ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 3 : ระบบเสียงในโรงหนัง สิ่งที่เราต้องเลือกแต่ไม่(ค่อย)มีทางเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 พ.ย. 58

   ย้อนอดีตไปไกลๆอีกหนึ่งครั้งทำความเข้าใจ(ไม่)หน่อยว่า ในอดีตนั้นระบบเสียงในโรงหนัง ประกอบด้วย 3 ค่าย 4 ระบบด้วยกันให้โรงหนังเขาเลือกติดตั้งเรารับฟังระบบเสียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกฟิล์มมาฉายซึ่งประกอบไปด้วย



   1.ระบบ ดอลบี้ดิจิตอล (5.1) ค่ายผู้คิดค้นและถือครองลิขสิทธิ์ระบบนี้คือค่าย dolby lab หนังเรื่องแรกที่ฉายระบบดอลบี้ดิจิตอล 5.1 คือเรื่อง Batman return ที่ออกฉายในปี 1992 ระบบดอลบี้ดิจิตอลตั้งต้นเป็นเพียงระบบเสียง 6 ช่องสัญญาณเท่านั้นประกอบด้วยช่อง ซ้ายขวาหน้า ช่องกลาง(เรียกเซ็นเตอร์)ช่องซ้ายขวาหลัง(เรียกเซอร์ราวน์)และช่องความถี่ต่ำลึกพิเศษ(เสียงไม่เต็มย่านความถี่ที่มนุษย์ได้ยิน ต่างจากช่องสัญญาณอื่นจึงนับ .1) แต่ด้วยการไม่ยอมแพ้คู่แข่งหลังเปิดตัวระบบดอลบี้ดิจิตอล5.1 หกถึงเจ็ดปีบริษัท Dolby lab ก็ให้กำเนิดระบบเสียงใหม่อีกระบบเป็นน้องใหม่ของบริษัททว่าเป็นน้องรองสุดท้องในปัจจุบัน(ระบบล่าสุดจริงๆของค่าย Dolby คือ Dolby ATMOS ) ถึงแม้นเช่นนั้นด้วยความง่ายเข้ากันได้กับโรงหนังทุกโรงลงทุนต่ำกว่าระบบอื่นแต่คุณภาพจัดว่าน่าพอใจ แม้นระบบดอลบี้ดิจิตอล5.1 จะธรรมดาที่สุดแต่ก็อายุยืนยาวเป็นที่นิยมที่สุดเช่นเดียวกัน  



   2.ระบบดอลบี้ดิจิตอลเซอร์ราวEX อาจเรียกย่อๆว่า surroundEX ก็ได้เป็นระบบที่ถือกำเนิดมาพร้อมหนังภาคต่อฟอร์มยักษ์ที่ชื่อ Star Wars Episode I:The Phantom Menace ที่ออกฉายในปี1999 ระบบ surroundEX เสียงจะน่าฟังกว่าระบบดอลบี้ดิจิตอล 5.1 ตรงที่ เพิ่มช่องสัญญาณ Back Surround (ลำโพงกลางด้านหลัง)มาทำให้สนามเสียงด้านหลังเติมเต็มลื่นไหลยิ่งกว่าเดิม หากนับจำนวนช่องระบบ surroundEX จึงถือเป็นระบบที่มีถึง 7 ช่องสัญญาณโดยเรา(นักเล่น)จะเรียกเป็นระบบ 6.1 Channal เขาเพิ่มช่องสัญญาณเข้ามาเพื่อส่งต่อเสียงให้ฟังเป็นวงกลมโดยแท้จริงนึกถึงฉากมังกรบินเป็นตัวอย่าง(หนัง Dragon Heart) ในระบบ 5.1เดิมเมื่อมังกรบินวนมาทางด้านหลังเสียงจะข้ามจากผนังห้องอีกฝั่งมายังอีกฝั่งทันทีเสียงตรงกลางจึงหาย ทว่าเสียงจะฟังต่อเนื่องมากกว่าเมื่อมีลำโพงกลาง(ด้านหลัง)มารับเช่นในระบบ surroundEX

 


