[END] เพียงควัน

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 : เด็กชายผู้ไม่เคยเปลี่ยนสียางจัดฟัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,536
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 432 ครั้ง
    20 มิ.ย. 62

ตอนที่ 10

เด็กชายผู้ไม่เคยเปลี่ยนสียางจัดฟัน

พลีส :

 

เพราะเป็นคนตื่นง่ายด้วยเสียงนาฬิกาปลุกเพียงแค่ครั้งเดียว ในทุกๆ เช้าผมจึงไม่เคยตื่นสายหรือต้องรีบร้อนที่จะเตรียมตัวไปโรงเรียน เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วเดินลงมาข้างล่างก็เห็นหน่อยกำลังเตรียมอาหารเช้าไว้รออยู่แล้ว ผมนั่งลงที่โต๊ะอาหารมองแซนด์วิชไส้ทูน่าที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กพอดีคำกับนมรสจืดกล่องหนึ่ง

เบื่อแซนด์วิชของหน่อยชะมัด

ผมเลือกดื่มแค่นมแล้วปล่อยแซนด์วิชให้คาอยู่ในจานแบบนั้น เมื่อคนทำหันมาเห็นว่าผมไม่แตะต้องสักชิ้นก็อ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจด้วยการหันไปหาแม่ที่เดินลงมาจากบันไดพอดี เสียงเรียกของผมหยุดแม่ที่กำลังดูรีบร้อนนั่นเอาไว้

"แม่"

"ว่าไงลูก"

"วันนี้แม่จะไปงานประชุมผู้ปกครองของพลีสหรือเปล่า"

เดาได้จากการที่แม่นิ่งไปครู่หนึ่งนั้น แน่นอนว่าแม่ลืม 

"วันนี้แม่มีประชุมสำคัญมาก พ่อก็คงจะยุ่ง ให้หน่อยไปแทนก็แล้วกัน"

"หน่อยเป็นผู้ปกครองพลีสหรือไง"

"เอาน่า หน่อยรู้เรื่องพลีสดีทุกอย่างนั่นแหละ ฝากด้วยนะหน่อย"

หน่อยรับคำก่อนที่แม่จะเดินออกไป จริงอย่างแม่ว่า แม้ไม่ใช่บุพการีแต่หน่อยก็รู้เรื่องของผมดีกว่าพ่อแม่ซะอีก แล้วงานประชุมผู้ปกครองของปีนี้ก็เป็นอย่างเช่นทุกครั้ง หน่อยไปทำหน้าที่แทนพ่อกับแม่ แม้ความจริงผมอยากให้พ่อกับแม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ได้รับรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมบ้างแต่ก็เรียกร้องอะไรไม่ได้เลย

 

งานประชุมผู้ปกครองจัดขึ้นตอนบ่าย กินเวลาเนิ่นนานจนต้องงดการเรียนการสอนในช่วงบ่ายไป หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมผมจึงรอกลับพร้อมหน่อย ดูเหมือนว่าหน่อยจะชอบงานที่โรงเรียนมากถึงได้พูดถึงไม่หยุด 

"ประชุมวันนี้สนุกดีนะคะ ได้เจอผู้ปกครองของเพื่อนๆ น้องพลีสเยอะเลย คุณครูประจำชั้นของน้องพลีสปีนี้ก็ดูใจดีมากๆ ด้วย คุณครูบอกว่าตอนอยู่ที่โรงเรียนน้องพลีสไม่มีปัญหาอะไร ได้ยินแบบนั้นหน่อยก็สบายใจค่ะ"

หึ...ครูจะไปรู้อะไร

"หน่อยได้ฟังเรื่องโครงการส่งเสริมกิจกรรมหลังเลิกเรียนแล้ว ฟังดูน่าสนใจนะคะ ถ้าน้องพลีสไม่อยากไปเรียนพิเศษ ก็น่าจะเข้าร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียนนะคะ หน่อยเอาเอกสารที่คุณครูแจกมาด้วย น้องพลีสลองดูสิคะว่าชอบชมรมไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า ถ้าเบื่อพวกวิชาการแล้วลองดูเป็นชมรมศิลปะไหมคะ ชมรมถ่ายรูปก็น่าสนใจ น้องพลีสจะได้ออกไปถ่ายรูปสถานที่สวยๆ ด้วย น่าจะสนุกนะคะ แล้วก็..."

"หน่อย"

"คะ?"

"หยุดพูดเถอะ"

"..."

"พลีสรำคาญ"

"ค่ะๆ" สิ้นเสียงรับคำ ในรถก็เงียบกริบไปตลอดทางอย่างที่ผมต้องการ จริงๆ แล้ว ผมมีเรียนพิเศษทุกวันหลังเลิกเรียน ตามบัญชาของแม่ที่สั่งให้หน่อยจัดการสมัครเรียนให้โดยที่ไม่เคยถามผมก่อน สะสมความเบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยมานานสักพักหนึ่ง ความอดทนของผมก็สิ้นสุดลงด้วยการตัดสินใจโดดเรียนไปซะดื้อๆ ทุกๆ วัน ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่มีรายชื่อในคลาสอีกต่อไป

ผมบอกให้หน่อยรู้และขอร้องไม่ให้บอกกับแม่ เล่นละครด้วยการออดอ้อนนิดๆ หน่อยๆ คนใจอ่อนอย่างหน่อยก็ยอมช่วยปกปิดเรื่องนี้ให้ แต่ถึงแม้จะไม่มีเรียนแล้วก็ใช่ว่าจะกลับบ้านเร็วได้ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทุกๆ วันผมจึงต้องหาเรื่องไปอยู่ที่อื่นก่อนที่จะถึงเวลากลับบ้าน ผมไม่มีเพื่อนหรือกิจกรรมอะไรให้ทำมากนัก ชีวิตจึงมักวนเวียนอยู่ไม่กี่ที่ บ่อยที่สุดก็ร้านหนังสือ ร้านกาแฟและคลินิกทำฟัน

"จะให้หน่อยมารับไหมคะ"

"พลีสกลับเองครับ"

"ดูเหมือนว่าฝนจะตก น้องพลีสพกร่มไปด้วยสิคะ มีร่มอยู่หลังรถ เดี๋ยวหน่อยไปหยิบ..."

"ปึง"

ผมปิดประตูรถก่อนที่หน่อยจะพูดอะไรต่อ และไม่ได้รอร่มคันนั้นเพราะคิดว่ามันไม่จำเป็น หน่อยดูแลผมมาตั้งแต่เกิด ดูแลดีเสียยิ่งกว่าคนเป็นพ่อแม่ แต่ขณะเดียวกันหน่อยก็ทำเหมือนกับว่าผมไม่เคยโตขึ้นเลย จึงมีหลายครั้งที่ผมรู้สึกรำคาญใจ เพราะผมไม่ใช่เด็กห้าขวบที่ทำอะไรไม่เป็นอีกแล้ว

 

วันนี้ผมเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ในร้านหนังสือ เดินวนอยู่ในร้าน เปิดอ่านหนังสือเล่มที่สนใจผ่านๆ อย่างไม่จริงจัง ก่อนที่จะมองไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่กำลังถูกหลายคนพูดถึงอยู่ในโซเชี่ยล เป็นหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่นำเสนอในมุมมองที่แตกต่างจากหนังสือนำเที่ยวปกติ ผมเคยอ่านบทความตัวอย่างแล้วพบว่ามันน่าสนใจ จึงไม่ลังเลที่ยกมือขึ้นหยิบเล่มนั้นมาดู  

"โอ๊ะ!"

