ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 18 : สรุป 4 ขั้นตอนเซียนๆในการเลือกหนังดูโรง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ส.ค. 59

    ผู้เขียนก็เขียนเรื่องการเลือกหนังดูโรงมาหลายบทบางบทก็เยิ่นยาวเยิ่นเย้อบางบทก็สั้นเหลือเกินเพื่อให้บทความกระชับเป็นที่เข้าใจง่ายขึ้นบทความนี้จึงเป็นการสรุปน้ำเททิ้งตักทิ้งคัดเฉพาะเนื้อเท่านั้น หลายสิบปีที่ผ่านมาก่อนตัดสินใจซื้อตั๋วดูหนังสักเรื่องผู้เขียนจะคัดกรองหนังโดยใช้ขั้นตอนเหล่านี้

1. เลือกหนังมันก่อนเพราะหนังมันเราเร่งเสียงไม่ได้เต็มที่เมื่อดูที่บ้าน
 
    ต้นเหตุก็มาจากการเป็นนักเล่นเครื่องเสียง Home Theater ของผู้เขียนด้วยนั่นเอง ส่วนเรื่องที่จะเลือกก็ว่ากันตามถนัดอาจเลือกจากความน่าสนใจของหนังความชื่นชอบในตัวนักแสดงหรือชื่นชมฝีมือผู้กำกับ อย่างไรก็ตามหนังที่ผู้เขียนจะดูในโรงหนังนั้นมักเป็นเรื่องที่เราหมายตาไว้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าเขาประกาศสร้างหนังเป็นหนังภาคต่อกำกับโดยผู้กำกับคนดังหรือโครงเรื่องหวือหวาแตกต่างจากหลายเรื่องที่เคยดูมา แต่หนังแนวอื่นก็อาจเป็นตัวเลือกหากหน้าหนังน่าสนใจหรือกระแสในห้องเฉลิมไทยเวปพันทิปเชี่ยวกรากสมาชิกกล่าวชมกันเยอะเขาชมเสียเลิศเลออ่านแล้วเคลิบเคลิ้มเราจะรู้สึกขาดหายบางอย่างหากไม่รีบดู เช่นปี2556เรื่องที่เข้าข่ายคือ FROZEN น่าเสียดายที่ผู้เขียนดูในโรงหนังไม่ทันแต่หนังเรื่องนี้นี่เองทำให้ผู้เขียนได้ใช้บริการหนังที่ซื้อจาก iTune Store เป็นเรื่องแรก ผลน่าประทับใจแค่ไหนจะเขียนให้ได้อ่านกันในเร็ววันนี้  
 
    ถึงแม้นเช่นนั้นหนังบางเรื่องผู้เขียนก็เลือกดูตามอารมณ์เราในขณะนั้นเช่นวันนี้เครียดจัดไม่รู้จะกดดันกันไปถึงไหนต้องการรอยยิ้มเสียงหัวเราะความอิ่มเอมใจมาขับไล่เรื่องน่าเบื่อสัปดาห์นั้นหนังแอ็คชั่นอาจฉายชนกับ
หนังดราม่า-ตลกแต่ผู้เขียนจะเล็งหนังตลกมากกว่า ส่วนจะดูจริงหรือเปลี่ยนเรื่องแทบไม่ทันขั้นตอนถัดไปช่วยตอบคำถาม

2.สืบเสาะลัดเลาะหาข้อมูลว่าหนังดีพอให้เราดูหรือไม่? อาจอ่านจากกระทู้วิจารณ์หนังหรือการรีวิวหนังจากคนที่ไปดูมาแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาต้องมี "ทางในการดูหนัง"คล้ายเรา

     ปัจจุบันตั๋วหนังต่างจังหวัดขยับเข้าใกล้ 200 บาทเข้าไปทุกขณะ ส่วนโรงหนังในกรุงเทพฯไม่ต้องพูดถึงทะลุ 200 บาทไปนานแล้วหนังกระแสแรงบางเรื่องพวกเขา(เครือโรงหนัง)ต่างเฮโลกันขึ้นราคาหน้าตาเฉย ความบันเทิงจากการดูหนังโรงไม่ใช่ความบันเทิงราคาถูกฉะนั้นเราต้องดู "หนังดี"เท่านั้นจึงจะไม่เสียดายเงิน

     คำถามคือ "หนังดี"ของเราต้องเป็นอย่างไร? จัดเป็นเรื่องของรสนิยมและ "ทางในการดูหนัง"ของแต่ละบุคคล 

