ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 1 : ที่มาของคำว่า "เซียน" (สถาปนาตนเอง)คนนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 734
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 พ.ค. 59

   


 โลโก้แห่งความประทับใจดีใจที่ช่วงหนึ่งเคยได้สัมผัส

     
ผู้เขียนมั่นใจเหลือเกินว่า “ใครก็ตามเมื่ออ่านชื่อบทความชื่อ "ดูหนังอย่างเซียน"(ตั้งใจให้เป็นชื่อหนังสือ) คงคิดเช่นกัน "เก่งขนาดนั้นเชียว? คิดว่าตนเองแน่แค่ไหนเชี่ยวชาญขนาดไหน? จึงตั้งตนเป็นเซียน 

“เซียนอะไรก็ไม่เซียนนะ เป็นเซียนเกี่ยวกับการดูหนังนี่นะง่ายมากใครก็ทำได้ เราอ่านทำไม?” 
 
 
ผู้เขียนไม่กล่าวโทษหากใครจะคิดเช่นนั้น เพราะแม้แต่ตัวผู้เขียนเองทุกครั้งที่เห็นชื่อหนังสือหรืองานเขียนที่ใช้คำว่า “เซียน”เป็นชื่อหนังสือเป็นหัวข้อบทความ ผู้เขียนคิดอย่างนั้นเช่นกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครจะคิดกับเราเช่นนั้นเมื่อเราใช้คำว่าเซียนเป็นชื่อหนังสือ
 
ถามว่าผู้เขียน "เป็นเซียนแค่ไหนนั้น?" อธิบายยาก
 
อย่างไรก็ดีมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนมั่นใจจนกล้าใช้คำว่าเซียนประกอบงานเขียนเพราะ "ยากมากถึงมากที่สุดที่หนังโรงจะสร้างความผิดหวังให้ผู้เขียนรวมถึงคนที่ผู้เขียนชวนไปดู” ครั้นกลับมาดูหนังแผ่นหรือหนังสตรีมมิ่งก็ไม่ต่างกัน(หนังถูกกฎหมาย) ไม่ผ่านเกณฑ์จริงไม่น่าสนใจจริงผู้เขียนไม่ยอมเสียเงินและเสียเวลาให้หนังไม่ดีพอแน่นอน 
 
 
ผู้เขียนจัดให้เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เราดูหนังที่บ้านเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าการไปดูหนังโรงก็จริง ทว่าหากหนังเรื่องนั้นไม่ดีพอดึงดูดใจผู้เขียนไม่ได้ผู้เขียนจะไม่ดูจนจบ ปิดแล้วนำเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า แม้นสิ่งที่ได้มาฟรีเราไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมอย่างเวลา ผู้เขียนยังไม่ยอมเสียจึงยากมากที่ผู้เขียนจะเสียเงินให้หนังเนื้อหาแย่บทหลวมโพรก 
 
เฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ค่าตั๋วหนังขยับเกินสองร้อยบาทไปแล้วเช่นทุกวันนี้(กรุงเทพและปริมณฑล) ก่อนตัดสินใจจองตั๋วผู้เขียนจึงคัดกรองหนังอย่างดีด้วยวิธีการที่เก็บสะสมมากว่า10ปี หนังดีไม่จำเป็นต้องดังและหนังดังใช่ว่าจะเป็นหนังดีเราต้องรู้ว่าหนังอย่างไรดีไม่ดีกับความรู้สึกเรา
 
กอรปกับผู้เขียนคลุกคลีในแวดวง Home Theatre มานานหลายปีอีกด้วย ผู้เขียนมีโอกาสเขียนบทความลงนิตยสารด้านภาพเสียงร่วมสองสามปี จึงสามารถคัดสรรและรู้ทางในการซื้ออุปกรณ์ Home Theatre ราคาประหยัดแต่คุณภาพน่าพึงใจมาใช้เช่นกัน ให้แนะนำใครผู้เขียนทำได้อย่างมั่นใจ 
 
บอกได้เลยว่า "ขนาดและความคมชัดเท่านั้นที่ชุดดูหนังในบ้าน(ยัง)ด้อยกว่าโรงหนัง” แต่เรื่องระบบเสียงจัดว่าสูสียิ่งถ้าหากใครมีความพร้อมสูง(มีงบประมาณไม่อั้น)เราลงทุนซื้ออุปกรณ์แบบแยกชิ้นและสร้างห้องดูหนังเป็นการเฉพาะ ระบบเสียงในบ้านเราจะเหนือกว่าโรงหนังด้วยซ้ำ" ขอเพียงคัดเลือกติดตั้งปรับแต่งเป็นจะเหมือนเรายกโรงหนังชั้นหนึ่งมาวางในห้องเราเลยเชียว 
 
