คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [Fic BAP][Os-BangChan] Secret love [Fic BAP][Os-BangChan] Secret love | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 พ.ค. 57 / 01:00


Title Secret love

Authors SweetToki

Rate 17+

ปล.จะเปิด secret love ฟังระหว่างอ่านเพื่อเพิ่มอรรถรสก็ได้นะคะ
ปล.2 เรื่องนี้จะแบ่งเป็นสองพาร์ท จะอ่านทีเดียวจบหรือแบ่งอ่านก็ได้นะคะ ^^



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



                บนทางเดินที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย บวกกับแสงสียามเย็นที่ท้องฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม.. ร้านรวงต่างๆที่เปิดให้บริการมาตลอดทั้งวันเริ่มปิดลง ผิดกับร้านที่ปิดเงียบตลอดทั้งวันก็ถึงเวลาที่จะให้บริการและอวดโฉมเช่นกัน เช่นเดียวกับร้านนี้...

                “สวัสดีค่ะ Let’s break ยินดีต้อนรับค่ะ”


 

                เสียงหวานๆจากพนักงานสาวหน้าร้านดึงดูดให้กับลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ดี รวมทั้งผม.. แต่จริงๆผมตั้งใจจะมาร้านนี้แต่แรกอยู่แล้ว ผมยิ้มรับให้กับพนักงานสาวที่ยิ้มแย้มอยู่หน้าร้าน ก่อนจะผลักประตูกระจกใสเข้าไป ไม่ถึงนาทีที่ผิวกายได้สัมผัสกับอากาศภายใน ความหอมละมุนจะเนยนมชั้นดี บวกกับกลิ่นของขนมที่อบเสร็จใหม่ๆทำให้ตุ่มรับรสผมเริ่มจะทำงาน ผมสาวเท้าไปยังหน้าตู้กระจกที่เรียงรายไปด้วยเค้กหลากหลายชนิด ผมกวาดตาก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเค้กที่ตัวเองชอบมาสองชิ้น.. จริงๆผมอยากกินมากกว่านี้นา.. แต่ เขาต้องดุผมอีกแน่ๆถ้าผมสั่งมากกว่าสองชิ้น

                ในที่สุดพนักงานของร้านก็แพคเค้กใส่กล่องให้ผมเสร็จสรรพ ผมรับกล่องสีหวานก่อนจะเหลือบไปเห็นเค้กช็อกโกแลตอีกชนิดที่พนักงานพึ่งจะนำมาโชว์ในตู้ อืม.... อีกซักชิ้นแล้วกัน







 

                “กลับมาแล้วววว” ผมถอดรองเท้าไว้ที่ชั้นวางข้างประตูก่อนจะขานเรียก แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ หายไปไหนกันนะ..?

                “ยองแจจจ แดฮยอนนน จงออบบ เจลโล่” ผมขานชื่อทุกๆคนที่ผมคิดว่าน่าจะอยู่รอบๆบริเวณนี้ แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมานอกจากความเงียบเท่านั้น

                “ออกไปข้างนอกกันหมดแล้วน่ะ” เสียงทุ้มๆดังขึ้นด้านหลังผมพร้อมกับอ้อมกอดอุ่นๆที่เกิดขึ้นด้านหลังทำให้ต้องหันไปมอง เป็นคนที่ผมคุ้นเคยดีอย่าง “ยงกุก” ที่ซึ่งเป็นเด็กเทรนรุ่นเดียวกับผม.. เป็นคนในวงวงเดียวกับผม.. และเป็นเพื่อนที่เปลี่ยนสถานะ.. แล้วของผม

                “ฮิมชานนา... รู้ไหม.. ยงกุกรอนานมากเลยนา..” จู่ๆหมอนั่นก็เปลี่ยนไปแทนตัวเองด้วยชื่อ.. มาแบบนี้ไม่ธรรมดาซะแล้วสิ ผมเอียงคอหันไปหาก็เจอเข้ากับหน้าคมๆของเจ้าของเสียงพอดี ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเอาคางเกยเข้าที่ไหล่ของผมอยู่ ลมหายใจอุ่นๆรดลงที่ข้างแก้มผม

                “อ้อนแบบนี้จะเอาอะไร?” ผมหันกลับไปถามอย่างรู้งาน มีอย่างที่ไหนคนอย่างยงกุกจะมาพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานใส่ผมแบบนี้ ถ้าไม่อยากได้อะไร...

                “ยงกุกหิว...” เสีงอู้อี้งึมงำยังคงดังอยู่ข้างหูผม พร้อมกับการกอดที่ดูจะกระชับมาขึ้น

                “ฉันซื้อเค้กมาพอดี เอาไปกินรองท้องก่อนน้องๆจะกลับมาป่ะ” ผมแกะมือยงกุกออกข้างหนึ่งก่อนจะยัดถุงเค้กใส่มือให้ แต่เจ้าตัวกลับผลักมันกลับใส่มือผมแล้วกอดเอาไว้เหมือนเดิม

                “ไม่เอา.. ไม่กินเค้ก..” เจ้าตัวยังคงทำเสียงงุ้งงิ้งนั้นอย่างต่อเนื่อง.. ให้ตายเถอะ ยงกุกเวลาทำตัวง้องแง้งแบบนี้มันน่าหมั่นไส้มากกว่าน่ารักเสียอีก

                “งั้นเดี๋ยวไปทำข้าวให้กินก็ได้ เพราะงั้นปล่อยได้แล้ว” ผมพยายามแกะมือที่เกาะหนึบออก แต่ก็ไม่เป็นผล...มือสองข้างที่ล็อคผมเอาไว้ดูจะแน่นหนาเต็มที... เดี๋ยวเอาฟันเฉาะเลยนิ!

                “ไม่กินข้าว.. ไม่กินอะไรทั้งนั้น... ยงกุก.. จะกิน ฮิมชาน..” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบที่ข้างหูผม พร้อมกับแรงกัดเบาๆที่ต้นคอ เฮ้ย! จะกินจริงๆหรอ!

                “ไม่เอาน่า.. ยงกุกเดี๋ยวน้องมา” ผมพยายามผลักตัวออก แต่ไปเอาแรงมาจากไหนไม่รู้กัน ยงกุกที่กอดผมแน่นไม่มีทีท่าจะขยับออกเลยซักนิด

                “นิดเดียว...” ปากบอกว่านิดเดียว แต่มือที่กอดผมอยู่กลับละออกข้างหนึ่งก่อนจะล้วงเข้าไปในเสื้อยืดของผม และเริ่มอยู่ไม่สุข..

                “พะ .. พอแล้วน่ายงกุก. .ไม่เอา” สัมผัสวาบวามที่เขาหยิบยื่นให้มันเริ่มจะทำให้ผมยืนทรงตัวไว้ไม่อยู่ ขาของผมที่ยังใช้การได้ดีตลอดทั้งวันตอนนี้แทบทรุดลงไปอยู่กับพื้น



 

                แปะ..

