ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 4 : ทำไมต้องเสียเงินให้โรงหนัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 พ.ย. 58

     
   ท่านเคยเจอเหตุการณ์อย่างผู้เขียนไหม? คนรอบข้างพูดว่า "ไปดูทำไมหนังโรงเปลืองเงินเปล่าๆดูที่บ้านดีแล้วประหยัดกว่าเยอะ ในอินเตอร์เน็ตมีให้ดาวน์โหลดเยอะแยะความเร็วเน็ตยุคนี้เร็วปรู้ดปร้าดจะดูออนไลน์ก็ยังได้ อยากดูเรื่องอะไรคลิ๊กไม่กี่คลิ๊กภาพเสียงก็มา หนังโรงค่าตั๋วโคตรแพงประหยัดเงินไว้ดีกว่า"




ผู้เขียนยอมจ่ายแพงกว่าเดิมเพื่อเข้าไปสัมผัสระบบเสียง DOLBY ATMOS กับหนัง STARTREK In To  Darkness

       บางคนฟังแล้วน่าเหนื่อยใจกว่านั้น ทันทีที่ทราบว่าเราเพิ่งไปดูหนังมาพูดเสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว "โอ้ยพี่หนังเรื่องนั้นนะเรอะ ผมดูตั้งแต่เมื่อวานแล้วสนุกดีนะ บราบราบรา เขาพูดถึงหนังที่เราเพิ่งดู" คำพูดเขาทำให้ผู้เขียนคิด "หนังเพิ่งเข้าเมื่อสองสามวันก่อนเองเอ็งได้ดูแล้วหรือปล่อยเร็วเกิ้น" ที่ผมดูนะพี่ภาพ 90%เสียง80%เลยพี่ เรียกว่าน้องๆหนังมาสเตอร์เลย ดีจะตายจะไปเสียเงินให้โรงหนังทำไม?

 

   "เอ็งดูหนังซูมเก็บไว้ภูมิใจคนเดียวเหอะ ดูเข้าไปได้ไงภาพออกสีเทาๆเขียวๆ ฉากกลางคืนก็มืดสนิทมองอะไรไม่เห็นเสียงก็โคตรก้องดูอย่างนั้นทนนั่งตบยุงดูหนังกลางแปลงที่วัดข้างบ้านยังดีเสียกว่า" ผู้เขียนอยากพูดสวนออกไปแต่ไม่ได้พูด สิ่งที่พูดออกไปคือ "เห็นจะไม่ไหวคุณภาพภาพเสียงต่ำเกินดูหนังที่บ้านผู้เขียนจะดูในระบบ5.1เป็นอย่างน้อยอันนี้แค่เสตอริโอ อีกอย่างที่รีบไปดูนี่ขี้เกียจรอและต้องการบรรยากาศด้วย เคยเจอไหมการดูหนังที่บรรยากาศครึกครื้นยังกะเราไปนั่งเชียร์กีฬา ขนาดจอก็ใหญ่สะใจไม่ใช่แค่30-40กว่านิ้วเหมือนทีวีที่บ้าน ความอลังการมันต่างกันเยอะไอ้น้อง"

ผมแย้งเรื่องขนาดจอเขาก็เงียบทันทีขนาดจอจะไม่สามารถเทียบกันได้เลยความตื่นเต้นสนุกสนานระหว่างการดูหนังที่บ้านกับโรงหนัง เมื่อเสริมเรื่องบรรยากาศเข้าไปด้วยยิ่งห่างกันคนละชั้นดูที่บ้านเหมือนเราไปงานเลี้ยงภายในครอบครัวแต่ดูในโรงหนังเหมือนเราไปงานเลี้ยงรุ่นเจอคนคอเดียวกันเยอะแยะและทุกคนต่างเต็มใจมา(ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมเสียเงิน)

     แม้นเทคโนโลยี ADSL รวมถึง 3G 4G และ FTTx เข้ามาทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นสะดวกสบายขึ้นในการเข้าถึงแหล่งดูหนังฟรี จนหลายคนยกให้หนทางนี้เป็นหนทางที่ดีกว่าการอุดหนุนหนทางถูกกฎหมายเช่นการไปดูหนังโรงหรือเช่าแม้กระทั่งซื้อแผ่น(แท้)มาชม หนังซูมอย่างไรคุณภาพของภาพและเสียงจะไม่สมบูรณ์ 100%

หนังที่ภาพเสียงสมบูรณ์ต้องเป็นแผ่นมาสเตอร์แท้เท่านั้น

     นำมาชมความสนุกสนานหรือลุ้นระทึกเสียวสยองสุดขั้วหัวใจจะหายไปเกินครึ่ง ข้อดีของการใช้แนวทางนี้คือประหยัดเงินและช่วยให้เราสบายไม่ต้องเดินทางไกลไม่ต้องเบียดผู้คนก็ได้รับความบันเทิงจากหนัง ทั้งที่นั่นเป็นการสนุกและประหยัดที่ริดรอนกำลังใจกำลังกายคนในวงการหนังไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมหรือควรภาคภูมิใจ

 

       บทความก่อนหน้านี้ผู้เขียนกล่าวว่า "หากวัดเฉพาะด้านเสียงอย่างไรโรงหนังก็สู้ระบบ Home Theater ไม่ได้ยิ่งโรงหนังบ้านเราด้วยแล้วใครลงทุนชุด Home Theater ราคาประมาณ 50,000 บาทขึ้นไปเลือกห้องที่มิติดีปรับแต่งถูกต้องโรงหนังน้อยโรงที่จะนำมาเปรียบเทียบ"