ก่อนหน้านี้ระบบเสียงในบ้านที่เรียกกันว่าระบบเสียง HD จากอุปกรณ์ Home Theatre แบบแยกชิ้นก็ให้รายละเอียดเสียงยิบยับแล้ว ทว่าปัจจุบัน(ตั้งแต่ปี2557)ระบบ Dolby Atmos ยังตามมาด้วยจึงไม่ต้องถามถึงความกระหึ่มกันเลยเชียว ระบบเสียง HD หาไม่ได้จากโรงหนังเพราะทำมาเฉพาะระบบ Home Theatre ส่วนระบบ Dolby Atmos แม้นเป็นระบบสำหรับโรงหนังแต่บ้านเรายังมีติดตั้งแค่2โรง(SF 1 โรงและ Major 1 โรง) 
 
กล่าวได้ว่าคอหนังที่ดูหนังด้วยแผ่นความคมชัดสูงอย่างแผ่น Bluray Disk เมื่อติดตั้งระบบเสียงที่สอดคล้องกันเทียบรายละเอียดเสียงกันแล้วชนะขาดระบบเสียงในโรงหนังส่วนใหญ่แน่นอน(โรงหนังจะถูกจำกัดด้วยเสปคของระบบ บทต่อๆไปจะอธิบายให้ทราบคร่าวๆ)ขณะที่เรื่องจำนวนลำโพงเราก็ตามเขาทันหากทุนเราสูง 
เพียงท่านเลือกห้องฟังได้ดีมิติไม่เป็นปัญหาคัดสรรลำโพงอุปกรณ์ถอดรหัสสัญญาณเสียงรวมถึงภาคขยายสัญญาณภาคต้นสัญญาณเช่นที่มืออาชีพเขาทำกัน(ผู้เขียนจะนำท่านไปยังจุดนั้น)
 
เราดูหนังแอ็คชั่นอยู่กับบ้านเมื่อใดเพื่อนบ้านคงอยากจะมาเยือน(แล้วเตือนให้เบาเสียงลงหน่อย) เมื่อเราเข้าใจ Home Theater แม้นดูด้วยแผ่นเราก็มันได้เต็มพิกัดแทบไม่ต้องชายตามองโรงหนัง
 
  นั่นจึงทำให้แต่ละปีไม่เกิน 10 เรื่องเท่านั้นที่โรงหนังจะได้เงินจากผู้เขียนบางเดือนแทบไม่ได้ไปเยือนขณะที่บางเดือนจะเจอกันถี่หน่อยเช่นช่วงหนังซัมเมอร์เฮโลกันเข้าฉายหรือช่วงเดือนธันวาคมที่สตูดิโอหนังกำหนดโปรแกรมฉายหนังฟอร์มยักษ์บางเรื่องไว้ในช่วงนี้ 
ค่าใช้จ่ายแสนแพงและเรื่องหงุดหงิดใจจากบริการสุดเอาเปรียบของเครือโรงหนังบางเครือจึง(แทบ)ไม่มีโอกาสกวนใจผู้เขียน
 

หน้าตาลำโพงชุดเก่งของผู้เขียน แม้ขนาดจะเล็กแต่เสียงสุดซี๊ดดูหนังแต่ละครั้งอย่างเกรงใจคนอื่น (แต่ก็ยังดูเพราะเลือกดูตอนเที่ยง)

 

 

 

 

 

 


     ใจหนึ่งผู้เขียนก็เห็นใจอีกใจหนึ่งก็ชื่นชมคนที่ขยันใช้บริการโรงหนังเหลือเกิน เขาเป็นคนใจนิ่งมากความอดทนสูงไม่รู้สึกอะไรกับการโดนเอาเปรียบตรงกันข้ามกับผู้เขียนไม่ใช่หนังที่เล็งไว้จริงดูที่ห้องสะดวกกว่า
 

     ลงทุนซื้อชุด Home Theater ประมาณ 30,000 บาท เราจะดูหนังอย่างมีความสุขด้วยคุณภาพที่คุ้มสุดคุ้มใครมาเยือนเป็นต้องอึ้ง จนตัดสินใจซื้อมาใช้ทำไม่ยากบทความในส่วนที่สองผู้เขียนได้อธิบายหลักการเบื้องต้นไว้แล้ว
 

