืนตรง

                 “พวกคุณตายยังไง?” แก้วเลื่อนไปยังตัวอักษร ฆ ก่อนจะไปที่ไม้เอก และสระอาต่อไป

                 “ฆ่าเหรอ?” พวกเราหันมองหน้ากัน ก่อนที่แก้วในมือจะเริ่มเลื่อนเองอย่างรุนแรง มันค่อยๆเพิ่มความแรงขึ้นเรื่อยๆ วนอยู่แค่คำว่า ‘ฆ่า’ นั้นทำให้พวกเราตกใจทำอะไรไม่ถูกจนอยู่ๆ ชายร่างหนาในชุดขาวก็ปรากฏกายขึ้นข้างๆพี่ฮีช็อล ก่อนจะตีโต๊ะดังปังจนพวกเราทั้งหมดต้องดึงนิ้วออกจากแก้วเพราะความตกใจ

                 “พวกมึงอยากโดนฆ่ากันใช่มั้ย ออกไปจากบ้านหลังนี้ เดี๋ยวนี้!”

                 “โอ๊ย!! ไอ้ทงเฮ กูตกใจหมด” ผมอุทานขึ้น แต่ทว่าเมื่อสายตานิ่งกริบนั้นหันมามองผมอย่างจริงจัง

                 “ออกไป๊!!” เสียงตวาดไล่พวกเราจนดูน่าขนลุก คนแรกที่วิ่งหนีออกไปคือพี่อีทึก ตามไปคือพี่ฮีช็อล ไม่นานพี่เยซองก็ตามไปด้วย เหลือแค่ผมกับคยูฮยอนและเฮนรี่ที่ตอนนี้ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับทงเฮที่ตั้งใจมองพวกเรา

                 “ทงเฮ!! ไปเถอะ พวกมันมากันแล้ว” ว่าแล้วชายร่างบางก็ปรากฏขึ้นในความมืด ฮยอกแจนั้นเอง ก่อนจะเดินเข้ามาหาเพื่อนของเค้า แล้วดึงกลับเข้าไปในความมืด

                 “พวกนี้สองคนแม่งเป็นอะไรวะ ชอบทำให้ตกใจแล้วก็หายไปแบบนี้ทุกที อย่าให้เจอข้างนอกนะกูจะแตะแม่ง!”

                 “อ๊าก!!!!” แต่ทว่าเมื่อเสียงร้องของพี่ๆดังขึ้นผมกับเฮนรี่และคยูฮยอนถึงกับยืนขึ้นเพราะความตกใจทันที

                 “เฮ้ย! เหี้ยไรวะ”

                 “ช่วยด้วย!!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น และผมจำได้ว่ามันเป็นเสียงของพี่อีทึก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของพี่เยซองที่ดังขึ้นจากคนละทิศกันทั้งๆที่ทั้งคู่วิ่งตรงออกไปจากทางประตูเดียวกัน ไม่นาน พี่ฮีช็อลก็ร้องออกมาเช่นเดียวกัน ก่อนจะเงียบไปในความมืด

                 “เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้นวะ ไอ้คยู มึงไปดูพี่อีทึก ไอ้เฮนรี่ มึงไปดูพี่ฮีช็อล เดี๋ยวกูไปดูพี่เยซองเอง” ผมแบ่ง แต่ทว่าเมื่อทั้งคู่ส่ายหน้าพร้อมกันด้วยความกลัว

                 “ผมว่าพี่ๆเค้าต้องเจออะไรเข้าแล้วแน่ ๆ ผมว่าเรากลับกันเถอะพี่” คยูฮยอนเริ่มเปลี่ยนสีหน้า

                 “มึงจะบ้าเหรอ? พี่ๆเค้าอยู่กับเรามาตั้งนาน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตลอด นี่มึงจะทิ้งพี่เค้าเหรอวะ?”

