เรื่องเล่าของผมกับเจ้าแมวดำ

ตอนที่ 1 : รสชาติที่หลงใหล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 พ.ย. 63

พ่อมดเจ้าของกระท่อมกลางป่าได้ลุกขึ้นมาพบกับแสงแดดอันแสนอบอุ่น มือหนาได้เปิดผ้าม่านสีทึบให้แสงสาดส่องเข้ามาในตัวกระท่อมทำให้เจ้าแมวดำที่นอนขดตัวอยู่นั้นต้องลืมตาตื่นอย่างไม่เต็มใจนัก

“เจ้าเด็กบ้า เจ้าทำข้าตื่น”

“ผมนึกว่าแมวชอบแสงแดดอุ่นๆเสียอีก ข้าคิดผิดหรือ”

“เรื่องชอบนั่นก็ถูก แต่ข้ายังไม่พร้อมจะตื่นเพราะงั้นปิดม่านเสีย”

“ขอปฏิเสธผมต้องเขียนงาน”

เด็กหนุ่มว่าพลางนั่งลงบนโต๊ะไม้โอ๊กที่มีหนังสือมากมายวางกองอยู่ เขาหยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมาพร้อมด้วยปากกาขนนกสีขาวและขวดน้ำหมึก

“นิทานน่ะหรือ”

ไม่ว่าเปล่าเจ้าแมวดำรีบปีนโต๊ะขึ้นไปตั้งใจมองดูเด็กหนุ่มที่จะจรดปากกาลงบนผืนกระดาษว่างที่รอให้ได้รับการแต่งแต้มเรื่องราวต่างๆ

“เจ้าจะเขียนเรื่องแบบใดกัน”

“นั่นสินะผมเองก็อยู่มาเสียเนิ่นนาน จะเขียนแต่เรื่องเก่าๆก็คงจะน่าเบื่อไปหน่อยงั้นคราวนี้ผมจะเขียนเรื่องราวของยุคใหม่นี่แล้วกัน”

“แล้วเจ้าจะเริ่มอย่างไร”

พ่อมดหนุ่มขมวดคิ้วมองไปรอบๆจนสายตาพบเข้ากับกระปุกลูกอมแสนหวานและเปรี้ยวของโปรดเขา

“ผมว่าผมคิดออกแล้วล่ะ เธอพร้อมฟังหรือยัง”

พ่อมดหนุ่มเอ่ยถามเจ้าแมวดำและใช้ปากกาขนนกขีดเขียนลงบนกระดาษสีครีมอ่อนตรงหน้า

 

 

รสเผ็ด รสหวาน รสขม รสฝาด รสเปรี้ยว รสเค็ม ร้อน เย็น อ่อนนุ่ม กรุบกรอบ ชา ความรู้สึกนั้นมีหลากหลายรสชาติจนนับไม่หวาดไม่ไหว แต่ทั้งๆที่เยอะเสียขนาดนั้นฉันก็ยังไม่เจอรสชาติที่ให้ความรู้สึกมากไปกว่าชอบหรือรัก ‘หลง’ ยังไม่เจอรสชาติที่ทำให้รู้สึกได้แบบนั้น

 

เรื่องมันเริ่มจากเมื่อครั้งที่ฉันยังจำความพูดเป็นภาษาหยิบจับคว้านู่นคว้านี่เข้าปากได้ทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองมีความสามารถพิลึกพิลั่นอยากการจับความรู้สึกกินเข้าปาก กลุ่มบรรยากาศความรู้สึกแรกที่ฉันเคยชินตอนคว้าเอาไว้มันอบอุ่นเหมือนดวงอาทิตย์เล็กๆ มีความแวววาวและนุ่มนิ่ม เมื่อมันผ่านเข้าปากรสชาติของความรู้สึกแรกที่เคยกินเข้าไปเป็นให้สัมผัสที่นุ่มฟูอบอุ่นเบาบางและอ่อนหวานในปากเหมือนก้อนสายไหม