 3.ระบบ DTS 5.1 เป็นระบบที่ค่าย DTS Inc.ส่งเข้าประกวดตัวระบบถือเป็นพระเอกของนักเล่นทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้กระทั่งยุคแห่งการแบ่งปัน(หรือโหลดฟรี)เช่นปัจจุบัน ระบบ DTS เปิดตัวพร้อมหนังตัวละครใหญ่ยักษ์ไม่ต่างจากรายได้ที่ถล่มตาราง box office ในยุคนั้นกระจายกับหนังชื่อ Jurassic Park ทว่าไม่กี่ปีถัดมาเมื่อคู่แข่งที่เคยเป็นระบบ5.1 เหมือนกันออกระบบ 6.1 ทางค่ายก็ออกตามมาด้วยโดยใช้ชื่อระบบ DTS ES 6.1 แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใดค่าย DTS Inc. ส่งเป็นระบบเสียงสำหรับตลาด Home Theater เท่านั้นไม่มีให้สัมผัสในโรงหนัง

   ระบบ DTS แตกต่างและหลายคน(รวมผู้เขียน)ชื่นชอบมากกว่าระบบดอลบี้ติจิตอลเพราใช้วิธีการเข้ารหัสสัญญาณเสียงแบบบิตเรตไม่คงที่ กล่าวคือฉากไหนไม่มีเสียงเอฟเฟคก็ใช้บิตเรทต่ำๆ แต่ฉากไหนเน้นความยิ่งใหญ่ตระการตาตื่นเต้นระทึกใจฟังกันให้หูสะเทือนก็ใช้บิตเรตสูงสุดของระบบ เสียงจึงน่าฟังและสมจริงยิ่งกว่าเฉพาะอย่างยิ่งหากหนังเรื่องนั้นเป็นหนังแอ็คชั่นแฟนตาซีหรือหนังไซไฟเน้นเสียงเบสหนักๆเสียงจะถึงขั้นเขย่าห้อง






4.ระบบ SDDS ส่งเข้าประกวดอย่างภาคภูมิใจโดยค่าย Sony เป็นระบบที่ให้ช่องสัญญาณมากที่สุดแต่น่าเจ็บใจ(แทน)สุดๆระบบเลือกเปิดตัวพร้อมหนังสุดคาดหวัง(ของค่าย)ในปี 1993 ชนกับJurassic Park เต็มตัว ทว่าหนังกลับเจ๊ง(อ่านดีๆนะ)หนังชื่อ The Last Action Hero ผู้ผลิตคาดการว่าพลังดาราของอาร์โนลชวาเซเนกเกอร์ในช่วงนั้นเมื่อรวมกับระบบเสียงใหม่จะแข็งแกร่งพอแรงพอที่จะต่อกรกับหนังไดโนเสาร์เป็นตัวเอกในการจูงใจผู้ชมให้ตีตั๋วเข้าไปชม

   เมื่อเขาคิดผิดหนังไม่เป็นที่น่าจดจำ(หลายคนไม่เคยผ่านหูชื่อหนังเสียด้วยซ้ำ)ขณะที่หนังอีกเรื่องเข้าขั้นหนังในตำนาน แม้ระบบ SDDS เป็นถึงระบบ 7.1 Chจึงไม่ได้มีส่วนช่วยหนังสักเท่าไร ระบบ SDDS จะเพิ่มช่อง CENTER ซ้ายขวาเข้ามา ทำให้สนามเสียงด้านหน้าแน่นขนัดไปด้วยช่องสัญญาณถึง 5 Ch.
 ผู้เขียนชื่นชอบระบบเสียงนี้เช่นเดียวกันเพียงแต่หาหนังที่บันทึกระบบได้น้อย อาจเพราะข้อจำกัดในการติดตั้งด้วยทำให้แม้จะคิดดีแต่ไปได้ไม่ดีโรงหนังน้อยโรงที่จะติดตั้ง เมื่อการทรานเฟอร์ลงตลาด Home Used(ผู้ใช้ตามบ้าน)ทำไม่ได้ด้วยทำให้ระบบไม่เป็นที่รู้จักกระทั่งค่อยๆหายไปจากตลาด

   ซึ่งสตูดิโอหนังจะเลือกหนึ่งหรือสองหรือทั้งสามระบบก็ได้ในการบันทึกเสียงลงบนแผ่นฟิล์ม 

