[END] เพียงควัน

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 21 : เสียใจให้พอเพื่อที่จะยอมรับความเป็นจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,990
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 433 ครั้ง
    18 ก.พ. 64

ตอนที่ 21

เสียใจให้พอเพื่อที่จะยอมรับความเป็นจริง

แสง :

 

            เป็นหนึ่งเช้าที่ผมตื่นได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องถูกปลุกด้วยสิ่งใด ไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่ตอนไหน แต่ตื่นมาพร้อมความรู้สึกเต็มอิ่มเหมือนหลับได้สบายกว่าทุกวัน อุณหภูมิแอร์ที่เย็นกำลังสบาย กลิ่นหอมอ่อนๆ จากปลอกหมอนและผ้าห่มพาให้ผมต้องหลับตาลงไปอีกครั้ง อยากซุกตัวอยู่ในนี้ไปอีกสักพัก แต่แสงสว่างที่ส่องลอดผ้าม่านเข้ามา บอกกับผมว่าถึงเวลาต้องตื่นแล้ว ผมหรี่ตาขึ้นช้าๆ ก่อนมองเห็นตามยืนมองผมอยู่ ใบหน้าดูเคร่งเครียดด้วยหัวคิ้วที่ขยับแทบชนกัน แววตาก็ดูสับสนคล้ายกำลังคิดกังวลอะไรสักอย่าง

            ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะที่รัก...  

ผมยกมือขึ้นแตะใบหน้านั้น สัมผัสอุ่นจากผิวเนื้อบอกกับผมว่านี่คือความจริง มุมปากของตัวเองจึงยกขึ้นยิ้มบางๆ ก่อนได้ยินเสียงเรียกของอีกคน

"แสง"

"..."

"เป็นเธอใช่ไหม"

ผมพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนที่ตามจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ถอนหายใจพลางคลายสีหน้ากังวล ผมเข้าใจความคาดหวังของตาม คงกำลังภาวนาให้ผมลืมตาขึ้นมาแล้วยังคงเป็นผมอยู่ 

"เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม"

ผมพยักหน้ารับอีกที ก่อนยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำก่อนที่ผมจะหลับไปวนเข้ามาในความคิดตอนที่นึกขึ้นได้ มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย ผมมองเห็นเลือดข้นไหลนองออกมาจากบาดแผลที่ถูกแทง มันเจ็บปวดเกินทนไหว ทรมานไม่ต่างกับวันที่ตายคล้ายกำลังถูกพรากเอาชีวิตไปอีกครั้ง 

ในความเงียบระหว่างเรา ผมรู้ว่าตามคิดไม่ต่างไปจากที่ผมกำลังคิด หากเราเข้าใจไม่ผิด นั่นคงจะเป็นสัญญาณเตือน

"ตาม นี่มันคง..."

"ไม่ต้องพูด"

"คงใกล้จะหมดเวลาแล้ว"

"บอกว่าไม่ต้องพูดไง!" 

"เราคงต้องไปแล้ว"

"เราไม่ให้เธอไป"

"แต่เราอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้"

"แต่เราไม่ให้เธอไปไง!"

ผมดื้อรั้นต่อโชคชะตาและยื้อเวลามามากพอ หากฝืนต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ทั้งวิญญาณและร่างกายของพลีสจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ หรือไม่บางทีในตอนสุดท้ายมันอาจจะไม่เหลือทั้งผม ไม่เหลือทั้งพลีสเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงไม่อาจเห็นแก่ตัว

ผมขยับลงไปนั่งที่พื้นข้างๆ ตาม ดึงเขาเข้ามากอดแต่ตามไม่ยอมมองหน้าผม เบือนหน้าหนีไปอีกทาง เพียงกะพริบตา หยดน้ำตาก็ไหลลงมาทั้งที่ยังทำหน้าบึ้งตึง

"ตาม เหลือเวลาไม่มากแล้ว ครั้งนี้เรามาจากกันไปด้วยดีเถอะนะ"

"..."

"ต่อไปนี้ เธออย่าเจ็บปวดอีกเลยนะ"

"จะไม่ให้เจ็บได้ยังไง เธอจากไปทั้งคน"

ตามผละตัวออกจากอ้อมกอดของผม กดกลั้นน้ำตาแล้วพูดออกมาด้วยอารมณ์โกรธ

"เธอกลับมาเพื่อที่จะจากไปอีกครั้ง เหมือนเธอกำลังฆ่าเราซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เห็นใจเราบ้างหรือไง!"

"แต่...ตาม..."

"เราไม่ให้เธอไปไหนทั้งนั้น!"

การไม่ยอมรับทำให้ตามต่อต้านความเป็นจริง แต่ผมเข้าใจ เพราะมันจริงอย่างที่ตามว่า ผมกลับมาก็เพื่อที่จะจากไป เพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ เพื่อให้ผมได้ปลดปล่อยความรู้สึกของตัวเองอย่างไม่ค้างคา แต่ทว่าการจากไปอีกครั้งมันคงทำให้ตามต้องเจ็บปวดซ้ำอีก แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ไม่อาจฝืนโชคชะตาที่ให้เวลาผมแค่นั้น สิ่งเดียวที่ผมทำได้ ก็คงต้องไขว่คว้าหาโอกาสสุดท้ายเพื่อให้เราได้จากกันไปด้วยดี...เมื่อเวลานั้นมาถึง  

 

...

 

 

ผมยังต้องมาโรงเรียนทั้งที่ไม่ได้อยากมา อยากเอาเวลาไปทำสิ่งอื่นมากกว่าที่จะมาเสียเวลานั่งเรียนไปอีกหนึ่งวัน แต่ผมยังคงเป็นพลีส มีรายงานสำคัญที่ต้องส่ง มีงานกลุ่มที่ขาดพลีสไปไม่ได้ ผมจึงต้องรักษาหน้าที่นี้เอาไว้ด้วย 

"ไอ้พลีส!"

 

พลั่ก!

