[END] เพียงควัน

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12 : เหตุผลของการจากไปมันไม่ได้ซับซ้อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 475 ครั้ง
    18 ก.พ. 64

ตอนที่ 12

เหตุผลของการจากไปมันไม่ได้ซับซ้อน

 

**คำเตือน บางส่วนของเนื้อหาในตอนนี้ อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณนะคะ**

 

แม้ชีวิตจะแหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่ผมยังไม่ตายและไม่ว่าชีวิตจะแตกหักหรือพังยับเยินแค่ไหน โลกมันก็ยังหมุนของมันต่อไป ไม่ได้สนใจชีวิตของผมด้วยซ้ำ แม้ยังโตไม่พอแต่ผมก็เข้าใจความเป็นจริงในข้อนั้น จึงยังคงต้องมีชีวิตต่อไป หนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือนที่พ้นผ่าน ยาวนานไม่ต่างกันเท่าไรนัก ไม่อาจกอบกู้ความรู้สึกและชีวิตที่ถูกความเหงารุมทำร้ายจนผมกลายเป็นหนึ่งในคนที่มีชีวิตโดดเดี่ยวอย่างน่าเวทนา 

ที่โรงเรียนก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เป็นนรกขุมใหญ่ที่บั่นทอนชีวิตของผมไปช้าๆ ผมต้องการเพียงแค่รอเวลาให้จบม.ปลายไปอย่างเงียบๆ แต่ผู้คนรอบข้างไม่ปล่อยให้ชีวิตผมเป็นเช่นนั้น เรื่องราวน่าอับอายของผมยังคงถูกพูดถึงอยู่เรื่อยๆ กลายเป็นเรื่องสนุกสนานกับการเอาเรื่องพวกนั้นไปเล่าต่อราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขัน ยิ่งมีคนรู้เรื่องนั้นมากเท่าไร ผมยิ่งถูกกีดกันออกจากสังคมไกลขึ้นเท่านั้น มีคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง รังเกียจและหยาบคาย...เป็นฝันร้ายที่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำ 

"เฮ้ย พลีส"

ผมเงยหน้ามองเสียงเรียกของปั้น ดึงหูฟังออกข้างหนึ่งเพื่อฟังอีกคนที่กำลังจะพูดต่อ

"เพื่อนเขานัดคุยกันเรื่องงานนิทรรศการวิชาการ ทำไมมึงไม่ไป"

"ไม่มีใครบอก" ผมพูดแค่นั้น ใช่ว่าไม่รู้ว่าเพื่อนนัดคุยงานแต่การไปเข้าร่วมของผมดูจะไม่มีความหมายอยู่แล้ว ผมจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ อยู่เฉยๆ มันก็ดีอยู่แล้ว 

"ปีที่แล้วมึงเป็นคนทำบอร์ดใช่ไหม"

"..."

"ปีนี้มึงทำอีกได้ป่ะ"

"..."

"เพื่อนเขาตกลงกันว่าจะให้มึงทำ"

ผมหลุดหัวเราะในลำคอแล้วยิ้มกว้างออกมา คนตรงหน้าดูสงสัยจึงแสดงสีหน้างงๆ ออกมา

"ตกลงกันแต่ไม่ได้บอกเราเนี่ยนะ"

"พวกมันให้กูมาบอกมึงนี่ไง มึงทำก็แล้วกันจะได้มีส่วนร่วมด้วย เดี๋ยวครูหักคะแนนไม่รู้ด้วยนะโว้ย"

"แล้วใครช่วย?"

"กูไง กูไม่ถนัดงานใช้สมอง เลยขอมาใช้แรงงานกับมึงก็แล้วกัน"

"ต่างอะไรกับทำคนเดียว"

"มึงว่าไงนะ"

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ปั้นย้ำถึงหน้าที่ของผมอีกที ก็ใช่ว่าจะโต้แย้งอะไรได้จึงทำได้แค่พยักหน้ารับแล้วใส่หูฟังเข้าไปอย่างเดิม ในใจก็คิดอยากจะปฏิเสธสิ่งที่ต้องทำแต่คงไม่พ้นโดนกล่าวหาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว จึงคิดว่าแค่ทำๆ ให้มันจบไปก็พอ

ผมใช้เวลาในเย็นวันนั้นไปซื้ออุปกรณ์สำหรับทำบอร์ดในงานวิชาการ ปั้นหายไปเลยทั้งที่ตกลงกันว่าจะมาช่วยถือของ แถมยังไม่ได้งบจากห้องสำหรับซื้อของเลยต้องควักเงินตัวเองจ่ายไปก่อน ดูเหมือนเหตุการณ์เวียนซ้ำไม่ได้ต่างจากปีที่แล้วเลย 

"เขี้ยวกุด"

กลายเป็นชื่อที่ทำให้ผมต้องหันมองทุกครั้งที่ถูกเรียก มุมปากขยับเป็นรอยยิ้มเมื่อหันไปเจอกับพี่ตาม น้องชายของคุณหมอ ผมเจอกับพี่ตามที่โบสถ์เมื่อวันอาทิตย์ก่อน ผลจากการไม่เคยสนใจใครเลยทำให้ผมไม่รู้มาก่อนว่าพี่ตามไปที่โบสถ์นั้นเช่นเดียวกันกับผมทุกอาทิตย์แต่หลังจากที่ทำความรู้จักกันแล้ว พี่ตามก็กลายมาเป็นคนรู้จักอีกคนของผม ชื่อเรียกถูกตั้งให้ใหม่ว่า เขี้ยวกุด เพราะเอาแต่แซวว่าคุณหมอทำเขี้ยวสองข้างของผมหายไปแล้วจึงได้ชื่อนั้นมา 

"ซื้ออะไรเยอะแยะ" คนที่เดินเข้ามาเอ่ยถามขณะมองไปยังอุปกรณ์จัดบอร์ดที่ผมหอบหิ้วดูพะรุงพะรัง

"เอาไปจัดบอร์ดครับ"

"มา พี่ช่วยถือ"