"เอลโล่ลูกรัก รู้ไหมหนูเป็นสมบัติล้ำค่าของแม่เลยนะ" หญิงสาวเอ่ยก่อนจะอุ้มเด็กน้อยที่เอามือเข้าปากตัวเองขึ้นมาและค่อยๆดึงมืออันเล็กและแสนนุ่มนิ่มนั่นออกจากปากที่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่ครบทุกซี่ คงเพราะมาจากบรรยากาศความดีใจที่มีเด็กน้อยอย่างฉันอยู่ในบ้าน เป็นรสชาติที่ฉันอยากให้คงอยู่ไปตราบนานเท่านานอยากได้มากขึ้นไปอีก

‘นี่คือรสชาติความรักของพ่อแม่สินะ’

 

พอโตมาได้อีกสักหน่อยประมาณประถมความหวานนั้นยิ่งมีมากขึ้นมันหวานจนรู้สึกเหมือนกับจะบาดคอให้ขาดได้เลย ในตอนนั้นฉันแทบไม่ได้รับรสชาติอื่นใดจนเกิดความรู้สึก'เบื่อ'

ไม่ใช่ว่าเกลียดชีวิตที่หอมหวานเช่นนี้เพียงแต่มันมากเกินไปจนฉันได้สังเกตว่าความรู้สึกหวานเลี่ยนนั่นเกิดจากความรักอันมหาศาลจนบิดเบี้ยวของคุณพ่อคุณแม่ที่ปกป้องฉันมากเกินไป ใช่แล้วความรู้สึกบาดคอในตอนนั้นมันคือยาพิษที่พยายามฆ่าฉันนี่เอง รสชาตินี้ทำให้ในท้องเกิดความรู้สึกที่กระอั่กกระอ่วน มันปั่นป่วนราวกับมีทะเลคลั่งอยู่ในท้องจนแทบอยากจะอาเจียนออกมาแต่จะให้คายอะไรออกมาได้ล่ะ ในเมื่อสิ่งที่ฉันกินเข้าไปไม่มีรูปร่างที่เป็นรูปธรรมมันคือความรู้สึกรักจนน่าสะอิดสะเอียน พวกท่านรักฉันเสียจนยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมแบบที่คล้ายๆกับไข่ในหิน แต่มันมากกว่านั้น

ในขณะที่เด็กวัยฉันควรจะได้เล่นสนุกสนานกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเล่นหมากเก็บ ซ่อนหา ไล่จับ เล่นก่อทราย ปีนป่าย ฉันกลับทำได้เพียงนั่งมองจากที่ไกลๆ มีเด็กคนหนึ่งมองมาทางฉันพร้อมกับถือลูกบอลสีเหลืองอมส้มสดใสเหมือนดวงอาทิตย์ยิ้มให้ก่อนจะวิ่งมาหาฉันที่นั่งไกวชิงช้าเบาๆมองพวกเขาที่เล่นกันอย่างสนุกสนาน

"เธอชื่ออะไรหรือ มาเล่นด้วยกันสิ นั่งเฉยๆมันน่าเบื่อออกมาเล่นกันเถอะ" รอยยิ้มและน้ำเสียงนั่นพร้อมทั้งฝ่ามือเล็กๆที่ยื่นมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้บรรยากาศรอบข้างอบอุ่นขึ้น ฉันเผลอปิดปากและชิมบรรยากาศนั่นด้วยความเคยชิน สัมผัสแรกที่รู้สึกได้คือ นุ่ม หวานและเปรี้ยวหน่อยๆมีกลิ่นหอมของดวงอาทิตย์อุ่นๆและความสดชื่นเหมือนต้นไม้ ฉันค่อยๆเอื้อมมือจะตอบรับคนตรงหน้า ทว่าก็ต้องถูกหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่คุ้นตามาขัดไว้เสียก่อน "ขอโทษนะจ๊ะหนู ลูกของน้าร่างกายไม่แข็งแรงอย่ามายุ่งกับแกเลยนะจ๊ะ"

