ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 14 : ขั้นตอนการเลือกหนังดูโรง3 ใช้ตัวช่วยที่ชื่อ (US)Box Office และ Brand Loyaltyบ้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ก.ค. 57



หนังกวนๆที่ได้ใจผู้เขียนไปเต็มๆ ชอบความเป็นดราม่าที่ผู้กำกับใส่เข้ามาโดยเฉพาะฉาก "ชิปหาย"

แม้อาชีพผู้เขียนไม่ใช่นักวิเคราะห์ Box office หรือนักการตลาดแต่ละวันใช้เพียงภาษาไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาศัพท์ภาษาอังกฤษแม้แต่นิดเดียว แต่ผู้เขียนกลับชอบนำคำภาษาอังกฤษทั้งสอง(ภาษาไทยไม่สื่อต้องอธิบายกันยาว)เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเสมอโดยเฉพาะการวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจซื้อตั๋วหนัง แม้นหนังหลายเรื่องคนชมและเชียร์เป็นคนทางในการดูหนังคล้ายเราแต่เพื่อความมั่นใจผู้เขียนจะใช้คำทั้งสองช่วยยืนยันความ(น่าจะ)เป็นหนังดีให้ก่อน คำทั้งสองใช้อย่างไรมีประโยชน์แค่ไหนเริ่มที่คำแรก

(U.S) BOX OFFICE

    แปลเป็นไทยง่ายๆ(โดยผู้เขียน) US BOXOFFICE คือตารางแสดงรายได้หนังในสหรัฐอเมริกา หากหนังเรื่องใดทำรายได้ในสหรัฐเกินหลัก 100 ล้านเหรียญสหรัฐหนังเรื่องนั้นมีแววดีพอดูได้มักดูแล้วคุ้มค่าตั๋วหาได้น้อยที่หนังทำเงินเกิน100ล้านเหรียญสหรัฐจะสร้างออกมาแย่ในความรู้สึกผู้เขียน(แต่ก็มี)ขณะเดียวกันแทบทุกเรื่องของหนังที่คว่ำไม่เป็นท่าโดยเฉพาะที่ทุนสร้างระดับ100-200ล้านเหรียญแต่รายได้เตี้ยติดดินจอดป้ายที่ 60-80 ล้านเหรียญจะเป็นหนังไร้คุณค่าไม่น่าเสียเวลาดู

     ผู้เขียนถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายปีที่ผ่านมาบ้านเรามีการจัดทำตารางรายได้หนังในไทยหรือ BOX OFFICE (THAI)เช่นเดียวกันทว่ามีข้อมูลยืนยันว่าเป็นรายได้จากเครือโรงหนังในกรุงเทพฯปริมณฑลและจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้นไม่ใช่รายได้ทั้งประเทศเหมือนอเมริกา BOX OFFICE (THAI)จึงต้องการเวลาอีกสักระยะเพื่อให้รายได้ครอบคลุมทั้งประเทศ นำมาประกอบพอได้แต่ไม่ดีพอที่จะเป็นข้อมูลหลัก หนังฮอลลีวู้ดโดยส่วนใหญ่มักเข้าฉายบ้านเราหลังบ้านเขา(หนังบางเรื่องเลือกที่จะเปิดตัวในบ้านเราก่อนประเทศอื่นแต่โอกาสน้อยปีละเรื่องสองเรื่อง) ผู้เขียนเชื่อใจรสนิยมในการดูหนังของคนอเมริกาค่อนข้างมากอาจเพราะทางในการดูหนังคล้ายกันหนังดีในความเห็นผู้เขียน "ความเป็นดราม่าต้องดี"ซึ่งหนังทำรายได้เกิน100ล้านสหรัฐโดยส่วนใหญ่มักเป็นไปทำนองนั้น ผู้เขียนแทบไม่ลังเลหากหนังเรื่องที่สนใจทำรายได้เกิน100ล้านเหรียญสหรัฐในสัปดาห์เปิดตัว 

     ตรงข้ามกับหนังไทยผู้เขียนจะไม่ตัดสินใจโดยดูตัวเลขจากตาราง BOX OFFICE เด็ดขาด

    เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนังตลกจากค่ายดังบางค่ายเข้าฉายผู้เขียนไม่สนใจรายได้หนัง(รวมถึงมักไม่สนใจหนัง)สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ดูแม้หนังออกมาเป็นแผ่น หนังบางค่ายเก่งเรื่องการทำการตลาดเขาจะปูพรมโหมโฆษณาในรายการแทบทุกรายการที่ตนรับหน้าเสื่อผลิตรายการนักแสดงพิธีกรอยู่ในสังกัดกี่คนก็ช่วยกันกล่าวถึงหรือยกยอหนังเต็มที่ คนจึงแห่เข้าไปดูรายได้หนังจึงดีมากทะยานสู่หลัก40-50ล้านบาทในสัปดาห์เปิดตัว แต่เท่าที่สังเกตสัปดาห์ถัดมารายได้จะตกฮวบทันทีกระแสปากต่อปากของหนังมักออกมาเชิงลบมากกว่าบวก BOX OFFICE THAI จึงเชื่อใจได้ยากในบางกรณีจะหยิบมาใช้ต้องพิจารณาองค์ประกอบแวดล้อมพอสมควร



