ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 37 : 5 ชุด Home Theater ตัวอย่างในงบประมาณ 5,000-100,000 บาท(ไม่รวมทีวี)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,356
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 มิ.ย. 57


     มาถึงตัวอย่างการจัดชุด HOME THEATER แบบเป็นรูปธรรมกันบ้าง เราทราบทฤษฏีกันพอสมควรแล้ว ใครที่คิดว่าเรื่องหลักการทำงานนะเราพอเข้าใจ(มั๊ง)แต่ให้จัดชุดไม่มั่นใจชุดที่ผู้เขียนจัดจะได้เป็นตัวอย่าง ทั้งนี้เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายครอบคลุม(แทบ)ทุกงบประมาณผู้เขียนจะแยกการจัดออกเป็น 5 งบประมาณด้วยกันท่านสนใจงบประมาณใดก็เลือกกันตามใจชอบ แต่ละงบประมาณผู้เขียนจะเลือกชุดที่หากตนจัดงบประมาณไว้จำนวนนั้นเราจะเลือกเช่นกันงานนี้ถอดใจมาเขียนกันเลยทีเดียว

ตัวอย่างการจัดชุด 
HOME THEATER 

1.กลุ่มราคาน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาท
2.กลุ่มราคาสูงกว่า 5,000 บาทแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
3.กลุ่มราคาสูงกว่า 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 20,000 บาท
4.กลุ่มราคาสูงกว่า 20,000 บาทแต่ไม่เกิน 40,000 บาท
5.กลุ่มราคาสูงกว่า 40,000 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1.กลุ่มราคาน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาท





กลุ่มเป้าหมาย :ผู้มีงบประมาณน้อยหรืออาศัยห้องเช่าหรือคอนโดฯห้องอาจจะไม่พร้อมแต่ต้องการระบบเสียงรอบทิศทางเบื้องต้น ไว้ดูหนัง

อุปกรณ์ที่แนะนำ : ชุด Home Theater in The Box ราคาตั้งแต่ 3,000-5,000 บาท
เช่น SONY TZ140 (ราคากลาง 4,710 บาท พฤษภาคม56)

ประกอบด้วย

ภาคต้นสัญญาณ : สูงสุดอ่านแผ่น DVD
ภาคถอดรหัสสัญญาณเสียง : ระบบ Dolby Digital 5.1
กำลังขับภาคขยายสัญญาณ :50 วัตต์ RMS ต่อช่องสัญญาณรวม 6 ช่องสัญญาณ 300 วัตต์

ข้อดี ติดตั้งง่ายราคาประหยัด
ข้อสังเกต ยากที่จะขยายระบบ


2.กลุ่มราคาสูงกว่า 5,000 บาทแต่น้อยกว่า 10,000 บาท



กลุ่มเป้าหมาย :ผู้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นหรืออาศัยห้องเช่าและต้องการระบบเสียงรอบทิศทางSDครบทั้งสองระบบ
อุปกรณ์ที่แนะนำ : ชุด Home Theater in The Box ราคาตั้งแต่ 5,000-10,000 บาท
เช่น LG DH6320H (ราคากลาง 8,990 บาท พฤษภาคม56)

ประกอบด้วย

ภาคต้นสัญญาณ : สูงสุดอ่านแผ่น DVD
ภาคถอดรหัสสัญญาณเสียง : ระบบ Dolby Digital และ DTS  5.1
กำลังขับภาคขยาย :6 ช่องสัญญาณ รวม 850 วัตต์


ข้อดี ติดตั้งง่ายได้ระบบเสียงพื้นฐานครบทั้งสองระบบ
ข้อสังเกต ยากที่จะขยายระบบเช่นเดียวกัน

3.กลุ่มราคามากกว่า 10,000 บาทแต่น้อยกว่า 20,000 บาท

กลุ่มเป้าหมาย :ผู้จัดงบประมาณไว้กลางต่ำและสร้างหรือเลือกห้องเป็นห้องฟังขนาดไม่เกิน 20 ตารางเมตรโครงสร้างห้องแข็งแรงเก็บเสียงได้ดีต้องการระบบเสียงรอบทิศทางครบทุกระบบทั้ง SD และ HD

อุปกรณ์ที่แนะนำ :
ชุด Home Theater in The Box ราคาตั้งแต่ 15,000 -17,000 บาท
เครื่องเล่นบลูเรดิสราคา 3,000 บาท

เช่น
ชุด Home Theater in The Box ONKYO HTS-4505 (ราคากลาง 18,900 บาท บางร้าน 16,900 บาท พฤษภาคม56)


และเครื่องเล่นบลูเรย์ดิส LG BP420 (ราคากลาง 4,990 บาท บางร้าน 3,890 บาท พฤษภาคม56)



