วิฬาร์โลกันตร์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 30,099 Views

  • 460 Comments

  • 1,837 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    198

    Overall
    30,099

ตอนที่ 6 : แผนฆาตกรรมแมว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    27 พ.ย. 60


บ้านของแอรอนตั้งอยู่ในเขตแฮนค็อกพาร์ค เยื้องลงมาเล็กน้อยจากเมสโรสอเวนิว ซึ่งเป็นย่านที่คละเคล้าไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิกผสมผสานกับยุคปัจจุบัน มีทั้งบ้านที่สร้างแบบสมัยใหม่ และบ้านทรงโบราณทั้งแบบสเปนและทิวดอร์ บ่งบอกถึงอดีตอันเคยรุ่งเรืองของละแวกนี้

ไบรซ์ขับรถไปตามถนนกว้าง ผ่านหน้าอพาร์ตเมนต์ยุค 30 ซึ่งเป็นบ้านของแอรอน เขามองเข้าไปยังตัวอาคารแต่ไม่จอดลงดู  ชายหนุ่มเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ลาร์ชมอนต์บูเลอวาร์ด  เขาตัดสินใจจะให้เจมส์เป็นคนโทรหลอกล่อแอรอนให้ออกมา โดยไม่บอกว่าเขาก็อยู่ด้วย  

เจมส์มองอย่างมีความหวังเมื่อพวกเขาขับผ่านร้านอาหารไทยชื่อจันดารา และร้านอาหารเม็กซิกันที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ไบรซ์ก็ผ่านเลยไป และไปจอดเอี๊ยดตรงร้านสตาร์บัคส์

“ไหนคุณว่าเราจะไปกินกลางวันกันก่อน แล้วค่อยเรียกแอรอนออกมา” เจมส์กระพริบตาปริบๆ

“ก็นี่ไงอาหารกลางวันของนาย” ไบรซ์ชี้ไปยังร้านสตาร์บัคส์ “รูปร่างอย่างนี้ยังจะกินพิซซาอีกรึไง ฉันไม่พาไปกินร้านที่ขายเฉพาะอาหารแบบวีแกนก็บุญแล้ว”

เจมส์เงื่องหงอยในทันใด ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้านและหาที่นั่งตรงมุมที่จะมองไม่เห็นไบรซ์จากด้านนอก  ไบรซ์สั่งคาปูชิโนให้ตัวเอง และอนุญาตให้เจมส์สั่งพายกับเครื่องดื่มอีกหนึ่งแก้ว โดยห้ามเพิ่มวิปครีมหรืออะไรอย่างอื่นเด็ดขาด

“ทำไมเราไม่มาที่นี่ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ของคุณล่ะ ผมว่ามันออกจะเท่” เจมส์ดูดหลอดดังซู้ด พยายามสูบโกโก้เย็นทุกหยาดหยดเข้ากระเพาะ “ผมฝันอยากขี่รถมอเตอร์ไซค์เท่ๆ แบบนั้นมาตลอด แต่พ่อผมคงไม่อนุญาต”

ไบรซ์แค่นเสียงอย่างดูถูก  ไอ้เด็กนี่ไม่ได้สำเหนียกตัวเองเลย “คิดว่าฉันจะยอมให้ก้นอ้วนๆ ของนายแตะโดนรถของฉันเรอะ ฝันไปเถอะ”

ไบรซ์ส่ายหัว เขายืมรถของคิตมาขับ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ขัดขืนอะไรไม่ได้  เขาอ้างว่าแดนี่ของเขาไม่เหมาะที่จะขับมาสอดแนมดูบ้านแอรอน แต่ที่จริงแล้วไบรซ์มีเหตุผลอื่นอีก  เพราะถึงแฮนค็อกพาร์คจะเต็มไปด้วยบ้านสไตล์เก่าแก่ดูน่าทึ่ง แต่อย่าลืมว่ามันอยู่ไม่ไกลจากย่านดาวน์ทาวน์สักเท่าไร  ไบรซ์ไม่ได้มีปัญหากับพวกโฮมเลส แต่หวาดระแวงอย่างมากกับพวกโจรขโมยรถที่แพร่ระบาดยังกับเชื้อโรค แถมยังเป็นเชื้อโรคชนิดดื้อยาและตายยากซะด้วย  และถ้าต้องมีรถใครสักคนโดนขโมยหรือถอดอะไหล่ ก็ต้องไม่ใช่รถของเขา

ชั่วอึดใจ แอรอนก็ปรากฏตัว

ฝ่ายนั้นเดินเข้าประตูมาและสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนรัก และเมื่อเห็นเจมส์นั่งอยู่ แอรอนก็เข้าไปร่วมโต๊ะ โดยไม่ทันสังเกตเห็นไบรซ์ที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ และอำพรางใบหน้าด้วยหมวกเบสบอล

“แกมีอะไรวะ ทำไมต้องออกมาเจอกันด้วย รอให้มาร์ตี้กลับมาก่อนไม่ได้รึไง”  แอรอนพูด

“เขาไม่มีหรอก แต่ฉันสิมี” ไบรซ์ตบปุลงบนบ่าของแอรอน ฝ่ายนั้นหันมาและสะดุ้งโหยง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยกระนั่นซีดเผือดลงทันที

                ไบรซ์กดบ่าผอมบางของแอรอน เมื่อฝ่ายนั้นทำท่าจะลุกหนี

                แอรอนหันไปมองเพื่อน เจมส์ยิ้มแหยๆ และสารภาพ “เขาบังคับฉัน”

                ไบรซ์ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในการเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้แอรอนคายออกมาว่ายายเฒ่านั่นอยู่ที่ไหน

                “แกย้ายไปอยู่กับลูกสาวตรงหาดเวนิส” แอรอนตอบ

“ไปทำอะไรแถวนั้น” ไบรซ์พูดอย่างอารมณ์เสีย ที่จริงมันไม่ใช่คำถาม  เขาไม่สนหรอกว่ายายแก่นั่นจะไปเป็นหมอดูไพ่ยิบซี หรือจะไปเร่ขายของที่ระลึกตามชายหาด เขาแค่ขี้เกียจขับรถไปหาดเวนิส เขาไม่มีอารมณ์จะไปกินลมชมทะเล แค่อยากจบๆ เรื่องนี้ซะที ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่อยู่แถวโคเรียทาวน์หรือลิตเติลอาร์เมเนียนะ  สคิดโรว์ก็ยังได้ ...โอเค ไม่เอาสคิดโรว์ เขาไม่มีเงินมากพอจะให้ใครปล้น

“ลูกสาวของยายเอเลน่าเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ แถวนั้น” แอรอนอธิบาย

                “โอเค ฉันจะขับรถกลับไปส่งนายที่โรงเรียน” ไบรซ์ชี้ไปที่เจมส์ “ส่วนนาย ไอ้หนูแอรอน นายต้องไปที่โรงแรมนั่นกับฉัน อย่าปฏิเสธ เพราะนี่ไม่ใช่การขอความเห็น”

