[END] เพียงควัน

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 : อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้มันดีกว่านี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,538
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 503 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

ตอนที่ 6

อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้มันดีกว่านี้

 

 

"แสง วันนี้เธอทำตัวไม่น่ารักเลยนะ"

"เราทำอะไร"

"ทำเป็นหวงเรา ต่อหน้าพี่นัท"

"เราไม่มีสิทธิ์หวงหรือไง ใครๆ เขาก็รู้ว่าไอ้พี่นัทมันชอบเธอ"

"แต่ใครๆ เขาก็รู้ว่าเธอเป็นแฟนเรา เราจะไปชอบคนอื่นได้ยังไง"

"ไม่รู้แหละ เราโมโห เราไม่ชอบ"

"ไม่น่ารัก"

"ไม่น่ารักก็ไม่ต้องมารัก"

"มาให้เรากอดนี่มา"

"ไม่ ไม่ต้องมากอดเรา ก็บอกว่าไม่ไง ปล่อย! ออกไป!"

"ไม่ปล่อย"

"วันนี้เราไม่รักเธอแล้ว"

"แต่พรุ่งนี้จะกลับมารักใช่ไหม"

"ใช่"

"โอเค งั้นยอมให้เกลียดวันหนึ่งก็ได้"

"เออ"

"แสง เธอไม่ต้องรักเราทุกวันก็ได้นะ"

"..."

"แต่ขออย่างเดียว ให้เราแก่ตายไปด้วยกัน"

"..."

"ตกลงไหม"

 

 

"ว้าย!"

 

พรวด!

ผมลุกพรวดจากที่นอนหลังจากได้ยินเสียงร้องลั่นที่ปลุกให้ผมตื่น เสียงกรีดร้องชัดสมจริงจนไม่ได้คิดว่ามันเป็นความฝัน ผมรีบลุกจากที่นอนเปิดประตูออกไปดูว่าเป็นเสียงของใคร ก่อนก้าวเท้าไปที่บันไดก็เห็นพี่หน่อยนอนแอ้งแม้งอยู่ที่บันไดขั้นแรกพร้อมเสียงโอดโอย

"พี่หน่อย! เป็นอะไรครับ!"

"หน่อยก้าวขาพลาด ก็เลยตกบันไดลงมาค่ะ"

"ลุกไหวไหมครับ"

"ไหวค่ะ ไหว โอ๊ย!" คำพูดสวนทางกับสิ่งที่เป็น พี่หน่อยน่าจะเจ็บหนักจนลำบากที่จะลุกขึ้นยืน ผมรีบตรงเข้าไปช่วย แต่ด้วยพัฒนาการทางร่างกายที่หยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่ตอนที่สัดส่วนร่างกายยังไม่สมบูรณ์ ร่างของพลีสจึงตัวเล็กเกินกว่าจะช่วยอุ้มพี่หน่อยได้ จึงทำได้แค่พยุงร่างพี่หน่อยที่บาดเจ็บบริเวณข้อเท้าจากบันไดไปยังโซฟาด้วยความทุลักทุเล

"เจ็บมากไหมครับ"

"สงสัยข้อเท้าจะแพลงน่ะค่ะ"

"ไปหาหมอกันนะครับ"

"ไม่เป็นไรค่ะ หน่อยไหว น้องพลีสไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะค่ะ เดี๋ยวหน่อยจะไปเตรียมอาหารเช้าให้"

"มันใช่เวลามาเตรียมอาหารเช้าไหม เจ็บขนาดนี้ยังจะบอกว่าไหวอีก" คำพูดเจือปนด้วยความโมโหนิดๆ ทำให้พี่หน่อยเถียงอะไรไม่ออก ยังดื้อรั้นไม่ยอมให้ผมพาไปหาหมอ จึงทำได้แค่หายามาทาให้ไปก่อน พี่หน่อยบอกว่าถ้าไม่ดีขึ้นจะไปหาหมอเอง ส่วนวันนี้ผมก็ต้องไปโรงเรียนด้วยตัวเอง

เผื่อเวลารอรถเมล์จึงออกจากบ้านแต่เช้ากว่าปกติ วันนี้จึงมาถึงโรงเรียนเร็ว มีเวลาพอที่จะไปหาอะไรกินที่โรงอาหารตอนเช้า ผมมองหาของกินง่ายๆ อย่างขนมปังไส้หมูหย็องหนึ่งชิ้นกับน้ำเปล่าอีกขวด เดินกินไปในระหว่างทางจากโรงอาหารมุ่งหน้าไปตึกเรียน มัวแต่สนใจความอร่อยของขนมปังจนไม่ได้สนใจสิ่งใดรอบตัว ในตอนที่ผมกำลังก้าวเท้าเดินเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ก็ถูกใครบางคนที่ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังแล้วแกล้งผลักผมเต็มแรงจนหลุดสบถคำหยาบออกมาอย่างตกใจ

"เชี่ย!"