ลังเลที่จะยื่นถุงในมือให้ อีกฝ่ายก็ดึงมันออกไปก่อน ผมตั้งใจจะเอาของพวกนี้กลับไปเก็บไว้ที่ห้องเรียนก่อน จะได้ไม่ต้องเอากลับบ้านแล้วก็ต้องหอบมาอีกในวันพรุ่งนี้ พอบอกกับพี่ตามอย่างนั้นอีกคนก็อาสาที่จะพาไปส่งที่โรงเรียน ทั้งที่มันเป็นโรงเรียนของผมแต่กลับเป็นฝ่ายเดินตามพี่ตามไปยังตึกเรียนของผมที่เขารู้ทางอย่างน่าประหลาดใจ

ไม่ทันได้ถามเราก็เดินมาถึงห้องเรียนของผมพอดี ผมเอาของไปเก็บไว้หลังห้องแล้วเดินออกมาหาพี่ตามที่ยืนรออยู่หน้าห้อง เขายืนมองออกไปยังสนามกว้างจากระเบียงอาคารเรียน ไม่รู้ความคิดใดที่พาพี่ตามเหม่อลอยออกไปจนไม่ทันได้สนใจผมที่เดินออกมาจากห้องแล้ว นานครู่หนึ่งที่เราต่างคนต่างยืนเฉยๆ อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งผมเป็นฝ่ายเอ่ยปากเรียก 

"พี่ตามครับ"

"อ้าว เสร็จแล้วเหรอ"

"ครับ"

            พี่ตามต้องไปรอขึ้นรถเมล์ทางเดียวกับผมพอดี เราจึงเดินออกมาด้วยกัน ดูเหมือนว่าพี่ตามจะพูดไม่เก่งเท่าคุณหมอ คนสองคนที่ต่างคนต่างหาเรื่องคุยกันไม่ได้ จึงมีแค่ความเงียบเท่านั้นในระหว่างรอ

            พี่ตามหันมองผม ผมหันมองพี่ตาม เราทำได้แค่ยิ้มให้กัน...อึดอัดสินะ ผมรู้พี่ตามคงคิดแบบนั้น อยากชวนคุยอะไรก็ได้ให้คลายความเงียบตรงนี้ ผมจึงลองถามอะไรที่อยากรู้ออกไป

"พี่ตาม"

"ครับ?"

"เมื่อกี้ พี่ตามรู้ได้ยังไงว่าตึกเรียนผมอยู่ทางนั้น แถมเดินนำผมไปอีกต่างหาก"

"มีคนรู้จักเคยเรียนที่นี่น่ะ มารับมาส่งบ่อยๆ ก็เลยรู้"

"คนรู้จัก?"

พี่ตามพยักหน้ารับ ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน

"คนนิสัยไม่ดีคนหนึ่ง"

"..."

"ที่ทิ้งพี่ไปแล้วน่ะ"  

ผมอยากจะถามย้ำเพราะได้ยินไม่ชัดนักแต่ดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่อยากให้ผมให้ความสนใจอะไรอีกด้วยการเปลี่ยนเรื่องไปก่อน เราพูดคุยกันได้อีกไม่กี่ประโยคก็ต้องบอกลากันไปก่อนเพราะรถเมล์คันที่ผมรอมาถึงพอดี พี่ตามยิ้มกว้างให้ผมแล้วส่งขึ้นรถ เห็นยิ้มของพี่ตามแล้วก็อดคิดถึงอีกคนขึ้นมาไม่ได้

รอยยิ้มเหมือนคุณหมอเป๊ะเลย...

 

...

 

ผมใช้เวลาหลังเลิกเรียนของวันถัดมาไปกับการจัดบอร์ดสำหรับงานนิทรรศการวิชาการ เพราะโรงเรียนเลิกแล้ว นักเรียนจึงกลับบ้านกันหมด เสียงเดียวที่ได้ยินตอนนี้คือเสียงของพวกนักเรียนชายที่ยังเล่นฟุตบอลกันอยู่ในสนาม หนึ่งในนั้นคือปั้น คนที่บอกว่าจะช่วยงานผม

ไม่รู้ใช้เวลานานเท่าไร บอร์ดที่ผมทำก็กลายเป็นรูปเป็นร่างอย่างสมบูรณ์แบบในตอนที่ฟ้ามืดไปแล้ว เสียงนักเรียนในสนามฟุตบอลเงียบหายและเลิกเล่นกันไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ผมจัดการเก็บขยะไปทิ้งแต่ในระหว่างทางเดินของอาคารไปยังถังขยะดูน่ากลัวพิลึก ไฟกลางตึกกะพริบถี่บ่งบอกว่าหลอดกำลังจะเสีย ความเงียบก่อให้เกิดเป็นความกลัวจนผมต้องเร่งฝีเท้าเดินไปให้ถึงถังขยะอย่างเร็วที่สุด ในตอนที่เดินกลับไปยังห้องจัดนิทรรศการก็รีบเร่งเสียจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง

"น้อง"

สองเท้าหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียก หันขวับไปมองจึงเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่รปภ.ที่เดินเข้ามาหา

"ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก มืดค่ำขนาดนี้มัวทำอะไรอยู่"

"กำลังจะกลับแล้วครับ"

"มืดๆ แบบนี้มันน่ากลัวรู้ไหม"

"ครับ"

"แล้วจะกลับยังไง ให้พี่ไปส่งที่บ้านไหม"

"ไม่เป็นไรครับ"

"ตอนนี้หาแท็กซี่ยากนะ"

"ไม่..." คำพูดผมหยุดชะงักตอนที่พี่รปภ.เดินเข้ามาใกล้ชนิดที่ว่าอีกนิดเดียวไหล่เราก็แทบจะชนกันอยู่แล้ว คำถามเดิมถูกถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

"ให้พี่ไปส่งเถอะน่า น่ารักๆ อย่างเรา พี่ไม่คิดค่าน้ำมันหรอก" มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาวางบนไหล่ ร่างกายผมแข็งทื่อโดยอัตโนมัติ ปฏิกิริยาของความรังเกียจจึงแสดงออกไปด้วยการผลักเขาออกแล้วปฏิเสธเสียงดัง

"ไม่ครับ!"

