[END] เพียงควัน

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 : รู้ว่าต้องหนี แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,389
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 602 ครั้ง
    26 เม.ย. 62

ตอนที่ 2

รู้ว่าต้องหนี แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน

 

"เธอ"

ผู้ชายสองคนที่เปิดประตูเข้ามาหันมองหน้าในตอนที่ผมหลุดปากเผลอเรียก ในจังหวะเดียวกันผมก็ลุกพรวดจากตรงนั้นแล้วรีบเดินออกมาจากคลินิก ก้าวเท้าเร็วจนกลายเป็นวิ่งในตอนที่เกิดความรู้สึกสับสนอยู่ในหัว ผมวิ่งออกมาได้ไม่ไกลเท่าที่ใจคิดก็เหนื่อยหอบจนต้องหยุดพัก แม้จิตวิญญาณเป็นของผมแต่ร่างกายเป็นของพลีส ซึ่งบอบบางและอ่อนแอกว่าที่คิด มือไม้แกว่งไกวหาที่เกาะยึดเพื่อไม่ให้สองขาที่อ่อนแรงพากันล้ม หายใจเข้าออกไม่สม่ำเสมอเพราะความเหนื่อยจนแทบจะหายใจไม่ทันด้วยซ้ำ 

"น้อง"

ผมหันขวับไปมองเมื่อถูกเรียกจากด้านหลัง

 

พี่ต่อ...

 

"น้องเป็นอะไรหรือเปล่า"

ผมก้มหน้าหนีในตอนที่หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองอยู่ในร่างของพลีสไม่ใช่แสง พี่ต่อจะไม่มีทางรู้ว่าผมคือใคร เมื่อผมตั้งสติได้จึงเงยหน้ามองคนตรงหน้าที่ถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"

"เปล่าครับ"

"แล้วทำไมวิ่งออกมาแบบนั้น"

"คือ...คือผม..."

"เป็นอะไร บอกพี่สิครับ"

"ผมนึกขึ้นมาได้ว่าลืมโทรศัพท์เอาไว้แถวนี้ เลยรีบวิ่งมาดูครับ" นักแสดงนำชาย สาขาโกหกยอดเยี่ยม มันอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ในความหัวไวคิดหาเหตุผลมาแก้ตัว และเป็นเหตุผลที่ทำให้คนฟังเชื่อสนิทใจ

"อ้าว ลืมไว้ตรงไหน เดี๋ยวพี่ช่วยหา"

"แถวๆ นี้แหละครับ"

พี่ต่อพยักหน้ารับแล้วหันมองไปรอบๆ ก้มๆ เงยๆ หาโทรศัพท์ที่ผมบอก จริงจังในการมองหาอยู่ครู่หนึ่ง ผมหันมองพี่ต่อที่ไม่ทันได้สนใจผมแล้วล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าออกมา

"ผมเจอแล้วครับ"

"วันหลังอย่าลืมอีกนะครับ ถ้าหายไปคงเสียดายแย่เลย"

"ครับ"

"แล้วนี่ เห็นว่าทำแบ็กเก็ตหลุดเลยมาหาพี่ใช่ไหม ไปเร็ว เดี๋ยวพี่ซ่อมให้"

คาดเดาเอาเองว่าแบ็กเก็ตนั่นคงหมายถึงเหล็กจัดฟัน ประเด็นสำคัญที่ผมเกือบลืมไปว่ามาคลินิกทำไม ผมเดินตามหลังพี่ต่อที่ก้าวเท้าด้วยช่วงขายาวๆ เร็วจนตามไม่ทัน ได้แต่มองแผ่นหลังนั้นแล้วคิดถึงเรื่องเก่าๆ อยู่ในใจ คิดถึงแต่เรื่องเขา...เรื่องราวของพี่ต่อ

 

"ไหนพี่ขอดูหน่อย แบ็กเก็ตตัวไหนหลุด"

"ตัวในสุดเลยครับ" ผมตอบ เพราะเหล็กจัดฟันตัวในที่ติดกับฟันกรามหลุด เส้นลวดที่ไม่มีอะไรยึดก็เอาแต่ทิ่มกระพุ้งแก้มจนเจ็บ ไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนผมถึงจะชินกับไอ้วัตถุแปลกปลอมที่ติดอยู่ในปากนี่สักที

"โอเค เดี๋ยวพี่ซ่อมให้ จะว่าไปก็ใกล้ถึงวันเปลี่ยนยางแล้วนี่ จะเปลี่ยนไปเลยไหม อาทิตย์หน้าน้องจะได้ไม่ต้องเข้ามาอีก"

ผมไม่เข้าใจขั้นตอนการจัดฟันที่กำลังถูกพูดถึงจึงทำได้แค่พยักหน้ารับ

"วันนี้ก็จะเอายางสีเดิมใช่ไหม"

มันต้องเปลี่ยนสีด้วยเหรอ...ไม่รู้อะไรทั้งนั้น จึงพยักหน้ารับอีกครั้ง

"เปลี่ยนสีบ้างสิ เดี๋ยวพี่เลือกให้เอาไหม"

"ได้ครับ"

"อ้าว ทำไมยอมง่ายอะ"

"ฮะ?"