 

สองขาผมทรุดฮวบลงกับพื้นตอนที่ไอ้ปั้นตรงเข้ามาตบไหล่ผมอย่างแรง ได้แต่เงยหน้ามองตาขวางก่อนที่มันจะช่วงพยุงผมขึ้นมา แล้วยืนกอดอกทำท่ารับโทษ คงคิดว่าผมจะสวนกลับแน่ๆ แต่วันนี้ไม่มีอารมณ์เล่นด้วยก็เลยทำได้แค่ถอนหายใจใส่หน้ามันเบาๆ 

"อ้าว นี่พลีสเวอร์ชั่นหนึ่งเหรอ"

"อะไร"

"ผีออกไปแล้วรึไง"

"กูยังอยู่"

"แล้วเป็นอะไรวะ ปกติด่ากูลั่นตึกไปแล้ว"

ผมส่ายหน้าหน่อยๆ ก่อนเดินตรงไปโรงอาหารพร้อมปั้น กลายเป็นเรื่องปกติที่เราจะนั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ในระหว่างนั้น ผมได้แต่นั่งเขี่ยข้าวไปมาเพราะกินไม่ลง

"พลีส มึงเป็นอะไรวะ ทำหน้าเหมือนคนกำลังจะตาย"

"ใครจะตาย! ไม่ตายโว้ย!"

"อะไรของมึง กูแค่เปรียบเทียบไง ดูมึงทำหน้าเข้าสิ"

ผมปัดมือไอ้ปั้นที่ยกขึ้นดึงแก้มจนเล่นเอาเจ็บ ก่อนที่มันจะกลับไปกินข้าวในจานตัวเองต่อ ส่วนผมยังเอาแต่เขี่ยข้าวในจานไม่หยุด

"ไม่แดกเหรอ"

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ปั้นจึงยกส้อมตัวเองมาจิ้มเอาไก่ทอดในจานของผมไป ก่อนดูดนมสตรอว์เบอร์รี่ที่มันชอบตามเข้าไป ไอ้บ้านี่มันกินนมแทนน้ำด้วยซ้ำ ตัวถึงได้สูงเป็นเปรตแบบนี้ใช่ไหม 

"มึงเป็นอะไร ใครทำอะไร ใครแกล้งเดี๋ยวกูไปต่อยให้"

"ในโรงเรียนนี้ไม่มีใครแกล้งกูนอกจากมึงแล้วล่ะ"

"แน่นอน ไม่มีใครเจ๋งเท่ากู"

"ไม่มีใครสันดานเหมือนมึงมากกว่า"

"เออ! แล้วมึงเป็นอะไร ซึมเศร้าไหม จะโดดตึกหรือเปล่า" 

"มึงนี่!"

ไอ้ปั้นโยกตัวหลบกำปั้นของผมที่หวังจะทุบกบาลสักที มันหัวเราะหยอกเป็นเชิงว่าล้อเล่น ก่อนปรับสีหน้าจริงจังแล้วถามผมอีกครั้งว่าเป็นอะไร ไหนๆ ก็ไหน หลังจากวันนี้ผมอาจจะไม่ได้พูดคุยกับมันแล้ว วันนี้ก็เลยยอมบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองให้เด็กนี่ฟัง

"เสียดายชีวิตว่ะ"

"หืม?"

"ยังไม่อยากตายเลย"

"หืมเข้าไปอีก"

"ยังใช้ชีวิตไม่พอเลย"

"หืมสุดๆ ไปเลย"  

ไอ้เวรนี่ไม่ใช่ผู้ฟังที่ดีเลย กูพูดตรงนี้...

"มึงพูดอะไรเข้าใจง่ายๆ หน่อยดิ ขี้เกียจหืมแล้ว"

"สมมติว่ากูกำลังจะตาย แล้วกูก็กำลังระบายความรู้สึกของกูให้มึงฟังอยู่ โอเคไหม"

"มึงไม่ได้จะตายจริงๆ ใช่ไหม แค่แบบ อยากพูดคุยปรัชญาชีวิตอะไรแบบนี้ใช่ปะ"

"เออ ประมาณนั้น"

"อ่าหะ"

"กูยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกตั้งเยอะ ทั้งๆ ที่กูก็รู้ว่าวันหนึ่งกูต้องไปจากที่นี่ แต่พอถึงเวลาจริงๆ กูกลับไม่อยากทำใจยอมรับ กูอยากเป็นคนอายุยืน อยู่กับคนที่กูรักไปนานๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็อยากจะใช้ชีวิตให้คุ้มกว่านี้"

ผมหันมองไอ้ปั้นที่กำลังดูดนมจนหมดกล่อง จริงจังกับการดูดจนหยดสุดท้ายแล้วหลุดหัวเราะเรียกให้ผมดูกล่องที่บิดเบี้ยวเพราะถูกดูดเอาอากาศออกไปหมด  

"ดูดิๆ"

"มึงได้ฟังกูบ้างไหมเนี่ย"

มันหัวเราะอีกทีแล้วเปลี่ยนจากดูดกล่องเป็นเป่าลมเข้าไปให้กล่องพองเป็นรูปร่างเดิม

"รู้งี้กูไปพูดกับหมาดีกว่า"

"โห่ มึงจะคิดมากไปทำไมวะ จะตายวันนี้พรุ่งนี้หรือไง"

ผมคงไม่สามารถอธิบายให้ปั้นเข้าใจไปมากกว่านั้นได้ ก็เลยทำได้แค่พยักหน้ารับ ทำเหมือนกับว่าเราแค่เพียงสนทนาปรัชญาชีวิตจบไปก็พอ  

"มึงจะเอาอะไรมากกับชีวิต เราเพิ่งอายุสิบแปดเอง"

"กูยี่สิบละ"

"เออ มึงแก่กว่ากูตั้งสองปี จริงๆ ต้องเรียกพี่ปะเนี่ย"

"ได้ก็ดี"

"พี่พลีส อย่างเนี้ยเหรอ"

"ทำได้ไหมล่ะ"

"ยากตรงไหน พี่พลีส"

เราทั้งคู่หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนผมจะยกมือขยี้หัวไอ้ปั้นและบอกกับมันด้วยคำที่มักจะพูดอยู่เสมอ

"มึงก็ใช้ชีวิตให้ดี"

"..."

