[END] เพียงควัน

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 19 : ตั้งแต่ที่เธอจากไป เราก็ใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,929
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 445 ครั้ง
    12 ม.ค. 64

ตอนที่ 19

ตั้งแต่ที่เธอจากไป เราก็ใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำ

 

ตาม :

 

"ตาม!"

ผมไม่ได้ฟังเสียงเรียกของแสงที่พยายามจะรั้งผมเอาไว้ เดินออกมาจากตรงนั้นด้วยอารมณ์โมโหไม่มีสิ้นสุด ก่อนที่จะหันไปเห็นพี่นัทด้วยความบังเอิญ ผมรีบเดินเข้าไปหาก่อนที่อีกฝ่ายจะปิดประตูรถ

"พี่นัท ไปส่งตามหน่อย"

"ฮะ? เดี๋ยว"

ผมกำลังจะเดินไปขึ้นรถอีกฝั่ง แต่ถูกพี่ต่อวิ่งตรงเข้ามาเรียกพลางดึงแขนผมเอาไว้  

"ตาม!"

ผมสะบัดมือพี่ต่อทิ้ง ไม่ได้โต้ตอบอะไรแล้วรีบขึ้นรถ ท่ามกลางความงุนงงของเจ้าของรถ ผมสั่งให้เขารีบขับออกไป ขณะที่พี่ต่อพยายามที่จะเรียกและวิ่งตามมา

"ไม่ต้องจอดเหรอ"

"ไม่ต้องครับ"

"ใครเหรอ"

"คนบ้า"

ความโกรธทำให้ผมเลือกที่จะไม่สนใจใครทั้งนั้น ผมยังไม่พร้อมที่จะฟังคำอธิบายจากสิ่งที่ผมได้เห็นกับตา แม้ทบทวนเป็นร้อยครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลของการกระทำนั้นมันคืออะไร ผมหวังให้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมเพียงแค่โกรธเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หาย ผมบอกตัวเองแบบนั้น

"มีเรื่องอะไรหรือเปล่าตาม"

"..."

"เล่าให้พี่ฟังได้นะ"

ผมหันมองมือของพี่นัทที่ปล่อยจากพวงมาลัยแล้วเลื่อนมากุมมือผมเอาไว้ อาจต้องการปลอบโยนกันแต่ผมกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นจึงรีบดึงมือตัวเองออก

"พี่นัทจอดที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้าก็ได้"

"เดี๋ยวพี่ไปส่งที่หอ"

"ไม่เป็นไรครับ ตามจะลงข้างหน้า"

"เห็นพี่เป็นแท็กซี่หรือไง ถ้าตามมีเรื่องไม่สบายใจ เดี๋ยวเราไปหาที่เงียบๆ คุยกัน มีอะไรเล่าให้พี่ฟังก็ได้ เดี๋ยวคืนนี้พี่อยู่เป็นเพื่อน"

"ตามจะลงข้างหน้า"

ผมได้รับคำโต้ตอบเป็นเสียงถอนหายใจแรงๆ ที่จงใจให้ผมได้ยิน ก่อนพี่นัทจะเบรกกะทันหันจนเกือบหัวทิ่ม ไม่ทันจะถึงป้ายรถเมล์ที่ผมขอให้เขาไปส่งด้วยซ้ำ   

"ขอบคุ..."

"ไม่ต้องขอบคุณ ลงไป"

ดูท่าว่าผมจะทำให้พี่นัทอารมณ์เสียแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณที่เขาพาผมออกมาจากตรงนั้นอย่างได้จังหวะ ผมก้าวเท้าช้าๆ เดินต่อไปยังป้ายรถเมล์ที่ทั้งเงียบและมืด ดึกดื่นเกินกว่าจะเป็นเวลาที่ผู้คนจะสัญจรจึงแทบจะไม่มีรถผ่านมาตรงนี้สักคัน ท่ามกลางความเงียบในระหว่างที่นั่งรอนั้น มือถือผมสั่นเพราะสายเข้า รวมถึงข้อความทางไลน์ที่ดังไม่หยุด  

 

"ตามอยู่ไหน พี่จะไปหา"

"ตามตอบพี่หน่อย"

"รับสายพี่สิ"

 

สมองผมว่างเปล่าเกินกว่าจะตอบโต้กับใครในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครที่โทรมา ผมก็ไม่พร้อมที่จะพูดคุย ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้งแล้วลุกขึ้นยืน ตัดสินใจที่จะเดินกลับหอแทนที่จะนั่งรออย่างดูไม่มีจุดหมาย

ผมคิดว่าตัวเองเดินมาไกลแต่มันยังไม่ได้ถึงครึ่งทาง คงเพราะสมองกำลังย้ำคิดถึงเรื่องของแสงและพี่ต่อวนเวียนอยู่อย่างนั้น ร่างกายผมจึงค่อยๆ ช้าลง ในบางวินาทีผมหยุดอยู่กับที่โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป   

 

"ครืด...ครืด..."

 

            มือถือที่เงียบไปสักพักใหญ่สั่นขึ้นมาอีกรอบ ผมคิดว่าตัวเองสงบลงกว่าเมื่อครู่แล้ว ไม่ว่าใครจะโทรเข้ามา ผมก็คงจะใจเย็นพอที่จะพูดคุยกับ...

 

"พ่อ"

 

หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อสายที่โทรเข้ามากลายเป็นพ่อ จึงรีบคลายความสงสัยด้วยการกดรับ ไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากว่าอะไรพ่อก็พูดขึ้นมาก่อน

"พี่ต่อรถคว่ำ พ่อกับแม่กำลังจะไปโรงพยาบาล ตามอยู่ที่ไหนลูก" ด้วยประโยคนั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่า ประสาทการรับรู้ของตัวเองนั้นชำรุดเสียหายจึงได้ยินไม่ชัดนัก ผมไม่เข้าใจที่พ่อพูดเลย 

"ตาม"

"..."

"ตาม!"

ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรพ่อ ไม่ได้สนเสียงเรียกของพ่อพลางลดมือข้างที่ถือโทรศัพท์ลงช้าๆ หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับลืมวิธีที่จะเคลื่อนไหว

โรงพยาบาล

เป็นคำแรกที่คิดขึ้นมาได้ตอนที่สติหวนกลับคืน ผมรีบพาตัวเองไปที่นั่นให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเห็นพ่อกับแม่ยืนอยู่แล้วที่หน้าห้องฉุกเฉิน  

"ตาม"

"พี่ต่อเป็นไงบ้าง"

"หมอยังไม่ออกมาเลย"

"พ่อกับแม่เข้าไปดูไม่ได้เหรอ"

"เราเข้าไปไม่ได้นะลูก"

"พ่อกับแม่เป็นหมอไม่ใช่เหรอ ต้องเข้าไปได้สิ แค่เข้าไปดูว่าพี่ต่อเป็นยังไง!"

"ตามใจเย็นๆ"

"แต่พี่ต่ออยู่ในนั้น!"

"ใจเย็นๆ แล้วนั่งลง!" เสียงดังของพ่อดุผมพลางกดไหล่ให้นั่งลงบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน ความคิดในหัวผมพลุ่งพล่านเกินกว่าจะนั่งใจเย็น แต่สองมือของพ่อบีบไหล่ผมแน่นให้อยู่กับที่จนเจ็บแปลบ อ้อมกอดของแม่ช่วยบรรเทาความวู่วามจนกระทั่งทั้งร่างกายและความคิดสงบลงอย่างช้าๆ

"พี่ต่อไม่เป็นอะไร เชื่อพ่อสิ"

คำปลอบโยนของพ่อบอกกับผมอย่างนั้นก่อนที่ผมจะตั้งสติได้ การรอคอยหน้าห้องนั้นเนิ่นนานกว่าความเป็นจริง เพราะใจเอาแต่คิดถึงความปลอดภัยของคนที่อยู่ข้างใน จนกระทั่งคนเป็นหมอเดินออกมา ด้วยสัญชาตญาณ สองตาผมหลับแน่นพลางเบือนหน้าหนีคราบเลือดที่เลอะเสื้อกาวน์สีขาว ทั้งพ่อและแม่รู้ดีถึงความกลัวจึงดึงให้ผมถอยห่าง แต่สองหูผมยังได้ยินชัดถึงอาการของพี่ต่อที่หมอพูดถึง ผมไม่เข้าใจศัพท์ทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในบทสนทนาของคนที่เป็นหมอทั้งหมดที่ยืนอยู่ตรงนี้ แต่สุดท้ายผมจับใจความได้ว่าอาการของพี่ต่อยังไม่พ้นขีดอันตราย ก่อนถูกย้ายตัวไปอีกห้อง

"ไหนพ่อบอกพี่ต่อไม่เป็นไร"

"พี่ต่อไม่เป็นอะไร พี่ต่อจะต้องไม่เป็นอะไร"

พ่อแค่ย้ำให้ผมเชื่อแบบนั้น ทั้งที่ความจริงแม้แต่พ่อหรือแม่เองก็คงกังวลอยู่ไม่น้อย มันเจ็บปวดตรงที่ ทั้งพ่อและแม่ทำได้แค่ยืนอยู่เฉยๆ ไร้ความสามารถที่จะช่วยเหลือเพื่อให้พี่ต่อดีขึ้นกว่านี้ ผมไม่อาจทนมองพี่ต่อที่นอนอยู่ในสภาพนั้นได้นานกว่านี้ จึงถอยออกมาหลบมุมนั่งอยู่ห่างๆ พลันความคิดกำลังก่อตัวเป็นความว้าวุ่น

ผมเพิ่งจะเจอกับพี่ต่อ พี่ต่อยังโทรหาผม ส่งข้อความหาผม พี่ต่อกำลังจะมาหาผม...เพราะว่าเขากำลังจะมาหาผม 

"แสงเทียน!"

ผมหลุดออกจากความคิดหลังจากได้ยินชื่อนั้น จริงสิ...แสงเทียน

เรื่องของพี่ต่อทำให้ผมลืมแสงไปเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้จะถึงบ้านหรือยัง แม้ว่าผมจะยังโกรธเคืองแค่ไหนแต่ในตอนนี้กลับรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล แค่อยากมั่นใจว่าคืนนี้แสงจะถึงบ้านอย่างปลอดภัยจึงหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหา เสียงรอสายดังอยู่นานและสุดท้ายไม่มีคนรับ

"นั่นไม่ใช่แสงหรอก ไม่ใช่แสงลูกของเราหรอก"

"พ่อ"

"เรากลับกันเถอะ เดี๋ยวลูกกลับบ้านมาแล้วจะไม่เจอใคร"

บทสนทนาจากหน้าห้องฉุกเฉินผ่านน้ำเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเสียจนต้องลุกเดินไปดู ก่อนที่จะเห็นครอบครัวของแสงยืนอยู่ตรงนั้น แทนที่จะรีบตรงเข้าไปหา แต่สองเท้าผมกลับเดินช้าลง เพราะประโยคถัดมาของสายป่านที่ดังชัด

"พ่อ! นั่นพี่แสง!"

"..."

"นั่นพี่แสง"

"..."

"พี่แสงตายแล้วพ่อ"

เท้าของผมเดินไปถึงหน้าห้องนั้นพอดีหลังจบประโยคนั้น ทุกสิ่งรอบกายกลับมาอื้ออึงอีกครั้ง และคราวนี้ทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่เนิ่นนาน กระทั่งเสียงของแม่แสงเอ่ยเรียกผม

"ตาม"

"..."

"ตามเข้าไปไม่ได้นะลูก!"

ไม่ได้ฟังเสียงห้าม ผมเดินผ่านครอบครัวของแสงตรงเข้าไปยังเตียงผู้ป่วยที่มีหนึ่งคนนอนนิ่งอยู่บนนั้น ผมสะบัดทุกฝ่ามือที่เข้ามาเกาะกุม ไม่สนทุกเสียงร้องห้าม แล้วก้าวเท้าเข้าไปมองหน้าคนตรงนั้นและการมองเห็นนั้นมันก็ย้ำให้ชัดว่านั่นคือแสง ไล่สายตามองแสงหัวจรดเท้าด้วยร่างกายที่ไม่ยอมขยับเคลื่อนไหว

ทั้งสิ่งที่ผมเห็นและเสียงของใครสักคนที่ย้ำให้ได้ยินว่าแสงตายแล้วแต่ผมไม่เชื่อ ถ้าผมลองเรียกแสงดูสักครั้ง แสงอาจจะตื่นก็ได้

"แสง"

ถ้าหากว่าแสงได้ยินเสียงของผม แสงจะต้องลุกขึ้นมาแน่ๆ

"แสง"

บางทีเสียงของผมอาจดังไม่พอให้แสงได้ยิน หากว่าผมจะลองเรียกอีกสักครั้ง

"แสงเทียน"

ถ้าหากว่า...