"ปกติไม่ยอมเปลี่ยนสีเลย ให้ใช้แต่สีเทา"

"เอ่อ...เบื่อแล้ว เปลี่ยนบ้างก็ได้ครับ"

พี่ต่อยิ้มกว้าง ก่อนจะบอกให้ผมนอนลงบนเตียง ผู้ช่วยทันตแพทย์ใช้ผ้าปิดหน้า ปิดไว้คงดีเพราะไม่อย่างนั้นคนเป็นหมอฟันคงได้เห็นสีหน้าวิตกกังวลของผมแน่ๆ ผมจับมือเย็นเฉียบของตัวเองเอาไว้แน่น ด้วยความกลัวมันจึงสั่นเบาๆ แต่ในวินาทีนั้นก็สัมผัสได้ถึงมืออุ่นที่เข้ามาจับกับมือผม เจ้าของฝ่ามือพูดกับผมเบาๆ ที่ข้างหู 

"ไม่เจ็บนะครับ ไม่ต้องกลัว"

ใช้เวลาไม่นานในการจัดการติดเหล็กและเปลี่ยนยางในปาก ไม่เจ็บสักนิดอย่างที่พี่ต่อบอก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผ้าที่ปิดหน้าผมอยู่ก็ถูกเปิดออก  

"เฮ้ย" ผมร้อง เพราะตกใจที่เปิดมาเห็นหน้าของพี่ต่อที่ก้มลงมาใกล้เหมือนจะแกล้งกัน พี่ต่อหลุดหัวเราะชอบใจ

"ไหนลองยิ้มให้พี่ดูหน่อย"

"ครับ?"

"ยิ้มหน่อย จะดูว่าสียางสวยไหม"

เมื่อเห็นว่าผมยังอึกอักไม่ยอมยิ้ม พี่ต่อก็จัดการยกสองมือของตัวเองบีบแก้มเบาๆ แล้วดึงมุมปากให้ผมฉีกยิ้ม

"ยิ้มหน่อยน่า"

ด้วยการกระทำแบบนั้นของพี่ต่อผมจึงหลุดยิ้มออกมาซะเฉยๆ ก่อนพี่ต่อจะสั่งให้ผมมองกระจก ยิ้มจนเห็นยางจัดฟันสีม่วงอ่อนที่พี่ต่อเป็นคนเลือกให้

"เห็นไหม สวยกว่าสีเทาตั้งเยอะ"

"..."

"ชอบไหมครับ"

ผมพยักหน้าอีกครั้งขณะกำลังมองรอยยิ้มกว้างๆ ของหมอฟันอย่างพี่ต่อ ตั้งแต่ตอนที่ผมมีชีวิตจนถึงตอนนี้...พี่ต่อก็ยังอบอุ่นและใจดีเหมือนเดิมเลย

พี่ต่อเดินออกมาจากห้องทำฟันพร้อมกับผม ขณะที่ผมกำลังจ่ายเงินค่าทำฟันก็หันไปเห็นประตูที่เปิดเข้ามาด้วยมือของผู้ชายอีกคน คนที่ทำให้ผมต้องนิ่งไปอีกครั้ง...น้องชายของพี่ต่อ   

"หวัดดีเขี้ยวกุด"

"ฮึ?" ผมเผลอแสดงน้ำเสียงสงสัย เพราะเขาหันมาทักผมแบบนั้น วินาทีเดียวที่เผลอมองหน้าเขา ผมก็ต้องรีบหลบหน้าหนี หัวใจที่เพิ่งจะสงบกลับมาเต้นโครมครามอีกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายละความสนใจจากผมไปคุยกับพี่ต่อแล้ว

"ไปซื้อไอติมที่ไหนมา ทำไมไปนานจัง"

"ก็เดินไปนี่ ไม่ได้เหาะไป"

"ซื้อมาฝากพี่เปล่า"

"ก็นี่ไง"

"ของตามรสวนิลาเหรอ"

"อือ ของพี่ต่อช็อกโกแลต"

"แต่พี่ชอบวนิลามากกว่า แลกกัน"

"ตามเลียทั้งแท่งแล้วจะเอาไหมล่ะ"

"โห สกปรก"

"ทำมาเป็นรังเกียจ"

ผมหันมองทั้งสองคนที่คุยกันพลางเดินไปนั่งกินไอติมในห้องที่เปิดประตูค้างเอาไว้พอให้มองเห็น โดยไม่ทันรู้ตัวผมก็พลันน้ำตาไหลออกมาเมื่อมองเห็นคนตรงนั้น เป็นคนที่ผมคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว เป็นคนที่หัวใจผมยังคงโหยหาแม้ว่าตัวเองจะตายจากไปนานแล้ว...เป็นเธอจริงๆ ด้วย 

 

ตาม...

 

...