ผมวิ่งออกมาจากตรงนั้นโดยที่ยังได้ยินเสียงหัวเราะดังก้องตามหลังมา สองขาเริ่มช้าลงตอนที่วิ่งออกมาพ้นหน้าโรงเรียนแล้ว ตั้งใจจะโทรหาหน่อยให้มารับแต่กลับไม่เจอโทรศัพท์ในกระเป๋า นึกไม่ออกเลยว่าครั้งสุดท้ายที่หยิบโทรศัพท์คือตอนไหนและผมไม่มีทางที่จะกลับเข้าไปหาโทรศัพท์ในโรงเรียนอีกแน่ จึงละความสนใจจากเรื่องนั้นแล้วหันไปหาแท็กซี่เพื่อที่จะกลับบ้าน

ระหว่างทางฝนลงเม็ดลงมาปรอยๆ ผมหันมองเม็ดฝนที่ตกลงมากระทบกระจกรถ พลางคิดอะไรอยู่ในใจไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเสียงของลุงคนขับรถดังขึ้นมาเพื่อชวนผมคุย

"ทำไมกลับบ้านช้าจังล่ะ"

"ครับ?"

"เพิ่งเลิกเรียนพิเศษเหรอ"

"ครับ" ขี้เกียจอธิบายอะไรยืดยาว ผมจึงตอบรับไปอย่างนั้น

"กลับบ้านดึกๆ แบบนี้มันน่ากลัวนะ ซอยเข้าบ้านเรามันเปลี่ยวด้วย"

"ครับ"

"เคยได้ยินว่ามีเด็กโดนข่มขืนแถวนี้ด้วยนะ เห็นว่าถูกฆ่าตายเลยด้วย"

ผมเงยหน้าขึ้นมองหลังจากได้ยินเช่นนั้น แม้ข้อมูลของลุงจะไม่ถูกต้องนักแต่เหตุการณ์ที่เขากำลังพูดถึงก็พุ่งตรงเข้ามาในหัวของผมเป็นฉาก ทุกอย่างนิ่งงัน ตัวผมเองกำลังปล่อยความคิดให้จมลึกไปถึงไหนก็ไม่รู้  

"ถึงแล้ว หลังนี้ใช่ไหม"

"..."

"ไอ้หนู หลังนี้หรือเปล่า"

"..."

ผมสะดุ้งออกจากความคิดเมื่อลุงคนขับหันหน้ามามอง สายตาที่กำลังจดจ้องทำให้ผมนึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่ยังคงหลอกหลอน

 

"จะหนีไปไหน!"

"มึงจะหนีไปไหน"

 

"หนู"

"..."

"ไอ้หนู!"

"ผมกลัวแล้ว"

"..."

"อย่าทำอะไรผม..."

"อะไร ลุงไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ถึงบ้านแล้ว จะลงหรือไม่ลง"

สติที่เผลอหลุดลอย คิดหลอนไปไกลกลับเข้ามาตอนที่หันไปเห็นว่ารถจอดลงที่หน้าบ้านตัวเองแล้ว ผมควักเงินให้ลุงคนขับโดยไม่รอเงินทอนแล้วรีบตรงเข้าบ้าน ก้าวเท้าให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะไปให้ถึงห้องนอน ไม่ได้สนใจเสียงของพ่อที่เพิ่งจะเดินผ่าน

"ทำไมกลับช้าจังพลีส หน่อยออกไปตามที่โรงเรียน..."

 

ตุ้บ...

ทิ้งร่างตัวเองนอนลงกับพื้นข้างๆ เตียง ไม่แม้จะเปิดไฟให้สว่าง ร่างกายผมแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นเพราะไร้เรี่ยวแรงที่จะขยับ หัวใจยังคงเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ อาการเหล่านั้นมันเกิดขึ้นอย่างดูไม่มีเหตุผลแต่คงเป็นเพราะว่า จู่ๆ ความทรงจำสีดำสนิทในวันนั้น มันย้อนกลับเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง 

ในวันที่ฝนตก ผมอยากให้น้ำฝนช่วยชำระล้างความสกปรกของผมออกไปบ้าง ในวันที่เวลาผ่านพ้นไป ผมอยากให้ความทรงจำบางอย่างเลือนหายไปบ้างแต่ทุกอย่างมันยังคงชัดเจน...ทุกวินาที

 

ในคืนวันธรรมดาที่ผมเดินกลับบ้านอย่างทุกวัน แต่ผมไม่รู้ว่าวันนั้นมันจะเป็นวันที่โชคร้ายที่สุดในชีวิต ผมจดจำเรื่องราววันนั้นได้ครบทุกรายละเอียด จดจำใบหน้าของคนที่ไม่รู้จัก สายตา และความหื่นกระหาย เสียงข่มขู่ ตะคอกและคำก่นด่าไม่เป็นภาษา ร่างกายผมบอบบางเกินกว่าจะต่อสู้แต่ยังคงดิ้นรนเอาตัวรอด ยกมือไหว้ร้องขอความเห็นใจหลายสิบครั้ง เพื่อให้เขาปล่อยผมไปแต่ไม่เป็นผล สองแขนถูกตรึงด้วยมือใหญ่ที่กำแน่นราวกับจะหักกระดูกให้แตกเป็นท่อน ใช้สองขาที่เหลืออยู่ทั้งถีบ ทั้งดิ้นให้หลุดพ้น การขัดขืนส่งผลให้เกิดความรุนแรง ใบหน้าแสบชาเพราะถูกฝ่ามือนั้นตบเข้าสุดแรง ร่างกายถูกกระแทกด้วยหมัดหนักเข้าตรงนั้นที ตรงนี้ทีไปทั่วร่าง

เมื่อร่างกายไร้แรงขัดขืน เสื้อผ้าก็ถูกฉีกขาดในพริบตาเดียว เขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมไม่ต้องการอย่างไร้ความปราณี ทรมานคล้ายว่าร่างกายจะแหลกละเอียดเป็นผง เจ็บปวดจนไม่อาจแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว ที่ยังคงเคลื่อนไหวได้ก็เห็นแต่จะเป็นดวงตาที่หลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด

การกระทำระยำนั้นสิ้นสุดลง ขณะอีกฝ่ายดูเหน็ดเหนื่อยที่ออกแรงทำร้ายผมมากเกินไป ผมใช้จังหวะที่เขาหยุดหอบหายใจ เอื้อมมือไปเปิดประตูรถและตะโกนสุดเสียงขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ใครสักคนจะได้ยินเสียงของผมแล้วเข้ามาช่วย

"หุบปาก!"