"พอได้แล้ว"

เสียงของคนข้างๆ บอกกับผมอย่างนั้น ความเงียบงันบอกให้ผมได้รู้และย้ำทุกอย่างให้ชัดจนไม่อาจโกหกตัวเองได้อีกต่อไป เป็นครั้งแรกที่ผมเพิกเฉยต่อรอยเลือดที่อาบทั้งร่างของคนตรงหน้า ไม่มีความกลัว ไม่มีทั้งน้ำตาและคำพูดใด ก่อนโน้มตัวลงโอบกอดร่างกายที่ยังอบอุ่นแต่ไม่ไหวติง กระชับกอดแน่นราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งชิงเอาแสงของผมไป...อย่าเอาแสงของผมไป...ได้โปรดอย่าเอาเขาไปจากผมเลย

 

ชั่วโมงก่อนแสงยังยืนอยู่ตรงหน้าผม เรายังมองหน้ากันอยู่ เรายังคุยกันอยู่ แล้วทำไมตอนนี้แสงถึงเหลือเพียงร่างที่ไร้ลมหายใจ จากผมไปโดยไม่ล่ำลา ผมคาดหวังให้มันเป็นแค่ความฝันแต่สมองดันรู้ดีว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง ถึงอย่างนั้นร่างกายมันก็ยังไม่ตอบสนองต่อความเสียใจ ยังคงไม่มีแม้แต่หนึ่งหยดน้ำตาหรือว่าคำพูดใดที่จะฟูมฟายออกมาให้การสูญเสียครั้งนี้ คงเป็นเพราะผมไม่อาจทำใจให้เชื่อ...แค่ไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง

 "ตาม"

"..."

"ตามลูก"

ผมเงยหน้ามองทั้งแม่ของแสงและแม่ของผมที่เดินเข้ามาหา ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่กับพื้นของโรงพยาบาลเพื่อรอให้พ่อกับแม่ของแสงจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย   

"ตามกลับไปอาบน้ำก่อน เนื้อตัวเลอะเลือดไปหมดแล้ว"

"..."

"ตามกลัวไม่ใช่เหรอ รีบไปล้างตัวเถอะนะ"

สิ่งเดียวในตัวแสงที่หลงเหลืออยู่กับผม มีเพียงคราบเลือดที่ผมหวาดกลัวเสียยิ่งกว่าสิ่งใด แต่การจากไปของแสงมันทำให้ผมหลงลืมที่จะต้องกลัวหรือรู้สึกอะไร  

"มันเป็นเลือดของแสงครับ"

"..."

"เป็นเลือดของแสง"

แม่ของแสงมอบความอบอุ่นให้ผมด้วยอ้อมกอดหลวมๆ ไม่มีความเข้มแข็งหลงเหลืออยู่ในตัวผม ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะโต้ตอบอ้อมกอดนั้นด้วยซ้ำไป

"กลับบ้านกันก่อนนะตาม เดี๋ยวแม่ไปส่ง" แม่ดึงมือผมให้ลุกขึ้น ก่อนผมจะทำตามที่บอกด้วยการยอมกลับบ้านก่อน ทว่าในตอนนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีอีกคนที่ผมต้องห่วง     

"พี่ต่อล่ะครับ"

"พ่อจะอยู่กับพี่ต่อ ตามไม่ต้องห่วง"

พระเจ้าประทานหนึ่งวันที่โหดร้ายเกินกว่าที่ผมจะรับไหว ผมมองเห็นทั้งความเจ็บปวดและการจากไปของคนที่ผมรัก ผมตะโกนให้พระเจ้าช่วยแต่พระเจ้าไม่ฟังคำขอของผมเลย ทุกสิ่งยิ่งตอกย้ำทำให้รู้ว่าตัวผมไร้ความสามารถที่ช่วยเหลือหรือปกป้องใครเอาไว้ได้ และยิ่งไปกว่านั้น หัวใจผมมันเอาแต่โทษตัวเองไม่หยุดพัก อย่างกับผมเป็นต้นเหตุของทุกเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น ถ้าผมกับแสงไม่ทะเลาะกัน ถ้าผมไปส่งแสงที่บ้าน ถ้าพี่ต่อไม่มาหาผม...ทุกอย่างจะไม่เป็นแบบนี้เลย

            ...

 

ที่งานศพของแสง ผมคิดว่าตัวเองจะฟูมฟายร้องไห้ พรั่งพรูคำพูดพร่ำเพ้อถึงแสงที่จากไป แต่กลับตรงกันข้าม ทั้งร่างกายและความคิดนิ่งสนิทกว่าที่ควรจะเป็น ผมคาดเดาเอาอย่างไม่มีหลักการว่าเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน สมองของผมจึงเผลอหยุดทำงานและไม่รับรู้ถึงความเสียใจใดๆ ที่มันควรจะเกิดขึ้น  

ด้วยเพราะนับถือคนละศาสนา ผมจึงไม่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมอะไรมากมายนักในงานศพของแสง แต่ก็พยายามที่จะอยู่ข้างๆ พ่อกับแม่แสงตลอดเวลา เผื่อว่าจะเรียกใช้หรือช่วยอะไรได้บ้างในหนึ่งวันที่วุ่นวายอยู่ไม่น้อย หลังจากผู้คนทยอยกลับเมื่อจบงานศพในคืนนั้น ผมช่วยงานอยู่บนศาลาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรให้ทำ จึงเดินหลบมาโทรศัพท์หาพ่อเพื่อถามถึงอาการของพี่ต่อ วันนี้พี่ต่อก็ยังไม่ฟื้น พ่อย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องห่วง พี่ต่อไม่เป็นอะไร ก็เพื่อให้ผมสบายใจไปอีกหนึ่งวัน  

ในตอนที่ผมกำลังเดินกลับเข้าไปในศาลา จึงหันไปเห็นกับพ่อแม่ของแสงที่ดูท่าทางรีบร้อนเหมือนกำลังจะออกไปไหนจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปหา

"มีอะไรหรือเปล่าครับ"

"ตำรวจโทรมาบอกว่าจับคนร้ายได้แล้ว เดี๋ยวพ่อกับแม่กลับมา ตามอยู่ที่นี่นะ"

"ผมไปด้วยครับ"

"ไม่ต้องไป"

"ผมต้องไป! ผมต้องรู้ว่ามันเป็นใคร!"