 

ผมตายตอนอายุยี่สิบสอง ตอนนั้นอยู่มหาลัยปีสุดท้ายแต่ตอนนี้กลายมาเป็นนักเรียนม.ปลาย แถมร่างกายยังหดเล็กลงจนรู้สึกว่าทุกอย่างมันบอบบางไปหมด และเพราะยังเป็นนักเรียนม.ปลาย ก็เลยต้องไปโรงเรียน พี่หน่อยมาปลุกให้ลุกอาบน้ำตั้งแต่เช้า ซ้ำยังเตรียมเสื้อผ้า ถุงเท้า นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์และกระเป๋านักเรียนวางเรียงเป็นระเบียบ เพื่อให้ผมหยิบจับสิ่งของพวกนั้นเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนหุ่นยนต์ถูกวางโปรแกรม

ก่อนที่ผมจะสวมเสื้อนักเรียน ก็พลันไปเห็นหนังสือเรียนวิชาคณิตฯ ระบุชั้นม.หกใกล้ๆ กันคือสมุดที่มีสัญลักษณ์ของโรงเรียนอยู่ เป็นโรงเรียนเก่าที่ผมเคยเรียนนี่นา

เอาวะ...ลองโคฟเวอร์ย้อนวัยไปเป็นนักเรียนม.ปลายดูก็น่าจะสนุกดี คิดได้อย่างนั้นจึงสวมเสื้อผ้านักเรียน หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วใส่นาฬิกาข้อมือเป็นอย่างสุดท้าย แต่ขณะที่กำลังปรับสายนาฬิกา สายตาก็มองไปเห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือข้างนั้น มันจางจนผมไม่เคยสังเกตเห็น แต่ดูจากแผลเป็นแนวขวางขนาดยาวนั้น เดาว่าต้นเหตุของแผลนั่น อาจถูกของมีคมบางอย่างบาดลึกจนทิ้งรอยไว้ อดคิดไม่ได้ว่า...มันคือการกรีดข้อมือตัวเองหรือเปล่า

"น้องพลีส เสร็จหรือยังคะ"

"เสร็จแล้วครับ" ผมละสายตาจากรอยแผลนั่น แล้วเดินออกไปหาพี่หน่อย ก่อนจะขึ้นรถที่พี่หน่อยเป็นคนขับพาไปส่งที่โรงเรียน

"น้องพลีสคะ"

"ครับ?"

"วันนี้ที่โรงเรียน ไม่ว่าเพื่อนจะพูดอะไรเกี่ยวกับน้องพลีส ก็ไม่ต้องสนใจนะคะ"

"พี่หน่อยหมายถึงเรื่องที่..."

ผมเว้นช่วงคำพูด คิดว่าตัวเองเข้าใจสิ่งที่พี่หน่อยต้องการจะสื่อมากพอ แต่ก็ออกปากย้ำไปเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังนึกถึงเรื่องเดียวกัน

"กระโดดตึก"

"ค่ะ วันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ไม่ต้องโต้เถียงหรือตอบคำถามอะไร ใครจะพูดอะไรก็ทำเป็นไม่สนใจ ทำได้นะคะ"

ผมพยักหน้ารับไปอย่างนั้น ก่อนพี่หน่อยจะขับรถมาถึงโรงเรียนพอดี เพราะว่าเป็นโรงเรียนเก่าที่ผมเคยเรียนจึงรู้จักที่ทางในโรงเรียนนี้ดี ผมเดินมายังห้องเรียนม.หกทับหนึ่งตามที่พี่หน่อยบอก มีนักเรียนอยู่ในห้องนั้นเยอะพอสมควร และทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไปแทบจะทุกสายตาก็สามัคคีกันหันมามอง ไม่มีคำทักทายจากใครเลยและผมไม่รู้ว่าที่นั่งของตัวเองอยู่ตรงไหน

"ไง ไอ้พลีส มึงมาเรียนได้แล้วเหรอวะ"

ผมหันขวับไปมองคนข้างหลังที่ทักขึ้นมา เดาว่าอาจจะเป็นเพื่อนของพลีสแต่สัญชาตญาณกลับโต้แย้ง ความรู้สึกแรกที่หันไปมองหน้ามันบอกผมว่าไม่ใช่...นี่ไม่ใช่เพื่อน

"มึงโดดตึกลงไปห้าชั้นแต่ไม่เป็นอะไรเลย มึงห้อยพระอะไรวะถึงได้โกงความตายได้ขนาดนั้น ไหนขอกูดูหน่อยสิ"

"เฮ้ย" ผมปัดมือของนักเรียนคนนั้นออกไป หลังจากมันยกขึ้นแหวกคอเสื้อผมออก

"อะไร กูแค่ขอดูเฉยๆ"

"ไม่มี"

"กูขอดูหน่อยน่า"

"อย่านะเว้ย!" ผมโวยลั่น ดูเหมือนว่าร่างกายผอมบางของพลีสจะไม่มีแรงมากพอที่จะขัดขืนหรือต่อสู้กับนักเรียนตัวโตคนนี้ได้เลย ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักมันออกไป แต่สองมือของมันยังกุมเสื้อของผมอยู่ ในจังหวะที่ผลักมันออกกระดุมเม็ดที่สองของเสื้อนักเรียนผมก็ขาดกระเด็นออกไปด้วย