     ในทางกลับกันหากนำด้านภาพมาเทียบโดยเฉพาะในเรื่องความคมชัดและขนาดจอ แม้นเราลงทุนซื้อ TV หลักแสนบาทหรือหลักล้านบาททีวีตัวนั้นจะเป็นสมาร์ทหรือไม่สมาร์ทไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาเทียบเช่นกัน อย่างไรคุณภาพของภาพในระบบ 
Home Theater ก็สู้ภาพในโรงหนังชั้นดีไม่ได้ แผ่นฟิล์มเป็นสื่อบันทึกภาพที่ให้ความคมชัดภาพสูงสุดไฟล์ดิจิตอลต้องพัฒนาอีกหลายปีจึงจะคมชัดเท่า นั่นว่ากันเพียงเรื่องของความคมชัดจอทีวียังแพ้หากว่ากันด้านขนาดจอยิ่งไปกันใหญ่

     โรงหนังเขาใช้จอขนาดวัดเป็นหน่วยตารางเมตรแต่ทีวีเราแค่หน่วยตารางนิ้วเหมือนเอาไม้จิ้มฟันเทียบกับท่อนซุง อีกนานจอ TV จึงจะโตเท่าเขาเราองลงทุนเท่าไรจึงจะไปอยู่ในจุดนั้น


     ปัจจุบัน(2557)หากเราต้องการภาพคมชัดบนจอขนาด 80-100นิ้วในระบบ 3D ต้องลงทุนหลายแสนบาท ขณะที่ลงทุนไม่เกิน 500 บาทเราก็ได้สัมผัสประสบการณ์น่าตื่นตะลึงงดงามประทับใจเมื่อดูหนังโรง เช่นการดู AVARTAR บนจอ IMAX คุยได้จนฟุตบอลไทยได้ไปฟุตบอลโลกโน่นล่ะ(จะมีหรือเปล่า)โรงหนังได้จัดสิ่งเหล่านี้ไว้ให้เราเพียงเราใช้บริการเขาบ้าง 

 

     ไม่ปฎิเสธว่าโรงหนังก็มีข้อเสียหลายประการบางข้อเป็นข้อเสียที่เรารับไม่ได้หรือไม่ต้องการเจอแม้แต่ครั้งเดียว เช่นข้อเสียจากรูปแบบการดำเนินกิจการอย่างการเอารัดเอาเปรียบขึ้นค่าตั๋วตามอำเภอใจส่วนอาหารและเครื่องดื่มหน้าโรงหนังราคาอภิมหาโหด ไม่เพียงเท่านั้นเรายังต้องเดินทางไปซื้อตั๋วให้ทันรอบฉาย(หากไม่อาศัยเทคโนโลยีและบัตรสิทธิพิเศษเข้าช่วย) ต้องการดูหนังกระแสแรงต้องหอบสังขารไปตั้งแต่เช้า โรงหนังบางเครือล่อหลอกเราให้ซื้อบัตรส่วนลดแต่บอกความจริงไม่หมดหรือแจ้งไว้เช่นกันด้วยอักษรขนาดเท่าตัวมดไม่สังเกตจริงไจะไม่เห็น บางครั้งไปใช้บริการก็เจอพนักงานมารยาทเหมือนไร้การอบรม

     คนดูรอบเดียวกันก็มีให้ลุ้นไม่น้อยเช่นกัน เราอาจเจอคนมารยาทไม่ดีดูไปเล่าเรื่องไปบางคนเขารณรงค์ให้ปิดโทรศัพท์มือถือก็ไม่ทำนั่ง chat นั่ง  Line ไม่เลือกสถานที่ หนังบางเรื่องพ่อแม่ผู้น่ารักบางท่านนำลูกวัยละอ่อนเข้าไปดูด้วยทั้งที่เรตหนังไม่เหมาะกับเขา เด็กช่างถามนะน่ารักจริงแต่ถามบ่อยในโรงหนังทำคนอื่นเสียสมาธิ เห็นได้ว่าสารพัดข้อเสียที่เราจะเจอเมื่อไปดูหนังโรง ฉะนั้นเราจะจ่ายเงินเพื่อเจอสิ่งเหล่านี้ทำไมดูที่บ้านสบายใจกว่าประหยัดปัญหาน้อย

 

     ผู้เขียนเองก็เคยเจอพฤติกรรมไม่ดีหลายอย่างในโรงหนัง ถึงแม้นเช่นนั้นโรงหนังก็มีข้อดีหลายประการที่หาอย่างไรเราก็หาจากการดูหนังที่บ้านไม่ได้ ในที่นี้ผู้เขียนรวบรวมข้อดีสุดเด่นได้ 5 ข้อด้วยกันมาพิจารณารร่วมกันว่าท่านเห็นด้วยกับข้อดีเหล่านี้หรือไม่และต้องการสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้บ้างไหม 

 

ข้อดีของการดูหนังโรง

       1.ทันกระแสและทำให้เราคุยได้เต็มปากว่า "ไปดูมาแล้ว"

 

        ผู้เขียนต้องออกตัวไว้ก่อนว่าตนไม่ได้เห็นว่าการคุยข่มคนอื่นว่าเราดูหนังที่กำลังฮิตมาแล้วเป็นเรื่องดีน่ายกย่องน่าทำตาม แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องทำเช่นนั้นบางคนจึงจะหยุดโอ้อวดหรือหายสงสัยว่าคนเขาไปดูอะไรกันทำไมหนังฮิตจัง อีกกรณีก็เพื่อชักชวนคนที่เรารักที่เราหวังดีให้พบเจอความสุขและสนุกเหมือนเรา