"รู้แล้วยังไงล่ะตาม เราจะทำอะไรได้ จะไปฆ่ามันหรือไง"

"ถ้าทำได้ผมก็จะทำ!"

"ถ้าทำได้ พ่อจะเป็นคนทำเอง!" เสียงตะคอกของพ่อแสงดังขึ้นในจังหวะที่ดึงแขนผมเอาไว้ให้อยู่กับที่ ความโกรธแค้นของเรามีไม่ต่าง แต่สติที่ควรยั้งคิดของผมนั้นวู่วามจนเกินไป  

"คิดว่าพ่อไม่อยากฆ่ามันเหรอ แต่เรารู้ดีว่าเราทำอะไรไม่ได้ ตามเองก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยู่รอที่นี่ เดี๋ยวพ่อกับแม่จัดการเรื่องนี้เอง"

มือที่กำแน่นค่อยๆ คลายออกช้าๆ ในตอนที่พ่อของแสงช่วยดึงสติของผมเอาไว้ ก่อนที่แม่ของแสงจะย้ำอีกครั้งเพื่อให้ผมรออยู่ที่นี่ 

"อยู่ที่นี่นะตาม"

"..."

"อยู่เป็นเพื่อนแสงนะ"

            ผมพยักหน้ารับ เพื่อทำในสิ่งที่พ่อกับแม่ของแสงขอ ผมเดินกลับขึ้นไปบนศาลา แล้วทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นและอยู่ไม่ห่างจากโลงศพของแสง มองดูรูปถ่ายที่หน้าศพและนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมคิดจะพูดกับเขา

"ยิ้มอะไร"

"..."

"คนใจร้าย"

ผมรู้สึกว่าคืนนี้มันหนาวกว่าปกติ ไม่รู้ว่าด้วยอากาศที่เย็นลงหรือเป็นเพราะความว่างเปล่ารอบกายและการหายไปของคนที่ผมรัก ภายใต้ดวงตาที่หลับสนิท ผมเอาแต่คิดถึงการจากลาครั้งสุดท้าย เราไม่น่าจากกันไปแบบนั้นเลย ทำไมแสงต้องทิ้งผมเอาไว้กับความทรงจำสุดท้ายที่มันเจ็บปวดแบบนั้น ทำไมเรื่องของเรามันถึงจบลงแบบนี้...

 

ทำผิดเอาไว้ยังไม่ขอโทษสักคำแล้วก็หนีไปแบบนี้ เธอกลัวว่าเราจะโกรธเหรอ ไม่ต้องกลัวหรอก กลับมาเถอะ เราไม่โกรธเธอก็ได้ ครั้งนี้เราจะยอมให้ กลับมาเถอะที่รัก เราไม่โกรธเธอแล้ว ไม่โกรธเธอสักนิดเลย

 

"แสง!"

ผมลืมตาขึ้นพลางยกมือจับแขนคนที่อยู่ตรงหน้า

"หนูเอง"

ผมคลายมือนั้นออกเมื่อเห็นว่าเป็นสายป่านที่กำลังเข้ามาคลุมผ้าห่มให้ผม

"หนูนึกว่าพี่หลับ กลัวว่าพี่จะหนาว"

"ขอบคุณนะ แล้วทำไมยังไม่ไปนอน"

"หนูนอนไม่หลับ" สายป่านว่าก่อนขยับมานั่งข้างๆ ผมกางผ้าห่มเพื่อคลุมร่างของเราทั้งคู่เอาไว้ให้คลายความหนาวเย็น สายป่านทิ้งหัวเล็กๆ ลงมาซบที่ไหล่ผม

"พี่ตาม ทำไมพี่ถึงไม่ร้องไห้เลย"

"..."

"หนูอยากเข้มแข็งแบบพี่ แต่ทำไม่ได้เลย คิดถึงพี่แสงจัง"

ในตอนนั้นน้ำตาของสายป่านก็ไหลออกมาพร้อมเสียงสะอื้น ผมได้แต่ปลอบประโลมผ่านการยกมือโอบไหล่แล้วตบเบาๆ ผมไม่ได้เข้มแข็งตรงกันข้ามคือผมกำลังอ่อนแอมากกว่าใคร ความอ่อนแอทำให้ผมต่อต้านความเป็นจริง ความอ่อนแอทำให้ผมไม่ยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และความอ่อนแอยังทำให้ผมยังหลอกตัวเอง...ว่าผมไม่เป็นอะไร     

           

...

 

            สองสามวันที่งานศพของแสงเต็มไปด้วยความยุ่งวุ่นวาย ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องคดี ผมได้เห็นหน้าของคนที่ฆ่าแสงแล้ว นอกจากแสงแล้วยังมีเด็กเคราะห์ร้ายอีกคนที่ถูกมันทำร้ายด้วยเพราะความเมามายจากฤทธิ์ของยาเสพติด แม้โกรธแค้นจนไม่คิดให้อภัยแต่ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย สำหรับผมต่อให้โทษสูงสุดของมันคือการประหารชีวิตก็ยังไม่เพียงพอกับความผิดที่มันได้ทำ ผมอยากให้มันได้รับโทษที่มากกว่านั้นอีกเป็นร้อยเป็นพันเท่า

และในช่วงเย็นๆ ของวัน ผมแวะมาหาพี่ต่อที่โรงพยาบาลเพราะรู้สึกเป็นห่วงที่ไม่ได้มาเยี่ยมด้วยตัวเองเลย พ่อบอกว่าอาการของพี่ต่อดีขึ้นแต่ภาพที่ผมเห็นก็ยังเป็นพี่ต่อที่ไม่ยอมตื่นขึ้นมาแม้ว่าผมจะลองเรียกอยู่หลายครั้ง ในขณะที่พี่ต่อหลับไปนานขนาดนั้น ผมยังไม่ได้นอนสักวันเลย ไม่มีวันไหนที่จะข่มตาลงเพื่อจะหลับได้เลย  

"พี่ต่อนอนนานเกินไปแล้ว รีบตื่นเถอะ"

"..."