"มีความสุขมากๆ นะข้าวปั้น"

ตอนที่ผมอายุเท่ากับปั้นก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องของความตาย คิดว่ายังมีเวลาอีกตั้งมากมายจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะใช้ชีวิต อายุขัยไม่ใช่เรื่องราวที่จะหยั่งรู้ได้ ความตายก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อาจมีบางคนที่กำลังดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ต่อและมีอีกคนที่กำลังเลือกจะจบชีวิตลงอย่างไม่เสียดาย สุดท้ายความตายก็พลัดพรากใครบางคนจากไปอยู่เสมอ...และผมก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้คนเหล่านั้นที่ต้องจากไป  

 

...

 

"พี่ต่อ"

"สบายดีไหมครับ"

 

ผมก้าวเท้าเดินไปตามถนนพลางมองมือถือที่เพิ่งจะส่งข้อความหาพี่ต่อแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับหรือกระทั่งเปิดอ่าน ตั้งแต่วันที่พี่ต่อกลับมาจำเรื่องราวของผมได้ เขาก็หายเงียบไปไม่ติดต่อมาเลย อาจยังมีความเสียใจหลงเหลืออยู่ในความรู้สึกจนทำให้พี่ต่อไม่พร้อมคิดถึงเรื่องอื่นกระทั่งไม่คิดถึงพลีสด้วย ผมกำลังสมมติว่าตัวเองเป็นพลีสและพยายามคิดว่าควรทำอย่างไรกับการเงียบหายไปเฉยๆ ของพี่ต่อ แต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องเอาความรู้สึกของตัวเองมาตัดสินอยู่ดีว่าพี่ไม่ควรหายไปแบบนี้สิ...พลีสไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

ผมถอนหายใจยาวก่อนเก็บมือถือใส่กระเป๋าแล้วเงยหน้าขึ้นมองถนน สองขากำลังพาผมเดินไปยังหอพักของตาม แต่ไม่รู้ว่าตามจะอยากเจอหน้าผมไหม จะใจเย็นลงหรือยัง ก็เลยลังเลว่าจะหันหลังกลับตอนนี้หรือจะไปต่อให้ถึงดี เป็นสถานการณ์ที่ทำได้เพียงแต่ถอนหายใจไม่สิ้นสุด  

"เฮ้อ"  

 

"ฟิ้ว!"

 

"หืม?"

ผมหันขวับมองใครบางคนที่วิ่งฉิวผ่านหน้าผมไปด้วยความเร็วที่ทำเอางงว่านั่นคนหรือผี เห็นหลังไวๆ เกือบคิดว่าเป็นตามแล้วด้วยสรีระรูปร่างที่คล้ายกันแถมเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มนั่นยังเหมือนชุดที่ตามชอบใส่ไม่มีผิด แต่คิดขึ้นมาได้ว่าตามไม่มีทางวิ่งเร็วขนาดนั้นแค่ขึ้นบันไดเจ็ดแปดขั้นยังหอบเป็นหมา  

"จับมันไว้!"  

"โอ๊ย!"

"อยู่เฉยๆ ไอ้หัวขโมย!"

เสียงเอะอะจากที่ดังมาจากอีกมุมถนนดึงความสนใจทั้งหมดของผมไป ก่อนรีบก้าวเท้าไปยังตรงนั้น ภาพที่เห็นคือตามกำลังโดนผู้ชายตัวใหญ่จับแขนไขว้หลังแล้วกดลงกับพื้น ผู้หญิงรูปร่างท้วมวัยกลางคนอีกคนก็ตรงเข้ามาร่วมด้วย

"อะไรเนี่ย! โอ๊ย! เจ็บนะ!"

"เอาเงินกูคืนมานะ!"    

ใช้เวลาชั่ววินาทีผมก็เข้าใจสถานการณ์นั้นได้จึงรีบเข้าไปช่วยตาม      

"เข้าใจผิดแล้วครับ! จับผิดคนแล้ว!"     

"มันนี่แหละขโมย กูเผลอหน่อย กวาดเงินในร้านมาเกลี้ยง!" 

"ผมเปล่านะ!" ตามออกปากเถียงก่อนโดนชายคนนั้นคว้าคอแล้วกระแทกลงไปกับพื้น แรงจนตามร้องเสียงหลง การกระทำนั้นทำเอาผมไม่อาจอยู่เฉย ตรงเข้าไปผลักตาลุงนั่นออกจากตาม  

"ปล่อยเลยลุง เข้าใจผิดแล้ว"  

"ไอ้หนูอย่ามายุ่ง!" 

ผมถูกผลักไหล่ให้ออกมาจากตรงนั้น ก่อนป้าจะก้มลงไปล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างของตาม ควักออกมาเป็นแบงก์ยี่สิบสามสี่ใบกับเหรียญอีกจำนวนหนึ่ง หาเงินที่ว่าไม่เจอก็คว้าคอเสื้อแล้วดึงตามขึ้นมา ทั้งทุบทั้งด่าด้วยถ้อยคำหยาบ

"เอาเงินกูคืนมา! ไหน! มึงเอาไปซ่อนไว้ไหน!"

"ไม่ใช่ผม!"

"อย่านะป้า" ผมพยายามคว้ามือป้าที่เอาแต่ทุบตามโดยไม่ฟังความอะไรเลย แต่พลีสตัวเล็กเกินไป เจอป้าสะบัดทีเดียวเล่นเอาเซ 

"ดูสภาพก็รู้แล้วว่ามึงติดยา นี่จะขโมยเงินกูไปซื้อยาใช่ไหม ไอ้เด็กเปรต! ขยะสังคม! เอาเงินกูคืนมา!" ตามได้แต่ยกแขนป้องตัวเองตอนถูกตี ร้องโอดโอยไม่เป็นคำพูด เสียงร้องของตามทำเอาผมคำรามลั่นด้วยความโกรธสุดขีด 

"พอได้แล้ว!"    

"มึงไม่เกี่ยว! หลบไป๊!"

"นี่แฟนผม!"