 

     ถึงแม้นเช่นนั้น(เกรงโรงหนังน้อยใจ) “หนังบางเรื่องผู้เขียนก็เลือกดูในโรงหนังเพระได้อรรถรสและเข้าถึงบรรยากาศมากกว่า”
 

     ผู้เขียนจะยกให้หนังเหล่านั้นเป็นข้อยกเว้นใช้เป็นโอกาสให้เราได้ใช้บริการโรงหนังบ้างไปเปิดหูเปิดตาว่าโลกภายนอกเขาไปถึงไหนกันแล้วและที่หลายคนบ่นกันจริงเท็จแค่ไหนเขาปรับปรุงอะไรไปบ้าง 
 

     หนังอย่าง AVATAR หรือ THE HOBBIT ใครดูครั้งแรกกับจอทีวีที่บ้านจัดว่าเสียดายโอกาส ความรู้สึกจะเทียบกันไม่ได้เลยกับการดูบนจอใหญ่ยักษ์ของโรงหนัง เฉพาะอย่างยิ่งบนจอของโรงหนังบางโรงที่ว่ากันระดับตึก8ชั้น ภาพขนาดใหญ่จะทำให้เรารู้สึกประทับใจหนังแห่งปีมากกว่าจอทีวีขนาด 40-60 นิ้วในบ้านเรา
 


       เราวิเคราะห์เป็นเลือกชุดดูหนังเป็นดูหนังแผ่นก็สนุกดูหนังโรงก็ระทึกเข้าถึงทุกอารมณ์หนัง
 

 

 

       โดยก่อนจะดูหนังโรงทุกเรื่องผู้เขียนจะคัดกรองอย่างเต็มที่และซื้อตั๋วอย่างมีหลักการแม้แต่ตำแหน่งนั่งผู้เขียนก็คัดกรอง 

บอกได้เลยว่าหนังเรื่องเดียวกันดูโรงเดียวกันนั่งผิดตำแหน่งความสนุกความมัน(ส์)มันต่างกันนะครับ เลือกที่นั่งไม่ดีเอียงไปทางด้านข้างมากเกินไปมองจอเราก็ต้องเอียงศรีษะใกล้เกินไปก็ต้องแหงนหนังยาวชั่วโมงนิดๆไม่เท่าไรแต่หากยาวร่วมสองสามชั่วโมงมีโอกาสเมื่อยคอขณะที่เสียงเราก็จะฟังบางแชลแนลชัดบางแชนเนลไม่ชัด
 

     ผู้เขียนจะเลือกตำแหน่งที่ดีที่สุดเท่านั้นและบอกได้เลยว่า แทบทุกที่ตำแหน่งนั่งที่ดีที่สุดในโรงหนัง ไม่ใช่ตำแหน่งนั่งที่เขาจัดไว้ตรงแถวท้ายสุดเช่นที่เห็นกันหรอก (ทำไมนะหรือ?ใครสนใจข้ามไปอ่านตอน "เทคนิคการเลือกโรงหนังและแถวนั่ง"ได้ครับผมอธิบายไว้แล้ว) ตำแหน่งที่เขาจัดไว้นั้นให้คนที่ต้องการเสียเงินเข้าไปดูหนังแต่เหมือนความต้องการทำอย่างอื่นมากกว่าดูหนังเขาดีกว่า?ไ(เช่นนอนหรือทานของว่างสะดวกอย่าเพิ่งคิดลึก) เราจะไม่ไปแย่งกับเขาตำแหน่งนั่งที่ดีไม่ได้อยู่ตรงตำแหน่งนั้น ผู้เขียนกล้ารับประกัน
 

     เมื่อดูหนังโรงผู้เขียนก็ไม่ผิดหวังดูที่บ้านก็มันได้เต็มพิกัด(เร็วๆนี้เพิ่งสอย LED3D มาอย่างบอกว่าแหล่มมากจะหาโอกาสเล่าประสบการณ์ให้อ่าน)
 