            "ตอนนี้ตามต้องการพี่มากเลย" 

"ตาม"

ผมหันมองพ่อที่เดินเข้ามาเรียก 

"ทำไมยังอยู่ที่นี่อีก ใกล้จะถึงเวลาเผาศพแสงแล้วนะ ทำไมยังไม่รีบไป"

ผมรู้ดีไม่ได้ลืม คิดอยู่แล้วว่าจะไป แต่ในตอนนั้นผมก็มีเรื่องที่อัดอั้นอยู่เต็มอกจนต้องพูดมันออกมาให้พ่อฟัง 

"พ่อ"

"ว่าไงลูก"

"ตามทะเลาะกับพี่ต่อก่อนที่พี่ต่อจะรถคว่ำ"

"ทะเลาะกัน? ทะเลาะกันเรื่องอะไร"

"พี่ต่อจูบแสง"

"อะไรนะ"

"หรือแสงอาจจะจูบพี่ต่อก่อนก็ได้"

"..."

"ตามทะเลาะกับแสง ตามก็เลยไม่ได้ไปส่งแสงที่บ้าน ตามโกรธพี่ต่อ พี่ต่อก็เลยขับรถมาหาตาม"

"ตาม ไม่เป็นไรนะ..."

"พ่ออย่าบอกว่าไม่เป็นไร เพราะตามเป็นแน่ๆ แสงถูกแทงตาย พี่ต่อก็ยังไม่ฟื้น ทั้งหมดมันเป็นเพราะตาม เป็นความผิดของตาม เป็นเพราะตามคนเดียวเลยพ่อ"

"อย่าโทษตัวเองสิตาม"

พ่อยกสองมือขึ้นจับไหล่ หมุนตัวให้ผมหันไปมองหน้าพ่อ แม้ผมจะไม่ได้ร้องไห้แต่ความเสียใจแสดงออกชัดอย่างที่พ่อรู้จักผมดี

"ตามแค่กำลังเสียใจ ตามก็เลยเอาแต่โทษตัวเอง"

"..."

"แต่ตอนนี้ตามต้องไปงานศพของแสงก่อน เพราะถ้าตามไม่ไป ตามจะเสียใจมากกว่านี้ รู้ไหม"

ผมพยักหน้ารับคำพ่อก่อนที่จะเดินออกมาจากห้องนั้น ก่อนที่จะไปถึงงานศพของแสง ผมแวะร้านดอกไม้และสั่งกุหลาบช่อใหญ่ที่สุดเท่าที่ทางร้านจะจัดให้ได้เพื่อเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายสำหรับแสง

ผมมาถึงงานในตอนที่พิธีสวดทางศาสนาจบแล้ว แต่ยังทันที่จะส่งร่างแสงเข้าสู่เตาเผา ดูเหมือนว่ากุหลาบแดงในมือผมจะสะดุดตาจนคนในงานต่างพากันหันมอง

"ตาม หายไปไหนมา"

ผมไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อนคนหนึ่งที่หันมาเห็นผม แล้วก้าวเท้าเข้าไปในตอนที่ผู้คนเหล่านั้นถอยหลบให้ผมได้ไปยืนอยู่ที่หน้าโลงศพของแสงที่ถูกเปิดออกเพื่อให้เห็นใบหน้าของเขาเป็นครั้งสุดท้าย พ่อกับแม่ของแสงถอยห่างเพื่อให้ผมได้เข้าไปใกล้กว่านั้น หากเป็นก่อนหน้านี้ ผมคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ศพ แต่พอเป็นแสงความโหยหามันก็ถูกแทนที่ด้วยความกลัวที่ผมมีจนผมต้องการที่จะเข้าไปหาให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมก้มมองช่อกุหลาบในมือ เผยรอยยิ้มชื่นชมความสวยงาม ก่อนพูดออกมาเบาๆ

"กุหลาบแดง"

"..."

"ที่เธอชอบ"

ช่อกุหลาบในมือถูกวางลงในโลง ก่อนนิ้วมือของผมจะเลื่อนไปสัมผัสใบหน้าของร่างกายที่เย็นเฉียบและแข็งทื่อซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ในนิทรา และในวินาทีนั้นมันเป็นครั้งแรกที่ผมร้องไห้เพราะการจากไปอย่างไม่กลับมาของแสง คล้ายจิตสำนึกของผมเพิ่งรู้ตัวว่าร่างกายของผมจะต้องหลั่งน้ำตาเพื่อให้ผมยอมรับเสียทีว่า...ผมกำลังเสียใจ 

ในวังวนของความคิด ผมไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไร มีความโกรธเคืองปะปนกับความโศกเศร้าและเสียใจ มีคำขอโทษและความรู้สึกผิดที่ผมทำให้แสงต้องจากไป และยังมีความรักจากผมอีกมากมายที่ยังไม่ได้แสดงออกหรือบอกให้แสงได้รับฟัง

 

ไหนว่าจะแก่ตายไปด้วยกัน แล้วทำไมถึงตายก่อน ไหนว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แล้วทำไมตลอดไปของเธอมันถึงได้สั้นจนน่าใจหายแบบนี้ หรือไม่บางทีสวรรค์คงจะอิจฉาที่เรารักกันมาก ถึงได้พรากเธอไปจากเรา หากว่าเธอกำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ขออย่าได้บาดเจ็บหรือว่าหลงทาง ไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องห่วงกังวล แล้ววันหนึ่งในไม่ช้า...เราจะตามหาเธอให้เจอจนได้

 

"ลาก่อนที่รัก"

 

...

 

            ผมเคยได้ยินว่า การรับรู้กับการเข้าใจนั้นมันต่างกัน ผมรู้ดีว่าแสงจากไปและไม่มีวันกลับมา แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นแสง แม้ว่าแสงจะเป็นคนอารมณ์ร้ายและเอาแต่ใจอยู่บ้างแต่แท้จริงแล้วแสงของผมเป็นคนดีเกินกว่าที่จะแสดงออกให้ใครเห็น น่าเสียดายที่การเป็นคนดีของแสงตอบแทนเขาด้วยการพรากเอาชีวิตเขาจากไป แม้ไม่สามารถต่อรองอะไรได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมยังไม่สูญสิ้นศรัทธาต่อพระเจ้า ทุกวันผมยังคงอธิษฐานขอให้พระเจ้าดูแลแสงที่อยู่แสนไกล ฝากให้พระเจ้าดูแลแสงที่รักของผมด้วย 

 

"ครืด...ครืด..."