                 “กลับไปที่โรงเรียน คุณล้อเล่นรึเปล่า” เจมส์โวยขึ้นมา “พวกคุณจะไปทำอะไรสนุกๆ กัน แต่จะเอาผมไปทิ้งไว้ที่โรงเรียนเนี่ยนะ”

                ไบรซ์กับแอรอนมองหน้ากัน

                “นายเป็นคนเลือกเองนะ” ไบรซ์งึมงำ ก่อนจะพยักเพยิดไปทางรถที่จอดอยู่  ถ้าไอ้เด็กนี่เอาความกล้าแบบเพี้ยนๆ นี่ไปใช้กับคู่อริบ้างก็คงดี

หลังจากนั้นทั้งสามคนก็นั่งไปด้วยกันบนรถ มุ่งหน้าไปทางตะวันตก สู่หาดเวนิส   

ตอนนี้ไบรซ์รู้แล้วว่ายายเฒ่าที่ว่านั่นมีชื่อว่าเอเลน่า ซึ่งเคยทำงานให้เจ้าของบ้านคนเก่า ก่อนที่ครอบครัวของมาร์ตี้จะซื้อบ้านหลังนี้และย้ายมาอยู่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เอเลน่ายังคงทำงานดูแลแปลงดอกไม้ให้เจ้าของใหม่ในบ้านหลังเดิม จนกระทั่งอาการปวดหัวเข่ากำเริบหนัก ถึงขั้นทำงานต่อไม่ไหว ก็เลยต้องจำใจย้ายไปอยู่กับลูกสาวตรงหาดเวนิส

                ยายเฒ่าเอเลน่าจากไป  ทิ้งไว้แค่นิทานปรัมปรา ที่เคยเล่าให้คุณหนูมาร์ตี้ฟังตอนที่ฝ่ายนั้นนอนอาบแดดอยู่ข้างสระว่ายน้ำ

                ไบรซ์ล่ะอยากบีบคอยายเฒ่านั่นจริงๆ

                “แล้วทำไมมาร์ตี้ถึงมาเข้ากลุ่มกับพวกนายได้  แค่เป็นเด็กใหม่เท่านั้นเองน่ะเหรอ”

ไบรซ์ถาม เขาตั้งข้อสังเกตว่าที่จริงมาร์ตี้ หรือมาร์ติน รอธเทนเบิร์ก ดูจะเป็นเด็กที่มีบุคลิกหน้าตาอยู่ในระดับธรรมดาๆ ราบเรียบดาษดื่น กลืนหายไปกับผู้คนอย่างไร้การจดจำ แถมครอบครัวยังมีฐานะค่อนข้างดีมาก ผิดกับอีก 2 คนที่อยู่ในรถด้วยกันในรถกับเขาเวลานี้ ที่มองปุ๊บ ต่อมอยากรังแกก็บีบรัดปั๊บ เจมส์อ้วนมากไปนิด และสายตาก็ล่อกแล่กอยู่ตลอดเวลา ส่วนแอรอนก็ผอมซีดไปหน่อย แถมยังเพิ่มความน่าแกล้งด้วยการถือกล่องไวโอลินเดินร่อนไปทั่ว  และสิ่งที่ทั้งสองมีเหมือนกันก็คือความแหยไม่สู้คน

                “มาร์ตี้มันพลาด” เจมส์พูด พลางดื่มโกโก้แก้วใหม่ที่ออกเงินซื้อเอง “มันไปมองขาของดาโกต้า พอร์ตแมน แถมยังอาจหาญชมว่าตาเธอสีสวยยังกับดอกสวีทไวโอเล็ต”

                ภาพรางๆ ของใบหน้าเด็กผู้หญิงโผล่ขึ้นมาซ้อนกับชื่อที่ได้ยิน  ไบรซ์ย่นคิ้วเล็กน้อย เขาถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ “ดาโกต้า คนที่ขายาวๆ แล้วก็ผมสีทอง หน้าคล้ายๆ นางแบบที่ชื่อจีจี้รึเปล่า”

                หนึ่งใน 3 สาวที่เต๊าะเขาเล่นๆ ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้าไปที่โรงเรียนนั่นเอง

                เจมส์ดีดนิ้วเป๊าะ “งั้นคุณก็เข้าใจแล้วสิ ว่าทำไมมาร์ตี้มันถึงเพ้อขนาดนั้น แต่ตอนนั้นดาโกต้าเป็นแฟนอยู่กับไซมอน ใครก็รู้ว่าไซมอนน่ะโคตรใหญ่ในโรงเรียนนี้ แต่มาร์ตี้มันไม่รู้”

                ไบรซ์เข้าใจแล้ว ไอ้หนูมาร์ตี้ดันทะเล่อทะล่าไปจีบแฟนของขาใหญ่ประจำโรงเรียน ก็เลยต้องชดใช้โดยการกลายเป็นขยะ

                “แล้วทำไมคุณต้องตามหายายเอเลน่าด้วย” แอรอนตั้งข้อสังเกตขึ้นบ้าง “คุณเอาผิดกับแกไม่ได้หรอก สิ่งที่แกเล่ามันก็แค่ตำนานเพ้อเจ้อ คุณก็เห็นแล้ว  พวกเราโดนหลอก สัตว์อสูรไม่มีจริง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากความโง่ที่ดันไปทำท่อแก๊สระเบิดเข้า แถมพวกเราก็ยังห่วยเหมือนเดิมด้วย”

                ไม่-มี-อะ-ไร-เกิด-ขึ้น-เลย

                ไบรซ์แทบฟิวส์ขาด เขากำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วปูดโปน  เขากลั้นใจข่มอารมณ์ และพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“ถ้าแกพล่ามเรื่องนั้นต่ออีกคำเดียว ฉันจะจับแกทั้งคู่โยนออกจากรถ แบบที่พ่อแม่พวกแกต้องจัดงานศพแบบปิดฝาโลง เพราะศพของแกพรุนไปด้วยกระสุนปืนของฉันจนเละ กระทั่งสัปเหร่อยังช่วยอะไรไม่ได้”

                ทั้งแอรอนและเจมส์หุบปากฉับ

ไม่นานนัก รถของพวกเขาก็เลี้ยวเข้าสู่หาดเวนิส และไปจอดอยู่ตรงด้านข้างของตึก 2 ชั้นกลางเก่ากลางใหม่หลังหนึ่ง ตัวอาคารทาด้วยสีฟ้า มีเฉลียงเล็กๆ ยื่นออกมา มันคือโรงแรมที่แอรอนพูดถึง กลิ่นเค็มของเกลือจากทะเลปะปนอยู่ในอากาศ ท้องฟ้าเวลานี้เป็นสีฟ้าจัด และบรรยากาศก็ชวนให้นอนอาบแดดอยู่ริมหาด