"ก่อนหน้านี้ คุณไปอยู่ที่ไหนมา" เป็นที่ความละเมียดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ตราตรึงใจผู้ชม
 
    นานหลายปีจึงจะมีสักครั้งหนังไทยเข้าฉายรายได้สัปดาห์แรกแย่มากหนังแทบไม่เหลือรอบฉายในสัปดาห์ที่สอง ทว่าด้วยกระแสในห้องเฉลิมไทย(เวปพันทิป)ที่สมาชิกช่วยกันยืนยันว่าหนังเป็นหนังดีลองไปดูสิ รายได้หนังก็จะเริ่มกลับมาดีในสัปดาห์ที่สามหนังได้รอบฉายเพิ่มผู้เขียนจะตัดสินใจเข้าไปชมหนังในกรณีนี้จะมีดีเช่นที่กล่าวกัน เช่นหนัง "โหมโรง"คือหนึ่งในปรากฎการณ์ที่ว่านั้นผู้เขียนชมในสัปดาห์ที่สามชมแล้วยอมรับว่าหนังเขาดีจริง อย่างไรก็ตามหนัง "สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก"เป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาในแนวทางนั้นทว่าผู้เขียนกลับเห็นแตกต่างจากคนที่ชื่นชอบชื่นชม หนังดีไม่พอในความรู้สึกผู้เขียนโดยเฉพาะเมื่อหนังเฉลยความรู้สึกของตัวละครเอกผู้เขียเดินออกจากโรงหนังทันทีเหตุผลในหนังไม่หนักแน่นพอยิ่งดูยิ่งรู้สึกขัดแย้งอึดอัดออกไปเดินเล่นสบายใจกว่า กระนั้นก็มีหนังอีกเรื่องที่ได้อานิสงฆ์จากกระแสปากต่อปากเต็มๆผู้เขียนดูแล้วชอบก็คือหนัง "THE LETTER"(ภาคแรก)หนังมีภาค2แสดงนำโดยนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังในปี2556ที่ชื่อ เจมส์ จิ ทว่ารายได้ไม่เข้าเป้ารวมถึงคำชมที่ห่างไกลจากหนังภาคแรกเหลือเกินผู้เขียนเห็นตัวอย่างก็คาดว่าจะเป็นอย่างนั้นและคาดไม่ผิด

    "BOX OFFICE อเมริกาจึงน่าสนใจที่สุด คำถามคือเราจะดูจากไหน?"
 
    ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายรวมถึงบริษัท Apple ยุคก่อนหน้านี้เราต้องรอนิตยสารบางฉบับวางจำหน่ายจึงจะได้เห็น US BOX OFFICE ตอนนั้นแทบทุกสัปดาห์ก็ว่าได้ผู้เขียนต้องไปเยี่ยมแผงหนังสือเพื่อลุ้นรายได้หนังที่เราชื่นชอบซื้อจนหนังสือกองเต็มห้องแทบไม่มีที่วางสิ้นปีต้องดิ้นรนขนไปขายเป็นเศษกระดาษรวมทั้งปีหมดเงินไปหลายพันบาทเพื่อเสพข้อมูล ตรงกันข้ามกับยุคปัจจุบันหนทางเข้าถึงข้อมูลเยอะแยะมากมายหลากหลายและสะดวกดีเหลือเกิน ข้อมูลมารอเราอยู่ตรงปลายนิ้วแค่แตะหน้าจอและรูดไม่กี่ครั้ง ผู้เขียนชอบใช้วิธีดูข้อมูลจากเวปไซต์มากที่สุดโดยเวปไซต์ที่ผู้เขียนเชื่อถือและเข้าชมบ่อยคือเวป boxofficemojo.com 