สองเท้าของผมยันตัวเองเอาไว้ได้จึงไม่ล้ม แต่ขนมปังหลุดมือจนหล่นไปกองกับพื้น ผมหันขวับไปเห็นไอ้ปั้นที่ยืนหัวเราะหน้าระรื่น

"ว้าย อดแดกเลย"

"ทำแบบนี้ทำไมวะ"

"สนุก"

"สนุกบ้านมึงสิ เก็บเลย!" ผมชี้ซากขนมปังที่พื้นให้มันเก็บเอาไปทิ้ง

"เรื่องอะไร มึงทำหล่นมึงก็เก็บเองดิ" ไอ้เด็กสันดานเสียยักไหล่เบาๆ อย่างไม่รู้ไม่ชี้ก่อนที่จะก้าวเท้าออกไปจากตรงนี้ แต่ผมไม่ยอมง่ายๆ ยกเท้าตัวเองขัดขามันเอาไว้ อีกคนที่ไม่ทันระวังตัวก็เกือบจะล้มหน้าทิ่ม พลางหันมาโวยลั่น

"ทำเหี้ยอะไรเนี่ย"

"เก็บ!" ผมชี้ไปที่ขนมปังอีกครั้ง

"กูไม่เก็บ"

"กูบอกให้มึงเก็บ"

"กูบอกว่าไม่เก็บไง โอ๊ย!" ไอ้ปั้นร้องลั่นตอนที่ผมยกมือขึ้นกำเส้นผมบนหนังหัวของมันแล้วดึงกลับมาก่อนที่มันจะเดินหนี ชี้ซากขนมปังแล้วพูดกับมันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

"เก็บ ไป ทิ้ง"

"ไอ้พลีส! ไอ้ผีเข้า!"

"เออ กูผีเข้า มึงรีบเก็บก่อนไปทิ้งก่อนที่ผีในตัวกูจะทำอะไรมากกว่านี้"

"มึงจะทำอะไรกู"

"กูจะบีบคอมึงให้ตาย เอาคัตเตอร์กรีดผิวแล้วถลกหนังมึงออก กูจะเอาปากกาทิ่มตามึงให้บอดทั้งสองข้าง แล้วถีบมึงตกจากชั้นห้าของอาคารเรียน กระดูกมึงจะแหลกละเอียดเป็นท่อนๆ จากนั้นกูจะสับร่างมึงเป็นชิ้นๆ..."

"ไอ้โรคจิต! กูเก็บก็ได้!" ไอ้ปั้นสะบัดตัวไปจากการเกาะกุมของผม ก้มลงเก็บขนมปังแล้วโยนใส่ถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ พอดี

"พอใจยัง!"

ผมไม่ได้ตอบคำถามของมัน ขณะที่สายตามองไปยังนมสตรอว์เบอร์รี่กล่องหนึ่งที่ถูกยัดไว้ในกระเป๋าเสื้อของมัน

"มึงมองอะไร"

"มึงทำให้กูไม่มีข้าวเช้ากิน มึงควรจะให้นมกล่องนั้นกับกู"

"กูไม่ให้!" ไอ้ปั้นใช้สองมือกุมกล่องนมในกระเป๋าเสื้อแล้วรีบก้าวเท้าออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็วจนแทบจะวิ่ง ทิ้งให้ผมหลุดหัวเราะออกมาคนเดียวอย่างขำๆ ไอ้อันธพาลหวงนมสตรอว์เบอร์รี่ น่ากลัวตายล่ะ...ไอ้เด็กเวรเอ๊ย

 

ผมเลิกเรียนคณิตฯ ตั้งแต่ตอนที่จบม.ปลาย จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่คิดเลขโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลขมันเกิดขึ้นตอนไหน การที่ต้องมานั่งเรียนคณิตฯ ใหม่ ทำให้หนึ่งชั่วโมงในคาบเรียนนั้นยาวนานเหมือนหนึ่งปี ตอนเรียนยังพอไหว เปิดหนังสือตามไปด้วย ฟังครูอธิบายไปด้วยก็ยังพอถูไถไปได้ แต่ตอนสอบนี่นรกชัดๆ ผมเพิ่งผ่านการสอบเก็บคะแนนในวิชาคณิตฯ เพิ่มเติมไปเมื่อต้นคาบ ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากลอกโจทย์ลงมาเขียนซ้ำเพื่อให้กระดาษไม่ว่าง ผลสอบออกอย่างรวดเร็วในตอนท้ายคาบ เมื่อกระดาษคำตอบถูกส่งคืนผมก็รีบยัดมันใส่กระเป๋าเพราะรับไม่ได้กับคะแนนที่เขียนด้วยปากกาสีแดงบนหัวกระดาษ เลขศูนย์ตัวใหญ่ๆ ชัดๆ ย้ำให้รู้ว่าผมทำให้พลีสสอบตกอย่างช่วยไม่ได้ 

"ใครที่คะแนนสอบไม่ถึงครึ่ง มาเรียนซ่อมกับครูเย็นวันพุธนะครับ รู้ตัวนะ" ผมสบตากับครูพอดีในตอนที่ครูกำลังพูดประโยคสุดท้าย รีบก้มหน้าหนีแล้วสวนกลับอยู่ในใจ...รู้ตัวครับ

