ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 6 : แนวหนัง 2/4แนวดราม่า แนวปั้นและกลั่นเซียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 897
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 พ.ย. 58



    

"ไอ้ฟัก" หนังดราม่าสัญชาติไทยในดวงใจผู้เขียน   
 
   
   "ตลกหน่าหนังแนวดราม่าเนี่ยนะทำให้เราเป็นเซียนหนัง ล้อกันเล่นหรือเปล่า" ผู้อ่านบางท่านอาจคิดเช่นนั้น ผู้เขียนขอชูสองมือยืนยันว่าไม่ได้เขียนเกินความเป็นจริงกล้าที่จะกล่าวว่า "หากใครต้องการเป็นเซียนดูหนังต้องรักต้องหมั่นดูหนังแนวนี้เท่านั้น"

 

    แต่ก่อนกล่าวถึงเรื่องเหตุผลถามสักนิดว่า "หลังอ่านบทวิจารณ์หนังหรือเมื่อมีคนพูดถึงหนัง"ท่านเคยเจอข้อความว่า "หนังเรื่องนี้ความเป็นดราม่าไม่ถึงหรือเปล่า?" ใครตอบว่า "เคย"ยินดีด้วยแสดงว่าท่านอ่านบทวิจารณ์หนังบ้างแหล่งข้อมูลเราไม่ต่างกัน ส่วนใครที่ตอบ "ยังไม่เคย"ถือเสียว่า"เห็นเป็นครั้งแรกจากบทความนี้แล้วกันหวังว่าเราจะเข้าใจตรงกันหลังจากนี้ 

     ผู้เขียนเกริ่นเรื่อง "ความเป็นดราม่า"ขึ้นมาก่อนเพราะผู้เขียนจะใช้คำนี้บ่อยท่านจะได้คุ้นเคย หนังทุกเรื่องความเป็นดราม่าเป็นสิ่งที่ผู้กำกับมักให้ความสำคัญและพยายามทำให้ "ถึง"เพื่อให้เราเข้าถึงอารมณ์หนังที่เขาต้องการสื่อ หนังแอ็คชั่นจะลุ้นระทึกหนังตลกจะขำจนเราแทบกลิ้งหนังรักโรแมนติคจะหวานหยดย้อยเรียกมดมาเต็มห้องหนังตื่นเต้นเขย่าขวัญจะสั่นประสาทจนเราต้องนอนเปิดไฟหลังดูจบ นอกจากแนวหลักและโครงเรื่องของหนัง"ความเป็นดราม่า"เป็นตัวช่วยชั้นดีดึงความรู้สึกเราให้คล้อยตามหนังและสมาธิจดจ่ออยู่กับหนังตลอดเวลา หนังเรื่องใดขาดความเป็นดราม่าหนังจะไร้มิติไม่มีชีวิตไม่น่าติดตามไม่ตั้งใจหรือเสียดายเงินจริงเราอาจจะหลับหรือทนดูไม่จบ เมื่อความเป็นดราม่าสำคัญขนาดนั้นฉะนั้นเรามาทำความรู้จักหนังแนวดราม่าหรือแนวชีวิตกันก่อน

 

     หนังแนวดราม่าหรือแนวชีวิต กล่าวโดยง่ายก็คือหนังที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและชีวิตมนุษย์ออกมาในรูปแบบภาพยนตร์โดยแต่งแต้มจินตนาการแต่พองามแต่ไม่เกินจริงลงไป(ผู้กำกับอาจเพิ่มหรือลดทอนความจริงได้บ้าง) หนังดราม่า(ในที่นี้ผู้เขียนจะกล่าวทับศัพท์)จะสนุกหรือรันทดหรือเรียบเฉยดำเนินเรื่องเรื่อยๆขึ้นอยู่กับผู้กำกับจะหยิบยกอารมณ์ใดเหตุการณ์ไหนของใครมาเล่า ในแต่ละวันชีวิตมนุษย์เรามีอารมณ์เกิดขึ้นมากมาย สุข เศร้า เหงา รัก โกรธเคือง เห็นใจ เห็นแก่ตัว เมตตา เฉยๆมุ่งมั่น ตื่นเต้น ตลก หื่นฯลฯ นับสิบนับร้อยอารมณ์และความรู้สึกมนุษย์ที่ผู้กำกับสามารถหยิบมาปรุงแต่งเพื่อนำเสนอในหนัง

   นั่นทำให้หนังดราม่าถ่ายทอดชีวิตใครก็ได้แต่โดยส่วนใหญ่หนังจะเน้นเรื่องราวของบุคคลที่เร้าความรู้สึกหรือสร้างความสนใจให้คนดูได้มากกว่า หนังมักหยิบชีวิตคนดังมาถ่ายทอดโดยหนังอาจเลือกช่วงเวลาที่เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานความรักหรือเป้าหมายชีวิตที่ทำเพื่อสังคม น้อยเรื่องแต่ก็พอจะมีให้เห็นบ้างที่หนังเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการล้มเหลวของคนผู้นั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังดราม่าจะเขียนบทให้ตัวละครมีพัฒนาการด้านอารมณ์ในทิศทางที่ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อความสนุกหนังจะใช้ตัวร้ายหรือเหตุการณ์บางอย่างเป็นอุปสรรคให้เราตามลุ้น