      ผู้เขียนใช้ตรรกะง่ายๆหนังฮอลลีวู้ดทุนสร้างสูง(เกิน100ล้านเหรียญ)ฟอร์มใหญ่ยักษ์เรื่องใดรายได้ในอาทิตย์เปิดตัวไม่ถึง 70-90 ล้านเหรียญเชื่อใจได้ว่าหนังไม่ดีพอหรือไม่โดนใจคอหนังอเมริกาเท่าที่ควร หนังมีโอกาสสร้างความผิดหวังให้เราชั่งใจให้ดีเมื่อคิดจะดูทางที่ดีเก็บตังค์ไว้ดูเรื่องอื่นดีกว่า รอลุ้นตัวเลขในสัปดาห์ที่สองผลมักเป็นเช่นนั้นจริงๆหนังจะได้รับการยืนยันว่าเจ๊งเมื่อรายได้เปิดตัวในบ้านต่ำหนังบางเรื่องแม้นหนังออกมาเป็นแผ่นผู้เขียนก็ไม่เสียเวลาดู เช่นปี 2013หนัง AFTER EARTH และ THE LONE RANGER ก็เจอเหตุการณ์ดังกล่าวถึงวันนี้ผู้เขียนยังไม่ดูและไม่คิดจะดูหนังทั้งสองเรื่อง หนังอภิมหาเจ๊งที่ชื่อ Battlefield Earth ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน แม้แต่หนัง  Ballistic: Ecks vs. Sever ที่ผู้กำกับไทย(บางคน)อุตส่าห์ได้เครดิตว่าเป็นคนไทยคนแรกที่ได้กำกับหนังฮอลลีวู้ดผู้เขียนก็ยังไม่ดูและไม่คิดจะดูคิดแล้วเสียดายโอกาสและทุนสร้างที่ได้เหลือเกิน

   ในทางกลับกันหนังฮอลลีวู้ดเรื่องใดทุนสร้างต่ำไม่กี่สิบล้านเหรียญแต่หนังสามารถทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญจะเป็นหนังน่าสนใจสุดๆ หนังเข้าฉายเมื่อไรผู้เขียนจะหาโอกาสดูแทบจะทันที เช่นหนัง 300 ในปี 2007 หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียง 65 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทว่าทำรายได้ในบ้านถึง 210 ล้านเหรียญ(เปิดตัวอาทิตย์แรกด้วยรายได้ 70 ล้านเหรียญ แต่หนัง 300 Rise of an Empire ที่ออกฉายในปี2014 หนังถือเป็นหนังภาค2 เปิดตัวด้วยรายได้เพียง 45 ล้านเหรียญทั้งที่ใช้ทุนสร้างถึง 110 ล้านเหรียญมีแววเป็นหนังเจ๊งอีกเรื่องเช่นกัน)  แม้กระทั่งหนัง Crouching Tiger , Hidden Dragon ปี 2000 หนังใช้ทุนสร้างเพียง 15 ล้านเหรียญแต่สามารถทำเงินได้ถึง 128 ล้านเหรียญในสหรัฐ หนังในกรณีอย่างนี้เข้าฉายผู้เขียนจะดูตั้งแต่สัปดาห์แรกซื้อตั๋วโดยไม่ลังเล 

   หนังทำรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐมักเป็นหนังน่าพอใจเสมอในความรู้สึกผู้เขียน แต่ก็มีบ้างเช่นกันหนังทุนสร้างต่ำรายได้สูงบางเรื่องดูแล้วไม่รู้ทำเงินได้ไงไม่ถูกใจไม่โดนใจไม่เข้าใจคอหนังอเมริกา
 
     เช่นปี 1999 หนังชื่อThe Blair Witch Project สร้างความฮือฮาและฮอตฮิตมากในกลุ่มหนังที่กำลังเข้าฉาย หนังใช้ทุนสร้างเพียง 22,000 เหรียญสหรัฐ(ท่านอ่านไม่ผิดทุนสร้าง 22,000 เหรียญ)แต่สามารถทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ(หนังจบรายได้ทั่วโลกที่ 248 ล้านเหรียญสหรัฐผู้สร้างรวยเละเลยสร้างภาคสองออกมาแต่เจ๊งสนิทซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น) กระแสจากอเมริกาทำให้รู้สึกว่าหนังน่ากลัวมากผู้เขียนต้องการดูเช่นเดียวกัน เมื่อหนังเข้าฉายจึงตีตั๋วดูหนังทันทีดูจบนั่งสมน้ำหน้าตนเอง "ไงล่ะเอ็งอยากตามกระแส(อเมริกา)ดีนัก น่ากลัวตรงไหนโคตรเสียดายเงินเลย" ทิ้งระยะมา 10ปีเมื่อปี 2009มีหนังทุนต่ำชื่อ Paranormal Activity สร้างกระแสฮอตฮิตได้เช่นกันแต่ผู้เขียนรู้ทันแล้วจึงเฉยๆไว้ก่อน "ใจเย็นๆเจ็บแล้วต้องจำรอดูแผ่นก็พอ" เมื่อโอกาสประจวบเหมาะก็หาแผ่นมาดู "เราคิดถูกแล้วที่ไม่ดูในโรงหนัง "หนังน่ากลัวนิดหน่อยแต่สู้ชัตเตอร์เราไม่ได้เท่าที่ตามข่าวเหมือนหนังจะสร้างภาค 2 3 4และ5 ออกมาหนังคงมีกลุ่มแฟนเหนียวแน่นของเขาแต่ไม่รวมผู้เขียนแน่นอน หากเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำผู้เขียนยกนิ้วให้เรื่อง REC1 น่ากลัวสุดๆเรานั่งแทบไม่ติดเก้าอี้จริงๆแนะนำหากใครยังไม่ดู