ปี 2556 ช่วงหนัง "พ่อมาก พระโขนง" ฟีเวอร์ใครไม่ดูในโรงหนังเรียกว่า OUT สุดๆ 


   จะกี่ยุคกี่สมัยเมืองไทยหรือเมืองนอก "กระแส"ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกต้องการทันเสมอ เราไม่ตามกระแสบ้างจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องเขาคุยกันแล้วเรากลายเป็นส่วนเกินน่าเบื่อหน่ายเรา
รู้ไม่เท่าทันเขาต่อมุกกับเขาไม่ได้ เช่นปลายเดือนมีนาคม2556ถึงช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ กระแสหนัง "พี่ม๊าก เอ้ย พี่มาก พระโขนง"แรงนาคนาค (ใช้แทนคำว่ามากมาก ต้องดูหนังจึงจะเข้าใจ)เมื่อคนทั้งบ้านทั้งเมืองต่างพากันพูดถึงหนังเรื่องนี้ไม่ขาดปากรวมถึงความน่ารักของแม่นาคและการโครตกวนของแก๊งส์สี่เกลอจากหนังสี่แพร่งห้าแพร่งกลุ่มนั้น หากเราเป็นคนที่ต้องการคุยกับคนอื่นรู้เรื่องต้องการต่อมุกกับเขาชนิดจบฉากนี้ว่ากันฉากนั้นต่อหรือร่วมวิจารณ์ความเด่นดีของหนังบ้างโดยเป็นการวิจารณ์แบบ "เต็มปากเต็มคำ"ไม่ใช่พูดถึงด้วยเสียงอู้อี้ ต้องไปเยือนโรงหนัง

     
     นึกภาพเราเจอคนบางคนคุยโขมงนับสิบยี่สิบนาทีเขายกยอความน่ากลัวความน่ารักของหนังเสียงดังหลายคนพากันคล้อยตามต่างทำตาโต เราเลยถาม "โหเหรอๆ นายดูเมื่อไรดูที่ไหนมาล่ะ?"เราไม่บอกว่าเรานะไปดูมาแล้ว เขาหยุดพูดทันทีความมั่นใจเมื่อครู่ลอยหายไปเขาอ้อมแอ้มตอบ "เอ่อ ดูหนังซูมนะ"คงไม่มีใครฟังต่อเราต่างพากันหันหลังกลับ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

     โรงหนัง(ชั้นดี)จะฉายหนังในกระแสด้วยภาพเสียงคมชัดเสมอซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกคน นำมาอ้างอิงเมื่อไรก็ภูมิใจได้ ตรงกันข้ามกับช่องทางอื่นเช่นการดูหนังซูมทั้งหลายหนังอาจมาเร็วจริงแต่ภาพเสียงไม่คมชัดเท่า กระทั่งแผ่น DVDหรือ Blu-Ray Disk แม้นคุณภาพดูดีขึ้นแผ่นหนังมาตรฐานใหม่ความจุสูงอย่าง 
Blu-Ray Disk เสียงเหนือกว่าโรงหนังบางโรงเสียด้วยซ้ำ
     
     ทว่าเราต้องรอ 2-3 เดือนจึงจะได้ดู "กระแสของหนังหายไปหมดแล้ว"เรากลายเป็นคนตกกระแส ฉะนั้นต้องการตามกระแสต้องดูในโรงหนังเท่านั้น

 

      2.จอใหญ่สะใจกว่าหลายเท่าโดยเราไม่ต้องลงทุนสูง


 

 ไม่ใช่อภิมหาเศรษฐีจริงคงไม่มีใครติดตั้งจอภาพขนาดนี้ในบ้าน 

     เรื่องของขนาดจอและความคมชัดภาพนี่เองเป็นส่วนที่ทำให้ผู้เขียนกล้าการันตีว่ากระทั่งอีกสี่ปีข้างหน้า(ปี2560)"อย่างไรภาพในระบบ Home Theater ก็สู้โรงหนังไม่ได้"(เกินกว่านั้นไม่กล้าเทคโนโลยียุคนี้พัฒนารวดเร็วการแข่งขันสูงเหลือเกิน) ยกเว้นเราสามารถซื้อโปรเจอเตอร์และจอราคาหลักล้านบาทมาใช้ไม่ต่างกับโรงหนังดิจิตอล กระนั้นเราก็ไม่ทันกระแสเหมือนเดิมเพราะต้องรอแผ่นมาสเตอร์
 

      เดินตามห้างร้านหรือบนห้างในปัจจุบันเราเจอว่าจอ LCD TV ,Plasma TV,LED TV เป็นที่นิยมและทำราคาได้ถูกเหลือเกิน ถูกจนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า "เขาใช้อะไรทำจอขนาดใหญ่ขึ้นแต่ราคากลับลดลงเมื่อเทียบกับไม่กี่ปีก่อน" LED TV ขนาดจอ 60 นิ้วหลายปีก่อนไม่มีให้เห็นเดี๋ยวนี้ใครกล้าลงทุนเดินกำเงิน(หรือพกบัตรวงเงิน)หนึ่งแสนบาทต้นๆก็สามารถเป็นเจ้าของจอภาพขนาด60นิ้วได้ แต่แม้นว่าเราจะกัดฟันซื้อจอ60หรืออาจใจถึงจัดซื้อขนาด80นิ้วขนาดจอภาพก็ว่ากันหลัก "ตารางนิ้ว"เท่านั้นขณะที่โรงหนังเขาว่ากันหลัก "ตารางเมตร"เทียบกันเหมือนเราเอาจอไอโฟนไปเทียบกับจอ iPad วัดกันอย่างไรขนาดก็ต่างกัน 

 

      ไม่เพียงเท่านั้นโรงหนังบางโรงขนาดจอไม่ใช่แค่หน่วยตารางเมตรแต่ความสูงว่ากันเป็นจำนวนชั้นของอาคารกันทีเดียวและยังฉายในระบบ 3D เราจะเอาอะไรไปสู้ 

      ผู้เขียนเคยดูหนัง Avartar ที่โรงหนัง IMAX สยามพารากอนจอเขาสูงเท่าตึก8ชั้น ฉายด้วยฟิล์ม iMAX บนระบบ 3D "ต้องลงทุนกี่ล้านจึงจะยกประสบการณ์เหล่านั้นไว้ในบ้าน "สมมติว่า 10ล้านบาทยังไม่ทราบว่าจะได้มาไหม?" ทว่าวันนั้นผู้เขียนจ่ายเพียง 350 บาทต่อที่นั่งก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพ3มิติชั้นเยี่ยมทันที เรื่องของความยิ่งใหญ่ของจอภาพอย่างไรโรงหนังก็เหนือกว่าทีวีในบ้านหลายเท่า หนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเหมาะที่จะดูบนจอขนาดใหญ่ยักษ์เท่านั้นหากต้องการอรรถรสเต็มที่ เขาลงทุนให้เราแล้วใช้บริการเขาเราก็ได้สิ่งที่ต้องการในราคาถูกแสนถูก

