69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 101,012 Views

  • 1,719 Comments

  • 3,443 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    539

    Overall
    101,012

ตอนที่ 7 : ถ้าโลกโหดร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5694
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    18 พ.ค. 58


ที่นี่มันชวนหดหู่จริงๆ...

ผมก็รู้อยู่แล้วล่ะ ว่าย่านตึกรวงผึ้งน่ะไม่ได้เลิศหรูศิวิไลซ์อะไร ไม่ได้คาดหวังด้วย ว่าห้องพักตัวเองจะกว้างขวาง เพียบพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์และและสิ่งอำนวยความสะดวก แต่แค่ผมนั่งรถผ่าน ความหดหู่สิ้นหวังก็แทบจะแทรกผ่านรอยต่อขอบหน้าต่างเข้ามาในตัวเราทางลมหายใจ 

ถนนหนทางละแวกนี้คับแคบและเต็มไปด้วยตึกรามที่เสื่อมโทรม ขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนอยู่ตามฟุตบาธ และมีบางชิ้นลอยว่อนตามแรงลม ผมเงยหน้าขึ้นมองตึกสีเทาทึบทึมที่เรียงรายตามสองฟากถนน  ช่องรูปทรง 6 เหลี่ยมเรียงติดกันเป็นพรืดเหมือนรวงผึ้งแทรกสูงขึ้นไปในอากาศ บางช่องยังมีแสงสว่างส่องลอดออกมา แต่ส่วนใหญ่จะปิดไฟมืด อากาศข้างนอกเย็นยะเยือกและมีกลิ่นเหม็นเอียนๆผสมกลิ่นยาฆ่าเชื้อโรค ออคโทปุสลอยว่อนโฉบไปตามถนนและมีบางตัวหายวูบเข้าไปในตรอกมืดๆ

ข้างนอกว่าแย่ ข้างในก็ไม่ได้จะดีไปกว่ากัน ผมเกือบจะอ้วกออกมาในลิฟต์อยู่แล้ว เมื่อเห็นห่อเศษอาหารบูดเน่าเหม็นโฉ่ซุกอยู่ตรงมุม แต่บังเอิญว่าเควินชิงอ้วกออกมาก่อน ผมก็เลยกับวุ่นวายกับการจัดการให้เขาอ้วกลงในถุงที่ผมเอาของข้างในออกได้ทัน กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็ไปยืนอยู่หน้าห้องประตูห้องที่น่าจะเป็นห้องพักของพวกเรา

“พวกนายได้ห้องเตียงแฝด ถือว่าโชคดีนะนี่ ค่าเช่าเดือนแรกจ่ายมาแล้ว แต่เดือนต่อไปขอให้ตรงเวลา เลทแค่วันเดียว ข้าวของของนายได้ระเห็จออกไปกองอยู่ข้างถนนแน่ๆ”

นั่นเป็นเสียงของแม็คหรือบิ้กแม็ค ตามที่คุณโรเบิร์ตหัวหน้าตึกเดิมที่ผมเคยอยู่ได้บอกไว้   บิ้กแม็คเป็นหัวหน้าตึกรวงผึ้งหลังนี้ เขาเป็นชายรูปร่างอวบท้วม ดวงตารีเล็กดุดัน และมีหนวดสีน้ำตาลอ่อนเหนือริมฝีปาก ท่าทางเอาเรื่องเหมือนนักเลงในบาร์หรือไม่ก็แก้งค์มอเตอร์ไซค์มากกว่าจะเป็นหัวหน้าตึก

“ขอบคุณ” ผมตอบเบาๆ และฝืนยิ้มให้บิ้กแม็คที่ยืนกระดิกเท้าพิงวงกบประตู

 บิ้กแม็คหรี่ตาขณะสำรวจผมกับเควินตั้งแต่หัวจรดเท้า “ห้ามรบกวนก้าวก่ายห้องอื่น ห้ามก่อความวุ่นวาย ห้ามก่อเรื่องให้ไอ้พวกชุดดำนั่นต้องเข้ามาป้วนเปี้ยนที่นี่ เข้าใจมั้ย”

ผมพยักหน้ายอมรับ พวกชุดดำที่พูดถึงนั่นหมายถึงพวกหน่วยลาดตระเวน

“ลิฟต์ใช้การได้ตลอดเวลา” เขาพูดต่อ “ไฟส่วนกลางตรงโถงลิฟต์กับทางเดินจะสว่างจนถึงเช้า แต่ไฟในห้องจะตัดหลังสามทุ่ม ถ้านายต้องการใช้ไฟหลังจากนั้น ก็จ่ายเพิ่ม 2 เท่า สำหรับการจ่ายน้ำ เราเปิดน้ำให้ใช้สองเวลา ช่วงเช้าตอนตีห้าถึงหกโมง กับช่วงค่ำ ตอนสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม”

“แล้วถ้าเราเกิดอยากใช้น้ำเวลาอื่นล่ะ” ผมโพล่งออกไป

บิ้กแม็คจ้องผมเขม็งเหมือนผมไปด่าพ่อเขา ก่อนจะสำรอกคำพูดออกมา "ก็ไปทวงกับโคตรพ่อโคตรแม่แกที่อยู่ในตึกลิเบอร์ตี้สิวะ!

เขาใช้เท้าถีบบานประตูห้องให้เปิดอ้า จนมันไปกระแทกเข้ากับผนัง ก่อนจะเดินจากไป

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ และพยักเพยิดให้เควินเดินตามผมเข้าไปในห้องด้วยกัน ผมชะงักกึกเมื่อก้าวเข้าไปในนั้นได้แค่ 3 ก้าว ไม่ใช่ว่าเจอใครหรืออะไรหรอก แต่เดินเข้าไปได้แค่นั้นหน้าแข้งผมก็ชนเข้ากับขอบเตียง

นี่มัน... ห้องหรือแคปซูล?

ผมกวาดตามองห้องพักขนาดโคตรกะทัดรัดที่ผมกับเควินต้องอาศัยอยู่ มันเป็นห้องที่มีพื้นที่แค่วางเตียงเดี่ยวได้ 2 เตียง โดยมีช่องแคบๆตรงกลางให้เดิน ผนังทั้ง 2 ข้างลาดเอียงขึ้น และมีชั้นวางสำหรับวางข้าวของเป็นชั้นๆอยู่ตรงนั้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแต่ละห้องของตึกรวงผึ้งถึงได้เป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม มันจะได้ไม่ต้องมีพื้นที่สำหรับโต๊ะหรือตู้เสื้อผ้าไง และเวลาที่เราผุดลุดขึ้นนั่งหรือลุกจากเตียง หัวเราจะได้ไม่ต้องโขกกับชั้นวางของด้วย  ...มีน้ำใจจัง

ผมกับเควินนั่งลงบนเตียงคนละฟาก โดยเบี่ยงหัวเข่าไม่ให้ชนกัน ห้องนี่เล็กยังกับโพรงกระต่าย ถ้าเพียงแต่กระต่ายจะรักความสกปรกสักหน่อยน่ะนะ มันทั้งคับแคบ ซอมซ่อ และเหม็นอับ

ผมมองเควินที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา เขาเงียบแบบนี้มาหลายวันแล้ว และผมสงสัยว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานไหม ผมมองใบหน้าที่ซูบผอมลงกว่าเมื่อก่อนของเควิน แล้วก็รู้สึกอ่อนใจแกมเห็นใจ ก่อนหน้านี้เควินเป็นเหมือนพี่ชายของผม แต่ตอนนี้ผมเหมือนจะกลายเป็นผู้ปกครองของเขา  “อาบน้ำหน่อยมั้ย ถ้าดึกกว่านี้ เดี๋ยวโดนตัดน้ำ”

เควินพยักหน้า ผมอาศัยแสงอ่อนๆจากด้านนอกที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เพื่อมองหาบานประตูห้องน้ำ ก่อนจะเห็นว่ามันอยู่ใกล้กับประตูห้อง แบบที่ถ้าเปิดประตูห้อง ก็ห้ามคนที่อยู่ในห้องน้ำออกมาเด็ดขาด ถ้าไม่อยากโดนประตูห้องกระแทกหน้า

ผมอาบน้ำลวกๆหลังจากที่เควินอาบเสร็จแล้ว และล้มตัวลงนอนบนที่นอนเก่ายวบ กลิ่นฝุ่นเก่าๆลอยขึ้นมา ผมพลิกตัวหามุมที่สบายที่สุด และเหม่อมองเงาที่เคลื่อนทาบอยู่บนผนัง พลางนึกถึงคำพูดของมาร์คัสขึ้นมา

ถึงเวลาที่นายจะสนใจองค์กรหมายเลข 6 หรือยัง...

......