“อ้อ ฉันจำเธอได้ เธอเคยมากับคุณหนูบ้านรอธเทนเบิร์ก”  สาวผิวเข้มเนียนแบบพวกลาติโน่พยักหน้า  เธอกวาดตามองยังพวกเขา และหยุดที่ใบหน้าของแอรอน เธอชื่อลูเซีย เป็นลูกสาวของแม่เฒ่าเอเลน่า

“แต่ฉันยังงงๆ เรื่องที่คุณบอกว่าแม่ฉันเป็น...อะไรนะ” เธอหันมาทางไบรซ์

“ผู้เชียวชาญด้านดูแลแปลงกุหลาบแบบดั้งเดิมครับ”  ไบรซ์พูดด้วยท่าทีน่าเชื่อถือ “ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ผมถึงได้พาเด็กๆ มาพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำในโครงการที่พวกเขาสนใจเป็นพิเศษ  สิ่งที่แม่คุณทำกับแปลงกุหลาบพวกนั้นบนที่ดินของครอบครัวร็อธเทนเบิร์ก คือการดูแลแบบธรรมชาติ  ไร้ซึ่งสารพิษ เปี่ยมด้วยความเอาใจใส่จากภายใน จากจิตวิญญาณอันไร้การปรุงแต่ง  เป็นสิ่งที่คนในยุคเราควรต้องเรียนรู้และดำรงรักษามันไว้”

ไบรซ์ตบท้ายด้วยการส่งยิ้มพิมพ์ใจ

ลูเซียย่นคิ้ว สีหน้าเหมือนไม่ค่อยเชื่อ “ฉันไม่ยักรู้ว่าแม่ฉันเก่งขนาดนั้น”

ไบรซ์รู้ทันทีว่าเสน่ห์ของเขาและการใช้คำยากๆ ใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ การต้องสู้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างแอลเอ หล่อหลอมให้เธอมองโลกด้วยฟิลเตอร์สีเทาๆ ตามที่ควรจะเป็น  ไบรซ์ตัดสินใจเปลี่ยนแนว

“และในฐานะที่ปรึกษาโครงการ” เขายื่นนามบัตรหัวหน้าบรรณารักษ์ของไฮสคูลฮิลล์ไซด์เพรพให้ “ผมขอแจ้งให้ทราบว่าทางโรงเรียนมีค่าตอบแทนให้ส่วนหนึ่ง เป็นการสนับสนุนโครงการดีๆ ของพวกนักเรียน เราจะส่งเช็คมาให้คุณหลังจากนี้ สำหรับการเสียเวลาและคำแนะนำอันมีค่าของคุณแม่คุณครับ  ผมรับรองว่าจะไม่รบกวนท่านนานนัก”

“อืม” ลูเซียพยักหน้าน้อยๆ เธอพิจารณานามบัตรเหมือนมันถูกส่งตรงมาจากทำเนียบขาว ทั้งที่มันคือนามบัตรบรรณารักษ์ธรรมดา และเปลี่ยนฟิลเตอร์เป็นสีลาเวนเดอร์ทันที

“ถ้าความรู้ในด้านทำสวนกุหลาบของแม่ฉันจะสร้างคุณประโยชน์ได้ขนาดนั้น  ก็คงน่าเสียดายถ้าฉันไม่ให้ความร่วมมือ เอาเป็นว่าคุณกับเด็กๆ คุยกับท่านในห้องไปก็แล้วกัน  แต่ฉันคงอยู่ด้วยไม่ได้ ฉันต้องทำงาน มีเตียงกับห้องพักอีกหลายห้องให้ต้องทำความสะอาด”

“ขอบคุณครับ” ไบรซ์ยิ้ม เขาคำนวณไว้แล้ว ว่าจะเอารายจ่ายส่วนนี้ไปใส่ไว้ตรงส่วนไหนของการฟื้นฟูห้องสมุด

 “อ้อ แต่มีอีกอย่างนะ นอกจากอาการปวดที่หัวเข่า ตอนนี้แม่ฉันเริ่มจะหลงลืมบ้างแล้วด้วย คุณอาจต้องใช้เวลามากหน่อยในการพูดคุยกับท่าน และอาจไม่ได้อะไรกลับไปเลย”

“โอ้...” ไบรซ์ไม่ได้คาดคิดในเรื่องนั้น

“แล้วนั่นจะเป็นปัญหาในการจ่ายเช็คมั้ย” ลูเซียเดาะลิ้น

“ไม่ครับ ไม่มี” ไบรซ์ย้ำให้เธอมั่นใจ “ยังไงเราก็จะส่งให้

หลังจากนั้น ไบรซ์ก็ได้พบกับยายเฒ่าเอเลน่าสมใจ  ฝ่ายนั้นนั่งอยู่ตรงเก้าอี้โยกข้างหน้าต่าง ในห้องซึ่งทางเจ้าของโรงแรมแบ่งส่วนให้เป็นที่พักของลูเซีย เธอกำลังดูรายการช็อปปิ้งทางทีวี

แอรอนโผล่เข้าไปและทักทาย  “สวัสดีครับเอเลน่า”

อีกฝ่ายหันมา และใช้เวลาครู่หนึ่งกว่ารอยยิ้มจะปรากฏ

“โอ้...คุณแอรอนนั่นเอง  แล้วคุณหนูมาร์ตี้ล่ะคะ” ยายเฒ่าเอเลน่าดูเหมือนคุณยายประเภทที่จะอบพายอร่อยๆ ให้หลานๆ กินทุกวัน ใบหน้าเธอเหี่ยวย่นและเป็นสีน้ำตาลเหมือนกาแฟใส่นม ผมยาวสีเทาเกล้าเป็นมวยอยู่บนศีรษะ 

“วันนี้มาร์ตี้ไม่มาครับ เขาไปซานตาเฟ่กับครอบครัว” แอรอนกระแอม “ผมมากับ...เอ่อ ใครบางคน”

ไบรซ์ก้าวเข้าไป

“ผมไบรซ์ คันนิงแฮม” ไบรซ์แนะนำตัว   “ผมอยากคุยเรื่องตำนานที่คุณเล่าให้เด็กๆ ฟัง”

“ตำนาน...?” อีกฝ่ายดูงงงวย

ไบรซ์ยิ้มเย็น เสียงเขากระด้าง “ตำนานเกี่ยวกับสัตว์อสูร หลังบานประตูที่ผนึกไว้ในสุสานเก่า”

เจมส์กับแอรอนถูกกันให้ออกไปรอข้างนอก  ไบรซ์ไม่อยากให้ไอ้เด็กเวรพวกนี้รู้เรื่องบ้าๆ อะไรเพิ่มอีกแล้ว และคำถามที่เขาจะถาม ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะให้บุคคลที่สาม สี่ หรือห้า มารับรู้ด้วย  ไบรซ์ไม่แคร์เด็กพวกนั้น แต่ก็ไม่ได้อยากให้ใครคิดว่าเขาเป็นไอ้บ้าปัญญาอ่อน ที่เชื่อนิทานหลอกเด็ก จนเก็บไปจินตนาการว่ามีแมวผีโผล่เข้ามาในบ้าน