     ปี2556หนังอย่าง STAR TREK into Darkness หรือ MAN of STEEL กระทั่ง THE HOBBIT ภาค2 จะลดความสนุกตื่นเต้นลงเกินครึ่งเมื่อดูกับทีวีที่บ้าน ซัมเมอร์2014ที่จะถึงนี้ก็เช่นกัน คุณต้องการเห็นหุ่นยนต์ในหนัง TRANFORMER4 ตัวเท่ายักษ์ เห็นตึกระฟ้าให้ AMAZING SPIDER MAN ห้อยโหน เห็นตัว GOZILLA ตระการตาน่าเกรงขามจริงไหม?หากใช่โรงหนังชั้นดีรอคุณอยู่

 

     

   3.ปล่อยอารมณ์ได้เต็มที่โดยไม่ต้องอายใครหากเราเป็นคนเจ้าน้ำตาหรือเป็นคนขี้กลัวกระทั่งเป็นคนต่อมความขำค่อนข้างตื้น
 

    ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วว่าหนังเรื่องใดให้คำพูดต่อไปนี้ไว้(แต่จำได้คลับคล้ายคลับคราว่าเป็นหนังจากจีนหรือฮ่องกง) เขากล่าวว่า "movie is Magic" หนังเป็นความมหัศจรรย์เหมือนเวทมนตร์ลึกลับที่ผู้สร้างผู้กำกับเสกใส่เราให้หลงใหล
 

     น่าทึ่งไหมล่ะภาพเพียงไม่กี่ภาพคำพูดเพียงไม่กี่คำพูดหนังบางเรื่องใช้เพียงจอมืดๆทิ้งระยะให้เราเห็นเพียงภาพเดียวแต่เรากลับสะอื้นหรือรู้สึกอิ่มเอมใจ(เช่นตอนจบของหนัง Monster In.ภาคแรก)หนังเป็นศิลปะหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ทำให้อารมณ์คนดูเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่มีการบังคับ(มากนัก) เขาจะใช้ภาพและเสียงเท่านั้นสร้างเรื่องราวเร้าความรู้สึกเรา หนังหลายเรื่องเมื่อผู้กำกับต้องการให้เราร้องไห้เราก็ร้องไห้หัวเราะเราก็หัวเราะกลัวเราก็กลัว "นี่เราเป็นอะไรไป? เสียสติหรือเปล่า?"เวทมนตร์ของหนังสื่อผ่านภาพและเสียง
 

     บนพื้นพิภพนี้จะมีศาสตร์กี่แขนงกันที่ทำได้เช่นหนังในรายจ่ายไม่สูง ละครเวทีอาจทำได้แต่ราคาตั๋วสูงกว่าดูหนังหลายเท่า ผ่านไปแล้วจะเรียกดูซ้ำไม่ได้ต่างจากหนังเราซื้อแผ่นมาแล้วจะหยิบดูกี่ครั้งก็ทำได้ ผู้เขียนเชื่อว่าตั้งแต่ดูหนังมาคงมีหนังหลายเรื่องทำให้ท่านปล่อยอารมณ์เหงาเศร้าซึ้งหรือสนุกสนานตามภาพเสียงบนจอ หนังบางเรื่องอาจทำให้เรารู้สึก "ทำไมตัวละครเหมือนชีวิตตูจังว่ะ โดนมาก" เราเริ่มน้ำตาคลอน้ำตาเอ่อจวนเจียนจะไหลทว่าสายตาคนนั่งข้างบางคู่(หรือหลายคู่)เริ่มเหลือบมองไฟที่สว่างโร่ในห้องทำให้เขาได้ทีมีหลักฐานและพยานชัดเจน "ถึงกับร้องไห้เลยหรืออ่อนไหวจัง"เรากำลังอินจัดจึงเป็นอันหมดกันพอดีการดูหนังในบ้านปล่อยอารมณ์มากไปเราจะโดนล้อยกเว้นดูคนเดียว

     ดูหนังผ่านจอทีวี
เราจำเป็นต้องเปิดไฟให้มีแสงสว่างบ้าง(เพื่อลดอาการเมื่อยล้าสายตา)แสงจากหลอดไฟจึงทำให้คนดูด้วยกันเห็นหมดว่าเรารู้สึกอย่างไรกับหนัง ตรงกันข้ามกับการดูหนังในโรงหนังห้องจะมืดสนิทสามารถปล่อยอารมณ์ให้เป็นไปตามความรู้สึก เช่นวันนี้เรารู้สึกเหนื่อยรู้สึกอ่อนแอมากเราต้องการปล่อยตนเองจากการเป็นคนเข้มแข็งในสายตาคนอื่น หนังก็ช่างเหลือเกินให้ฉากชวนร้องไห้เราก็ร้องไห้ไม่ต้องกลัวคนข้างๆเห็นเมื่อเราดูในโรงหนังเพียงแต่ต้องเนียนในการปาดน้ำตาสักหน่อย หากน้ำตาซึมผู้เขียนจะรอให้แห้งก่อนจากนั้นก็ทำเป็นลูบหน้าลูบแก้มลูบคางก็ว่ากันไปตามโอกาส "ฉากท้ายๆในหนังพี่มากพระโขนงนี่ยอมรับว่าฝืนไม่ไหว คนเขียนบทและผู้กำกับเขาช่างคิดช่างนำเรื่องมาตบความรู้สึกเรา" 