หมดคาบคณิตก็ถึงชั่วโมงวิชาสังคม คาบเรียนวิชานี้พอให้หายใจหายคอได้สะดวกหน่อยเพราะผมค่อนข้างถนัดและทำคะแนนได้ดีตอนสมัยเรียน แถมครูที่สอนก็ยังเป็นคนเดิมที่เคยสอนผมด้วย วิธีการสอนที่ทำให้นักเรียนสนุกจึงไม่รู้สึกเบื่อ ผมนั่งฟังครูไปเพลินๆ เผลอแป๊บเดียวก็เกือบจะหมดคาบ ก่อนที่จะหมดเวลา ครูก็สั่งการบ้านพร้อมกับแจกเอกสารเกี่ยวกับงานชิ้นนั้น ผมรับชีทพวกนั้นมาจากเพื่อนโต๊ะหน้าแล้วส่งไปยังโต๊ะหลังซึ่งเป็นไอ้ปั้น แต่กลับหันไปเจอโต๊ะว่างๆ ไม่ทันออกปากถาม เพื่อนโต๊ะข้างๆ ไอ้ปั้นก็เอ่ยปากบอกก่อน

"ไอ้ปั้นมันใช้สิทธิ์นักกีฬาโดดเรียนไปซ้อมฟุตบอล"

"อ๋อ"

"มึงเก็บชีทไว้ให้มันด้วยก็แล้วกัน"

"ฮะ?" ไม่ทันที่ผมจะได้แย้งอะไรต่อ เสียงจากครูก็ดึงความสนใจทำให้ผมต้องเงียบปากแล้วหันไปฟัง

"งานนี้เป็นงานคู่นะคะ จับคู่กันเองได้เลย แล้วมาแจ้งชื่อกับครูนะคะ"

เมื่อถูกอนุญาตให้จับคู่กันเองได้ นักเรียนที่เป็นเพื่อนกันก็จับคู่กันได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกเพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างๆ กันอยู่แล้ว คงมีแต่ผม ที่ไม่มีเพื่อนโต๊ะข้างๆ จึงไม่มีคู่

"ไหนใครยังไม่มีคู่คะ"

มือของผมยกขึ้นช้าๆ ตอนที่นักเรียนในห้องแทบจะไม่ได้หันมาสนใจเลย นั่นทำให้ผมคิด การที่พลีสจะถูกดีดให้กลายเป็นเศษเกิน มันคงเป็นเรื่องธรรมดา

"ถ้างั้นพันธกานต์ เธอคู่กับปณิธานก็แล้วกันนะ"

ผมมองหน้าครูเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าปณิธานคือใคร กำลังจะเอ่ยปากถามแต่ไอ้เด็กที่นั่งอยู่ด้านหลังก็สะกิดบอกผมก่อน

"คู่กับไอ้ปั้น ดีใจด้วยนะมึง"

"เชี่ย!" หลุดสบถคำหยาบในตอนที่ทั้งห้องเงียบกริบ ทุกสายตาจึงหันมามองผมเป็นตาเดียว รวมถึงครูด้วย ทำได้แค่ยกมือไหว้ขอโทษแล้วก้มหน้าลงเงียบๆ

 

ตอนเย็นหลังเลิกเรียน พี่หน่อยโทรมาบอกให้ผมกลับบ้านเองเพราะอาการข้อเท้าแพลงของพี่หน่อยหนักหนากว่าที่คิด ถึงกับต้องใส่เฝือกและพักการใช้งานเท้าข้างนั้นไปสักพัก พี่หน่อยจึงกลับไปอยู่ที่บ้านตัวเองเพื่อจะได้มีคนดูแล เพราะฉะนั้นช่วงหนึ่งในระยะนี้ผมจะต้องไปกลับโรงเรียนเอง ซึ่งคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

ผมกะจะบอกไอ้ปั้นพรุ่งนี้ว่ามีรายงานที่ต้องทำคู่กัน แต่ก่อนที่จะกลับบ้านผมเดินผ่านโรงยิมแล้วเห็นกลุ่มนักกีฬาฟุตบอลเดินเข้าไปในนั้นพอดี จึงตัดสินใจเดินตามไปเพื่อหาไอ้ปั้น ไม่มีใครหันมาสนใจผมเลยจนตอนที่เดินไปถึงห้องพักนักกีฬา และทุกคนสามัคคีกันถอดชุดฟุตบอลออกในตอนนั้น

โอ้...มาย..ก้อด

แก้ผ้ากันอย่างนี้เลยเหรอ หนุ่มนักกีฬา ผิวแทน กลิ่นเหงื่อ...

"ไอ้พลีส!"

ขณะกำลังตื่นตะลึงกับบรรดานักกีฬาที่แก้ผ้ากันอยู่ เสียงของไอ้ปั้นก็เรียกผมให้หันไปมอง

"มึงมาทำอะไร"

"มาหามึงไง ออกมาคุยกันหน่อย"

"กูใส่เสื้อผ้าก่อน"

ไม่ต้อง...ก็ได้ม้าง...