มือของผมชะงัก พอๆ กับคนข้างๆ ที่ดึงมือตัวเองออกไปตอนที่เขากำลังจะหยิบหนังสือเล่มเดียวกับผมพอดี หนังสือยังวางอยู่บนชั้น ผมกับเขามองหน้ากันไปมา แล้วหันมองหนังสือเล่มนั้นพร้อมกัน

เหลืออยู่เล่มเดียว

พนักงานบอกกับเราอย่างนั้นตอนที่ผมเป็นคนเดินไปถาม และตอนนี้หนังสืออยู่ในมือของผู้ชายคนนั้น เขามองมันแล้ว มองมันอีก คิดว่าคงลังเลอยู่ไม่น้อยที่จะยกมันให้กับผม

"น้องเอาไปก็ได้"

"ไม่เป็นไรครับ พี่หยิบก่อนนี่"

"เอาไปเถอะ ดูราคาแล้วมันแพงไปหน่อย พี่คงไม่ซื้อ"

เขาพูดแค่นั้นแล้วยื่นหนังสือใส่มือผม ก่อนจะเดินออกจากร้านไป ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือหลอกเรื่องราคาที่บอกว่าแพงไป แต่ก็รู้สึกขอบคุณอยู่ในใจที่เขายกหนังสือเล่มนี้ให้เป็นของผม 

 

ผมได้หนังสือเล่มนั้นมาเป็นเพื่อนระหว่างรอ นั่งอ่านไปได้สักพักก็ถึงเวลากลับบ้าน เก็บกระเป๋าออกมาจากห้างก็เห็นว่าฝนกำลังตกปรอยๆ ในใจก็เกิดก่นด่าตัวเองขึ้นมาซะเฉยๆ น่าจะเชื่อหน่อยแล้วเอาร่มมาหรือไม่ก็น่าจะให้หน่อยมารับสิ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จึงต้องยอมเปียกฝนนิดหน่อยแล้วเดินไปขึ้นรถเมล์

กลับถึงบ้านก็ตั้งใจจะรีบขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่หน่อยจะเห็นเข้า ไม่อย่างนั้นคงเอาแต่บ่นอีกแน่ๆ

"โฮ่ง!" สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่หันมาทักทายผมคือมันแกว เจ้าหมาตัวโปรด ขาสั้นๆ วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาพร้อมส่งเสียงเรียกไม่หยุด

"ชู่ว!" ผมสั่งให้มันเงียบขณะก้มลงจุ๊บหัวมันเบาๆ กระซิบบอกว่าเดี๋ยวจะลงมาเล่นด้วย แล้วรีบวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่ผมเดินไปหยิบผ้าขนหนู เสียงเรียกของแม่ก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง

"พลีส! พลีส!"

ไม่รู้แม่โวยวายอะไร จึงเปิดประตูออกไปหา

"พลีส!"

"มีอะไรครับ" ผมเอ่ยถามตอนที่เห็นแม่กำลังแสดงสีหน้าโกรธๆ กับเสียงเรียกที่ดังกว่าเดิม ข้างๆ กันก็เห็นหน่อยที่เดินตามมาด้วยทำหน้าซีด เมื่อผมหันมองก็ก้มหน้าหนีไปซะเฉยๆ

"วันนี้แม่ไปที่เรียนพิเศษพลีสมา แต่เพื่อนพลีสบอกว่าพลีสไม่ได้ไปเรียน"

"ฝนมันตก พลีสเลยไปเรียนไม่ทัน"

"อย่ามาโกหกแม่นะพลีส แม่รู้หมดแล้วว่าพลีสไม่ได้ไปเรียนเลย ไม่มีรายชื่อพลีสในคลาสเรียนด้วยซ้ำ!"

คิดอยู่แล้วว่าสักวันความจริงคงถึงหูแม่แน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เตรียมที่จะรับมือ ผมหมดทางที่จะโกหกต่อแล้วก็เลยต้องรับความจริงอย่างตรงไปตรงมา

"ครับ พลีสไม่ได้ไปเรียน"

"พลีสทำแบบนี้ทำไม"

"ก็พลีสไม่อยากเรียน ขี้เกียจ เหนื่อย ไม่ชอบ"

"แล้วทำไมไม่พูดกับแม่ตรงๆ ไม่ใช่มารวมหัวกับหน่อยหลอกแม่แบบนี้!" เป้าหมายของแม่หันไปที่หน่อย คนที่ถูกดุกลายเป็นหน่อยและหน่อยก็ไม่เคยเถียงอะไรแม่ได้เลยนอกจากคำขอโทษจากความผิดของผม

"ทำไมไม่บอกฉัน"

"ขอ...ขอโทษค่ะ"

"พลีสสั่งไม่ให้บอก ก็เลยไม่บอกงั้นเหรอ ตกลงนี่เชื่อฟังพลีสมากกว่าฉันแล้วเหรอ รับเงินเดือนจากพลีสหรือไงฮะ หน่อย!"

"หน่อยขอโทษค่ะ"

"ตามใจพลีสจนเคยตัว รู้ไว้เลยนะถ้าพลีสเสียคนมันก็เป็นเพราะหน่อย!"

"แม่ พลีสผิดก็ด่าพลีสสิ"

"ก็ทั้งคู่นั่นแหละ!"

"เสียงดังอะไรกัน" เราทั้งหมดหันมองพ่อที่เดินเข้ามา ผมไม่ได้พยายามที่จะขอความช่วยเหลือจากพ่อ เพราะรู้อยู่แล้วว่าพ่อคงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แล้วอีกอย่าง พ่อก็ไม่มีความสามารถพอที่จะหยุดยั้งแม่ตอนที่กำลังโกรธได้เลย  

"ก็พลีสน่ะสิ  โกหกว่าไปเรียนพิเศษทุกวัน แต่จริงๆ ไม่ได้ไปเลยสักวัน"

"ทำไมทำอย่างนั้นล่ะพลีส"

"ก็พลีสไม่อยากไปเรียน เรียนไปก็ไม่เห็นจะได้อะไรเลย"

"จะไม่ได้อะไรได้ยังไง ใครๆ เขาก็เรียนกันทั้งนั้น เรียนพิเศษน่ะดีกว่าเรียนในห้องเรียนปกติเป็นไหนๆ คนที่เรียนเขาก็เกรดดีขึ้นทั้งนั้นแหละ"

"พลีสไม่ได้เรียนก็เกรดดีอยู่แล้ว คะแนนเต็มร้อยพลีสก็ทำได้ร้อย เรียนพิเศษไปก็ใช่ว่าจะได้มากกว่านั้นซะหน่อย"

"ก็จริงอย่างลูกว่า พลีสก็ได้คะแนนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเรียนก็ค่าเท่ากัน"

"แล้วถ้าไม่เรียนแล้วจะเอาเวลาไปทำอะไร ไปเที่ยวเล่นไร้สาระน่ะเหรอ"

"ก็ลูกไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องไปเรียนสิ คุณก็เอาแต่กดดันลูกอยู่นี่แหละ"

"กดดันเหรอ นี่ว่าฉันเหรอ"

"ก็ใช่น่ะสิ"

"ที่ฉันต้องกดดันก็เป็นเพราะฉันห่วงลูก ไม่ใช่เอาแต่ละเลยลูกอย่างคุณนี่ ลูกพูดอะไรคุณก็เชื่อไปหมด เคยคิดอะไรเองได้ไหม หรือเคยคิดที่จะทำอะไรเพื่อลูกบ้างไหม!"

"อย่ามาพาลได้ไหมคุณ!"

"ก็มันจริงนี่!"

เมื่อไรที่พ่อแม่ถกเถียงกัน มันจะนำไปสู่การทะเลาะที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้ง ผมเบื่อที่จะฟัง เบื่อที่จะเห็นอะไรแบบนี้จึงเปิดประตูเข้าห้องแล้วล็อกแน่นสนิท ทว่าเสียงทะเลาะจากห้องของพ่อและแม่ก็ยังดังเข้ามาให้ได้ยินอยู่ หูฟังชนิดครอบหูกับเพลงที่เปิดดังสุดความสามารถของเครื่องเล่นเพลงในมือถือ เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผมหลุดพ้นจากเสียงเหล่านั้นได้

ไม่รู้กี่เพลงต่อกี่เพลงที่เล่นต่อเนื่องไปยาวนานจนกระทั่งจิตใจผมสงบลง รู้สึกหนาวขึ้นมาตอนที่เพิ่งจะรู้ตัวว่ากำลังนอนขดอยู่ข้างเตียงบนพื้นห้องขณะที่เนื้อตัวยังเปียกชื้น ผมปิดเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม แล้วยันตัวเองขึ้นนั่งพิงเตียง ถอนหายใจออกมาเบาๆ

ผมหันมองประตูห้องที่ล็อกอยู่ ผมรู้ว่าหน่อยจะยังอยู่ตรงนั้นจนกว่าผมจะออกไปเปิด คิดได้เช่นนั้นจึงลุกไปเปิดประตู และเป็นไปอย่างที่คิด หน่อยนั่งกอดเข่าอยู่หน้าประตูเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วลุกขึ้นยืน เสียงบ่นอันเป็นนิสัยก็ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

"น้องพลีส ทำไมยังไม่อาบน้ำอีกคะ เดี๋ยวก็ไม่สบายจนได้"

"กำลังจะไปอาบแล้ว"

"งั้นหน่อยจะอยู่ที่นี่จนกว่าน้องพลีสจะอาบน้ำเสร็จเลย"

"หน่อย"

"จะอยู่ตรงนี้ค่ะ" ยืนยันคำเดิมพร้อมกับเดินเข้าห้องผมแล้วทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียง ไม่รู้จะจัดการยังไงกับคนคนนี้ดี ทำได้แค่เดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วตรงเข้าห้องน้ำ ผมใช้เวลาอาบน้ำอยู่พักหนึ่ง พอเดินออกจากห้องน้ำ หน่อยก็ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มมาคือถาดอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือ

"น้องพลีสยังไม่ได้ทานข้าวเย็นเลย"

"พลีสไม่หิว เอาลงไปเถอะ อยากนอนแล้ว"

"แต่หน่อยทำไก่ทอดเอาไว้ให้นะคะ"

"..."