     กระนั้นบางคนอาจสงสัยว่า "BOX OFFICE ไทยไม่มีประโยชน์เลยหรือ?" ก็พอมีบ้างหากไม่ใช่สัปดาห์ที่หนังตลกบางค่ายเข้าฉาย

     เฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่หนังจากค่ายที่ผู้เขียนชื่นชมและกำลังจะเขียนถึงในเรื่อง Brand Royaltyเข้าฉาย BOX OFFICE ไทยจะช่วยยืนยันความนิยมในหนังไม่น้อยทีเดียว เพียงแต่แฟนคลับค่ายดังกล่าว(รวมผู้เขียน)จะดูหนังตั้งแต่วันแรกๆที่หนังเข้าฉายรายได้เปิดตัวจึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจเราจะช่วยลุ้นรายได้มากกว่านำมาเป็นข้อมูล อย่างไรก็ตามสำหรับคอหนังทั่วไปหนังไทยเรื่องใดทำรายได้เกิน 50 ล้านบาทใน2สัปดาห์นับว่าหนังน่าสนใจคาดว่าหนังจะมีดีพอสมควรไม่เช่นนั้นคนจำนวนไม่น้อยคงไม่ตีตั๋วเข้าชมจะชมบ้างคงไม่เสี่ยงเกินไป หากใครไม่มั่นใจไม่ต้องการเสี่ยงพิจารณาสิ่งต่อไปนี้ควบคู่ด้วยก็ดี


Brand Royalty

    เอ๋ยถึงคำว่า "Brand Royalty" เชื่อว่าใครเรียนหรือเป็นนักการตลาดหรือนักโฆษณาคงรทราบความหมายเป็นอย่างดี "Brand Royalty เป็นความรู้สึกพึงพอใจจนถึงขั้นจงรักความภักดีต่อยี่ห้อสินค้าหรือบริการใดๆ" ส่วนใหญ่คนทุกคนมักมีความรู้สึกนี้เพียงแต่เราจะภักดีต่อสินค้ายี่ห้อต่างกันซึ่งก็เป็นไปตามรูปแบบชีวิต(Life Style)และฐานะของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ทั้งนั้นสินค้าหรือบริการใดเก่งถึงขนาดทำให้แฟนๆเถียงแทนตนได้เมื่อมีคนโจมตีหรือตำหนิสินค้าในทางไม่ดี สินค้าหรือบริการนั้นจัดว่า Brand Royalty แข็งแรงเขามีแฟนตัวจริงจำนวนมากรายได้เขาก็น่าจะมากตาม บรรดาแฟนคลับสินค้าหรือบริการนั้นจะเต็มใจสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบอม้นว่าราคาอาจสูงกว่ายี่ห้ออื่น ทุกคนจะภูมิใจที่ได้ใช้ได้ถือสินค้ายี่ห้อนั้นให้คนอื่นเห็น

   ตัวอย่างสินค้าที่ Brand Royalty แข็งแรงมากเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเห็นจะไม่มียี่ห้อใดทำได้ดีกว่าบริษัท Apple แทบทุกผลิตภัณฑ์ของเขาสาวกจะซื้อหรือเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่แทบทุกปี ผลิตภัณฑ์บางตัวเพียงเปิดจำหน่ายวันแรกสาวกก็ถึงขั้นเข้าคิวกางเต้นท์รอซื้อรอกันข้ามคืนนอนท่ามกลางอากาศหนาวเขาก็ทำ ผลิตภัณฑ์หลักที่ชื่อ iPhone เปิดจำหน่ายเมื่อไรภาพดังกล่าวเป็นภาพที่เจนตาทุกปี