หุ่นไอ้ปั้นนี่มันไม่ธรรมดาเลยแฮะ...ขณะกำลังยืนเกาะประตูกวาดสายตามองสิ่งที่น่าสนใจในห้องพักนักฟุตบอล เสียงไอ้ปั้นก็ดังลั่นขึ้นอีกที 

"ไอ้พลีส!"

"อะไร!"

"ออกไปรอข้างนอก!"

"เออ!"

ผมตอบรับแล้วหมุนตัวออกมารอข้างนอก ครู่หนึ่งไอ้ปั้นที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมา หน้าตากวนประสาทดูรำคาญนิดๆ กระแทกเสียงถาม

"มีไร"

"กูต้องทำรายงานวิชาสังคมคู่กับมึง"

"ก็ดีดิ"

อ้าว...ผมคิดว่ามันจะไม่พอใจซะอีกที่ต้องคู่กับผมซึ่งไม่ชอบขี้หน้ากัน แต่โดนตอบกลับมาอย่างนั้นผมเลยงง ก่อนความสงสัยถูกคลี่คลายด้วยประโยคถัดไปของมัน

"มึงก็ทำแล้วใส่ชื่อกูไปด้วย โอเคนะ" มันพูดแค่นั้นแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ แน่นอนว่าผมไม่ยอมให้มันง่ายๆ เลยเดินตามมันออกไปด้วย ด้วยส่วนสูงที่มีน้อยและช่วงขาที่สั้นกว่าผมจึงรีบก้าวไวๆ ให้ทันมัน

"โอเคบ้าอะไร งานคู่ก็ต้องทำด้วยกันดิ"

"มึงเก่งจะตาย ทำไมต้องให้กูช่วย"

"งั้นกูไม่ใส่ชื่อมึงนะ"

"มึงกล้าก็ลองดูดิ"

"คิดว่ากูไม่กล้าเหรอ"

"หรือมึงจะเอา"

"มึงจะให้อะไรล่ะ"

"อย่ามากวนตีน"

"กูจะกวน ทำไม กูจะกวน กูจะ...ปึง!" คำพูดผมหยุดชะงักตอนที่ไอ้ปั้นมันผลักร่างผมให้ติดกับกำแพงตึก แล้วเอาตัวเองบังร่างผมไว้ ก่อนที่บาสฯ ลูกหนึ่งซึ่งลอยมาจากไหนไม่รู้จะกระแทกเข้าที่หลังของมันจนดังลั่น 

"ตุ้บ!"

"โทษทีพี่!"

"ไม่เป็นไร" ไอ้ปั้นหันไปตอบเจ้าของลูกบาส ก่อนยกมือยันกำแพง คล้ายว่ากำลังใช้ท่อนแขนทั้งสองข้างกักขังผมเอาไว้ให้อยู่ในนั้นไม่ให้ขยับ ทำอะไร คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกนิยายรักวัยรุ่นเหรอ สะเหล่อ เดิมทีหน้าตาปกติของมันก็กวนตีนอยู่แล้ว ยิ่งตอนที่มันยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นยิ้มยิ่งรู้สึกว่ากวนตี๊น กวนตีน  

"ถ้ากูไม่ช่วย หัวกบาลมึงแตกอีกรอบแน่ ขอบคุณกูหรือยัง"

"ทำเป็นช่วยกู ทั้งๆ ที่มึงพยายามจะเตะบอลอัดหน้ากูทุกวันเนี่ยนะ เรื่องอะไรต้องขอบคุณคนอย่างมึงด้วย"

"ทำไมเดี๋ยวนี้มึงขี้เถียงจังวะ ผีเข้าแล้วไม่ยอมออกเหรอ"

"เออ มันไม่ยอมออก"

ไอ้ปั้นหลุดหัวเราะ ก่อนสบตากับผมอีกครั้งแล้วยกมือตบหัวผมเบาๆ ด้วยสัญชาตญาณผมจึงสวนกลับในแบบเดียวกัน

"ไอ้พลีส!"

"มึงตบกูก่อนอะ!"

"กูตบเบาๆ"

"ก็หัวกูเป็นแผล กูเจ็บ"

ไอ้ปั้นทำท่าโมโหฟึดฟัดแล้วชี้หน้าผมพลางกัดฟันพูด

"ถ้าไม่ติดว่าหัวกบาลมึงแตกอยู่ กูจะตบให้ผีออกเลย ไอ้ห่า! ไอ้ผีเข้า!"

ผมหลุดหัวเราะก่อนทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินต่อไป เอาจริงๆ ก็สวนกลับมันอยู่ในใจ กูก็อยากออกไปเหมือนกันแหละ แต่มันออกไม่ได้โว้ย!

 

...