ไม่ใช่ ร่างกายฉันแข็งแรงครบสามสิบสองดี นั่นเป็นแค่คำโกหก คำโกหกอันแสนหวาน

"เป็นแบบนั้นหรือคะ งั้นเราขอโทษนะที่ให้ฝืนมาด้วย ขอให้แข็งแรงนะ" เด็กคนนั้นพูดอวยพรให้ฉันก่อนจะโบกมือลาและวิ่งกลับไปเล่นบอลกับเพื่อนๆต่อ "ทำไมหนูถึงเล่นกับทุกคนไม่ได้ หนูแข็งแรงดี" ฉันเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของคนข้างกายก่อนจะถามด้วยความสงสัย "เพราะลูกล้ำค่าสำหรับแม่มากเกินกว่าที่แม่จะยอมให้ลูกไปเล่นอะไรแบบนั้น ถ้าลูกต้องเจ็บตัวแม่คงปวดใจมาก" เพราะคุณพ่อคุณแม่ท่านทั้งสองต่างห่วงว่าร่างกายเล็กๆของฉันจะบุบสลายหรือเหมือนแก้วอันเปราะบางที่อาจแตกสลายได้หากห่างสายตา ความรักที่มากมายเช่นนี้ ช่างเป็นรสหวานจนเกินจะรับไหวเสียจริง

‘ถ้าหากตอนนั้นฉันมีความกล้ามากกว่านี้’

‘ถ้าหากฉันคว้ามือเล็กๆนั่นเร็วกว่านี้’

‘ถ้าหากฉันกล้าที่จะพูดมากกว่านี้’

‘ฉันจะได้ลิ้มรสชาตินั้นมากขึ้นไปอีกรึเปล่านะ อยากจะลองลิ้มรสอีกสักครั้ง’

‘แค่อีกครั้งก็ยังดี’

 

และแน่นอนวันเวลาที่ผ่านไปย่อมเกิดบางสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะในทางที่ดีหรือไม่ ซึ่งในกรณีของฉันมันออกมาในอย่างหลัง ทำไมน่ะหรือ ในเกือบทุกวันตอนเช้าตื่นมาความรู้สึกที่ลอยฟุ้งไปทั่วนั้นเต็มไปด้วยรสชาติที่ชวนอ้วกจนขนาดที่ว่าไม่ต้องเอาเข้าปากก็รู้สึกได้มันเหมือนกับอาหารเน่าเสีย เพราะรสชาติเหล่านี้ฉันเลยได้รู้ว่ารอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าของคนที่ฉันเรียกว่าพ่อกับแม่นั้นคือรอยยิ้มจอมปลอมที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมา

‘อยากอ้วก’ กลายเป็นคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อตื่นขึ้นมาทุกวันของฉันไปเสียแล้ว

 

ครูสอนตามบ้านที่คุณพ่อจ้างมาเคยบอกว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจนมิอาจตัดให้ขาดได้และสำคัญที่สุดคือสายสัมพันธ์ของครอบครัว ครอบครัวจะต้องหันหน้าเข้าหากัน คอยช่วยเหลือกัน รับฟังปัญหาของกันและกันฉันอยากจะบอกให้กลับคำเดี๋ยวนี้โดยด่วนในทุกค่ำคืนที่ทุกสิ่งอย่างได้หลับนอนเพื่อพักผ่อนกายและใจ สำหรับบ้านหลังนี้มันคือเวลาแสดงตัวตนจริงๆของชายหญิงคู่นี้ ทั้งคู่มีปากเสียงกันชนิดไม่กลัวว่าจะมีใครได้ยินแต่เหมือนทั้งคู่จะไม่เคยคาดคิดว่าตัวฉันนั่งฟังที่บันไดอยู่ตลอดเวลา