"ทอดสุดฝีมือเลยนะ"

"..."

"ถ้าน้องพลีสไม่กิน คนทำเขาก็คงเสียใจ"

หน่อยเป็นแบบนี้ทุกทีเลย!

ผมจงใจถอนหายใจแรงๆ เพื่อให้อีกคนได้ยิน ทิ้งผ้าขนหนูลงบนเตียงแล้วขยับไปนั่งที่โต๊ะหนังสือเพื่อกินข้าวที่หน่อยยกมาให้ ไก่ทอดถูกฉีกเป็นชิ้นพอดีคำอย่างที่หน่อยทำให้เสมอ แม้ผมจะยอมกินข้าวแล้วแต่ก็ยังมีเรื่องอื่นให้หน่อยบ่นไม่หยุด

"ต้องเช็ดผมให้แห้งก่อนนอนนะคะ"

"พลีสรู้"

"รู้ แต่ก็ทำไม่ได้" พูดขำๆ แล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่ผมโยนไว้นั่นขึ้นมา ก่อนจะใช้มันเช็ดผมให้ ผมปล่อยให้หน่อยเป็นคนเช็ดผมให้ ขณะที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ มือของหน่อยที่โอบอุ้มผมมาตั้งแต่เด็กๆ ค่อยๆ ขยี้ผมเบาๆ ด้วยผ้าขนหนู ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมือเปล่าที่ลูบหัวผมเบาๆ 

"คืนนี้นอนให้สบาย หลับให้สนิท ไม่ต้องคิดมากเรื่องไหนนะคะ"

"..."

"จะมีหน่อยอยู่กับน้องพลีสตรงนี้เสมอเลยค่ะ"

หน่อยพูดแค่นั้นแล้วเดินเอาผ้าขนหนูไปตากที่ราว ผมหันมองแผ่นหลังของคนตรงนั้นแล้วโต้ตอบอยู่ในใจ เป็นคำที่ไม่เคยพูดออกไปตรงๆ ไม่เคยพูดให้หน่อยได้ยินสักครั้งเลย...

 

ขอบคุณนะครับ

 

...

 

ไม่ค่อยมีเหตุผลที่ทำให้ผมอยากมาโรงเรียน ที่นี่ไม่มีแม้แต่เพื่อนสักคนเลย อาจเป็นเพราะผมอายุมากกว่านักเรียนในห้อง ด้วยเหตุที่ต้องหยุดเรียนไปถึงสองปี บวกกับนิสัยที่ไม่ค่อยสุงสิงหรือพูดคุยกับใครได้นานนัก ก็คงมีส่วนทำให้ผมมักจะถูกกีดกันออกจากสังคมในห้องเรียนอยู่เสมอ ผมไม่เคยถูกเลือกเมื่ออาจารย์สั่งให้จับคู่ทำงาน ไม่เคยได้กินข้าวในโรงอาหารหรือใช้ชีวิตอย่างปกติในโรงเรียนเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน

และต่อให้อายุมากกว่า แต่ตัวเล็กที่สุดในบรรดาเพื่อนผู้ชายในห้อง ร่างกายก็ดูไร้เรี่ยวแรงจนเหมือนจะลุกขึ้นยืนไม่ไหวด้วยซ้ำไป ผมมักถูกกลั่นแกล้งโดยไม่มีเหตุผล ซ้ำไปซ้ำมาจนไม่รู้สึก...

"ตุ้บ!"

สองขาหยุดชะงักตอนที่บอลลูกหนึ่งกระแทกเข้าที่กลางหลัง ก็เจ็บแต่ไม่ได้ร้องออกมา ทำได้แค่ก้มลงเก็บลูกบอลแล้วโยนกลับไปให้ไอ้ปั้นกับเพื่อนที่ยืนหัวเราะอยู่ในสนาม

...จนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว  

เดินผ่านสนามฟุตบอลหน้าโรงอาหารไปซื้อนมหนึ่งกล่องสำหรับมื้อกลางวันของตัวเอง หนึ่งชั่วโมงสำหรับชั่วโมงพัก ยาวนานกว่าความเป็นจริง เพราะผมไม่รู้จะทำอะไรในหนึ่งชั่วโมงนั้น เมื่อดื่มนมหมดกล่องก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้ส่งการบ้านวิชาฟิสิกส์ จึงเดินไปยังห้องพักครูหมวดวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครอยู่เลย ผมเลื่อนสายตามองบนโต๊ะของครูประจำวิชาแต่ไม่เห็นว่ามีรายงานของคนอื่นวางอยู่เลย แต่ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะผมมักจะเป็นคนแรกที่ส่งงานในทุกๆ วิชาอยู่แล้ว ส่งรายงานเสร็จก็เดินกลับไปที่ห้องเรียน ก่อนความเงียบในชั่วโมงพักถูกแทนที่ด้วยเสียงเอะอะของคนในห้องเมื่อถึงเวลาเรียนคาบต่อไปแล้ว

            ผมมักได้รับคำชื่นชมจากครูเสมอว่าเป็นคนตั้งใจเรียน สนใจในสิ่งที่ครูสอนและไม่เคยพูดคุยในเวลาเรียนเลย แม้เป็นคำชื่นชมแต่ผมกลับรู้สึกเวทนาในตัวเองอยู่เล็กน้อย นั่นเป็นเพราะ...ผมไม่มีเพื่อนสักคนให้พูดคุยด้วยต่างหาก 

ชั่วโมงเรียนในคาบบ่ายดำเนินไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งถึงวิชาสุดท้าย ซึ่งเป็นวิชาฟิสิกส์ เมื่อครูเดินเข้ามาในห้องแล้ว แต่เสียงพูดคุยยังไม่หยุดลง นักเรียนบางคนยังหันมาคุยกับเพื่อนที่โต๊ะหลัง อ่านหนังสือวิชาอื่นหรือแม้กระทั่งนั่งเล่นมือถือ ครูประจำวิชาฟิสิกส์เป็นครูผู้ชายวัยใกล้เกษียณ สวมแว่นอันใหญ่ ผมหงอกขาว เคลื่อนไหวเชื่องช้าและมักจะพูดจาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ คงเป็นเพราะลักษณะนิสัยที่ดูใจดีนั้นทำให้นักเรียนส่วนใหญ่หลงลืมที่จะเกรงกลัวครูท่านนี้ไป

"ก๊อกๆๆ"

เสียงปากกาเคาะโต๊ะสองสามครั้งเป็นสัญญาณบอกว่าครูพร้อมที่จะสอน แม้ไม่เกรงกลัวแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคารพกัน เด็กในห้องจึงเงียบเพื่อที่จะเริ่มต้นการเรียนการสอนในวิชานี้ บทเรียนถูกสอนไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาและเนื้อหาที่ไม่ได้น่าสนใจนัก นักเรียนบางคนฟุบหลับ บางคนยกหนังสือขึ้นกางเพื่อบดบังว่ากำลังเล่นเกมในมือถือ บางคนก็ก้มทำงานวิชาอื่น

"รายงานที่สั่งไปคราวก่อน ครูนัดส่งวันนี้ใช่ไหม"

ผมพยักหน้าเป็นคำตอบ แต่ไม่ได้รับความสนใจเพราะเสียงใสๆ ของนักเรียนหญิงหน้าห้องคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาก่อน