 

ผมกลับมาถึงที่บ้านหลังใหญ่ที่เงียบสนิท ปกติก็เงียบอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีพี่หน่อยอยู่ด้วยยิ่งเงียบจนน่ากลัว รถของแม่ไม่อยู่ ส่วนพ่อนั่งทำงานอยู่ในห้องที่กำชับนักกำชับหนาว่าอย่ารบกวนถ้าไม่จำเป็น ความสัมพันธ์ของคนในบ้านหลังนี้ทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่นิดหน่อย ถ้ามันต้องเงียบเหงาเช่นนี้ทุกวัน ความรู้สึกของพลีสก็คงจะโดดเดี่ยวน่าดู

ผมเดินขึ้นห้องแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ มีการบ้านวิชาภาษาไทยเลยตั้งใจจะทำให้เสร็จ ในระหว่างที่หยิบสมุดกับหนังสือภาษาไทยออกมา กระดาษคำตอบวิชาคณิตฯ ที่ได้ศูนย์คะแนนก็ติดออกมาด้วย

ให้แม่พลีสเห็นไม่ได้เด็ดขาด ขนาดผิดข้อเดียวก็เท่ากับศูนย์ แล้วถ้าเจอศูนย์ของจริงแบบนี้คงโดนเฆี่ยนหลังลายแน่ๆ เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็รีบคิดหาที่ซ่อนก่อนเพื่อความปลอดภัย ผมดึงลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบข้าวของในนั้นออกมาก่อนแล้วยัดกระดาษคำตอบไว้ให้ลึกที่สุด ในตอนที่กำลังจะเอาของที่หยิบออกมาใส่กลับไปที่เดิม มือผมก็ไปปัดเข้ากับไดอารี่สีดำเล่มเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ ก้มลงหยิบไดอารี่เล่มนั้นที่หล่นพื้นแล้วเปิดไปที่หน้าหนึ่งของไดอารี่ ความสนใจของผมจึงพุ่งตรงไปที่ข้อความพวกนั้น ในหน้าแรกๆ ของไดอารี่มีข้อความที่อ่านดูแล้วรู้สึกหดหู่อย่างที่ผมเคยบอก แต่ผมไม่ทันเห็นว่ามันมีหน้าที่ซ่อนอยู่กลางๆ เล่ม เป็นข้อความสั้นๆ ที่ทำให้ผมหลุดยิ้มออกมา

 

12/04 ได้เจอพี่หมออีกแล้ว

20/05 เดือนนี้พี่หมอไม่มา

17/06 วันนี้โดนพี่หมอดุนิดหน่อย ขอโทษครับผม

21/07 พี่หมอซื้อไอติมให้กินด้วย 

คุณหมอ...

พี่ต่อ...

น่ารักที่สุดเลย...

 

เป็นข้อความที่อ่านแล้วก็พอจะรู้ว่าพลีสคงเฝ้ารอที่จะเจอพี่ต่อเดือนละครั้ง เข้าใจได้ว่าพลีสคงชอบพี่ต่อสินะ ต้องบอกว่าไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะพี่ต่อเป็นคนดีมากคนหนึ่งผมเคยรู้จักมา เป็นคนที่อยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุขทุกครั้งที่ได้คุยกัน คนที่มองโลกในแง่บวกแล้วก็มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ภาพจำของผมที่มีต่อพี่ต่อ...มันก็เป็นเช่นนั้น

ผมไม่อยากก้าวก่ายชีวิตหรือความคิดของพลีสมากนักจึงปิดไดอารี่แล้วใส่ลิ้นชักไว้อย่างเดิม เมื่อผมได้ออกจากร่างนี้เมื่อไร พลีสก็จะได้กลับมาเจอพี่ต่อเหมือนเดิม ผมคิดเช่นนั้นก่อนรีบทำการบ้านวิชาภาษาไทย เสร็จแล้วก็เดินไปทิ้งตัวลงบนที่นอน นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่นานจนเกือบหลับ ก่อนที่กระเพาะจะลั่นเสียงร้องออกมาด้วยความหิวโหย

"โครก"

อ่า ยังไม่ได้กินข้าวเย็น

ผมเดินลงมาจากห้องตอนเกือบจะสี่ทุ่ม เห็นบ้านทั้งหลังมืดสนิท นอกจากแสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องทำงานของพ่อ ทุกพื้นที่ก็มืดสนิท ผมเดินไปเปิดไฟแล้วก้าวเท้าไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องทำงานพ่อ เคาะสองสามครั้งแต่ไม่มีใครเปิดให้ เห็นว่าประตูไม่ได้ล็อกจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไปเอง พ่อนั่งอยู่หน้าจอคอมพ์ดูไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่ผมที่เดินเข้าไปถึงตัว

"พ่อครับ"

"อ้าว พลีส มีอะไรหรือเปล่า จะเอาอะไร"

"พ่อกินข้าวหรือยังครับ"

"พ่อไม่กิน พลีสกินก่อนเลย"

"ครับ"

"เป็นอะไรหรือเปล่า ปกติไม่มาถามพ่อแบบนี้"