ผมปฏิเสธมาร์คัสไปแล้ว และถึงเขาจะย้ำว่าผมควรลองไปคิดดูอีกครั้ง ผมก็ไม่ได้คิดว่าคำตอบมันจะเปลี่ยนไปจากนี้หรอก ชีวิตของผมกับเควินในช่วงนี้แย่พออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้มันเละเทะไปกว่านี้ ไม่ว่าองค์กรหมายเลข 6 จะดีหรือเลว จะมีอุดมการณ์สูงส่ง หรือแค่หลอกขายฝัน มันก็ผิดกฎหมายอยู่ดี และเมื่อเราต้องเผชิญสถานการณ์แย่ๆจากคนที่เลวร้าย ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะโต้กลับด้วยการดำดิ่งลงในความเลวร้ายเหมือนกัน

ผมระบายลมหายใจช้าๆ พยายามทำใจให้สงบ เสียงลมหายใจของเควินแผ่วเบาอยู่ในความมืด เขาคงอ่อนล้ามาก ผมเองก็ไม่ต่างกัน

“ราตรีสวัสดิ์ เควิน”

ผมพูดออกมาเบาๆและหลับตาลง พลางหวังให้วันพรุ่งนี้สดใสกว่าวันนี้ ...ต่อให้แค่เล็กน้อยก็ยังดี

 

วันต่อมา ผมกับเควินก็ไปที่ร้านอาหารที่ผู้จัดการร้านของผมช่วยฝากฝังเควินให้ มันเป็นร้านอาหารเล็กๆสไตล์ครอบครัวที่ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ก็ถือว่าเยี่ยมแล้วสำหรับย่านนี้ ค่าแรงน้อยมากเมื่อเทียบกับงานเก่าของเควิน แต่ก็นับว่าดีมากแล้วสำหรับสถาณการณ์ของพวกเรา

เจ้าของร้านเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีภรรยาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ดูเป็นกันเองและไม่ถือสาอะไรกับการพูดน้อยของเควิน และดูเหมือนเควินจะพยายามชดเชยด้วยการยิ้มให้มากขึ้น (ซึ่งผมรู้ว่าเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากจริงๆ) แต่ผมก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ

 จากนั้นผมก็เดินทางข้ามฝั่งจากฟากนี้ไปยังร้านอาหารในย่านใจกลางเมือง ซึ่งผมทำงานประจำอยู่ที่นั่น มันค่อนข้างเสียเวลาและสิ้นเปลืองกว่าปกติสักหน่อย แต่ผมก็ยินดี เพราะการทำงานในสถานที่ที่ได้รับการดูแลอย่างดี สะอาดสะอ้านและน่าสบาย มันช่วยเติมพลังชีวิตให้ผมได้พอสมควร และค่าแรงก็ดีกว่าด้วย

ช่วงค่ำของวันต่อมา ผมลองชวนเควินเดินเตร่หาดูอะไรๆในละแวกที่พักของเรา โดยไม่ลืมพกเม็ดแคปซูลป้องกันตัวไปด้วย เราเพิ่งจะมาใหม่ ไม่รู้ว่าตรงไหนปลอดภัยหรืออันตราย

เควินยังคงเงียบขรึมเหมือนเดิม แต่ผมรู้สึกได้ว่าเขาดีขึ้น จากการที่เขาชี้ให้ผมดูเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างจิตรกรรมฝาผนัง เป็นรูปการฆาตกรรมออคโทปุสในรูปแบบต่างๆ และภาพล้อหน่วยลาดตระเวนแบบหยาบคาย ซึ่งมันดีกว่าเดินก้มหน้าก้มตาไม่สนโลกแน่ๆล่ะ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร แต่ก็แอบคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าอาจเป็นเพราะเควินยังมีผมอยู่ข้างๆเขาล่ะมั้ง เพราะถ้าโลกโหดร้าย แต่ยังเหลือสิ่งให้เรายึดไว้แค่เพียงสิ่งเดียว เราก็ไม่แตกสลายนะ

ปลายอาทิตย์นั้น เราก็เจอซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่ขายของราคาย่อมเยา ซึ่งรับซื้อวัตถุดิบเหลือใช้จากภัตตาคารในฝั่งเมืองเอามาขายต่อ มันอยู่ถัดจากตึกของเราไปไกลถึง 5 บล็อก ระหว่างทางต้องเดินผ่านตรอกข้างบาร์โทรมๆ ที่ดูเหมือนเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกขี้ยากับพวกขายตัว มันดูน่ากลัวพอสมควรเลย แต่ผมกับเควินใช้วิธีเดินผ่านไปพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ๆ และไม่หันไปมองทางนั้น

คืนนั้นผมทำสตูว์เนื้อใส่มันฝรั่งกับแครอท (ชื่อเต็มๆคือ สตูว์เศษเนื้อใส่มันฝรั่งฝ่อบางส่วนกับแครอทค่อนข้างเหี่ยว)  เราต้มโดยใช้หม้อปรุงเอนกประสงค์ และต้มพวกมันบนชั้นวางเหนือที่นอนของเควิน  คือถ้าเกิดแผ่นดินไหวแม้เพียงครึ่งริกเตอร์ สตูว์นั่นต้องราดลงบนหัวเราแน่ๆ

ถึงวัตถุดิบจะห่วยเพราะเราซื้อของถูกๆใกล้หมดอายุจากซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับยาจกผู้มีรายได้น้อย แต่มันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในย่านตึกรวงผึ้ง เรายังดี ที่ไม่ถึงกับต้องไปต่อแถวรอรับน้ำดื่มตรงจุดบริจาค หรือต้องไปคุ้ยหาของกินตามถังขยะเพื่อยังชีพเหมือนหลายๆคนที่เห็นละแวกนี้

         สตูว์อร่อยใช้ได้ เควินถึงกับออกปากว่าถ้าเงินเดือนเขาออกเมื่อไหร่ เขาจะซื้อขนมปังเนื้อดีสักหน่อยมาเจาะเนื้อในออก ทำซุปครีมขนมปังผสมผงเนื้อเทใส่ลงไป

“หรูขนาดนั้นเลย..?”  ผมเลิกคิ้ว

เควินเงยหน้าขึ้นและยิ้มออกมาน้อยๆ มันเป็นยิ้มที่เบาบางมาก แต่ไม่มีความรู้สึกฝืนปนเปอยู่ในนั้น

“นายเลี้ยงนะ มื้อนั้นฉันขอกินอย่างเดียว” ผมพูดต่อ

เควินไม่ตอบอะไร แต่กวาดน้ำสตูว์ที่เหลือติดหม้อแบ่งใส่จานของผมกับเขาคนละครึ่ง ขณะที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังได้พี่ชายข้างห้องคนเดิมกลับคืนมา

 

4 วันต่อมา เควินก็โดนไล่ออกจากงาน...

“อะไรนะ!?” ผมเสียงดังอย่างห้ามไม่อยู่ “นี่มันเหตุผลประเภทไหน? พวกเขาไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้!

“ฉันมันตัวอันตราย เหตุผลมันชัดเจนอยู่แล้ว” เควินพูดนิ่งๆ แต่ขบกรามแน่นจนเห็นเป็นสันนูน

ผมเม้มริมฝีปากอย่างยอมรับไม่ได้ เควินต้องออกจากงาน เพราะลูกค้าประจำบางรายไม่ไว้ใจที่จะใช้บริการในร้านที่มีมนุษย์กลายพันธุ์สายพันธุ์อันตรายอยู่ใกล้ๆ และถ้าทางร้านไม่จัดการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาก็คงไม่พาครอบครัวมาใช้บริการที่นี่อีก

มันเป็นเรื่องจริงที่น่าเจ็บปวดใจ ถึงแม้ย่านตึกรวงผึ้งจะมีทั้งมนุษย์ธรรมดาและมนุษย์กลายพันธุ์อาศัยอยู่ในอัตราใกล้เคียงกัน แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ที่เสียงของมนุษย์ธรรมดานั้นจะมีน้ำหนักกว่าเสมอ และเมื่อร้านค้าอยู่ได้ด้วยลูกค้า ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทางร้านจะตัดสินใจออกมาแบบนี้ ไม่เคยมีใครยืนหยัดต่อสู้เพื่อคนอย่างพวกเราอยู่แล้ว

“ขอโทษนะเกล ฉันมันไร้ประโยชน์ แค่ช่วยเหลือตัวเองยังไม่มีปัญญา อย่าว่าแต่จะหาเงินซื้อขนมปังดีๆให้นายกินสักก้อน” เควินเค้นเสียงผ่านลำคอ ดวงตาเขาจับจ้องที่พื้นกระดำกระด่าง มันดูแข็งกร้าวและชอกช้ำ “ฉันลากนายมาตกต่ำกับฉัน เอาชีวิตของนายมาล้มลุกคลุกคลานไปด้วย ถ้านายจะกลับไป ฉันก็ไม่ตำหนิ”

“เควิน!” ผมเสียงดังอย่างโมโห ก่อนหน้านี้ผมอยากให้เขาพูดให้เยอะๆ แต่ตอนนี้เริ่มไม่อยากเท่าไหร่แล้ว “นายคิดว่าไอ้เรื่องห่าเหวพวกนี้จะเปลี่ยนฉันได้รึไง ฉันดูเป็นคนแบบไหนในสายตานาย! แล้วถ้ากลับกัน ให้ฉันเป็นนาย แล้วนายมาเป็นฉันบ้าง นายจะทิ้งฉันมั้ย!?”