"อาทิตย์หน้าค่ะ"

"ใช่ค่ะ อาทิตย์หน้า"

"ครูบอกอาทิตย์หน้าครับ"

ทั้งหมดในห้องเออออกันเป็นเสียงเดียวราวกับนัดกันมาแล้ว

"แล้วทำไมถึงมีคนเอามาส่งครูวันนี้" ครูหยิบรายงานของผมขึ้นดู ขยับแว่นหรี่ตามองชื่อที่แสดงอยู่หน้าปก ก่อนอ่านออกเสียงเบาๆ

"พันธกานต์"

"เชี่ย..." เสียงสบถจากไอ้ปั้นที่นั่งอยู่ด้านหลังดังขึ้นทันทีที่ครูอ่านชื่อผมออกมา นักเรียนในห้องทุกคนก็หันมองเป็นตาเดียวราวกับว่าผมได้ทำเรื่องผิดพลาดเรื่องใหญ่ไปแล้ว

"สรุปว่าครูนัดส่งวันนี้ใช่หรือไม่"

ไม่มีเสียงตอบจากใครเลย ก่อนที่ครูจะเป็นคนหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยการเปิดกองชีทบนโต๊ะ เดาว่าครูคงจะจดมันเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง สายตาเพื่อนในห้องยังมองไม่ละ ขณะที่ครูเองก็พบคำตอบนั้นแล้ว

"นี่ไง ครูจดเอาไว้ว่าส่งวันนี้ นี่คิดจะโกหกงั้นเหรอ"

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนคนอื่นๆ จะนัดกันเลื่อนส่งงานด้วยเหตุผลที่ว่าครูมักจะจำไม่ได้ว่าตัวเองสั่งงานเอาไว้หรือมีกำหนดส่งวันไหน แต่ครั้งนี้ผมไม่รู้ การส่งรายงานตามกำหนดที่ควรจะเป็นเรื่องปกติของนักเรียน จึงกลายเป็นเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ผมกำลังสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนในห้องเข้าแล้ว

"คิดว่าครูจำไม่ได้ก็นัดกันไม่ส่งงานงั้นเหรอ เอาล่ะ ทุกคนไปทำเพิ่มกันมาอีกคนละเล่ม ยกเว้นพันธกานต์"

"โห่!"

"ไม่ต้องมาโห่ เอามาส่งวันศุกร์ ครูจะจดไว้ตัวใหญ่ๆ ตรงนี้เลย"

เมื่อครูเดินออกจากห้องไปแล้ว เสียงจอแจของเพื่อนในห้องก็ดังขึ้นในประเด็นที่ผมตกเป็นผู้ราย ไอ้ปั้นที่นั่งอยู่ข้างหลังถีบเก้าอี้ผมทีหนึ่งเพื่อให้หันไปหามัน

"ไงล่ะมึง คนเขานัดกันบอกครูว่าเลื่อน มึงเสือกไปส่งทำเหี้ยอะไร"

"สาระแนชิบหาย"

"อยากเป็นนักเรียนดีเด่นมากเหรอ"

"ทำคนอื่นเขาเดือดร้อน"

"สมควรแล้วที่ไม่มีใครคบอะ"

มีบางคนที่ก่นด่าอย่างไม่พอใจ บางคนที่เกลียดชังอยู่แล้วก็เพิ่มเหตุผลที่จะเกลียดเข้าไปอีก บางคนก็นิ่งเฉยไม่สนใจ แต่ไม่มีคนไหนเลย...ที่จะเห็นใจกันบ้าง 

ผมถอนหายใจเบาๆ เก็บของใส่กระเป๋าลวกๆ แล้วลุกออกจากโต๊ะ ไม่ทันจะเดินไปไหน ไอ้ปั้นก็ดึงแขนผมเอาไว้ก่อน

"ทำผิดแล้วหนีเลยเหรอวะ"

"นั่นดิ ไม่ขอโทษพวกกูสักคำเหรอ"

จากที่ทนเงียบมานานก็จำเป็นต้องพูดอะไรออกไปบ้าง แม้มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็ควรได้รับความยุติธรรม

"เราไม่รู้ว่าทุกคนนัดกัน"

"มึงไม่ได้อ่านไลน์กลุ่มหรือไงวะ"

"นั่นดิ เขาก็พูดกันชัดแล้วนะ"

"หรือมึงไม่สนใจอ่านวะ"

ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แล้วโต้ตอบด้วยความใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

"เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มไลน์"

"..."

"ในกลุ่มนั้นน่ะ..."

"..."

"ไม่มีเรา"

 

...

 

ผมเคยมีเพื่อน เคยมีคนที่ผมรัก เคยมีทุกอย่างที่คนอื่นมี แต่น่าเสียดาย...มันกลายเป็นอดีต ถึงแม้ว่าในตอนนี้ผมจะสามารถมีทุกอย่างที่ผมต้องการหากว่าสิ่งนั้นมันหามาได้โดยการใช้เงินซื้อ แต่หากเป็นสิ่งอื่นที่หัวใจผมโหยหาก็ไม่อาจได้มาครอบครองแม้เพียงอย่างเดียว

ผมถูกพ่อแม่โกหกด้วยคำหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเราเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ มีรูปลักษณ์ที่ไม่ได้น่าเกลียด มีครอบครัวที่ไม่ขัดสน มีผลการเรียนที่ดี มีชีวิตที่ใครๆ ก็ควรอิจฉา ด้วยภาพลวงหลอกตาเหล่านั้น ทำให้คนที่ไม่รู้จักต่างปักใจเชื่อว่าชีวิตของผมนั้นดีพอแล้ว แต่ความจริงสวนทางทุกอย่างที่คนอื่นคิด ไม่ว่าข้างนอกจะแสดงออกมาว่าเป็นเช่นไร แต่ข้างในกลับกลวง ย่อยยับไม่มีชิ้นดี ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อไร แต่รู้ตัวอีกที...โลกมันก็ใจร้ายกับผมทุกเรื่องไปแล้ว

 

หลังจากที่แม่รู้ความจริงเรื่องที่ผมไม่ได้ไปเรียนพิเศษแล้ว ผมก็สามารถกลับบ้านเวลาไหนก็ได้โดยไม่ต้องโกหกอีก แม้ว่าแม่จะยังโกรธเรื่องนั้นอยู่บ้าง ซ้ำยังกำชับให้ผมทำคะแนนสอบให้ดีอย่างที่พูดไปว่าไม่ต้องเรียนพิเศษก็ทำได้ แต่วันนี้ผมก็ยังไม่อยากกลับบ้าน จึงเดินเล่นไปเรื่อยๆ ในวันที่อากาศไม่ร้อนเพราะเมฆฝนเหล่านั้น ผมมาหยุดอยู่ที่สนามเด็กเล่นหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเครื่องเล่นเก่าๆ กับบรรยากาศเงียบงันเพราะไม่มีใครเลย ผมจึงตั้งใจที่จะเดินเข้าไปนั่งเล่นที่นี่

"ปรื้ด!"

"เหวอ!"  ตกใจร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งลื่นลงมาจากสไลด์เดอร์อันใหญ่นั่น ตอนที่ผมกำลังเดินผ่านไปตรงนั้นพอดี เราต่างคนต่างตกใจผงะกันไปทั้งคู่ ก่อนอีกฝ่ายหันมาให้เห็นหน้าชัดๆ ผมจึงจำได้ว่าเขาคือผู้ชายที่ยกหนังสือให้ผมวันก่อน เขาเองก็คงจะจำผมได้เช่นกันจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน

"อ้าว น้อง"

ผมทำได้แค่ก้มหัวให้ด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนเราทั้งคู่เอาแต่มองหน้ากันไปมา ก่อนที่ผมจะเดินไปนั่งลงที่ชิงช้าตัวหนึ่ง เขาเองก็นั่งลงที่ชิงช้าอีกตัวหนึ่ง ผมมองดูผู้ชายคนข้างๆ ที่สวมเสื้อพละของโรงเรียนแห่งหนึ่งแต่ใส่กางเกงกีฬาขาสั้น กับรองเท้าแตะ ดูจากทรงผมหรือว่าหน้าตานั้นแล้ว เดาไปเองว่าเขาน่าจะเลยวัยที่จะเป็นเด็กม.ปลายแม้ว่าจะอยู่ในชุดนั้นก็ตาม