     ดูมากความชำนาญผู้เขียนก็เพิ่มขึ้นจนกล้าพูดถึงหนังอย่างกับนักวิจารณ์ เมื่อความเห็นเชิงวิจารณ์เราคนอื่นพิสูจน์แล้วเขาเห็นด้วยรู้สึกคล้อยตามเสียเป็นส่วนใหญ่ จากคนที่ไม่เคยถามก็มาถามความเห็นเราจากคนนานๆครั้งมาถามกลายเป็นถามทุกครั้งที่เขาจะตัดสินใจดูหนัง ความมั่นใจผู้เขียนจึงเพิ่มถึงขีดสุดจึงกล้าสถาปนาตนเองเป็นเซียน 

 

    ขณะเป็นคอลัมน์นิสให้นิตยสารด้านภาพเสียงบางฉบับนั้น(ปัจจุบันนิตยสารที่ว่านี้วางจำหน่ายเฉพาะรูปแบบกระดาษเท่านั้น กันยายน57คาดว่ายอดขายคงดีพอสมควร)หนึ่งในคอลัมน์ที่ผู้เขียนเรียบเรียงตัวอักษรมานำเสนอคือคอลัมน์เชิง “วิจารณ์หนัง”แต่ผู้เขียนจะเรียก “การพูดถึงหนังมากกว่าการวิจารณ์หนัง” ผู้เขียนรู้สึกว่าเราไม่ใช่นักวิจารณ์มืออาชีพเป็นเพียงคนชอบดูหนังที่มีโอกาสบรรยายความรู้สึกให้คนอื่นอ่านเท่านั้นฉะนั้นไม่ขอเรียกตนเองว่านักวิจารณ์ 
 

ผู้เขียนหลงรักศาสตร์แขนงนี้มานานแล้วเรียกว่าหากใครมาคุยกับผู้เขียนเรื่องหนังเราสามารถคุยกันได้เป็นวัน
 

 

     ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้หนักแน่นขึ้นเป็นการอธิบายถึงความคลั่งในการดูหนัง(ที่ถึงขั้นเรียกว่าบ้าก็ยังได้) ผู้เขียนขอเล่าความระห่ำในการตามไปดูหนังโรงตามที่ต่างๆของผู้เขียนให้อ่านกันสักเล็กน้อย
 

 

      ผู้เขียนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ คณะที่เรียนคือคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาอิเล็คทรอนิกส์และคมนาค"สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(เราจะเรียกชื่อมหาวิทยาลัยกันสั้นๆว่า “บางมด” แต่ตอนนั้นชื่อยังไม่เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเหมือนทุกวันนี้ คงไม่ต้องบรรยายนะว่าผู้เขียนอายุมากขนาดไหน?)
 

     ขณะเรียนนี่เองมีวันหยุดเมื่อไรผู้เขียนจะพักผ่อนด้วยการดูหนังเสียเป็นส่วนใหญ่โดยจะตระเวณดูทั่วกรุงเทพ ช่วงแรกจะเน้นดูในห้างขนาดใหญ่ผ่านโรงหนังที่เขาสร้างไว้คุณภาพไม่ต้องพูดถึงหาดีแทบไม่ได้แต่เมื่อไม่มีตัวเลือกจึงต้องทนดูไปอาศัยข้อดีเรื่องความสะดวก

กระทั่งเห็นข่าวว่าจะมีการเปิดตัวโรงหนังแห่งใหม่รูปแบบใสปิ๊งข้อมูลที่เขาลงไว้ทำให้ผู้เขียนถึงขั้นตาเบิกโตใจสั่นขาระทวยกันเลยทีเดียว(แน่ใจนะว่าไอ้ที่เห็ฯนั่นคือข่าว)ผู้เขียนจะหาโอกาสไปเยือนเขาในสัปดาห์แรกให้ได้
 

    โรงหนังที่ผู้เขียนกล่าวถึงเป็นพี่เบิ้มเครือโรงหนังในยุคนั้น(แต่เล็กจนเกือบลืมไปว่ายังมีเปิดให้บริการอยู่บ้างในปัจจุบัน)ที่ชื่อเครือ E.G.V เขากำหนดเปิดตัวโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์สมบูรณ์แบบแห่งแรกในเมืองไทยชื่อ "E.G.V บางแค 10" ตรงห้างฟิวเจอร์พาร์คบางแค (ปี 2555 ห้างที่ว่านี้เปลี่ยนชื่อเป็นซีคอนสแควบางแค)ถึงวันหยุดสัปดาห์แรกที่เขาเปิดตัวผู้เขียนก็รีบจับรถเมล์ไปเป็นลูกค้าของเขาทันที