 

ช่วงนี้ผมไม่เคยละเลยเสียงโทรศัพท์มือถือที่โทรเข้ามา เพราะผมยังรอคอยปาฏิหาริย์ที่จะช่วยให้พี่ต่อหายดี และทุกครั้งที่พ่อหรือแม่โทรเข้ามา ผมหวังว่าจะได้ยินข่าวดีจากพวกเขาในสักวัน  

(ตาม อยู่ไหนลูก)

"อยู่ที่โบสถ์ครับ"   

(ตามรีบมาที่โรงพยาบาลได้ไหม)

"พี่ต่อเป็นอะไร! พี่ต่อเป็นอะไรหรือเปล่าแม่!"

(พี่ต่อถามหาตามใหญ่เลย)

"พี่ต่อถาม..."

(...)

"พี่ต่อถามหาตาม!" เมื่อเข้าใจในประโยคนั้นก็เผลอเสียงดังด้วยความตกใจ ก่อนที่จะรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นโดยไม่ได้ล่ำลาใครเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาล ระยะทางจากโบสถ์ไปถึงโรงพยาบาลนานกว่าที่ใจคิด และในตอนที่ผมไปถึงพ่อกับแม่ก็ไม่อยู่ในห้องกับพี่ต่อแล้ว ผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้ๆ เตียงเพื่อมองดูพี่ต่อที่นอนหลับตาอยู่ สิ่งแรกที่ผมทำคือการเอ่ยปากเรียกชื่อเขา

"พี่ต่อ"

เพียงเสียงเรียกแผ่วเบา เปลือกตาคู่นั้นก็ขยับขึ้นลืม มุมปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มแล้วโต้ตอบกับผมด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย 

"ตาม"

ไม่น่าปล่อยให้ผมรอนานขนาดนี้ น่าจะตื่นขึ้นมาตั้งแต่วันแรกที่ผมร้องเรียก ไม่ควรทำให้เป็นห่วงมากมายขนาดนี้ พี่มันนิสัยไม่ดี...

"พี่ต่อเป็นไงบ้าง"

"ไม่เป็นอะไรแล้ว"

ผมไม่อาจละสายตาไปจากใบหน้าที่ยังปรากฏร่องรอยของบาดแผลและยังดูบวมช้ำ ไม่มีร่างกายส่วนไหนได้รับความเสียหายนอกเสียจากบาดแผลบนหัวที่แตกยับจนบาดเจ็บไปจนถึงสมองที่พ่อบอกว่ามันถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก แต่ในตอนนี้พี่ต่อก็ดูเป็นพี่ต่อที่ปกติดีทุกอย่าง     

"ไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ"

"จริงๆ สิ"

โคตรแปลกใจตัวเองเลย ผมไม่ร้องไห้ในวันที่พี่ต่ออาการโคม่า แต่กลับเสียน้ำตาในตอนที่พี่ต่อหายดี บ้าชะมัด

"พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว มานี่สิ" พี่ต่อบอกกับผมแล้วยกสองมือขึ้นเป็นเชิงให้ผมเข้าไปหา ก่อนมือคู่นั้นจะโอบกอดผมอย่างที่เคยเป็นมาตลอด

"แล้วนี่ ตามไม่ไปโรงเรียนเหรอ"

ผมเงยหน้าขึ้น ยกสองมือปาดน้ำตาแล้วทวนคำถามของพี่ต่ออีกครั้ง

"ว่าไงนะ"

"ไม่ไปโรงเรียนเหรอ"

"พี่ต่อ...ตามเข้ามหาลัยแล้วนะ"

"อ๋อ"

พี่ต่อตอบรับ ทว่าสีหน้ากลับดูงุนงงยิ่งกว่าเก่า ก่อนที่ความสงสัยจะถูกเปล่งออกมาเป็นคำถาม

"ตั้งแต่เมื่อไร"

เกิดเป็นความเงียบระหว่างเราสองคน ต่างคนต่างพากันไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พ่อเป็นคนแรกที่ผมคิดถึง จึงเอ่ยปากเรียก

"พ่อ"

"ตาม" ผมไม่ได้ฟังเสียงเรียกของพี่ต่อ แล้วเปิดประตูออกมาตามหาพ่อ มือไม้ลนลานหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาพ่อแต่ไม่รับสาย ผมรู้ว่าห้องทำงานของพ่ออยู่ที่ไหนแต่สมองพร่าเบลอ พาสองขาของผมหลงทางไม่รู้จะไปทางไหนต่อ

"พ่ออยู่ไหน พ่อ!"

"ตาม!"

"พ่อ!" ผมตรงเข้าไปหาพ่อที่ยืนคุยอยู่กับใครสักคนแต่ไม่ได้สนใจ ดึงมือพ่อออกมาจากตรงนั้นแล้วพรั่งพรูคำถามที่ผมไม่เข้าใจสักนิด

"เกิดอะไรขึ้นกับพี่ต่อ! ทำไมพี่ต่อถึงจำอะไรไม่ได้!"

ก่อนหน้านี้ผมก็เองก็เอาแต่คิดอยู่ว่า ผมจะพูดเรื่องวันนั้นกับพี่ต่อยังไงและผมจะบอกพี่ต่อยังไงว่าแสงไม่อยู่แล้ว แต่พี่ต่อจำไม่ได้ ไม่ใช่แค่บทสนทนาของวันนั้น แต่เป็นเรื่องราวทั้งหมดเลยที่พี่ต่อลืมมันไป บางทีการที่พี่ต่อสูญเสียความทรงจำบางส่วน คงไม่ใช่แค่สมองแต่เป็นจิตใจที่ถูกกระทบกระเทือนไปด้วย จึงเป็นกลไกการป้องกันตัวอย่างหนึ่งที่สมองของพี่ต่อตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ครึ่งหนึ่งของความรู้สึกของผมคือความตกใจและเป็นห่วงพี่ต่อ ส่วนอีกครึ่งกลับรู้สึกอิจฉา การจะลืมอะไรสักอย่าง...มันง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอ    

 

...