เรามองหน้าแล้วก็ยิ้ม ยิ้มแล้วก็มองหน้า ดูเหมือนว่าเราทั้งคู่จะไม่มีความสามารถเรื่องการเข้าหาคนเหมือนกัน คงอึดอัดที่จะเอาแต่เงียบเฉย สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายชวนผมคุยก่อน

"บ้านอยู่แถวนี้เหรอครับ"

"ครับ"

"แล้ว...ไม่กลับบ้านเหรอ"

"อยากนั่งเล่นก่อนน่ะครับ"

"อ๋อ"

แล้วก็พากันเงียบอีกครั้ง คนข้างๆ เริ่มขยับชิงช้าแล้วโยกตัวเบาๆ ขณะที่ผมก็เอาแต่มองฟ้าครึ้มๆ ที่ภาวนาอย่าให้ฝนตกลงมาตอนนี้ ขณะนั้นเองก็คิดขึ้นมาได้ว่า วันนี้ผมเอาหนังสือเล่มที่เขายกให้วันนั้นติดมาด้วย และผมเพิ่งจะอ่านจบไปเมื่อกลางวันเลยคิดที่จะส่งต่อมันให้กับเขา เปิดกระเป๋าแล้วล้วงเข้าไปหยิบ แต่ในจังหวะนั้นปลายนิ้วก็ถูกจิ้มกับอะไรสักอย่างที่อยู่ในกระเป๋า จนเผลอร้องออกมาจนคนข้างๆ ตกใจไปด้วย   

"โอ๊ย!"

"เป็นอะไรครับ"

ผมส่ายหน้าหน่อยๆ หยิบต้นเหตุของความเจ็บนั่นออกมาดูก็เห็นว่ามันเป็นปากกาที่ไม่น่ามีพิษภัย อาจเป็นเพราะตอนที่เก็บกระเป๋าลวกๆ จึงไม่ได้กดเก็บปลายปากกา แค่เพียงปลายปากกานั่นปนเปกับจังหวะซวยๆ ของชีวิต นิ้วผมก็ได้แผลจนเลือดซึมออกมาเป็นจุด

"เลือดเลย" ผมพูดออกมาเบาๆ แต่คนข้างๆ ตกใหญ่เสียใหญ่โต

"เลือดเหรอ!"

ผมยังไม่ทันได้ตอบรับ อีกฝ่ายก็ลุกจากชิงช้าแล้ววิ่งพรวดออกไปจากตรงนี้ท่ามกลางความงุนงงของผม

"ฟึบ!"

"ปะ...ไปไหน..."

ผมมองตามผู้ชายคนนั้นที่วิ่งข้ามถนนไปจนลับตา ไม่เข้าใจว่ารีบร้อนอะไร ก่อนจะยกมือเช็ดเลือดที่ปลายนิ้วออก เลือดไหลออกมาแค่นั้นและไม่ได้เจ็บปวดอะไรเลย ผมนั่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนหันไปเห็นคนที่วิ่งออกไป กำลังวิ่งกลับมาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบแล้วยื่นบางอย่างให้ผม

"อะไรครับ"

"พลาสเตอร์ไง เอาไว้แปะแผล"

"ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"

"เลือดออกไม่ใช่เหรอ"

"ก็แค่นิด..."

"มันหยุดไหลหรือยัง!" อีกคนสวนกลับมาเสียงดังตอนที่ผมกำลังจะยื่นนิ้วตัวเองให้ดู ไม่รู้ว่าท่าทีร้อนรนนั่นคืออะไร แต่มันกลับทำให้ผมเผลออมยิ้มออกมาซะเฉยๆ รวบฝีปากกลั้นรอยยิ้มแล้วรับพลาสเตอร์มาจากเขา

"มันหยุดไหลแล้ว ขอบคุณนะครับ"

สีหน้ายังดูกังวลแปลกๆ แต่ก็พยักหน้ารับ แล้วหย่อนตัวลงนั่งที่ชิงช้าตัวเดิม เรายังคงนั่งอยู่ด้วยกัน แต่ก็เงียบใส่กันไปเรื่อยๆ ผมเริ่มไกวชิงช้าเบาๆ อย่างที่เขาทำ เงยหน้ามองท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ

ผมก็ยังคงว่างเปล่าเหมือนอย่างทุกวัน 

"น้อง"

"ครับ"

"กลับบ้านช้าแบบนี้ พ่อแม่ไม่ว่าเอาเหรอ"

"ไม่ว่าหรอกครับ"

"เป็นอะไรหรือเปล่า"

"ครับ?"

"เห็นทำหน้าเศร้าๆ"

"พี่แอบมองหน้าผมเหรอ"

"อือ"

เขายอมรับออกมาตรงๆ แม้ว่าผมตั้งใจจะพูดเล่น อีกฝ่ายหลุดยิ้มกว้าง ด้วยนิสัยที่ผมเป็น มันทำให้ผมเข้ากับคนได้ยากมากๆ เป็นปกติอยู่แล้ว การพูดคุยกับคนรู้จักยังเป็นเรื่องยากเลย ยิ่งถ้าต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า ผมยิ่งไม่กล้า แต่วันนี้ด้วยความอัดอั้นตันใจหรืออะไรก็ตาม มันทำให้ผมเลือกที่จะพูดกับคนคนนี้ออกไปอย่างเปิดเผย

"ผมถูกเพื่อนที่โรงเรียนเกลียด ทุกคนเกลียดผมครับ"

"มีเหตุผลหรือเปล่า"

"ไม่รู้สิครับ แต่บางครั้งผมก็รู้สึกว่า..."

คำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกมาจากปากกลับดูยากเย็นและกลืนหายไปซะเฉยๆ ผมสูดลมหายใจเบาๆ แล้วกลั้นใจพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มันเป็นปกติทั้งๆ ที่ผมเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว

"เหมือนกับว่าผมต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่จงใจทำร้ายผม ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลย"

"..."

"สาบานได้ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลยจริงๆ นะครับ"

ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หันมองคนข้างๆ ที่กำลังยื่นมือเข้ามาจนเกือบจะถึงหัวของผม พลันรู้ตัวผมจึงถอยหนีมือของเขาด้วยความตกใจ อีกฝ่ายก็ดูตกใจไปด้วยจึงดึงมือตัวเองกลับไป

"แค่...แค่อยากจะปลอบใจน่ะ"

"ขอโทษครับ ผมตกใจ"

เขาพยักหน้ารับยิ้มๆ เมื่อฝ่ามือนั้นถูกดึงกลับไป การปลอบใจจึงกลายเป็นคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ออกมาแทน 

"พี่ปลอบใจใครไม่ค่อยเก่ง แต่เข้าใจนะ"

"..."

"รู้ว่ามันยากแต่...สู้ๆ นะ"

"..."

"ต้องสู้นะ โอเคไหม"

ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่ปลอบใจใครไม่เก่งอย่างที่บอกจริงๆ ด้วย ความพยายามที่จะปลอบใจด้วยท่าทางเหล่านั้นทำให้ผมยิ้มรับแล้วกล่าวคำขอบคุณอีกครั้ง กระทั่งเห็นว่าเย็นมากแล้วจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน ไม่ลืมที่จะล้วงลงไปในกระเป๋าแล้วหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาอีกครั้ง

"ผมอ่านจบแล้ว มันเป็นหนังสือที่ดีมากเลย ถ้าเก็บไว้อ่านคนเดียวคงรู้สึกผิดแน่ๆ ผมให้พี่ครับ"

"ให้พี่เหรอ"

"ครับ"

"ขายต่อ?"

"ให้ครับ"

            ผมยื่นหนังสือให้แต่ความเกรงใจถูกแสดงออกผ่านใบหน้าเก้ๆ กังๆ ที่จะรับนั่น ผมจึงยัดหนังสือเล่มนั้นใส่มือเขาไปเลย

"แลกกับพลาสเตอร์ครับ"

ทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกมา หันไปมองอีกครั้งในตอนที่ได้ยินเสียงของเขาดังไล่หลังมา

"ขอบคุณนะครับ"

ผมเพิ่งเข้าใจ คำว่าขอบคุณมันมีค่ามากขนาดนี้...ขนาดที่ทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเลย  

 

...