ภาคต้นสัญญาณ : สูงสุด BRURAY DISK (เป็นระบบ 3D และอ่านไฟล์จาก Hard disk ภายนอกได้)
ภาคถอดรหัสสัญญาณเสียง : SD ทั้งสองระบบ (DOLBY DIGITAL และ DTS)ส่วน HD สูงสุดคือระบบ Dolby TRUEHD และ DTS HD  5.1
กำลังขับภาคขยาย :5x100 วัตต์ (ลำโพงหน้ากลางและหลัง)
                         :80    วัตต์ (Sub Woofer)

ข้อดี
-ขยาย ระบบได้ในอนาคตหากเราต้องการเปลี่ยนลำโพงเป็นรุ่นที่ดีกว่าแม้กระทั่ง Sub Woofer ตัว AV-RECEIVER เขาให้กำลังขับมาถึง100 วัตต์ต่อช่องเพียงพอที่จะขับลำโพงทั่วไป โดยจะให้ช่อง Pre Out Sub Woofer มาด้วยทำให้เราสามารถซื้อ ACTIVE SUB WOOFER เสียงถึงใจกว่ามาเปลี่ยนได้
-ให้ช่องต่อ Opticalx2 Coaxial x1 HDMI INx4 มากพอต่อการนำเข้าสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์อื่นในอนาคตเช่นเครื่องเล่นเกมส์ รีซีฟเวอร์รับสัญญาณดาวเทียมรวมถึงเครื่องเล่นยอดฮิตอย่าง HD PLAYER
-ให้ภาคขยายลำโพงคู่หน้า 2 ชุด(สองช่องต่อ)ทำให้เราสามารถซื้อลำโพงที่เหมาะกับการฟังเพลงเช่นเสียงกลางใสบาดใจกว่าเดิมมาเพิ่มได้ ตอนฟังเพลงก็เลือกให้เสียงออกที่ลำโพงดังกล่าวแต่ตอนดูหนังก็เลือกเป็นลำโพงภายในชุด

ข้อสังเกต
- ช่อง Pre Out จะให้เพียงช่อง Sub Woofer ช่องเดียวขาดช่องซ้ายขวาหน้าและหลังรวมถึงเซ็นเตอร์เราจึงต้องใช้ภาคขยายของอุปกรณ์เท่านั้นขับลำโพงรอบทิศทาง ปิดโอกาสต่อสายสัญญาณจากภาคถอดรหัสไปใช้กับภาคขยายภายนอกของเรา

4.กลุ่มราคามากกว่า 20,000 บาทแต่น้อยกว่า 40,000 บาท

กลุ่มเป้าหมาย :ผู้มีงบประมาณกลางสูงใช้ห้องฟังขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตรโครงสร้างห้องแข็งแรงเก็บเสียงได้ดีต้องการระบบเสียงรอบทิศทางครบทุกระบบทั้ง SD และ HD


อุปกรณ์ที่แนะนำ

เซตอุปกรณ์ Home Theater จัดราคาโปรโมชั่นที่ประกอบด้วย AV RECIVER และลำโพงครบชุด 6 ตัว(รวม Active Sub Woofer) ราคาไม่เกิน 38,000 บาท
เครื่องเล่นบลูเรดิสราคา 3,000 บาท 



เช่น Harman Kardon AVR70+ชุดลำโพง Klipsch 6 ตัว ดังภาพ(ราคาบางร้านประมาณ 38,000 บาท กรกฏาคม56)


และเครื่องเล่นบลูเรย์ดิส LG BP420 (ราคากลาง 4,990 บาท บางร้าน 3,890 บาท พฤษภาคม56)


ข้อดี:
-ลำโพงชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเขาผลิตลำโพงจำหน่ายเพียงอย่างเดียวจึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ชุดที่แนะนำมาพร้อม active sub woofer ทำให้ดูหนังค่อนข้างมัน ตัวRECEIVER ให้ช่อง Pre Out Sub Woofer เราจึงสามารถซื้อ ACTIVE SUB WOOFER รุ่นหรือยี่ห้อที่เสียงเบสต่ำลึกกว่ามาเปลี่ยนได้

-ให้ช่องต่อ Opticalx2 Coaxial x1 HDMI INx4 เพียงพอต่อการเพิ่มอุปกรณ์ความบันเทิงอื่นในอนาคตเช่นเครื่องเล่นเกมส์ จานดาวเทียมรวมถึง HD PLAYER

-บางร้านแถมสายลำโพงช่วยเราประหยัดค่าสายไม่ต้องแบ่งงบประมาณซื้อ

ข้อสังเกต
ราคาที่จัดไว้เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ 2000 บาท
- ช่อง Pre Out จะให้เพียงช่อง Sub Woofer ช่องเดียวขาดช่องซ้ายขวาหน้าและหลังรวมถึงเซ็นเตอร์ทำให้ต้องใช้ภาคขยายของอุปกรณ์เท่านั้นไม่สามารถต่อสายสัญญาณไปใช้กับภาคขยายภายนอกได้ 