"ช่วยด้วย!"

"มึงอยากตายหรือไงวะ!"

"ช่วย..." คำพูดของผมกลืนหายเพราะสองมือที่ตรงเข้าบีบคอผมเอาไว้สุดแรงจนไม่อาจขัดขืน ไร้กำลังจะหยุดยั้ง ไร้เรี่ยวแรงจะร้องขอความช่วยเหลือ คงไร้หนทางที่จะเอาชีวิตรอดแล้ว...

"เฮ้ย! ทำอะไรวะ!"

"เสือกอะไรวะ!"

"หยุดนะเว้ย!"

สองมือที่ยกบีบคอผมอยู่ผลักผมให้นอนลงไปที่เดิมแล้วตบหน้าซ้ำจนได้กลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกมาทางจมูก ก่อนละความสนใจจากผมไป ผมไม่อาจขยับเขยื้อนตัวเองหนีไปจากตรงนี้ได้เลย ได้ยินเพียงเสียงต่อสู้อยู่ชั่วครู่นาที เสียงร้องจากความเจ็บปวดดังเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป

"ช่วยไม่ได้ เสือกหาเรื่องตาย"

วัตถุที่ถูกใช้เป็นอาวุธต่อสู้ถูกโยนลงมาที่เบาะข้างๆ ตัวผม หันมองมีดสั้นที่ฉาบด้วยเลือดนั่น ไม่ทันที่จะได้พยายามทำอะไรสักอย่าง ร่างของผมก็ถูกโยนลงมาจากรถคันนั้น แรงกระแทกทำทุกอย่างพร่าเบลอราวกับว่าผมกำลังจะตายในวินาทีนั้น ขยับเปลือกตามองเห็นอีกร่างที่ถูกทิ้งให้นอนอยู่ข้างทาง ยื่นมือสั่นเทาไปแตะเข้าที่ร่างกายนั้น พร้อมส่งเสียงเรียกเบาๆ ด้วยเรี่ยวแรงที่มีอยู่แต่ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ

 

ผมได้ยินทุกอย่างที่ส่งเสียงและมองเห็นทุกอย่างที่ผ่านหน้า หากแต่ว่าสติผมเลือนหายไปอย่างไม่รู้ตัว ร่างกายที่บอบช้ำนั้นควรเจ็บปวดแต่ผมกลับไม่มีความรู้สึกใด ไม่อาจแน่ใจว่าตัวเองยังคงหายใจอยู่หรือไม่ จนกระทั่งเสียงของบางคนปลุกผมขึ้นมาจากความเงียบงันเหล่านั้น ประสาทแห่งการรับรู้คงเสียหายจึงได้ยินไม่ชัด ไม่ครบถ้วนแต่พอจะเรียบเรียงความเป็นไปได้         

"คนไข้ที่ถูกแทง ไม่รอด"

"..."

"ยังเป็นเด็กมหาลัยอยู่เลย"

"..."

"น่าสงสารจัง"

ทุกอย่างรอบตัวของผมมันไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ผมยังคงได้ยินเสียง ยังคงมองเห็นแสงไฟจากเพดานห้อง แต่ความนิ่งงันจู่โจมความรู้สึกของผมอีกครั้ง...

"นั่นไม่ใช่แสงหรอก"

"..."

"ไม่ใช่แสงลูกของเราหรอก"

"พ่อ"

"เรากลับกันเถอะ เดี๋ยวลูกกลับบ้านมาแล้วจะไม่เจอใคร"

"พ่อ! นั่นพี่แสง!"

"..."

"นั่นพี่แสง"

"..."

"พี่แสงตายแล้วพ่อ"

เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าพระเจ้าได้ทำอะไรผิดพลาดไปครั้งใหญ่ มันต้องไม่ใช่แบบนี้ มันควรจะเป็นผมที่ต้องตายไป...ได้โปรดเอาชีวิตผมไป...เอาชีวิตผมไปแทน

 

"น้องพลีส"

"..."

"น้องพลีสคะ"

ผมลืมตาตื่นจากความคิดมากมายเหล่านั้น มองหน่อยที่นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งไม่รู้ว่าเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไร

"น้องพลีสหายไปไหนมา หน่อยโทรไปก็ไม่รับสาย รู้ไหมหน่อยไปหาที่โรงเรียนมาแต่เราคงจะสวนทางกัน"

"..."

"แล้วทำไมมานอนตรงนี้อีกแล้ว ขึ้นไปนอนข้างบนสิคะ"

"..."

"พื้นมันเย็นนะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก"

"..."

"ไม่ดื้อสิคนเก่ง"

"พลีสขยับไม่ได้"

"อะไรนะคะ"

"ร่างกายพลีส..."

"..."

"มันขยับไม่ได้เลย"

"เป็นอะไรคะ ไม่สบายตรงไหน บอกหน่อยสิว่าเป็นอะไร"

ผมยกมือจับมือพี่หน่อยที่กำลังลนลาน ก่อนที่จะบอกบางคำออกไปเบาๆ

"พลีสนึกถึงเรื่องวันนั้น"

"..."

"เรื่องวันนั้นมันตามมาหลอกพลีสอีกแล้ว"

"..."

"พลีสอยากลืม"

"..."

"ช่วยพลีสที"

หน่อยไม่ได้พูดอะไร นอกจากก้มลงมากอดผมเอาไว้อย่างนั้น หน่อยทำให้ผมได้ทุกอย่างแต่การที่จะลบล้างความทรงจำนั้นออกไปดูจะอยู่เหนือความสามารถของใครสักคน หน่อยจึงทำได้แค่ปลอบใจ ขับกล่อมผมให้หลับตาลงเพื่อที่จะหลับใหลให้ข้ามพ้นคืนนี้ แม้เป็นคืนเดียวที่จะลืมความทรงจำนั้นเพียงชั่วคราวก็คงจะช่วยปลอบประโลมให้ผมหายใจอย่างไร้ความรู้สึกเจ็บปวดได้บ้าง...สักคืนก็ยังดี 

...