 

เย็นวันนี้ผมมีนัดทำฟัน และอาจจะเป็นเพราะว่าผมกำลังรู้สึกรอคอย ตอนเย็นของวันนี้จึงมาช้ากว่าทุกวัน ยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นดูครั้งแล้วครั้งเล่า ทันทีที่ได้เวลาจึงรีบไปให้ถึงคลินิกอย่างไม่รอช้า ใช่ว่าผมจะชอบการทำฟันที่เจ็บปวดนั่นเท่าไรนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บางสิ่งบางอย่างที่นี่กำลังดึงดูดผม สักพักใหญ่ๆ ที่ผมรอคอยอย่างใจจดใจจ่อเพื่อจะพาตัวเองมาที่นี่แม้เพียงเดือนละครั้ง และมันก็เป็นหนึ่งครั้งที่ทำให้ทั้งเดือนของผมมีความสุขขึ้นมาซะเฉยๆ  

ใช่...อาจจะเป็นเพราะคุณหมอคนนั้น

"น้องพลีส"

ชื่อเรียกของผมผ่านเสียงของคุณหมอนั้นคุ้นหู ผมยิ้มบางๆ แล้วยกมือไหว้อย่างทุกครั้ง

"มาเร็วจังเลยนะครับ"

ผมไม่ได้ตอบ ได้แต่พยักหน้า ยอมรับว่ายังหุบยิ้มไม่ลง

"เลือกสียางไหม"

"เอาสีเดิมครับ"

"อีกแล้วเหรอ พี่เลือกให้ไหม"

"ไม่เอาครับ"

"สีชมพูไหม"

"สีเทาครับ"

"ฟ้าก็สวยนะ"

"สีเทาครับ"

"ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง"

"สีเทาครับ"

"ยอมแล้ว!" คุณหมอแกล้งทำหน้าบึ้งใส่ พยักหน้าให้ผมเดินตามเข้าไปในห้องทำฟัน ผมนอนลงที่เก้าอี้ทำฟัน ตอนที่คุณหมอกับผู้ช่วยกำลังเตรียมการอะไรบางอย่าง ครู่เดียวเสียงนุ่มทุ้มหูของคุณหมอด้วยประโยคเดิมที่ได้ยินทุกครั้งก็ดังขึ้นข้างๆ หู

"อ้าปากเลยครับ"

แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยชิน น้ำหอมกลิ่นเดิมจากตัวของคุณหมอบอกให้ผมรู้ตัวว่าเราอยู่ใกล้กันแค่นี้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หัวใจผมพลันเต้นตึกตักทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ ผมจึงหลับตาลง คิดเรื่องอื่น เพื่อไม่ให้จิตใจจดจ่ออยู่ตรงนี้ พาความคิดไปให้ไกลจากตรงนี้ สมมติว่าเราไม่ได้อยู่ใกล้กัน ไม่ได้กำลังใกล้ชิดกับคุณหมอ...ไม่มีเขาอยู่ตรงนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง

 

ดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนไข้คนสุดท้ายในวันนี้ ทันทีที่เสร็จจากเคสของผม พนักงานในคลินิกก็เตรียมตัวเก็บของและปิดคลินิก ผมหันไปมองคุณหมออีกทีขณะที่กำลังจ่ายเงิน คนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นดึงหน้ากากอนามัยลงเพื่อให้ผมได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ ที่ดูใจดีอยู่เสมอ

คนคนนั้นน่ะ...น่ารักที่สุดเลย

ผมกลั้นยิ้มไม่อยู่ ริมฝีปากจึงหลุดอมยิ้มออกมานิดๆ จนกระทั่งเดินออกมาจากประตู รอยยิ้มจึงหุบลงอัตโนมัติตอนที่เห็นว่าฝนกำลังตก ผมยกกระเป๋าขึ้นบังฝนแล้ววิ่งข้ามถนนไปยังป้ายรถเมล์ แต่ชั่วโมงฝนตกแบบนี้รถติดหนัก รถเมล์มาช้า แท็กซี่ก็หายากตามตามแบบฉบับ จึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องยืนหลบอยู่ใต้หลังคาป้ายรถเมล์ที่ไม่ได้คุ้มฟ้าคุ้มฝนได้ดีเท่าไรนัก ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดซ้ำยังตกหนักกว่าเดิมจนเม็ดฝนเริ่มสาดกระเซ็นให้ผมเปียก ผมถอยหลังอีกก้าวเพื่อพยายามที่จะหลบฝน ขณะเดียวกันก็มองเห็นเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามายืนข้างๆ เงยขึ้นมองหน้าเจ้าของเท้าคู่นั้นที่กำลังยิ้มกว้างพลางยื่นร่มในมือบังฝนให้

"คุณหมอ"

"เรียกพี่ต่อสิ"

"ครับ?"

"บอกกี่ทีแล้วให้เรียกพี่ต่อ เรียกคุณหมออยู่ได้"

"เป็นคุณหมอนี่นา ไม่ได้เป็นพี่ซะหน่อย" ผมเถียงเบาๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือนิ้วมือเรียวที่จิ้มเข้าเบาๆ ที่หน้าผากพร้อมคำตำหนิกวนๆ

"ดื้อที่สุดในโลก"

พูดจบก็ขยับเข้ามาใกล้ผมอีกนิดเพื่อให้ร่มในมือของเขาได้กันฝนให้ทั้งผมและตัวเขา แต่ด้วยความใกล้ชิดอันไม่เคยชินนั้น เป็นเหตุให้ผมต้องขยับเท้าห่างออกมาจากเขาก้าวหนึ่ง คุณหมอหันมองด้วยใบหน้างงๆ แล้วก็ขยับตามมาอีก เมื่อผมขยับหนีอีกก้าว เขาก็ตามมาอีกจนผมหมดทางหนีเพราะตรงนี้ไม่มีหลังคาป้ายรถเมล์ช่วยกันฝนแล้วจึงต้องเอ่ยปากห้าม 

"อย่าตามมาสิครับ"

"เดี๋ยวก็เปียกหรอก"

"ผมไม่เป็นไร"

"แล้วจะหนีพี่ไปไหนอะ"

"คือ...ผม..."

"เข้ามาเร็ว"

มือข้างหนึ่งของผมถูกดึงให้เข้าไปอยู่ใต้ร่มคันเดียวกัน ขณะที่เราใกล้จนไหล่ชนกันไม่มีช่องว่าง คุณหมอก็ไม่ยอมปล่อยมือผมออก หัวใจเต้นแรงขึ้นราวกับไม่มีขีดจำกัดที่จะสิ้นสุดความรุนแรงนั้น และก่อนที่มันจะระเบิดผมต้องพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ก่อน พลันสายตาหันไปเห็นรถเมล์ที่เข้ามาจอดเทียบพอดี ผมดึงมือออกจากมือคุณหมอแล้ววิ่งขึ้นรถเมล์โดยไม่ได้เอ่ยคำลา เมื่อหันไปมองอีกครั้ง คุณหมอยังคงยืนยิ้มและโบกมือให้ ก็นึกโกรธตัวเองที่ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป แม้แต่จะยิ้มก็ยังทำไม่ได้...เป็นแบบนี้ไม่ดีเลย

ผมกลับมาถึงบ้านในสภาพที่เนื้อตัวเปียกฝนนิดหน่อยเพราะระยะทางจากป้ายรถเมล์มาถึงนี่ไม่มีร่มอะไรที่จะคุ้มกันฝนได้เลย เมื่อหน่อยหันมาเห็นก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ ใส่อารมณ์เกินกว่าเหตุ

"น้องพลีส ทำไมเปียกแบบนี้ล่ะคะ หน่อยบอกแล้วใช่ไหมว่าให้พกร่มไปด้วย"

"ลืม"

"แล้วทำไมไม่โทรให้หน่อยไปรับคะ"

"รถมันติด กว่าหน่อยจะไปถึงก็ช้า พลีสขี้เกียจรอ"

"งั้นรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยค่ะ ถ้าไม่สบายขึ้นมาเดี๋ยวจะแย่"

"ไม่เป็นอะไรซะหน่อย"

"จะไม่เป็นอะไรได้ยังไงคะ น้องพลีสไม่สบายง่ายจะตาย โดนฝนนิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นหวัดแล้ว ไปอาบน้ำเลยค่ะ เดี๋ยวนี้ค่ะ"

"ไปแล้ว ไปแล้วนี่ไง โอเคไหม" ตัดปัญหาเสียงบ่นมากมายนั่นด้วยการทำตามคำสั่งก็จบ ผมจึงตรงเข้าห้องตัวเองเพื่อจะไปอาบน้ำ เท้าก้าวได้ช้าลงตอนที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวเองลงนั่งที่ปลายเตียงขณะที่สมองกำลังคิดถึงเรื่องอื่น