                 “แต่พี่ นี่มันไม่ปกติแล้วนะเว้ย กูจะกลับบ้าน!” ว่าแล้วคยูฮยอนก็กำลังจะเปิดประตูหนีไป แต่ทว่าผมกลับรั้งเค้าเอาไว้ ก่อนจะดึงคอเสื้อมาด้วยความหัวร้อน

                 “มึงทิ้งพี่ๆเค้า กลับไปกูเอามึงตายแน่ ไป ออกไปหาพี่อีทึก!” ว่าแล้วก็ผลักคยูฮยอนออกไปจากห้อง ก่อนที่เฮนรี่จะเดินตามออกไป เหลือแค่ผมที่ตอนนี้ ต้องไปหาพี่เยซอง ผมตัดสินใจเดินเข้าไปในความมืด มีเพียงไฟฉายกระบอกเดียวเท่านั้นที่ช่วยผมได้ในตอนนี้

ผมเดินอยู่นานกว่า 10 นาที ตามหาพี่ชายที่ผมต้องการเจอ แต่ทว่าเมื่อตรงหน้าต่างที่มีแสงจันทร์สอดส่องลงมาถึงนั้น มันทำให้ผมเห็นเงาของอะไรบางอย่าง จนผมต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ และใช่ นั้นมันมีคนกำลังยกมีดแทงไปที่พี่ชายผมที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่

                 “พี่เยซอง!” กำลังจะวิ่งตรงเข้าไป แต่ทว่าเมื่ออยู่ๆปากของผมก็ถูกปิดด้วยมือของใครบางคน ก่อนจะกระชากเข้าไปในห้องเล็กๆใกล้ๆทางเดินนั้น

ผมสลัดใบหน้านั้นออกจากมือเรียวนั้น ก่อนจะหันไปมองหน้าคนที่กระชากผมเข้ามา

                 “ฮยอกแจ!! มึงดึงกูเข้ามาทำไม?”

                 “มึงช่วยอะไรเค้าไม่ได้แล้ว เยซองเพื่อนมึงตายแล้ว!”

                 “อะไรนะ?”

                 “บอกเค้าไปเถอะฮยอกแจ!” ทงเฮที่เดินเข้ามาพร้อมสีหน้านิ่งกริบ

                 “อะไรกัน?” แต่ทว่าเมื่อจู่ๆ สายตาทั้งคู่ทั้งทงเฮและฮยอกแจเปลี่ยนไปเป็นสีฟ้าอ่อน เหมือนลูกแก้วที่เข้าไปอยู่ในลูกตาของเค้ายังไงยังงั้น ผมอึ้งนิ่ง ก่อนที่ฮยอกแจจะยกมือของเค้าขึ้นมาตั้งบนศีรษะผมแล้วจู่ๆภาพบางอย่างก็เข้ามาในหัวผม


                 20 ปีก่อน!

                 ณ บ้านทรงไทย หลังหรู ที่มีผู้ค้ายารายใหญ่อย่างยุนโฮและชางมินนั่งคุยกันเกี่ยวกับธุระกิจของเค้า!

                 “งานนี้ รวยเละวะ!”ทั้งสองดูจะดีใจกันมาก ก่อนที่ฮยอกแจจะเดินผ่านมาเมื่อหูไปบังเอิญได้ยินเข้ากับแผนร้ายของยุนโฮและชางมิน

                 “แย่แล้ว!” ว่าแล้วก็รีบเดินตรงไปยังห้องพักของเค้าที่มีเพื่อนรักอาศัยอยู่ในตอนนี้ ตรงทางเดินฮยอกแจสาวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อให้ถึงห้องอย่างเร็วที่สุด ประตูเปิดออกมา เมื่อตอนนี้ ทงเฮกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและพร้อมที่จะไปงานมงคลของชางมินในชุดสีขาวบริสุทธิ์

                 “แย่แล้วทงเฮ”

                 “มีอะไร?” ฮยอกแจที่อยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์เช่นกันเดินเข้ามาหาทงเฮด้วยสีหน้าตกใจไม่น้อย

                 “พี่ชางมิน ร่วมมือกับพี่ยุนโฮ ค้ายารายใหญ่ของประเทศ เราเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ได้นะมึง เราต้องเอาไปบอกผู้กอง!”

                 “คิดไว้แล้วเชียว เซ็นต์ของกูไม่พลาดจริงๆ”

                 “งานของเราเสร็จแล้วละ ไปหาผู้กองกัน” ฮยอกแจและทงเฮเป็นสายสืบของตำรวจ ทว่าเมื่อเซ้นต์ของทงเฮสงสัยพี่ชายต่างสายเลือดของตัวเองอย่างชางมินที่มาอาศัยอยู่กับเพื่อนรักอย่างยุนโฮนานกว่า 2 ปีแล้ว มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นเพราะชางมินเป็นคนจนๆไม่ค่อยมีเงินใช้ แต่ทว่าเมื่อมาคบหากับยุนโฮนั้น เค้ากลับมีทุกอย่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันเกินที่ชีวิตคนเราจะผันมารวยเละภายในเวลาเพียง 2 เดือน