"กูไม่ได้ทำนะโว้ย มึงผลักกูออกมาเองอะ"

ผมก้มมองกระดุมเสื้อที่ขาดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นักเรียนคนนั้นก็ยักไหล่ใส่อย่างไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินไปนั่งที่ ผมก้าวเท้าตามมันเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าต้องนั่งตรงไหน หันไปเห็นที่นั่งว่างๆ ข้างๆ กับนักเรียนหญิงที่หน้าตาดูเป็นมิตร จึงคิดที่จะหย่อนตัวเองลงนั่งตรงนั้น แต่อีกฝ่ายก็แทรกขึ้นมาก่อน

"ไม่ใช่"

"..."

"ไม่ใช่ตรงนี้"

ผมไม่ทันได้เอ่ยถามว่าที่นั่งของพลีสอยู่ตรงไหน ไอ้นักเรียนอันธพาลคนเดิมก็จะโกนเรียกผม  

"สมองมึงไหลไปตอนตกตึกเหรอวะถึงจำไม่ได้ว่าตัวเองนั่งตรงไหน ตรงนี้โว้ย ข้างหน้ากูนี่"

ไม่มีทางเลือก ไม่มีที่อื่นแล้ว ผมจึงจำใจต้องเดินไปนั่งที่โต๊ะซึ่งเป็นตัวข้างหน้าของนักเรียนคนนั้น

"เฮ้ย"

ผมหันหลังมองไอ้นักเรียนอันธพาลที่ยกเท้าขึ้นมาถีบเก้าอี้ผม

"กูได้ข่าวว่ากบาลมึงแตก ตรงนี้เหรอวะ"

"โอ๊ย!" ผมร้องลั่นเมื่อมันยกมือกดแผลที่หลังศีรษะเข้ามาทีหนึ่ง ความเจ็บของผมดันกลายเป็นเรื่องขำขัน เมื่อมันและเพื่อนที่นั่งข้างๆ พากันหัวเราะลั่นที่ทำให้ผมร้องออกมาได้

"เลิกแกล้งมันได้แล้วไอ้ปั้น เดี๋ยวมันก็ไปฟ้องครูหรอก"

"หรือไม่มันอาจจะโกรธจนไปกระโดดตึกตายอีกรอบหนึ่งก็ได้นะ"

"โอเคๆ ไม่แกล้งก็ได้"

ไอ้ตัวหัวโจกรับคำส่งๆ ก่อนที่ผมจะหันหน้ากลับไปมองกระดานอย่างไม่ได้สนใจ แต่ในตอนนั้นเสียงกระซิบของมันก็ดังขึ้นที่ข้างหู

"วันหลังถ้ามึงอยากตายจริงๆ ก็ลองไปกระโดดตึกที่มันสูงกว่านั้นดูนะ"

ผมไม่โต้ตอบ แกล้งทำเป็นไม่สนใจทั้งที่ข้างในร้อนระอุ ทำได้แค่ระบายความรู้สึกผ่านมือที่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคือง เรื่องที่พลีสตกลงมาจากตึก คงถูกแพร่กระจายโดยใครสักคนจนรู้ไปทั่วกัน ที่ผมเดาได้ว่าทุกคนรู้ ก็เป็นเพราะสายตาที่มองมาราวกับว่าพลีสเป็นตัวประหลาด มีเสียงนินทาเกี่ยวกับพลีสที่ไม่รู้ว่าพลั้งเผลอหรือจงใจให้ได้ยินกันแน่ ผมสูดลมหายใจเข้าออกเรียกสติและทำเพิกเฉย ในตอนนั้นมันทำให้ผมตั้งคำถามว่าพลีสตัวจริง...เป็นคนยังไงกันแน่

 

การกลับมาเป็นนักเรียนไม่สนุกอย่างที่คิด ครึ่งวันที่ผมได้ใช้ชีวิตเป็นพลีสกลายเป็นความทรมาน บทเรียนบางอย่างก็ลืมแล้วหมดสิ้นจนไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางวิชาก็น่าเบื่อจนง่วงนอนแต่หลับไม่ได้ และที่สำคัญ...พลีสไม่มีเพื่อนเลยสักคน

กลางวันนี้ผมจึงต้องลงไปกินข้าวคนเดียว ในระหว่างทางจากตึกเรียนไปโรงอาหาร ไกลพอที่จะทำให้ผมได้มองนั่นมองนี่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่ผมเรียนอยู่บ้าง ก่อนเปลี่ยนความคิดไปนึกถึงร้านข้าวป้าพุกที่เป็นร้านโปรด ร้านนั้นจะยังอยู่ไหมนะ

หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดดู เงินจำนวนหนึ่งที่อยู่ในนั้นทำเอาผมเบิกตากว้าง เป็นเด็กม.ปลายต้องมีเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ ผมเลื่อนสายจากแบงก์พวกนั้นไปยังบัตรประชาชนของพลีส สะดุดอยู่ที่ปีเกิด ปกติแล้วอยู่ม.หก ก็ควรจะอายุสิบแปด แต่ปีเกิดของพลีสดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ ด้วยความที่คิดเลขไม่เก่งเลยจึงยกนิ้วขึ้นมานับ คำนวณอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นชัดว่าพลีสอายุยี่สิบแล้ว จึงเกิดคำถามขึ้นมาในตอนนั้น อายุยี่สิบสูงได้แค่นี้เหรอ ไม่ใช่สิ...อายุยี่สิบทำไมยังอยู่ม.หกล่ะ

 

"ตุ้บ!"

 

"โอ๊ย!"

ผมร้องออกมาในจังหวะเดียวกับที่ลูกฟุตบอลที่ปลิวมาจากไหนไม่รู้กระทบเข้ากลางหลังพอดี หันขวับไปมองจึงเห็นว่ามันเป็นคนเดิม ไอ้ปั้น!

"เฮ้ย! โทษที กูไม่ได้ตั้งใจ"

"..."

"ไม่ได้ตั้งใจให้โดนหลัง กะว่าจะให้โดนหัวมึงซะหน่อย"

ไอ้ปั้นและฝูงเพื่อนของมันหัวเราะลั่นดูชอบใจกับมุกเลวๆ ที่ล้อเล่นกับความเจ็บปวดของคนอื่น ที่ผมไม่ทำอะไรเลยนอกจากอดทนเอาไว้ เป็นเพราะผมไม่ใช่พลีส ผมไม่รู้ว่าถ้าเป็นพลีสจะทำยังไงเมื่อเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าผมทำอะไรตามใจตัวเองออกไป อาจจะส่งผลอะไรต่อพลีสในตอนที่เขากลับมาก็ได้

ผมเดินเข้ามาในโรงอาหารที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียน กวาดสายตามองหาร้านป้าพุกก่อนจะยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อร้านนั้นยังอยู่ที่เดิมเลย มองอาหารหลากชนิดที่วางเรียงราย เมื่อถึงคิวจึงสั่งเมนูที่เล็งเอาไว้สองอย่าง ผัดผักที่ชอบและหมูทอดร้านป้าพุกที่อร่อยที่สุดในโลกเลย ผมเผลอมองป้าพุกที่ไม่ได้เจอหน้ากันเลยตั้งแต่ผมจบม.หก รวมๆ แล้วก็เกือบแปดปี ป้าพุกยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย  

"หนู"

"ครับ?"

"ทำไมมองหน้าป้าแบบนั้นล่ะลูก จะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า"

"เปล่าครับ แค่คิดว่า ป้าพุกยังสวยเหมือนเดิมเลย"

"ตายจริง ปากหวาน แถมหมูให้อีกชิ้นก็แล้วกัน"

"ขอบคุณครับ" ผมยิ้มกว้าง แล้วหยิบจานข้าวเดินออกมาหาที่นั่ง กวาดตามองไปรอบๆ ยังไม่เจอที่นั่งแต่หันไปเจอสายป่านที่เรียนอยู่ที่นี่เหมือนกัน ด้วยความพลั้งเผลอไม่ทันคิดผมจึงเดินเข้าไปสะกิดเรียกน้องสาว

"อ้วน!"

คนถูกเรียกหันขวับมามอง แล้วขมวดคิ้วมุ่น

"พี่เป็นใครคะ"

"..."

"อยู่ดีๆ มาเรียกหนูว่าอ้วนได้ไง"

พลาดแล้ว ลืมตัวว่านี่คือพลีสไม่ใช่แสงเทียน ด้วยศักดิ์ศรีแห่งนักแสดงนำชาย สาขาโกหกยอดเยี่ยมผมจึงรีบหาข้ออ้าง ก่อนได้ไอเดียแถแบบเบสิกที่สุด 

"ขอโทษครับ ทักผิดคน" พูดแค่นั้นแล้วหันหลังขวับ ได้ยินเสียงสายป่านกับเพื่อนคุยกันตามหลังมา  

"ใครวะแก"

"ไม่รู้เหมือนกัน ทักผิดไม่ว่า แต่มาเรียกว่าอ้วนนี่น่าตีป่ะ"

ได้ยินเสียงหัวเราะของน้องสาวที่เรื่องเมื่อครู่กลายเป็นเรื่องขำขันไปแล้ว ผมยิ้มนิดๆ แล้วนั่งลงที่โต๊ะว่างๆ เพื่อกินข้าว รสชาติของหมูทอดร้านป้าพุกพาผมหลุดออกจากทุกความคิด อร่อยจนอยากจะร้องไห้ การติดอยู่ในร่างนี้มีเรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่ผมชอบ คือการได้กินอาหารอร่อยๆ ที่โหยหามานานนี่แหละ

"แก นั่งนี่กัน"

"หาที่อื่นเถอะ"

