ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 32 : ตอนที่ 3 สายสัญญาณและสายลำโพง หนึ่งบทพิสูจน์ว่า "เส้นสายไม่เคยไร้ความหมาย"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 เม.ย. 57

     เมื่อภาคการทำงานของอุปกรณ์ Home Theater แต่ละภาคมักบรรจุอยู่ในอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่ง ปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์ชนิดใดรวมทุกภาคการทำงานไว้ด้วยกัน(จำกัดด้วยพื้นทีการจัดวางรวมถึงราคาและการออกแบบ) เราทราบกันดีว่าอากาศนั้นเป็นตัวนำชั้นเลวดังนั้นเพื่อคุณภาพของสัญญาณเราจึงจำเป็นต้องต่อสายสัญญาณระหว่างอุปกรณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้งบประมาณส่วนหนึ่งจึงต้องจัดไว้ให้สายสัญญาณ

ชนิดของสายสัญญาณและสายลำโพงแบ่งได้ดังนี้

6.1 สายสัญญาณภาพ

6.1.1 สายภาพชนิดอนาล็อก(Analog)

6.1.1.1 สาย composite ลักษณะดังภาพ เป็นสายคุณภาพต่ำไม่แนะนำ



6.1.1.2 สาย component 
ลักษณะดังภาพคุณภาพของภาพจะดีขึ้น แต่หากมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าไม่ควรใช้ ไม่แนะนำเช่นเดียวกัน



6.1.1.3 สาย VGA (กึ่งดิจิตอล) ลักษณะดังภาพ นิยมใช้กับจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์เป็นหลักแม้นคุณภาพพอใช้แต่ก็ไม่แนะนำ(ตกยุคหากใช้)



6.1.2 สายภาพชนิดดิจิตอล

6.1.2.1 สาย DVI เป็นสายสำหรับขั้วต่อ DVI (ในภาพคือขั้วต่อด้านขวา)การ์ดจอคอมพิวเตอร์หลายรุ่นจะให้มาด้วยสามารถต่อกับจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์แบบแบนบางได้ทันที แต่หากใครต้องการต่อกับทีวีจอแบนบางต้องใช้สายชนิดปลายด้านหนึ่งเป็นขั้วต่อ DVI อีกด้านเป็นข้ัวต่อ HDMI ดังภาพ ทีวีจอแบนบางไม่นิยมให้ขั้วต่อตัวนี้มาให้จึงไม่แนะนำเช่นเดียวกัน




6.1.2.2 สาย HDMI ใช้นำสัญญาณภาพและเสียงในระบบดิจิตอลเปิดตัวออกมาหลายเวอร์ชั่นแต่สำหรับเวอร์ชั่นปัจจุบันคือ version 1.4 แบ่งชนิดย่อยได้ดังนี้



-Standard HDMI Cable รองรับภาพเสียงพื้นฐานทั่วไปทั้งหมด
-
Standard HDMI Cable with Ethernet เพิ่มส่วนของอีเธอร์เน็ตหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ LAN
-Standard Automotive HDMI Cable (ใช้กับวงการเครื่องเสียงรถยนต์)
-High Speed HDMI Cable รองรับภาพ 3D และความคมชัดภาพระดับ 4K ซึ่งหลายประเทศกำลังทยอยเปิดให้บริการ
-High Speed HDMI Cable with Ethernet เช่นเดียวกับสาย 
High Speed HDMI แต่เพิ่มในส่วนของอีเธอร์เน็ต