            ผมค่อยๆ รู้จักพลีสผ่านคำพูดของคนอื่นอยู่เรื่อยๆ พลีสคงเป็นเด็กเงียบๆ แล้วก็แสดงออกไม่เป็น แม้แต่พ่อกับแม่ของตัวเองก็ตาม ถ้ามีโอกาสได้คุยกับพลีส คงมีหลายอย่างที่ผมอยากให้เขาปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเอง แต่ก็รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ ผมยิ้มให้พ่อนิดๆ แล้วบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป คิดไปว่าในระหว่างนี้ผมจะทำหน้าที่ของลูกแทนพลีสชั่วคราว 

"ผมเป็นห่วงพ่อน่ะครับ"

สีหน้าของพ่อเปลี่ยนไปทันทีตอนที่ผมพูดแบบนั้น ก่อนมุมปากขยับเป็นรอยยิ้มแล้วดึงมือผมให้เดินเข้าไปใกล้กว่านั้น

"ไม่ต้องห่วงพ่อนะ พลีสไปหาอะไรกินเถอะ เดี๋ยวพ่อเสร็จงานแล้วจะกินทีหลังนะ"

"ครับ" ผมพยักหน้ารับแล้วเดินออกจากห้องทำงานของพ่อ ก่อนที่ประตูจะปิดสนิทผมได้ยินพ่อพูดอีกประโยคออกมาเบาๆ

"ขอบคุณนะลูก"

การกระทำและคำขอบคุณนั้น พลีสควรจะรับรู้เอาไว้ เพื่อให้พลีสได้รู้ว่า...เขาไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

 

            เพราะพี่หน่อยไม่อยู่ ที่บ้านจึงไม่มีอะไรกินเลย ผมไม่มีความสามารถในการทำอาหาร เก่งสุดก็ต้มมาม่า แต่ว่าที่บ้านไม่มีอาหารสำเร็จรูปพวกนั้นเลย จึงเลือกที่จะออกมาหาอะไรกินนอกบ้าน ร้านสะดวกซื้อเป็นทางเลือกแรกของผมเพราะสะดวกซื้อสมชื่อ วันนี้ก็แค่อยากกินอะไรง่ายๆ อย่างมาม่ารสต้มยำกุ้งกับไข่ต้มสักใบหนึ่ง

"สวัสดีครับ เชิญครับ...เขี้ยวกุด!"

ขาผมชะงักตอนที่ก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ไม่ได้สนใจคำทักทายของพนักงานในประโยคแรก แต่พอถูกเรียกชื่อแบบนั้นก็รีบหันขวับไปมองที่เคาน์เตอร์

"พี่ตาม" แม้ตกใจแต่คุมสติได้จึงไม่หลุดปากเรียกเธออย่างที่เคย ผมเบิกตากว้างมองตามที่อยู่ในชุดพนักงานร้านสะดวกซื้อพลางเดินเข้าไปหา 

"งานพาร์ทไทม์อีกแล้วเหรอ"

"อื้อ"

"ทำไมผมต้องเจอพี่ทุกที่ที่ผมไปเลย"

"อะไร พี่อยู่ของพี่ดีๆ เรานั่นแหละแอบตามพี่หรือเปล่า"

"จะบ้าเหรอ แค่มาหาอะไรกิน"

"อ๋อ เชิญครับคุณลูกค้า" ทำท่าล้อเล่นผายมือให้ผมไปเดือนเลือกซื้อของ ผมก้าวเท้าไปหยุดอยู่ที่หน้าชั้นวางบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กวาดสายตาลวกๆ มองหารสต้มยำกุ้ง หยิบมาหนึ่งกระป๋องแล้วเอาไปเติมน้ำร้อน ไม่ลืมที่จะหันไปหยิบไข่ต้มต้มอีกหนึ่งฟอง ก่อนจะเดินกลับมาจ่ายเงินกับตาม  

"ของกินเยอะแยะ แต่จะกินมาม่าเนี่ยนะ"

"มาม่าผิดตรงไหนอะ" ผมเถียง

"จะอิ่มเหรอ เอาขนมจีบเพิ่มเปล่า"

"ขายเก่ง"

"ซื้อสองไม้ลดราคาอยู่นะ ไม่ซื้อไม่ได้แล้วป่ะ"

ผมหลุดหัวเราะ ยอมใจพนักงานขายที่เกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ ผมจึงได้ขนมจีบกุ้งมาสองไม้ในราคาพิเศษ

"วันนี้ที่บ้านไม่มีข้าวกินเหรอ"

"ครับ ไม่มีคนทำกับข้าว"

"ไม่ไปกินข้าวไข่เจียวล่ะ"

"มันมืดแล้ว ไม่มีคนไปกินเป็นเพื่อนด้วย"

"อ๋อ งั้นเอาขนมจีบอีกสักสองไม้ไหมล่ะ จะได้อิ่มๆ"

"พอเหอะ! จะขายให้ผมคนเดียวทั้งตู้เลยหรือไง"