   ส่วนหนังจะฉายระบบใดนั้นโรงหนังเป็นผู้เลือกฟิล์มให้ตรงกับระบบเสียงที่โรงหนังนั้นๆรองรับ ผู้เขียนคาดว่าระบบที่ลงทุนน้อยที่สุดยุ่งยากน้อยที่สุดคงเป็นระบบดอลบี้ดิจิตอล 5.1 สูง
ขึ้นมาและยุ่งยากเพิ่มขึ้นก็เป็นระบบ DTS 5.1 ส่วนระบบที่ค่าใช้จ่ายสูงสุดลงทุนเยอะสุดน่าจะเป็นระบบ SDDSด้วยปริมาณลำโพงและภาคขยายที่เพิ่มขึ้นขนาดห้องก็ต้องกว้างเป็นพิเศษโรงหนังขนาดเล็กจึงยากที่จะติดตั้งระบบนี้จึงมีให้เห็นเฉพาะโรงหนังขนาดใหญ่เท่านั้น

     ระบบ Dolby Digital กับ DTS เรื่องปริมาณลำโพงและขนาดโรงหนังไม่ใช่ปัญหา แต่ข้อยุ่งยากของระบบ DTS กลับอยู่ตรงที่ต้องมีการซิงค์สัญญาณระหว่างแผ่นฟิล์มกับแผ่น CD-ROM เพื่อนำสัญญาณจาก CD-ROM (ยุคนั้นยังไม่มี DVD/BLU-RAY DISK) ไปให้ภาคถอดรหัสอีกทอดหนึ่งระบบไม่ได้บันทึกสัญญาณเสียงบนแผ่นฟิล์มโดยตรงเหมือนระบบของคู่แข่ง ผู้คิดค้นระบบเขาคงเห็นว่าพื้นที่บนฟิล์มเหลือน้อย หากต้องการบันทึกเสียงให้ระบบตนให้รายละเอียดสูงกว่าระบบอื่นต้องใช้สื่อชนิดอื่นบันทึกเขาจึงใช้วิธีนี้

     คุณภาพที่ได้มานับว่าคุ้มค่าเป็นที่ยอมรับแต่เพราะยุ่งยากกระมังรวมถึงอาจมีเหตุผลด้านอื่น(ผู้เขียนก็ไม่ทราบ)ทำให้ท้ายที่สุดแล้วระบบ SDDS กับ DTS จึงหายไปจากตลาดโรงหนังบ้านเรา

 

     ผู้เขียนเคยดูหนังในระบบ SDDSที่โรงหนัง SF มาบุญครอง(โรงอะไรจำไม่ได้แล้ว)ให้ความรู้สึกดีทีเดียวผ่านตาเช่นกันว่าโรงหนัง "สกาล่า"ก็ติดตั้ง
 

    ไม่ทราบผู้ชมหรือนักลงทุนยุคใหม่เป็นผู้เลือก เหตุของการหายไปจากตลาดของทั้งสองระบบผู้เขียนเข้าใจว่าอาจเพราะบริษัท SONY มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายหนัง Tri star และ columbia ด้วย เขามีอิทธิพลกับค่ายตนจริงในทางตรงข้ามเขาอาจโดนต่อต้านจากค่ายคู่แข่งที่เป็นเจ้าของระบบ DTSและค่ายหนัง Universal อย่างค่ายมัตสิชิตะด้วยเช่นกัน(มัตสิชิตะคือบริษัทที่ผลิตสินค้ายี่ห้อ Panasonic)ทั้งสองค่ายจึงอาจเกิดการปีนเกลียวกัน

      ต่างจากระบบดอลบี้ดิจิตอลที่เป็นค่ายอิสระ(บริษัทDolbyไม่หนุนหลังสตูดิโอสร้างหนังรายใดเป็นพิเศษเขาเป็นมิตรกับทุกสตูดิโอสร้างหนัง) ดังนั้นหนังทุกสตูดิโอจึงบันทึกเสียงในระบบ Dolby Digital เป็นพื้นฐานส่วนระบบอื่นเป็นเพียงระบบเสริมขึ้นอยู่กับว่าสร้างจากค่ายใด