 

ผมขาดโรงเรียนไปหนึ่งวันเพราะเมื่อวานตื่นสายและหน่อยไม่มาปลุก ด้วยห่วงว่าสภาพจิตใจผมจะยังไม่พร้อม เอาจริงๆ แล้วใจผมมันก็ไม่เคยสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วแต่เมื่อวานวันอ่อนแอเสียจนเกือบจะล้มเหลว ผมจึงใช้โอกาสนั้นหยุดพักไปหนึ่งวันแล้วกลับมาเรียนในวันถัดไป เป็นวันที่มีนิทรรศการวิชาการพอดี ช่วงเช้าจึงงดการเรียนการสอน ผมไม่มีความสนใจใดๆ เกี่ยวกับนิทรรศการนั้นจึงเอาแต่นั่งอยู่บนห้องไม่ไปไหน

"พันธกานต์"

ไม่บ่อยนักที่จะถูกเรียกจากใครสักคน บวกกับความเงียบก่อนหน้านั้น เสียงนั้นจึงทำเอาผมสะดุ้ง

"ตกใจอะไร"

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนครูคนนั้นจะเดินเข้ามาหา

"ของเธอใช่ไหม"

ผมเผลอลืมตากว้างพร้อมเอ่ยเสียงตกใจเมื่อเห็นโทรศัพท์ของตัวเองอยู่ในมือครู ทั้งๆ ที่ลืมทิ้งเอาไว้จนคิดว่ามันหายไปแล้ว

"มีคนเก็บมาคืนครูตั้งแต่เมื่อวานแต่เธอขาดเรียนก็เลยไม่ได้เอามาคืน"

"ครูรู้ได้ยังไงว่าเป็นของผมเหรอครับ"

"ใช้รูปตารางเรียนเป็นวอลเปเปอร์ แถมมีชื่อเธออยู่ตรงนี้ด้วย ไม่รู้เลยมั้ง เอาไปสิ"

"ขอบคุณครับ"

"แล้วมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่ออกไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ล่ะ"

"..."

"ครูรู้ว่าเธอชอบอยู่คนเดียวแต่ก็ไม่ควรมานั่งเหงาอยู่แบบนี้นะ ในงานมีอะไรน่าสนใจเยอะเลยแหละ มาด้วยกันสิ ลุกเร็ว"

ความเกรงใจทำให้ผมไม่อาจจะปฏิเสธครูที่เอาแต่คะยั้นคะยอให้ผมลงไปที่งานแต่ครูเดินมาส่งผมแค่หน้าตึกแล้วก็แยกตัวไปอีกทาง แม้จะมีชื่อว่านิทรรศการวิชาการแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในงานจะเกี่ยวกับวิชาการไปซะทั้งหมด มีกิจกรรมจากหลายๆ หมวดการเรียน รวมไปถึงชมรมต่างๆ โซนศิลปะและดนตรีดูจะครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะมีการแสดงดนตรีที่กำลังดังอึกทึก ผมไม่ชอบเสียงดังหนวกหูเลยเดินเลี่ยงไปอีกทาง เดินผ่านร้านค้าของกินของใช้จากแผนกคหกรรมไปเรื่อยๆ จนสุดทาง ผมได้คุกกี้โฮมเมดมาหนึ่งชิ้นเพราะนักเรียนชั้นม.สามแจกฟรี อาจเป็นเพราะผมชอบคุกกี้อยู่แล้ว รสชาติของมันจึงอร่อยจนต้องเดินกลับไปซื้ออีกถุง แล้วคุกกี้ถุงนั้นก็กลายเป็นอาหารกลางวันของผมไป กินหมดก็ตั้งใจเอาถุงไปทิ้งที่ถังขยะหลังตึก ถุงในมือยังไม่ทันหย่อนลงถึงถัง ก็ต้องชะงักกลางคันเมื่อผมหันไปเห็นอะไรบางอย่าง ฟิวเจอร์บอด แผ่นโฟมและของตกแต่งที่ดูคุ้นตาถูกวางกองอยู่กับพื้น แม้ถูกทับด้วยถุงขยะแต่ผมมองข้ามความสกปรกนั้นแล้วปัดถุงขยะพวกนั้นออกเพื่อให้เห็นแผ่นบอร์ดนั่นชัดๆ

สิ่งที่ผมตั้งใจทำทั้งคืนเพื่องานวันนี้...ทำไมถึงถูกทิ้งอยู่ในกองขยะ

ผมเดินกลับเข้าไปในงานเพื่อตรงไปยังโซนที่จัดนิทรรศการของแต่ละห้องเรียน บอร์ดของห้องเรียนผมถูกตกแต่งใหม่ทั้งหมดและแม้จะอยากได้คำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปถามหาจากที่ไหน

"อ้าวไอ้พลีส นึกว่ามึงจะไม่ลงมา"

ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรปั้นที่เข้ามาทัก

"กูพูดด้วยไม่พูด มึงเป็นอะไรวะ"

"..."

"ไอ้พลีส"

"ใครทำบอร์ดใหม่"

"ฮะ?"

"ถามว่าใครทำบอร์ดใหม่"

"ก็พวกเพื่อนๆ ไง"

"ทำทำไม"

"กูไม่รู้"

"บอกมา!"

ปั้นนิ่งไปตอนที่ผมเสียงดังใส่ เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกโมโหจริงๆ และเสียงที่ดูจะดังไปหน่อยของผม มันทำให้เพื่อนในห้องที่ยืนอยู่หน้าบอร์ดหันมาให้ความสนใจทั้งหมด 

"มีอะไรกันวะ"

"พลีสมันโมโหที่พวกมึงเปลี่ยนบอร์ด"

"โมโหทำไม ก็มึงทำไม่สวยอะ มันซ้ำกับปีที่แล้ว มึงเล่นทำเหมือนเดิมเป๊ะเลยนี่หว่า"

"แล้วตอนที่ถามว่าจะเอาแบบไหน ทำไมไม่บอก"

"ก็นึกว่ามึงจะทำให้มันดีกว่านี้นี่"

"รู้ไหมว่าเราทำคนเดียว"

"..."

"รู้ไหมว่าทำจนถึงกี่โมง"

"..."

"มันเหนื่อยนะเว้ย!"

"มึงจะโมโหเหี้ยอะไรเนี่ย ถ้ามึงไม่อยากทำก็บอกแต่แรกดิว่าไม่อยากทำ เสือกรับปากจะทำเองทำไมล่ะ!"