เควินไม่ตอบ แต่ผมเห็นความร้าวรานใจฉายชัดในดวงตาของเขา

“งั้นก็หุบปากซะ” ผมงึมงำก่อนจะลุกออกมา ไม่อยากอยู่ตรงนั้น เควินเจ็บปวดมากพออยู่แล้ว ผมไม่อยากระเบิดอารมณ์ใส่เขาอีก

 

หลังจากวันนั้นเควินก็เงียบขรึมลงกว่าเดิม เขาเงียบยิ่งกว่าตอนแรกๆที่เกิดเรื่องซะอีก เราอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ค่อยพูดกันเท่าไหร่ หรืออันที่จริง บางวันก็มีแค่ผมพูดอยู่คนเดียว ส่วนเควินก็แค่พยักหน้ารับรู้บ้างเป็นบางครั้งขณะที่ริมฝีปากปิดสนิท

เควินจ่อมจมอยู่กับความคิดของตัวเองตลอดเวลา และมันทำให้ผมยิ่งปวดใจ ที่ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย รอยยิ้มในวันนั้นที่ผมเห็นตอนที่เรากินสตูว์ด้วยกัน ดูเลือนรางห่างไกลราวกับผ่านไปนานมากแล้ว ทั้งๆที่มันเพิ่งจะไม่กี่วัน แต่ก็อย่างที่รู้กันดี ว่าช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทนหม่นหมอง ย่อมผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสมอ

หลายคนคงคิดว่าผมโง่ ที่มัวมาเสียเวลาอยู่กับเควินแบบนี้ ทั้งๆที่อายุขัยของมนุษย์กลายพันธุ์นั้นไม่ได้ยืนยาวเลย อย่างมากผมก็มีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ยี่สิบกว่าปี นั่นคือมากสุดแล้ว แต่คนเราไม่เหมือนกัน สำหรับผม การมีชีวิตลำบากอยู่กับคนที่เราแคร์ ยังดีกว่าอยู่อย่างสะดวกสบายแต่ในใจว่างโหวง

หลายวันต่อมา ผมได้รับการติดต่อจากใครบางคน ที่ผมเกือบจะลืมเขาไปแล้ว

“เกล ฉันมาร์คัส คนขายข่าวรูปหล่อไง ยังจำกันได้อยู่มั้ย” แถบข้อมือของผมแสดงผลขึ้นมาเป็นภาพชายหนุ่มผมสีน้ำตาลแดง

“จะไม่แน่ใจก็ตรงรูปหล่อนี่ล่ะ” ผมตอบ

มาร์คัสหัวเราะออกมาเบาๆ รอยเคราจางๆเป็นแนวอยู่ตรงกรามแข็งแรง และรอยเล็กๆตรงหางตาก็ทำให้เขาดูมีเสน่ห์ดี เป็นเสน่ห์ลุ่มลึกแบบผู้ใหญ่ ที่บางครั้งเราจะจับไม่ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“ชีวิตย่านตึกรวงผึ้งเป็นยังไงบ้าง” เสียงมาร์คัสอ่อนลง

“ก็พอไหว” ผมกัดริมฝีปาก พยายามไม่ให้ความรู้สึกจริงๆแสดงออกไปทางน้ำเสียง

“เกล”

“หือ?”

“ฉันรู้เรื่องเพื่อนนายแล้ว”

“อืม... มันก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายมาก พวกเรายังอยู่กันได้”

มาร์คัสถอนหายใจ “ออกมาเจอกันหน่อยมั้ย ฉันอยู่ในร้านอาหารไม่ไกลจากที่พักนายเท่าไหร่ ดูว่าฉันจะพอช่วยอะไรได้บ้าง”

ผมมองหน้ามาร์คัส แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามออกไป “ทำไม?”

“ทำไมอะไร?”

“ทำไมนายต้องมาใจดีกับฉัน ทั้งๆนายไม่ได้ติดหนี้อะไรฉัน หรือถ้านายช่วยเพราะหวังจะให้ฉันตอบแทนด้วยการเข้าไปเป็นสมาชิกองค์กร...อะไรนั่น ฉันตอบเลยว่าฉันทำไม่ได้”

มาร์คัสจุ๊ปาก ดวงตาเขาเจือแววขี้เล่น “อย่าพูดถึงองค์กรอันตรายนั่นเสียงดังนักสิ ฉันยังไม่ถูกโยนออกไปขายข่าวให้พวกอาชญากรที่เขต 4 นะ  มันไม่เกี่ยวกับองค์กรไหนทั้งนั้นแหละเกล ฉันแค่ติดหนี้นายอยู่จริงๆ”

“หือ?”

“จำได้มั้ย วันนั้นที่หน้าโบสถ์ ฉันขอเก็บมัดจำค่าข่าว ฉันจูบแก้มนาย”

ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ ใครก็รู้ว่าจูบแบบนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย(ยกเว้นแพทริค) เพราะถ้ามันเป็นเชิงพิสวาส เขาคงไม่จูบแค่แก้มเหมือนทักทายกันแบบนั้นหรอก เขาคงดูดปากผมไปแล้วล่ะ

“ออกมาเจอกันนะเกล พาเพื่อนนายมาด้วย ฉันจะเลี้ยงข้าวชดใช้”

ผมยิ้มจนแก้มแทบปริ “รู้งี้ให้จูบ 2 ทีก็ดีหรอก”

สักพัก ผมกับเควินก็ออกไปเจอกับมาร์คัสในร้านอาหารกึ่งบาร์ ที่อยู่ห่างจากที่พักของเราไม่มากนัก เควินมาแต่ร่างกาย แต่วิญญาณน่ะลอยล่องไปไหนไม่รู้

“สั่งเลย” มาร์คัสบอก

ผมเลื่อนสายตาดูเมนู แล้วก็สั่งอะไรนิดหน่อยให้ตัวเอง ก่อนจะสั่งสเต๊กเนื้อบดกึ่งสังเคราะห์ให้เควิน ถือเป็นมื้อหรูสำหรับเราเลยล่ะ

“นายดูไม่แย่เท่าที่คิดนะ” มาร์คัสมองผมแบบสำรวจตรวจตรา

“นายคิดภาพแบบไหนอยู่ล่ะ คิดว่าฉันจะมีคราบน้ำตาเกรอะกรังมาให้นายเห็นเหรอ ไม่มีทางหรอก ตอนหัวค่ำเรายังมีน้ำใช้ แต่ถ้านัดหลังเที่ยงคืนล่ะไม่แน่”

มาร์คัสหัวเราะ เขาเลื่อนจานมันฝรั่งทอดมาทางผม “กินเยอะๆ นายควรสะสมพลังงานไว้เจออะไรอีกหลายอย่าง ...นายด้วยเหมือนกัน”

ท้ายประโยคนั่นมาร์คัสหันไปทางเควิน แต่ไม่ได้ผลอะไรหรอก เควินยังก้มหน้าใช้มีดหั่นเนื้อสเต๊กให้เป็นชิ้นๆ โดยไม่เอาเข้าปากเลย เขาไม่เงยหน้าขึ้นมามองมาร์คัสด้วยซ้ำ

ผมแก้เก้อให้มาร์คัสด้วยการหยิบมันฝรั่งทอดมันเยิ้มนั่นมากินซะเอง พลางถามเขาถึงเรื่องราวทั่วๆไปที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

“เขตอื่นน่ะไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่เขต 4 นี่สิ กำลังสนุกเลย” มาร์คัสเอนตัวพิงเบาะเก่าซีด

“มีอะไร”

“เมื่อวานออคโทปุสถูกทำลายไปหนึ่งตัว ไม่ใช่ฝีมือกลุ่มทหารรับจ้างด้วยซ้ำ แต่เป็นพวกแก๊งค์กับประชาชนที่เหลืออดมารวมตัวกัน” 

ผมอ้าปากค้าง “ล้อกันเล่นรึเปล่า ออคโทปุสจะโดนพวกนั้นจัดการได้ยังไง แค่ลองขว้างหินใส่มัน มันยังหันมาปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตจนหน้ามืด”

“ก็ต้องแลกกับอะไรนิดหน่อยน่ะ 86 ศพเป็นพวกอาชญากรซะเกินครึ่ง แต่ที่เหลือคือประชาชนทั่วไป นั่นแหละที่ออคโทปุสทำได้ ก่อนที่มันจะถูกยิงร่วงแล้วโดนซ้ำด้วยระเบิด แต่ขอบอกว่าการต่อสู้เฮือกสุดท้ายของมันน่าประทับใจมาก มันเก็บเพิ่มได้อีก 23 ศพ รวมเป็น 109 ศพพอดิบพอดี พวกหน่วยลาดตระเวนงี้แทบจะเอาธงชาติอเมริกันมาคลุมร่างให้มันเลยด้วยซ้ำ”

มาร์คัสกดรหัสที่แถบข้อมือตัวเองแล้วพลิกข้อมือลง ส่งภาพเล็กๆฉายลงบนโต๊ะให้พอเห็นได้แค่เรา

“นี่มัน...” ผมเบ้หน้าอย่างสยดสยอง เมื่อเห็นภาพฝูงชนกำลังกลุ้มรุมออคโทปุสที่ถูกยิงร่วงลงมา แต่ปรากฏว่าหนวดของมันยังปล่อยกระสุนสาดออกมาได้อีก เลือดสดๆเจิ่งนองเต็มถนน จนกระทั่งมีคนตัดหนวดบางเส้นของมันได้สำเร็จ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ หนวดบางเส้นที่เหลืออยู่ซึ่งปล่อยกระสุนออกมาหมดแล้ว กลับพุ่งเข้าจู่โจมได้อีก ผมผะอืดผะอมจนต้องปล่อยมันฝรั่งจากมือ เมื่อเห็นลำไส้ของบางคนถูกลากออกมาจากร่าง

“นี่มันบ้ามากนะมาร์คัส ทำไมรัฐไม่ออกข่าวเรื่องนี้”

มาร์คัสตัดสัญญาณภาพ “พวกเขาคงไม่อยากให้มันดูเอิกเกริก เพราะการที่ได้รู้ว่าออคโทปุสที่แสนจะน่าประทับใจนั่นถูกทำลาย จะทำให้ประชาชนแตกตื่นเปล่าๆ”

“เดี๋ยวนะมาร์คัส ฉันว่าเรากำลังพูดกันคนละจุด” ผมสั่นหัว “ที่ฉันเห็นคือไอ้ปลาหมึกนั่นอันตรายมาก มันฆ่าคนได้ แล้วทำไมรัฐยังจะให้ของแบบนี้บินอยู่เหนือหัวเราจนเกลื่อนเมืองแบบนี้ มันไม่ใช่เครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อโรคแล้ว มันคืออาวุธทำลายล้าง! พวกเขาควรต้องเลิกใช้มันเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ!