มือของป้าค้างกึกกลางอากาศ ก่อนผมจะดึงตามให้ถอยออกมาแล้วก้าวเท้าไปเผชิญหน้ากับป้าร่างท้วมด้วยความโมโห 

"ผมบอกแล้วไงว่าเข้าใจผิด ขโมยมันวิ่งหนีไปเป็นชาติ ป่านนี้เอาเงินไปใช้หมดแล้ว เพราะมัวแต่จับคนผิดเนี่ย!"

"แต่กูจำมันได้!"

"ป้าจำผิด!"

"กูจำได้!"  

"ไปตัดแว่น!"    

เสียงตะโกนที่ดังกว่าของผมทำเอาป้าเงียบ ก่อนพูดอึกอัก เถียงได้ไม่เต็มปาก  

"กู...กูจำมันได้จริงๆ"    

"ป้าน่าจะจำผิดจริงๆ นั่นแหละ น้องคนนี้เขามาซื้อข้าวร้านหนู ยืนรออยู่ตั้งนานเพิ่งจะได้ข้าวไปเนี่ย" เสียงจากพี่เจ้าของร้านข้าวช่วยเข้ามาเป็นพยาน ตามพยักหน้าหงึกๆ พลางหันมองข้าวกล่องที่หล่นเละเทะอยู่ข้างๆ แอบเห็นนะว่าทำหน้าเสียดายกะเพราปลาหมึก ก่อนหันขวับกลับไปมองตาขวางใส่ลุงกับป้าที่ยืนหน้าจ๋อย      

"ขอโทษจ้ะ ขอตัวไปจับขโมยก่อนนะ"

"อ้าว เฮ้ย!" ผมโวยตอนที่ลุงกับป้าจับมือกันวิ่งออกไปจากตรงนี้หน้าตาเฉย ไทยมุงสลายตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่เจ้าของร้านข้าวก็ใจดีเก็บกล่องข้าวนั่นไปทิ้งให้ ตามยังมองกล่องข้าวตาละห้อยด้วยความอาลัยยิ่ง ใจผมก็ยังเดือดพล่าน โมโหไม่หยุด

"อะไรของเขาวะ มากล่าวหาคนอื่นแบบนี้ได้ไง"  

"นั่นดิ!" ผมหันมองตามที่โพล่งขึ้นมา ดูเหมือนว่าผมจะไปจุดชนวนความโมโหให้เขาอีกคน หรือไม่ก็เพิ่งนึกได้ว่าต้องโวยวายจึงพ่นคำพูดออกมาเสียงดังลั่น 

"หาว่าเราเป็นขโมยแถมบอกสภาพเราเหมือนคนติดยา หน้าเราเหมือนคนติดยาเหรอ เหมือนเหรอ!"  

"นิด...นิดนึงมั้ง"

"ติดยาเนี่ยนะ! ข้าวกล่องละสี่สิบบาทยังไม่มีตังค์ซื้อเลย จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อยา! ด่าเราเป็นขยะสังคม เกิดมายังไม่เคยโดนด่าแรงขนาดนั้นเลย ขยะสังคมเนี่ยนะ!"   

"ใจเย็นๆ" กลับกลายเป็นผมที่ต้องพูดปลอบพลางลูบหลังเบาๆ 

"เขาทำร้ายร่างกายเราด้วย แทบจะหักแขนเราเลย จับเรากระแทกพื้นด้วย ป้านั่นก็ทุบเราไม่หยุด เจ็บไปทั้งตัวเลยเนี่ย" ตามทำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าบูดบึ้ง ผมเองก็โมโหจนมองข้ามบาดแผลที่ตามได้มาตอนถูกหน้ากระแทกพื้น รอยถลอกทำเลือดไหลซิบ ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่รู้ตัว ในตอนที่ตามกำลังงอแงบ่นเจ็บตรงนั้นตรงนี้ ผมจึงยกสองมือกางออกเป็นเชิงโอ๋ ก่อนตามจะโน้มตัวลงมาซบ   

"เจ็บไปหมดเลย เจ็บแขนด้วย พรุ่งนี้ต้องช้ำไปทั้งตัวแน่ๆ เลย"

"ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็หาย" ผมพูดปลอบใจพลางใช้จังหวะนั้นเช็ดเลือดออกจากหน้าตามก่อนที่อีกคนจะรู้ตัว ในตอนที่ผมก้มมองให้แน่ใจว่าไม่มีเลือดตรงไหนแล้ว ตามก็เหลือบตาขึ้นมองผม สบตากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ตามจะรีบผละตัวออกไปจากผม ปรับสีหน้าเป็นนิ่งเฉยแล้วพูดเสียงแข็ง

"อ้าว พลีส"

ผมขมวดคิ้วมองหน้าตาม

"โทษทีพี่เข้าใจผิดคิดว่าพลีสเป็นคนอื่น ที่แท้ก็พลีสนี่เอง นี่มันพลีสชัดๆ"

"กวนตีน"

"เมื่อกี้พลีสบอกว่าเป็นแฟนพี่เหรอ มาเป็นแฟนพี่ตอนไหน แฟนพี่ตายแล้ว"

"นี่"

"พี่ไปก่อนนะพลีส"

"จะไปไหน"

"ถามทำไม เราไม่ได้สนิทกันนะพลีส พลีสกลับบ้านพลีสไปเถอะ" ตามทิ้งความกวนตีนเอาไว้ก่อนสะบัดหน้าเดินหนีไปอีกทาง ก้าวไปได้สักระยะหนึ่งก็หันหลังกลับมา เห็นว่าผมยังยืนอยู่ที่เดิมก็สะบัดหน้าใส่อีกที เพราะหมั่นไส้ความกวนประสาทนั้น ผมจึงก้าวเท้าเร็วๆ เข้าไปหาแล้วยกฝ่ามือขึ้นตบกบาลไปหนึ่งทีเน้นๆ  

 

"ป้าบ!"

 

ตามยืนนิ่งอยู่กับที่ เงยหน้ามองพลางกะพริบตาปริบๆ ผมยักไหล่หน่อยๆ แล้วเดินออกมาก่อนเอ่ยปากเรียก

"ไปกินข้าวกัน"

"ไม่ไปโว้ย!"