                กล่องเค้กที่ผมถือไว้หล่นลงไปกองกับพื้น ตอนนี้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่ผมมีอยู่จะหายไปหมด ถ้าไม่ใช่ยงกุกที่กอดผมเอาไว้ ผมว่าผมต้องลงไปนอนกองกับพื้นแล้วแน่ๆ

                “ยะ ยงกุก.. เค้กหล่นแล้วปล่อยเถอะ” ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อคุมสติ มือข้างที่ว่างของผมยกขึ้นจับกับมือที่เล่นซนอยู่ภายใต้เสื้อของผมให้อยู่นิ่ง

                “ช่างมัน... ฉันหิว...” ว่าจบคนที่กอดผมไว้เปลี่ยนมาเป็นอุ้มผมขึ้นแทน ก่อนจะเดินลิ่วๆไปยังโซฟาตัวยาวหน้าทีวีใหญ่แล้ววางผมลงบนนั้น ไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยท้วงอะไร ร่างสูงก็ตามมาคร่อมทับผมเอาไว้ทันที

                “เดี๋ยวเด็กๆกลับมาเห็นนะ” ผมยกมือขึ้นยันแผงอกนั้นเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่น่าจะชวนให้คล้อยตามมากที่สุด แต่ก็ดูท่าจะไม่เป็นผลเลยซักนิด..

                “”อีกนานกว่าพวกนั้นจะกลับ” ให้ตายเถอะ บทจะดื้อก็ดื้อสุดใจ! จะเอาให้ได้เลยใช่ไหม T _ T มือเรียวยาวของยงกุกดึงมือผมไปกุมเอาไว้หลวมๆก่อนที่เขาจะลูบมันเบาๆ สายตาคมยังคงจับจ้องอยู่ที่ผมไม่วางตา.. ผมจ้องกลับไปแล้วแต่เพียงแค่ชั่วครู่ก็ทำให้หน้าผมร้อนผ่าวไปหมด.. อย่ามาทำแววตาแบบนั้นใส่นะ!

                “แต่....” ยังไม่ทันที่ผมจะหยิบยื่นข้อเสนอต่อไปให้ ริมฝีปากของคนตรงหน้าผมก็ลงมาทาบทับกับริมฝีปากของผมทันที ด้วยความตกใจทำให้ผมต่อต้านการกระทำนั้นเล็กๆ ผมปิดปากสนิทและหลับตาแน่น มือของยงกุกที่จับมือผมเอาไว้ก่อนหน้ากลับกลายเป็นว่าผมเปลี่ยนไปจับและยึดเอาจนแน่นแทน

                ริมฝีปากของยงกุกยังคงจู่โจมผมอยู่ เขาค่อยๆขบกัดริมฝีปากของผมเบาๆและช่วงจังหวะหนึ่งที่เขากัดแรงขึ้นทำให้ผมต้องยอมเปิดปากออก เพราะความตกใจ และนั้นก็ทำให้เขายิ่งได้ที ลิ้นร้อนๆจากอีกฝ่ายลุกล้ำเข้ามาในโพรงปากของผมและกวาดไปจนทั่วทุกส่วนผมทำได้เพียงหลับตานิ่งอยู่แบบนั้นเท่านั้น

                มือเรียวยาวละออกจากผมของผมแล้วเลื่อนลงไปตามแนวเสื้อ เขาล้วงมือผ่านสาบเสื้อเขาไปสัมผัสกับผิวกายของผม ปลายนิ้วเย็นๆเพราะอากาศภายนอกสัมผัสกับผิวของผมทำให้ความรู้สึกวาบวามตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง

                “อื้อ...” ผมฮึมฮัมตอบรับสัมผัสนั้นอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ยงกุกจะละริมฝีปากออกจากผม แล้วเปลี่ยนไปที่ต้นคอแทน ลิ้นร้อนแตะลงบนผิวของผมก่อนที่ฟันคมๆจะกัดลงบนผิวผมเบาๆ

                “จะกิน.. จริงๆรึไง..” ผมยกมือขึ้นเกาะไหล่กว้างเอาไว้ก่อนจะจิกลงไปเบาๆเพื่อระบายความรู้สึกแปลกๆนี้

                “ก็บอกแล้วว่าหิว...”หน้าคมกระซิบตอบผมก่อนจะคลอเคลียอยู่ที่ข้างแก้ม

                “แต่เดี๋ยวน้องๆกลับมา..แล้วนะ..”

                “เลิกพูดถึงคนอื่นเถอะน่า...” กล่าวจบริมฝีปากก็ประกบลงบนริมฝีปากของผมอีกครั้ง และคราวนี้ผมก็ตอบรับกลับไปเป็นอย่างดี ผมยกมือขึ้นโอบรอบคอของยงกุกเอาไว้แล้วดันให้อีกคนก้มต่ำลงมาใกล้ขึ้น ขาข้างหนึ่งของผมที่ถูกอีกคนคร่อมทับไว้ยกขึ้นเสียดสีกับส่วนล่างของเขาอย่างจงใจ

                “ฮื้ม.. ฮิมชาน..”

                “อะไร.. เรียกทำไม?” ผมหัวเราะเบาๆกับท่าทางนั้น ยงกุกไม่ตอบอะไรผม มือที่สาละวนอยู่ใต้เสื้อผมเลื่อนออกก่อนจะเลิกเสื้อของผมขึ้น เจ้าตัวละออกจากริมฝีปากผมก่อนจะเลื่อนตัวต่ำลงแล้วลากริมฝีปากไปทั่วหน้าท้องของผมแทน

                “อะ... ยงกุก..” ผมเม้มปากแน่นและจิกมือลงบนไหล่ของเขา ริมฝีปากนั้นยังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง....










 

 

                “เจลโล่! สเกตบอร์ดของนายน่ะถือดีๆสิ เวลานายเอาไว้แนบตัวแบบนั้นแล้วหมุนตัวไปหมุนตัวมามันตีโดนฉันนะ!” เสียงเอะอะโวยวายของแดฮยอนดังขึ้นที่หน้าประตู ทั้งผมและยงกุกหยุดชะงักการกระทำทั้งหมดทันที ผมรีบผลักยงกุกออกจากผมแล้วเลื่อนตัวออกจากเขาจนชิดผนักโซฟา จัดแจงเสื้อที่เลิกขึ้นให้ปิดลง คอที่เสื้อที่หลุดลุ่ยและผมที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงให้กลับมาเป็นปกติ แล้วก็พอดีกับที่สี่ชีวิตร่วมหอของผมเดินมาถึงห้องนั่งเล่นพอดี

                “อ้าวพี่ฮิมกลับมาแล้วหรอครับ” เป็นยองแจที่เอ่ยทักขึ้นมาก่อน ผมพยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มให้ก่อนจะเหลือบมองยงกุกที่นั่งนิ่งอยู่อีกฟากของโซฟา พลันสายตาผมก็เหลือบไปเห็นคอเสื้อของยงกุกที่เลื่อนเปิดออกและเหนือรอยสักบนไหล่ก็ปรากฏเป็นรอยจิกแดงเถือกที่ผมทำเอาไว้ ให้ตายเถอะ! นายไม่คิดจะจัดตัวเองหรือไงยงกุก!