 

"แล้วจะหนีพี่ไปไหนอะ"

"เข้ามาเร็ว"

 

ผมยกมือของตัวเองขึ้นมองอยู่อย่างนั้น พลันหัวใจก็กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะชื่นชอบหรือเคอะเขิน แต่เป็นเพราะอาการต่อต้านที่เกิดจากเหตุผลบางอย่างซึ่งฝังลึกอยู่ในใจ

ผมลุกจากที่นอน ตรงเข้าห้องน้ำแล้วเปิดน้ำล้างมือตัวเอง ทั้งล้าง ทั้งถู ขยี้เสียรุนแรงเพื่อหวังว่าจะลบล้างความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่ในใจได้

ผมไม่ชอบให้ใครเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ไม่ชอบการถูกแตะเนื้อต้องตัว และแน่นอนว่าไม่ชอบ...ที่มันเป็นเช่นนั้น ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลยแต่อาการบ้าๆ นั่น ก็ก่อเกิดขึ้นมาทุกครั้งที่ตัวเองเริ่มรู้สึกกับใครและไม่เคยเอาชนะมันได้ ไม่เคยก้าวผ่านมันไปได้ แม้ว่าคนที่ใกล้ชิดกับผมจะเป็นเขา แม้ว่าจะเป็นคุณหมอ...เป็นพี่ต่อ

 

เป็นคนที่ผมชอบเขาเหลือเกิน...   

 

To be continued.

 

 

แวะมาทักทายกันนิดหน่อย ในที่สุดก็กลายเป็นนิยายรายเดือนอีกจนได้นะคะ น่ารักที่สุด 555555

 

วันนี้ อยากพูดถึงฉากหนึ่งในตอนนี้ที่รู้สึกติดค้างอยู่ในใจมานาน เป็นฉากที่เพื่อนในห้องของพลีสรุมด่าด้วยเหตุผลที่ว่าพลีสเอางานไปส่งก่อนโดยไม่รู้ว่าเพื่อนนัดกันไว้ เหตุการณ์นี้เรานำมาจากเรื่องจริงตอนเรียนม.ปลายเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผ่านไปแล้วสิบปีแต่ยังจำได้ไม่เคยลืมเลย ยาวหน่อยนะคะ อัดอั้นมาก 5555

ในห้องเรียนหนึ่งห้อง มักจะมีนักเรียนที่เรียนเก่งๆ คนหนึ่งแล้วตกเป็นที่หมั่นไส้อยู่ตลอด ไม่รู้สมัยนี้ยังจะมีไหม นะคะ แต่สมัยที่เราเรียน คนที่เป็นเด็กเรียนหนึ่งคนจะถูกคนในห้องไม่ชอบด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้

เรื่องมันเกิดขึ้นในคาบฟิสิกส์ ด้วยความที่อาจารย์เป็นคนใจดีมาก สั่งงานแล้วก็ชอบลืมว่านัดส่งวันไหน แล้ววันหนึ่งก็มีงานชิ้นหนึ่งขึ้นมา จำได้ว่ามันเป็นรายงานแต่ไม่รู้แล้วว่าเกี่ยวกับอะไร เหมือนว่ามันจะยากหรือเยอะมากจนทำไม่ทันกันสักคนอะไรประมาณนี้ค่ะ แกนนำในห้องก็เสนอขึ้นมาว่าจะเลื่อนส่งโดยบอกว่าอาจารย์นัดวันอื่น ทุกคนตกลงกันเรียบร้อย แต่เด็กเรียนดีคนนั้นไม่รู้ เพราะเขาไม่มีเพื่อนเลย ใช้ชีวิตคนเดียวอยู่ตลอด ก็เอางานไปส่งปกติ จนอาจารย์จับได้ว่าทั้งหมดในห้องโกหกเลยถูกทำโทษ จริงๆ ตอนนั้นเพื่อนในห้องโดนตีค่ะ (สมัยนั้นยังครูยังตีนักเรียนได้อยู่) ฟาดกันไปคนละที ก็กลายเป็นความโกรธเคืองกัน จบคาบก็รุมด่าเด็กนักเรียนคนนั้นด้วยถ้อยคำหยาบคาย เรื่องบานปลายไปจนถึงครูที่ปรึกษา ครูเรียกไปคุยกันเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมนักเรียนในห้องถึงไม่ชอบเด็กเรียนดีคนนั้น เรียกถามทีละคน ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเองก็สาดใส่กันเต็มที่ เด็กเรียนดีคนนั้นนั่งฟังเฉยๆ โดยไม่โต้ตอบอะไร บอกให้คนรู้ว่าฟังอยู่ด้วยการพยักหน้ารับตามทุกประโยคที่เพื่อนพูดเลย จนกระทั่งครูเปิดโอกาสให้เขาพูดบ้าง จำได้ไม่ชัดนักแต่เขาพูดประมาณว่า ถ้าทุกคนไม่ชอบเรา มันก็แปลว่าเราไม่ดีนั่นแหละ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเหมือนกันแต่ก็ขอโทษนะ หลังจบเทอมนั้นแล้วเปิดเทอมใหม่ ทุกคนไม่เจอเด็กเรียนดีคนนั้นแล้วเพราะเขาย้ายโรงเรียนไปโดยไม่บอกใคร เด็กคนนั้นถูกลืมโดยไม่มีใครพูดถึงอีกเลย บางครั้งบางคราวเราก็เกือบไปแล้วว่าเขาชื่ออะไร

อย่างที่บอกในเรื่องค่ะ ในหนึ่งห้องเรียนจะมีเด็กเรียนดี มีเด็กเรียนไม่ค่อยดี มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ ที่เป็นแกนนำความคิดเห็นต่างๆ มีคนที่เอาแต่เกลียดคนอื่นแล้วด่าทอ มีคนที่เกลียดคนอื่นเพราะเพื่อนเกลียด มีคนที่ทำได้แค่นั่งมองเฉยๆ โดยไม่คิดเห็นอะไร

และเราเป็นหนึ่งในคนที่นั่งมองอยู่เฉยๆ ค่ะ ทั้งๆ ที่ เราเองก็คุยกับเด็กคนนั้นบ่อยกว่าใคร ทั้งๆ ที่เราต่างคนต่างชอบอ่านนิยายและมักจะแชร์กันเสมอ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนแรกที่อ่านนิยายที่เราเขียน ทั้งๆ ที่เราน่าจะเข้ากันได้ดีแท้ๆ แต่เขาก็ค่อยๆ ถอยห่างเราออกไปแล้วใช้ชีวิตคนเดียวอยู่ตลอด วันที่อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกไปคุย เราจำไม่ได้เลยว่าเราพูดอะไรออกไปบ้าง แต่วันที่เพื่อนรุมด่าหรือว่ามีปัญหากันทุกครั้ง เรามักจะนั่งมองเฉยๆ โดยไม่พูดอะไรเลย บางครั้งบางคราวเราไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป กระทั่งมาคิดได้เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี อยู่ดีๆ เราก็คิดถึงเพื่อนคนนี้ขึ้นมา พยายามหาทางติดต่ออยู่หลายๆ ครั้งแต่ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนนี้เขาจะทำอะไร อยู่ที่ไหน