จินตนาการบ้าอะไรจะจูบได้ดูดดื่มขนาดนั้น

สิ่งที่ยายเฒ่าเอเลน่าบอกเขา เป็นเรื่องเดียวกับที่เด็กพวกนั้นเคยพูดเอาไว้ การใช้สัตว์ เลือด และไฟ ในการเชิญอสูรขึ้นมาจากนรก แต่มีรายละเอียดเชิงลึกอีกหลายอย่างเพิ่มเติมเข้ามา และไบรซ์พูดได้เลยว่าเขาไม่ชอบสักอย่าง

ปรากฏว่าเจ้าของเดิมที่เคยครอบครองบ้านของครอบครัวมาร์ตี้ เป็นทายาทคนหนึ่งของมหาเศรษฐีชาวกรีกซึ่งมีชื่อว่าซาวิริส เขาเป็นทั้งเจ้าของบ้านหลังนั้นและอสังหาริมทรัพย์อีกหลายแห่งในแคลิฟอร์เนีย  และที่น่าทึ่งก็คือ เขาเคยเป็นเจ้าของที่ดินผืนที่ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมปลายฮิลล์ไซด์เพรพ

“เขาเป็นคนสร้างไอ้นั่นเหรอ” ไบรซ์นึกถึงแผ่นหินทรงหกเหลี่ยมกลางลานน้ำพุในอาคารหอสมุด ที่มีอักขระโบราณสลักไว้บนนั้น ”แผ่นหินแปลกๆ  ที่สร้างไว้บนที่ดินของโรงเรียนน่ะ”

“สร้างไว้ตรงสุสาน” ยายเฒ่าเอเลน่าแก้ให้

สีหน้าของเธอเวลานี้ดูไม่เหมือนคุณยายใจดี แต่ดูเหมือนแม่มดมากกว่า และยิ่งตอนนี้ที่ไบรซ์รู้ว่าเธอเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของคนตระกูลนั้นมาแต่แรก  ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวฟังดูน่าขนลุกยิ่งขึ้น ไบรซ์จะไม่แปลกใจเลย ถ้ายายเฒ่านี่จะมีงานอดิเรกเป็นการสะสมหัวกะโหลก “มันคือทางเชื่อมสู่นรก  เป็นฝีมือของซาร์วิริสคนพ่อ”

“เขาทำไปทำไม” ไบรซ์พูดอย่างอัดอั้นตันใจ “คนประเภทไหนที่อยากมีของแบบนั้นไว้ในบ้าน ประตูเชื่อมไปหานรกเนี่ยนะ บ้าจริงๆ”

“คิดว่าตระกูลเขารวยได้เองเรอะ” ยายเอเลน่าแค่นเสียง

“หมายความว่าไง”

“มันคือมรดกตกทอด  เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ และมันเคยมอบพลังอำนานอันยิ่งใหญ่ให้กับบรรพบุรุษของพวกเขา แผ่นหินนั่นถูกย้ายมาจากที่อื่น และจะต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี ในที่ซึ่งจะไม่มีใครเข้าไปพบได้ง่ายๆ ถึงต้องสร้างอาคารครอบมันไว้ไงล่ะ”

ยายเอเลน่าส่ายหัว และพูดต่อ “แต่ซาวิริสคนลูกน่ะไม่สนใจเรื่องนั้น เขาเกิดในยุคที่เทคโนโลยีทำได้ทุกอย่าง เขาเชื่อในความสามารถของมนุษย์  ส่วนพลังอำนาจจากอดีต และจิตวิญญาณเก่าแก่ก็กลายเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อไม่ได้  ตอนนี้เด็กนั่นขายสมบัติที่อยู่ในเมืองนี้ แล้วก็ย้ายไปอยู่สกอตแลนด์กับเมียที่เป็นนางแบบ หรืออาจจะเป็นนักแสดง หรือไม่ก็พยาบาล ฉันก็จำไม่ค่อยได้ เขาเปลี่ยนเมียบ่อยเกินไป”

ไบรซ์รู้สึกสิ้นหวัง เขารู้สึกเหมือนถูกลอยแพไว้กลางทะเล และบนแพมีเพียงเขากับยายเอเลน่า

“คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

เอเลน่ากะพริบตา “ฉันรู้ได้ยังไงน่ะเรอะ”

“อืม พวกเขาจดบันทึกไว้หรืออะไรแบบนั้นหรือเปล่า” ไบรซ์ต้องการสมุดบันทึกนั่น หรือจะเป็นเอกสารอะไรก็ตาม ที่อาจจะช่วยให้เขาพบวิธีหลุดพ้นจากไอ้แมวนรก

“ไม่มีหรอก คนโง่เท่านั้นที่จะทำอะไรให้เหลือหลักฐานสืบค้นได้ง่ายๆ แบบนั้น พวกเขาบอกเล่าต่อกันด้วยคำพูดและฉันใช้วิธีแอบฟัง”

“ห๊ะ?

“ฉันฟังมาตลอดนั่นแหละ หลบอยู่หลังผ้าม่าน ซ่อนอยู่ในซอกระหว่างตู้หนังสือ หมอบอยู่ใต้เตียงของคุณหนู และอะไรจะดีเท่าบันทึกไว้ในนี้” ยายเอเลน่าเคาะนิ้วตรงขมับด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์

 ไบรซ์อยากระเบิดขมับนั่นจริงๆ ถ้าไม่คิดว่าของที่อยู่ข้างในนั้น เป็นสิ่งเดียวที่อาจจะช่วยเขาได้

“แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้สัตว์อสูรกลับลงไปนรกได้บ้าง หมายถึง ในกรณีที่ดันไปทำลายผนึก แล้วเปิดประตูให้สัตว์อสูรออกมาน่ะ”

“คุณเปิดทางให้สัตว์อสูรออกมางั้นเรอะ” ยายเอเลน่าเบิกตาโต และยกมือขึ้นมาทาบที่อก “โอ้ว...พระเจ้า”

“เปล่า..เปล่า” ไบรซ์รีบโบกมือ เขาไม่มีวันคายทุกอย่างให้ยายแก่ประเภทที่แอบอยู่ใต้เตียงเด็กเพื่อแอบฟังความลับชาวบ้าน ได้รู้เรื่องของเขาหรอก “ถามไว้เป็นความรู้เท่านั้นเอง ผมสงสัยและติดใจเรื่องนี้  อยากรู้เรื่องราวทั้งหมด คิดว่ามันน่าทึ่งและชวนพิศวงมาก  และพวกเด็กๆ ก็ไม่ได้ความกระจ่างอะไรนัก พวกนั้นรู้แค่วิธีเชิญสัตว์อสูรขึ้นมา เพื่อขอพลังอำนาจในการทำลายศัตรูอะไรประมาณนั้น”

