ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 2 : เชื่อไหม?โรงหนังยุคใหม่(มัก)ถอยหลังลงคลองเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระบบเสียง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 พ.ค. 59

   อาจเป็นการจั่วหัวข้อบทความที่ฟังรุนแรงและติเตียนกันไม่น้อย เดี๋ยวเรามาพิจารณากันว่าผู้เขียนอคติกับโรงหนังหรือเปล่า?เหตุใดผู้เขียนจึงคิดและเขียนเช่นนี้ รับประกันว่าอ่านจบคุณจะอึ้งเลยเชียวเมื่อทราบความจริงชวนซีดเซียวที่เกิดขึ้นมาและยังคงดำเนินต่อไป

 

หลังจากตามพิสูจน์มานับ10ปีผู้เขียนพบว่าระบบเสียงในโรงหนังยุคใหม่(ส่วนใหญ่)มักด้อยกว่ายุคเก่า สาเหตุมาจากการเอาใจใส่เรื่องโครงสร้างที่มีน้อยลงการดูแลรักษาระบบก็ไม่ค่อยมีกันสวนทางกับการขึ้นราคาตั๋วที่ขยันกันจริงขยันกันเหลือเกิน นับวันผู้ใช้บริการอย่างเราจะมีแต่เสียเพิ่มขึ้นแต่ได้อะไรน้อยลง โรงหนังบางโรงคุณภาพเสียงต่างเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนเปิดให้บริการใหม่ๆ ขณะที่บางโรงเหมือนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ(ต้องการใช้คำอื่นมากกว่าแต่ไม่สุภาพ)จากเคยให้บริการขั้นเทพกลับเป็นห่วยขั้นเทพจำเป็นต้องใช้บริการเมื่อไรได้แต่ทำใจ 

 

     แจ้งกันไว้ก่อนว่า "หลังอ่านบทความนี้หากน้องๆหนูๆคนไหนสงสัยสามารถสอบถามความจริงมาได้ที่พจ "ดูหนังอย่างเซียน"ไม่เช่นนั้นก็สอบถามผู้ใหญ่วัยตั้งแต่ 30 ขึ้นไปได้ รับประกันว่าผู้เขียนไม่ได้โม้แน่นอนและไม่ได้นั่งเทียนเขียนด้วยเพียงแต่นอนเขียนบนเตียง(ไม่ได้ใช้เก้าอี้) อารัมภบทมายาวเข้าเรื่องเลยดีกว่า

ไปดูหนังโรงทุกวันนี้เราสังเกตกันบ้างไหม?ผู้ให้บริการเขาส่งมอบอะไรให้เรา เป็นความรู้สึกดีหรือหากไม่จำเป็นตูจะไม่เหยียบที่นี่อีก 

   ผู้เขียนคนหนึ่งละที่เห็นว่าเขาเน้นการตกแต่งสถานที่ที่สวยงามหรูหราดูดีเป็นจุดขายโดยมีปรโมชั่น(เหมือนจะ)ดีมาหลอกล่อเราให้ใช้บริการ แต่ล่ะโปรโมชั่นจะมีเงื่อนไขยิบย่อยใครขี้เกียจอ่านหรือสายตาไม่ดีไม่สังเกตให้ถ้วนทั่วมักเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ เผลอใจซื้อหรือจำเป็นต้องซื้อมักอื้อหือเล่นกันอย่างนี้หรือไมื่อใช้อีกครั้ง   

 

   ต่างกับ”อดีต"เมื่อสิบกว่าปีก่อน(ช่วงปี 2537-2540) ยุคที่มีการทยอยเปิดตัวโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ตามแหล่งชุมชนสำคัญทั่วกรุงเทพ โรงหนังจะให้บริการเหนือความคาดหมายเกินคาดคิดเสียด้วยซ้ำเป็นการปฎิรูปอย่างแท้จริงคิดถึงผู้ใช้บริการก่อนไม่ใช่เหมือนเอาปืนจี้เราพร้อมบังคับว่า “ถ้าคุณไม่ซื้อโปรโมชั่นที่ฉันแนะนำฉัน(แทบ)ไม่สนใจคุณทนได้ก็ทนไปทนไม่ได้ก็ไปใช้บริการที่อื่น” โรงหนังในยุคนั้นใช้โปรโมชั่นเป็นส่วนเสริมให้ลูกค้าทั้งประหยัดเงินและแสนสะดวกสบายเมื่อใช้บริการ ไม่ใช่ใช้เป็นช่องทางสร้างรายได้(เพิ่ม)เช่นทุกวันนี้