     ผู้เขียนเชื่อว่า "ชีวิตคนเราบางครั้งก็ต้องการปล่อยใจให้เป็นอิสระบ้าง ให้ใจได้ไหลตามความรู้สึก ความผิดหวังเสียใจเหงาท้อแท้อ้างว้างสิ้นหวังหมดกำลังใจหากเราอดกลั้นไว้เก็บกดไว้ตลอดเวลาเราจะกลายเป็นคนซึมเศร้าได้ง่าย ให้น้ำตาเสียงหัวเราะแม้แต่การลุ้นระทึกล้างหรือหยุดความรู้สึกเหล่านั้นไว้ชั่วขณะ แล้วโลกจะกลับมาสดใสให้เรามีแรงฮึดสู้ฝ่าฟันอุปสรรคกันต่อไม่ดูหนังในโรงหนังยากที่เราจะเข้าถึงประโยชน์แฝงของหนัง

 

 

หากคุณไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง คุณจะพลาดคำว่า  

4.บรรยากาศสุดยอดดดดด...บ่งตรง(คำฮิตเมื่อปี2556) 
 

     บรรยากาศการดูหนังในโรงหนังเป็นบรรยากาศที่สุดยอดจริงๆ เฉพาะอย่างยิ่งหากหนังเรื่องนั้นกระแสแรงและสร้างออกมาได้ดีบรรยากาศจะน่าจดจำ ตั้งแต่ดูหนังมามีหนัง3เรื่องด้วยกันที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเช่นนั้นน่าแปลกใจนิดหน่อยที่หนังทั้งสามเรื่องกลับเป็นหนังไทยและมาจากค่ายที่ถือว่าเป็นค่ายผู้สร้างเดียวกันก็ว่าได้ ค่ายเป็นค่ายแห่งความหวังของผู้เขียนทุกปี
 

     หนังเรื่องแรกออกฉายนานหลายปีแล้ว หนังประสบความสำเร็จจนHollywoodซื้อบทไปรีเมคใหม่แต่คนที่ดูหนังทั้ง2เวอร์ชั่นหลายคนแจ้งว่าหนังรีเมคความสนุกตื่นเต้นเทียบไม่ได้เลยกับหนังต้นฉบับ ส่วนหนังเรื่องที่สองออกฉายเมื่อปลายปี 2552 ไม่น่าเชื่อว่าหนังเล็กๆจากผู้กำกับที่หนังเรื่องแรกรายได้เน่าสนิทกลับเป็นหนังโกยเงินติดอันดับต้นๆของค่าย หนังทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ทั่วประเทศเกิดอาการคลั่ง "คนหล่อทะลุแป้ง"ไปตามๆกัน หนังเรื่องที่สามเป็นหนังปีนี้นี่เอง (2556)หนังจัดเป็นหนังแห่งปรากฎการณ์อย่างแท้จริงน่าจะอีกนานจึงจะมีหนังอื่นมาลบสติถิหนังทำเงินเกินหลักพันล้านบาทในการออกฉายทั่วประเทศ แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านก็ซื้อหนังไปฉายและสร้างปรากฎการณ์เหนือความคาดหมายเช่นเดียวกัน
 

    ภาพที่ผ่านมาบ่งบอกชัดเจนว่าหนังเรื่องแรกคือหนัง "Shutter กดติดวิญญาณ" แม้ขณะเข้าฉายหนังใช้โลโก้ GMM Pictures กระนั้นในช่วงนั้นบริษัทเจ้าของหนัง(บริษัทแกรมมี่)เริ่มเปิดตัวหนังใหม่ภายใต้ชื่อ GTH แล้วจึงถือเสมือนว่าหนังเป็นหนังจากค่าย GTH ได้เช่นกัน ด้วยรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท(ออกฉาย 9 กันยายน 2547)หนังทำให้ตลาดหนังไทยที่ซบเซาไปพักใหญ่กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ส่วนหนังเรื่องที่สองก็คือหนังเรื่อง "รถไฟฟ้า....มาหานะเธอ"หนังเข้าฉายภายใต้โลโก้ GTH แล้วและทำเงินทะลุ100ล้านบาทเช่นกันคนดูบางกลุ่มหลงรักหนังถึงขั้นสร้างกระทู้ "ตามรอยฉากในหนัง"เห็นได้ว่าคอหนังชาวไทยไม่ได้คลั่งเฉพาะหนังรักเกาหลี
 

     แต่รายได้ทั้งสองเรื่องกลายเป็นเรื่องธรรมดาทันทีเมื่อค่ายได้ปลุกตำนานหนังไทยชื่อ "แม่นาค พระโขนง"มาทำใหม่เพิ่มลูกเล่นใหม่มุมมองแตกต่างจากเดิม มุกที่ใส่เข้ามากลมกล่อมแพรวพราวโดนใจคนทุกวัยเมื่อรวมกับการตลาดชั้นเซียนคนดูจึงพากันติดใจและช่วยกันบอกต่อจนทำให้เกิดเหตุการณ์ "พี่มาก"ฟีเวอร์กันทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(หนังไม่ได้ดังแค่บ้านเรา)หนังทำให้คนวัยลูกวัยหลานกลับมาจูงมือพ่อแม่ปู่ยาตายายพี่ป้าน้าอาเดินเข้าโรงหนังหลังจากไม่ได้เข้าโรงหนังนับสิบยี่สิบปี เวลานั้นใครไม่พูดถึงหนัง "พี่มาก พระขโมง"ถือว่าเชยไม่ทันยุคหนังกลายเป็นหนังอภิมหาฮิตจนถูกจัดเข้าทำเนียบหนังทำเงินอันดับหนึ่งตลอดกาลในบ้านเราเรียบร้อย เล่าสู่กันฟังเรื่องบรรยากาศการดูหนังทั้งสามเรื่อง
 