ดวงตาของยายเอเลน่าวับวาวขึ้นมาวูบหนึ่ง ไบรซ์รู้ทันทีว่าเขาพลาดแล้ว

“คุณหนูมาร์ตี้ไม่ได้ถามฉันเปล่าๆ หรอกนะ”

“หือ?” ไบรซ์เลิกคิ้ว

ยายเอเลน่าไอค่อกแค่ก “โอย...สุขภาพฉันไม่ค่อยดี ลูกสาวก็ไม่ค่อยให้กินอะไรดีๆ เลย  ...พ่อหนุ่ม ช่วยรินน้ำให้ฉันหน่อยเถอะ”

 ไบรซ์กุลีกุจอรินน้ำใส่แก้ว และนำมาจ่อให้ถึงปาก

ยายเอเลน่าจิบน้ำ  ก่อนจะคว้าหมับที่มือของไบรซ์  ตาสีน้ำตาลมัวซัวนั้นจ้องเป๋งที่ใบหน้าของไบรซ์ “ช็อกโกแลตทรัฟเฟิล”

“หือ?”

“ยี่ห้อโกดิว่า ฉันชอบเคยเห็นคุณผู้หญิงซื้อมาครั้งละ 2-3 กล่อง แต่คนรับใช้อย่างเราไม่มีสิทธิ์ได้ลิ้มรสมันง่ายๆ หรอก นอกจากว่ามันจะบังเอิญเหลือติดกล่องอยู่สักชิ้น แล้วคุณผู้หญิงก็ทิ้งมัน  และลูกสาวฉันก็ไม่มีทางซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนั้นให้ฉันกินแน่ ฉันเป็นยายแก่ใกล้ตายคนหนึ่ง ที่คงตายไปโดยที่ได้แค่ฝันถึงความหอมหวานนั้น”

ไบรซ์อึ้ง เขากำลังถูกรีดไถโดยยายแก่วัยไม้ใกล้ฝั่ง ชายหนุ่มกัดฟันกรอด “คราวหน้าผมจะซื้อมาฝากก็แล้วกัน   2 กล่องเลยก็ได้”

อีกฝ่ายไม่ยอมตกหลุม “ฉันหิววันนี้”

สักพักใหญ่ ชอคโกแลตโกดิว่ากล่องใหญ่ ก็มาอยู่ในมือของหญิงชรา ไบรซ์มองดูฝ่ายนั้นบรรจงหยิบดาร์คช็อกโกแลตวนิลามูสทรัฟเฟิลลูกกลมๆ เข้าปาก ด้วยความรู้สึกเหมือนเห็นฝ่ายนั้นกำลังเขมือบเลือดเนื้อเขา

ยายเอเลน่ากัดกร้วม และทำสีหน้าเปี่ยมสุข

ไบรซ์ถามด้วยเสียงห้วนกระด้าง “จะคุยต่อได้รึยัง”

“หือ? ว่าไงนะ” ยายเอเลน่าได้สติจากสวรรค์ชั้นช็อกโกแลต “อ้อ...เรื่องของสัตว์อสูร”

ไบรซ์ถอนใจ

“อืม” เธอทำท่าครุ่นคิด “ฮาเธอร์... ดูเหมือนว่าครั้งแรกที่สัตว์อสูรถูกเชิญขึ้นมาบนโลก ผู้เชิญได้เรียกสัตว์อสูรนั้นว่า ฮาเธอร์ เฮเธอร์ หรือฮาทอร์นี่แหละ”

ไม่ใช่เฟลิซคาตัสหรอกเหรอ?

“ว่าต่อเลย” ไบรซ์พูด

“เขาเชิญสัตว์อสูรขึ้นมา ขอให้ช่วยทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายที่คุกคามอยู่ในโลกมนุษย์  สัตว์อสูรยอมรับในข้อตกลง ต่างฝ่ายต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน และได้รับในสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการ อาหารอันอุดมสมบูรณ์  การทำลายล้างศัตรู และอำนาจ”

“ไอ้เบื๊อกนั่นเป็นใคร” ไบรซ์ถามด้วยความคันปาก

“ใครบางคนที่มีอำนาจล้นฟ้า” เอเลน่าตอบแบบมีลับลมคมนัย

ไบรซ์กลอกตา เห็นชัดๆ ว่ายายเฒ่าตัวแสบนี่ไม่รู้หรอกว่าคนที่เชิญสัตว์อสูรขึ้นมาคนแรกน่ะเป็นใคร แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งที่เขาต้องรู้ก็คือการต่อกรกับมัน

“แล้วเขาทำยังไง สัตว์อสูรถึงได้ยอมช่วย”  เอาตรงๆนะ ดูจากท่าทีและการกระทำชั่วๆ แต่ละอย่างที่เฟลิซคาตัสทำ เขามองไม่เห็นเลยว่าอย่างมันจะทำข้อตกลงอะไรกับใครได้

“คุณจำแผ่นหินที่สลักอักขระโบราณนั่นได้หรือเปล่า ที่เป็นประตูสู่อีกโลก”

แผ่นหินทรง 6 เหลี่ยมที่เคยอยู่กลางลานน้ำพุในอาคารห้องสมุด ก่อนที่อาคารจะพังพินาศเพราะเฟลิซคาตัสอยากพ่นไฟเล่นนั่นน่ะเหรอ ไบรซ์พยักหน้า “จำได้”

“มันไม่เชิงว่าถูกนำไปจัดวางไว้กลางสุสานหรอก อย่างน้อยตอนแรกก็ชัดเจนกว่านั้น”

“หมายความว่าไง”

“ประตูนั่นอยู่ท่ามกลางสิ่งที่สัตว์อสูรต้องการ ...มนุษย์เป็นๆ  สัตว์อสูรต้องดื่มกินเลือดและเนื้อของมนุษย์จนพอใจ เศษซากที่เหลือกระจายเกลื่อนบนผืนดินและถูกกลบฝังโดยธรรมชาติ  ซึ่งก็หมายความว่า แผ่นหินไม่ได้จัดวางอยู่ท่ามกลางสุสานตั้งแต่แรก  แต่ทุกศพในบริเวณนั้นคือเครื่องสังเวยต่างหาก”

ไบรซ์รู้สึกเหมือนจะอ้วก ท้องไส้เขาปั่นป่วน เขาต้องฆ่ามนุษย์กี่คนเพื่อให้ไอ้แมวนรกนั่นพอใจ จนกระทั่งบันดาลอะไรๆ ให้เขา ไบรซ์ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนักหนา แต่ถ้าจะให้หลอกพวกคนจรจัดมาขังไว้ แล้วส่งให้เฟลิซคาตัสเชือดกินอย่างเหี้ยมโหดแบบนั้น มันก็เกินไป

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ไม่มีทางเลยที่เขาจะทำให้มันพึงพอใจได้ขนาดนั้น และถ้าสักวันหนึ่งมันเกิดเบื่อเขาขึ้นมา มันก็คงกินเขาเข้าไปด้วย  มันอยากอยู่แล้วนี่  

ไบรซ์เหลือทางเลือกเพียงทางเดียว...กำจัดมัน

“แล้วเราจะกำจัดสัตว์อสูรได้ยังไง” เขาถามออกไป  

“กำจัด?”