 

  ยุคอดีตที่ว่าคือยุคไหนลุง?(ไม่ต้องระบุวัยก็ได้)
 

ล้อมวงกันเข้ามาฟังคนแก่เล่าความหลังแสนหอมหวานอบอวนไปด้วยความสุขในช่วงที่โรงหนังยังทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีกัน
 

 

   ก่อนหน้าที่เราจะได้เห็นโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์เปิดไปทั่วหัวเมืองสำคัญเช่นทุกวันนี้ เมืองไทยจะเต็มไปด้วยโรงหนังที่สร้างโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ตามแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ 
 

   โดยจะสร้างเป็นอาคารเดียวเดี่ยวๆฉายหนังเพียงเรื่องเดียววันละ2-3รอบ(ต่างจากโรงหนังจิ้งหรีดฉายหนังอาร์หรือหนังโชว์เนื้อหนังมังสาทั้งหลาย)เราจะเรียกโรงหนังแบบนี้ว่า "โรงหนังแบบ stand alone" แต่ละจังหวัดจะมี 1-2 โรงเจ้าของก็ไม่ใช่ใครที่ไหนมักเป็นคนพื้นที่ จังหวัดใดเป็นจังหวัดใหญ่อาจมีการกระจายไปตามอำเภอหัวเมืองด้วย  
 

 

   สำหรับกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรโรงหนังก็จะสร้างแยกกันไปตามแหล่งชุมชนสำคัญ น้องคนไหนนึกภาพโรงหนังแบบ"stand alone"ไม่ออกไปสัมผัสและใช้บริการกันได้ที่สยามกับโรงหนังที่ชื่อ "สกาล่า”ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามห้างสยามดิสคัพเวอร์รี่ 
 

 

   อาคารโรงหนังแบบstand alone มักกว้างขวางใหญ่โตรูปทรงจะแตกต่างกันมีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกันทั้งอาคารจะประกอบด้วยโรงหนังเพียง “โรงเดียว”เท่านั้น และติดป้ายโฆษณาภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ด้านหน้าโรงหนัง มองครั้งเดียวจะรู้ทันทีว่านี่คือโรงหนังไม่ใช่ร้านคาราโอเกะหรือห้างร้านใดๆ ใครทันใช้บริการจะรู้ถึงความคลาสสิคไม่น้อย

   กระนั้นด้วยความกว้างขวางจุผู้ชมได้หลายร้อยคนทำให้แต่ละปีมีหนังเพียงไม่กี่เรื่อง(บางปีไม่มีสักเรื่อง)เรียกคนดูได้เต็มโรงจนเขาเก็บค่าตั๋วได้เต็มกอบเต็มกำ ทำให้รายได้ในแต่ละปีพอถูไถให้กิจการอยู่รอดแต่ไม่มากพอจะมาปรับปรุงกิจการสภาพอาคารทั้งภายในภายนอกจึงโทรมไปตามกาลเวลา 
 

   ประกอบกับคนรุ่นใหม่ในตอนนั้น(เป็นพ่อแม่ผู้อ่านในตอนนี้) ต้องการความบันเทิงอื่นนอกจากไปดูหนังเท่านั้นเราต้องการหาซื้อของหรือทานอาหารจานด่วนหรือโยนโบลิ่งบ้าง 
 

ออกไไปดูหนังก็จริงแต่เราไม่ต้องการดูหนังอย่างเดียว “สถานที่ใดล่ะรองรับความต้องการนี้ได้” สนามหลวง สวนจตุจักร สวนลุมพินี สนามบินดอนเมืองไม่ใช่แน่นอนที่เหล่านั้นไม่มีโรงหนัง คำตอบก็เช่นที่เราเห็นกันจนชินในทุกวันนี้ “ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่"นั่นเองเป็นคำตอบของเรา

 