  การใช้งานทั่วไปใช้ชนิด High Speed ก็เพียงพอโดยราคาต้องเหมาะสมกับภาคต้นสัญญาณ


6.2 สายสัญญาณเสียง

6.2.1 สายอนาล็อค

-สายเสตอริโอ เป็นสายที่มีหัวต่อเป็นชนิด RCA ใช้สีขาวแดงเป็นสัญลักษณ์


6.2.1 สายดิจิตอล
-สาย Toslink เป็นสายดิจิตอลแบบนำสัญญาณแสง



-สาย Coaxial เป็นสายดิจิตอลแบบนำสัญญาณไฟฟ้า ลักษณะและขั้วต่อคล้ายสาย RCA



-สาย HDMI นำได้ทั้งภาพและเสียงในระบบดิจิตอล

     เราจำเป็นต้องทราบต้นทางและปลายทางในการเลือกสายสัญญาณเสียง หากอุปกรณ์ปลายทางไม่รองรับ HDMI คงต้องเลือกสายรูปแบบ TOSLINKหรือ COAXIAL แต่หากรองรับใช้สาย HDMI ดีกว่าเพื่อนำทั้งสัญญาณภาพและสัญญาณเสียง สายสัญญาณใช้ให้น้อยเส้นที่สุดดีที่สุด



6.3 สายลำโพง
     แบ่งได้หลายชนิดตามโครงสร้างสายเช่น ชนิดตีเกลียวเพื่อลดการรบกวนกันของสัญญาณเสียง(ในทางทฤษฎี) บางชนิดก็เป็นสายธรรมดาส่วนบางชนิดเป็นสายแบนเพื่อความสวยงามเรียบร้อยในการเดินสาย อย่างไรก็ตามด้วยพื้นที่ที่ใช้มากกว่าสายลำโพงชนิดแบน
จะเหมาะกับลำโพงวางหิ้งหรือลำโพงวางพื้นเท่านั้นไม่เหมาะกับลำโพงขนาดเท่าฝ่ามือที่เรียกลำโพง SATELLITE เราจะใช้สายชนิดใดเลือกจากราคาและชนิดลำโพงจะเหมาะสมที่สุด



ตัวอย่างสายลำโพงชนิดแบน

3 เทคนิค(เด็ด)ในการเลือกซื้อสายสัญญาณและสายลำโพง

1.เลือกใช้สายสัญญาณที่ให้คุณภาพสูงสุดของอุปกรณ์เท่านั้น เช่นเราใช้ทีวีจอแบนบางขนาด 47"เป็นทีวีแบบ 3D แม้ทีวีจะให้ขั้วต่อภาพมาครบทุกรูปแบบแต่ควรเลือกสายสัญญาณเป็นสาย HDMI Version 1.4 ต่อภาพจาก BLU RAY ระบบ 3D เข้าทีวี ยกเว้นเราใช้ทีวีจอแก้วขนาด 29"(ยังมีใครใช้อีกหรือ?)ก็เปลี่ยนไปใช้สาย component สัญญาณภาพที่ดีที่สุดบนทีวีจอแก้วคือสัญญาณจากช่องต่อ component 

2.ราคาสายสัญญาณสูงสุดไม่ควรเกิน 20% ของราคาอุปกรณ์ต้นทาง เช่นเราใช้เครื่องเล่น BLU RAY ราคา 4000 บาทฉะนั้นสูงสุดของราคาสาย HDMIควรอยู่ที่ 500-800 บาท หากเราซื้อสายสัญญาณราคาต่ำเกินไปเสียดายคุณภาพของอุปกรณ์ต้นทางในทางกลับกันหากซื้อราคาสูงเกินไปนำเงินส่วนต่างไปซื้ออุปกรณ์ต้นทางราคาสูงขึ้นดีกว่า

     สัญญาณจะคุณภาพดีสะอาดแค่ไหนต้นทางต้องสะอาดก่อน สายสัญญาณทำหน้าที่เป็นท่อส่งไม่สามารถเปลี่ยนคุณภาพสัญญาณต้นทางให้ดีกว่าเดิมได้ ทำได้เพียงรักษาคุณภาพให้ดีเหมือนเดิมเราจึงต้องเน้นอุปกรณ์ต้นทางไว้ก่อน นักเล่นหลายท่านเสียเงินค่าสายสัญญาณมากเกินไป