                 แต่นั้นทันทีที่ประตูเปิดออก ลูกน้องของยุนโฮที่ได้ยินเรื่องที่คุยของทั้งคู่เข้า ก็ลุกขึ้นมายืนจ่อหน้าทั้งคู่ด้วยปืนพกในมือ

                 “ตามแผนเลยเพื่อน!” ฮยอกแจบอกแค่นั้น ก่อนที่ทงเฮจะยกขาขึ้นถีบตรงไปยังท้องของศัตรูทันที ก่อนจะลากฮยอกแจวิ่งตรงมาตามทาง

                 “หนีเร็ว!!” พวกเค้าทั้งสองวิ่งกันไปตามทางที่ตอนนี้มีลูกน้องของยุนโฮถึง 4 คนกำลังไล่ตามมาติดๆ แต่ทว่าเมื่อข้างหน้าต้องเจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ

                 “พี่ยุนโฮ พี่ชางมิน!” ฮยอกแจอุทานขึ้นพร้อมทงเฮที่อุทานชื่อพี่ชางมินขึ้นพร้อมๆกัน

                 “รู้เรื่องแล้วสินะ! มีทางเลือกให้พวกมึง คือ 1 มาเป็นพวกกู กับ 2 ตาย!” พี่ยุนโฮพูดขึ้น ก่อนที่ทงเฮจะพูดขึ้นด้วยความหัวร้อน

                 “ให้ตายยังไงกูก็ไม่ทำเรื่องเลวๆอย่างที่พวกมึงทำกันหรอก!”

                 “ก็ดี งั้นก็อย่าอยู่เลยมึง!” ทันทีที่พี่ยุนโฮยกปืนขึ้น ฮยอกแจที่เห็นเหตุการณ์รีบหันตัวเองเข้ามาก่อนจะดึงทงเฮมากอดเอาไว้พร้อมเสียงปืนที่ดังขึ้นมาพร้อมกัน

                 “ปัง!!”

                 “ไม่!!!” ทงเฮตะโกนดังลั่น พร้อมฮยอกแจที่ค่อยๆทรุดลงคุกเข่าทั้งๆที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของทงเฮ

                 “ฮยอกแจ!!!”

                 “ทงเฮ! ถ้ามึงรอดไปได้ ฝากบอกผู้กองด้วยว่า กูเคารพเค้ามากที่สุด และมึง คือเพื่อนที่กูรักที่สุด จำไว้นะ ไม่ว่าจำเกิดอะไรขึ้น กูตายแทนมึงได้เสมอทงเฮ กูรักมึงนะ!” ก่อนจะปิดตาลงในความมืดมิด

                 “ไม่ฮยอกแจ มึงต้องอยู่กับกูดิวะ อยู่กับกู! ไอ้เหี้ยเอ๋ย!” ว่าแล้วก็วางฮยอกแจลงกับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจะวิ่งตรงเข้าไปหายุนโฮด้วยอารมณ์ร้อน ทว่าเมื่อยุนโฮทำหน้าเอือมระอากับเค้าก่อนจะยกปืนจ่อมาที่ทงเฮอีกครั้ง

                 “ครั้งนี้กูไม่พลาดแน่!”

                 “ปัง!!” เสียงปืนดังสนั่น ก่อนที่ทงเฮจะหยุดชะงักพร้อมก้มมองหน้าอกตัวเองที่มีเลือดไหลซิบๆออกมาจนทำให้เสื้อขาวเปื่อนเลือดเต็มไปหมด ก่อนจะหันไปมองที่ชางมินที่ตอนนี้ได้แต่ยืนมองนิ่งในชุดสีขาวเช่นกัน

                 “วันนี้วันดีของพี่ไม่ใช่เหรอ เลี้ยงฉลองวันเรียนจบ แต่มันต้องมาจบชีวิตผมกับฮยอกแจแบบนี้เหรอ?” พูดจบก็ล้มลง พร้อมชางมินที่น้ำตาไหลซิบๆลงมา ก่อนจะดึงปืนที่ซ่อนเอาไว้ตรงชายเสื้อของเค้าขึ้นมาจ่อตรงมาที่ทงเฮ

                 “ฮยอกแจ! รอกูก่อนนะ กูกำลังจะไปหามึงแล้ว”

                 “ขอโทษนะทงเฮ แต่กูเลือกทางแล้ว!”

                 ปัง!!!