       ทว่าโรงหนังบนห้างสรรพสินค้า(ยุคนั้น)เกิดขึ้นจากการต่อเติมพื้นที่ว่างหรือโซนที่ไม่ทำเงินให้มารองรับการพักผ่อนที่เปลี่ยนไป 

 

   เขาไม่ได้ตั้งใจสร้างโรงหนังมาตั้งแต่ต้นเมื่อเห็นว่าบางห้างทำแล้วดีได้เงินจึงพากันทำตาม ผู้เขียนใช้บริการโรงหนังเหล่ารัเหลายแห่งเช่นกันแต่บ่อยสุดเป็นห้างเซ็ลทรัลลาดพร้าว(ยุคก่อนเปลี่ยนโฉม)ชั้นที่เป็นโรงหนังเครือ SF ในทุกวันนี้ 
 

   แม้นโรงหนังต่อเติมจะตอบสนองความต้องการด้านการช้อปปิ้งและการทานจั๊งฟู้ดได้ดีแต่สิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลยคือคุณภาพเสียงในโรงหนังเข้าขั้นแย่ถึงขั้นเลวร้าย 
 

   

   เจอหนังที่เต็มไปด้วยเสียงเบสต่ำๆหนักๆผนังและเพดานโรงหนังจะสั่นกระพือจนเรารู้สึกได้ใช้ดูแก้ขัดนะพอได้แต่ให้หลงรักจนต้องการมาใช้บริการบ่อยๆยังห่างไกลหลายเท่า

 

     เราต้องทนดูอยู่อย่างนั้นร่วมสองถึงสามปีในที่สุดพระเอกตัวจริงก็เปิดตัว เขาทำลายโรงหนังเหล่านั้นให้หายไปแทบจะทันทีโดยไม่ใช้กำลังแม้แต่น้อย ใช้คำว่า “คุณภาพ”ล้วนๆ 

 

พระเอกคนนั้นชื่อประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวนำมาต่อกัน เขาเลือกสถานที่เปิดตัวครั้งแรกไกลเมืองสักหน่อย ใครต้องการเจอตัวจริงเขาจึงต้องดั้นด้นพอสมควรหากอยู่คนละฝั่งกัน บางคนอาจจะไม่อยากเชื่อแต่เชื่อเถอะเพราะนี่คือความจริงที่ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงได้ 
 

เครือโรงหนัง "E.G.V" คือพระเอกขี่ม้าขาวคนนั้น เขาทำให้โรงหนังแบบต่อเติมขายตั๋วแทบไม่ได้ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจนว่า "โรงหนังชั้นดีควรเป็นอย่างไร?”ด้วยการเปิดให้บริการ โรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์สมบูรณ์แบบแห่งแรกในเมืองไทยที่ชื่อ “E.G.V บางแค 10” ตรงห้างฟิวเจอร์พาร์คบางแค(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นซีคอนสแควบางแค โดยโรงหนังถูกเปลี่ยนเป็นเครือ Major Ceneplex) 
 

เช่นที่เกริ่นไปในบทก่อนผู้เขียนไปเยือนที่นั่นตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว ยอมรับว่าตะลึงกับความโอ่อ่ากว้างขวางของสถานที่และคุณภาพของภาพและเสียงไม่น้อย "นี่เป็นสิ่งที่เราเฝ้ารอนี่หนาอย่างนี้ต้องใช้บริการบ่อยๆแล้ว" เชื่อว่าใครได้สัมผัส "E.G.V บางแค 10”ในช่วงนั้นจะคิดเช่นเดียวกัน คุณภาพเขาต่างอย่างชัดเจนกับโรงหนังห้างอื่น เมื่อปริมาณคนคิดเช่นนี้เพิ่มมากขึ้นในที่สุดโรงหนังแบบต่อเติมก็ทยอยโดนทลายไป
 

หากจะนับหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจโรงหนังในเมืองไทย E.G.V จึงเป็นเครือโรงหนังเครือแรกที่เปิดตัวโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์สมบูรณ์แบบ แม้ในอนาคตอาจไม่มีโรงหนังชื่อนี้หลงเหลือในเมืองไทยแต่สิ่งที่เขาทำไว้จัดว่าน่านับถือทีเดียว(รู้สึกโรงหนังจะถูกเปลี่ยนชื่อไปแทบหมดทุกแห่งหลังควบรวมกิจการกับอีกเครือ)
 