      หลังจากเป็นสมาชิกมาร่วมสิบปีผู้เขียนมั่นใจว่าห้องเฉลิมไทยเวปพันทิปสมาชิกส่วนใหญ่ทางในการดูหนังคล้ายผู้เขียน เราเป็นกลุ่มคนชอบดูหนังจึงเข้ามาพูดคุยกันเรื่องหนังบางเรื่องก็พากันชมบางเรื่องก็พากันบ่นหลายเรื่องช่วยกันสร้างกระแสหลายเรื่องช่วยกันรั้งกระแส หนังดังหลายต่อหลายเรื่องเราตามกระแสกันสนุกสนาน ในอดีตการแสดงความคิดเห็นทำผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นแต่ปัจจุบันหน้าจอโทรศัพท์มือถือหน้าจอTabletเป็นช่องทางที่สะดวกง่ายดายและรวดเร็ว เราเขียนถึงหนังริวิวหนังด้วยความสมัครใจไม่มีใครว่าจ้างเก็บความเห็นจากหลายๆคนความเสี่ยงเราก็ลดลง

     หากหนังที่เราเล็งไว้กระแสออกมาดีมีเสียงชื่นชมมากกว่าตำหนิโอกาสสูงที่หนังจะไม่ทำให้ผิดหวังกำเงินให้พร้อมก็มุ่งหน้าสู่ช่องจำหน่ายตั๋วได้ทันที ในทางตรงข้ามหากหนังเรื่องนั้นโดนสับเละว่า "ไม่ดีอย่างที่คิดเลย เขา(ผู้กำกับ)ทำได้แค่นี้หรือ?เสียดายทุนสร้าง โคตรเสียเวลาฯลฯ" มีเสียงบ่นอื้ออึงให้เราได้ยิน แม้นหนังเรื่องนั้นนำแสดงโดยดารามีชื่อเสียงตัดตัวอย่างได้น่าสนใจผู้กำกับมีหนังดีในเครดิตพอสมควรใครเสี่ยงดูก็เสี่ยงไปผู้เขียนไม่เสี่ยงแน่นอน  




     ปี2013 หนังที่เข้าข่ายนี้เต็มๆคือ AFTER EARTH หนังได้เครดิตว่ากำกับโดย "เอมไนซามาราล" ผู้กำกับที่เคยกำกับหนังฮิตอย่าง THE SIX SENSE, SIGNS อีกทั้งยังนำแสดงโดยสองพ่อลูกตระกูลสมิธเลยทีเดียว (ผู้พ่อผลงานสร้างชื่อคงไม่ต้องพูด ส่วนลูกประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับคาราเต้คิดฉบับสร้างใหม่)ถึงดูจากฟอร์มหนังจัดว่าไม่ธรรมดา ผู้เขียนตั้งใจดูเต็มที่ทว่าเมื่อเจอว่าคนที่ไปดูมาแล้วบ่นกันขรม หนังใช้ทุนสร้างถึง 130 ล้านเหรียญแต่สัปดาห์เปิดตัวหนังเก็บรายได้ในบ้านได้เพียง 27 ล้านเหรียญต่ำกว่าเกณฑ์การเปิดตัวหนังทุนสร้างสูงหลายเท่าผู้เขียนตัดสินใจได้ทันที "ไม่เสียเงินและเวลาให้หนังเรื่องนี้ดีกว่า" 

     ผู้เขียนตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องโดยนำความจริงข้อนี้มาร่วมพิจารณา



 3.Box Office บอกเราอย่างไร?จงเชื่อ หากไม่ทันใจให้พิจารณาว่าผู้สร้างมี "Brand Royalty"คมเข้มแค่ไหน

   มีบ้างเหมือนกันปีละเรื่องถึงสองเรื่องหนังที่เราเล็งไว้เข้าฉายเรารอมานานจึงต้องการดูในวันแรกยังไม่มีใครวิจารณ์หนังให้เราทราบ เราได้สร้างโอกาสเสี่ยงให้เกิดขึ้นฉะนั้นใช้อะไรเป็นตัวช่วยดี?