ไม่ใช่ว่าอยากอยู่ ไม่ใช่ว่านิยมชมชอบในรสชาติของบรรยากาศตอนนี้ เพียงแต่ครั้งแรกที่เผลอตื่นมาในกลางดึกและเจอกับเหตุการณ์นี้ บรรยากาศที่ฉันได้ลิ้มรสคือรสเผ็ดปนขมและร้อนจนแทบจะลวกคอ เป็นรสที่เกือบจะทำให้สำลักเสียก่อนที่มันจะได้ผ่านลำคอด้วยซ้ำ อยากหนีไปนอนให้รู้แล้วรู้รอดแต่ทำไม่ได้เพราะคำที่ได้ยินกรอกหูว่าครอบครัวต้องคอยฟังปัญหาของกันและกัน ฉันจึงเลือกที่จะแอบฟังและคอยชิมรสชาติของบรรยากาศนี้ทุกครั้งไป เป็นรสชาติเผ็ดที่ชวนทรมานจนและรสขมจนอยากร้องไห้ ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกในสิ่งเดียวกันแท้ๆ ทำไมถึงไม่ยอมเงียบและฟังเสียงหัวใจของตัวเองและอีกฝ่ายกันนะ หากทำแบบนั้นคงไม่ต้องเจ็บปวดกันทั้งสองฝ่ายแบบนี้

ไม่อยากรับรสชาตินี่อีกแล้ว รสชาติที่เหมือนจะเผาไหม้ลำคอนี่ ไม่อยากจะรับรู้มันอีก

เมื่อบรรยากาศนั้นได้หยุดลงฉันค่อยๆเคลื่อนตัวกลับยังห้องนอนของตัวเองอย่างเงียบเชียบเพื่อให้แน่ใจว่าคุณพ่อและคุณแม่จะไม่รู้ตัวว่าฉันยังตื่นอยู่ ฉันรีบเอาตัวเข้าไปมุดในผ้าห่มนอนหันด้านหลังให้ประตูและหลับตาลงก่อนจะตามมาด้วยเสียงของประตูห้องที่เปิดออกและมีแสงไฟจากทางเดินสาดส่องเข้ามา ผู้เข้ามาในห้องได้ใช้ฝ่ามือหนาและหยาบเล็กน้อยลูบเส้นผมบนศีรษะของฉันอย่างอ่อนโยนราวกับว่าฉันยังคงเป็นเด็กน้อย

“พ่อขอโทษนะที่สร้างครอบครัวในอุดมคติให้ลูกไม่ได้”

‘ครอบครัวในอุดมคติ?’

‘ของแบบนั้นมันคืออะไร’

‘มันจะทำให้ฉันมีความสุขได้จริงหรือ’

‘นั่นคือสิ่งที่ตัวฉันต้องการจริงๆหรือ’

 

มือหนานั้นค่อยๆเคลื่อนออกอย่างช้าๆราวกับกลัวว่าคนที่หันหลังแกล้งหลับอยู่นั้นจะตื่นขึ้นมา ก่อนจะออกจากห้องโดยไม่ลืมเอ่ยราตรีสวัสดิ์ทิ้งท้าย เมื่อเสียงฝีเท้าของคนที่พึ่งออกจากห้องไปนั้นห่างไกลออกไปจนรับรู้ได้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว เด็กหญิงยันตัวขึ้นมองผ่านหน้าต่างห้องนอนของตัวเองด้วยสายตาอันว่างเปล่าก่อนจะเอื้อมมือคว้าบรรยากาศความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่เมื่อสัมผัสความรู้สึกนั้นเธอรู้สึกเย็นหน่อยๆ และยิ่งมันผ่านเข้าไปในปากเล็กนั้นความเย็นก็แผ่ไปทั่วอย่างช้าๆราวกับจะกัดกินให้ถึงหัวใจ รวมถึงทำให้รู้สึกชาที่หัวใจอย่างประหลาด