E.G.V บางแค 10 แตกต่างจากโรงหนังต่อเติมอย่างไร?อะไรทำให้ผู้เขียนกล้ากล่าวว่า “แม้นแต่โรงหนังยุคปัจจุบันแทบทุกโรงก็ยังเทียบไม่ได้กับบางโรงของที่นั่น”ผู้เขียนกล่าวว่า "โรงหนังแห่งใหม่ส่วนใหญ่มักอุ้มเราลงคลองด้วยการเดินถอยหลัง”ทำไม?  E.G.V บางแค 10 เขาทำสิ่งเหล่านี้
 

 

   1.ออกแบบสถานที่เป็นโซนโรงหนังโดยเฉพาะไม่ใช้พื้นที่ร่วมกับแผนกอื่นของห้างจึงไม่มีกิจกรรมการตลาดของห้างมากวนใจเรา ดูหนังที่นั่นจะไม่มีเสียงนักร้องหรือพิธีกรจากงานคอนเสิร์ตหรืออีเว้นมาทำให้เรารำคาญ 
 

  2.โครงสร้างโรงหนังแต่ละโรงแข็งแรงกว้างขวาง “มิติห้อง”(ขนาดความกว้างความยาวความสูง)สามารถกำหนดได้ตามต้องการ เมื่อผนังและเพดานห้องแข็งแรงจะทำให้เสียงจากแต่ละโรงหนังกวนกันน้อย ประสบการณ์เลวร้ายประเภทเรากำลังดูหนังรักโรแมนติคหนังกำลังถึงฉากซึ้งเชียวตัวเอกบอกรักกันทั้งคู่โน้มหน้าเข้าหากันหวังจะจูบกัน “ตูมๆๆ ปังๆๆ”เสียงจากโรงหนังข้างๆดังแทรกเข้ามา เหมือนเราถูกจับโยนเข้าไปในหนังสงครามแทนหนังรักจะไม่เกิดขึ้นเมื่อดูหนังที่นี่แตกต่างกับหลายที่
 

    3.อุปกรณ์ด้านภาพและเสียงทำงานสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ไม่มีเหตุการณ์ประเภทเสียงลำโพงแตกแต่ยังดันทุรังเปิดใช้ลำโพงทุกตัวเสียงดังฟังชัดไม่ระคายหู เราหวังความมันจากหนังแอ็คชั่นเขาก็มีให้เราไม่มีอาการเสียงเซอร์ราวไม่ออก(ลำโพงด้านข้างและด้านหลังไม่ทำงาน)ให้เห็น เขาจะควบคุมและตรวจสอบทุกอย่างให้สมบูรณ์อยู่เสมอเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้เรา 
 

ต่างจากเสียงในโรงหนังหลายโรงของยุคปัจจุบันเกิดกระทู้ในเวปพันทิปให้เห็นเป็นระยะถึงเรื่องเสียงเซอร์ราวน์ไม่ดังหรือสร้างความสงสัยว่า “ลำโพงเสียงแตกแต่ทำไม?เขาก็ยังเปิดใช้” เครือไหนโดนบ่นค่อนข้างบ่อยแสดงว่าปัญหาเครือนั้นเยอะ
 

 

  4.สิ่งที่โดดเด่นสุดๆหากกลับมาจะเป็นการดีมาก(แต่คงยาก)บัตรส่วนลดหรือบัตรโปรโมชั่นที่ชื่อ "EGVสมาร์ทการ์ด”(ถ้าจำไม่ผิด)ประหยัดเงินให้เราจริงแถมยังใช้งานสะดวกไม่มีเงื่อนไขยิบย่อยให้ต้องหงุดหงิดใจ เราโทรไปจองเขาก็ใช้คนรับ แม้แต่ละสาขาจะใช้เบอร์ต่างกันแต่ไม่มีเหตุการณ์แบบเราโทรจองแล้วไม่มีคนรับมีแต่เครื่องตอบรับคอยแจ้งให้เรากดต่อเลขโน้นเลขนี้กดจนเมื่อยมือเสียค่าโทรศัพท์ไปหลายสิบบาทกว่าเราจะเข้าถึงเมนูเลือกเรื่องและที่นั่ง EGVบางแค10ไม่ทำอย่างนี้กับเรา 