      ขณะหนัง  Shutter กดติดวิญญาณ เข้าฉายนั้นผู้เขียนงานยุ่งมากจึงไม่ได้ติดตามว่าหนังดีหรือไม่ดีรู้เพียงว่าหนังดังพอสมควรวันที่ดูญาติเขามาชวนผู้เขียนไม่มีอะไรทำ "เอ้าดูก็ดู" ใกล้เวลาหนังเข้าฉายเดินทางถึงหน้าโรงหนังภาพตรงหน้าทำให้มั่นใจว่าหนังเรื่องนี้ดังจริงแน่นอน ผู้คนแน่นขนัดหน้าโรงหนังรามัน (โรงหนังแบบ STAND ALONE แห่งหนึ่งในจังหวัดยะลาปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว)บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น คนเข้าคิวซื้อตั๋วยาวเป็นหางว่าวแต่เราไม่จำเป็นต้องเบียดแย่งเขาเราซื้อตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยงจึงเหมือนเรามีอภิสิทธิ์ เรายืนใกล้คนบางกลุ่มเขาพูดเข้าหูว่าเก้าอี้ธรรมดาหมดแล้วเหลือเฉพาะเก้าอี้เสริมแต่เขาก็ตัดสินใจซื้อ รวมแต่ละรอบหนังน่าจะรองรับคนดูไม่น้อยกว่า300 ที่นั่งแต่ตั๋วเต็มก่อนหนังฉายร่วมครึ่งชั่วโมง 

    

      หลังพนักงานเปิดประตูบรรยากาศเหมือนตลาดสดหน้าโรงหนังเมื่อครู่ก็ย้ายเข้าด้านใน ซึ่งก็แน่นอนว่าคนดูเยอะระดับนี้ต้องมีพวกต้องการเรียกร้องความสนใจตีตั๋วมาชมด้วย รอบที่ผู้เขียนดูคนกลุ่มนั้นนั่งแถวเดียวกับผู้เขียนห่างกันในระยะสายตาคนหนึ่งในกลุ่มพูดเสียงดังพูดไม่หยุด "ฉันว่าอย่างโง้นฉันว่าอย่างงี้นับตั้งแต่เข้ามาเขาพูดไม่หยุดปากมีเรื่องให้เขาคุยตลอดเวลา"ญาติคนที่นั่งใกล้เขาหันมาทำหน้าเบื่อหน่าย "ไม่เป็นไรทนไปก่อน"ผู้เขียนยิ้มเชิงปลอบใจเขา พนักงานน่าจะใช้เวลาร่วมยี่สิบกว่านาทีในการปล่อยให้คนดูจับจองที่นั่ง หนังเริ่มฉาย 10 นาทีผ่านไปเขาคนนั้นยังส่งเสียงเป็นระยะขุดเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยไม่ขาด ญาติผู้เขียนเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจเขาจะหมดความอดทนแล้วอาจไม่เกินห้านาทีน่าจะเป็นเรื่องหากคนนั้นไม่หยุดพูดผู้เขียนไม่ทราบจะช่วยเขาอย่างไร ผู้เขียนนั่งอีกฝั่งวันนั้นเราไปกัน 9 คน ทันทีที่เนตรเริ่มออกอาระวาดเสียงดังกล่าวก็หายไปแต่หายไปตอนไหนผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกัน

      

       หนังชัตเตอร์กดติดวิญญาณทำให้คนดูสะดุ้งทั่วทั้งโรงบรรยากาศหลอนระทึกสุดๆ หนังให้ฉากน่ากลัวชวนหดขาหรือหงายหลังหลายฉาก คนที่ชอบปิดหน้าแต่ถ่างนิ้วดูก็ได้ยกมือกันจนเมื่อยคนดูเผลอกรี๊ดคนเดียวก็มีให้เห็น ท่านผู้อ่านจำฉากมือซีดเรียวขาวยื่นมาขอทิชชู่พระเอกในห้องน้ำปั๊มน้ำมันได้ไหม? ฉากนั้นนั่นล่ะผู้หญิงคนหนึ่งเธอกรี๊ดเสียงหลงอยู่คนเดียวพวกเราหัวเราะเธอกันลั่น ฉากชวนสยองลุ้นระทึกคงไม่มีฉากใดเกินฉากเนตรไต่บันไดไล่ล่าฉากลอยมาประกบกระจกด้านข้างรถแม้แต่ฉากพลิกตัวคนนอนซมแล้วกลับเป็นศพเรียกอาการเก้าอี้สั่นทั้งแถวเป็นระยะ คนนั่งเก้าอี้เสริมหากใส่อารมณ์มากไปผู้เขียนเชื่อว่าอาจตกเก้าอี้ ว่ากันเฉพาะหนังเขย่าขวัญ(เรียกง่ายๆหนังผี)ผู้เขียนยกให้เรื่องนี้คือที่สุดของที่สุด Shutter กดติดวิญญาณเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ฉากในหนังเปลี่ยนเป็นกลางวันเมื่อไรคนดูต่างพากันถอนหายใจบางคนพูดให้ได้ยินว่า "เหนื่อยจัง ขอพักเหนื่อยครู่เหอะ"(อีกเรื่องที่เจอคือ ลัดดาแลนด์) หนังผีชั้นดีต้องทำให้คนดูรู้สึกประมาณนี้

   

        นั่นคือการดูหนังในโรงหนังแต่หากเทียบกับการดูที่บ้าน ห้องสว่างโร่ใครบางคนพูดนั่นพูดนี่ไม่หยุดอาจมีเสียงเคี้ยวขนมหรือคุยโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ(ยุคนี้อาจมีหยิบหน้าจอมารูดถูเมื่อมีใครLineเข้ามา)ความน่ากลัวหายไปเกินครึ่งจึงไม่ต้องแปลกใจหากจะมีคนบ่นว่า "ไม่เห็นหนัง Shutter กดติดวิญญาณ จะน่ากลัวตรงไหน" คูณดูที่บ้านประหยัดเงินก็จริงแต่สิ่งที่คุณเสียไปคือบรรยากาศสุดยอดนั่นเอง

 