     หนังมักจบด้วยชัยชนะหรือการประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจของตัวละครหลักเพื่อให้เรามีความสุขเมื่อดูจบเช่นที่เรียกกันติดปากว่าจบแบบ "happy ending"หรือระยะหลังหลายคนจะคุ้นกับคำว่าจบแบบ "Feel Good"มากกว่า แต่ก็พอมีบ้างหนังที่เลือกให้ฝ่ายร้ายหรือจิตใจด้านมืดเป็นฝ่ายชนะคนดีหรือจิตใจใฝ่ดี ผู้ชมต้องทำใจยอมรับไม่น้อยกว่าผู้กำกับที่ก็ต้องยอมรับรายได้หนังที่ไม่เปรี้ยงปร้างแน่นอนหากเลือกจบเช่นนั้น เรามักรักและชื่นชมหนังจบอย่างมีความสุขมากกว่าเราต้องการดูหนังที่จบแล้วอารมณ์ดีสบายใจไม่ใช่กวนใจให้ขุ่นมัวเกิดความรู้สึกค้างคา"จบอย่างงี้ได้ไง" 

    
    สิ่งสำคัญที่ทำให้หนังทุกแนวต้องทำตามหนังแนวดราม่าคือ "การเปิดเรื่องเล่าเรื่องของหนังต้องประชับให้ชีวิตตัวละครได้ทันทีด้วยความน่าเชื่อถือโดยผู้กำกับต้องควบคุมอารมณ์หนังให้เป็นไปเช่นนั้นตลอดทั้งเรื่อง" กล่าวคือใช้เวลาเปิดเรื่องไม่กี่นาทีหนังต้องทำให้เราเชื่อว่า "ตัวละครที่เราเห็นอยู่นั้นดูมีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ" เฉพาะอย่างยิ่งตัวละครเอกหนังต้องทำให้เราหลงรักเห็นใจเข้าใจเขาตั้งแต่ฉากแรก หนังต้องจับเราให้อยู่หมัดในการเจอกันครั้งแรกเพื่อให้เราอดเป็นห่วงตัวละครไม่ได้ เมื่อหนังทำได้ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ย้ำนะครับว่า "จับใจเราให้อยู่หมัดตั้งแต่ฉากแรก" ซึ่งส่วนใหญ่หนังจะใช้เวลาช่วง 15-20 นาทีแรกสร้างความรู้สึกที่ว่านี้ให้เรา เรียกว่า "รักแรกพบเป็นอย่างไร"หนังต้องทำให้ได้อย่างนั้นเลยเชียว

 

  เมื่อเรากลาย เป็น FAN CLUB ตัวละคร ทีนี้ล่ะตัวละครจะเขยื้อนตัวไปทางไหนเกิดอะไรขึ้นกับเขาเราก็จะลุ้นตลอด 
   
    ไม่ต้องการพลาดหนังแม้แต่วินาทีเดียว
 

    ในทางตรงข้ามหากหนังทำไม่ได้หรือลืมทำหรือทำแบบขอไปทีรู้แค่ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำจึงจำใจทำแต่ทำแบบส่งๆ "ตัวละครจะเป็นจะตายอย่างไรจะอกหักรักคุดโดนทรยศหักหลังหลงเดินเข้าไปในดงระเบิดถูกปองร้ายใส่ร้ายแค่ไหน" เราไม่มีความรู้สึกใดๆให้นอกจากรู้สึกเบื่อเมื่อไรหนังจะจบเสียที หนังใดเข้าข่ายนี้แม้นเรายืมเพื่อนมาดูแต่เรากลับต้องการนอนหรือออกนอกบ้านไปทำธุระมากกว่า 

   หนังเรื่องใดให้ชีวิตตัวละครแล้วเรารู้สึกคล้อยตามนี่ละเรียกได้ว่า "ความเป็นดราม่าถึง" หนังจะเป็นหนังที่น่าติดตามไม่ว่าเป็นหนังแนวใด
       


      วิธีสังเกตว่าหนังหรือละครเรื่องนี้ความเป็นดราม่าถึงหนังสามารถจับใจเราได้หรือไม่ ให้สังเกตว่า "เมื่อเราเห็นตัวละครร้องไห้เราร้องไห้ด้วยหรือเห็นใจเขาสักนิดหรือเปล่า หากใช่ความเป็นดราม่า(ที่ผ่านมา)ผ่านหากไม่ใช่ หนังจับใจเราไม่ได้แล้วหนังทำไม่ถึงรับประกันว่าดูไปเราจะรู้สึกเบื่อไม่ต้องการติดตามหนังมากนักที่ทนดูเพราะเสียดายเงิน
 

   ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังแนวอื่นจะใช้เวลาแสดงฉากความเป็นดราม่าเพียงไม่กี่นาทีไม่กี่ช่วง ตรงกันข้ามกับหนังแนวดราม่าต้องเข้มและคุมอารมณ์ดราม่าของหนังทั้งเรื่อง บทและนักแสดงฝีมือแพรวพราวจึงจะทำให้ผู้ชมไม่เบื่อรักที่จะติดตามหนัง ดังนั้นหนังแนวนี้จึงได้รางวัลบ่อยบนเวทีประกวดหนังต่างๆ การกำกับความเป็นดราม่าได้จับใจผู้ชมสามารถกุมใจเราได้ในไม่กี่นาทีนี่ล่ะเป็นจุดขายสำคัญของผู้กำกับฝีมือดีเป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งมีอยู่ไม่มาก เพียงเขาเปิดเรื่องได้น่าติดตามคว้าใจเรามากุมได้ทันทีจะเติมฉากอะไรมาหลังจากนั้นเราก็จะรักที่จะติดตาม แม้นเป็นหนังภาคต่อแต่ละภาคใช้เวลาฉายร่วมสามชั่วโมงเราก็รอคอยหนังอย่างมีความสุข 

    ยกตัวอย่างหนังแนวอื่นที่ใช้ความเป็นดราม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพคือหนัง The Lord of The Rings ภาคหนึ่ง ผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ็คสันจับเราอยู่หมัดตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดตัวโฟรโดแบ๊คกิ้นบิลโบแบ๊กกิ้นรวมถึงแกนดัฟและเพื่อนฮอบบิททั้งสองให้เรารู้จัก หนังมีความยาว3ชั่วโมงกว่าฉากแอ็คชั่นจัดว่าน้อย(เมื่อเทียบกับภาคสองสาม)โอกาสสูงที่เราจะเบื่อหนัง แต่หลังจากดูจบผู้เขียนและสาวกนับล้านคนทั่วโลกเฝ้ารอหนังภาคสองทันที เฉพาะอย่างยิ่ง
ฉากท้ายเรื่องที่แซมไว้แกมจีวิ่งลงน้ำไล่ตามเรือโฟรโดทั้งที่รู้ว่าตนว่ายน้ำไม่เป็น 


 
   "แกนดัฟสั่งให้ข้าตามดูท่านทุกฝีก้าวท่านโฟรโด ข้าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้" กลัวคนข้างๆเห็นน้ำตาชิบ อีกตั้งปีหรือนี่กว่าจะได้ดูภาคสอง
  
   เข้าใจว่าคอหนังส่วนใหญ่ไม่นิยมดูหนังแนวดราม่ากันหรอกมันน่าเบื่อไม่หวือหวาเหมือนหนังแนวอื่นฉากลุ้นระทึกแทบไม่มี แต่ดูไว้บ้างก็ดี หนังแนวนี้นี่ละฝึกให้เราเข้าใจพื้นฐานหนังทุกแนวมากขึ้นจนกล้าชมหรือตำหนิหนังให้ใครฟัง เราจะใช้เหตุผลควบคู่ความรู้สึกในการตัดสินหนัง ผู้เขียนมั่นใจการวิจารณ์ของตนเองเพราะรักที่จะดูหนังดราม่าเสมอและเน้นความเป็นดราม่าเป็นพิเศษกับหนังทุกแนว เรื่องใดทำได้เชียร์สุดใจ

     ผู้เขียนยกให้หนัง "ไอ้ฟัก"เป็นหนังดราม่าชั้นดีของไทย ไม่น่า
เชื่อว่านักแสดงหน้าใหม่ผู้กำกับชื่อก็ค่อนข้างใหม่จะสร้างหนังชีวิตได้ดีถึงเพียงนี้ หนังเป็นงานดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง "คำพิพากษา" ของคุณชาติ กอบจิตติที่ทำได้ถึงเหลือเกิน โดยเฉพาะฉากเผาศพพ่อกับคำพูดของตัวเอก "ผมขอโทษนะพ่อ"คำเพียงไม่กี่คำเมื่อรวมกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาหนังดึงความรู้สึกเราให้เห็นใจเขาได้ทันที "ให้ไปเลยเต็ม 10"



    แต่หากเป็นหนังต่างประเทศผู้เขียนชื่นชอบหนังเจ้าของรางวัลออสการ์3เรื่องต่อไปนี้ประกอบด้วยหนัง Gandhi (ปี 1982) Kramer&Kramer (ปี 1979)และ CRASH (ปี 2005) หนังทั้งสามดูง่ายไม่ซับซ้อนแต่ทำได้ถึงเช่นเดียวกัน มีโอกาสลองหามาดูท่านจะเข้าใจคำว่า "ความเป็นดราม่าถึง" และเข้าใจ "ทางในการดูหนัง"ของผู้เขียนพอสมควร

   

อ้างอิง...ภาพจากเวป
imdb.com


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น