"เดี๋ยวเลี้ยง"

ผมพูดโดยไม่ได้หันไปมอง ก่อนได้ยินเสียงเท้าเดินตามมา ช่วงขายาวๆ ของตามไม่กี่ก้าวก็เดินเข้ามาอยู่ข้างๆ ผม แสร้งหันมองไปทางอื่น แต่ปากบอกกับผม

"อยากกินสเต็ก"

"..."

"สเต็กร้านนั้นอะ"

"..."

"พลีสคงไม่รู้จักหรอกมั้ง"

ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนคว้ามือตามเดินข้ามถนนเพื่อตรงไปยังร้านสเต็กที่พูดถึง เป็นร้านสเต็กที่นิยมมากๆ ในหมู่นักศึกษา ร้านถูกตกแต่งด้วยสไตล์มินิมอลนิดๆ มีมุมสวยๆ สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป บางวันลูกเจ้าของร้านก็มานั่งเล่นกีตาร์อะคูสติกร้องเพลงให้ฟัง ที่สำคัญราคาอาหารไม่แพงแต่ได้เยอะจุใจ เนื้อชิ้นใหญ่ถูกเสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียงที่เลือกเองได้ว่าจะเอาข้าวสวย สปาเก็ตตี้ ไส้กรอก ไข่ดาว หรือมันฝรั่งอบ อยากกินไปหมดทุกอย่างแต่สั่งแค่สเต็กก็เพียงพอ เพราะความสามารถในการกินอาหารของผมมันลดลงตอนที่อยู่ในร่างพลีส คิดว่ากระเพาะของเขาคงเล็กนิดเดียว แต่สำหรับตามที่กินจุยิ่งกว่าพายุถล่มก็สั่งทุกอย่างรวมกันมาในจานขนาดเกือบเท่ายูเอฟโอ  

"หูว!" น้ำเสียงน่ารักๆ เปล่งออกมาผ่านใบหน้าที่กำลังมองอาหารตาวาว ผมได้แต่มองแล้วอมยิ้ม ก่อนหันไปรับส้อมและมีดจากพนักงานเสิร์ฟ แต่ในจังหวะนั้นมันเกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างกับร่างกายผม หัวใจเต้นแรงขึ้นมาซะเฉยๆ มือที่ถือมีดอยู่ก็พลันสั่นระริก อาจเป็นเพราะปลายมีดแหลมคมนั่นทำให้ผมหวาดกลัว   

 

เคร้ง!

 

ทั้งมีดทั้งส้อมหล่นกระทบจาน เสียงดังของมันเรียกสติผมกลับคืนมา ตามมองหน้าผมสลับกับมีดในจานก็เข้าใจได้ทันที จึงรีบเอื้อมมือมาคว้ามีดไปให้พ้นสายตาผม ผมสั่นหน้าเรียกสติอีกครั้ง ก่อนยิ้มกว้างให้ตามเพื่อบอกกับเขาว่าผมไม่เป็นอะไร ตามอมยิ้มนิดๆ ก่อนรีบปรับสีหน้าเป็นปกติ ทำหน้านิ่งแต่ยื่นมือมาหยิบจานสเต็กของผมไป

"หันหน้าไป"

"เราไม่เป็นอะไร"

"หันไป"

ไม่อยากขัด ผมจึงแสร้งหันไปอีกทาง แต่รู้ว่าตามกำลังใช้มีดหั่นสเต็กในจานให้ผมอยู่ ปากก็พูดพึมพำแต่ดังพอจะได้ยิน

"เวลาที่เธอสั่งให้เราหันหน้าหนีเลือด ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้นี่เอง"

"ชอบใจเหรอ"

"หันไป!"

"ครับๆ"

ตามใช้เวลาไม่นานก่อนเรียกผมให้หันกลับไป สเต็กทั้งสองจานถูกหั่นเรียบร้อยแล้ว ส่วนมีดทั้งสองเล่มก็ถูกซ่อนเอาไว้หลังกล่องทิชชูเพื่อไม่ให้ผมเห็น หลุดยิ้มกับความน่ารักเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่ยังเก๊กหน้านิ่งอยู่

"อย่ามายิ้ม เราโกรธเธออยู่"

"ไม่โกรธได้ไหม เราเสียใจนะ"

"หึ!"

"ตาม"

"..."

"ที่รัก"

"ถ้ารักก็อย่าไปไหนสิ" ตามพูดแค่นั้นแล้วจิ้มเนื้อสเต็กเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ไม่พูดไม่จาอีกเลย ผมเองก็ได้แต่ก้มหน้าเงียบใช้ส้อมเขี่ยชิ้นเนื้อไปมา 

"ถ้าเราเลือกได้"

"..."

"เราก็ไม่อยากไปไหนเหมือนกัน"

ตามก้มหน้าหนีสายตาของผม จิ้มเนื้อยัดเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า 

"ถ้าเป็นไปได้"

"..."

"เราก็อยากแก่ตายไปพร้อมเธอ"

 

เคร้ง!

 

ผมสะดุ้งนิดหนึ่งตอนที่ตามจงใจทิ้งช้อนในมือลงบนจาน เงยหน้ามองผม ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ผมคงหลุดขำกับใบหน้าของตามที่แก้มป่องได้ที่เพราะถูกยัดเข้าไปด้วยอาหารแต่กลับตลกไม่ออกเพราะแววตาสองข้างของอีกคนกำลังเอ่อล้นด้วยน้ำตาพร้อมจะไหล ตามกำลังกดกลั้นมันเอาไว้ด้วยการกัดริมฝีปากสั่นของตัวเองพลางขบกรามแน่น ดูเหมือนตามจะสงบใจลงได้ หันหน้ามองไปทางอื่นแล้วพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ แต่วินาทีเดียวก็หันขวับกลับมามองผมแล้วถามน้ำเสียงหงุดหงิด

"เราร้องไห้ได้ไหม"

"..."

"เราทนไม่ได้ว่ะ"

กลายเป็นผมที่ชิงน้ำตาไหลไปก่อนตาม ขณะที่อีกคนก็หลับตาลงช้าๆ ให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ตั้งแต่ที่ผมกลับมา เราพูดคุยกันด้วยน้ำตาบ่อยกว่าบทสนทนาเสียอีก ทั้งที่ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลยแต่เราก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความเสียใจโดยที่เราทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ    

"เราไม่รู้จะทำยังไงแล้วแสง"

"..."