เราคิดมาตลอดว่า วันนั้นเราน่าจะพูดอะไรสักอย่าง เราน่าจะทำให้เขารู้ว่าอย่างน้อยๆ มีเราที่อยากเป็นเพื่อนเขา มีเราที่ไม่ได้เกลียดเขา เผื่อว่ามันจะช่วยเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ต้องย้ายโรงเรียนไปด้วยความทรงจำแย่ๆ แบบนั้น  ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าได้เจอกันอีกครั้ง จะยังจำกันได้ไหม แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะขอโทษแล้วก็อยากจะอวดว่า เด็กบ้านิยายที่ลองเขียนให้แกอ่านวันนั้น มีหนังสือเป็นของตัวเองแล้วนะ เจ้าเพื่อนบ้า.  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 432 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1087 pitcha, (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 / 02:52
    แง เข้าใจเลยค่ะ มันโหดร้ายจริงๆ T^T
    #1,087
    0
  2. #1020 canookss (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 00:36
    น้องพลีสลูกกก กอดนะคะ
    #1,020
    0
  3. #997 Pingping0707 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 15:48
    โคตรชีวิตจริง เพื่อนบูลลี่
    #997
    0
  4. #938 mileyduchess (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 09:57
    อยากดึงน้องพลีสมากอดแน่นๆ
    #938
    0
  5. #932 Fernnn2207 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:16
    สถานการณ์แบบนี้มันมีอยู่จริงๆค่ะ และมันก็เป็นแผลใหญ่มากๆกับทุกคนที่ประสบ ทั้งๆที่เค้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้แค่มอง ไม่ได้ยื่นมือไปช่วยเหลือ ทำแค่ปล่อยผ่าน และการโดนเกลียดไม่ว่าจะที่ไหน ไม่มีใครโอเคเลยค่ะ แล้วยังต้องมาเจอปัญหาเพื่อนไม่ชอบ ทั้งๆที่เค้าไม่ได้ทำอะไรผิดเนี่ย แต่แล้วเพราะเสียงส่วนมากบอกให้เค้าผิดเค้าก็ต้องผิด
    #932
    0
  6. #911 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 15:40
    ตอนเด็กๆเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่เราดันเป็นหนึ่งคนที่ใจร้าย แอบด่าเพื่อน(ในใจ) พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่าทั้งๆที่ตัวเองผิดแท้ๆทำไมไปโทษเขานะ โคตรแย่
    /ขอให้วันใดวันหนึ่งได้เจอกันนะคะ!
    #911
    1
    • #911-1 lalie2(จากตอนที่ 11)
      14 พฤษภาคม 2563 / 11:32
      เคยเป็นค่ะ ตอนนี้ก็รู้สึกผิดไม่หาย
      #911-1
  7. #893 010440 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 23:29
    เราเป็นเหมือนไรท์ มองดูเฉยๆ
    #893
    0
  8. #845 ValentainTY (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 07:30
    บางทีโลกนี้ก็ใจร้ายกับคนคนหนึ่งเกินไป ㅠㅡㅠ หวังเหลือเกินว่าเด็กเรียนคนนั้นจะได้อ่านนิยายเรื่องนี้ และได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคุณหู้ไข่นะคะ ㅠㅡㅠ หวังว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาอย่างมีความสุขด้วยนะ
    #845
    0
  9. #820 PARKSELOR (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 08:53
    ชีวิตน้องพลีสเศร้าจริงๆอะแหละ พ่อแม่ก็เกิ๊น ไม่ชอบเลยที่พ่อแม่ไม่เข้าใจลูก ใจร้ายมาก
    #820
    0
  10. #803 thunyakornn (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 01:13
    ในเรื่องว่าเศร้าแล้ว ตรงที่ไรท์ทอร์คยิ่งเศร้ากว่า หนูหวังว่าเพื่อนคุณจะมีชีวิตที่ดีขึ้นนะคะ ขอให้วันนึงได้กลับมาพบกันนะคะ
    #803
    0
  11. #787 Jing (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 23:45

    เกลียดจริงๆ-พวกเห็นความทุกข์คนอื่นเป็นเรื่งสนุก ฮือออ //อิน

    #787
    0
  12. #786 Jing (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 23:28

    เมื่อไหร่เพื่อนจะเลิกแก้งน้อง

    #786
    0
  13. #773 cchenjj (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 21:28
    เขาต้องได้อ่านมันอีกครั้งแน่นอนค่ะไรท์
    #773
    0
  14. #688 LilacSky (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 14:52
    โห ตอนสุดท้ายตรงทอล์คเศร้ามากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ
    #688
    0
  15. #650 galepn (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 00:54
    นึกถึงตัวเอง ตอนนั้นมีเด็กใหม่เข้ามา เรานี่เป็นแกนนำเลย พูดอะไรเพื่อนในห้องทำตามหมด เราไม่คุยคนในห้องก็ไม่คุย แต่สุดท้ายก็เปนเพื่อนกันนะ แต่ไม่สนิทเท่าไหร่ พอเวลาผ่านไปหลายปีมานั่งคิด กุทำแบบนั้นทำไมวะ รุ้สึกอยากตบกะโหลกตัวเองตอนนั้นมากๆ เพื่อนก็ดั้นทำตามเราอีกนะ
    #650
    0
  16. #631 JuKlllNoRitZ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 18:55
    อ่านตอนทอล์คแล้วก็นึกถึงตอนเรียนเหมือนกัน วีรกรรมทำไว้เยอะ คิดถึงเพื่อนคนนั้น อยากขอโทษเขา แต่ติดต่อเขาไม่ได้ ไม่มีโอกาสได้ขอโทษเลย // สำหรับนิยาย เราจะติดตามต่อไป สนุก หน่วงมากๆ
    #631
    0
  17. #258 chonlarotkumin (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 14:38

    อ่านช่วงแวะมาทักทายแล้วก็ทำให้นึกย้อนหลังไปหลายสิบปี(อ๊ะ ฮาๆๆ) พี่คิดว่า มันขึ้นอยู่กับคนๆ ไปนะคะ อย่างตอนที่เรียนชั้นมัธยมปลาย ทั้งสายรู้จักกันหมด เด็กเรียนดี เด็กกิจกรรม เด็กเล่นไปเรียนไป(เน้นมาเล่น) ไม่มีใครเขม่นใคร เด็กเล่น เด็กเรียน รวมหัวกันทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน


    พอนึกย้อนไปเรื่องของเต้าหู้ไข่ ในวัยนั้น วันนั้น บางทีเด็กก็อาจจะมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจได้ไม่เหมือนคนที่โตแล้ว ผ่าน พบเจออะไรๆ มาเยอะแล้ว นะคะ พี่คิดว่าอย่างน้อยในเนื้อแท้ของจิตใจ เราก็ไม่ได้คิดจะใส่ร้ายเพื่อน เท่านี้ เพื่อนคนนั้นเขาก็คง ขอบใจเราในใจนะ

    #258
    0
  18. #257 annesfamous (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 19:10
    บางทีเค้าอาจจะยังคงอยู่ที่ใดสักที่ และคอยติดตามผลงานของไรท์อยู่ก็ได้ค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่มักจะตามดูชีวิตเพื่อนเก่าๆ แต่ไม่เคยแสดงออกไปให้เค้ารับรู้ เพราะเราเป็นคนที่ไม่น่าจดจำ สำหรับใครเลย ❤️
    #257
    0
  19. #256 sleeplessํ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 22:12
    บางทีเพื่อนคนนั้นอาจจะกำลังอ่านอยู่ก็ได้นะคะ :)
    #256
    0
  20. #255 ponestm (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 19:36
    ขอให้เจอเขาคนนั้นนะคะ
    #255
    0
  21. #254 kunkyu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 19:34
    อืม แล้วเรื่องการแตะเนื้อต้องตัวนี่ว่าเพื่อนต้องทีส่วนเกี่ยวแน่เลย(มั่ว)
    #254
    0
  22. #253 kunkyu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 19:32
    แก แล้วพวกเธอบุลรี่น้องพลีสทะมัยห๊าา สงสัย ((เอออ หรือมันมีเบื้องหลังกว่านั้น))
    #253
    0
  23. #252 kunkyu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 19:31
    พี่คนนั้น! เดาไว้ก่อนเลยว่าพี่แสง!
    #252
    0
  24. #251 yodyahyee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 08:59
    ประสบการณ์แบบนี้เกิดกับเราบ่อยครั้งนะ เป็นเหมือนๆน้องพลีสเลย ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุผลของคนเหล่านั้นคืออะไร
    ปล่อยผ่านและอยู่กับตัวเอง วันๆนึงแทบจะไม่ได้พูดกับใครเลย จนกลายเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะมีความสัมพันธ์ใหม่ๆกับใคร
    เข้าใจในจุดที่น้องพลีสยืนอยู่เลย
    ขอให้ไรท์ตามหาเพื่อนคนนั้นเจอนะ ไม่แน่.. เค้าอาจจะอ่านผลงานของไรท์อยู่ก็เป็นได้
    #251
    0
  25. #250 อภิญพร แซ่โค้ว (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 08:28
    จะร้องไห้กับน้องพลีส จะร้องไห้กับเรื่องเพื่อนของไรท์ด้วย กอดๆทั้งไรท์และน้องพลีสเลยนะ
    #250
    0