    หากหนังเรื่องนั้นเข้าฉายตามหลังสหรัฐอเมริกาผู้เขียนจะใช้ตัวเลขบนตาราง US Box Office เป็นตัวช่วยหลัก
US Box Office ไม่เคยโกหกว่า "หนังฮิตไม่ฮิตและหากเขาช่วยทำให้หนังเรื่องนั้นฮิตหนังมักดี"

    หนังมีดีอะไรจึงทำให้คนอเมริกากลุ่มใหญ่แห่กันเข้าไปดูตั้งแต่วันแรกที่หนังเปิดตัวเราเชื่อพวกเขาไหมทางในการดูหนังเราคล้ายเขาหรือเปล่า? แม้นว่าอาจมีบ้างหนังฮิตเพราะการตลาดดีหรือเกิดกระแสในสังคมออนไลน์จนทำให้หนังฮิตทั้งที่หาจุดดีแทบไม่เจอนอกจากกระแสที่บังเอิญเกิดขึ้นและมาถูกที่ถูกเวลา ทว่าส่วนใหญ่หนังเรื่องใดฮิตในอเมริกาหนังมักดีจริงอาจไม่ถึงขั้นดีมากยังขาดความคมคายเกิดจุดบกพร่องหลายจุดในบทหนังเรื่องเข้าชิงรางวัลออสการ์คงเป็นไปไม่ได้แต่หนังจะไม่แย่จนเราต้องบ่น "เสียดายเงิน"

    ตรงกันข้ามกับหนังไทยผู้เขียนจะไม่ใช้ตารางรายได้เป็นเกณฑ์เด็ดขาด หนังดังหลายเรื่องเขามีดีด้านการใช้รายการเรตติ้งดีดาราตลกชื่อดังมาช่วยกันสร้างกระแสให้ผู้คนตีตั๋วเข้าไปดู รายการเขาเยอะเขาขยันช่วยกันโปรโมตเมื่อหนังออกฉายรายได้จึงดี แต่หนังไม่โดนใจผู้เขียนเคยพยายามดูบางเรื่องเสียงหัวเราะหลุดออกมาน้อยมากดูหนังตลกแต่ผู้เขียนคิ้วขมวดแทบตลอดเวลา "น่าขำตรงไหนมุกอย่างนี้"ผู้เขียนจะทางใครทางมันกับหนังลักษณะนั้น

     สำหรับหนังไทยผู้เขียนจะใช้ Brand Royalty เป็นหลักและค่ายเดียวที่อยู่ในใจคือ GTH ผู้เขียนจะดูหนังของเขาแทบทุกเรื่องและมักดูในวันสองวันแรกที่หนังเข้าฉาย เรื่องล่าสุดที่ดูคือ "คิดถึงวิทยา"


   ส่วนหนังฝรั่งค่ายที่ผู้เขียนเชื่อถือในแบรนด์คือค่าย pixar (โดนดิสนี่ย์ซื้อเข้าสังกัดเรียบร้อย) amblin(มีดีที่ สปีลเบิร์กกุมบังเหียน) miramax (ค่ายนี้เป็นค่ายอิสระเน้นสร้างหนังฟอร์มเล็กแต่ดีพักหลังเหมือนจะหายไปจากตลาด) แม้กระทั่งค่าย new line cinema ผู้เขียนก็เชื่อใจ(รู้สึกจะสังกัด Warner Brosไปแล้ว) หนังใดไม่ดังรายได้ไม่ดีแต่สังกัดค่ายเหล่านี้ผู้เขียนกล้าลงทุน


     สรุปง่ายๆว่า US Box Office ช่วยบอกเราว่าคนอเมริกากลุ่มใหญ่เขาชอบหนังนะเขาแห่กันไปดูรสนิยมการดูหนังเราคล้ายเขาหรือเปล่า? ขณะที่ Brand Royalty จะช่วยรับประกันให้เราระดับหนึ่งว่าหนังที่เราเล็งไว้สร้างจากค่ายที่เราเชื่อใจหากมั่นใจเขาก็จงมั่นใจในหนัง

     
 
   
4.หากความมั่นใจยังไม่เต็มหรือแทบไม่มีเพิ่มด้วยชื่อเสียงผู้กำกับและนักแสดง

    เชื่อว่าเราทุกคนไม่มีใครต้องการให้ "ชื่อเสียง"กลายเป็นชื่อเสียเราต้องการรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงตลอดเวลา ผู้กำกับและนักแสดงก็เช่นเดียวกันกว่าเขาจะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ไม่ง่ายต้องใช้เวลาหลายปีจะให้โดนทำลายง่ายๆด้วยการทำงานเพียงไม่กี่เดือน(ระยะเวลาถ่ายทำหนัง)คงไม่มีใครยอม ยกเว้นเขาอยู่ในช่วงขาลงคว้าอะไรได้คว้าไวก่อนอันนั้นคงยากจะห้ามว่ากันตามสถานการณ์