ประการสำคัญบัตรดังกล่าวใช้ได้กับหนังทุกเรื่องทุกรอบไม่ว่าหนังเรื่องนั้นเพิ่งเข้าฉายเป็นสัปดาห์แรกหรือหนังกำลังจะโดนถอดโปรแกรมฉาย เติมเงินเท่าไรเราก็ใช้ได้หมดไม่มีเศษเหลือให้ต้องเสียดาย


 ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งวิเศษที่สุดจนทำให้ผู้เขียนกล้าเกริ่นหัวข้อบทความนี้ว่า "โรงหนังยุคนี้มีแต่ถอยหลังลงคลอง"โรง 3 E.G.Vบางแค 10 (เป็นโรงหนัง 2 ชั้น) เปิดฉายภายใต้โลโก้ THX เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองไทย โรงหนังที่ว่านี้ทำให้ผู้เขียน(และคอหนังยุคนั้น)ทราบเลยว่าภาพและเสียงชั้นเยี่ยมของโรงหนังเป็นอย่างไร? นับเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจไม่มีวันลืม โรง3 EGVบางแค10 ติดตรึงใจผู้เขียนจนทำให้ทุกครั้งที่ต้องการดูหนังแอ็คชั่นหนังไซไฟหรือหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ผู้เขียนใช้บริการที่นี่เท่านั้น น่าเศร้าเหลือเกินที่โรงหนังTHXไม่มีให้เห็นอีกแล้วในเมืองไทย
 

 

  “เฮ้ย ถามหน่อยTHX คืออะไรว่ะ? ดีอย่างไร?เป็นระบบเสียงระบบใหม่ใช่ไหม ?
 

 เพื่อนหลายต่อหลายคนถามผู้เขียนเมื่อทราบว่าผู้เขียนไปสัมผัสระบบ THX มาแล้วและยกย่องระบบนี้จนออกนอกหน้าเข้าข่ายว่าเป็นสาวกคนหนึ่ง "THX ไม่ใช่ระบบเสียงนะแต่เป็นระบบที่เข้ามาควบคุมสภาพแวดล้อมของโรงหนังรวมถึงอุปกรณ์ภาพและเสียงตามมาตรฐานที่เขากำหนด"  เขาตรวจสอบให้เราทุกอย่างไม่ใช่แค่ภาพเสียง
 

แถวนั่งของโรงหนัง THX จะไม่เกิดการบดบังสายตากันเก้าอี้ไม่ต้องเน้นหรูหราแต่ต้องนั่งสบายไม่ปวดหลัง(มากนัก)ระยะห่างระหว่างแถวต้องไม่เบียดกันเรานั่งสบายไม่เมื่อย
 

อุณหภูมิในโรงหนังเขาก็กำหนดให้โรงหนังควบคุมให้อยู่ในค่ามาตรฐานไม่หนาวหรือร้อนเกินไป ผู้ชมจะได้ผ่อนคลายเมื่อใช้บริการ เหตุการณ์แบบดูหนังเรื่องนี้หนาวโคตรแต่ดูอีกเรื่องร้อนจนเหงื่อแตกจะไม่เกิดขึ้นกับโรงหนัง THX (ยกเว้นเหตการณ์เพิ่งเกิด)


 

      อีกทั้งเสียงรบกวนทั้งภายในและภายนอกจะไม่สูงเกินค่าที่เขากำหนด(แต่เท่าไรอันนี้ก็ไม่ทราบ)

 

    เสียงในโรงหนังก็เปิดดังแต่พอดีไม่เร่งจนแก้วหูแทบแตกเดินออกมาจากโรงหนังรู้สึกเหมือนเพิ่งออกจากผับหรือเปิดเบาจนความมันหดหายก็ไม่เกิดขึ้น 


 

    

THX จะเข้ามาตรวจสอบและจัดการสภาพแวดล้อมในโรงหนังให้ผ่านตามมาตรฐานขั้นสูงของบริษัท THX ไม่ใช่ดูแลแค่ระบบเสียง ดูเหมือนอุปกรณ์ด้านภาพเสียงต้องเป็นรุ่นที่ THXรับรองด้วย(สัญลักษณ์THX) 