ผมคุยกับตามที่หน้าเคาน์เตอร์อยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งมีลูกค้าคนอื่นมาต่อแถวรอจ่ายเงิน ตามจึงรีบคิดเงินให้ผมก่อน มองดูตามหยิบจับสินค้าและคิดเงินอย่างคล่องแคล่วดูชำนาญ เดาว่าคงทำงานที่นี่มานานแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ เคยถามแล้วแต่อีกคนไม่ตอบ ทำไม่ไปหางานประจำทำ ถ้าหากว่าผมมีชีวิตอยู่แล้วเห็นตามวิ่งทำงานพาร์ทไทม์ที่นั่นที่นี่แบบนี้ผมคงจะบ่นจนตามหูชาแน่ๆ เลย

ผมบอกลากับตามเพื่อปล่อยให้อีกคนได้ทำงาน ส่วนตัวเองเดินออกมาที่หน้าร้าน มีเก้าอี้ให้นั่งพอดีเลยหย่อนตัวลงตรงนั้น ฉีกซองไข่ต้มใส่ไปในถ้วยมาม่าที่เส้นพองได้ที่แล้ว จากนั้นก็ลงมือกินทันที ความหิวบวกกับการที่ไม่ได้กินของแบบนี้มาเกือบสามปี อาหารง่ายๆ แบบนี้ก็กลายเป็นอร่อยจนแก้มปริ ได้ขนมจีบกุ้งไปอีกสองไม้ก็อิ่มแปล้

หลังจากกินเสร็จ ผมก็ตั้งใจจะกลับบ้าน ชะเง้อหน้าไปมองตามที่กำลังทำงานอยู่จึงไม่ได้บอกลาเพราะไม่กล้าเข้าไปรบกวน ผมเดินกลับบ้านทางเดิม ในความมืดยังพอมีแสงไฟริมทางกับรถที่ขับผ่านอยู่บ้างจึงไม่รู้สึกกลัว จนกระทั่งมาถึงถนนก่อนเข้าหมู่บ้าน ไม่มีรถสักคันแถมยังเงียบจนผมได้ยินแค่เสียงฝีเท้าของตัวเอง

ผมก้าวเท้าให้ไวกว่าเดิมนิดหน่อย เพื่อที่จะให้ถึงบ้านเร็วๆ แต่ในตอนที่กำลังก้าวเท้าให้ไว ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกคนดังมาจากด้านหลัง เมื่อผมหยุดเดินกะทันหัน เสียงนั้นก็หยุดไปด้วย เกิดเป็นความกลัวจนหัวใจเต้นตึกตัก ผมก้าวเท้าเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง คนด้านหลังก็วิ่งตาม สองขาของร่างกายที่ไม่ได้แข็งแรงวิ่งได้ไม่เร็วเท่าที่ใจคิด ผมสะดุดกับขาตัวเองจนล้มกลิ้งในตอนที่คนข้างหลังตามมาถึงตัวพอดี 

"จะหนีไปไหน"

"..."

"มีเงินไหม"

"..."

ผมได้แต่อึกอัก ขยับตัวถอยหลังหนีชายร่างสูงที่ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ๆ ไม่มีใครผ่านมาทางนี้เพื่อให้ผมขอความช่วยเหลือเลย หัวใจผมเต้นแรงกว่าเดิมตอนที่สองมือของชายคนนี้ตรงเข้ามาจับตรงนั้นตรงนี้เพื่อหากระเป๋าสตางค์ ในที่สุดกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงก็ถูกอีกฝ่ายดึงเอาไปจนได้ ผมไม่มีแรงแม้แต่จะตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือ หรือกระทั่งลุกขึ้นวิ่งหนี ร่างกายแข็งทื่อจนเกือบหยุดหายใจ

"มีแค่นี้เหรอ"  มันว่าพลางดึงเงินในกระเป๋าสตางค์ของผมใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง

"..."

"ถามก็ตอบสิวะ"

ผมร้องไห้แทนที่จะตอบคำถามของมัน ความรู้สึกเดียวที่มีในตอนนี้คือความหวาดกลัว ผมจึงพูดออกไปได้แค่นั้น

"ผมกลัวแล้ว"

"..."

"อย่าทำอะไรผมเลย" 

"พลีส!"

ตาม...

"มึงทำอะไรวะ!"

"เหี้ยเอ๊ย!" เสียงสบถของชายคนนี้ดังลั่นก่อนที่มันจะโยนกระเป๋าสตางค์ใส่หน้าผมแล้ววิ่งออกไป ไวเกินกว่าที่ตามจะวิ่งตามไปได้ทัน ตามจึงละความสนใจจากมันแล้วรีบหันกลับมาหาผม

"พลีส"

"เธอ เรากลัว! ช่วยเราด้วย เรากลัว" ผมบอกกับตามทั้งที่ยังร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุด สติหลุดหายจนไม่ได้สนใจว่าผมใช้สรรพนามไหนกับตาม กระทั่งตามเองก็คงจะไม่ได้สนใจเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ที่ผมกำลังกลัวจนรีบโผเข้ากอดเขาเอาไว้แน่น ตามจึงต้องปลอบผมก่อน

"ไม่เป็นไรนะพลีส"

"เรากลัว"

"ไม่เป็นอะไรแล้ว"

"เรากลัวจริงๆ"

"พี่อยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไร"

ลมหายใจติดขัด เจ็บปวดที่หน้าอกจนเหมือนแทบจะขาดใจ มันไม่ใช่ความผิดปกติทางร่างกายที่ส่งผลให้ผมมีอาการแบบนั้น แต่มันเป็นเพราะความเจ็บปวดในอดีตที่กำลังตอกย้ำด้วยความทรงจำ ภาพเหตุการณ์ในวันตายของผมวนมาฉายซ้ำ แม้ไม่ต้องย้ำเตือน ก็ฝังใจไม่เคยลืม...