“แล้วคนแบบไหนล่ะ ที่ออคโทปุสจะทำลาย”

ผมกะพริบตา

“คนที่จะทำลายมันก่อนไง” มาร์คัสพูดต่อ “กับพวกคนอย่างนาย...” เขาชี้ที่สัญลักษณ์ 9 เส้นตรงขมับของผม “ที่มันต้องจับตามองเป็นพิเศษ”

ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกมาจริงๆ

มาร์คัสยิ้มอ่อน “ทีนี้เข้าใจรึยัง? คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้หรืออาจจะโลกนี้เลยด้วยซ้ำ ห่วงกังวลต่อสิ่งที่คิดว่าจะคุ้มครองพวกเขาได้ มากกว่าจะมาห่วงว่าฝ่ายที่เขาหวาดระแวงน่ะล้มหายตายจากไปกี่คน และอีกอย่างที่นายยังไม่รู้นะ  ออคโทปุสถูกตั้งโปรแกรมให้ตอบโต้ต่อระดับการจู่โจมไม่เท่ากัน ในเขต 4 ที่มีแต่พวกมนุษย์กลายพันธุ์ กับอดีตนักโทษและประชากรที่เคยมีประวัติเน่าๆ ออคโทปุสจะถูกตั้งโปรแกรมไว้ในระดับตอบโต้สูง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนยิงร่วง นายคิดต่อเองก็แล้วกัน ว่าจากนี้มันเป็นยังไงได้อีก”

ผมปล่อยมือทิ้งลงบนโต๊ะ  รู้สึกแย่กับสิ่งที่ได้ยิน

มาร์คัสทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่แล้วสายตาเขาก็เลื่อนอย่างรวดเร็วไปทางประตูทางเข้า มาร์คัสปล่อยลมฟู่ออกจากปากเหมือนระอา และงึมงำเบาๆ “...ให้มันได้อย่างนี้”

ผมหันไปมองตามสายตาเขา ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งกำลังเดินผ่านประตูบานเลื่อนเข้ามา เขามีผมสีทรายที่สั้นเกรียนติดหัว สวมกางเกงหนังสีดำ กับเสื้อแขนสั้นข้างหนึ่งแขนยาวข้างหนึ่ง เขาเดินตรงมาที่โต๊ะของเราด้วยท่าทีสบายๆ พลางกระดิกนิ้วทักทายมาร์คัส และเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้มากพอ ผมก็เห็นว่าแขนข้างที่ผมคิดว่าเป็นแขนเสื้อยาวถึงข้อมือน่ะ ที่จริงคือรอยสักรูปงูที่เลื้อยรัดจากข้อมือขึ้นไปหาหัวไหล่

“ฉันบอกให้นายรอข้างนอกนั่นไม่ใช่รึไง” มาร์คัสพูดเหมือนอ่อนใจ เมื่ออีกฝ่ายมายืนเอามือเท้าโต๊ะค้ำหัวเรา “และอีกอย่าง นี่ยังไม่ถึงเวลาที่นัดกันไว้”

“ขอบใจที่เชิญให้นั่ง” ฝ่ายนั้นยิ้มยียวน ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามผมกับเควิน เขากอดอกและสำรวจดูผมอย่างไม่สนมารยาท

“นี่ไวเปอร์” มาร์คัสแนะนำอย่างเสียไม่ได้ “ไวเปอร์ นี่เกลกับเควิน”

“ไฮ...” ไอ้หนุ่มรอยสักที่ชื่อไวเปอร์ทักตอบ เสียงเขาแปร่งปร่าและแหบนิดๆ ดวงตาสีฟ้าเทาเรียวชี้ขึ้น ดูเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ ปกติแล้วผมจะไม่ถนัดเรื่องการอ่านบุคลิกคนที่เพิ่งจะเจอกัน แต่กับคนนี้ ผมกลับรู้สึกได้เลยว่าควรมีระยะห่าง เขามีบุคลิกกับรอยยิ้มที่เห็นแล้วชวนให้ไม่สบายใจ

...เดี๋ยวนะ ไวเปอร์ที่ว่านั่น ใช่ชื่อของงูพิษที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายรึเปล่า? ผมเบนสายตาขึ้นมองที่ขมับด้านซ้ายของเขาทันที

ไวเปอร์ยิ้มเหยียดและมองตอบอย่างรู้ทัน เหมือนเดาได้อยู่แล้วว่าผมจะต้องมองหาไลน์โค้ดของเขา แต่มันก็ไม่มี ขมับของไวเปอร์เกลี้ยงเกลา มีเพียงหมุดสีเงิน 3 เม็ดที่เจาะประดับอยู่ตรงหางคิ้ว

“นายดูดีกว่าที่คิดไว้อีกนะ ถึงจะมอมแมมไปนิดเหมือนผ้าขี้ริ้วเปื่อยๆก็เถอะ” ไวเปอร์พูดขึ้นมา ผมเกือบจะสวนกลับไปแรงๆอยู่แล้ว แต่ก็ต้องอ้าปากเก้อ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พูดกับผม “เฮ้...มองหน้ากันหน่อยสิ คุณมนุษย์กลายพันธุ์เก๊”

เควินเหลือบตาขึ้นทันที เขามองไวเปอร์ด้วยดวงตาขุ่นขวาง

แต่ไวเปอร์กลับดูเหมือนจะชอบใจ เขาเอียงคอเล็กน้อยขณะมองเควินอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดด้วยโทนเสียงต่ำๆที่ลากช้า “นายดูไม่โอเคเท่าไหร่นะ อารมณ์ไม่ดีเพราะโลกไม่ยุติธรรมงั้นเหรอ”

เควินจ้องไวเปอร์เขม็ง แต่ผ่ายนั้นกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังพูดต่อไปอีก “กลับไปด้วยกันกับฉันมั้ย ฉันรู้วิธีดีๆที่จะทำให้นายตื่นตัวมีชีวิตชีวานะ ที่จริง...อาจจะตื่นตัวมากๆ”

“พอเถอะไวเปอร์ ฉันยังมีธุระต้องคุยกับพวกเขา” มาร์คัสปราม ก่อนจะหันมาทางผม “เกล ฉันมีข้อเสนอเกี่ยวกับงานของเควิน หมายถึงถ้านายไม่ซีเรียสเรื่องค่าแรงกับสถานที่ทำงานน่ะนะ”

“พูดเป็นเล่น หน้าอย่างเราสองคนนี่มีสิทธิ์เกี่ยงงานด้วยเหรอ มันเป็นงานอะไร” ผมสนใจขึ้นมาทันที เราทั้งคู่ต้องอยู่อย่างกระเหม็ดกระแหม่เพราะรายได้มาจากผมคนเดียวก็จริง แต่ที่จำเป็นยิ่งกว่าเงินในตอนนี้ก็คือ ผมไม่อยากให้เควินหดหู่มากไปกว่านี้แล้ว

“งานในเหมือง”

ผมอึ้งไปชั่วอึดใจ เพราะไม่ได้เตรียมใจจะเจอคำตอบแบบนี้ งานในเหมืองคืองานระดับต่ำสุดของรัฐ มันได้ค่าแรงต่ำมาก งานหนัก และแทบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน มีแต่มนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่มีการศึกษาเท่านั้นแหละ ที่จำต้องยอมรับงานแบบนี้  ...ไม่ใช่คนแบบเควิน

แล้วไวเปอร์ก็พูดกลั้วหัวเราะขึ้นมา “ให้ตายเถอะมาร์คัส นายจะส่งเขาไปที่นั่นจริงๆเรอะ นายไม่มีตารึไง ดูเขาสิ...”

ไวเปอร์โน้มตัวเข้ามาใกล้และจ้องหน้าเควิน “เขามีค่ากว่านั้นนะ เขาเป็นพวกใช้สมองไม่ใช่ใช้กำลัง แกร่งกว่าที่ตัวเองคิด และ...มีแรงดึงดูด”

ผมชะงัก เมื่อเห็นดวงตาของไวเปอร์ค่อยๆแปรเปลี่ยน มันเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำตาลเข้มปนทอง ผมตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นขีดสีดำยาวรีปรากฏขึ้นเป็นแนวตั้งที่กึ่งกลางดวงตาเขา ...มันคือดวงตาของงูพิษ ...ไวเปอร์เป็นมนุษย์กลายพันธุ์นอกกฏหมาย!  