THX เป็นมาตรฐานระดับโลกที่โรงหนังทั่วโลกไว้วางใจให้มาควบคุมและตรวจสอบโรงหนังของตน 
 

ด้วยมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงนั่นเองเจ้าของโรงหนังจึงต้องลงทุนสูงตามไปด้วย เขาต้องทุ่มเทและใส่ใจกับทุกอย่างที่THXกำหนดมาโดยต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องละเลยไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียวไม่เช่นนั้นจะไม่ผ่านเกณฑ์ของเขาเมื่อมีการตรวจสอบซ้ำ
 

โรงหนังมาตรฐาน THX จึงไม่ได้ยอดเยี่ยมแค่ช่วงเปิดตัวแต่จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป โรงหนังโรงใดแปะโลโก้เขาเราจึงวางใจได้

 

THX ก่อตั้งโดย "จอร์ช ลูคัส"ผู้กำกับอภิมหาภาพยนตร์ star wars เจ้าของบริษัท ILM(บริษัททำวิชวลเอฟเฟคชั้นนำ) โรงหนังโรงใดขอมาตรฐาน THX และสอบผ่านเราจะได้เห็นโลโก้ THX แปะตรงหน้าโรงหนัง ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนฉายหนัง(จริง)โรงหนังTHXทุกโรงจะฉายไตเติ้ลน่ารักๆจากTHXเพื่อแจ้งเราว่าโรงหนังแห่งนี้ผ่านมาตรฐาน THX นะคุณตัดสินใจไม่ผิดแน่นอน(เข้าไปดูตัวอย่างไตเติ้ลเหล่านั้นได้จาก http://www.thx.com/consumer/movies/
 

 

เราสามารถตรวจสอบรายชื่อโรงหนังที่ผ่านมาตรฐาน THX ได้จากเวป thx.com ปัจจุบัน(2557)เมืองไทยเราไม่มีโรงใดเครือได้ขอรับรองมาตรฐาน THX ชนรุ่นหลังจะได้ดูหนังจากโรงหนังปกติธรรมดาเน้นความโอ่อ่าเท่านั้น
 

 

     ขณะที่ในอดีตเครือโรงหนังแข่งขันกันอย่างสนุก หลังจาก E.G.V เปิดตัวโรงหนัง THX ที่ E.G.V บางแค 10 ไม่นาน Major Cineplex ก็เปิดตัวโรงหนัง THX เช่นเดียวกันที่ “Major Cineplex ปิ่นเกล้า”หากจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นโรง2โรงใหญ่สุดของเขาสังเกตโรงที่ทางเข้าออกเป็นประตูติดกันแต่แยกซ้ายขวา ไม่เพียงเท่านั้นโรงหนังบางเครือใจถึงมากให้บริการโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ที่ทุกโรงเป็น THXเสียด้วย(เรียก ALL THX) สามารถสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย 
 

คอหนังยุคนั้นจึงมีความสุขเหลือเกิน เมืองไทยตอนนั้นจัดเป็นประเทศผู้นำในธุรกิจโรงหนังของภูมิภาคอาเซี่ยนก็ว่าได้ แต่ตอนนี้ไม่ทราบจะเทียบกับใครดี
 

    ผ่านไปไม่กี่ปีหลายสิ่งหลายอย่างอาจรวมถึงค่านิยมบางอย่างก็ทำให้คำว่า THX สิ้นมนต์ขลังจนทยอยหายไปจากเมืองไทย ในที่สุดเมืองไทยก็ไม่เหลือโรงหนัง THX แม้แต่โรงเดียว พูดคำว่า THX ขึ้นมาอาจมีคำถาม "อะไรนะ THX ?"เขาไม่รู้จัก ผู้เขียนก็ไม่ทราบจะตอบอย่างไรไม่มีตัวอย่างให้เขาสัมผัสแล้ว เจอว่าโรงหนังในประเทศมาเลเซียบางเครือยังเปิดให้บริการโรงหนัง THX ต้องการพิสูจน์คุณภาพ AEC มีผลบังคับใช้เมื่อไรไปลองกันได้ 
 

เด็กรุ่นหลังเกิดในยุคที่เขาเขี่ยสิ่งดีๆทิ้งคลองไปแล้วคนที่เกิดทันจะไปช่วยงมขึ้นมาก็ลำบาก หากเรายังอะไรก็ได้ให้เขาใช้ความหรูหราสะดวกสบายเป็นตัวล่อคุณภาพดีไม่ดีเรายอมรับได้คงต้องทนใช้บริการเขาไปตลอด เราจะไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

 

ถามว่า “โรงหนัง THX จะกลับมาอีกไหม?