                 เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมมือหนาที่กำลังเอื้อมมาจะถึงมือเรียวที่นอนนิ่งอยู่แล้วเชียว แต่ทว่ามันกลับหยุดนิ่งลงพร้อมเสียงปืนที่ดังขึ้น มือหนาห่างจากมือของอีกฝ่ายแค่คืบ กับสายตาที่มองตรงมายังเพื่อนรักที่ตอนนี้เค้าจากไปก่อนหน้าแล้ว พร้อมตัวเค้าเองที่ตอนนี้ลมหายใจมันค่อยๆดับลงไปเรื่อยๆจนถึงเลข 0


                 ศพของทั้งคู่ถูกนำไปฝังไว้ใกล้ๆเรือนไทย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป 2 วันเต็ม

                 “อ๊าก!!” เสียงดังขึ้นขณะที่ชางมินกับยุนโฮกำลังประชุมกันเรื่องค้ายารายใหญ่ที่จะมาถึงในไม่กี่วันนี้

                 “เสียงอะไรวะ?”

                 “ออกไปดูดิ๊!” ทันทีที่ชางมินเดินออกมาถึงนอกห้องแคบๆนั้น พร้อมประตูที่ปิดลงพร้อมกัน

                 “อ๊าก!!” เสียงร้องดังขึ้นทันทีที่ออกไปถึง เมื่อตอนนี้ ทงเฮกำลังบีบคอพี่ชายของตัวเองพร้อมสีหน้านิ่งกริบในตาสีฟ้าเข้ม บ่งบอกได้ชัดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าชางมินตอนนี้ ไม่ใช่คน ยุนโฮที่กำลังจะลุกขึ้นไปหาเพื่อนรักทันทีที่ได้ยินเสียง ทว่าเมื่อขาก้าวไม่ออก ก่อนที่ยุนโฮจะหันกลับไปเจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเค้า

                 “ห๊ะ! อี ฮยอกแจ! ออกไป อย่ามายุ้งกับกู ผีก็อยู่ส่วนผีดิวะ”

                 “เหรอ? ทว่ากูไม่อยากอยู่ส่วนกูวะ พอดีกูมาแก้แค้น” ว่าแล้วก็ผลักร่างหนาให้ล้มลงนอนกองกับพื้นพร้อมตัวเองที่กระโจนเข้าไปนั่งตรงอกของคนบนพื้นอย่างตั้งใจ

                 “มึงฆ่ากู!!”

                 “กูไม่ได้จะฆ่ามึง กูจะฆ่าไอ้ทงเฮ!”

                 “เหมือนกัน! ไอ้ทงเฮเป็นเพื่อนรักกู ฆ่ามัน ก็เท่ากับฆ่ากู มึงเองก็ไม่สมควรอยู่ที่นี่ ตายด้วยกัน เป็นผีเฝ้าเรือนไทยแบบนี้ตลอดไปเถอะมึง” เมื่อฮยอกแจกำลังจะบีบคอของอีกฝ่าย ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมทงเฮที่เดินเข้ามา

                 “ตายแบบนี้ไม่สาสมกับที่มันทำกับมึง ฮยอกแจ!” ว่าแล้วก็เล็งปืนตรงมายังยุนโฮที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

                 “อย่าทงเฮ กูกลัวแล้ว ทงเฮ อย่านะ!!  อย่า!!!”

                 ปัง!!!

จบเสียงปืน เมื่อตอนนี้คนบนพื้นนอนแน่นิ่ง พร้อมฮยอกแจและทงเฮที่เดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมกัน

                 “ศพมันละ”

                 “เอาไปฝังไว้ใกล้ๆศพของพวกเรา”


                 ฮยอกแจเอามือออกจากศีรษะผม ก่อนที่จะยืนมองหน้าผมนิ่ง ผมที่ส่ายหน้าเรียกสติ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าฮยอกแจและทงเฮที่เปลี่ยนไปจากเดิม

                 “อ๊าก!! ผีหลอก” ผมอุทานออกมา ก่อนจะวิ่งออกมาจากห้องนั้นทันที แต่ทว่าเมื่อหน้าห้องของผมมีชายร่างหนายืนนิ่งอยู่

                 “กูชื่อยุนโฮ เป็นเจ้าของบ้าน ยินดีต้อนรับสมาชิกคนใหม่”

                 “อ๊าก!!!”