   เคยมีไหม?หนังบางเรื่องเราต้องการดูวันแรกที่หนังออกฉายหนังเป็นหนังที่เรารอมานานเรียกว่านับวันรอก็ว่าได้ ทว่าเมื่อหนังเปิดตัวคนกลับกล่าวถึงน้อยเราจะดูวันพรุ่งนี้แล้วรายได้เปิดตัวก็ไม่แรงสักเท่าไร มือเราเริ่มสั่นจะเอาอย่างไรดีหรือจะเปลี่ยนเรื่องแต่เรารอหนังมาเป็นปีนะ "เรียกว่าตลอดปีนี้เรามีชีวิตเพื่อรอหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว"(ผู้เขียนเคยคิดเช่นนี้จริงตอนรอดู THE LORD OF THE RINGS ภาคสองกับภาคสาม) คนวิจารณ์ก็ไม่มี US BOX OFFICE ก็ไม่ช่วยเอาไงดี?พระเอกขี่ม้าขาวสำหรับผู้เขียนคือชื่อเสียงผู้กำกับและนักแสดง หากหนังกุมบังเหียนด้วยผู้กำกับที่เราเชื่อใจหนังเรื่องก่อนหน้าประสบความสำเร็จด้านรายได้หรือได้รับคำชมท้วมท้นแม้รายได้ไม่สวยหรูนัก เครดิตนักแสดงและทีมสร้างยังเป็นทีมงานชุดเดิม หนังอาจทำให้หวั่นใจบ้างแต่ผู้เขียนยอมเสี่ยงปี 2556 หนังที่ทำให้ผู้เขียนอยู่ในสถานะการณ์นี้คือ 


The Hobbit: The Desolation of Smaug




หนังไม่สามารถแตะรายได้ระดับ 1000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อคิดรายได้ทั่วโลก ทว่ากับตัวเลขระดับ 949 ล้านไม่ถือว่าแย่นัก

     THE HOBBIT ภาค 2เปิดตัวสัปดาห์แรกด้วยรายได้เพียง 73 ล้านเหรียญน้อยกว่าภาคแรกหลายสิบล้านวันแรกที่ฉายก็เริ่มมีข่าวร้ายว่ารายได้ต่ำ ผู้เขียนหวั่นใจไม่น้อยแต่เพราะผู้กำกับยังเป็น "ปีเตอร์ แจ๊คสัน"นักแสดงและทีมงานยังเป็นชุดเดิม (หนังเรื่องนี้ถ่ายทำรวดเดียวจบแต่ตัดต่อเป็นสามภาคส่งฉายปีละภาค) แม้นภารกิจของตัวละครดูสับสนไร้ความยิ่งใหญ่ไม่ชวนให้ตราตรึงประทับใจเท่า THE LORD OF THE RINGS แต่หนังก็มีความบันเทิงให้เราครบครับเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องการสัมผัสความพิเศษของภาพในระบบ 3D หนังจัดมาให้เต็มกำลัง ขณะดูหนังไม่ทำให้ผู้เขียนผิดหวังสนุกสนานเฮฮาตื่นเต้นไปตามเนื้อหาของหนัง แต่หนังก็ทำให้อึ้งกิมกี่จนต้องหันไปยิ้มกับคนที่ไปดูด้วย "จบแบบนี้กันเลยหรือ?"จบชนิด "โดเรม่อนช่วยเอาประตูข้ามเวลามาให้ทีไม่ต้องการรอภาค3เป็นปี" 

     ขณะที่หนังบางเรื่องชื่อนักแสดงก็ช่วยสร้างความมั่นใจจุดประกายความหวังให้เรา  

     ก่อนตัดสินใจตีตํ่วผู้เขียนจะพิจารณาเช่นนี้เสมอ หากเป็นหนังฟอร์มยักษ์การพิจารณาจะสิ้นสุดเพียงขั้นตอนที่สอง (กล่าวคือคนทางในการดูหนังคล้ายเรา ชมว่าหนังดี)หากเราต้องการดูหนังเรื่องนั้นในวันแรกผู้เขียนก็จะใช้ข้อสามและข้อสี่เข้าช่วย มีบ้างหนังบางเรื่องทำให้ผิดหวังคำชมทำให้เราตั้งความหวังมากเกินไป แต่ส่วนใหญ่เฉพาะอย่างยิ่งหนังที่เราตัดสินใจดูเองดูตั้งแต่วันแรกๆไม่ทำให้รู้สึกเสียดายเงินเพียงแต่คงจะดีกว่านี้หากหนังบางเรื่องบทรัดกุมขึ้น 


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น