"เออ! แล้วก็ทำไม่สวย ต้องมาเสียเวลาทำใหม่กันเนี่ย พวกกูหรือเปล่าที่ควรจะโมโห"

"กูน่าจะบอกครูว่ามึงไม่มีส่วนร่วม จะได้ไม่ต้องเอาคะแนน"

แม้ความโมโหมีมากแค่ไหนก็ไม่อาจเอาชนะคนส่วนมากที่ความเห็นตรงกันได้ เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกตัวเล็กนิดเดียวเมื่อถูกรุมต่อว่าและไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้เลย

"ไม่น่ามีมึงอยู่ในห้องพวกกูเลย ไอ้ตัวปัญหา"

แรงผลักจากใครสักคนทำผมล้มลงกับพื้น ผมไม่ได้ลุกขึ้นยืนในทันทีเพราะเรี่ยวแรงที่มีคล้ายว่ามันจะหายไปชั่วขณะ คำด่าทอที่หยาบคาบพูดกรอกหูผมอีกสามสี่ประโยค ผมคงเป็นตัวปัญหาจริงๆ และอย่างที่คนเหล่านั้นบอกไม่ควรมีผมอยู่ ไม่ใช่ในห้องเรียน...แต่เป็นในโลกใบนี้

 

...

 

"พลีสอยากย้ายโรงเรียน"

ผมบอกกับแม่แต่คนที่กำลังสนใจงานในมือมากกว่าไม่ได้ตั้งใจฟัง เมื่อถูกละเลยในวันที่ผมต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ผมจึงรู้สึกโกรธกว่าปกติ ตรงเข้าไปดึงเอกสารในมือแม่ออกเพื่อให้แม่หันมาสนใจ

"พลีสทำอะไร"

"พลีสอยากย้ายโรงเรียน"

"ย้ายโรงเรียน? จะย้ายไปไหน นี่มันปีสุดท้ายแล้ว โรงเรียนที่ไหนเขาจะรับเข้าเรียน"

"โรงเรียนเอกชนก็ได้หรือไม่ก็ลาออกไปเลยก็ได้!"

"พลีสเป็นอะไร"

"พลีสไม่อยากไปโรงเรียน พลีสไม่มีเพื่อน ทุกคนเกลียดพลีส พลีสถูกแกล้ง พลีสถูกด่าทุกวัน"

"แล้วเราไปทำอะไรให้เขาไม่ชอบล่ะ"

"มันไม่ใช่ความผิดพลีส!"

"แล้วมันเป็นความผิดใคร"

"..."

"บอกแม่สิว่าเรื่องนี้ใครผิด"

น่าแปลกใจ ผมให้คำตอบแม่ไม่ได้...

"พลีสไม่ชอบโรงเรียนนี้ คนที่โรงเรียนรู้เรื่องนั้นกันหมด ทุกคนรังเกียจพลีส"

"แล้วการที่พลีสย้ายโรงเรียนไป มันจะแก้ไขอะไรในวันนั้นได้ไหม"

"พลีสก็แค่อยากเริ่มต้นใหม่ ย้ายไปโรงเรียนอื่น จะได้ไม่มีคนรู้เรื่องนั้น"

"ยังไงแม่ก็ไม่ให้ย้าย"

"แม่"

"มันไม่ใช่ทางแก้"

ผมหันมองพ่อที่นั่งอยู่ด้วยแต่ไม่มีคำพูดใดจากปากพ่อเลย ผมคิดว่าการที่ผมได้พูดอะไรออกไปตรงๆ จะทำให้มีคนเข้าใจความรู้สึกของผมบ้างแต่ไม่เห็นจะมีเลย...ไม่เห็นจะมีสักคน

 

พ่อกับแม่ปล่อยให้ผมนั่งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น ยังคงจมอยู่กับความคิดหาคนที่จะมารับผิดชอบความผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ผมอยากโทษทุกสิ่งที่ใจร้ายกับผมแต่กลับไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงมันคืออะไร เหตุผลที่ผู้คนรังเกียจ เหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใกล้ เหตุผลที่ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับผม เหตุผลที่ทำให้ผมโดดเดี่ยว...แท้ที่จริงมันคืออะไร

ผมเหนื่อยที่จะหาคำตอบจึงปล่อยให้ความคิดส่วนนั้นมันว่างเปล่าและความว่างเปล่านั้นมันหมายถึงทั้งชีวิตของผมด้วย มันไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีแล้วจริงๆ

ผมลุกจากโซฟา เดินไปหามันแกวที่นอนอยู่ริมประตู เมื่อผมตรงเข้าไปเล่นด้วย เจ้าหมาตัวเล็กก็คลอเคลียราวกับกำลังอ้อนกันอยู่ ผมเอื้อมมือหยิบอาหารเม็ดเทใส่จานข้าวของมันแกว เจ้าหมาที่หิวโหยตลอดเวลารีบก้มลงจัดการอาหารพวกนั้นอย่างดูเอร็ดอร่อย ขณะนั้นหน่อยก็เดินเข้ามาพอดี

"ให้กินอีกแล้วเหรอคะ เมื่อกี้หน่อยก็เพิ่งเทให้ไปเอง"

"ก็มันแกวมันหิวตลอดเวลาเลยนี่"

"..."

"หน่อยต้องให้อาหารมันบ่อยๆ นะ อย่าปล่อยให้หิว อย่าเอาอย่างอื่นให้กินนอกจากอาหารเม็ด มันแกวไม่ชอบกินข้าว แล้วก็อย่าลืมเก็บรองเท้าให้ดีด้วย มันแกวชอบรองเท้าของหน่อยที่สุดเลย ไม่รู้ว่าทำไม"

"นั่นสิคะ กัดไปหลายคู่แล้วเนี่ย"

ผมหลุดหัวเราะก่อนก้มลงลูบหัวมันแกวอีกที บอกบางอย่างกับมันในใจ...มันแกวเป็นเพื่อนที่น่ารักที่สุดของพลีสเลยรู้ไหม

"น้องพลีสจะออกไปข้างนอกเหรอคะ"

"ครับ"

"อย่าไปนาน อย่ากลับบ้านช้านะคะ"

ผมพยักหน้ารับแล้วตอบกลับไปให้หน่อยได้ยิน

"ไม่กลับช้าครับ"