‘นี่มันรสชาติอะไรกันนะ ทำไมคุณพ่อถึงทิ้งรสชาตินี้เอาไว้กัน’

เด็กหญิงได้แต่คิดและสงสัยเพราะเธอไม่เคยสัมผัสกับรสชาตินี้จากใครมาก่อน แต่เธอบอกได้ชัดเจนว่าตัวเธอนั้น'เกลียด' เธอเกลียดความเย็นที่มันคอยกัดกินไปจนถึงหัวใจ เกลียดความรู้สึกชาที่ทำให้ปวดหัวใจจนอยากจะร้องไห้ เกลียด เกลียด และเกลียดมัน เกลียดยิ่งกว่ารสชาติที่ให้ความรู้สึกชวนอ้วกนั่น อยากจะกำจัดรสชาตินี้ด้วยมือคู่นี้ทิ้งไปเสีย

 

และเมื่อเช้าวันถัดไปมาถึง คนที่เคยทะเลาะเสียงดังเมื่อคืนกลับทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เธอเอียนกับเรื่องนี้เต็มกลืนแล้ว

"เอลโล่ลูกเป็นอะไรรึเปล่าไม่อยากอาหารเหรอ" คนเป็นแม่ถามด้วยใบหน้าที่เป็นกังวล

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่คะหนูขอไปโรงเรียนแบบเด็กคนอื่นๆได้ไหมคะ" สิ้นคำถามของเด็กหญิง คู่สามีภรรยาหยุดวางมือจากสิ่งที่เขาทำอยู่ทั้งอ่านหนังสือหรือทำกับข้าวและหันมามองหน้าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตน

"ไม่ได้หรอกลูก"

"ถ้ามีใครทำอะไรลูกล่ะจะว่ายังไง"

"เดี๋ยวนี้โลกภายนอกมันอันตราย"

เด็กหญิงฟังคำตอบจากผู้ได้ชื่อว่าบิดาและมารดาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เธอรู้แล้วว่าตอนนี้เธออยากจะทำอะไร เธอจะเป็นคนจบความกระอั่กกระอ่วนนี่เอง

ฉันไม่รู้ว่าฉันชอบบรรยากาศความรู้สึกแบบไหนมากที่สุด แต่ตอนนี้ในทุกๆเช้าฉันไม่ต้องพบเจอกับบรรยากาศชวนอ้วกนั่นอีกแล้ว

ทำไมกันนะ

ใบหน้าของฉันตอนนี้ถึงหุบยิ้มไม่ได้กัน?

 

หลายสิ่งหลายอย่างดีขึ้นมาก ฉันดื้อรั้นจนในที่สุดก็ได้ไปโรงเรียนมัธยมต้นแบบคนอื่นๆ อยากลองทำงานพิเศษด้วยเหมือนกันแต่ตอนนี้ยังไม่ได้เพราะอายุไม่ถึง โลกข้างนอกนี่มันสนุกมากกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก บรรยากาศความรู้สึกที่แตกต่างกัน เหมือนได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เจอรสชาติที่ทำให้'หลง' หรือว่า'ชอบที่สุด' เลย จะว่าไปเมื่อนานมาแล้วก็มีสินะ รสชาติที่เราอยากจะลิ้มรสอีกสักครั้ง รสชาติบรรยากาศความรู้สึกของเด็กคนนั้นลืมไม่ลงเลยจริงๆ หรือที่จริงแล้วเรา'หลง'รสชาตินั้นกันนะ?

ถ้าหากได้เจอกันอีกครั้งจะมีโอกาสได้ลิ้มรสแบบนั้นอีกรึเปล่า?