"โต๊ะนี้แหละน่า ตรงนี้มีคนนั่งไหม..."  คำถามชะงักเมื่อผมเงยหน้าให้เห็น ผมจำได้ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นเพื่อนในห้องเรียนของพลีส

"ไม่มี" ผมตอบ

"แกนั่งตรงนั้นละกัน"

"แกนั่นแหละไปนั่ง"

"แกนั่นแหละ"

"นั่งได้ ไม่กัด" ผมบอก หลังจากที่ผู้หญิงพวกนั้นเอาแต่เกี่ยงกันว่าใครจะนั่งข้างๆ ผม ก่อนจะตกลงกันได้แล้วส่งหน่วยกล้าตายมานั่งข้างผม ผมหันมองผู้หญิงพวกนั้น ที่ต้องมองเพราะถูกมองก่อน ถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จนต้องเอ่ยปากถาม

"มองอะไรกัน"

"พวกเราแค่สงสัย พลีสกินข้าวเป็นด้วยเหรอ"

"เฮ้ย คนบ้าอะไรจะกินข้าวไม่เป็น"

"ไม่เคยเห็นพลีสลงมากินข้าวเลย"

"ใช่ๆ ปกติก็เอาแต่อยู่บนห้อง"

"วันนี้คิดยังไงถึงลงมากินข้าว"

ผมไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี จึงคิดคำตอบง่ายๆ ออกไปส่งๆ

"เราหิว"

กลุ่มเพื่อนพยักหน้ารับ ไม่วายเรื่องของพลีสยังถูกพูดต่อด้วยเสียงกระซิบนินทา

"สงสัยตกตึกแล้วสมองกระทบกระเทือน"

"นั่นสิ ตอนอยู่บนห้องก็ทำตัวแปลกๆ"

ยิ่งคิดยิ่งสงสัยว่าพลีสดูเป็นอะไรในสายตาของเพื่อนที่โรงเรียน พลีสหน้าตาน่ารัก มีครอบครัวที่เพียบพร้อมทั้งพ่อแม่และฐานะการเงินที่ไม่เป็นรองใคร ดูจากผลการสอบวิชาคณิตฯ และฟิสิกส์ ที่ครูแจกคืนมาในคาบ คะแนนเกือบเต็มทั้งสองวิชานั่นก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าพลีสคงจะเรียนเก่งไม่ใช่เล่น ชีวิตของพลีส ดูเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบแท้ๆ แต่การที่ผมใช้ชีวิตเป็นพลีสอยู่ในโรงเรียนแค่ครึ่งวัน...มันเจ็บปวดจนบอกไม่ถูกเลย 

ระหว่างกำลังเหม่อลอย สายตาผมมองไปเห็นสายป่านกับเพื่อนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะที่ไม่ไกล ความสนใจจึงเปลี่ยนไปที่น้องสาวแทน เห็นสายป่านกินข้าวอย่างอร่อย คุยกับเพื่อนอย่างมีความสุข จึงอดยิ้มออกมาไม่ได้...ใช้ชีวิตอย่างดีเลยนะอ้วน

 

...

 

ผมกลับมาที่บ้านพลีสอีกครั้งหลังจากที่หน่อยไปรับที่โรงเรียน หมดแรงจนอยากจะทิ้งตัวลงนอนเลยตั้งใจว่าจะรีบขึ้นห้องทันทีเลย แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อพ่อกับแม่ของพลีสกลับมาแล้ว พี่หน่อยจึงพาผมเดินไปหาพ่อกับแม่ในห้องนั่งเล่นก่อน

"พ่อ แม่ สวัสดีครับ"

"เอ๊ะ?"

ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องไหว้พ่อแม่หลังกลับมาจากโรงเรียน แต่การกระทำของผมสร้างความประหลาดใจให้พ่อกับแม่ซะงั้น ปกติพลีสไม่ทำสินะ

"เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่ไหม"

"ไม่ครับ"

"แล้วที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง"

ไม่รู้ว่าพลีสเคยพูดเรื่องนี้กับพ่อแม่หรือเปล่า หากผมออกปากบอกถึงปัญหาที่โรงเรียนอาจจะทำให้พ่อแม่เป็นห่วงก็ได้ จึงทำได้แค่ยิ้มนิดๆ

"เมื่อกี้แม่เจอแม่ของตะวัน เห็นว่าวันนี้คะแนนคณิตฯ กับฟิสิกส์ที่สอบคราวก่อนออกแล้ว คะแนนพลีสเป็นยังไงบ้างลูก"

"อ๋อ เกือบเต็มเลยครับ" ผมตั้งใจโอ้อวดเต็มที่ หยิบกระดาษคำตอบทั้งสองวิชาจากกระเป๋าส่งให้พ่อกับแม่ดู คิดว่าพลีสจะได้รับคำชื่นชม แต่สีหน้าของแม่ดูไม่ยินดี จนกระทั่งแม่พูดบางคำออกมา

"เคยทำได้ดีกว่านี้นี่"

"แต่นี่เกือบเต็มเลยนะครับ"

"ผิดข้อหนึ่งก็เท่ากับศูนย์นั่นแหละ"

ตรรกะอะไรเนี่ย!