ผมก้มลงใส่รองเท้า หันมองหน่อยอีกครั้ง...หน่อยเองก็เป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตพลีสเลย

 

สองขาพาผมเดินออกมาเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย ก่อนที่จะรู้ตัวอีกทีว่าตัวเองมาหยุดอยู่ที่คลินิกของคุณหมอ ผ่านกระจกใสและระยะห่างที่ไกลจนเขาไม่อาจมองเห็นผม ผมยังคงเห็นรอยยิ้มของคนที่กำลังพูดคุยอยู่ แม้มองจากตรงนี้ ก็ยังมองเห็นความน่ารักและความใจดีนั่นที่ทำให้ผมตกหลุมรักในวันแรกที่พบกัน

พี่ต่อ...ผู้เป็นทุกรอยยิ้มของพลีส 

คุณหมอเป็นหนึ่งในความสุขเดียวที่ผมมี ราวกับว่าชีวิตอนุญาตให้มีความสุขได้แค่นั้นแต่น่าเจ็บปวดที่ความสุขแค่นั้นมันไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงหนึ่งชีวิตให้หายใจต่อไปได้

 

ผมตัดใจเดินออกมาจากตรงนั้น ตรงไปเรื่อยๆ แล้วหยุดอีกครั้งที่หน้าร้านกาแฟร้านหนึ่ง ผมรู้ที่นี่คือบ้านของพี่แสง คนที่ช่วยผมเอาไว้จนเขาตาย ผมไม่เคยไปหาพี่แสง ไม่เคยเอ่ยคำขอบคุณหรือว่าขอโทษและผมกลัวเกินกว่าที่จะเข้าไปหาครอบครัวของพี่แสง สาเหตุเพราะผม ที่พรากเอาชีวิตคนที่รักไปจากพวกเขา นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมอยากจะพูดอะไรกับพี่แสงแม้ว่าเขาจะไม่มีวันได้ยิน 

"พี่แสง"

"..."

"พี่น่าจะมาเป็นผม"

"..."

"แล้วผมจะเป็นคนที่ตายแทนพี่เอง"

 

บนดาดฟ้าของตึกร้าง ผมนั่งอยู่บนนั้นคนเดียวท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของฤดูฝน ความคิดหยั่งลึกลงไปถึงทุกสรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ยิ่งคิดเท่าไรความเจ็บปวดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนอยู่ในปริมาณที่จัดการไม่ได้และคงจะจริงอย่างที่แม่บอก มันไม่มีวันกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตได้แล้ว มันไม่มีที่ให้ผมได้เริ่มต้นชีวิตใหม่...ต่อให้เราพาตัวเองหนีไปจากคนที่ทำร้ายเราได้แต่บาดแผลมันไม่ได้หายไปไหน

ผมไม่รู้เวลาว่าดึกดื่นขนาดไหน ผมบอกกับหน่อยว่าจะไม่กลับบ้านช้า...แต่ว่าผมจะไม่กลับไปเลยต่างหาก ผมทบทวนทุกอย่างอีกครั้งและพบว่ามันคงจะมีทางเดียวที่จะทำให้ผมหลุดพ้นจากความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจได้ ผมเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการมีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็นมันทรมานมากกว่าการจากไปเสียอีก ผมไม่ได้คิดสั้นแต่คิดอยู่เนิ่นนานจนตัดสินใจได้แล้ว สองขาของผมจึงลุกขึ้นยืนบนขอบระเบียงของตึกในตอนที่เนื้อตัวเบาโหวง ก้มมองลงไปข้างล่างเพื่อให้แน่ใจว่า ผมจะไม่อาจเอาชีวิตรอดจากความสูงระดับนี้ได้...หากโชคดีผมคงตาย หากโชคร้ายก็คงได้พบกันอีก

เหตุผลของการฆ่าตัวตาย มันไม่ได้ซับซ้อน ผมแค่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว มันว่างเปล่า ล่องลอยและเคว้งคว้าง ไม่ต้องการอะไรแล้วจริงๆ ในตอนนี้ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความกลัวเลยสักนิด คงเป็นเพราะความกลัวถูกใช้ไปหมดแล้วตั้งแต่วันนั้น...และหากว่าผ่านนรกขุมนั้นมาได้ ก็ไม่มีขุมไหนน่ากลัวอีกแล้ว

ความคิดตกตะกอนจนถึงขีดสุดของมันแล้ว ผมพร้อมแล้วที่จะไป ไม่ว่าจะที่ไหนหรือว่านรกขุมไหนก็ได้ เพราะคงไม่มีที่ใดทรมานกว่าที่นี่ และสุดท้าย ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะให้อภัยเด็กชายผู้น่าสงสารคนนี้...

 

"ยกโทษให้ผมด้วย"

 

 

"ตุ้บ!"

 

 

 

To be continued.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 475 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1082 wannattakan2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 22:38
    อ่านตอนนี้ละรู้สึกหดหู่มาก สงสารพลีส ทำไมพลีสต้องมาอยู่ในสังคมโรงเรียนแบบนี้
    #1,082
    0
  2. #1056 หลานหุ้ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 01:44
    พลีส ;—-; เมื่อก่อนเคยคิดว่าการฆ่าตัวตายคือการคิดสั้น แต่พอโตขึ้นเข้าใจอะไรมากขึ้นทำให้รู้เลยว่าไม่ใช่เลย มันไม่ใช่การคิดสั้น มันคือการคิดซ้ำๆย้ำๆคิดแล้วคิดอีกด้วยซ้ำไป บางทีการจากไปอาจจะดีกว่าการอยู่อย่างทรมานก็ได้ ยิ่งไม่มีใครรับฟังไม่มีใครเข้าใจมันยิ่งหาเหตุผลที่จะอยู่ต่อไม่ได้เลย สงสารทั้งพลีสทั้งแสง หน่วงไปหมด
    #1,056
    0
  3. #1048 ดวงดาวเคราะห์ที่4427 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 19:43
    มันจุกจริงๆนะคะ คือมันเจ็บปวดไปหมดจริงๆ
    #1,048
    0
  4. #1022 canookss (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 01:10
    ไม่พอใจแม่กับพ่อน้องมากๆ :( ไม่รับฟังความเห็นของน้องหน่อยหรอ น้องพลีสลูกกกกㅠㅠ
    #1,022
    0
  5. #942 mileyduchess (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 11:52
    ถ้าไม่อ่านตอนนี้เราจะอ่านตอนต่อไปรู้เรื่องมั้ยคะ หลังจากเห็นคำเตือน + คอมเมนต์อื่นๆ เราคิดว่าคงอ่านต่อไปไม่ไหวแน่เลย แค่ตอนที่ผ่านมาเราก็เจ็บปวดแทนน้องพลีสมากๆ แล้ว
    #942
    0
  6. #913 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 16:55
    เราโกรธอะ พ่อแม่คือพร้อมจะมีน้องไหม? หรือพร้อมแค่จะเอาไปอวดคนอื่น เอาไปมีหน้ามีตาทางสังคม ส่วนเพื่อนที่รร.คือไปพัก ม.ต้นยังพอเข้าใจได้ว่ายังเด็ก แต่นี่มันม.ปลายแล้วนะ สมองไม่ได้รับการพัฒนาหรืออบรมเลยเหรอคะ มันไม่ใช่ความผิดน้องเลยอะ เราอยากเห็นน้องมีความสุขจริงๆนะ ความสุขแบบที่มีคนรักน้องเข้าใจน้องบ้าง โกรธมากที่น้องต้องมาอยู่กับคนที่ไม่มีปัญญาชน /อินค่ะอุแงงง
    #913
    0
  7. #878 ปาร์ค สติ๋น (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:45