“ใช่ ทำลายมัน หรือไม่ก็ส่งมันกลับนรก มันต้องมีวิธีสิ! ไม่งั้นจะมีการเชิญมันขึ้นมาอีกครั้งได้ไง ก็เพราะมันเคยโดนถีบหัวส่งกลับลงไปนรกมาก่อนหน้านี้ยังไงล่ะ”

“วิธีน่ะมี”

“ยังไง” ไบรซ์ถามกลับทันที

“ฉัน...ฉันนึกไม่ออก”

...อะไรนะ

ไบรซ์นิ่งอึ้ง เขาเบิ่งตามองยายเอเลน่า ที่ตอนนี้ไม่กล้าสบตาเขา

“มันอยู่ในหัว....โอย ทำไมคิดไม่ออก” ยายเอเลน่ามีสีหน้าอึดอัดใจอย่างไม่ได้เสแสร้ง “ฉันเคยรู้ แต่ทำไมมันถึงคิดไม่ออก”

...ยายเฒ่าตัวแสบ ไบรซ์กำมือแน่น เขาอยากจับตัวอีกฝ่ายขึ้นมาเขย่าแรงๆ

“เดี๋ยวนะ” ฝ่ายนั้นพูดขึ้นมาเหมือนนึกได้ ทันเวลาก่อนที่ไบรซ์จะถึงขั้นขาดสติ มีสสารบางอย่างบนโลก ที่ส่งผลต่อสัตว์อสูร และเคยถูกนำมาใช้เพื่อจัดการให้สัตว์อสูรจากไป”

สสารอะไร

ยายเอเลน่าเอามือกุมหัว “ฉันไม่รู้! ถ้าจำได้ก็บอกไปแล้ว ฉันนึกออกแค่ว่ามันมาจากพืช อาจเป็นอาหาร ไม่สิ เหมือนจะเป็นเครื่องดื่ม”

“เครื่องดื่มแบบไหน แล้วมีผลกับสัตว์อสูรยังไง?” ไบรซ์แทบจะตวาด

“จะไปรู้เรอะ! อะไรที่มันมีผลกับสัตว์ประเภทแมว ก็คงมีผลกับสัตว์อสูรนั่นแหละ ก็รูปลักษณ์มันเป็นแบบนั้นนี่ โอย..ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันปวดหัว ฉันต้องนอน”

ยายเอเลน่าลุกขึ้น และโผเผไปที่เตียง

“เดี๋ยว.. จะมาพูดค้างไว้แบบนี้ไม่ได้นะ!” ไบรซ์ก้าวตามไป เขาคว้าหมับที่ต้นแขนเหี่ยวๆ เขาจะจับยายแก่นี่เหวี่ยงไปรอบๆ  จนกระทั่งความจำมันกระเด็นออกมา

แอ๊ด...

บานประตูเปิดออก  ลูเซียก้าวเข้ามา เธอมองที่มือไบรซ์ซึ่งยังจับอยู่ที่แขนของยายเอเลน่า  พลางขมวดคิ้ว

“ผม..เอิ่ม กำลังจะประคองแม่คุณไปที่เตียง” ไบรซ์พูด

“อืม” ลูเซียพยักหน้า “ได้เรื่องราวอะไรมั้ย”

“ก็ยังไม่มากเท่าที่ทางเราต้องการครับ”

“ถ้างั้นคุณต้องมาวันหลังแล้วละ” ลูเซียบอก “แม่ฉันต้องกินยาแล้วก็พักผ่อน”

“ขอเวลาอีกสักครู่ได้ไหมครับ เรายังมีอะไรต้องคุยกันอีกหลายอย่าง”

ยายเอเลน่าครางฮือ และขยับเข้าไปหาเตียง “ฉันอยากนอน”

ไบรซ์ข่มอารมณ์ เขาหันไปปั้นยิ้มใส่ลูเซีย “อีกครู่เดียวนะครับ”

“ไม่ได้ค่ะ” ลูเซียสั่นหน้า และตรงเข้าไปหาแม่ของเธอ  “ถ้าแม่เพลีย ต่อให้คุณนั่งเฝ้าเป็นชั่วโมง ก็ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ แล้วมันก็จะทำให้ท่านหงุดหงิด และอารมณ์เสียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ  ซึ่งคนลำบากก็คือฉัน”

ไบรซ์มองลูเซียที่ประคองแม่ของเธอไปนั่งที่เตียง  ส่งยาและน้ำให้ ก่อนที่ยายเอเลน่าจะเอนกายลงนอนและหลับตาพริ้มราวกับจะจำศีล 

เขาได้แต่กัดฟันพูดออกไป “ไว้ผมจะมาใหม่นะครับ”

 

ไบรซ์ส่งแอรอนที่บ้าน และขับรถกลับไปที่โรงเรียน เพื่อไปเอาคอมพิวเตอร์แลปท็อปเครื่องใหม่ที่เพิ่งจะส่งมาถึง เขาขึ้นบันไดไปยังชั้น ซึ่งเป็นห้องทำงานชั่วคราว  มินนี่นั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย เธอแวะมาช่วยงานหลังเลิกเรียนตามที่เคยทำ

“ไบรซ์คะ หนูว่าเราต้องเลือกคนที่จะมาทำหน้าที่บรรณารักษ์อาสาแล้วค่ะ งานเราเยอะมาก” มินนี่รายงาน

“เธอกับคิตเลือกเลย” ไบรซ์พูดโดยไม่หันไปมอง เขารู้สึกปวดเมื่อยตรงบ่าทั้งสองข้างอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มใช้มือกดบีบสลับแต่ละฝั่งเพื่อบรรเทาอาการ  พลางเปิดกล่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ออกดู  เขามีความจำเป็นต้องใช้มัน

“คุณว่าแบบนั้น ก็ตามนั้น” มินนี่ยักไหล่ ก่อนจะลุกขึ้นและเดินไปหาไบรซ์ เธอยื่นถุงใบหนึ่งให้เขา

ไบรซ์เหลือบมอง พลางเลิกคิ้ว

“ฝากให้เฟลิซคาตัสค่ะ”

ไบรซ์รับไปและเปิดดู ในถุงนั่นมีลูกบอลเป่าลม ไม้ล่อแมวที่มีพู่ตรงปลาย และปลอกคอหนังสีน้ำตาลที่ปั๊มตัวอักษร F ไว้บนนั้น ไบรซ์ถึงกับเหวอ