"เรารักเธอมาก"

"..."

"เราไม่อยากให้เธอจากไปไหน"

"..."

"แต่เราไม่รู้วิธีที่จะรักษาเธอเอาไว้ให้นานที่สุด"

ผมได้รับความรักจากตามมามากมายในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และได้รู้ว่ามันคือรักแท้ในวันที่ผมได้ตายจากไป เขายังทำให้ผมรู้สึกเสมอว่าผมคือคนที่โชคดีที่สุดในโลก ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่อีกสักกี่ครั้งก็ยังไม่รู้เลยว่าจะมีคนที่รักผมได้เท่ากับตามไหม ผมไม่เคยลืมสัญญาที่บอกว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แม้ร่างกายถูกเผามอดไหม้ วิญญาณต้องสูญสลายไปแต่ความรักของผมยังอยู่ มันจะไม่มีวันหายไปไหนและนั่นคือคำว่าตลอดไปที่ผมให้ตามได้

"แสง"

ผมเงยหน้ามองตามในตอนที่เรียกผมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

"เธอน่าจะบอกให้เราเคี้ยวก่อนพูด"

"ฮะ?"

"หมูเกือบติดคอ"

ผมหลุดขำพรืด ไม่ทันตั้งตัวกับมุกตลก ไม่แน่ใจว่าขำได้ไหมเลยพยายามจะกลั้น แต่ก็หัวเราะออกมาอีกจนได้ตอนที่ตามเองก็ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วเคี้ยวชิ้นเนื้อที่ยัดแน่นอยู่ในปาก เคี้ยวหมดปากก็เรียกผมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"แสง"

"..."

"เวลาที่เหลืออยู่"

"..."

"มาใช้มันให้คุ้มกันเถอะ"

ผมพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ในที่สุดแล้วตามก็เป็นคนที่เข้มแข็งอยู่เสมอ เราต่างเสียใจจนพอเพื่อที่จะยอมรับความเป็นจริง หลังจากนี้ไปผมจะใช้ทุกวินาทีอย่างดีที่สุด...    

"สั่งเพิ่มได้ป่ะ อยากกินไส้กรอกอีก"

"ได้สิ"

"เธอจ่ายนะ"

"ยืมเงินพลีสก่อนไง เดี๋ยวเธอใช้คืน"

"แง้! ไม่มีตังค์!"

และเมื่อถึงวินาทีที่ไม่มีผมแล้ว ขอให้ตามอย่าได้เจ็บปวดหรือร้องไห้อีกเลย...ขอแค่นั้นจริงๆ 

 

...

 

"เออ แล้วพี่ต่อเป็นยังไงบ้าง"

ตามหันมองผมที่ถามถึงพี่ต่อขึ้นมาในระหว่างทางที่กำลังเดินกลับไปส่งตามที่หอ

"คุยกันรู้เรื่องแล้ว แต่เขาก็ยังเสียใจอยู่ คงต้องใช้เวลาสักหน่อย นี่ยังไม่ยอมไปทำงานเลย" 

"ถึงว่าล่ะ ไม่ยอมติดต่อมาเลย"

"ทำไมพี่ต่อต้องติดต่อกับเธอด้วยไม่ทราบ!"

"ก็ผมคือพลีสนี่ครับ"

"อ๋อ...เออ"

ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ขณะที่ตามแสดงสีหน้าจ๋อยๆ ก่อนพูดความรู้สึกตัวเองออกมา

"ถ้าเธอไปแล้ว เราไม่รู้จะมองหน้าพลีสยังไงเลย"

"ทำไมอะ"

"เราเคยจูบพลีสด้วยนะ ถ้าพี่ต่อรู้ไม่เอาเราตายเหรอ"

"เธอจูบเราต่างหาก"

"แต่นั่นมันปากพลีสนะ"

"..."

"โคตรนิ่มเลยแหละ"

"นี่!" ผมยกมือฟาดแขนตามไปทีหนึ่งเพราะความทะเล้นนั้น ก่อนอีกคนจะคว้ามือนั้นเอาไปจับไว้ แล้วเดินต่อไปด้วยกัน ก่อนที่เราจะพากันหยุดเพราะมองไปเห็นกลุ่มคนที่ยืนล้อมเป็นวงอยู่ที่มุมถนน แสงไฟกะพริบจากรถกู้ภัยบ่งบอกว่านั่นคงจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ตามจึงรีบดึงมือผมไปอีกทาง

"ไปเหอะ น่ากลัว"

"อื้อ"

ผมตอบรับเพราะเห็นด้วย แต่ในจังหวะนั้น มีหนึ่งคนที่ยืนอยู่ถอยหลบ สายตาผมจึงหันไปเห็นคนเจ็บที่นั่งอยู่กับพื้น ขาผมหยุดชะงัก ปล่อยมือออกจากตามแล้วรีบก้าวเท้าเข้าไปตรงนั้น

"สายป่าน"

ผมฝ่าวงล้อมของผู้คนเข้าไปหาสายป่านที่นั่งอยู่กับพื้นถนน ผมไล่สายตาสำรวจร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยถลอกและแผลลึกที่มีเลือดไหล เลื่อนสายตาไปยังคนเจ็บอีกคนที่ดูจะอาการหนักกว่าซึ่งกำลังถูกหน่วยกู้ภัยรุมช่วยเหลือ รอยเลือดเลอะถนนทำเอาผมต้องหันขวับกลับไปมองคนที่มาด้วย ตามยืนนิ่งวางสายตาอยู่ที่สายป่านแต่ความกลัวทำให้ไม่กล้าเดินเข้ามา ผมจึงต้องบอกให้เขายืนอยู่ตรงนั้น เพราะเดี๋ยวจะต้องลำบากหน่วยกู้ภัยเก็บไปอีกศพ 

"สายป่าน"

สายป่านเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงเรียก ทันทีที่เห็นผมบอน้ำตาก็แตกทะลัก

"พี่พลีส!"