 

...ว่าวันนั้นผมตายยังไง

 

To be continued.

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 503 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1084 Ling_555 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 เมษายน 2564 / 20:49
    ภาษาดีมากเลยค่ะ
    #1,084
    0
  2. #1036 theskyandsea (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 01:20
    ฮืออออออ เจ็บไปหมดเลยค่ะ
    #1,036
    0
  3. #1018 canookss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 13:20
    เจ็บในอกไปหมด ฮืออออ
    #1,018
    0
  4. #1013 OMG yaoi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 22:32
    โอ้ก็อดดด
    #1,013
    0
  5. #931 mileyduchess (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:12
    ไม่อยากรับรู้เลยว่าแสงตายยังไง แค่นี้ก็เจ็บไปหมดแล้ว อยากดึงแสงมากอด
    #931
    0
  6. #906 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 01:02
    อ่านแล้วหยุดไม่ได้จริง แต่ง่วงแน้วแงงง พน.จะมาต่อนะคะ!
    #906
    0
  7. #869 Bambuu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:03
    ปั้นพรีสได้มั้ยยย ปั้นทำดีๆกับพรีสก็น่ารักไปอีกแบบ
    #869
    0
  8. #838 ValentainTY (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 23:59
    หรือว่าพี่หน่อยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแสง อาจไม่ใช่คนที่ทำให้ตาย แต่แสงอาจจะเข้าไปช่วยพี่หน่อยที่กำลังถูกใครบางคนทำร้าย แล้วก็กลายเป็นแสงเองที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต!
    #838
    0
  9. #837 ValentainTY (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 23:44
    ชิปปั้นพลีสได้มั้ยเนี่ย อยู่ดีๆก็เป็นน่ารักขึ้นมาเฉยยย
    #837
    0
  10. #829 one2sev (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 21:17
    ปั้นพลีสมาแน่
    #829
    0
  11. #817 PARKSELOR (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 16:55
    เรือปั้นพลีสมาแรงมาก พ่อพระเอกหนังงงงงง5555555
    #817
    0
  12. #782 Jing (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 22:52

    ฮืออออออออออ

    #782
    0
  13. #772 cchenjj (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 18:55
    ความปั้นพลีสลอยมา ฮื่ออออออ
    #772
    0
  14. #756 kat15058 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 19:15
    ฮือออ น้องถูกทำร้ายหรออ แต่เเอบชอบปั้นนางก็น่ารักดี555
    #756
    0
  15. #727 brooook (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 14:01
    ปั้นนชอบแน่ๆๆ
    #727
    0
  16. #708 taetan06518 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 03:46
    ฮั่นน่อววว ปั้น ชอบเค้าเเต่ทำเป็นเเกล้งเค้าใช่ม้ะ
    #708
    0
  17. #647 galepn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 19:16
    ปั้นชอบพลีสถูกมะ คนเค้าดูออกนะ55555555
    #647
    0
  18. #627 JuKlllNoRitZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 15:33
    ฮืออออ มาอีกตอกย้ำมาอีก ไม่เหลือน้ำตาให้ไหลแล้ว คือมันหน่วง มากกกก อินมากกกกก
    #627
    0
  19. #620 เด็กหญิง น่วมเนี่ยม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 11:39

    โโดนโจรปล้นฆ่าแน่เลย

    อิพวกเลววว!!

    คนพวกนี้ ควรตายแทนคนดีๆ มากกว่า

    #620
    0
  20. #217 ♡lllllll♡ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 10:57
    ปั้นแอบชอบพลีสหรือเปล่า? สงสารทั้งพลีสทั้งแสงเลย
    #217
    0
  21. #155 ChuJuii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 21:51
    รออ่านความรู้สึกฝั่งตามที่มีต่อแสงเลย ฮือ😭😭
    #155
    0
  22. #142 navinavy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 01:35
    ฮือออออซีนอารมณ์มาตอนท้ายตลอดดด ทำใจไม่ได้ฮือ
    #142
    0
  23. #137 Namfonee__ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 23:10

    แหม่ปั้นนนนนน อะไรน่ะเราาา

    #137
    0
  24. #134 Heroiiiiin. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 00:57
    ถ้ากลับไปหาพี่เค้าไม่ได้ ก็เอาไอร่ปั้นเลยนะลูก มันปกป้องเก่งแต่ก็รังแกเก่ง
    #134
    0
  25. #133 kunkyu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 20:31
    แต่ปั้นแสงก็แอบน่ารักนะ:)
    #133
    0