“ฉันว่ามันเสียของมากๆ ถ้าจะทิ้งพลอยสวยๆลงไปในโคลน ทำไมเราไม่ให้เขา...” เสียงของไวเปอร์เจือเสียงขู่ฟ่อ

“หยุดเดี๋ยวนี้ไวเปอร์ ไม่ใช่ที่นี่!” มาร์คัสสั่งด้วยเสียงที่เบาแต่เฉียบขาด

ไวเปอร์กะพริบตา และแล้วดวงตาของเขาก็กลับมาเป็นปกติเหมือนดวงตามนุษย์ทั่วไป “ก็แค่ล้อเล่นนิดหน่อยเองน่า”

มาร์คัสหันมาทางผมและเควิน “เกล เรื่องนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อน ไว้เราค่อยคุยกันทีหลัง ส่วนงานของเควิน ถ้านายคิดว่ามันไม่...”

“ผมจะทำ” เควินพูดแทรกขึ้นมา

พวกเราที่เหลือหันไปมองเขาเป็นตาเดียว มาร์คัสดูก้ำกึ่งระหว่างพอใจกับโล่งใจ ไวเปอร์ดูเซ็งในอารมณ์ ส่วนผมกำลังตกตะลึง

“เควิน ฉันว่านายเก็บไปคิดดูก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้” ผมรีบบอก

“ผมพร้อมทำงานทันที” เควินพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “คุณบอกมาได้เลยว่าจะให้ผมเริ่มงานวันไหน”  

ผมได้แต่เบิ่งตามองดูมาร์คัสนัดวันเวลากับเควินอย่างทำอะไรไม่ได้ ก่อนหน้านี้เควินดูเลื่อนลอยเหมือนอยู่ในโลกอื่น แล้วอยู่ๆเขากลับทิ้งดิ่งลงมา แล้วปักหลักหนักแน่นจนผมโยกคลอนอะไรไม่ได้

“ขอบคุณที่เลี้ยงอาหารนะ” เมื่อเสร็จธุระ ผมกับเควินก็ลุกขึ้นและล่ำลา

แต่ในจังหวะที่ผมกับเควินลุกออกจากโต๊ะ อยู่ๆไวเปอร์ก็คว้ามือเควินเอาไว้

“เฮ้... เสียใจด้วยจริงๆนะเรื่องน้องสาวของนาย เธอไม่สมควรต้องเจออะไรแบบนั้น” ไวเปอร์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดจากก่อนหน้านี้  “ถ้านายมีอะไรอยากคุย ฉันหมายถึงเรื่องทั่วๆไป หรือเรื่องอะไรก็ตามที่นายอยากพูด ฉันเป็นเพื่อนคุยให้ได้นะ แถมฉันยังคุยสนุกด้วย ถ้านายไม่รังเกียจ พรุ่งนี้มาเจอกันหน่อยดีมั้ย”

 “พวกเราไม่ว่าง” ผมปฏิเสธทันที

“นายไม่ได้รับเชิญ” ไวเปอร์ตอบกลับโดยไม่มองหน้าผม “เจอกันนะเควิน  9 โมงที่ร้านอาหารแบบไม่ถีบหัวส่งพวกกลายพันธุ์ ตรงหัวมุมถนนถัดจากที่พักนายไป 2 บล็อกทางด้านซ้าย ฉันจะรอ”

ไวเปอร์อ้อยอิ่งกับมือเควินเหมือนไม่อยากจะปล่อย ผมกลอกตาและก้าวออกมาเร็วๆ และเมื่อเราออกมานอกร้านแล้ว ผมก็หันไปพูดกับเควิน “นายอย่าไปเชียวนะ เขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์นอกกฎหมาย มันอันตรายเกินไป”

เควินไม่ตอบ เขาแค่เดินต่อไปและไม่พูดอะไรออกมาอีก ผมว่าเขาคงเข้าใจแหละ ว่าการคบค้าสมาคมกับบุคคลนอกกฏหมายน่ะ ไม่ได้เป็นผลดีอะไรกับเราที่ปกติก็ถูกมองเป็นสวะอยู่แล้วหรอก

ในที่สุดผมก็ได้เห็นภาพข่าวความวุ่นวายในเขต 4 ที่แพร่ภาพออกมา มันถูกตัดส่วนที่ออคโทปุสสะบัดหนวดปล่อยกระสุน และกระซวกทะลุร่างคนออกไป เหลือแค่ส่วนที่ดูเหมือนพวกนั้นกำลังคลุ้มคลั่งก่อความรุนแรง ซึ่งที่จริงบางคนคงได้เสพภาพข่าวจริงเต็มๆกันไปแล้วจากการซื้อข่าวตามถนน และมีการประกาศว่าขณะนี้ได้มีการปรับการทำงานของออคโทปุสให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับทุกเขต

“มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนี่แปลว่าอะไร” ผมพูดขึ้น

 “ไม่รู้สิ ทนไม้ทนมือขึ้นกว่าเดิมมั้ง” วิกเตอร์ เพื่อนร่วมงานผมตอบ ขณะที่ตามองภาพ คีธ สไตรเกอร์ ที่กำลังให้นักข่าวสัมภาษณ์สั้นๆถึงเหตุการณ์นี้ เขาขอบคุณรัฐบาลที่ยังคงมอบความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของเขา และยินดีอย่างยิ่งที่จะปรับการใช้งานของออคโทปุส ให้ตรงต่อความต้องการในแต่ละเขตให้มากที่สุด ต่อให้ต้องเสียเวลาและต้นทุนในการนี้เพิ่มขึ้นอีกก็ตาม

 “หมอนี่คงรวยอื้อซ่าเลย น่าอิจฉา” วิกเตอร์เปรย “ถ้าเขาเล่นการเมืองก็คงรุ่งมาก คนชอบเขาเยอะนะ คงได้คะแนนเสียงบานเบอะ ญาติฉันที่อยู่รัฐอื่นยังปลื้มเขาเลย เสียดายที่เขาไม่ได้เป็นทหาร”

“ขอให้อยู่ใช้เงินได้อีกนานๆก็แล้วกัน”

“ทำไม?” วิกเตอร์หันมายิ้มล้อเลียนใส่ผม เพราะความชื่นชมที่มีต่อคีธ สไตรเกอร์น่ะ ไม่ได้รวมพวกมนุษย์กลายพันธุ์เข้าไปด้วยแน่ๆ “นายจะสั่งยิงเขาทิ้งรึไง”

“ก็ฉันเกือบหมดความอดทนแล้ว”

วิกเตอร์หัวเราะร่วน รู้ดีว่าคนระดับรากหญ้าอย่างพวกผมน่ะ คงไม่มีปัญญาทำอะไรกระทั่งสะกิดผิวคนแบบนั้นได้หรอก แค่ดำรงชีวิตอยู่ไปวันๆยังเหนื่อยเลย

แต่ถ้าเป็นองค์กรก็ไม่แน่...

ค่ำวันนั้นผมกลับดึกกว่าปกติ เพราะทางภัตตาคารรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ ซึ่งทำให้ผมต้องทำงานล่วงเวลา ผมโทรบอกเควินให้เขาไม่ต้องรอกินข้าวกับผม เพราะผมอาจจะกลับถึงที่พักราวๆเที่ยงคืน

งานเลี้ยงจบเร็วกว่าที่คาดไว้ถึง 2 ชั่วโมง ผู้จัดการให้ผมกลับได้เลยโดยไม่ต้องย้อนกลับไปเคลียร์ข้าวของที่ภัตตาคารอีก เพราะที่พักผมอยู่ใกลจากเขตตัวเมืองกว่าคนอื่นๆ ผมกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นที่พักของตัวเอง ในมือมีถุงห่อขวดไวน์ที่เหลืออยู่ครึ่งขวดซึ่งเอามาจากงานเลี้ยง ผมผิวปากเบาๆ พลางนึกหวังว่าเควินจะชอบมัน

หลายวันมานี่เควินเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขาดูหดหู่น้อยลงและมีแววตาที่แจ่มใสมากขึ้น บางวันถึงกับชวนผมคุยก่อน ผมบอกตัวเองว่าเป็นเพราะเควินปรับตัวปรับใจได้แล้ว และกำลังมีความหวังต่องานที่จะเริ่มต้นทำในอาทิตย์หน้า ผมพยายามไม่คิดมากถึงกลิ่นแปลกๆติดตัวเควินมาเกือบทุกวัน มันเป็นกลิ่นหอมแปลกๆ ไม่ใช่กลิ่นอับของเสื้อผ้าที่เราสวมอยู่

ผมกดรหัสหน้าประตูห้องพัก และเพิ่งแง้มบานประตูเข้าไปได้แค่นิดเดียว ก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังแว่วออกมา มันเป็นเสียงเหมือนคนกำลังหอบแรงๆ และเสียงสวบสาบของที่นอน

“ไวเปอร์ อื้ม ...เอาฉัน...อึก ...อีก”

ผมเบิกตาโตขึ้นทันที เสียงพร่าสั่นอย่างสะท้านอารมณ์นั่นเป็นเสียงของเควิน และโดยที่ไม่ทันไตร่ตรองอะไร ผมก็แง้มบานประตูให้เปิดอ้ามากกว่าเดิม มันไม่ได้กว้างถึงครึ่งหนึ่งที่สามารถเปิดได้ด้วยซ้ำ แต่ก็มากพอที่จะเห็นร่างคนสองคนที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียง

สองคนบนเตียงนั่นไม่รู้สึกถึงการปรากฏตัวของผมเลย พวกเขาโยกขยับร่างกายเข้าหากัน ริมฝีปากประกบจูบดูดดื่ม ร่างของไวเปอร์ขย่มอยู่เหนือร่างของเควิน ท่อนแขนแข็งแรงค้ำอยู่กับที่นอน มองเห็นรอยสักรางๆคดเคี้ยวจากข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ เควินครางเหมือนคนกำลังจะสำลัก เมื่อไวเปอร์โอบกุมสะโพกเขาให้ยกลอย และขยับดันเข้าไปอย่างรุนแรง เสียงเนื้อที่กระแทกสอดใส่นั้นฟังดูทะลึ่งจนผมร้อนวูบไปทั้งหน้า

“ฮ้า... อื้อ... ไวเปอร์ บ...เบาหน่อย  อ๊า...”