    สงสารน้องไม่ไหวแล้ว เห้อ

    #878
    0
  8. #847 ValentainTY (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 09:38
    หดหู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวมันแย่จริงๆ ไม่ไหว TT
    #847
    0
  9. #830 one2sev (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 22:41
    แง อยากกอดปลอบพลีสมาก อ่านไปนี่กอดน้องในใจไปหลายรอบแล้ว
    #830
    0
  10. #824 PARKSELOR (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 09:21
    เพื่อนร่วมห้องใจดำสุดๆ โตมาได้นิสัยแย่ขนาดนี้ได้ไง
    #824
    0
  11. #823 PARKSELOR (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 09:20
    เป็นพ่อแม่ประสาไรวะ ไม่เข้าใจลูก อึ่ยยย อดไม่ได้ อินจัด
    #823
    0
  12. #822 PARKSELOR (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 09:19
    ใจร้าย ใจร้ายทั้งหมด ไม่มีเหตุผลอะไรจะมาห้ามน้องไม่ให้โดด แย่มากค่ะ เศร้าจีง
    #822
    0
  13. #789 proudsj (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 22:39
    สังคมของน้องโคตรเลว ใครเจอแบบนี้ก็อยากตายทั้งนั้น แม้แต่พ่อแม่ยังโคตรแย่เลย
    #789
    0
  14. #761 kat15058 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 20:27
    อยากตบทุกๆคนที่ทำร้ายน้อง
    #761
    0
  15. #745 Aum_RRD (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 07:27
    free hug
    #745
    0
  16. #737 zcincia (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 15:52
    //เหม่อ
    #737
    0
  17. #729 brooook (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 18:57
    มันเศร้าไปหมดเลยอยากให้ทุกคนได้ยิ้มบ้าง
    #729
    0
  18. #706 N.R.T (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 21:34
    ใจร้ายเกินไป อ่านทุกๆประโยคด้วยความเสียใจ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ มันหนักเกินไปจริงๆ เป็นเราถ้าเจอขนาดนี้ก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปได้มั้ย
    #706
    0
  19. #702 @_KaiXoniZ8813 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 02:37
    หยุดร้องไห้ไม่ได้เลยอะทำไมทุกคนทำไมโลกใจร้ายกับเด็กที่น่ารักๆคนนี้แบบนี้อะ เพื่อนนี่สุด-เลยเหอะแบบเนี้ย โหคือแบบจุกอะ เจ็บอะทำไมถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้น้องพลีสสสสTTTTTTT
    #702
    0
  20. #689 LilacSky (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 15:03
    เพื่อนคือเลวมากๆเลย ฮือ
    #689
    0
  21. #652 galepn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 01:22
    เพื่อนคือเลวขั้นสุดเลยอะ แบบไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ขนาดตอนน้องกลับไป รอดจากการโดดตึกแม่งยังทำชั่วใส่น้องอีก คือเอาจริง มปลาย มันโตแล้วนะ คิดได้แล้วนะ เกินเหตหวะ เจอแบบนี้กูก็ตายดีกว่า ในห้องคือจะเชี้ยทุกคนเลยหรือไงวะ แม่ง สงสารน้อง
    #652
    0
  22. #651 galepn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 01:16
    ถึงขนาดโดนข่มขืนเลยหรอ มันแบบมันแรงเกินไปรึเปล่า หดหู่เลยอะ
    #651
    0
  23. #633 JuKlllNoRitZ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 19:32
    ทำไมน้องถึงต้องเจอเรื่องแย่ๆตลอด สงสารอะ
    #633
    0
  24. #595 joy6004 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 15:53
    อยากกอดน้องแน่นๆเลย ชีวิตของเด็กคนนึงต้องเจออะไรบ้าง?? ไม่แปลกใจที่น้องคิดทำร้ายตัวเอง พ่อแม่ก้อไม่สามารถเป็นความอบอุ่นให้ได้ในวันที่สังคมทำร้ายชีวิตน้องขนาดนี้
    #595
    0
  25. #304 อภิญพร แซ่โค้ว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 06:57
    สงสารน้องสุดๆ อยากดึงเข้ามากอดแน่นๆสักครั้ง เพื่อนที่ว่าแย่แล้ว พ่อแม่นั้นแย่กว่า ไม่มีที่จะห่วงความรู้สึกของลูกเลย ไม่มีแม้แต่คำปลอบโยนให้ลูก มีความรักให้ลูกบ้างรึเปล่าหรือมีแต่ความเห็นแก่ตัว น้องไม่มีที่พักพิงเลย ถึงจะมีเลี้ยงคอยดูแลห่วงใยแต่สิ่งที่น้องอยากได้คือความรักความห่วงใยจากครอบครัว อยากรู้ถ้าวันนั้นน้องตายโดยที่พี่แสงไม่เข้าร่าง ครอบครัวจะรู้สึกอะไรบ้างมั้ย โกรธมาก
    #304
    0