 

ผมเองต้องกลับไปใช้ชีวิตต่อแม้ว่าชีวิตมันจะเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว ผมตั้งคำถามบ่อยครั้งว่า มีใครบนโลกไหมที่ไม่เคยคิดอยากจะย้อนเวลา อาจจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรบางอย่างหรือไม่ก็ย้อนกลับไปใช้เวลาในช่วงที่ดีที่สุดของชีวิตให้คุ้มค่ากว่าเคย หลายเดือนที่ผ่านมานี้ผมมีความคิดเช่นนั้นเป็นร้อยเป็นพันครั้ง อยากกลับไปกอดแสงให้แน่นกว่าเดิม แน่นเกินกว่าที่แสงจะสูญหายตายไปจากผมได้

 

"ครืด...ครืด..."

 

มือถือที่กำลังสั่นหยุดขาผมที่กำลังจะเดินข้ามถนน ถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่งแล้วกดรับเมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนที่มหาลัย

"ว่าไง"

(ตาม ไอ้ปัตถ์บอกกูว่ามึงจะไม่ไปงานรับปริญญาเหรอวะ)

"อือ จะไปเที่ยว"

(ไปเที่ยวเนี่ยนะ)

"บาหลี" 

(กูไม่อยากรู้หรอกว่ามึงจะไปไหน แต่ต้องไปวันนั้นด้วยเหรอ) 

"กูจองตั๋วไปแล้วไง" 

(มึงคิดอะไรอยู่เนี่ย ชีวิตมึงจะได้รับปริญญาสักกี่ครั้ง)

"แล้วชีวิตกูจะได้ไปบาหลีสักกี่ครั้ง"

(ชุดครุยมึงก็ตัดไปแล้ว พวกกูอยากให้มึงมานะเว้ย)    

"เดี๋ยวกูฝากของขวัญไปให้"

(ไอ้ตาม!)

"เออ แค่นี้ก่อน กูยุ่งอยู่" ผมรีบกดวางสายจากเพื่อนก่อนที่จะโดนบ่นยืดยาวกว่านั้น ผมตัดสินใจแล้วจะไม่เข้าร่วมงานรับปริญญา จองตั๋วไปเที่ยวล่วงหน้าก่อนกำหนดการจะออกด้วยซ้ำ ก็เลยเสียดายเงินแล้วก็ไม่อยากทิ้งความตั้งใจ อีกอย่างพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรด้วยเพราะถึงยังไงผมก็เรียนจบแล้ว    

ผมหาจังหวะที่จะข้ามถนนไปอีกฝั่งได้อีกครั้ง ก่อนเดินไปยังร้านตัดเสื้อที่ตั้งใจมาแต่แรก หยิบชุดครุยที่ได้รับมาเมื่อวันก่อนให้ช่างดูเพราะอยากแก้ไขมันสักหน่อย

"ผมอยากให้ความยาวกับแขนเสื้อสั้นลงกว่านี้หน่อยครับ"

"แต่นี่มันก็พอดีตัวน้องแล้ว สั้นกว่านี้จะไม่เหมาะเอานะ"

"ผมไม่ได้ใส่เองครับ"

หากผมบอกใครว่า ผมตั้งใจจะเอาชุดนี้ให้กับแสง คงถูกด่าว่าเป็นความคิดที่โง่เขลาไม่เข้าท่า แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่สุดท้ายเสื้อครุยตัวนั้นมันก็ถูกแก้ไขให้อยู่ในขนาดที่ผมคาดเดาเอาด้วยตัวเองว่าแสงจะต้องใส่ได้

หนึ่งวันก่อนถึงวันรับปริญญา ผมมาหาแสงที่วัด วางชุดครุยสีสาวสะอาดกับกุหลาบสีแดงหนึ่งดอกไว้ที่หน้าช่องบรรจุอัฐิของแสง ผมเผลอคิดจินตนาการ หากว่าแสงได้สวมมันจริงๆ ก็คงจะดูดีเป็นบ้า มองรูปถ่ายตรงนั้นที่ยังคงปรากฏรอยยิ้มที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป

"เธอยิ้มอีกแล้วนะ"

"..."

"เอาแต่ยิ้มอยู่ได้ ทั้งๆ ที่คนอื่นกำลังร้องไห้เนี่ยนะ"

"..."

"ใจร้ายไม่หยุด"

ผมยกมือดีดเข้าที่หน้าผากแสงในรูปนั้นอย่างโกรธเคือง ยกมือปาดน้ำตาตัวเองที่รินไหลให้แสงบ่อยครั้งเกินกว่าจะควบคุม ช่วงหลังๆ มานี้ผมเริ่มไม่หาเหตุผลที่ทำให้คนต้องร้องไห้ แต่เข้าใจได้ว่าไม่เพียงแค่ความเสียใจเท่านั้นที่จะกลั่นน้ำตาออกมาได้ บางเวลาแค่ยืนมองฟ้าก็ใจสั่นพลันน้ำตาไหลร้องไห้ไม่รู้ตัวแล้ว

 

การไปเที่ยวคนเดียวไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลยสักนิด ผมชอบอยู่บ้าน นอนตื่นสาย กินอาหารอร่อยๆ บนเตียง ใช้ชีวิตเป็นก้อนไขมันขี้เกียจๆ แค่นั้นก็มีความสุข แต่แสงทำให้ผมต้องออกเดินทาง ผมทำในสิ่งที่แสงอยากทำ ไปในที่ที่แสงอยากไป ยกเวลาเหล่านั้นให้เพื่อทนแทนเวลาที่แสงต้องสูญเสียมันไป ใช้ชีวิตเผื่อแสงเท่าที่จะทำได้ การท่องเที่ยวเริ่มทำให้ผมสนุก บางคราวมันช่วยคลายความเศร้าเสียใจให้ลดน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้าม ความคิดถึงที่มีต่อแสงจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปเพียงลำพัง   

แน่นอนว่าผมต้องพบเจอผู้คนมากมาย มีคนที่หน้าตาคล้ายๆ แสง คนที่นิสัยเหมือนกับแสง คนที่น่ารักพอๆ กัน แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่แสง ไม่มีทางเป็นเขาได้เลย ผมยังคงไม่รู้ว่าแสงหายไปไหน จะอยู่ตรงนั้นอย่างมีความสุขหรือกำลังทุกข์ทน จะอยู่ตรงนั้นอย่างเดียวดายหรือว่าสบายดี แม้คิดถึงเกินกว่าจะทนได้ไหวแต่โอกาสเดียวที่เราจะพบได้ก็มีแค่ในฝัน...