     เท่าที่ทราบหนังไทยที่บันทึกระบบเสียง SDDS มีเพียงเรื่องเดียวคือเรื่อง "ลับแล คนมหัศจรรย์"แต่หนังเจ๊งไม่เป็นท่าเช่นเดียวกัน(ผู้เขียนก็ไม่ได้ดู)อย่างน้อยเขาก็พยายามทำในสิ่งที่แตกต่าง หนังจะโดนใจหรือไม่โดนใจนั้นบทต้องแข็งแรงการประชาสัมพันธ์ก็สำคัญไม่น้อย ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานแล้วกันพยายามกันใหม่หากทุนยังเหลือ

 

   หลังระบบ SDDS  หายไปสักระยะดูเหมือนว่าระบบ DTS ก็หายตามไปผู้เขียนจำไม่ได้ว่าดูหนังระบบ DTS ในโรงหนังเรื่องสุดท้ายเรื่องอะไร แต่ที่จำไม่ลืมคือระบบนี้ทำให้หนัง Jurassic Park และ Speed มันสะใจเหลือเกิน เรียกว่าประทับใจไม่มีวันลืมกันเลยทีเดียวหากใครทันดูหนังทั้งสองเรื่องในโรงหนังด้วยระบบ DTS จะทราบถึงความประทับใจดี 

 

   ทุกวันนี้จึงเหลือเพียงระบบเสียงจากบริษัท Dolby เท่านั้นให้เรารับฟังในโรงหนัง อาจเป็นระบบดอลบี้ดิจิตอลธรรมดาหรือ surroundEX หรือระบบล่าสุดที่ชื่อ Dolby ATMOS ที่เป็นทางเลือก เราไม่มีโอกาสเลือกระบบเสียงจากบริษัทอื่น กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกแต่จริงหลายปีก่อนผู้เขียนเคยเจอโรงหนังบางเครือฉายโชว์ระบบเสียงชื่อ......ดิจิตอล (....คือชื่อเครือเขา) เห็นแล้วผู้เขียนคิด "ตลกดี เขาคิดค้นระบบเสียงได้ด้วยหรือ?"ทว่าเห็นเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้นการโชว์ชื่อระบบเสียงเป็นชื่อตนดังกล่าวก็หายไปกลับมาโชว์ชื่อระบบเสียงปกติ

 

     กระนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปในยุคระบบ THX ยังรุ่งเรืองและมีระบบเสียงหลากหลายให้เราเลือก โรงหนังบางเครือทำดีมาก ตรงป้ายระบุชื่อหนังและเวลาฉายหนัง เขาติด "โลโก้ระบบเสียง"กำกับไว้ด้วย ช่วยให้ผู้ชมทราบว่าโรงหนังโรงนี้ฉายในระบบเสียงใดทำให้เราเลือกง่ายขึ้นทั้งยังช่วยยืนยันเราด้วยว่าเราจะได้รับฟังเสียงในระบบนั้นจริง เราต้องการฟังระบบเสียงใดก็เลือกรอบที่ฉายให้ตรงหนังเรื่องเดียวกันฉายต่างระบบเสียงกันอรรถรสจะต่างกัน 

 

   แม้นปัจจุบันระบบอื่นจะหายไปหมดเหลือเพียงระบบจากบริษัท Dolbyเท่านั้น แต่เมื่อมีถึง 3 ระบบให้เลือก เรียกร้องผู้ประกอบการช่วยแจ้งระบบเสียงบ้างก็ดี เลือกได้ผู้เขียนต้องการระบบ SURROUND EX เป็นอย่างน้อยหรือใครใจดีจะเพิ่มระบบ DOLBY ATMOS ในทุกสถานที่ตั้งโรงหนังก็ยอดเยี่ยมหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายจะได้ใช้บริการง่ายๆไม่ต้องถ่อสังขารเข้าไปถึงกรุงเทพฯชั้นใน

   เราตัดสินใจใช้บริการ(นำเงินไปให้)คุณแล้ว ขอเป็นผู้เลือกบ้างได้ไหม ใครสร้างทางเลือกเราจะยินดีเลือกและช่วยประชาสัมพันธ์?

อ้างอิง...ภาพจากเวป
dolby.com
dts.com

และ https://en.wikipedia.org/wiki/Sony_Dynamic_Digital_Sound

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น