                ด้วยความไวผมเลื่อนตัวจากตรงนั้นไปที่ยงกุก แล้ววางมือลงทับรอยแดงนั้นพอดี ก่อนจะใช้นิ้วก้อยค่อยๆขยับให้เสื้อที่เลื่อนลงมาปิดเอาไว้แทน

                “แล้วพี่ยงกุกทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะครับ พี่แต่งเพลงเสร็จแล้วหรอ” เจลโล่ที่นั่งลงกลางห้องแล้วกำลังเช็ดสเกตบอร์ดเอ่ยถามทันที ผมหันไปมองก็พอดีกับที่เจลโล่หันมามองทางผมด้วยเช่นกัน ก่อนตาใสๆนั้นจะเลื่อนไปจ้องยังมือที่ผมวางไว้บนไหล่ของยงกุก

                “..............” ยงกุกที่ถูกถามไม่ตอบอะไรนอกจากนั่งเงียบอยู่แบบนั้น

                “เออ... กระดาษหมดใช่ป่ะ! นี้ยงกุกออกมากระดาษสินะ เดี๋ยวฉันเอาเข้าไปให้แล้วกัน นะ!” ผมลุกขึ้นยืนแล้วดึงตัวยงกุกขึ้นตาม ก่อนจะดันหลังให้อีกคนที่ดูซังกะตายกลับไปในห้องทำเพลง

 

 

 


 

                “เย้ย! อะไรเนี๊ยะ!” เสียงโวยวายดังจากหน้าห้อง เมื่อผมส่งยงกุกเข้าห้องเพลงไปแล้วก็กลับออกมาตามเสียงนั้น

                “ยองแจ! นายเยียบเค้ก!!” เสียงของแดฮยอนโวยวายตามมาพอดี ผมเดินไปทางต้นเสียงก็เจอเข้ากับเจ้าของเสียงที่นั่งคุกเข่าคอตกอยู่หน้ากล่องเค้กในถุงใสที่บุบบู้บี้ ข้างกันเป็นยองแจที่ยืนมองอึ้งๆยกเท้าข้างหนึ่งค้างไว้ในอากาศ

                “เค้ก....” เสียงงึมงำดังออกมาจากแดฮยอน... ทำไมผมถึงรู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกๆไป..

                “ยองแจ....” ร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่ก่อนหน้ายันตัวยืนขึ้น ทั้งผมและยองแจได้แต่มองตามแดฮยอนที่ค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปทางยองแจ

                “นาย.. ต้องชดใช้!! ย๊า!!!!” เหมือนยองแจที่รู้ชะตากรรม.. เขาออกวิ่งทันทีที่ก่อนที่แดฮยอนจะพูดจบประโยค และทั้งสองก็วิ่งไล่กันไปทั่วห้อง ความวุ่นวายดูจะปกคลุมไปทั่วห้อง ผมมองตามทั้งสองคนก่อนจะพยายามตะโกนผ่านเสียงโวยวายของทั้งคู่ไป

                “แดฮยอนนน ใจเย็นสิ เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่ก็ได้” ผมพยายามไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล ความมั่นคงที่มีต่อเค้กของแดฮยอนนั้นดูจะกล้าแกร่งเกินไป ผมทำได้แค่ยกมือกุมขมับแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เอาเป็นว่า... ทิ้งเอาไว้แล้วกัน เดี๋ยวก็เหนื่อยแล้วเลิกกันไปเอง

                ผมละออกจากบริเวณที่ทั้งคู่ไล่ล่ากัน เดินไปทางตัวต้นเหตุแล้วหยิบถุงใส่ที่มีกล่องเค้กบุบบี้ติดมาด้วยขึ้นมอง ครีมสีสดผสมกับช็อกโกแลตป้ายติดอยู่กับพื้นห้อง ช็อกโกแลตหอมๆส่งกลิ่นอบอวลไปทั่ว.. จะว่าไปก็เสียดาย..  ผมค่อยๆประคองสิ่งที่อยู่ในมือผมไปทิ้งไว้ในครัว

                “ข้างนอกเสียงดังอะไรกันน่ะครับพี่” จงออบที่กำลังเรียงจานใส่ในตู้เอ่ยถามผมขึ้นก่อนจะหันมามองด้วยใบหน้าแบบเดียวกันตลอดทุกสถานการณ์ ผมไม่ตอบอะไร นอกจากยกถุงใสที่มีกล่องเค้กเละเทะอยู่ในนั้น เจ้าตัวพยักหน้ารับเหมือนว่าเข้าใจ ผมปล่อยถุงลงถัง ก่อนจะเอื้อมหยิบผ้าสะอาดจากใต้เค้าท์เตอร์ล้างจานออกมา

                “มาครับผมช่วยนะ” จงออบหยิบผ้าอีกผืนออกมา ผมพยักหน้ารับก่อนจะเอาผ้าผืนนั้นไปชุบน้ำแล้วออกมายังที่เกิดเหตุ

                “ทำไมนายไม่ดูให้ดีเล่ายองแจจ!!!

                “ก็ใครมันจะไปรู้เล่า!!!!

                เสียงโหวกเหวกยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง.. ให้ตายเถอะ ทำไมไม่รู้จักเหนื่อยกันเลยนะ วิ่งไปตะโกนกันไปแบบนั้น.. เพราะเป็นเสียงหลักรึเปล่านะ ปอด..อาจจะดีกว่าคนปกติก็ได้



 

                พรืด

                “ย๊า!! นายเยียบมันอีกแล้ว ยองแจย๊า!!!

                เฮ้ย! ผมอุทานขึ้นมาในใจ พอดีกับที่ผมได้เห็น มันเป็นภาพที่ยองแจวิ่งผ่านตรงจุดที่เลอะครีมเค้กและอีกครั้งที่ยองแจเยียบลงไปที่มัน ส่วนแดฮยอนก็ยังคงวิ่งไล่ตามอยู่แบบนั้น ยองแจที่วิ่งหนี.. ทำให้ครีมสีขาวผสมกับสีเข้มของช็อกโกแลตกระจายวงกว้างไปทั่วห้อง...

                ขอยาดมให้ฮิมชานที... T __ T

                “ทั้งสองคนหยุดวิ่งเดียวนี้นะ!” ผมพยายามจะไล่จับให้ทั้งคู่หยุดแต่ก็ไม่เป็นผล ตอนนี้ทั้งคู่วิ่งหายเข้าไปในห้องครัวแล้ว.. และรอยครีมนั้นก็ลากตามไปด้วย...

 

                พรืดด ปั่ก!