     จำได้ว่าหนังเรื่องแรกที่ดูคือเรื่อง Maverick แม้นตัวหนังไม่ประทับใจสักเท่าไรหนังได้ดารามีชื่อมาร่วมแสดงแต่บทหลังหาความลงตัวแทบไม่เจอ กระนั้นผู้เขียนตื่นตาตื่นใจไม่น้อยทีเดียวเมื่อเห็นว่าเขาสร้างชั้นโรงหนังขึ้นเป็นการเฉพาะสถานที่สุดโอ่โถงงดงามสามารถใช้คำว่ายิ่งใหญ่อลังการบรรยายได้อย่างไม่กระดากปากหากใครถาม E.G.V บางแค10ในตอนนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าเราไม่อายประเทศเพื่อนบ้านแน่นอนหากจะเทียบกันเรื่องโรงหนังระดับแนวหน้า
 

     แม้น AEC เปิดในปีนั้นผู้เขียนว่าเราไม่อายใคร แต่สำหรับตอนนี้ผู้เขียนคนหนึ่งละที่อับอายประเทศอื่นพอสมควรโดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย(เพราะอะไรบทเฉลยอยู่ในบทที่2)ทุกเครือโรงหนังในเมืองไทยทำให้บางอย่างหายไปดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจที่จะเรียกกลับมาด้วย
 

     จากนั้นเมื่อ E.G.V เปิดตัวโรงหนัง E.G.V ปิ่นเกล้า(ประกอบด้วยกี่โรงหนังแล้วจำไม่ได้ปัจจุบันเขาเปลี่ยนเป็นเครือ Major) E.G.V ซีคอนสแคว (สยามนครินทร์)ผู้เขียนก็ตามไปเยือนเขาในสัปดาห์แรกเช่นเดียวกัน
 

 

     อย่างไรก็ดีน้องรองยุคโน้นแต่เป็นพี่เบิ้มเหลือเกินในยุคนี้อย่างเครือ Major Ceneplex เริ่มเปิดให้บริการผู้เขียนก็ไปให้กำลังใจเขาเช่นกันเช่นเมื่อเขาเปิดตัวเมืองโรงหนังแห่งแรกของเมืองไทย(สร้างขึ้นมาเฉพาะเป็นห้างโรงหนังไม่ใช่โรงหนังในห้าง)ที่ชื่อ Major CINEPLEX ปิ่นเกล้า ผู้เขียนก็ไปเยือนตั้งแต่สัปดาห์แรก 
 

    ในเวลาต่อมาเมื่อเครือ E.G.V เปิดตัว E.G.V Future Park รังสิต E.G.V แฟชั่นไอร์แลนด์แม้นที่ตั้งถือว่าตรงกันข้ามกับฝั่งธนบุรีที่ผู้เขียนอยู่อาศัยผู้เขียนก็กระเสือกกระสนดิ้นรนไปดูในสัปดาห์แรก แหกคำว่าคนสติดีกันเลยเชียวไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมรู้เพียงว่าชอบที่ได้ทำ 
 

 

 

     ถึงแม้นเช่นนั้นเมื่อเครือทางเลือกอย่างเครือ S.F เปิดตัว SF มาบุญครอง(บนชั้นที่เคยเป็น MBK HALLเก่า เด็กรุ่นหลังคงไม่รู้จักว่าเมืองไทยเคยมีสถานที่นี้ที่นี่คือแหล่งแสดงคอนเสิร์ตเก็บเงินอันดับหนึ่งของเมืองไทยในยุคก่อน ใครเปิดการแสดงแล้วคนเต็มฮอลล์ถือว่าดังสุดๆ)เป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนไปเยือนตั้งแต่สัปดาห์แรก
 

 

     เรียกได้ว่าเครือใหญ่เปิดตัวโรงหนังแห่งใหม่ที่ไหนผู้เขียนไปเยือนตั้งแต่สัปดาห์แรกแทบทุกที่ ผู้เขียนรักที่จะพิสูจน์ระบบภาพเสียงในโรงหนังและยกให้ การดูหนังเป็นการพักผ่อนอันดับหนึ่งเสมอ
 

     

     คลั่งการดูหนังอย่างนี้นี่เอง เมื่อเริ่มทำงานมีรายได้ผู้เขียนจึงเลือกซื้อชุดเครื่องเสียง Hi-End มาดูหนังฟังเพลงหนึ่งชุด โดยการดูหนังนั้นใช้เครื่องเล่น Laser Disk เป็นแหล่งต้นสัญญาณ(Source)เเพื่อให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงสูงสุด เป็นการทุ่มทุนทีเดียวค่าเช่าแผ่นแต่ละครั้งร่วม50บาทต่อเรื่องยังไม่รวมค่าตลับบรรยายไทยอีก10บาท ขณะที่ซอฟแวร์ยอดนิยมในยุคนั้นคือวีดีโอ VHS ค่าเช่าประมาณ 20-30 บาทต่อเรื่อง 
 