"ฉันขอนั่งด้วยได้ไหม?" เสียงใสดังขึ้นข้างๆตัวเอลโล่ เมื่อเด็กหญิงหันไปก็เห็นภาพซ้อนทับของเด็กหญิงเจ้าของรสชาติที่เคย'หลง' จนเธอเผลอทำนิสัยเดิมๆอย่างการแอบชิมบรรยากาศความรู้สึกของอีกฝ่าย มันคล้ายกันมาก คล้ายจนน่าตกใจ

"นี่ เราเคยเจอกันที่ไหนรึเปล่า?" เจ้าของเสียงนั้นถามเธอตาใส ก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมทำหน้าคิดและร้องอ๋อออกมาเสียงดัง

"นึกออกแล้ว! เราเคยเจอกันเมื่อตอนเด็กๆที่สนามเด็กเล่นนี่เอง! ร่างกายแข็งแรงแล้วเหรอ? ดีจังเลยนะ" เด็กหญิงคนนั้นเอ่ยพลางส่งยิ้มให้เอลโล่ มันเป็นครั้งแรกที่มีคนยิ้มให้เธอแบบนี้ แม้ไม่ได้ชิมรสชาติบรรยากาศความรู้สึกก็สามารถรับรู้ถึงความอบอุ่นจากรอยยิ้มนั้นได้ หากลิ้มรสความรู้สึกนั้นเข้าไปจะอบอุ่นจนละลายประตูที่ปิดกั้นความรู้สึกลึกๆนี้ได้เลยรึเปล่านะ

"ขอบคุณ" "ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้น่า เรียกเราว่าซินนะ ว่าแต่เธอเรียนอยู่ห้องไหนเหรอ?"

การพูดคุยของทั้งคู่ในช่วงแรกนั้นติดขัดเล็กน้อยเพราะคนเข้าสังคมไม่เก่ง แต่เมื่อทั้งคู่ได้พบหน้ากันหลายครั้งได้คุยได้ยิ้มได้หัวเราะด้วยกันหลายครา เอลโล่จึงได้รู้แล้วว่าตัวเองนั้น'หลง' รสชาติบรรยากาศความรู้สึกที่อีกฝ่ายเป็นคนแผ่ออกมา มันพิเศษกว่าใครๆ ไม่ว่าเธอจะชิมของใครต่อใครก็ไม่ทำให้'หลง' ได้เท่าของอีกฝ่าย

ซิน ถ้าฉันจะเห็นแก่ตัวเก็บเธอไว้คนเดียว เธอจะอภัยให้ฉันได้ไหม?

 

"เอลๆ เราขอไปเที่ยวบ้านเอลๆได้ไหม?"

เจ้าของเสียงใสถามคนที่กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน

"ทำไมจู่ๆถึงอยากไปล่ะ"

"ก็เพราะว่าเอลน่ะเป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุดนี่น่า ฉันก็เลยอยากไปเที่ยว"

เด็กหญิงตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วพลางกอดแขนเอลที่ตัวเล็กกว่าไว้และคลอเคลียอีกฝ่าย

"แต่ว่าบ้านฉันรกมากเลยนะ"

"ไม่เป็นไร ฉันไปได้หรือว่าเอลไม่อยากให้ฉันไปเหรอ?" สีหน้าของคนรบเร้าหงอยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เอลที่เห็นดังนั้นกังวลใจเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายแสดงบรรยากาศรสชาติแบบเดียวกับที่เธอเกลียดมาตลอด จึงจำยอมให้อีกฝ่ายมาบ้านของเธอ

"รักเอลที่สุดเลย~"

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เอลโล่แอบชิมบรรยากาศความรู้สึกของอีกฝ่าย รสชาติของมันไม่ต่างจากครั้งแรกที่พบกันนัก สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรสหวานที่ค่อยๆมากขึ้นทุกวันและทุกคราที่เจอ

เมื่อมาถึงบ้านของคนตัวเล็ก ในใจของเอลโล่ยังคงว้าวุ่น มือเล็กๆของเด็กหญิงหยิบกุญแจบ้านสีเงินดอกเล็กขึ้นมาไขประตูบ้านอย่างช้าๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเข้าบ้านด้วยความรู้สึกกระอั่กกระอ่วนในอก ก่อนจะได้สติเพราะเสียงเรียกจากคนข้างหลัง

"เอลเป็นอะไรไปเหรอ? เหม่อเชียว หรือว่าหยิบกุญแจผิดดอก?"