ผมคุกเข่าลงกับพื้นก่อนสายป่านยกสองแขนโผเข้ากอดผมทันที 

"พี่พลีส เพื่อนหนู นั่นเพื่อนหนู"

ผมเลื่อนสายตามองเด็กนักเรียนอีกคน ไม่อาจคาดเดาอาการบาดเจ็บของเด็กคนนั้นแต่ก็ทำได้เพียงปลอบใจสายป่านที่กำลังฟูมฟาย

"ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร พี่อยู่นี่แล้ว"

"หนูกลัว"

"ไม่เป็นไร พี่อยู่นี่ ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไรนะอ้วน"

"พี่..."

"แล้วหนูเป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

ใบหน้าเลอะน้ำตาเงยขึ้นจ้องหน้าผมแต่ไม่ยอมตอบ มองนิ่งอยู่อย่างนั้นจนผมต้องยกแขนเขย่าร่างพลางถามเสียงดัง

"อ้วน! เจ็บตรงไหน! บอกพี่สิ!"

"เจ็บขา หนูเจ็บขา"

จบคำสายป่าน คนจากหน่วยกู้ภัยก็ตรงเข้ามาช่วยเหลือ ผมถูกกันให้ออกมาจากตรงนั้นแต่สายป่านไม่ยอมปล่อยมือผม

"ไม่เป็นไร พี่อยู่นี่"

ได้แต่ปลอบใจเพียงเท่านั้น ปล่อยให้คนตรงนั้นช่วยปฐมพยาบาลให้สายป่าน ผมได้ยินว่าน้องอาจจะขาหักก่อนทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สายป่านถูกนำตัวขึ้นรถกู้ชีพเพื่อพาไปยังโรงพยาบาล

ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเพราะทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่ตามเข้ามาดึงมือพาขึ้นแท็กซี่แล้วรีบตามไปที่โรงพยาบาล ความห่วงกังวลทำจิตใจไม่เป็นสุข แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องรวบสติให้อยู่กับที่ หยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์แม่ที่จำได้ดีเพื่อโทรบอกให้รีบมา ไม่ลืมที่จะให้ความสนใจอาการของเด็กนักเรียนอีกคนที่ได้ยินว่าปลอดภัยดีเพื่อที่จะได้บอกกับสายป่านให้สบายใจ ความร้อนรนของใจลดลงช้าๆ ในตอนที่สถานการณ์สงบลงจึงคลายกังวล ผมหายใจได้ทั่วท้องแล้วหันมองคนข้างๆ ที่ยืนอยู่ด้วย  

"ตาม"

"ฮึ?"

"ไหวป่ะ

"อือ" ตามตอบรับอยู่ในลำคอ ผ่านใบหน้าซีด เหงื่อผุดเป็นเม็ด ผมจึงรีบดึงมือตามมานั่งที่เก้าอี้ก่อนหน้ามืดเป็นลมไป ปกติตามจะมีอาการแบบนี้เฉพาะเวลาที่มองเห็นเลือด ถ้าเลือดพ้นสายไป ครู่เดียวก็หาย แต่นี่พักใหญ่ๆ แล้วยังไม่ทุเลาซ้ำยังดูเหมือนจะอาการหนักกว่าเมื่อครู่อีก

"ไม่เป็นไรนะ ตรงนี้ไม่มีเลือดแล้ว"

ตามฝืนยิ้ม หันหน้าหนีไปอีกทางแล้วยกนิ้วชี้มาที่ตัวผม เมื่อก้มลงมองก็สบถคำหยาบลั่น ดีดตัวออกมาจากตามด้วยความเร็วแสง 

"เชี่ย!"

เสื้อนักเรียนที่สวมอยู่เลอะไปด้วยเลือด คงเปรอะเปื้อนตอนที่กอดสายป่าน

"แล้วทำไมไม่บอก!"

"ก็เราอยากอยู่ข้างๆ เธอนี่"

ความหวังดีทำผมเถียงอะไรไม่ออก ได้แต่ถอยห่างออกมาก่อนเพื่อความปลอดภัยของตาม ตามยังเงยหน้ามอง ทำปากเบะยื่นมือข้างหนึ่งมาหาผม

"อยากอยู่ใกล้ๆ"

"ไม่ต้องเลย อยู่ตรงนั้นแหละ"

ตามก้มหน้าหงอย ไม่ฝืนร่างกายที่กำลังแย่ และในตอนนั้นก็มีบุรุษพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาเรียกหาญาติของสายป่าน ผมลืมตัวจึงตอบรับแล้วเดินตามเข้าไปหาสายป่านที่เตียงคนไข้ สายป่านยิ้มได้ตอนที่รู้ว่าเพื่อนปลอดภัย ส่วนตัวเองขาหักแน่นอนและกำลังรอย้ายไปยังห้องเอ็กซเรย์ 

"เจ็บไหม"

"มันชาๆ ค่ะ ขาหนูใหญ่กว่าเดิมอีก ดูสิ"

"อ้วนเอ๊ย"

สายป่านยิ้มจนตาหยี ก่อนยกแขนมองคล้ายกำลังสำรวจรอยแผลที่ได้มา 

"พี่โทรหาพ่อแม่ให้แล้ว พ่อแม่กำลังมานะ"

สายป่านเงยหน้ามองผมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ

"พี่รู้เบอร์พ่อแม่หนูได้ไง โทรศัพท์หนูพังยับเลย"

ในหัวกลวงไม่มีคำพูดเหมือนทักษะการแก้ตัวเลือนหายไปชั่วขณะ ก่อนสายป่านจ้องหน้ารอเอาคำตอบ ผมจึงพูดไปอย่างข้างๆ คูๆ 

"พี่โทรเข้าไปที่ร้านน่ะ หาเบอร์จากอินเตอร์เน็ตก็เลยเจอในเพจเฟซบุ๊ก"

"ไม่มี"

"ฮะ?"

"ร้านแม่ไม่มีเพจเฟซบุ๊ก"

จริงด้วย...

"พี่เอาแต่เรียกหนูว่าอ้วน"

"..."

"พี่กอดหนู"

"..."