“หนูขอให้คิตแวะจอดตรงร้านเพ็ตช็อปให้น่ะค่ะ  เฟลิซคาตัสเป็นแมวที่สวยมากนะคะ ถ้าไม่มีปลอกคอ มันต้องโดนบ้านอื่นจับตัวไปแน่ ปลอกคอนั่นที่จริงเป็นไซส์ของสุนัขค่ะ หนูว่ามันคงใหญ่พอดี”

“โอเค” ไบรซ์ผงกหัวหงึกหงัก “มันคงซาบซึ้งน่าดู”

 

ไบรซ์กลับไปถึงบ้านในตอนเย็น เขาเอารถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดในโรงรถ ซึ่งเป็นที่ที่สะอาดและได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในบ้านหลังนี้ เขาลูบไปบนตัวถังโลหะเรียบลื่นและเบาะสีดำของแดนี่อย่างรักใคร่  ก่อนจะก้าวออกมา ไบรซ์เดินออกมาได้แค่ 3-4 ก้าว เขาก็ต้องหยุด ชายหนุ่มวางกล่องคอมพิวเตอร์แลปท็อปลง และเอามือนวดไหล่แต่ละข้างของตัวเอง ที่หนักอึ้งและปวดหนึบมากขึ้นทุกที บางทีพรุ่งนี้เขาน่าจะแวะไปหาหมอ หากว่าอาการมันแย่ลงอีก

แล้วไบรซ์ก็รู้สึกถึงการมาถึงของอะไรบางอย่าง เขามองที่ประตูโรงรถ ชายหนุ่มเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ เมื่อเห็นเฟลิซคาตัสยืนอยู่ตรงนั้น ตัวสูง แผ่นอกเปลือยอันตึงแน่น และดวงตาสีเข้มคมปลาบ

“อะไร” ไบรซ์ส่งเสียงออกไป พยายามบังคับให้ฟังดูกล้าหาญ

เฟลิซคาตัสไม่ตอบ แต่ก้าวตรงเข้ามาเขา ไบรซ์ตัวแข็งทื่อเมื่อฝ่ายนั้นกอดเขา ฝ่ามือแข็งแรงลูบตรงบั้นเอว และรั้งให้แนบชิดกัน กึ่งบังคับกึ่งอ่อนโยน ไบรซ์ตั้งตัวไม่ติด และกว่าเขาจะทันคิดอะไรได้ เขาก็ถูกจูบ

ไบรซ์ไม่ได้หลับตา ...หมายถึงในช่วงแรกๆ ของการจูบ ซึ่งยังเป็นการปัดป่ายและดูดเบาๆ บนริมฝีปาก  แต่พอเริ่มมีลิ้นมาเกี่ยวข้อง  เปลือกตาเขาก็หรี่ปรือ และกลายเป็นหลับพริ้มในเวลาต่อมา ...บ้าจริง มันจูบเก่งโคตรๆ เขาเผลอจูบตอบไปพอสมควรเลยด้วย

ไบรซ์ชอบการจูบ สำหรับเขาแล้ว การจูบอย่างมีชั้นเชิงคือการโหมโรงได้เร้าอารมณ์พอๆ กับการลูบสัมผัสตรงนั้นของกันและกันเลยด้วยซ้ำ

และขณะที่มือไม้ของไบรซ์เริ่มจะอ่อนลง  เฟลิซคาตัสก็เลื่อนมากระซิบที่หู

“เด็กดี...เจ้าพกอาหารมาด้วย”

ไบรซ์ขยับมองหน้าอีกฝ่ายอย่างงงๆ   เฟลิซคาตัสยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะตะปบอย่างแรงลงบนบ่าของไบรซ์

“โอ๊ย!

ไบรซ์ร้องออกมา ในเวลาเดียวกับที่มีเงาดำลอยพุ่งออกมาจากบ่าเขา และเคลื่อนหนีไปทางด้านหลัง ความหนักอึ้งปวดหนึบหายไปในทันที ไบรซ์เบิกตากว้าง เมื่อเฟลิศคาตัสเปลี่ยนร่างในชั่วพริบตา จากชายหนุ่มรูปงามกลายเป็นแมวสีเทาเงินตัวโต และกระโจนข้ามไหล่เขาไปอย่างรวดเร็ว

ไบรซ์หันตัวกลับไปมอง ก่อนจะร้องเสียงหลง “อย่า!

แคว่ก!

เล็บคมกริบของเฟลิซคาตัสตะกุยผ่านเบาะหนังสีดำเป็นเงาของรถมอเตอร์ไซค์ BMW รุ่น R69S สุดคลาสสิก เนื้อเบาะฉีกขาดแยกออกจากกันทันที ขณะที่กรงเล็บอีกข้างปัดผ่านตัวถังเพียงเบาบาง ส่วนหัวของเฟลิซคาตัสขยายใหญ่ มันใหญ่โตจนดูผิดสัดส่วนเมื่อเทียบกับลำตัวที่มีขนาดเท่าสุนัขป่า  ปากอ้ากว้างงับเข้าไปในกลุ่มควันสีดำ และสิ่งที่ได้กลับมาคือสัตว์ประหลาดตัวแบนยาว และมีหน้าตาพิลึกเหมือนปลาไหลมอเรย์  

เฟลิซคาตัสสะบัดร่างสัตว์ประหลาดไปฟาดกับผนังโรงรถ เศษปูนและอิฐแตกร่วง  ร่างที่เหมือนปลาไหลขนาดใหญ่กระเด็นหวือเด้งกลับมา แมวยักษ์กระโจนงับอีกครั้ง สัตว์ประหลาดส่งเสียงกรีดร้องแปลกหู ก่อนจะสลายกลายเป็นควันสีดำจางๆ ระเหยหายไปในอากาศ

 เท้าของเฟลิซคาตัสแตะลงพื้น มันไม่ได้เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ แต่ยังคงเป็นแมวขนาดใหญ่ขนนุ่มฟู

“มันคือปีศาจปลาไหลทะเล” เฟลิซคาตัสบอก “ปีศาจกระจอกที่แอบแฝงเกาะมาบนร่างเจ้า และรอจังหวะที่จะเลื้อยเข้าไปกินอวัยวะภายในตอนที่เจ้าหลับ รสชาติพอทน ใช้เป็นอาหารว่างของข้าได้”

ไบรซ์ยืนตัวแข็งอยู่ที่เดิม คำพูดของเฟลิซคาตัสผ่านเข้าหูเขา ไหลเฉียดสมอง และรินทิ้งทางใบหูอีกข้าง โดยที่ไบรซ์แทบไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ  ตาเขาเบิ่งค้างไปยังมอเตอร์ไซค์ที่เบาะขาดกระจุยเป็นชิ้น  ขณะที่ตัวถังมีรอยครูดเป็นทางยาว หัวใจเขาแตกสลายไม่มีชิ้นดี

ชั่วอึดใจ ไบรซ์ก็เดินตึงๆ เข้าไปในบ้าน เขามุ่งตรงไปยังห้องนั่งเล่นขั้นล่าง และฉีกทึ้งกล่องคอมพิวเตอร์แลปท็อปกระจุยกระจายราวกับคนบ้า ชายหนุ่มกดเปิดคอมพิวเตอร์อย่างคั่งแค้น  เขากระแทกนิ้วพิมพ์รัวๆ เหมือนจะพังแป้นคีย์บอร์ด ไอ้แมวชั่ว แค่สารพัดสิ่งที่มันทำกับเขา ไบรซ์ก็แค้นจนอกแทบจะแตกอยู่แล้ว  ...แต่นี่ มันบังอาจทำกับแดนี่ด้วย!