                เสียงเหมือนอะไรบางอย่างกระแทกพื้นดังขึ้นทำให้ผมหันกลับไปมอง แล้วก็พอดีกับเสียงๆหนึ่งที่ดังขึ้น

                “อูย.. อะไรเนี๊ยะ..” ภาพตรงหน้าเป็นมักเน่ของวงอย่างเจลโล่ที่ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่บนกองครีมเค้ก หน้าใสเบ้ลงพร้อมกับมือที่จับกับครีมแล้วยกขึ้นดู และแล้วครีมเค้กกองเล็กๆนั้น... ก็กระจายวงกว้างทั่วห้องโดยสมบูรณ์

                “เป็นอะไรไหม” จงออบที่ยืนอยู่ข้างผมเดินเข้าไปช่วยพยุงคนที่นั่งจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น จงออบเอาผ้าในมือเช็ดตรงรอยเปื้อนที่กางเกงของเจลโล่ แล้วค่อยๆพยุงให้เจลโล่ออกจากตรงนั้น

                ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะก้มลงใช้ผ้าเช็ดตรงครีมที่แผ่เป็นวงกว้าง ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ.. รอยเท้าที่เลอะครีมแผ่กระจายไปทั่วห้อง.. และอีกครั้งที่ผมต้องถอนหายใจออกมา

                “เดี๋ยวผมช่วยนะครับ” จงออบกลับมาหาผมหลังจากไปช่วยเจลโล่เช็ดครีมที่เลอะออกแล้ว เจ้าตัวนั่งลงตรงข้ามกับผมแล้วก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบครีมพวกนั้น... ผมมองยิ้มๆ ก่อนจะก้มลงเช็ดในส่วนของผมต่อ ทั้งผมและจงออบช่วยกันเช็ดคราบครีมพวกนั้นจนสุดท้ายก็มาจบที่ห้องครัวในรอยสุดท้ายที่อยู่หน้าตู้เย็น

                “ให้ตายสิพวกนี้นินะ” ผมสบถออกมาเบาๆ เมื่อจัดการกับคราบสุดท้ายที่ติดแน่นอยู่บนพื้น ถ้าผมมาเช็ดช้ากว่านี้มันอาจจะไม่ออกเลยก็ได้... เสียงหัวเราะเล็กๆดังขึ้นมาจากจงออบที่ช่วยผมทำความสะอาดอยู่ก่อนจะเงียบหายไป

                “พี่ฮิมครับ?”

                “หื้ม?” ผมเงยหน้ามองคนตรงหน้าที่เรียกผมพลางเลิกคิ้วสงสัย ดวงตาเล็กหรี่จับจ้องมาที่ผมก่อนจะชึ้นิ้วขึ้น

                “คอไปโดนอะไรมาหรอครับ แดงเชียว..” ประโยคคำถามฟาดเปรี้ยงลงมาเหมือนฟ้าผ้า.. ผมมองหน้านิ่งๆของจงออบ ก่อนจะค่อยๆประมวลความคิดแล้วตอบออกไป

                “สงสัยพี่คงไปเกามั้ง? ฮ่าๆๆๆ” ผมหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วดึงคอเสื้อปิดมัน .. ยงกุกนะยงกุก.. ผมได้แต่งึมงำถึงตัวการอยู่ในใจ จงออบที่ยันตัวตามผมขึ้นมายิงคำถามที่สองใส่

                “แต่ผมว่ามันเหมือนรอยกัดเลยอ่ะครับ” เหมือนฟ้าผ่าลงมาเป็นครั้งที่สอง ผมจ้องมองไปยังใบหน้าไร้อารมณ์นั้น ทำไมจู่ๆถึงถามซักไซ้ขนาดนี้นะ..

                “เออ.. เล็บพี่ยาวแล้วน่ะ ตอนเกาๆมันก็คงไปจิกๆโดน เหมือนรอยกัดล่ะ ป่ะเถอะ จงออบมาช่วยพี่ทำมื้อเย็นดีกว่า” ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะโดนฟ้าผ่าลงมาเป็นครั้งที่สาม จงออบพยักหน้ารับ ก่อนจะเอาผ้าที่เช็ดคราบพวกนั้นไปซักที่อ่างล้างจาน





 

                ไม่นานมื้อเย็นทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อยจากผมและในความร่วมมือของจงออบ ผมเรียกให้เด็กๆที่นอนดูทีวีอยู่ตรงห้องรวมเข้ามากินข้าว ผมทำหน้าที่ตักข้าวแจกจ่ายให้กับทุกคน ก่อนจะนั่งลงประจำที่

                “พี่ฮิมครับพี่ยงกุกล่ะ” แดฮยอนถามกับผม ผมมองไปยังที่ข้างๆ จริงด้วย หมอนั่นยังไม่ออกมาเลย

                “เดี๋ยวพี่ไปตามให้แล้วกัน” ผมวางตะเกียบลงก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา ผมแง้มดูห้องเพลง ภายในยงกุกยังนั่งอยู่บนโต๊ะตัวนั้นและจดจ่ออยู่กับกระดาษเพลงที่กองเกลื่อนอยู่ตรงหน้า ผมตัดสินใจผลักประตูเข้าไปด้านในแล้วเอ่ยทัก

                “ยงกุก.. ไปกินข้าวได้แล้ว”

                “อื้ม เดี๋ยวไป” คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานตอบปัดๆโดยไม่หันมามองผม ... งอนรึเปล่านะ?

                “งอนหรอ?” ผมปิดประตูลงแล้วกดล็อคก่อนจะเดินเข้าไปหายงกุก

                “เปล่า” คำตอบสั้นๆส่งกลับมา อะไรกัน.. ก่อนหน้านั้นที่ห้องนั่งเล่นยังยงกุกอย่างงั้นยงกุกอย่างงี้อยู่เลย

                “ไม่หิวหรอ...” ผมวางมือลงบนบ่าทั้งสองข้างก่อนจะเลื่อนมือลงไปจับกับไว้เพื่อโอบอีกคน ก่อนจะเอาคางเกยไว้กับไหล่กว้างนั้น

                “ไม่หิวแล้ว” คำพูดห้วนๆถูกส่งกลับมา สายตาคมนั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษแผ่นเดิม

                “แต่งเพลงใหม่หรอ?” ผมมองตามสายตาไปยังโน้ตเพลงตรงนั้น

                “อื้ม” เหมือนเดิม.. ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมามากกว่า 3 คำ ย๊า... แบบนี้เค้าเรียกงอนชัดๆ

                “ก็น้องกลับมาพอดี.. มันช่วยไม่ได้นิหน่า...” ผมบุ่ยปากออก ก่อนจะกดคางลงไปที่ไหล่กว้างแล้วถูเบาๆ

                “...............” ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาเช่นเคย ผมทำได้เพียงกระชับกอดให้แน่นขึ้น

                “อย่างอนกันซี ยงกุกอา.. มันช่วยไม่ได้จริงๆ” ผมขยับตัวเข้าไปชิดให้มากขึ้น ก่อนจะหันมองคนที่ทำหน้านิ่งอยู่แบบนั้น

                “ง้อสิ” ในที่สุดเจ้าตัวก็ยอมรับว่าตัวเองงอนผมอยู่ ผมหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทางแบบนั้น งอนก็บอกว่างอนแต่แรกก็หมดเรื่อง จะมาวางฟอร์มทำไมกัน.. ผมค่อยๆเอี่ยวตัวเข้าไปหา ก่อนจะใช้มืออีกข้างดันใบหน้าของยงกุกให้หันมาทางผม ก่อนที่ริมฝีปากของผมจะประกบทับลงกับริมฝีปากของเขาทันที.. ในตอนแรกเจ้าตัวดูเหมือนจะตกใจ แต่เพียงไม่กี่วินาทียงกุกก็ตอบรับผม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน ริมฝีปากที่แนบสนิทของเราก็ละออกจากกัน