"พี่เป็นห่วงหนู"

"..."

"เหมือนพี่เป็น..."

"สายป่าน!" คำพูดของสายป่านถูกแทรกด้วยเสียงของพ่อที่รีบร้อนเดินเข้ามาพร้อมกับแม่ ได้จังหวะที่ผมจะเอาตัวรอดก็เลยรีบบอกลา

"พ่อกับแม่สายป่านมาแล้ว พี่ไปก่อนนะ" พูดอย่างไวก่อนก้าวเท้าออกมาให้ไวกว่า แต่เสียงของสายป่านที่เอ่ยเรียกผมเอาไว้มันทำให้สัญชาตญาณตอบสนองด้วยการหันหลังกลับไปในทันทีเพราะน้องกำลังเรียกผม...หมายถึงเรียกชื่อที่แท้จริงของผม...

 

"พี่แสง"

 

To be continued.

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 433 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1062 หลานหุ้ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 05:10
    จะจมน้ำตาตายแล้วไรท์จ๋า
    #1,062
    0
  2. #953 mileyduchess (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 13:34
    ตามน่ารักมากจนใจเจ็บแล้วนะ ไม่อยากให้หลังจากนี้ตามต้องกลับมาเสียใจหนักๆ อีกแล้ว แต่ตามก็หนีความจริงไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายก็ต้องรับความจริงที่จะเกิดขึ้นอยู่ดี เห้อ มันอึดอัดและเจ็บหัวใจไปหมดแล้ว
    #953
    0
  3. #919 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 01:06
    ถ้าถึงตอนที่แสงต้องไป เราจะไหวอยู่ไหมคะ แค่นี่ก็ตาปวดแน้ว
    #919
    0
  4. #857 ValentainTY (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 19:21
    ไม่ใช่แค่ทุกตัวละครในเรื่องที่ผ่านมันไปยากนะ คนอ่านนี่ก็ทรมานชิบ....เลย ยากโครตรๆ T-T
    #857
    0
  5. #694 LilacSky (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 15:43
    น้ำตาจะไหลทุกตอนเลย
    #694
    0
  6. #604 PPsry (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 11:52
    เศร้ากว่านี้อีกมั้ยเนี่ย โอ๊ยยยย น้ำตาจะหมดตัวแล้วนะ
    #604
    0
  7. #500 jogod (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 13:48
    มันเศร้าจริงๆนะ แต่คิดอีกมุมก้อคือโชคดีที่มีโอกาสได้กลับมาพูดคุยกับคนที่รักอีกครั้งนึง ได้ปรับความเข้าใจ ได้ร่ำลา แสงคงได้ลากับทุกคนก่อนจะจากไป น้องสายป่านก้อน่าจะรู้สึกหล่ะถึงเรียก สงสารจัง
    #500
    0
  8. #499 --M=o=D-- (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 23:06
    เวลาที่เหลืออยู่มาทำให้คุ้มค่าที่สุดเถอะ เป็นคำพูดที่ทัชจริงๆ คือเราไม่มีทางรู้เลยว่าต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะได้อยู่กับคนรักนานแค่ไหน จะรักกันจรืงๆมั้ย มันคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ฮึก แล้วถ้าหายแบบที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่น่าจดจำ ยิ่งแย่ไปใหญ่ แบบนี้แหละดีที่สุดปล้ว ทั้งต่อตามและต่อแสง งื้อออ
    #499
    0
  9. #498 Mu--Mu (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 21:29
    โอ๊ยยยยย บีบใจมาก
    #498
    0
  10. #496 ttbluewp (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 10:20
    อ่านแล้วมันเศร้าๆยังไงก็ไม่รู้อะแงงงง
    #496
    0
  11. #495 FAH_ARMY1 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 01:18

    เศร้ามากๆ
    #495
    0
  12. #494 BABYzPCY (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 00:15
    แงงงงงง
    #494
    0
  13. #493 Fiesta Blue (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 23:45
    เดาไม่ออกเลยจะจบยังไง แต่บอกเลยว่าสองสามตอนที่ผ่านมานี่อินจนนั้มตาไหลเลยㅠㅠ
    #493
    0
  14. #492 Angie Yada (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 23:12
    เอาจริงๆคือ สงสารน้องพลีสเหมือนกันนะ น้องไปไหนแร้ว
    #492
    0
  15. #491 Angie Yada (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 23:12
    แสงคือดีจริงๆเลยอ่ะ แต่ให้อยู่ต่อไปก็คงยาก พลีสอีกอ่ะ;——-;
    #491
    0
  16. #490 lp.. (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 23:11
    อยากให้ทั้งแสงทั้งพลีสอยู่ทั้งคู่แต่มันเป็นไปไม่ได้ คนนึงอยู่อีกคนก็ต้องไป TT
    #490
    0
  17. #489 LadyBear (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 23:09
    แงงง อ่านไปก็ร้องไห้ไป แต่ก็มีความคิดตลอดว่าสักวันแสงก็จะต้องจากไปอีกครั้ง ฮืออ น้ำตาไหลพราก
    #489
    0
  18. #487 fahsiwaa (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 22:19

    ฮืออออออ เราอยากร้องไห้มากๆ อินสุดๆ
    #487
    0
  19. #486 pcxyaek (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 21:59
    อยากให้เทอมีชีวิตที่ดีกว่านี้จัง
    #486
    0
  20. #485 cat250613 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 21:57

    ขอให้ตามและทุกๆคนเข้มแข็งและผ่านเหตุการณ์ต่างๆไปได้ด้วยดี
    #485
    0
  21. #484 WhoopiePie (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 21:55
    ก็ยังคงร้องไห้อยู่ดี แต่ก็โล่งใจที่ตามเข้มแข็ง ยอมรับ และพยายามเข้าใจว่ายังไงแสงก็ต้องไป แต่น้องก็ยังมารู้สึกได้อีกว่านี่คือพี่แสง โอยยยย น้ำตามาอีกแล้วค่า TT
    #484
    0
  22. #483 kunkyu (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 21:53
    ฮือ ยังไม่อ่าน แต่อ่านแค่ชื่อตอนก็ร้องไห้รอแล้ว
    #483
    0