     บริษัท Apple ร่ายมนต์อะไรใส่แฟนคลับ 

     ผู้เขียนไม่เคยใช้ iPhone (ติดที่ราคาค่อนข้างสูงแต่ขนาดจอยังเล็กคาดว่า iPhone6 ที่จะเปิดตัวปลายปี 2014 จะเป็น iPhone ตัวแรกที่ซื้อใช้)แต่ใช้ iPad มาตั้งแต่รุ่นแรกกระทั่งปัจจุบัน(มีนาคม57)ยังใช้ได้ดีไม่มีแฮ้งค์แบตตารี่ไม่เสื่อมจอยังรูดไปเทียบกับสินค้าคู่แข่งบางยี่ห้อที่คนอื่นซื้อใช้และบ่นให้ฟังเจอปัญหาเยอะแยะมาก นำมาขายราคาก็ตกสุดๆ หลังติดตามข่าวและลองใช้ผลิตภัณฑ์ของเขา(ต้นปี 2557 ผู้เขียนถอย MAC BOOK Air ขนาด256GBมาอีกหนึ่งตัว)ผู้เขียนมั่นใจว่า Apple ทุ่มเททำงานหนักเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการชั้นดีส่งมอบเราความใส่ใจในคุณภาพและบริการที่มีอย่างต่อเนื่องไม่ยอมให้ชื่อเสียงเสียแม้แต่ครั้งเดียวความจงรักภักดีจึงเกิดขึ้นและยากจะเสื่อมคลาย 

      แม้สินค้าเขาราคาแพงกว่าสินค้ายี่ห้ออื่นหลายพันบาทแต่ละปีออกใหม่เพียง1รุ่น(กล่าวถึง iPhone)ความสามารถหลายอย่างรวมถึงขนาดจอเขาไม่ได้แตกต่างเทียบแล้วด้อยกว่าเล็กกว่ายี่อื่นเสียด้วยซ้ำ แต่ยอดขายยังสูงทั้งที่โฆษณาน้อยเมืองไทยบริษัทไม่เปิดสาขามีเพียงตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการ ทว่าผู้ใช้จะโฆษณาแบบปากต่อปากให้เขาเองตัวแทนจำหน่ายก็พยายามไม่น้อยเช่นกัน  Brand Royalty นั่นเองเป็นเครื่องมือทรงพลังของเขา

   วงการหนังก็ทำได้เช่นกันผู้สร้างใดสร้าง Brand Royalty ขึ้นมาได้เขาก็มีโอกาสรวย(หรืออย่างน้อยมีพื้นที่ยืนในตลาดหนัง)เฉพาะอย่างยิ่งวงการ "หนังไทย"ผู้สร้างใดทำได้เขาจะโดดเด่นสุดๆเป็นที่อิจฉาของค่ายอื่น

    อ่านถึงตรงนี้เชื่อว่าท่านที่ติดตามผู้เขียนมาตลอดคงทราบว่าผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงผู้สร้างหรือค่ายหนังค่ายใด ผู้เขียนมักดูหนังจากค่ายนี้(แทบ)ทุกเรื่อง ชอบใจที่เขาสร้าง Brand Royalty ได้ดีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทนับวันจะแข็งแรงยิ่งขึ้นเขาไม่ปล่อยให้เวลากัดกร่อนชื่อเสียงมีแต่ช่วยเสริมเพิ่มความแข็งแรงให้ ปี 2556  Brand Royalty เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกและกวาดสาวกได้อีกหลายคนจากการประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นล้นทะลักของหนังที่ชื่อ "พี่มากพระโขนง"

   


GTH หนังภายใต้โลโก้นี้กว่า 80% เป็นหนังดีหรืออย่างน้อยก็พอดูได้ไม่สุกเอาเผากินแน่นอน

  

       แน่นอนครับแทบไม่ต้องเฉลยค่ายที่ว่าคือค่าย GTH นั่นเอง หนังโดยส่วนใหญ่ของเขาเชื่อใจได้เสมอ น้อยเรื่องที่จะทำให้เราหงุดหงิดใจหนังมักได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวกเมื่อฉายรอบสื่อ หนังไทยยอดฮิตในแต่ละปีมักมีหนังเขาติดชาร์ต