     ทั้งนี้การซื้อสายลำโพงให้คิดราคารวมทั้งระบบ(หรือความยาวทั้งหมด) เนื่องจากสายลำโพงขายเป็นหน่วยเมตรเราอาจช็อคได้หากซื้อสายราคาต่อเมตรสูงเกินไป เช่นชุดลำโพงเราราคา 30,000 บาท ราคาสายลำโพงรวมทุกเส้นไม่ควรเกิน 6,000 บาท

3.เลือกตำแหน่งวางอุปกรณ์ให้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจซื้อสายสัญญาณและสายลำโพงชั้นดี หากตำแหน่งวางไม่ลงตัวนักระยะแรกให้ใช้สายแถมหรือสายราคาถูกเบิร์นอุปกรณ์ไปก่อน สายสัญญาณทุกชนิดจะเกิดการสูญเสียสัญญาณเมื่อระยะทางเพิ่มขึ้นการใช้สายระยะสั้นจึงดีกับคุณภาพของภาพและเสียงผลดีอีกประการคือช่วยเราประหยัดเงิน

     ทั้งนี้ทั้งนั้นขอเตือนว่าหากจำเป็นต้องใช้สายสัญญาณหลายเส้นต่อระหว่างอุปกรณ์เช่นการต่อสายสัญญาณจากภาค Decoder มายัง PRE-AMPLIFIER สายทุกเส้นต้องยาวเท่ากันและเป็นรุ่น(หรือซีรี่ส์)เดียวกันเท่านั้น บุคลิกเสียงโดยรวมของระบบจะได้คล้ายกันและจะเป็นการดีหากเราจัดให้สายลำโพงของสนามเสียงด้านหน้าคือสายลำโพงซ้ายขวาหน้าและcenter ยาวเท่ากัน เช่นเดียวกับคู่หลังในแต่ละช่องสัญญาณก็ควรยาวเท่ากันเสียงในแต่ละสนามเสียง(ด้านหน้าหรือด้านหลัง)จะได้กลมกลืนกันไม่เกิดการดีเลย์ของสัญญาณ

      หากเราไม่เลือกจุดวางอุปกรณ์ให้เรียบร้อยเราใจร้อนซื้อสายมาทันทีระยะสายอาจสั้นเกินไปหรือยาวเกินไปต้องตัดทิ้งหรือซื้อใหม่เสียดายเงินแย่ นอกจากนั้นอุปกรณ์ในระบบ Home Theater ทุกตัวยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าการเบิร์นให้ชิ้นส่วนต่างๆทำงานซึ่งระยะเวลาก็เป็นไปตามชั่วโมงการใช้งานของอุปกรณ์แต่ส่วนใหญ่จะประมาณ 20-30 ชั่วโมง เราดูหนังทุกวันๆละเรื่องครบอาทิตย์ก็ถือว่าเข้าสู่การใช้งานจริงเราได้เจอคุณภาพจริงของอุปกรณ์

      เราใช้ช่วงเวลาเบิร์นนี่ล่ะหาตำแหน่งวางที่เหมาะสม เมื่อได้ตำแหน่งที่เราพอใจก็วัดระยะเพื่อซื้อสายสัญญาณสายลำโพงชั้นดี ส่วนใหญ่สายสัญญาณจะจำกัดไม่ให้ยาวเกิน 1-1.5 ฟุตยกเว้นสายภาพหากเราเล่นเป็น PROJECTOR อาจต้องใช้สาย HDMI ยาวสามถึงห้าเมตรส่วนสายลำโพงขึ้นอยู่กับขนาดห้องและตำแหน่งวางลำโพง ส่วนใหญ่เรามักลืมกันงบประมาณก้อนแรกให้ค่าสายสัญญาณและสายลำโพงหลังใช้ไปสักระยะจัดให้เขาบ้างก็ดีเราจะได้ขุดค้นสัญญาณที่ดีที่สุดของระบบออกใช้      
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น