“ไม่... เบาไม่ได้แล้ว”

“เดี๋ยว.. ยะ..อย่าปล่อยในตัวฉันนะ”

ผมปิดประตูลงทันที ก่อนจะรีบก้าวฉับๆออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

 

ผมกลับมาหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง เควินทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คืนนั้นเขานอนหลับไปหน้าตาเฉยและตื่นขึ้นมาทำตัวปกติในตอนเช้า ทั้งที่ผมตาค้างไปเกือบค่อนคืน แถมยังเอาแต่จะคิดถึงเรื่องนั้นอยู่เรื่อยตอนกำลังทำงานอีกด้วย

เควินเป็นผู้ใหญ่แล้ว และผมก็ไม่ใช่พ่อของเขา เขาจะนอนกับใครมันก็เป็นความพอใจของเขา ผมไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงเป็นห่วงเขาในเรื่องนี้

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะพูดกับเควินให้รู้รื่อง เย็นวันต่อมา ผมก็ตัดสินใจเอ่ยปากชวนเควินออกไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตราคาย่อมเยา ที่เราเคยไปด้วยกันมาแล้วครั้งหนึ่ง ผมอยากให้มันเป็นการคุยแบบที่ไม่ทำให้เขาตั้งกำแพงกั้นผม และถ้ามันจำเป็นมากนักหรือเควินสามารถพูดให้ผมเห็นข้อดีของไวเปอร์ได้ ผมก็อาจจะยอมฝืนใจเปิดรับไวเปอร์ในฐานะแฟนเพื่อน(อย่างไม่เต็มใจ) แต่ถ้าให้ดีก็ขอให้เควินนับเขาเป็นแค่คู่นอนระยะสั้นเถอะ

เราเดินออกมาข้างนอกด้วยกัน ผมเตะถุงพลาสติกที่ปลิวมาติดที่ขาให้พ้นทาง อากาศวันนี้มัวซัวเหมือนวันก่อนๆ และกลิ่นอาเจียนของใครบางคนที่กองเขละอยู่ตรงมุมตึกก็ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศสดชื่นขึ้นเลย ถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนที่เพิ่งเลิกงานและเดินทางกลับมายังเขตที่พัก กลิ่นอับของเสื้อผ้าปะปนไปกับกลิ่นเหงื่อไคลชวนให้รู้สึกหายใจไม่ถนัด มันเป็นช่วงเวลาพลุกพล่านที่สุดของวัน

และในขณะที่ผมกำลังหาจังหวะจะเกริ่นเข้าเรื่องนั้น เด็กผู้ชายแต่งตัวมอมแมมคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดข้างซอย เขาเดินเข้ามาหาผม และเสนอขายลูกอมเม็ดเล็กจิ๋วหลากสี ที่ดูแล้วรู้ทันทีว่ามันคือยาเสพติดชนิดออกฤทธิ์กดประสาท

“ไม่ล่ะ” ผมปฏิเสธทันที พลางคิดว่าเด็กขนาดนี้มาขายของแบบนี้ได้ยังไง หรือถูกพวกแก๊งค์บังคับให้ทำ พ่อแม่เด็กนี่อยู่ที่ไหน รู้หรือเปล่าว่าลูกชายตัวเองกำลังออกมาเร่ขายยาเสพติด?

“หรือชอบของแรงกว่านี้” ไอ้หนูยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะแอบแง้มกระเป๋าเสื้อแจ็คเกตเก่ามอซอให้ผมดู มันมีขวดแก้วบรรจุแคปซูลเม็ดรีใส ที่มีผงสีดำอยู่ในนั้น

ผมสูดลมหายใจ ไม่อยากเชื่อเลยเลยว่าเด็กนี่จะมีสินค้าครบครันทั้งยาชนิดกดประสาทและกระตุ้นประสาท ผมจับที่ไหล่เขาและถามออกไป “ไอ้หนู พ่อแม่นายรู้รึเปล่าว่านายกำลังขายของพวกนี้”

ท่าทีของเด็กเปลี่ยนไปทันที เขาหยุดยิ้มและมองผมด้วยสีหน้าบูดบึ้งแกมดูถูก “แกไม่มีเงินสินะ”

“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน มันเกี่ยวกับที่นายกำลังทำเรื่องไม่ดี และพ่อแม่นายควรต้องรู้เรื่องนี้”

โดยที่ผมไม่ทั้นตั้งตัว เด็กนั่นสะบัดมือผมออก และเตะเข้าที่หน้าแข้งผมเต็มแรง

“โอ้ย!

“พ่อให้ของฉันมาเองแหละโว้ย! ไอ้หน้าโง่!” เขาตะโกนด่าก่อนจะวิ่งจี๋พาร่างเล็กๆลัดเลาะหายไปตามซอยคดเคี้ยว

               จากการถูกขัดจังหวะโดยพ่อค้ายาวัยกระเตาะ ผมก็เลยต้องหาจังหวะพูดใหม่ หลังจากเลือกซื้อของกินกับของใช้จำเป็นบางอย่างเสร็จแล้ว ผมกับเควินก็เดินออกมานอกร้าน ผมแอบมองเสี้ยวหน้าข้างของเขาแล้วก็กระแอมออกมาเบาๆ

               “เควิน ช่วงนี้นายออกจากบ้านไปเจอใครบ้างรึเปล่า”

               “หือ...?” เควินหันมาทางผม “นายหมายถึงใคร”

               ผมกำลังอ้าปากจะพูดต่อ แต่เสียงตวาดของผู้หญิงที่ดังขึ้นอย่างกระทันหัน ก็ทำให้ผมกับเควินรวมทั้งผู้คนที่อยู่แถวนั้นต้องหันไปมอง

               “หลีกทางเดี๋ยวนี้นะ! อย่ามายุ่งกับฉัน!

               หน้าตรอกมืดๆข้างบาร์ ที่ผมกับเควินพยายามหลีกเลี่ยงและเดินผ่านให้เร็วที่สุด หญิงสาวคนหนึ่งกำลังตกอยู่ในวงล้อมของผู้ชาย 5 คน เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสั้นและเสื้อซีทรูมองเห็นหน้าอกรำไร เธอยืนเก้ๆกังๆอย่างเสียขวัญ ขณะที่พวกผู้ชายยืนล้อมด้วยท่าทีขบขัน บางคนผมแห้งเหมือนพวกติดยา แต่ก็มีบางคนที่ดูล่ำสันแข็งแรง

               “จะรีบไปไหนล่ะ วันนี้เธอยังไม่ได้ลูกค้าเลยไม่ใช่เรอะ ให้พวกเราช่วยอุ่นเครื่องให้เถอะ” ผู้ชายร่างบึ้กคนหนึ่งคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเธอ ผมสังเกตเห็นลวดลายโค้ง 9 เส้นอยู่ตรงขมับเขา และที่จริงดูเหมือนว่าอีก 2 คนก็จะมีไลน์โค้ดตรงขมับเหมือนกันด้วย

               “ฉันไม่ขายให้พวกแก! ไอ้พวกสวะ ปล่อยฉันนะ!” เธอสะบัดออกอย่างแรง ก่อนจะหยิบมีดสปริงออกจากกระเป๋ามากวัดแกว่งตรงหน้า

               “โอ๊ะ...โอ้ว เราก็ไม่ได้บอกว่าจะจ่ายนะ”

               จบคำพูด หมอนั้นก็เตะเข้าที่ข้อมือเธอ มีดสปริงหลุดออกจากมือ ตามด้วยเสียงหวีดร้องของเธอเมื่อถูกตบเข้าเต็มฝ่ามือ  เธอเซถลาแทบจะล้ม ก่อนจะถูกอุดปากและลากตัวเข้าไปในตรอก โดยมี 2 คนยืนเฝ้าด้านหน้า คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะกระวีกระวาดก้าวออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด

“เควิน อย่ามอง!” ผมกระซิบบอกพลางกระตุกแขนเควินให้รีบเดินออกมา ขณะที่ใจเต้นตุบตับ สี่แยกอยู่ไม่ไกล เราต้องรีบข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนที่หน่วยลาดตระเวนจะมาถึง

“เดี๋ยว!” เควินพยายามรั้งมือผม “เราจะวิ่งหนีไปเฉยๆแบบนี้ไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์ เธอไม่มีร่างผสมของสัตว์อะไรที่จะปกป้องตัวเองได้”

“ฉัดกดแจ้งหน่วยลาดตระเวนไปแล้ว”

“ไม่ทันหรอกเกล นายมีแคปซูลป้องกันตัวกับลูกบอลควันอีกลูกนี่ เอามันออกมา เราจะขว้างมันเข้าไปในตรอกนั่น”

“เควิน เราเข้าไปยุ่งไม่ได้! มันเกินกำลังของเรา เราเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ เราปกป้องคุ้มครองใครไม่ได้!” ผมกัดฟันกรอดและยึดมือเขาแน่นขึ้น รู้สึกเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ แต่ผมเสี่ยงไม่ได้จริงๆ ผมยอมให้เควินเข้าไปในตรอกนั่นไม่ได้! เควินถูกเพ่งเล็งอยู่แล้วทั้งจากมนุษย์ธรรมดาและมนุษย์กลายพันธุ์ที่เชื่อว่าเขามีสายพันธุ์อันตรายอยู่ในตัว แค่เควินยื่นขาเข้าไป ผมไม่เชื่อว่าเขาจะรอดจากการตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด!