ผู้เขียนก็ไม่ทราบเหมือนกันไม่ใช่คนวงในแต่เข้าใจว่าการที่ THXหายไปน่าจะเกิดเพราะค่าลิขสิทธิ์เขาเก็บค่อนข้างแพงเหลือกำไรให้โรงหนังน้อยเครือที่เคยขอจึงไม่ขอต่อสัญญา อีกทั้งการรักษาคุณภาพค่าใช้จ่ายสูงเกินไปเขาเสียเงินค่อนข้างถี่บริษัท THX จะส่งพนักงานมาทวนสอบระบบและอุปกรณ์ก่อนเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์รอบใหม่ทุก 6 เดือน โรงหนังแห่งใดต้องการรักษาโลโก้ THX ไว้ต้องการฉายโชว์ไตเติ้ล THX ต่อก็ต้องจ่ายเขา ข้อจำกัดเหล่านี้จึงทำให้เครือโรงหนังทยอยไม่ต่อสัญญา 

 

    เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาทำให้ “คนดูรุ่นใหม่ลืมสนใจคุณภาพภาพเสียงได้แล้วด้วย” ใส่ความสะดวกสบายหรูหราทันสมัยพ่วงด้วยป็อบคอร์นรสอร่อยแต่ราคาแพงเอาเรื่องเข้ามาก็เพียงพอแล้ว คนไทยไม่คิดมาก ให้ทุกแห่งเป็นอย่างนี้ไม่นานคนเขาก็ลืม(หลายคนลืมแต่ผู้เขียนไม่ลืมแน่นอน ที่ลืมบ้างคือลืมไปใช้บริการโรงหนังที่เอาเปรีบเราเกินไป)

 

    ผู้เขียนดูหนังในโรงหนัง THX ในเมืองไทยเป็นครั้งสุดท้ายที่ห้างนิวเวิร์ลรัตนาธิเบธกับหนัง THE TWO TOWER "เห็นสภาพโรงหนังแล้วใจหายแต่ดีใจไม่น้อยที่ได้ไปโบกมือลาเพื่อนเก่า อยากให้ลูกหลานนายกลับมาอีกครั้ง” 

 

   การที่โรงหนังไม่ต่อสัญญาผู้เขียนจึงพอเข้าใจแต่ที่ไม่เข้าใจคือ “การทำให้ระบบเสียงทางเลือกหายไปด้วยนี่สิ”เขาทำทำไมดีตรงไหน

จากที่เคยมีให้เราสัมผัสถึง 4 ระบบเสียงเหลือเพียง 1-2 ระบบจากตัวเลือกถึง 3 บริษัททำไมเหลือเพียงบริษัทเดียว
 

 

   ผู้เขียนรู้สึกเหมือนเรา(ผู้ชม)ถูกมัดมือชก โรงหนังจะทำอย่างไรกับเราก็ได้แม้แต่หน่วยงานรัฐก็ช่วยอะไรเราไม่ได้?  ต้องการทราบเหมือนกันว่า “การตรวจสอบระบบและอุปกรณ์รวมถึงสภาพแวดล้อมยังทำกันอยู่ไหมหรือทำบ้างไหม? หากทำรอบการทำบ่อยแค่ไหน?แม้นเขาไม่จ้าง THX มาตรวจสอบแต่ควรทำบ้างหรือว่าจ้างบริษัทอื่นที่เชี่ยวชาญเช่นกันแต่ราคาถูกกว่า THXมาช่วยตรวจสอบก็ได้ 
 