                “หายงอนยัง” ผมจ้องอีกคนตาไม่กระพริบ แล้วนั้นก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเขินหน่อยๆแล้วแฮะ.. นี้ผมทำอะไรลงไปนะ

                “ไม่ได้งอนตั้งแต่แรกแล้ว” คนที่ทำหน้าตายใส่ผมก่อนหน้าระบายยิ้มจนเหงือกเปิด ส่วนตัวผมได้แต่จ้องกลับไปนิ่งๆ

                “ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว” ยงกุกคลายมือที่ผมกอดเขาเอาไว้ออกแล้วเปลี่ยนมาเป็นการจับมือแทน ก่อนจะเดินนำผมไปทางประตู เสียงหัวเราะเฮฮาดังแว่วๆออกมาจากห้องครัว ผมพยายามจะดึงมือกลับเมื่อเดินมาถึงที่ห้องครัว แต่ก็ไม่เป็นผล ยงกุกกุมมือผมแน่นเกินไป ... เอาเถอะ เป็นไงเป็นกัน  หวังว่าจะไม่มีใครทักนะ...

                “พี่ฮิมครับ!” ผมสะดุ้งทันทีที่เสียงเรียกนั้นดังขึ้น มือที่ถูกยงกุกเกาะกุมอยู่ผมพยายามจะดึงออกแต่ก็ไม่ออกอยู่ดี ตอนนี้สิ่งที่ผมจะทำได้เองคือบังมือที่ถูกเกาะกุมเอาไว้และขานรับกลับไปยังแดฮยอนที่เรียกผมจากหัวโต๊ะ

                “ขอข้าวเพิ่มหน่อยสิครับ” แดฮยอนส่งผ่านจานมาทางยองแจมาที่ผม และพอดีกับที่ยงกุกปล่อยมือผมออกก่อนเจ้าตัวจะกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ผมรับจานเปล่ามาจากยองแจและตักข้าวพูนจานส่งกลับไปให้แดฮยอน

                “เอาข้าวออกให้หน่อยสิ” ยงกุกยื่นจานมาทางผม ผมทำได้แค่รับมันมาแล้วตักข้าวออกหนึ่งช้อน

                “ออกอีก” คนที่นั่งมองอยู่เท้าคางมองแล้วสั่งผม ผมชะงักมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม

                “กินแค่นี้จะอิ่มหรอ” คิ้วของผมขมวดเข้ากันโดยอัตโนมัติก่อนจะก้มลงมองข้าวในจานที่มีอยู่ไม่ถึงทัพพี

                “เดี๋ยวกิน.. ของหวานต่อ...” ยงกุกกล่าวหน้าตายในขณะที่ส่ายตานั้นส่งมาที่ผม.. และวูบหนึ่งที่ผมเห็นมันทอประกายออกมา.. แล้วไม่นาน.. ผมก็รู้สึกได้ว่าหน้าผมนั้นร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่คนอื่นจะเห็นแล้วทักผมจึงตัดสินใจก้มหน้าตักข้าวออกจากจานให้ยงกุกแล้วส่งคืนให้เขา ก่อนจะนั่งลงตรงที่ของตัวเองแล้วลงมือกับอาหารตรงหน้า



 

                ไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย คนแรกที่ขอตัวออกไปก่อนเป็นยองแจที่เจ้าตัวบอกว่าเหนียวตัวนักหนาแล้วจะขออาบน้ำก่อน ส่วนเจลโล่ที่ช่วยเก็บกวาดโต๊ะเรียบร้อยแล้วก็ไปนั่งจับเจ่าอยู่หน้าทีวีกับแดฮยอน หน้าที่หลักในการล้างจานตกเป็นของจงออบและผมที่อาสาขอช่วยเจ้าตัว ส่วนยงกุกก็กลับเข้าห้องเพลงไปจัดการกับงานที่ค้างเอาไว้ต่อ

                เมื่อผมล้างจานเสร็จพอดีกับที่ยองแจออกจากห้องน้ำกลับเข้าห้องไปนอนแล้วผมก็ไล่เด็กๆเข้าไปอาบน้ำทีล่ะคน จนครบ และผมเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปอาบ

                “ยังไม่นอนหรอเจลโล่” ผมทักเด็กน้อยที่นั่งจ้องทีวีตาไม่กระพริบ ใครบอกว่านอนดึกแล้วจะไม่โตนะ ยังไงๆผมก็เห็นว่าเด็กคนนี้โตขึ้นๆทุกวันจนหัวแทบจะชนประตูอยู่แล้ว

                “ยังไม่ง่วงเลยอ่าครับ” เจลโล่เงยหน้ามองผมก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

                “คนอื่นนอนหมดแล้วหรอ?” ผมชะเง้อมองไปรอบๆก็ไม่เห็นใครอื่นอีกแล้ว

                “น่าจะนะครับ เห็นเข้าห้องไปหมดแล้ว.. อ่อ ก็มีแต่พี่ยงกุกน่ะครับที่ยังไม่ออกมาจากห้องทำเพลง” เด็กน้อยเสนอความเห็น ก่อนจะหันกลับไปสนใจทีวีตรงหน้าต่อ ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปทางห้องเพลง มีเสียงกีต้าห์คลอเบาๆดังมาจากด้านใน ผมเคาะที่ประตูนั้นไปหนึ่งทีก่อนนจะถือวิสาสะเปิดเข้าไป

                “พอได้แล้วมั้ง ดึกแล้วนะ..” ผมปิดประตูลงก่อนจะเดินไปหายงกุกที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะแล้วกอดอกมองคนที่ก้มหน้าอยู่กับกีต้าร์ที่วางอยู่บนตัก ยงกุกเงยมองมาที่ผมก่อนจะวางกีต้าร์ลง มือเรียวยาวดึงมือของผมลง เพราะไม่ทันตั้งตัวทำให้ผมเซลงไปตามแรงและล้มลงนั่งจุ้มปุ้มอยู่บนตักของเจ้าตัวพอดี และเป็นทันทีที่แขนทั้งสองข้างจะโอบรอบตัวผมเอาไว้

                “ฉันแต่งเพลงใหม่ล่ะ..อยากให้นายช่วยดู” ยงกุกยกแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาให้ผมดู




 

편히 걸어 다니는 강남거리 มัม พยอนฮี มท กอรอ ทานีนึน คังนัมกอรี
( เราไม่สามารถเดินสบายๆ บนถนนคังนัม )


어두운 가로등 네온사인만이ออดูอุน บัม กาโรดึง เนอนซาอินมานี
( มีเพียงแค่แสงไฟนีออนข้างทางท่ามกลางข้ามมืดเท่านั้น.. )


우리 사이를 축복하는 꼴이 อูรี ซาอีรึล ชุกบกฮานึน อี โกรี
( ที่ช่วยอวยพรให้กับความสัมพันธ์ของเรา )