 

     หลังจากแผ่น Laser Disk ถูกน็อคล้มด้วยแผ่นน้องเล็กคุณภาพเกินตัวที่ชื่อแผ่น DVD ในเวลานั้นผู้เขียนก็เปลี่ยนระบบเสียงจากชุดสเตอริโอมาเล่นอุปกรณ์ที่เรียกกันติดปากว่า “Home Theater”แต่เล่นแบบแยกชิ้น ผู้เขียนสูญเสียเงินไปไม่น้อยในตอนนั้นปากประมาณราคาก็ประมาณ 300,000 กว่าบาทกระมัง (ไม่ต้องตกใจทยอยซื้อไม่ได้ซื้อในครั้งเดียว) ผู้เขียนถือว่านั่นคือการลงทุนให้เรามีประสบการณ์เพื่อประกอบเป็นอาชีพต่อไป

 

 

 

 

ขณะผู้เขียนเล่นเครื่องเสียงอย่างจริงจังนั้น เซียนเครื่องเสียงเขาว่าอะไรดีอะไรน่าลองผู้เขียนสรรหามาลองแทบหมดเหมือนกัน ผู้เขียนคลั่งการเล่นเครื่องเสียงถึงขนาดนั่งจัดสายแยกสายไม่ให้แตะกันและแตะพื้นกลัวเสียงแต่ละช่องสัญญาณจะกวนกัน เซียนเขาบอกว่าแปะโครงลำโพงและโครง SUB WOOFER ด้วยดินน้ำมันบางอย่างเสียงเบสดีขึ้นฟังกระชับเป็นลูกๆมากกว่าปล่อยไว้ธรรมดา ผู้เขียนไม่รอช้ารีบไปหาซื้อมาแปะ สิ้นเปลืองเงินนั่นประการหนึ่งเพื่อนหาว่าบ้าก็อีกหนึ่ง 



    

ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากความหลงใหลคลั่งไคล้ทั้งการดูหนังโรงและเล่นเครื่องเสียงแบบแยกชิ้น ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ แม้นใครมีเงินมีความชอบเช่นกันก็ทำตอนนี้ไม่ได้เราย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว 

 

ผู้เขียนจึงมั่นใจว่าเรามีประสบการณ์มากพอที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นรับฟังหรืออ่าน เราไม่ใช่คนนั่งเทียนเขียนเรื่องแน่นอน

 

เล่นมาระยะหนึ่งผู้เขียนจึงเสนอตัวเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารด้านภาพเสียงฉบับหนึ่ง ส่งบทความลงนิตยสารฉบับดังกล่าวประมาณ3ปีผู้เขียนก็ขอหยุดเพื่อเขียนหนังสือเป็นเล่มวางจำหน่ายผ่านมาหลายปีหนังสือผู้เขียนก็ยังไม่ออกเป็นเล่มสักที อันนี้ก็น่าเศร้า อย่างไรก็ตามคาดว่างานเขียนของผู้เขียน(น่าจะ)จะได้รับการยอมรับจากผู้อ่านในตอนนั้นพอสมควรประเมินจากการที่กองบรรณาธิการต้องปวดหัวกับการส่งบทความเป็นคนสุดท้ายของผู้เขียนเป็นประจำ

บางเดือนผู้เขียนแจ้งว่าขอไม่ส่งบทความลงเขาก็ไม่ยอมดึงเวลารอเรื่องเราก็ต้องเร่งปั่นเรื่องส่งกันอีก เป็นความรู้สึกที่ดีพอสมควร

 

      เหตุนี้ผู้เขียนจึงกล้าใช้คำว่า "เซียน"กับตนเอง 

 

ทว่าผู้เขียนเป็นเซียนจริงหรือไม่?รู้จริงแค่ไหน?ท่านจะได้รับประโยชน์จากการเสียเวลาอ่าน “บทความ”ผู้เขียนมากหรือน้อย ผลงานพิสูจน์ได้ดีกว่าคำพูด ขอบคุณที่ให้เกียรติติดตามครับ   

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น