เราต้องการคุณภาพด้านภาพเสียงด้วยไม่ใช่ฉายจบก็จบกัน ผู้เขียนเจอหลายครั้งโรงหนังบางโรงลำโพงเสียงแตกพร่าก็ยังดันทุรังเปิดให้บริการ บางโรงเสียงเซอร์ราวน์ไม่ออกก็ใช้วิธีเร่งเสียงคู่หน้าให้ดังจนแสบแก้วหูไปหมดบางโรงเลวร้ายกว่านั้นอากาศร้อนอบอ้าวเหมือนเราอยู่ในเตาอบไม่ใช่ในห้องปรับอากาศ 
 

 

   ช่วยส่งมอบบริการขั้นยอดเยี่ยมให้เราบ้างได้ไหม แต่ละปีค่าตั๋วคุณมีแต่แพงขึ้นอย่าให้สวนทางกับความรู้สึกของผู้ชมเลย คุณไม่มี THX มาเป็นตัวเลือกให้เราแล้วอย่างน้อยก็ขอคุณภาพของภาพและเสียงเช่นตอนเปิดให้บริการใหม่ๆก็เพียงพอ เครือใดมั่นใจว่าจัดเต็มให้ผู้บริโภคได้กล้ายืนยันผ่านสื่อผู้เขียนคนหนึ่งล่ะยินดีจะประชาสัมพันธ์ผ่านแฟนเพจ “ดูหนังอย่างเซียน”ให้อย่างเต็มใจจะป่าวประกาศให้ชนิดทุ่มตัวเชียร์เลยทีเดียว 
 

ขอสักเครือให้เรามีความสุขในการไปใช้บริการหน่อยเหอะ

อ้างอิง...ภาพจากเวป thx.com

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น

  1. #15 ืีnum (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2556 / 01:56
    เข้าใจดี กับความรู้สึกนะครับ

    ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการ NK THX เป็นประจำ และก็ ไปดูมาหลายที่

    หลังๆนิเซ้งที่สุดกับระบบเสียง คือ แบบว่า ไม่ได้เรื่องเลยครับ และ เสียงที่ออกมา ไม่โดดเด่น เหมือนกับที่เคย

    รู้สึก มาก่อน ในด้านคุณภาพ ผมมองว่า โรงภาพยนต์ในห้างใหญ่ๆดังที่กล่าวมา ไม่สามารถรักษาคุณภาพ

    ล่าสุดไปดูพี่มากที่เซ็นปิ่น อยากบอกตรงๆว่า ถึงแม้ว่าภาพจะเป็น HD ด้วยระบบ cinema dlp ที่มีความคมชัดสูง

    แต่การออกแบบโรงภาพยนต์ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อควบคุมสภาวะของเสียงอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะฉายด้วยระบบเสียง

    Dolby Digital cinema ก็ตาม ผมเข้าไปสัมผัสก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นโรงหนังคุณภาพ

    มีอย่างที่ไหนที่ในโรงหนังมีเสาเฉียดออกไปด้านซ้าย ผมก็คิดแล้วว่า เป็นโรงประเภทต่อเติมเพื่อให้ได้พื้นที่ใช้สอยมากชึ้น

    แสวงหากำไรเป็นหลัก แต่ ไม่ นึกถึง คนดู ผมสังเกตุมาตลอดว่า เสียง surround ออกจะบาง ถึงกับ บางมาก

    เทียบกับโรงที่ใช้ระบบ THX ไม่ได้ที่มีความคมชัดทุกอณูของเส้นเสียง

    และระบบ THX ก็รองรับ film ทุกฟอแมท์ ไม่ว่าจะเป็น Dolby SR-D กับ ระบบ เสียง DTS digital

    ก็ฮือฮาในช่วงที่เปิดตัวระบบเสียงใหม่ที่ lucas film พัฒนาระบบเสียงร่วมกับ dolby จนเป็น dolby digital surround.ex

    ใช้กับหนังเรื่องแรก starwar ep1 และได้ฉายในโรงภาพยนต์ที่เป็น ALL THX ที่ ท่าพระ

    ไม่ว่าจะชมภาพยนต์เรื่องไหนที่ฉายผ่าน THX และถูกควบคุมคุณภาพอย่างดีแล้ว

    จะประทับใจทุกเรื่องแน่นอน

    #15
    0