가슴 아프다 คาซึม อาพาดา
( หัวใจของผมเจ็บปวด )


많은 사람들 앞에서는 반가운 มานึน ซารัมดึล อาเพซอนึน บันกาอุน มัล
( ต่อหน้าผู้คนมากมาย )


한마디 건네는 애틋해 ทัน ฮันมาดี มท กอนเนนึน นา เอทึทเฮ
( ผมไม่สามารถเอ่ยคำใดๆได้เลย มันทำให้ผมกระวนกระวาย )


감성이란 틀보다 이성이란 틀안에 갇혀버린 우리가 คัมชองอีรัน ทึลโบดา อิชองอีรัน ทึลอันเน คาทยอบอริน อุรีกา
( เราติดอยู่ในกล่องที่มีแต่คำว่าเหตุผลมากกว่าความรู้สึก )




 

                ผมจ้องมองกระดาษแผ่นนั้น ที่มีเนื้อเพลงกำกับอยู่กับดนตรี ผมอ่านความหมายของมัน... และเข้าใจดี กอดของยงกุกกระชับมากขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะเอนหัวพิงกับตัวของผม

                “เป็นไง.. มันดีไหม?”

                “.....................” ผมไม่ตอบอะไรกลับไป นอกจากการพยักหน้ารับ ใจดวงเล็กๆของผมเริ่มเต้นรัวเพราะเพลงนั้น ทั้งผมและยงกุกนั่งเงียบๆอยู่ในห้องปิดสนิทอยู่นานหลายนาที ผมจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นอยู่เงียบๆและยงกุกที่หลังตาพิงตัวผมอยู่เงียบ...

                “รักนะ.. มากๆเลยด้วย..” จู่ๆยงกุกก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมา พร้อมกับอ้อมกอดที่กระชับผมมากขึ้น ความอบอุ่นจากเขาแผ่เข้ามายังตัวของผม.. รวมทั้งไปถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของผมด้วย

                “อืม.. เหมือนกัน มากกว่าเลยด้วย” ผมตอบรับกลับไปก่อนจะยกมือขึ้นกุมกับมือที่กอดรัดผมอยู่ ช่วยแผ่ความอบอุ่นจากมือคู่นี้ของผมไปยังตัวเขาเช่นกัน...  แล้วความเงียบก็เข้ามาปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้เงียบจนเกินไปแบบตอนแรก ผมได้ยินเสียงหัวใจ... หัวใจจากเขา .. และของผมที่ดังเป็นจังหวะไปพร้อมๆกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Part 2

                ผมไม่รู้ว่านี้กี่โมง.. ผมไม่รู้ว่าดึกแค่ไหน.. ผมนั่งกอดฮิมชานอยู่ตรงนี้ ถึงเจ้าตัวจะหนักไปหน่อย แต่ผมก็ไม่สนหรอก ขอแค่ได้กอดตัวนุ่มๆอุ่นๆแบบนี้ไปนานๆก็พอแล้ว ... แล้วยิ่งเจ้าตัวที่อาบน้ำมาใหม่ๆ กลิ่นสบู่อ่อนๆนี้ทำให้ผมแทบคลั่งแล้วอยากจะกอดเอาไว้ทั้งคืนเลย...

                “ไปอาบน้ำได้แล้วมั้ง..” จู่ๆ ฮิมชานก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมา ผมแกล้งทำเป็นหลับตาพิงเจ้าตัวต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

                “ยงกุกก...” เสียงกดต่ำแสดงถึงอารมณ์ที่ใกล้จะประทุเพราะโดนขัดใจ จากตอนแรกที่ฮิมชานกุมมือผมเอาตอนนี้เจ้าตัวเปลี่ยนมาเป็นแกะมือผมออกแทนแล้ว

                “ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ จะได้เข้านอน!” แล้วไม่ช้า มือนั้นก็ฟาดเข้าที่แขนของผมเสียงดัง พร้อมกับคิ้วมนๆที่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบว์

                “ไม่เอา..” ผมตอบกลับไปแล้วกระชับกอดให้แน่นเสียยิ่งกว่าเดิม

                “อาบน้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” แล้วมือของเจ้าตัวก็ฟาดรัวๆมาที่มือของผมเสียงชุดใหญ่ จนผมต้องลืมตาแล้วจับมือนั้นเอาไว้ .. ขืนปล่อยให้ดีต่อไปตัวผมต้องช้ำแน่ๆเลย

                “ยังไม่ได้กิน... ของหวานเลย” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกคนที่มองมาพอดี แล้วไม่ถึงวินาทีหน้าขาวๆนั้นก็ขึ้นเลือดฝานแดงแจ๋ไปทั่วหน้า

                “ไม่ต้องเลย น้องยังไม่นอน! เดี๋ยวน้องรู้” ข้ออ้างสารพัดที่ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆในวงถูกยกขึ้นมาอ้างอีกครั้ง แต่ผมไม่สนหรอก.. ผมเลื่อนกระดาษดินสอแล้วของที่อยู่บนโต๊ะ ไปไว้ตรงมุม ก่อนจะดันตัวคนที่นั่งอยู่บนตักผมขึ้นไปนั่งบนนั้น

                “ย๊าๆๆ บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ไงง”มือเรียวที่หลุดจากการเกาะกุมของผมตีรัวเข้าที่ไหล่ของผม ... ยงกุกดื้อครับ ยงกุกไม่สนหรอก... ผมลุกขึ้นยืนแล้ววางมือลงบนโต๊ะทั้งสองงข้างเพื่อกักฮิมชานเอาไว้ก่อนจะส่งยิ้มไปให้กับคนที่เม้มปากแน่นหน้าแดงคิ้วขมวดอยู่นั้น

                “ยงกุกอา.. เจลโล่ยังนั่งดูทีวีอยู่ข้างนอกอยู่เลยนา...” ตาใสๆทอประกายออดอ้อนพร้อมกับมือที่ยกขึ้นลูบๆที่หัวไหล่ของผมไปมา

                “ก็คนมันหิว...” ผมตอบกลับไปพลางยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้มหน้าลงไปชิด แล้วนั้นก็ยิ่งทำให้ฮิมชานดูเกร็งไปทั้งตัว ... หน้าที่ขึ้นเลือดฝาดยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ ... ท่าทางแบบนั้นน่ารักชะมัด..

                “ไม่เอา... นะ.. ยงกุกนะ...” มือเรียวยกมือขึ้นดันหน้าอกผมออก ผมจ้องมองลงไปในนัยน์ตานั้น แววตาใสๆเริ่มจะเออคลอด้วยน้ำตา.. ฮิมชานไม่ได้จะร้องไห้จริงๆหรอกนะครับ... แต่ท่าทางแบบนี้คือกำลังอ้อนอยู่ชัดๆ

                “ติดไว้ก่อนแล้วกัน..” ผมก้มลงจุ๊บกับริมฝีปากบางๆนั้นหนึ่งทีก่อนจะละตัวออก เก็บกระดาษโน้ตบางส่วนที่หล่นไปอยู่ที่พื้นขึ้นมาไว้บนโต๊ะ ฮิมชานที่ดูจะตกใจเล็กๆเมื่อได้สติก็กระโดดลงจากโต๊ะมาช่วยผมเก็บของทันที หน้าขาวๆก้มหน้างุดไม่พูดไม่จาอะไร ผมเหลือบมองท่าทางนั้นแล้วส่ายหัวออกมาเบาๆ ... ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ทำหรอกน่า.. อยากจะถนอมเอาไว้แบบนี้มากกว่า ...