                 ทงเฮกับฮยอกแจได้แต่หันมองหน้ากัน เพราะเค้าไม่สามารถช่วยเหลือรยออุคได้ เพียงแค่รยออุคล้มลง เสียงร้องอีกสองเสียงก็ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนั้นเท่าไหร่

“เราช่วยอะไรพวกเค้าไม่ได้หรอกฮยอกแจ”


                 เช้า!!

                 เมื่อตอนนี้ทงเฮที่ยืนรอเพื่อนรักเอาศพเด็กวัยรุ่นทั้ง 6 คนนั้นไปฝังอยู่นั้น ก็ได้แต่ยืนส่ายหน้าไปมา ก่อนที่ฮยอกแจจะเดินตรงมายังเพื่อนรัก

                 “ทงเฮ! เราคงถึงเวลาแล้ว เมื่อกี้ตอนกูฝังพวกเด็กๆนั้น มันเหมือนกูได้ทำความดีอีกครั้ง มันรู้สึกดี และรู้สึกได้ว่า กูกำลังจะได้ไปเกิด เราจะได้ไปเกิดแล้วนะทงเฮ ดีใจมั้ย?” ทงเฮที่หันมาพร้อมสีหน้าไม่ดีนัก

                 “กูไม่อยากพูดให้บรรยากาศมันเสียนะมึง แต่กูไม่รู้จะได้ไปเกิดหรือเปล่า”

                 “อะไรนะ?”

                 “กูฆ่าคนเยอะเกินไป”

                 “ไม่นะ เราตายพร้อมกัน เราก็ต้องได้เกิดพร้อมกันดิวะ!!” ฮยอกแจค้านพร้อมน้ำตาที่เริ่มเอ่อออกมา ทงเฮที่ได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก ยิ่งทำให้ฮยอกแจเริ่มหัวเสียเข้าไปใหญ่ เมื่อน้ำตามันค่อยๆไหลลงมา

                 “ไม่เอาอะทงเฮ มึงต้องไปกับกู!”

                 “คงไม่ได้วะมึง ถ้าชาติหน้ามีจริง กูขอให้เราได้มาเป็นเพื่อนรักกันเหมือนเดิมนะเว้ย ยังไงกูก็รักมึงมากที่สุด” ทงเฮพูดแค่นั้น ก่อนจะก้าวขาเพื่อถอยห่างจากฮยอกแจ แต่ทว่าเมื่อมือเรียวจับมือของทงเฮเอาไว้

                 “ไม่เว้ย!! มึงต้องไปกับกูทงเฮ! ไม่เอาอะ” น้ำตาไหลลงมา ก่อนจะดึงเพื่อนรักมากอดเอาไว้ด้วยความรักอย่างจริงจัง

                 “ฮยอกแจ!! กูรู้ ว่ามึงไม่ได้คิดกับกูแค่เพื่อนรักคนหนึ่งใช่มั้ย?” แต่ทว่าจบประโยคนั้นฮยอกแจก็ผลักทงเฮออกด้วยอาการงงๆทันที

                 “มึงพูดเรื่องอะไร?” ทงเฮไม่พูดอะไร ก่อนที่จะดึงฮยอกแจเข้ามาอีกครั้ง แล้วประกบปากลงไปพร้อมน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นทาง นั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่ร่างวิญญาณของฮยอกแจเริ่มสลายตั้งแต่เท้าขึ้นมา

                 “ไม่นะ!!” ทงเฮปล่อยปากของอีกฝ่าย ก่อนที่ฮยอกแจจะก้มลงมองตัวของเค้าเอง พร้อมร้องอุทานออกมาด้วยความเสียใจ

                 “ไม่เอาอะ ทงเฮ!!” มือเรียวคว้าจับมายังมือหนาของทงเฮ ก่อนที่ร่างวิญญาณของเค้าจะลอยขึ้นเรื่อยๆพร้อมเริ่มสลายกลายเป็นผุ้ยผงขึ้นมาเรื่อยเช่นๆกัน

                 “ไม่เอาทงเฮ พูดอะไรบ้างสิวะ ไอ้เฮ!!” ทงเฮที่ได้แต่จับมืออีกฝ่ายนิ่ง ไม่พูดไม่จาอะไร ได้แต่ยืนมองพร้อมน้ำตาที่คลออยู่ในตาพร้อมจะไหลออกมาเสมอ

                 “ไม่ๆๆ ทงเฮ!” มือเรียวเริ่มที่จะถูกดึงไปพร้อมกับร่างวิญญาณที่เริ่มสลาย ก่อนมือเรียวนั้นจะหลุดออกจากมือของทงเฮพร้อมเสียงของฮยอกแจที่หายไปตลอดกาล!!!