- กำลังขับภาคขยายให้เพียง 75 วัดต์ต่อช่องสัญญาณไม่เพียงพอกับการขับลำโพงวางพื้นหรือลำโพงวางหิ้งขนาดวูฟเฟอร์ตั้งแต่ 5 นิ้ว แนะนำเปลี่ยน RECEIVER เป็นรุ่น AVR 170 หากคิดว่าในอนาคตเราอาจขยายระบบ 


5.กลุ่มราคามากกว่า 40,000 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

กลุ่มเป้าหมาย :ผู้มีงบประมาณค่อนข้างสูงใช้ห้องฟังขนาด 30-50 ตารางเมตรโครงสร้างห้องแข็งแรงเก็บเสียงได้ดีต้องการระบบเสียงรอบทิศทางครบทุกระบบทั้ง SD และ HD โดยจะเน้นเสียงดุดัน

อุปกรณ์ที่แนะนำ

-เซตอุปกรณ์ Home Theater ราคาโปรโมชั่นที่ประกอบด้วย AV RECIVER และชุดลำโพงอย่างน้อย 5 ตัวโดยคู่หน้าเป็นลำโพงวางพื้น(ไม่รวม Active Sub Woofer) ราคาไม่เกิน 65,000 บาท
-เครื่องเล่นบลูเรดิสราคา 8,000 บาท 
-active Sub Woofer ราคา 15,000 บาทที่เสียงเข้าชุดกับลำโพงรอบทิศทาง
- ขาตั้งลำโพงคู่หลัง(หากในชุดเขาให้ลำโพงแบบวางหิ้ง)
- สายสัญญาณเพิ่มเติม(หากเขาแถมไม่ครบ)สายลำโพงราคาเมตรละไม่เกิน 200 บาท



เช่นชุด Harman Kardon AVR 270+ชุดลำโพง Klipsch ดังภาพ(ราคาบางร้านประมาณ 64,000 บาท กรกฎาคม56)

หมายเหตุ:ผู้เขียนจำเป็นต้องอ้างอิงราคาจากบางห้างร้านเพราะเขาจัดโปรโมชั่นบ่อยบริการและสินค้าเชื่อใจได้ ส่วนการที่ยี่ห้อสินค้าซ้ำกันกับกลุ่มราคาไม่เกิน 40,000 บาทเนื่องจากราคาชุดอื่นเกินงบประมาณ


เครื่องเล่นบลูเรย์ดิส  PIONEER BDP140 (ราคากลาง 8,000 บาท กรกฎาคม56)



ACTIVE SUB WOOFER  Klipsch SW-450 (ราคากลาง 15,000 บาท กรกฏาคม56)
ผู้เขียนเลือกยี่ห้อเดียวกันเพื่อให้บุคลิกเสียงเข้ากับลำโพงตัวอื่น


ขาตั้งลำโพงคู่หลัง (เลือกรุ่นที่ราคาประมาณ 5,000 บาทต่อคู่ ต้องซื้อเพราะขณะนั่งฟังระดับต่ำสุดของตำแหน่งวูฟเฟอร์ลำโพงต้องอยู่ในระดับเดียวกับใบหูเรา)



สาย HDMI High Speed 1.4 จำนวน 2 เส้น (เลือกซีรี่ส์เดียวกันที่ราคาเส้นละประมาณ 3,000-5,000 บาท)
หมายเหตุ:ใช้เชื่อมสัญญาณจากเครื่องเล่นบลูเรดิสย์มายัง RECEIVER และจาก RECEIVER ไปทีวีจอแบนบาง



สายสัญญาณต่อเข้าลำโพง active sub wooffer 1 เส้น (เลือกเป็นชนิดปลายสายอีกด้านแยกเป็นสองหัวต่อดังภาพ)จะช่วนให้ได้ระดับความดังของซับวูฟเฟอร์มากกว่า ส่วนความยาวไม่ควรน้อยกว่าความกว้างห้องเราต้องหาตำแหน่งจัดวาง SUB WOOFER พอสมควรอาจต้องแห่นางแมวขยับหาตำแหน่งเป็นระยะๆ ตำแหน่งวางSUB WOOFER ที่เหมาะสมจะเป็นตำแหน่งที่เบสเก็บตัวเร็วเสียงกระแทกกระทั้นดีไม่บวมห้องแต่ละห้องตำแหน่งจะไม่เหมือนกันย้ายหาตำแหน่งตามความกว้างห้องก็พอ