                “ไปอาบน้ำด้วยนะ.. นอนก่อนล่ะ” เมื่อผมปิดห้องทำเพลงเรียบร้อย ฮิมชานก็ขอตัวกลับเข้าห้องไปนอนก่อน ผมพยักหน้ารับก่อนจะแยกย้ายเข้าห้องน้ำไป...




 

               ผมเดินกลับเข้ามาที่ห้องรวมเพื่อจะไปยังห้องนอนก็เจอกับทีวีที่เปิดค้างไว้ แล้วเจลโล่ที่นั่งหลับพิงโซฟาให้ทีวีดู .. ผมมองภาพนั้นก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ผมเดินไปทางทีวีและปิดมันลงก่อนจะเดินตรงมาที่โซฟาที่มีมักเน่ของวงนั่งหลับอยู่ ผมเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่เบาๆแล้วเขย่า

                “เจลโล่..”  ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมา ผมจึงเพิ่มแรงเขย่าแล้วเรียกอีกครั้ง และก็ได้ผม ตากลมลืมขึ้นแล้วจ้องมองผม

                “ไปนอนได้แล้ว” ผมละมือออกแล้วมองยิ้มๆ เจลโล่พยักหน้าให้กับผมก่อนจะยกตัวเองขึ้นเดินหาวเข้าห้องนอนไป ผมเดินสำรวจรอบๆว่ามีอะไรเปิดทิ้งเอาไว้ไหม ก่อนจะเดินตามเข้าห้องไป

                ตอนนี้ห้องนอนเงียบสนิท มีแสงสลัวๆจากไฟภายนอกส่องผ่านเข้ามาเท่านั้น ผมเดินคลำตามแสงไปยังที่นอนชั้นล่างของผม ผมตบหมอนสองสามทีและสะบัดผ้าห่มออกก่อนจะล้มตัวลงนอน

                ผมนอนลืมตาอยู่ในความมืดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางด้านข้างก็เจอเข้ากับฮิมชานที่นอนขดอยู่ข้างๆกัน ผมมองภาพตรงหน้านั้นแล้วยิ้มออกมา.. โครงหน้าสวยได้รูปหลับสนิท ปากบางๆเผยอออกมาเล็กน้อย ท่านอนขดๆนั้นอย่างกับเด็กๆแน่ะ ใครจะไปเชื่อว่าคนๆนี้จะมีอายุเท่าๆกับผม ผมมองผ้าห่มของฮิมชานที่กองอยู่ปลายเตียง ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นไปหยิบมันมาห่มให้กับอีกคน ผมนอนตะแคงข้างจ้องมองไปหน้านั้น ก่อนจะเลื่อนมือไปจับไว้กับมือเรียวของฮิมชานแล้วกระซิบผ่านความมืดไปเบาๆ..

 

                “ฮิมชาน.. หลับแล้วหรอ?”
                “...................” ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาที่ผม ห้องโดยรอบมืดและเงียบสนิท จนทำให้เสียงลมหายใจของคนที่อยู่ข้างผมดังออกมา

                “ฮิมชาน..”

                “ฮื้ม...”ผมลองเสี่ยงเรียกชื่อนั้นอีกครั้ง จนในที่สุดเปลือกตาที่ปิดสนิทก็ปรือขึ้น ดวงตากลมโตดำสนิทจ้องมองมาที่ผม ผมจ้องมองผ่านเข้าไปในดวงตาเงียบๆอยู่นาน จนทำให้เจ้าตัวต้องเอ่ยปาก

                “มีอะไร..” เสียงกระซิบๆแหบๆส่งกลับมาทางผม

                “ก่อนนอนต้องทำยังไง” ผมถามกลับไปให้เบาที่สุด แต่ให้ดังพอที่อีกคนจะได้ยิน มือขาวดึงผ้าห่มที่กองอยู่ตรงเอวผมขึ้นมาคลุม แล้วเอื้อมไปหยิบตุ๊กตาทิกเกอร์บนหัวเตียงยัดใส่อกผม ก่อนที่เจ้าตัวจะดึงหมอนข้างที่ก่ายอยู่ขึ้นมากอดแล้วทำท่าจะซุกหลับไปอีกรอบ

                “ไม่ใช่ซี..” ผมกระซิบถามซ้ำ กอดตุ๊กตาทิกเกอร์ไว้แนบอก ดวงตาที่กำลังจะปิดลงลืมอีกครั้งแล้วดึงรั้งคิ้วเรียวให้ขมวดเข้าหากัน

                “กู๊ดไนท์คิสก่อน” ผมเรียกในสิ่งที่ผมควรจะได้รับก่อนจะหลับตาลงแล้วเฝ้ารอ แต่ก็ได้รับเพียงปลายมือเย็นๆจากฮิมชานที่ดีเข้าให้ที่ปากของผม

                “เดี๋ยวน้องตื่น นอนได้แล้วยงกุก” ฮิมชานที่ถูกกวนการนอนดูเหมือนจะเหลืออด เจ้าตัวทำท่าจะพลิกตัวหนีแล้วสะบัดมือที่ผมจับอยู่ออก แต่กระต่ายน้อยอยู่กับพี่เสือแบบนี้แล้วจะให้รอดไปได้ยังไง ผมใช้แรงที่มีกระชับมือที่เหมือนจะหลุดนั้นแน่น แล้วดึงเจ้าตัวเข้ามาหา ในจังหวะที่เจ้าตัวทำท่าจะเอ็ดผมอีกครั้ง ผมก็ใช้โอกาสนั้นทาบทับริมฝีปากตัวเองลงไปปิดจนสนิท...

                “อื้อ” เสียงทวงสั้นๆเล็กๆดังขึ้นในลำคอ แรงดิ้นน้อยๆที่พยายามจะยื้อตัวเองออก กลายเป็นว่าทำให้ผมต้องกระชับกอดเข้ามาโดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายฮิมชานก็ยอมปล่อยให้มันเลยตามเลย




 

                กระต่ายน้อยไม่ดิ้นแล้ว..

                จากจูบหนักๆที่ผมกดลงไปเพราะต้องการสู้แรง กลายเป็นจูบที่ผมคลายออกแล้วแตะเพียงแผ่วเบา.. ผมไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตอนนี้ผมกำลังทำอะไรต่อ.. รู้แค่ว่ามือผมเลื่อนมาอยู่ที่เอวนุ่มๆนั้น แล้วลูบเบาๆ เสียงงึมงำจากลำคอของอีกฝ่ายดังแผ่วเบาในความมืด.. ยิ่งทำให้ผมแทบคลั่ง...




 

 

“พี่กำลังทำอะไรน่ะครับ!