ไม่กี่วินาที ไบรซ์ก็พบสิ่งที่ต้องการ

มันคือรายการของต้องห้าม และสิ่งที่จะเป็นพิษต่อร่างกายแมว

ชายหนุ่มกวาดตาอย่างรวดเร็วไปยังตัวอักษรเหล่านั้น   หัวใจเขาเต้นรัวอยู่ในอก แต่ละบรรทัดคือความหวัง เป็นหนทางรอดและหนทางแก้แค้นในเวลาเดียวกัน  ใจเขาปรี่ด้วยความปรีดา เมื่อเห็นคำบรรยายถึงสิ่งเลวร้ายแต่ละอย่างที่จะเกิดขึ้น เมื่อพวกมันรับสารเหล่านั้นเข้าไป

คาเฟอีนและทรีโอโบมีน เป็นพิษกับระบบหัวใจของแมว

ริมฝีปากไบรซ์คลี่ออกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เมื่อเห็นคำว่าอ้วก ชัก กล้ามเนื้อสั่น และถึงแก่ชีวิตโดยไม่มียาที่ใช้ต้านพิษได้  เขารีบเสิร์ชหาบางอย่างต่อ  ภาพเครื่องชงกาแฟชนิดต่างๆ โผล่เรียงขึ้นมาบนหน้าจอ สายตาของไบรซ์ไปหยุดอยู่ตรงภาพเครื่องชงกาแฟที่มีหม้อต้มใสแจ๋ว อันสามารถบรรจุของเหลวได้มากถึง 20 ถ้วย  ดวงตาเขาวาววาม

แค่ 2 ถ้วย มนุษย์บางคนยังใจสั่น แต่นี่ปริมาณถึง 20 ถ้วย

ไอ้แมวผีนรก ...มันได้ช็อกตาตั้งแน่!

 

                .........................................................................

 

 

 

                ไบรซ์ เราไม่นึกเลยว่านายจะเป็นคนโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้  T^T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #442 TiwticAmp_90 (@winnaya) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 18:23

    ทำไมจู่ๆเอเลน่าก็พูดถึงแมวอ่ะ ตอนแรกยังเป็นปีศาจตัวอะไรก็ไม่รู้อยู่เลย

    #442
    0
  2. #427 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 11:47
    ยายเอเลน่าพูดๆ ถึงนี่คิดถึงแต่กัญชาแมว แต่แมวจะพังบ้านหรือพังอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่แดนี่ ...
    #427
    0
  3. #407 y_pps (@y_pps) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 20:58
    บังอาจทำร้ายแดนี่ ยอมไม่ได้ 555555
    #407
    0
  4. #331 Little_neko (@eventful) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 18:33
    ลองกัญชาแมวสิคะ จะได้เห็นสอยดาว5555
    #331
    0
  5. #212 hikanoo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 13:03
    หัวเราะทั้งน้ำตา

    โอ๊ย...ทั้งขำ ทั้งสงสาร

    #212
    0
  6. #129 fumio101 (@fumio101) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:48
    จะรอดูนะว่าจะจัดการแมวสำเร็จหรือเปล่า นี่กลัวว่าไบรซ์จะโดนแมวผีจัดการซะเอง •_•
    #129
    0
  7. #94 มินมิน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 21:22
    ไม่ขอเงินจากเจ้าเหมียวดูล่ะ อาจรวยก็ได้นะ เอาไปซ่อมรถไง



    กำลังคิดว่าถ้าใช้กัญชาแมว แล้วแมวเมา อาจมีคนโดนแมวกินก็ได้นะเนี่ย =w=b
    #94
    0
  8. #69 SilHouette (@cheschire) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 23:45
    ความสงสารไบรซ์มีมากกว่าความหมั่นไส้แล้วตอนนี้555
    #69
    0
  9. #68 Poani (@Poani) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 22:54
    ลุ้นจริงๆคู่นี้
    #68
    0
  10. #65 เก้าอี้น้อย (@zabow) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 22:13
    โอย สนุกน่าติดตามเลยค่ะ ถ้าเล่นของเล่นจะเป็นยังไงนะ 555+
    #65
    0
  11. #64 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 21:52
    เอาแคปนิท กัญชาแมวมาก็จบแล้วว จะได้สามีเชื่องๆ เอ๊ย แมวเชื่องๆมาแทน 5555+
    #64
    0
  12. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 13:09
    อยากเห็นไบรซ์ใช้ของเล่นที่ได้มา เล่นกับคุณแมวจังค่ะ 555555
    #63
    0
  13. #62 SOUGIYA (@himitsu-me) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 01:07
    เอาคืนให้สาสม5555555
    #62
    0
  14. #61 ม้วย (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 00:23
    ของขึ้น​เลย55555​ แกจะทำอะไรก็ได้แต่แกจะทำแดนี่ไม่ได้!!!
    #61
    0
  15. #60 BLKPeaRL (@pearllady) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 23:28
    แหน่ ท่านแมวผีจะกินปีศาจก็กินสิ จูบไบร์ซทำไมล่ะ เอาทุกเม็ดจริง ๆ เรากลัวไบร์ซถึงขาดในตอนหน้าจังค่ะ ยังไม่ทันให้ท่านแมวผีได้กินตับเลย ฮี่ ๆ
    #60
    0
  16. #59 Subasa Yuuto (@venuszeed) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 23:15
    ใช่เลย~
    #59
    0
  17. #58 little-red-cap (@little-red-cap) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 22:04
    อยากเห็นตอนนางเล่นของเล่นจะออกมาท่าไหนเนี้ย
    #58
    0
  18. #57 hwalhwal (@inspirit-yeol) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 21:52
    แล้วแมวผีเราจะเล่นของเล่นที่มินนี่ซื้อให้มั้ยคะ ท่าทางจะน่ารักน่าดู555555 ไบรซ์จะทำแมวผีได้ลงคอหรอคะฮือ เราว่าแมวผีออกจะน่ารัก ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งจะทำลายแดนี่ไปหมาดๆ55555
    #57
    0