ผมเผลอโวยในใจ ตอนที่แม่ยื่นกระดาษสองแผ่นนั้นคืนมา

"ต้องพยายามกว่านี้นะพลีส"

ผมพยักหน้ารับ ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่พ่อกลับแทรกขึ้นมาแทน

"เกินไปหรือเปล่าคุณ ได้แค่นี้ก็ถือว่าเยอะแล้วไม่ใช่เหรอ"

"แต่พลีสเคยทำได้ดีกว่านี้ ก็ต้องรักษามาตรฐานตัวเองสิ"

"คะแนนเยอะขนาดนี้ ยังไงก็ได้เกรดสี่อยู่แล้ว ผิดบ้างสักข้อสองข้อจะเป็นอะไรไป"

"คุณก็ให้ท้ายลูกอยู่แบบนี้ไง พลีสถึงได้ไม่ตั้งใจทำข้อสอบ คราวหน้าถ้าลูกคะแนนตกลงไปอีก คุณยังจะพูดว่าไม่เป็นอะไรอยู่หรือเปล่า"

"คุณก็กดดันลูกเกินไป"

"ที่ฉันต้องกดดันก็เพราะพ่ออย่างคุณเอาแต่ปล่อยปะละเลยแบบนี้ไง"

"น้องพลีสคะ"

ผมเงยหน้ามองพี่หน่อยที่เข้ามาเรียก

"วันนี้มีการบ้านหรือเปล่า ขึ้นไปทำการบ้านในห้องดีกว่าค่ะ นะคะ ไปค่ะ" ผมไม่มีการบ้านแต่จำใจต้องลุกออกมาจากตรงนั้น พี่หน่อยก็แค่พยายามไม่ให้ผมอยู่ในสถานการณ์ที่พ่อแม่กำลังทะเลาะกัน ผมได้คำตอบที่เคยถามพี่หน่อยว่าพ่อกับแม่พลีสทะเลาะกันบ่อยไหม มันแทบจะทุกครั้งเลยที่พวกเขาเจอหน้ากัน

ผมเข้ามาในห้องนอน หย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ จดจ้องอยู่กับกระดาษคำตอบในมือ นึกไปถึงตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน วันที่วิ่งโล่เอาคะแนนสอบวิชาคณิตฯ ที่ได้เกินครึ่งมาให้พ่อกับแม่ดู ก็ได้รับคำชมราวกับผมได้ทำเรื่องยิ่งใหญ่อย่างกับชนะคณิตศาสตร์โอลิมปิก ถ้าสอบได้แปดสิบคะแนนแบบนี้พ่อกับแม่คงจัดงานฉลองเลี้ยงโต๊ะจีนไปแล้ว แต่กับพลีสมันไม่ใช่เลย ผมจึงอยากถามแทนพลีส อยากรู้จริงๆ ...ต้องแค่ไหนล่ะถึงจะพอ

ทำได้แค่ถอนหายใจแล้วดึงลิ้นชักโต๊ะออกแล้วโยนกระดาษสองแผ่นนี้เข้าไป ก่อนที่ผมจะปิดลิ้นชักก็หันไปเห็นสมุดโน้ตปกสีดำเล่มหนาอยู่ในนั้น ถือวิสาสะหยิบมันขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็นไดอารี่ เสียมารยาทเปิดอ่านเพราะผมอยากรู้จักพลีสมากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่เนื้อความพวกนั้นไม่ได้เล่าถึงตัวเองมากนัก เป็นประโยคสั้นบ้างยาวบ้างที่เมื่ออ่านแล้วดูหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

 

รู้ดีว่าถ้าอยากหลุดจากความรู้สึกนี้
ต้องมีความสุขก่อน

แต่ไม่รู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขเลย

ไม่รู้จริงๆ

 


มันเป็นห้องเล็กๆ มืดๆ
มีประตูบานเดียว

แต่พอเปิดออกไปก็ไม่เจอใคร
จึงต้องกลับเข้ามาในห้องเหมือนเดิม

มันมืดจริงๆ

ไม่มีแสงสว่างเลย

 

ข้อความพวกนั้นจากไดอารี่เลอะคราบน้ำตา ทุกอย่างมันเพิ่มเหตุผลที่ทำให้ผมปักใจเชื่อว่า...

 

...เด็กคนนี้พยายามที่จะฆ่าตัวตายจริงๆ    

 

 

To be continued.