       หนังจาก GTH มักทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งด้วยความสำเร็จดังกล่าวกระมังบางคนจึงเชียร์ให้ค่ายลองผลิตหนังแอ็คชั่นบ้าง กระนั้นในความคิดผู้เขียนปล่อยฮอลลีวู้ดเขาทำไปเถอะหนังแอ็คชั่นหรือหนังทุนสูงสู้มุมไหนสรรหาท่าใดมาสู้เราก็สู้เขาไม่ได้ เมื่อวันศุกร์ที่ 13/12/2556 ผู้เขียนตีตั๋วชม THE HOBBIT ภาค 2 เห็นแล้วหนังแนวใดก็ตามที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค(CG)เข้าช่วย ชาติอื่นอย่าคิดไปต่อการเขาเลยทุนเขาสูงทีมงานคุณภาพคับแก้วฝีมือเข้าขั้นเอกอุหนังโชว์ฉากอภิมหาถล่มทลายบ้านเรือนเอฟเฟคล้ำยากที่ใครจะตามทันเขา ค่าย GTH ถนัดสร้างหนังแนวที่หลายคนชอบเรียกว่าแนว Feel Good คือดูแล้วรู้สึกดีมีฉากให้เรายิ้มหัวเราะหรือได้ฟิน(ศัพท์ฮิตยุคนี้)บางคนอาจร้องไห้ก็ให้ทำไปใช่ว่าจะเสียหายหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องพยายามทำก็ยังทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีพอมอบความสุขให้ผู้ชมจากสิ่งที่ตนถนัดต่อไปดีกว่า สร้างหนังชั้นดีออกฉายอย่างไรแฟนคลับก็สนับสนุนขาจรก็รักที่จะลิ้มลอง หนังดีหลายต่อหลายเรื่องที่ผู้เขียนกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้เช่น "ไอ้ฟัก 15 ค่ำเดือน 11 รถไฟฟ้า มาหานะเธอ แฟนฉัน เพื่อนสนิท season change (เพราะอากาศ เปลี่ยนแปลงบ่อย)บ้านฉันตลกไว้ก่อน พ่อสอนไว้ 4 แพร่ง/5แพร่ง ลัดดาแลนด์  ATM เออรักเออเร่อ รวมถึง พี่มากพระโขนง" เป็นหนังจากค่ายเขา หนังสยองขวัญระดับตำนานชื่อ ชัตเตอร์ กดติดวัญญาณ นั่นก็สร้างจากค่ายเขา
  

    ทุกปีผู้เขียนจะตั้งตารอหนังจากค่าย GTH เสมอและมักรอตั้งแต่ได้ข่าวว่าหนังเริ่มสร้าง ถึงแม้นเช่นนั้นผู้เขียนจะตามอ่านบทวิจารณ์เช่นกันไม่ใช่จะอวยหมดทุกเรื่อง เรื่องใดหน้าหนังไม่ใช่ชมตัวอย่างแล้วไม่ใช่ทางผู้เขียนก็ไม่ดู

     หนัง "แจ๋ว" ผู้เขียนไม่ดูและไม่เคยคิดจะดูเช่นเดียวกับหนัง "รักสามเศร้า"  ผู้เขียนเห็นหน้าหนังแจ๋วแล้วไม่ชอบเอาเสียเลยเป็นความรู้สึกจากจิดสำนึกอาจเพราะไม่ชอบสไตล์หนังผู้กำกับ ขณะที่หนังรักสามเศร้า ยอมรับว่าตนเองยังหัวโบราณ(มาก)เห็นผู้หญิงพูด "มึงกู"แล้วรับไม่ได้ทั้งที่นั่นเป็นความจริงของสังคมยุคใหม่(ไปซื้อของร้านสะดวกซื้อหน้าโรงเรียนมัธยมเด็กๆพูดให้ได้ยินบ่อย) ผู้หญิงพูด "กู"ฟังแสลงหูมองว่าไม่สุภาพไม่น่ารักเมื่อหนังนำไปใช้จึงรับลำบากใจที่จะยอมรับ "มารยาทไทยเป็นสิ่งงดงาม"ต้งอการหนังที่ช่วยเน้นหรือส่งเสริมขนบที่ดีมากกว่า หนังไม่ต้องสุภาพถึงขั้นใช้คำว่า "ดิฉัน อิฉัน"อย่างหนังยุคโบราณแค่ใช้คำว่า "แก ฉัน"แทนก็เพียงพอเมื่อจะเรียกชื่อคนอื่นและแทนตนเ ไม่เช่นนั้นก็ใช้คำว่า "เรา"หรือชื่อเล่นแทนตนเองว่ากันไปตามถนัดและความเหมาะสมกับโครงเรื่อง (เช่นที่ได้เห็นในหนังเรื่อง "เพื่อนสนิท") แม้นหนังอิงกับคำที่ใช้กันจริงแต่ผู้เขียนก็รับไม่ได้จริงๆเช่นเดียวกัน หนัง "กระดื้บ"(ทำรายได้ 14 ล้านบาทหนังเจ๊งสนิท)ผู้เขียนก็ไม่เคยคิดจะดู เทียบประสบการณ์พื้นฐานความรู้ด้านการกำกับหนังผู้กำกับหนังเรื่องนี้ต่างกับคนอื่นพอสมควรเป็นเรื่องที่ดีที่เขากลับไปทำสิ่งที่ตนถนัด   