แต่ความคลั่งของผมก็ถูกเบรกซะก่อน
จู่ๆเสียงของเจลโล่ก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา ผมกับฮิมชานแทบจะผละออกจากกันทันที ฮิมชานผุดลุกขึ้นนั่ง ตากลมเบิกกว้าง

                “พี่แดฮยอนนั้นมันมะเขือเทศของผมนะ!




 

            ละเมอสินะ..  



 

                ทั้งผมและฮิมชานเงยหน้าขึ้นมองเตียงชั้นสอง เสียงแว่วๆของมักเน่ของวงดังมาจากที่ตรงนั้น... ครับ เป็นธรรมดาที่เจลโล่มักจะละเมออะไรแปลกๆออกมาเสมอ ฮิมชานที่ดูตกใจในตอนแรกล้มกลับลงมานอนที่เดิม เสียงพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอกดังขึ้นผ่านอากาศ ส่วนผมได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆแล้วเฝ้ามองคนข้างๆที่จัดที่นอนเตรียมนอนอีกครั้ง

                “ฮิมชาน”

                “อะไร” เสียงห้วนสั้นตอบกลับมา.. กระต่ายน้อยเริ่มโมโหแล้วสินะ

                “กู๊ด..”

                “ไม่ต้องมาคิสแล้ว คราวนี้น้องได้ตื่นขึ้นมาเห็นจริงๆแน่” เสียงกระซิบแกมดุส่งกลับมาแทบจะทันทีที่ผมยังไม่ทันพูดจบประโยค

                “อะไรกัน ฉันแค่จะบอกว่ากู๊ดไนท์เฉยๆ.. แน่ะ.. อยากให้คิสอีกรอบหรอ?” ผมกลั้นหัวเราะแทบจะทันที ใบหน้าขาวเริ่มขึ้นสีเรื่อทันทีที่ผมหยอกกลับไป และแรงฟาดหนักๆเข้าที่ต้นแขนของผมเสียงดังลั่น ทำเอาผมแทบจะจุ๊ปากไม่ทัน

ฮิมชานไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าตัวสะบัดหน้าใส่ผม แล้วคลุมโปงหายเข้าไปในผ้าห่มผืนนั้น ผมกลั้นหัวเราะอีกครั้งกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้า ให้ตายสิ...

                ผมเลื่อนมือผ่านเข้าไปในผ้าห่มผืนนั้น แล้วคว้าเอามืออีกคนมากุมไว้ เจ้าตัวที่ดูไม่สบอารมณ์พยายามสะบัดมือผมทิ้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ผมกระชับมือให้แน่นขึ้นแล้วใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเบาๆจนอีกคนเริ่มที่จะโอนอ่อนแล้วยอมให้ผมจับ.. ผมเปลี่ยนจากการจับเป็นการประสานมือเข้าหากันและกระชับมันไว้ เจ้าตัวเองก็กระชับมือผมกลับเช่นกัน..

                ความอบอุ่นจากอีกฝ่ายแผ่เข้ามายังมือของผม.. ถึงมือนี้ผมจะไม่สามารถจับมันออกสื่อหรือเดินกุมมือกันในที่สาธารณะแบบคู่รักคนอื่น แต่ผมก็จะไม่มีวันปล่อยเด็ดขาด.. มือที่ผมจะจับเอาไว้.. ตลอดไป



 

                “ฮิมชาน.. รักนะครับ”

                “อื้อ..เหมือนกัน มากกว่าเลยด้วย”

 

 










 

아무도 몰래 사랑해  อามูโด โมลเร ซารางเฮ

( ไม่มีใครรู้ว่าผมรักคุณ )

 아무도 몰래 생각해  อามูโด โมลเร แซงกักเค  

( ไม่มีใครรู้ว่าผมคิดแต่เรื่องคุณ )

 세상에 너와 나만 알고 있는 사랑 เซซังเง นอวา นามัน อัลโก อิซนิน ซาราง

 ( ในโลกใบนี้ มีแค่คุณกับผมเท่านั้น ที่รู้เรื่องความรักนี้ )

 

 하루 종일 기억해 ฮารุ จงอิล นอล คีออกเค

 ( ทุกวันผมนึกถึงคุณ )

하루 종일 사랑해 ฮารุ จงอิล นอล ซารางเฮ

 ( ทุกวันผมรักคุณ )

 감옥이라도 좋아 하나 너만 있으면 살아  คัมอกกีราโด โชวา นอ ฮานา นอมัน อิซซือมยอน ซารา

 ( แม้ว่าจะถูกจองจำก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีคุณ ผมก็สามารถอยู่ได้ )




 

 

그래도 너만 사랑해 คือเรโด นอมัน ซารางเฮ
( ผมจะรักแค่คุณ )
그래도 너만 생각해 คือเรโด นอมัน เซงกักเค
( ผมจะคิดถึงแค่คุณ )
영원히 변치 않아 너와 나의 사랑 ยองวอนฮี พยอนจี อานา นอวา นาเย ซาราง
( ความรักของคุณกับผมจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง )

나보다 너를 사랑해 นาโบดา นอรึล ซารางเฮ
( ผมรักคุณมากกว่าตัวผมเอง )
나보다 너를 생각해 นาโบดา นอรึล เซงกักเค
( ผมคิดเรื่องคุณมากกว่าเรื่องของตัวเอง )
아무도 몰라도돼 하나 너만 있으면 살아 อามูโด โมลราโททเว นอ ฮานา นอมัน อิซซทอมยอน ซารา

( ไม่ต้องมีใครรู้ ขอแค่มีคุณ ผมก็สามารถอยู่ได้ )


END.

 










Talk :: รีดเดอออร์ ไรเตอร์ขอโทษกัยฟิคยาวนะคะ ดองนานมาก มากถึงมากที่สุดเลย คือไรเตอร์เรียนหนักมากเลย เอาชีสเค้กแดฮอนเป็นประกันค่ะ แต่ไรเตอร์ก็ยังไม่ปิดเรื่องหรอกนะคะ ยังคิดอยู่ว่าจะแต่งต่อแล้วหาทางอัพให้ได้เลย ขอโทษจริงๆนะคะ

ยังไงก็เอาฟิคสั้นเรื่องนี้มาไถ่โทษและแสดงตนว่าไรเตอร์ไม่ได้หายไปไหนก่อนนะคะ ขอโทษจริงๆค่ะ #คำนับสามหมื่นครั้ง 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ SweetToki จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 dkP0oN
    วันที่ 31 สิงหาคม 2557 / 00:36
    โอ๊ยยยยย หวานแบบออกสื่อไม่ได้ ;-;

    พี่บังมุ๊งมิ้งมากอ่ะ อ้อนกว่าพี่ฮิมอีก

    น่ารักมากค่ะ ;___;
    #2
    0
  2. วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 / 23:23
    สนุกมากกกกกกกก
    แอบจิ้นออบฮิมเบาๆ กร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    น่ารักดี แด้แจ้ตีกันทำไม แถมยังทำหอเลอะอีก
    บังชานหวานสุดๆ 55555555555
    #1
    0