เอลโล่ส่ายหน้าเบาๆตอบอีกฝ่ายไป

"เปล่าหรอก เชิญเข้ามาเลย" เธอเอ่ยพลางผลักประตูบ้านเชิญให้อีกฝ่ายเข้าไป

"ขออนุญาตนะคะ~”

เอลโล่ได้เดินนำเพื่อนของเธอไปยังห้องรับแขกอย่างเงียบๆ

"บ้านของเอลเนี่ยกว้างจังนะ~" ซินเอ่ยพลางมองไปรอบๆห้องนั่งเล่นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและสนอกสนใจ

เอลโล่คว้าบรรยากาศความรู้สึกที่แผ่จากอีกฝ่าย มันให้ความรู้สึกหวานอมเปรี้ยวและเย็นแบบสดชื่น ถึงแม้จะไม่ใช่รสชาติเดียวกับทุกครั้ง แต่เธอก็ยังอยากจะลิ้มรสชาติความรู้สึกจากอีกฝ่ายต่อไป

ถ้าฉันเก็บเธอไว้คนเดียวจะเป็นอะไรไหมนะ

มือเล็กนั้นค่อยๆเอื้อมไปจะคว้าตัวเด็กหญิงตรงหน้าก่อนจะหยุดและทิ้งมือลงข้างตัว

 

ทำไม่ได้

จะให้เห็นแก่ตัวเก็บเธอไว้คนเดียวไม่ได้จริงๆ

แบบนั้นคงไม่ต่างกับพวกท่านแน่

แบบนี้แหละดีแล้ว

 

เธอยิ้มน้อยๆก่อนจะไปเตรียมเครื่องดื่มมารับแขกแต่ก็ต้องหยุดเพราะอีกฝ่าย

"เฮ้อ~ แอบผิดหวังนิดๆนะเอล"

ไม่ทันที่เจ้าของชื่อจะหันไปมองอีกฝ่ายเธอก็โดนจับกดลงพื้นอย่างแรงจนเธอมึนหัวเล็กน้อย

"ฉันน่ะอุตส่าห์คาดหวังว่าจะได้เห็นเธอแสดงความเห็นแก่ตัวออกมาสักหน่อยแท้ๆเชียว"

คนถูกกดไม่ได้พูดตอบอะไรนอกจากทำหน้ามุ่ยและพยายามดิ้น

"ฉันน่ะหูดีมากๆเลยล่ะ ดีจนได้ยินเสียงของทุกคนเลยแต่มันก็น่ารำคาญมากเลยล่ะเพราะฉันเกลียดเสียงสกปรกพวกนั้น เสียงที่ไม่ชัดเจน โกหกกะล่อนปลิ้นปล้อน อิจฉาริษยา แต่พอได้เจอเธอเมื่อตอนนั้น ฉันก็'หลงรัก' เสียงของเธอมาตลอดเลย" ซินเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาเอลโล่รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความกลัว นิ้วเรียวของคนที่ขึ้นคร่อมอยู่นั้นไล้ไปทั่วบริเวณอกข้างซ้ายของอีกฝ่าย

"เสียงเพราะจังนะ เสียงความกลัวนั่นน่ะ ชัดเจนมากเลยล่ะ ทำเอาอดใจไม่ไหวเลยที่จะยึดไว้คนเดียว เธอเองก็คิดแบบนั้นใช่ไหมล่ะ"

เอลโล่ไม่ได้ตอบคำถามอีกฝ่ายไป เธอทำเพยงขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ

"ฉันน่ะรู้หมดแล้วนะ ว่าตลอดมาเธอคิดอะไรอยู่ ทั้ง'หลง' รสชาติบรรยากาศความรู้สึกของฉันเอย อยากเก็บไว้คนเดียวเอย แล้วก็..."