   รวม3 เรื่องจากหนังที่เขาสร้างทั้งหมด 37 เรื่องที่ผู้เขียนไม่เคยคิดดู ผู้เขียนพึงใจและเต็มใจสนับสนุนเนื่องจากเขาเป็นค่ายหนังไทยที่ควบคุมคุณภาพสม่ำเสมองานไม่สุกเอาเผากินเหมือนค่ายอื่น หนังรายได้เละเทะอย่าง "กระดื้บ"ถูกผลิตออกมาเพราะก่อนหน้านั้นผู้กำกับทำหนังได้เงินติดต่อกันถึงสองเรื่อง โกยเถอะโยม(ปี 2549 ทำเงิน 70 ล้านบาท)และ ตัดสู้ฟุ้ด (ปี 2550 ทำเงิน 80 ล้านบาท)เมื่อเขาขอโอกาสค่ายจึงต้องให้โอกาส หนังกระดึ๊บน่าจะปิดโอกาสทำหนังของผู้กำกับและปิดโอกาสเจอหนังคุณภาพไม่ดีพแมาใช้โลโก้ GTH
 
   เมื่อค่ายทำให้คอหนังส่วนใหญ่รู้สึกดี( Feel good )ผลตอบแทนที่ได้คือรายได้เป็นกอบเป็นกำมีแฟนคลับคอยติดตามอย่างเหนียวแน่นบางคนขอแค่เห็น Logo ค่ายเท่านั้นไม่ลังเลที่จะตีตั๋ว ไม่ง่ายที่ค่ายใดจะมายืนจุดนี้ผลงานเท่านั้นเป็นสิ่งชี้นำซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าทางค่ายก็ทราบเรื่องนี้ดีและเชื่อว่าเขาก็พยายามรักษามาตรฐานเอาไว้เช่นกัน หากเขายังยึดถือนโยบายเดิมทีมบริหารทีมงานทีมสร้างยังเป็นชุดเดิมค่ายยังเป็นผู้นำวงการหนังไทยได้อีกหลายปี

    เพิ่มเติมเรื่องที่มาของค่ายให้เล็กน้อย(ฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นแฟนคลับคนหนึ่ง) ค่ายGTH เป็นการรวมตัวกันของค่ายหนัง 2 ค่ายใหญ่กับอีก 1 สตูดิโอสร้างหนัง(โฆษณา) ค่ายแรกเป็นนายทุนหลักของค่ายคือค่าย แกรมมี่ฟิล์มหรือ GMM PICTURES(อักษรย่อ G) หลังสร้างหนังประดับวงการหนังไทยมานานหลายปีแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักเมื่อเจอทางสว่างเขาเลยเลือกที่จะปิดตัวค่ายเก่า ค่ายต่อมาคือค่าย "ไทเอนเตอร์เทนเม้นต์"(อักษรย่อ T)ค่ายนี้อายุยาวนานกว่าแกรมมี่ฟิล์มค่ายซวนเซและทรงตัวเป็นระยะหนังบางเรื่องก็ทำเงินแต่บางเรื่องก็ต้องทำใจหนังวัยรุ่นสุดฮิตในอดีตที่ชื่อ "กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้"(คุณแท่งกับคุณมอสแสดงนำทั้งสองยังเป็นหนุ่มวัยกระเตาะในตอนนั้น) เป็นหนังรายได้สูงสุดของค่ายนี้ ส่วนค่ายสุดท้ายเป็นเจ้าของอักษรย่อ H คือค่าย " ฮับ โห หิ้น สตูดิโอ"เขาร่วมมือกับแกรมมี่ฟิล์มทำให้หนัง 15 ค่ำเดือน 11 โด่งดังทั้งในเรื่องรายได้และสร้างกระแสพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับ "บั้งไฟพญานาค"ในคืนวันออกพรรษา จากนั้นเมื่อสานต่อความสำเร็จด้วยหนัง "แฟนฉัน" โดยมีค่ายไทเอนเตอร์เทนเม้นต์กระโดดเข้ามาเป็นนายทุนร่วมอีกราย ทั้งรายได้และคำชมจากหนัง "แฟนฉัน"ทำให้ทั้ง 3 บริษัทตัดสินใจรวมตัวกันอย่างจริงจังเพื่อผลิตหนังคุณภาพป้อนวงการหนังไทยภายใต้ชื่อค่าย GTH