       มาต่อด้วยบรรยากาศการดูหนัง "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ"บ้างแล้วกัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังผีจึงไม่มีความตื่นเต้นเป็นเครื่องชูโรงเหมือนเรื่องก่อนหน้าทว่าหนังเรียกเสียงกรี๊ดได้ระงมเช่นเดียวกัน แต่เขากรี๊ดใครกันมองภาพประกอบคงไม่ต้องบรรยายกระมัง ขณะดูผู้เขียนขำคนดูรอบเดียวกันไม่น้อยพวกเขากรี๊ดลุง(ชื่อคุณเคนธีรเดชในหนัง)ได้แทบทุกช็อต หนังเป็นหนังอีกเรื่องที่ทำให้ผู้เขียนปล่อยก๊ากเต็มที่หลายครั้งและค่อนข้างไปได้สุดเรามีเพื่อนร่วมขำเป็นร้อยจึงไม่ต้องเกรงใจใคร ฉากที่ผู้เขียนขำมากขำกระจายก็ฉากคุณคริสปิดตู้กระจกในห้องน้ำแล้วเห็นพ่ออยู่ในห้องน้ำด้วย ผู้เขียนหัวเราะจนท้องแข็งหายใจแทบไม่ทันเป็นฉากง่ายๆไม่มีคำหยาบคายแต่ขำดีเหลือเกินคนเขียนบทเขาช่างคิด หนังอย่างหนังเรื่องนี้นี่ล่ะผู้เขียนยกให้เป็นหนัง "ตลกแบบมีกึ๊น"แม้นวันนั้นเครื่องปรับอากาศในโรงหนังจะมีปัญหาอากาศร้อนอบอ้าวสร้างความอึดอัดมากกว่าสบายแต่หนังก็ดึงความสนใจเราไว้ได้  
 

     ผู้เขียนเชื่อว่าใครดูหนังเรื่องนี้ที่บ้านคงขำเช่นเดียวกัน แต่รับประกันว่าขำน้อยกว่าดูในโรงหนังแน่นอนคนดูหลายคนจะเสริมความขำให้เรา เช่นรอบที่ผู้เขียนดูความเวาอร์แต่พองามของน้องๆหลายกลุ่มทำให้ผู้เขียนอดอมยิ้มไม่ได้ คุณเคน ธีรเดชโผล่หน้ามาเมื่อไรจะมีเสียง"ฮือ หล่อ หล่อจังหล่อ"ดังมาจากหลายมุมหลายกลุ่มเป็นระยะดังโดยพร้อมเพรียงกันไม่ได้นัดหมาย "เออนะเป็นไปได้"คนยุคนี้
 
     ปิดท้ายด้วยบรรยากาศการดูหนังเรื่องที่สาม "พี่มากพระโขนง" ทันทีที่ผู้เขียนทราบข่าวว่ารอบเพลส(รอบสื่อมวลชน)กระแสของหนังออกมาดีมากมีแต่คนชื่นชอบหลายคนชื่นชมผู้เขียนตั้งความหวังทันที "ขอให้เขาประสบความสำเร็จ"หนังเข้าฉายวันแรกผู้เขียนเข้าเวปบอร์ดเจ้าประจำหลายกระทู้แสดงให้เห็นว่าหนังกระแสแรงเหลือเกินใครจะดูต้องจองตั๋วล่วงหน้าและเริ่มมีภาพคนต่อแถวยาวเพื่อซื้อตั๋ว ผู้เขียนตั้งใจดูรอบเย็นแต่เพื่อป้องกันความผิดหวังจึงไปซื้อตั๋วตอนเที่ยงเดินถึงหน้าโรงหนังเท่านั้นตกใจคนแน่นขนัดหน้าช่องจำหน่ายตั๋วตอนนี้รอบเที่ยงยังไม่เปิดประตูแต่รอบบ่ายโมงและบ่ายสองโมงโรงหนังขึ้นป้ายตั๋วเต็ม ดูรอบแรกบรรยากาศครื้นเครงดีหนังสนุกไม่ผิดหวังผู้เขียนจึงตีตั๋วรอบสองอีกครั้งในสองวันต่อมาแต่ครั้งนี้เข้าไปติดตามความรักของแม่นาคที่ผู้กำกับใส่เข้ามาอย่างลงตัว หนังทำให้เราเชื่อว่า "มากรักนาคนาคๆจริงๆ นาคเองก็เช่นกัน"ช่วงแรกน้ำตาเราอาจไหลจากเสียงหัวเราะแต่ช่วงหลังเป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจแทนไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้นแต่ทีมงานทำได้ (บรรยากาศการดูรอบแรกผู้เขียนบรรยายไว้ในตอนที่ 29) 

   เป็นความจริงที่เราดูหนังด้วย VCD/DVD/BLU RAY DISK แม้แต่ยืมเพื่อนหรือดูออนไลน์ก็ดูได้เหมือนกันรู้เรื่องเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือบรรยากาศการดูและประสบการณ์ที่ได้รับ หนังหลายเรื่องเป็นที่น่าจดจำนำไปพูดได้ชั่วลูกชั่วหลาน กี่ปีแล้วที่คุณไม่ได้เห็นคนยืนเต็มหน้าโรงหนังใบหน้าทุกคนอาบไปด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะเสียงสะอื้นดังไม่ขาดระยะแม้แต่เราเองยังต้องกลั้นน้ำตา ดูจบเดินออกมาคนดูรอบต่อไปยืนแน่นทางเดินเรายิ้มและมีความสุขที่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเขาจะได้รับสิ่งดีๆเหมือนเรา ไม่ดูในโรงหนังไม่ได้สัมผัสบรรยากาศ

      

 