ซินค่อยๆก้มลงกระซิบบางอย่างข้างหูคนถูกคร่อมซึ่งนั่นทำให้คนใต้ร่างนั้นตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ

"เสียงขอโทษต่อความผิดบาปที่ก่อไว้"

ริมฝีปากเล็กๆของเอลโล่สั่นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบา แต่แค่นั้นก็ดังพอสำหรับอีกฝ่ายแล้ว

"เธอรู้งั้นหรือ"

"แน่นอนฉันรู้สิ ก็เสียงเธอดังขนาดนั้นนี่น่า ดังจนฉันไม่ได้ยินเสียงเน่าเฟะของคนอื่นเลย อ๊ะ แต่ฉันเห็นด้วยกับคุณแม่เธอนะ เสียงของท่านน่ะบอกอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าเธอน่ะคือสิ่งล้ำค่าและเปราะบางมาก แต่ฉันก็หงุดหงิดอยู่ดีที่ไม่ยอมให้ฉันแตะเธอ เอาเถอะก็ตอนนี้เธอกำจัดทิ้งไปแล้วนี่น่า"

ซินยิ้มออกมาราวกับสิ่งที่ออกจากเธอนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้เอลโล่นึกถึงสารคดีที่เคยเห็นผ่านๆเรื่องของสัตว์นักล่าที่ต่อสู้กันจะมีฝ่ายหนึ่งที่พ่ายแพ้และอีกฝ่ายหนึ่งได้ปราชัย และเหมือนเธอจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้

"ฉันขอเก็บเธอไว้คนเดียวนะเอลโล่ที่รัก"

 

“จบแล้ว เธอคิดยังไงบ้างนัวร์”

พ่อมดหนุ่มถามเจ้าแมวดำ สีหน้าของมันดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหันมาขมวดคิ้วจ้องมองคนถาม

“เจ้าแต่งเรื่องสยองขวัญอยู่สินะ”

“ไม่นี่คือนิทาน”

“ข้าว่ามันคือเรื่องสยองขวัญ หากเด็กๆอ่านไปข้าคิดว่าพวกเขาต้องตรรกะเพี้ยนตามเด็กในเรื่องเป็นแน่” เจ้าแมวทำหน้าแขยงกับเรื่องเล่าเมื่อครู่ทำเอาคนเล่าใจเสีย

“ผมว่ามันไม่แย่ขนาดนั้นหรอกหนา”

“ให้พูดใหม่อีกครั้งได้นะเจ้าเด็กบ้า”

เด็กหนุ่มปิดสมุดลงก่อนจะยืดหลังตรงและหยิบกระปุกลูกอมที่มีเจ้าขนมหวานสีสวยอยู่เต็มขึ้นมา

“ผมเข้าใจนะว่ามันดูประหลาด แต่โลกใบนี้น่ะมันทั้งประหลาด มีสิ่งที่บิดเบี้ยว มีสิ่งที่เข้าใจด้วยตามิได้อยู่มากมาย ผมแค่อยากจะสื่อสิ่งนี้ผ่านเรื่องราวนี้ไป”

เจ้าแมวได้แต่ถอนหายใจมองเด็กหนุ่มที่หยิบลูกกวาดสีขาวลายพาดส้มมาส่องราวลูกแก้ว เด็กหนุ่มได้โยนมันเข้าปากค่อยๆละเมียดละไมรับรสของมันที่กระจายในปาก

“ไม่ใช่รสส้มแฮะ”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Lunajackky (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 21:44
    ยาวจัดๆฝากเรื่องของผมด้วย
    #1
    0