คิดถึงวิทยา หนังประจำปี 2014 จาก GTH ที่ผู้เขียนรอคอย หนังตัดตัวอย่างได้เหงา อบอุ่นดูมีความหวังว่าจะเป็นหนังดีอีกเรื่องของค่าย  

    หนึ่งในนโยบายที่ทำให้ผู้เขียนติดตามหนังค่ายนี้เสมอคือนโยบาย "ทำหนังให้ดีก่อน เรื่องขายค่อยมาว่ากัน" ของผู้บริหารแกรมมี่(ผู้เขียนผ่านตาบทสัมภาษณ์จากนิตยสารฉบับหนึ่งแต่จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไรฉบับไหน) รู้สึกอุ่นใจดีใจที่ได้เห็นความตั้งใจดีของเขา การรวมตัวและร่วมทุนกันของพวกเขาทำให้ได้ทีมงานคุณภาพประดับวงการหนังไม่ต่างกับการจัดจำหน่ายเขาก็มีแบ็คอัพดีเครือโรงหนังเครือใหญ่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในหุ้นส่วน

     หากตัดสินใจดูหนังไทยตั้งแต่วันแรกที่หนังออกฉายนอกจากความคิดเห็นคนได้ดูรอบพรีวิว(รอบสื่อ)ผู้เขียนพิจารณา "ค่ายหนัง"เป็นองค์ประกอบเสมอ หนังเรื่องใดสร้างจากค่ายที่เรามั่นใจหนังไม่น่าจะทำให้เราผิดหวังหนึ่งในค่ายที่ผู้เขียนมั่นใจคือ GTH นั่นเอง 

    ค่ายอื่นล่ะไม่มีดีหรือเขามีโอกาสเข้ามายืนในใจเราหรือไม่?
    
    ค่ายใดเดินตามแนวทางเขาก็มีโอกาสเช่นกัน "สร้างหนังชั้นดีออกมาก่อน เรื่องขายว่ากันภายหลัง" ผู้เขียนเคยอื่นเจอนโยบายผู้บริหารค่ายหนังบางค่ายเห็นแล้วปวดใจคิดได้ไงเขาให้สัมภาษย์ประมาณว่า "หนังเราไม่ฉายก็ได้กำไรแล้วรายได้จากสปอนเซอร์เกินงบสร้างหนังเสียอีกกำไรตั้งแต่ยังไม่ได้ฉาย"เฮ้อ!!!นั่นคือความน่าภาคภูมิใจหรือวงการหนังไทยจะได้อะไรหวังอะไรจากค่ายที่คิดอย่างนี้ ข่าวว่าหนังเรื่องดังกล่าวรายได้ติดธรณีมากเป็นเรื่องน่าดีใจที่แนวทางนั้นไม่ถูกใครหยิบมาใช้อีก หนังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ รายได้หลักควรมาจากคนดู(โรง)เท่านั้นเล่นดูถูกคนดูกันอย่างนี้ วงการหนังจะไม่พัฒนา ทุกค่ายแม้แต่ค่ายเล็กค่ายน้อยหากเน้นคูณภาพหาจุดร่วมระหว่างหนังขายกับหนังคุณภาพให้เจอ Brand คุณก็จะเริ่มแข็งGTH มายืนอยู่ในจุดนี้ได้ใช้เวลาร่วม 10ปีเขาต้องอดทนไม่น้อยเช่นกัน

     อ่านถึงบรรทัดนี้บางท่านอาจสงสัยว่า "แล้วค่ายหนังฝรั่งล่ะมีค่ายที่ผู้เขียนเชื่อใจไหม? ในความคิดผู้เขียนค่ายหนังฝรั่งที่ชัดเจนเรื่องคุณภาพที่สุดมีค่ายเดียวคือค่าย "พิกซ่า สตูดิโอ" ผลงานเขาแม้ไม่ดีทุกเรื่องแต่พอดูได้ทุกเรื่องดูแล้วไม่เสียดายเงิน แต่สำหรับหนังจากสตูดิโอใหญ่อื่นๆนั้นค่ายวอลดิสนี่ย์เป็นค่ายที่ผู้เขียนเชื่อใจที่สุดแทบไม่มีหนังแย่ต่อความรู้สึกผลิตภายใต้ค่ายเขา ค่ายนอกเหนือจากนี้ผู้เขียนจะรอเสียงวิจารณ์และตรวจสอบรายได้ก่อน

     ราคาตั๋วมีแต่จะแพงขึ้นเราจึงต้องคิดมากขึ้น Brand Royalty เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ช่วยเราได้เลือกให้ดีเราก็จะเจอแต่หนังดีอย่างน้อยก็ฆ่าเวลาได้
       

    
    

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น