     5.เป็นกำลังใจให้ผู้สร้างและทีมงาน

    
     เทียบกับทุกข้อผู้เขียนให้ความสำคัญกับข้อนี้ที่สุด

      ผู้เขียนเห็นว่าผู้สร้างเขาเหนื่อยต้องลงทุนลงแรงแยอะแยะในการสร้างหนังแต่ละเรื่องออกมา เราช่วยกันดูแลเขาหน่อยดีกว่าให้กำลังใจเขาด้วยการดูหนังโรงบ้าง กระนั้นแทบทุกครั้งเมื่อผู้เขียนโน้มน้าวเพื่อนหรือคนรู้จักให้ดูหนังในโรงหนังบ้างหลายคนมักพูด "ดูทำไมผู้สร้างเขาไม่ใช่ญาติเราเสียหน่อย ทำไมต้องใส่ใจด้วยเขารวยแล้วโหลดดูหรือดูผ่านเวปดีกว่าเขาไม่เสียหายหรอก" ผู้เขียนจะตอบกลับความคิดประมาณนี้

 

ทีมงานพี่มากพระโขนง ไม่ได้ความตั้งใจของพวกเขาเราไม่มีโอกาสได้ดูหนังดีดูแล้วมีความสุข   

"เอ้อวันใดที่เขาไม่มีกำลังใจไม่มีเงินมาสร้างหนังแล้วจะรู้สึก ดูกันไปเถอะหนังเก่าๆนะหนังเรื่องเดิมแต่ดูซ้ำดูซากอยู่อย่างนั้นคงสนุกอ๊ะนะเดือนนี้ดูด้วย DVD เดือนหน้าดูด้วยBLU RAY ถัดไปอีกปีแผ่น director cut ออก"
หนังต้องใช้คนใช้เงินลงทุนใช้พลังสมองจัดสร้างจัดทำ ไม่เห็นใจเขาบ้างหรือเป็นคุณจะรู้สึกยังไงเราสร้างกันเหนื่อยแทบตายแต่คนอื่นนำไปดูฟรี"

 

      เช่นที่ทราบกัน "ดูฟรี"ใครเขาก็ทำแต่มีโอกาสเมื่อไรหนังน่าสนใจเข้าเมื่อไร "ผู้เขียนอุดหนุนหนังในโรงหนังเสมอ" ผู้เขียนเคยเข้ารับการอบรมการผลิตหนัง ได้ศึกษากระบวนการทำหนังในทุกขั้นตอนจึงรู้ว่าใช้เวลานานมากกว่าหนังจะสำเร็จพร้อมฉายต้องใช้ทีมงานว่ากันหลักสิบหลักร้อยคนใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมฉาย(ลองนับรายชื่อใน end credit ก็จะทราบจำนวนคนเบื้องหลัง)คนเหล่านี้เขาจะมีรายได้จากไหนได้กำลังใจจากไหนหากเราไม่ช่วยกันสนับสนุน

 

     ในอีกกรณีใครไม่มีเวลาไปโรงหนังเวลาเป็นเงินเป็นทองเหลือเกิน การเช่าแผ่นจากร้านเช่าถูกลิขสิทธิ์ช่วยได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็เป็นสมาชิกเคเบิลทีวีหรือทีวีผ่านดาวเทียมที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ถูกต้องใครรายได้สูงอาจลงทุนด้วยการซื้อแผ่นแท้มาดูเป็นอีกทางเลือกในการให้กำลังใจ  
 

     เฉพาะอย่างยิ่งหนังไทยเราต้องช่วยกันให้มาก ฮอลลีวู้ดเขาผลิตหนังออกฉายทั่วโลกฉะนั้นหากหนังเรื่องใดรายได้ในบ้านไม่ดียังพอมีรายได้จากประเทศอื่นจุนเจือ แต่หนังไทยเราหากรายได้บ้านตนไม่ดีประเทศเพื่อนบ้านที่ไหนจะซื้อไปฉายคนชาติเดียวกันยังไม่ดู เขาทำดีแต่เราไม่ช่วยกันไม่นานเขาก็หมดแรงไม่มีกำลังใจผลิตผลงานใหม่ อุดหนุนเขาเดือนละเรื่องก็ยังดีหรือหากไม่ดีพอไม่ผ่านเกณฑ์เช่าแผ่นแท้มาดูก็พอช่วยได้ คนทำหนังไทยอย่างตั้งใจจะได้หลงเหลือและเพิ่มปริมาณขึ้น
 

    ผู้เขียนหวังอย่างยิ่งว่าข้อดีข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อคงตรงใจท่านบ้าง แต่เป็นไปได้ตรงใจทุกข้อจะดีไม่น้อย บางครั้งเราอาจไม่พอใจโรงหนังไม่พอใจคุณภาพหนังเรารู้สึกเหมือนเขาเอาเปรียบเราสร้างหนังมาอย่างนี้ดูถูกเราเหลือเกินดูสุกเอาเผากินมากแต่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นทุกเรื่อง 

    ความมหัศจรรย์จากหนังรอเราอยู่ โรงหนังพร้อมจะเสกมนตร์วิเศษใส่เรา ไปเยือนเขาบ้าง

อ้างอิง...ภาพจากเวป
gth.co.th

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:UA_iSQUARE_Imax_Theatre_Interior.png

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น

  1. #16 พัด (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กันยายน 2556 / 01:25
    เหมือนคนเขียนจะไม่เคยมีชุดHT นะครับ เรื่องเสียงดีกว่าในโรงมาก ไม่ก้อง เซอราวมาเต็มแบบสัมผัสได้ ซึ่งผมได้เคยได้จากในโรงเลย แม้แต่กัยโรงIMAX ที่เมเจอร์รัชโยทิน IORNMAN3 3d ก็ห่วยมากๆ ถ้าเทียบกับการดู BD LED ของLG47" ที่มีอยู่ แต่เรื่องบรรยากาศก็จริงละครับไม่เหมือนกันจริงๆอย่างที่ว่า ยังไงก็แล้วแต่คนชอบละครับ ส่วนตัวก็อยากไปลองดูในโรงIMAX ที่พาราก้อนเหมือนกันเค้าว่าเป็นIMAXแท้ๆ ถ้าคราวนี้ผิดหวังอีกก็เลิกดูในโรงแล้วครับ ค่าตั๋วแพงไม่ว่าแต่คุณภาพเท่าDVDบนจอใหญ่ๆก็ไม่มีประโยชน์ครับ
    #16
    0