                 “ทงเฮ!”  เสียงเรียกชื่อเค้าของฮยอกยังไงดังก้องอยู่ในหู ก่อนทงเฮจะลดมือลงมาพร้อมน้ำตาที่ไหลริมลงมาเป็นสาย

                 “ถ้ากูได้เกิด ไว้เจอกันชาติหน้านะฮยอกแจ! กูรักมึงเหมือนกันนะ”


                 หลายเดือนต่อมา

                 ทงเฮที่นั่งมองหลุมศพของเพื่อนรักอยู่ไม่ห่าง เค้ายังทำใจไม่ได้ที่ฮยอกแจจากไป หลังจากฮยอกแจไม่อยู่แล้ว ทงเฮแทบไม่เข้าไปอยู่ในบ้านเรือนไทยหลังนั้นอีกเลย เค้านั่งมอง และพูดคุยกับหลุมศพของฮยอกแจอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ไปไหน แต่ทว่าเมื่ออยู่ๆวันนี้ กลับมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเค้า เมื่อความรู้สึกเหมือนมันได้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อร่างวิญญาณของเค้าเริ่มสลายขึ้นเป็นผุ้ยผง ก่อนจะลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า


                 15 ปีต่อมา

                 วงการบันเทิงของเกาหลีใต้ ค่าย SM Entertainment ตอนนี้เมื่อมีเด็กชายสองคนนั่งนิ่งรอการประชุมของประธานค่าย

                 “ตอนนี้พวกเธอสองคนยังเป็นเด็กเทรนของค่ายเราไปก่อนนะ ฉันอะ คิดอยากจะทำวงบอยแบนด์ขึ้นมาอีกวงนึง หลังจากปล่อยเดบิวต์ TVXQ มาแล้ว แต่ตอนนี้ยังต้องรวบรวมสมาชิกอีกเยอะ ฉันเปิดออดิชั่นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้มีเด็กใหม่ที่จะมาเป็นทีมกับพวกนายอีก 4 คน คือฮันกยอง คิม จงอุน อี ซองมิน และ อี ทงเฮ” ทว่าเมื่อเสียงนั้นจบลง เด็กทั้ง 4 คนเดินเข้ามา และนั้น ทำให้เด็กเทรน 1 ใน2 นั้นสนใจเพื่อนใหม่เข้าแล้ว

                 “ทำไมอี ทงเฮดูเด็กจังครับ?”

                 “อ่อ ทงเฮอายุ 15 ปีเอง”

                 “เฮ้ย!! อายุเท่าผมเลย” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลุกขึ้นมายืนตรงหน้าอีทงเฮ

                 “สวัสดี เราชื่ออี ฮยอกแจ ชื่อในวงการบันเทิงของเราคืออึนฮยอก ยินดีที่ได้รู้จักนะอี ทงเฮ”

                 “อื้อ ยินดีที่ได้รู้จักนะ อี ฮยอกแจ!”


                 ทั้งคู่จ้องมองหน้ากันอยุ่นาน เหมือนคนเคยพบเจอกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานที่ทั้งคู่รู้สึกคุ้นเคยเมื่อมองเห็นกันและกัน


                 10 ปีต่อมา เมื่อตอนนี้ทั้งคู่อยู่บนเวทีด้วยกัน พร้อมกับออกยูนิตย่อที่ได้ชื่อว่า Super Junior D&E หลังจากที่พวกเค้าได้จากกันเมื่อชาติปางก่อน มาตอนนี้ ทั้งคู่ได้กลับมารักกัน เป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันความรักที่มันเกิดคำว่าเพื่อนไปแล้ว



เฮอึนจงเจริญ!




**********************

                 เรื่องสั้นที่ทำเอาซึ้งกันเลยทีเดียวกับคนที่รักเฮอึน

ไรต์ตั้งใจแต่งขึ้นมาให้เอลฟ์อ่านโดยเฉพาะเลยนะ


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นุกูลทานนท์ จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 00:46

    แปลกดีค่ะ555 รักกันทุกชาติเลยนะ

    #3
    0
  2. วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 07:06

    5555 ขอบคุณค่ะ

    เตอกันชาติก่อนยันชาตินี้

    ชาติหน้าด้วยเนาะ

    #2
    0
  3. #1 kitty15 (@nuty15) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 21:04

    เหนือจิตนาการมากๆ รู้จักกันแต่ชาติปางก่อน ล้ำลึกมาก
    #1
    0