สายลำโพง ราคาเมตรละประมาณ 150  บาท โดยสายจำนวน 2 เส้น ความยาวคิดจากความยาวห้องบวกเศษสามส่วนสี่ของความกว้าง(ใช้ต่อกับคู๋หลัง)ส่วนอีก 3 เส้นให้ยาวเท่ากันระยะอ้างอิงกับตำแหน่งวาง RECEIVER ซึ่งไม่น่าจะเกินเส้นละ 5 เมตร
 
หมายเหตุ:ซื้อแบบสำเร็จรูปก็ดี(มาพร้อมหัวต่อดังภาพ)แต่ราคาค่อนข้างแพง ใครต้องการประหยัดซื้อแบบอยู่ในขดจะถูกกว่าแต่ต้องซื้อหัวต่อและเชื่อมสายให้เรียบร้อยจะได้ลดความเสี่ยงจากลวดทองแดงแตกมาแตะกัน การเชื่อมต้องเชื่อมด้วยตะกั่วเงินจึงจะนำไฟฟ้าได้ดี


ข้อดี:
-ลำโพงในชุดชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเขาผลิตลำโพงขายเพียงอย่างเดียว ลำโพงวางพื้นมีข้อดีในแง่ฟังเพลงลื่นไหลเสียงเป็นธรรมชาติกว่าการใช้ลำโพงขนาดเล็กผสานเสียงกับ active sub woofer อย่างไรก็ตามเพื่อให้ดูหนังสนุกหัวใจเราเต้นระทึกตามอารมณ์หนังเราต้องซื้อ active sub woofer เพิ่มทว่าแนะนำให้เปิดใช้ตอนดูหนังเท่านั้น 

-RECEIVER AVR 270 จัดอนาคตมาให้เพียบพร้อมไม่ว่าจะเป็นการถอดรหัสและขยายสัญญาณเสียงในระบบ 7.1 ช่องสัญญาณ(โดยให้กำลังขับ 100 วัตต์ต่อช่องสัญญาณ) ทั้งยังรองรับโหมดการเล่นจำพวก  DLNA และ Airplay จากอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ๆ นอกจากนั้นยังให้พอร์ต usb ด้านหน้าพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ iDevice ทั้งหลาย(iPhone iPod iPad) เราซื้อใช้ทันสมัยไม่ตกยุกแน่นอน

     ขณะที่ความสามารถในการ pass-through (ส่งต่อ)สัญญาณ 4K  ไปออกทีวีหรือ upscale ภาพจาก HD เป็น 4K วันนี้เราอาจยังไม่ได้ใช้ก็จริงแต่ในอนาคตหากเราเปลี่ยนทีวีเป็น 4K ตัวรีซีฟเวอร์ก็ยังใช้ได้ต่อไป ไม่เพียงเท่านั้นฟังก์ชั่นมัลติโซนช่วยให้เราแยกห้อง(หรือสถานที่)ฟังเพลงกับดูหนังได้ ฟังก์ชั่นจำเป็นสำหรับมือใหม่อย่างการเซ็ตค่าปรับค่าเสียงในระบบออโต้เขาก็ให้มาเราใช้เวลาไม่นานก็ตั้งค่าได้ง่ายดายเพียงทำตามคู่มือ

-ให้ช่องต่อ Opticalx2 Coaxial x1 HDMI INx8 (ด้านหน้า1ช่อง) เกินพอต่อการเพิ่มเติมอุปกรณ์ความบันเทิงอื่นในอนาคตเช่นเครื่องเล่นเกมส์ รีซีฟเวอร์รับสัญญาณดาวเทียมรวมถึง HD PLAYER

-ให้พอร์ต LAN เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้าน

-บางร้านแถม Gift Voucher ลดราคาการซื้อสินค้าชิ้นอื่น

ข้อสังเกต

- ช่อง Pre Out ให้เพียงช่อง Sub Wooffer ช่องเดียวขาดช่องซ้ายขวาหน้าและหลังรวมถึงเซ็นเตอร์ทำให้ต้องใช้ภาคขยายของอุปกรณ์เท่านั้นไม่สามารถต่อสายสัญญาณออกไปใช้กับภาคขยายภายนอกได้ 

หมายเหตุ:หากทุนมากพอกัดฟันเปลี่ยน RECEIVER เป็นรุ่น AVR 370 เราจะได้ช่อง Pre Out ถึง 7.2 ช่องสัญญาณ (เป็น .2 เพราะให้ช่อง SUB WOOFEr OUT 2 ช่อง)คราวนี้ล่ะเราจะให้เสียงดุดันแค่ไหนก็อยู่ที่ว่าเราใช้ภาคขยายภายในตัวอุปกรณ์หรือซื้อ POWER AMPLIFIER ภายนอกมาต่อพ่วง เสียงในระบบ Home Theater จะน่าเกรงขามแรงไม่มีตกเมื่อเราใช้ภาคขยายภายนอก







19 ความคิดเห็น