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 602 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1078 PamKwanjira (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:11
    เราร้องไห้เลย แอแงงงงงง
    #1,078
    0
  2. #1046 ดวงดาวเคราะห์ที่4427 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 09:24
    เจ็บอ่ะ มันจุกจนพูดไม่ออกฮือน้องลูก
    #1,046
    0
  3. #1031 วรครับ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 21:07

    โอยยตายยย หดหู่มากพลีสเอ้ยยย

    #1,031
    0
  4. #1017 canookss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 10:56
    อยากกอดน้องพลีส เก่งที่สุดแล้วลูก
    #1,017
    0
  5. #1008 OMG yaoi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:43
    อยากดึงน้องพลีสมากอดแรงๆ
    #1,008
    0
  6. #982 MeMystery (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 06:39
    น้ำตานอง;-;
    #982
    0
  7. #927 mileyduchess (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 20:42
    ตอนนี้ทำเราน้ำตาไหลอีกแล้ว ชีวิตน้องพลีสน่าสงสารมากจริงๆ นะ ไปโรงเรียนไม่มีเพื่อน ไหนจะโดนรังแกอีก พอกลับมาบ้านแทนที่บ้านจะเป็น safe zone ให้น้อง แต่กลับมีพ่อแม่ที่กดดันลูกและไม่มีเวลาสนใจลูก อยากดึงน้องพีชมากอดแน่นๆ ยิ่งตอนเปิดอ่านไดอารี่ของน้องยิ่งเจ็บหัวใจไปหมด น้องคงเหนื่อยกับการมีชีวิตแบบนี้และคงทรมานมากใช่มั้ยถึงตัดสินใจลงไปแบบนั้น ฮือ อยากกอดน้องจริงๆ นะ
    #927
    1
    • #927-1 mileyduchess(จากตอนที่ 3)
      9 เมษายน 2563 / 20:44
      กรี๊ดๆๆ พิมพ์ชื่อน้องพลีสผิด น้องพลีสสิ พลีสแบบนี้
      #927-1
  8. #903 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 00:18
    แงง พลีสคงทรมานมากๆเลย กอดๆหนูนะคะ
    #903
    0
  9. #880 NichaGosantor (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:19
    ....จุกแทน
    #880
    0
  10. #864 HaeMay (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 21:38
    อิเพื่อนที่บูลลี่น้องคือจิตใจแย่มาก แย่แบบคนเราต้องขนาดนี้เลยหรอ สงสารพลีส อ่ะ ตอนอยู่น้องคงทรมานมากจริงๆ
    #864
    0
  11. #833 ValentainTY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 22:02
    น้องพลีสต้องเจอกับอะไรบ้างเนี่ย เห้อ ขอฝากแสงเทียนช่วยแก้ไขชีวิตที่บิดเบี้ยวของน้องพลีสทีได้มั้ยลูก
    #833
    0
  12. #813 PARKSELOR (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 15:51
    น้ำตาแตกตอนท้ายแชปค่ะ อินมาก สงสารพลีส
    #813
    0
  13. #800 1ni8_MiraO (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 20:29
    แค่อ่านก็อึดอัด
    #800
    0
  14. #794 YB229 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 23:37
    สงสารน้องพลีสตัวจริงมากๆ อยู่ในสังคมแบบไหนก็ไม่มีความสุข ทั้งครอบครัว ทั้งโรงเรียน ถ้าน้องจะหนีความทุกข์ด้วยการทิ้งโลกนี้ไป เราก็ไม่แปลกใจเลย
    #794
    0
  15. #778 Jing (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 22:21

    น้ำตาคลอ สงสารพลีส

    #778
    0
  16. #770 cchenjj (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 18:17
    สงสารน้อง บางครั้งสิ่งรอบข้างมันทำให้เราเหนื่อยมากจริงๆนะ
    #770
    0
  17. #753 kat15058 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 18:05
    ฮืออออ พลีสสสสสส
    #753
    0
  18. #723 chinchin_j (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 21:55

    เพื่อนก็ประสาม พ่อแม่ก็ป่วย เฮ้อออออ แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าเด็กๆหลายๆคนคงเจอปัญหาอย่างงี้อยู่บ้างเหมือนกัน

    #723
    0
  19. #684 LilacSky (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 12:19
    สงสารพลีสจัง
    #684
    0
  20. #680 Bammieea (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 21:59
    น้องพลีสลูกกก ฮืออออ
    #680
    0
  21. #667 The.zmb (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 13:41
    ไม่รู้ทำไมอ่านแล้วน้ำตาคลอ
    #667
    0
  22. #645 galepn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 15:01
    เพื่อนคือเชี้ยสุด อีปั้น อิเชี้ย
    #645
    0
  23. #622 JuKlllNoRitZ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 13:03
    สงสารพลีสจัง
    #622
    0
  24. #614 เด็กหญิง น่วมเนี่ยม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 08:08

    เเอออ ก็นะ ถ้าเจอแบบนี้จากทุกด้าน

    เป็นใครก็คงอยากตาย

    เบื่อพ่อแม่ที่มีความคิดแบบนี้จริงๆ

    เกลียดเด็กๆที่ทำตัวแย่ๆแบบนี้

    อยากให้แสงเอาคืนให้พลีสหน่อย

    ใครที่ทำไม่ดีด้วย จัดคืนให้หมด

    #614
    0
  25. #591 joy6004 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 12:21
    ทำไมพลีสน่าสงสารจัง
    #591
    0