และทำได้เพียงควานหาอยู่ในจินตนาการ

 

To be continued.

 

จริงๆ เขียนตอนของตามออกมาตอนเดียว แต่ยาวมาก เลยแบ่งเป็นสองตอนค่ะ ครึ่งตอนที่เหลือขอไปเกลาให้เข้าที่ก่อน เดี๋ยวตามมาอัพให้นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 445 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1076 totwo.22 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:08
    เราเพิ่งมาอ่านตอนนี้ ไม่รู้ว่ามันไหม แต่คือเรื่องนี้เราโคตรเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียเลยอ่ะ เราก็เพิ่งเสียแฟนเราไปเพราะร่างกายเค้าป่วย เราก็ยังไม่ทันพูดอะไรกันเลยด้วยซ้ำ แล้วมันก็อาจจะเป็นเพราะเรารึป่าวที่เป็นคนละเลยเค้า ทั้งๆที่เค้าก็บอกเราตลอดว่าเค้าเจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน สุดท้ายก็เป็นเราอ่ะ ถ้าเกิดว่าใส่ใจเค้ากว่านี้อีกนิด เค้าคงอาจจะไม่ได้เป็นไปมากขนาดนี้ /ทุกวันนี้เราก็ยังรู้สึกว่าเค้ายังอยู่ เค้ายังไม่ได้ไป แค่ไม่ได้เจอกันนานแล้วก็ไมไ่ด้ยินเสียงเท่านั้นเลย
    #1,076
    0
  2. #1060 หลานหุ้ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 04:29
    อยากกอดตาม ㅠㅠ
    #1,060
    0
  3. #1051 nunoon03 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 18:54
    ภาพถ่ายของเรสโทเปก ###อารมณ์ลอยตอนภาพพีมิวนั่งหน้าโลงศพแฟนมันต้องเข้มแข็งขนาดไหนถึงจะทำแบบนั้นได้
    #1,051
    0
  4. #1034 m.rainbow (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 20:25
    อ่านส่วนของตามแล้ว เหมือนมองเห็นตัวเองในวันที่สูญเสีย มันเจ็บปวด มันตื้อไปหมด มันเจ็บมากๆวันสุดท้ายก่อนที่จะเผาคือวันที่เราร้องไห้หนักที่สุด ร้องไห้เหมือนจะขาดใจตาย เหมือนตอนนี้ ที่ร้องไห้หนักมากๆ เจ็บปวดที่สุดเลย
    #1,034
    0
  5. #1026 canookss (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 12:34
    อ่านตอนนี้จบ เรายังร้องไห้อยู่เลย ทำไมต้องเป็นแสง ทำไม ㅠㅠ
    #1,026
    0
  6. #1000 Pingping0707 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 20:52
    ไม่เคยร้องไห้หนักเพราะนิยายเรื่องไหนเท่ากับเรื่องนี้ สะอื้นสุดๆ
    #1,000
    0
  7. #991 lalie2 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 11:01
    มันเจ็บจนจะขาดใจแล้ว
    #991
    0
  8. #977 0876104986 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 10:49
    เป็นเราคงอยู่ไม่ได้เลย มันหนักเกินกว่าที่จะใช้ชีวิตต่อไปให้ปกติ จะยิ้มยังไงจะนอนยังไง ภาพก็ยังอยู่ในหัวอ่ะ ฮือออ
    #977
    0
  9. #957 aunchisa0487 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 09:51
    ตอนนี้ทำให้นึกถึงเพลง death bed เลย แงงง
    #957
    0
  10. #951 mileyduchess (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 12:01
    ตอนนี้ทำเราร้องไห้หนักที่สุดเท่าที่อ่านมาแล้ว อ่านแล้วทรมานแทนตามมากๆ เหมือนใจจะขาดตายเลย ตามคนเก่งผ่านมันมาได้ยังไงกันนะ อยากกอดตามแน่นๆ
    #951
    0
  11. #894 010440 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 14:19
    อ่านแล้วจะร้องไห้อะ
    #894
    0
  12. #855 ValentainTY (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 16:52
    แค่น้ำตาก็ไม่พอบอกเล่าถึงความเศร้าที่ได้อ่านเรื่องนี้ ให้ตายเถอะ ที่สุดแล้วยัง ยังใช่มั้ย ได้!!
    #855
    0
  13. #828 PARKSELOR (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 14:58
    ร้องไห้จนเสียสติเลยค่ะ วันนี้ดีขึ้นแล้วเลยกลับมาเม้นต์ อินมากค่ะ เศร้าาา
    #828
    0
  14. #809 thunyakornn (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 16:00
    เขียนดีมากเลยค่ะ เข้าใจทุกฝ่ายเลย
    #809
    0
  15. #738 zcincia (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 15:13
    //เหม่อ
    #738
    0
  16. #733 brooook (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 00:50
    ร้องไห้เหมือนคนใจสลายเลย
    #733
    0
  17. #713 taetan06518 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 03:18
    น้ำตาไหลอีกเเล้ว
    #713
    0
  18. #693 LilacSky (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 15:34
    หน่วงมากๆ ใจขะขาด
    #693
    0
  19. #675 Chanmaonemore (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 21:08
    ไรท์ค่าาา ใจจะขาดละค่า
    #675
    0
  20. #655 galepn (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 03:01
    น้ำตาไหลแบบจะขาดใจอ่ะTT
    #655
    0
  21. #639 JuKlllNoRitZ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 22:35
    คนที่อยู่ทรมานนะ คิดถึงแทบขาดใจเลย แง่~
    #639
    0
  22. #590 xวาuxวาu (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 12:14

    มันทรมานมากเลย สงสารอ่ะ
    #590
    0
  23. #562 jj0407 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 18:22
    ร้องไห้หนักมากเลย ฮือออ
    #562
    0
  24. #548 ponestm (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 07:51
    ร้องไห้ แบบแกมันทรมานนะ
    #548
    0
  25. #531 เปี๊ยกเฉื่อย (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 23:52
    ร้องไห้เลย
    #531
    0