ผมกระชากแขนบังคับเควินให้วิ่งมากับผมจนเกือบถึงสี่แยก ออคโทปุสที่บินอยู่ในละแวกนั้นเริ่มจับสังเกตถึงสิ่งผิดปกติได้แล้ว ตัวหนึ่งเริ่มส่งสัญญาณออกไป ให้ตัวอื่นๆรับรู้และส่งสัญญาณเตือนภัยออกมาเช่นกัน ไฟสีแดงหมุนวาบอยู่ที่ลำตัวของมัน พวกมันบินกรูไปที่ตรอก ผมรีบดึงมือเควินให้วิ่งห่างออกมาปะปนกับผู้คนที่เริ่มแตกตื่น

ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน

ผมเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เสียงปืนดังตามมาอีกหลายนัด ผมได้ยินเสียงไซเรนของยานลาดตระเวนดังมาแต่ไกล เควินกับผมวิ่งไปจนถึงสี่แยก แต่ในจังหวะที่เรากำลังจะข้ามไปอีกฝั่ง มือของเราทั้งคู่ก็หลุดจากกัน หรือไม่เขาก็สะบัดมือผมออก

ผมหันควับกลับไป เควินยังอยู่ตรงฟุตบาธ ขณะที่ผมวิ่งลงมาบนถนนแล้ว ผู้คนต่างตื่นตระหนกและวิ่งหนีอย่างสับสนอลม่าน ไหล่ผมโดนกระแทกจนเซเสียหลัก

“เควิน!” ผมส่งเสียงออกไป และก้าวกลับไปหาเขา

เควินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนที่วิ่งวุ่นหาที่ปลอดภัย เขามองมาที่ผมด้วยสีหน้าเฉยเมย ขณะที่รอบตัวเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และเมื่อผมเข้าไปใกล้ได้มากขึ้น เควินก็พูดออกมา

“เกล ทำไมเราไม่เข้าองค์กรหมายเลข 6 ด้วยกันล่ะ”

ผมมองเควินอย่างตื่นตะลึง เขายืนอยู่ห่างจากผมแค่ไม่กี่ก้าว แต่ระยะห่างระหว่างเราทั้งคู่กลับกว้างจนเหมือนเรายืนอยู่กันคนละฝั่งถนน ผมมองเขา เควินจ้องกลับอย่างไม่ลดละ สีหน้าเขานิ่งแต่แววตาแข็งกระด้าง

ตูม!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ในอากาศ เสียงกรีดร้องอย่างตกใจดังระงม ตามมาด้วยเสียงโลหะหล่นโครมลงบนพื้นถนน มันเป็นหนวดเส้นหนึ่งของออคโทปุส!

“ออคโทปุสถูกโจมตี!

ผมเงยหน้าขึ้นมอง ออคโทปุสตัวหนึ่งถูกยิงจากตึกฝั่งตรงข้ามจริงๆ! มันบินเอียงผิดองศาไปเล็กน้อยเพราะหนวดขาดไปหนึ่งเส้น มันหันอย่างรวดเร็วไปยังทิศที่โจมตีมัน และปล่อยลูกกระสุนพิเศษพุ่งเข้าไปในตัวตึก เสียงกระจกแตกเพล้ง ผมก้มลงและยกมือป้องกันศีรษะ และพยายามหนีห่างออกมาจากตรงนั้นให้มากที่สุด ผมมองหาเควิน แต่เขาหายไปแล้ว!

 “เควิน!” ผมตะโกนสุดเสียง ใจเต้นแรงเหมือนอกจะระเบิด

เสียงเครื่องยนต์ของยานลาดตระเวนดังขึ้น กลุ่มยานสีดำบินแทรกช่องระหว่างตึกมายังทิศทางนี้เหมือนฝูงค้างคาว ผู้คนแตกตื่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมถูกผลักและดันไปตามคลื่นของผู้คนที่เบียดเสียด จนออกมาอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

เสียงประกาศจากยานลาดตระเวนดังก้องให้ประชาชนหลบออกจากที่เกิดเหตุ มิฉะนั้นจะไม่ประกันความปลอดภัย ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ถ้าหน่วยลาดตระเวนประกาศออกมาแบบนี้ ก็แปลได้เลยว่ามีโอกาสสูงที่จะโดนลูกหลง!

ผมวิ่งสะเปะสะปะไปกับคนอื่นๆ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยถลอกจากการล้มครั้งแล้วครั้งเล่าจากการถูกกระแทกแรงๆจนเสียหลัก จนในที่สุดก็ออกห่างจากที่นั่นมาไกลหลายช่วงถนน ผมหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลย้อยลงมาตามต้นคอ เนื้อตัวมอมแมมเพราะคลุกฝุ่นหลายรอบ

ผมชะลอฝีเท้าลงและตัดสินใจที่จะเดินกลับไปยังที่พัก ผมพลัดหลงกับเควินอย่างที่คงตามหากันยากแล้ว มีทางเดียวคือต้องเดินกลับเจอกันที่ห้องพัก

ผมกลับไปถึงที่พักในอีก 20 นาทีต่อมา ผมเปิดประตูห้องพลางส่งเสียงออกไป “เควิน!

ในห้องพักว่างเปล่า มีเพียงละอองฝุ่นในแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาและเตียงที่ว่างเปล่า ผมเริ่มใจไม่ดี และพยายามโทรติดต่อเขา ก่อนจะต้องใจเสียยิ่งขึ้น เมื่อติดต่อเควินไม่ได้เลย!

ผมตัดสินใจโทรไปหามาร์คัสแทน ผมไม่รู้จะหันไปพึ่งใครจริงๆ มาร์คัสรับสายเมื่อสัญญาณดังไม่นาน

“มาร์คัส” ผมระล่ำละลัก “เควินอยู่ในเขตที่กำลังมีปัญหา ฉันหนีกลับมาที่ห้องได้แล้ว แต่เขายังไม่กลับมา”

มาร์คัสนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “ฉันจะให้คนออกไปตามหาเขา นายรออยู่ที่นั่น อย่าออกไปไหน เข้าใจมั้ยเกล ถ้าเจอเควินแล้ว ฉันจะรีบติดต่อกลับไป”

ผมรับคำ และนั่งกุมมือตัวเองอยู่บนเตียง ใจยังต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ผมเพิ่งรู้ว่าความสูญเสียมันน่าหวาดหวั่นขนาดนี้ ผมเคยสูญเสียพ่อและแม่ไปแล้วก็จริง แต่พวกท่านก็จากไปอย่างสงบ ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่ผมต้องลุ้นความเป็นความตายของเควิน

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็ยังไม่มีการติดต่อจากมาร์คัส ใจผมร้อนเป็นไฟจนนั่งไม่ติด และในที่สุดก็ตัดสินใจออกไปตามหาเขาอีกรอบ

ผมกลับไปยังที่เกิดเหตุ ที่ตอนนี้ถูกกั้นไว้เป็นพื้นที่อันตราย เศษกระจกร่วงเกลื่อนตามผิวถนนปะปนกับรอยเลือดเป็นหย่อมๆ ร่องรอยการปะทะกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ควันจางๆยังลอยออกมาจากด้านบนของตึกที่โจมตีออกโทปุส และยังมีอีกตึกที่อยู่ในสภาพเดียวกัน บ่งบอกถึงการต่อสู้ที่มีการเตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อนอยู่แล้ว

ออคโทปุสตัวหนึ่งตะแคงเค้เก้อยู่ที่พื้น หนวดของมันขาดหายไปบางส่วน และมีควันกรุ่นออกจากเครื่องยนต์ หน่วยลาดตระเวนเดินกันให้ควั่ก เสียงคนเจ็บที่รอการส่งตัวไปโรงพยาบาลดังโอดโอยอยู่ตามพื้น

ผมไล่ดูคนเจ็บที่ยังรอความช่วยเหลือ และไล่ถามว่ามีใครเห็นคนที่มีลักษณะคล้ายเควินบ้างไหม แต่คำตอบที่ได้รับก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ครึ่งชั่วโมงต่อมาผมยังคงคงพยายามตามหาเควิน แต่จำนวนคนเจ็บและความซับซ้อนของสถานที่นี้มีมากเกินไป ผมต้องไล่ดูอาคารทุกหลังเผื่อจะพบเควินกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในนั้น เหงื่อไคลผมไหลย้อยลงมาตามใบหน้ามอมแมม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมหยุดการตามหาเควิน

และในที่สุดผมก็ได้รับการติดต่อจากมาร์คัส

“เกล เราได้ตัวเควินแล้ว”

“เขาเป็นยังไงบ้าง!?”

“บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว นายไม่ต้องห่วง ตอนนี้เขาอยู่กับคนของฉัน วันพรุ่งนี้ฉันจะพาเขากลับไปส่ง”

“ขอบคุณมาก”

ผมก้าวเปะปะไปข้างหน้า รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาทันทีหลังจากได้รู้ว่าเควินปลอดภัยแล้ว การทุ่มเทแรงกายเป็นเวลานานติดต่อกันเป็นชั่วโมง กับความตื่นตกใจและความเครียดที่สะสม ก็ทำให้แข้งขาผมกระปลกกระเปลี้ย และสติก็เริ่มกระพร่องกระแพร่ง ผมเพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองเจ็บระบมอยู่หลายจุดเหมือนกันตามร่างกาย ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้สึก แต่ตอนนี้รู้สึกมาก

และขณะที่สติผมกำลังรางเลือนลงอีก ผมก็เห็นร่างคุ้นตาของใครบางคนยืนอยู่ในควันจางๆที่ยังหลงเหลือจากการปะทะ ดูเหมือนเขาจะหันมาเห็นผมแล้วเหมือนกัน ร่างสูงกำยำก้าวตรงมาที่ผม เสียงรองเท้าบู๊ตหนาตันย่ำลงบนน้ำที่เจิ่งนองบนถนน จากการฉีดน้ำดับเปลวไฟ

“สวัสดีคุณปลาทอง ที่เดิมค้าขายลำบากแล้วรึไง ถึงได้เปลี่ยนแหล่งหากิน” เสียงพูดเย้ยหยันคุ้นหูใกล้เข้ามา แพทริคปรากฏตัวตรงหน้าผม เขาจุ๊ปากเมื่อเห็นสภาพของผมชัดๆ “โอ้ว...โทรมขนาดนี้ ก็สมควรลดเกรดอยู่หรอก ฉีดยาป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์บ้างรึเปล่า”

ผมมองใบหน้าคมสันของแพทริค รอยยิ้มหยามหยันดูถูกยังประดับอยู่บนริมฝีปากของเขา ผมก้าวไปข้างหน้า ใจนึกอยากจะต่อยหน้าเลวๆนั่นสักทีก่อน แล้วค่อยกลับบ้าน

แต่แล้วอยู่ๆภาพตรงหน้าก็วูบไหวพร่าเลือน หูผมได้ยินเสียงแพทริคสบถออกมาเป็นคำหยาบ ขณะที่หน้าผมคะมำเข้าไปหาอกเขา ก่อนที่สติผมจะดับวูบไป...

 

.......................................................................................................................



งูไวเปอร์ทะเลทรายค่ะ หล่อเนาะ ตอนเล่นเกมทายสายพันธุ์ในเพจ มีคนทายว่าเป็นพันธุ์นี้ด้วย เลยหยิบมาใช้ในเรื่องซะเลย  ^ ^




 

ตอนนี้ยาวหลายหน้า แต่ก็กลั้นใจพิมพ์ให้จบรวดเดียวแล้วค่อยอัพลงบอร์ด ^ ^

สงกรานต์ไปเที่ยวไหนกันบ้างคะ เล่นน้ำสนุกรึเปล่า ไปต่างจังหวัดรึต่างประเทศ ผู้แต่งอยู่ที่บ้านที่เชียงใหม่ล่ะ ปีนี้ไม่อยากไปเที่ยวที่ไหนจริงๆ ไม่ได้อยู่เชียงใหม่ช่วงสงกรานต์มาหลายปีแล้ว

ปีใหม่ไทย ก็ขอให้คนอ่านทุกคนชุ่มชื่นเย็นใจนะคะ อ่านนิยายเพลินๆเป็นการพักผ่อนปิดท้ายวันหยุดยาวกันค่ะ ...แปะ..แปะ  ประแป้งเย็นๆให้ทุกคนค่า  ^3

 

ตอนหน้าแต่งพาร์ทของเกลต่อ รึย้ายไปแต่งพาร์ทของนิโคลัสดีนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #1709 ☪пʏx (@yohime-sama) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 22:51

    ไม่ชอบนิสัยแบบเควินเลยอ่ะ

    คือรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วงแต่ยังทำตัวแบบนี้

    #1709
    0
  2. #1679 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:28
    ไวเปอร์ก็แซ่บนะเนี่ยยยยย เคลวินลูก อย่าดื้อกับเกลเลยน้าาคนดี เกลเป็นห่วงหนูที่สุดแล้ว
    #1679
    0
  3. #1563 Boatbateau (@boatnp) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 00:34
    ทำไมเรารู้สึกว่าไวเปอร์เท่จังเลย 555555 แพททริกนี่ต้องชอบเกลแน่ ๆ เลย ผู้ชายยิ่งชอบยิ่งแกล้งสินะ

    ปล.นักอ่านคนนี้ก็อ่านจากเชียงใหม่เหมือนกันค่าาา
    #1563
    0
  4. #1488 f_onp97 (@bonjour0301) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 00:30
    ไม่ชอบงูแต่แบบไวเปอร์ยอมเลยค่ะแม่ขาาา ><

    แพทริคนี่ปากโคตรน่าตบเลย!!
    #1488
    0
  5. #1441 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 17:21
    เควินฟังเกลเยอะ ๆ เถอะนะคนที่หวังดีสุดแล้ว แอบตะหงิดใจตอนเควินโดนพ่องูใช้สายตางั้นมองแล้ว เสร็จงูจนได้ค่า ฮือ ยังคิดอยู่เลยแพทริคจะกวนใครจะคิดถึงเกลไหมตอนนี้ก็เจอกันแล้ว อย่านะพ่อลาดตระเวนคนดีรึเปล่าเห็นเกลปุ๊บฮีสาวเท้าเดินมาหาเลยนะจ๊า แม้จะมาพร้อมปากจัด ๆ ก็เถอะ
    #1441
    0
  6. #1277 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 / 12:47
    ไม่คาดฝัน ว่าเควินจะมีผัวเป็นงู อ๊ายยย
    #1277
    0
  7. #1161 บี๋ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 20:51
    อ้ากกกกแพททททอ่ะ>.,< คือแกน่ารัก

    คือเควินหล่อนร้ายกว่าที่ฉันคิดนะ
    #1161
    0
  8. #1097 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 06:16
    โอเค ชั้นเริ่มชอบแกละแพค 555
    #1097
    0
  9. #1086 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 22:18
    เกลเจอกับแพทอีกแล้ว แทนี่น่าโดนตีปาก
    #1086
    0
  10. #1076 STEM1995 (@eveymin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 12:24
    ไวเปอร์น่ากลัวจัง
    #1076
    0
  11. #921 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 03:46
    เราไม่ชอบงูนะ แต่รูปนี้น่ารักดี 555555555
    ตกใจแทบแย่ นึกว่าเควินไปทำอะไรอีก
    มันส์มากกกกกกก
    #921
    0
  12. #878 NongYingNutty (@haruminilove) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 19:51
    อ๊ากกกก เกลียดงู แต่ผู้ชายแบบไวเปอร์ไม่เกลียดนะ ดูแบบหล่อเจ้าเล่ห์ 5555555
    #878
    0
  13. #802 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 22:17
    มันส์มากจริงๆ ตอนแรกนึกว่าไวเปอร์จะเป็นรับซะอีก
    #802
    0
  14. #661 Naty nutt (@natyada7938) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 16:54
    ถ้านิยายเรื่องนี้เป็นรูปเล่มได้ จะดีมาก
    มันส์มากมาย เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #661
    0
  15. #309 POSYROFT (@Posyroft) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 / 12:00
    ฮืออออ ชอบไวเปอร์มากเลยยยย เท่สุดๆ แอบชอบคู่ไวเปอร์กับเควินเหมือนกันนะคะ สงสารเควินจัง ขอให้ได้เจอคนที่รักจริงๆน้า ฮือ ชอบรายละเอียดของโลกในเรื่อง ทำให้เห็นภาพหลายๆอย่าง เยี่ยมมากค่ะ อ่านมาถึงตอนนี้แล้วสงสัยเจตนาของพระเอก(?)มาก ใช่ พระเอกจริงๆใช่มั้ยคะ 555555 คือถ้านางเป็นมนุษย์กลายพันธ์ุ ทำไมต้องสร้างเครื่องจักรขึ้นมาทำลายพวกเดียวกันเอง หรือว่านางมีแผนอะไร รอติดตามนะคะ
    #309
    0
  16. #293 ออกซิเจนของ'ชเวยองโด (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2558 / 12:36
    แอบสงสัย?ทำไมนิคไม่เปิดโปงคีธ



    ก็อยากให้คนเขียนมาต่อคีธกับนิคก่อนนะครับ(สายหื่น -.,-)

    แต่ดูท่าทางน้องเกลก็คงมีให้ฟินไม่เบา
    #293
    0
  17. #291 Mooncat88 (@Mooncat88) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 22:42
    ในรูปงูไวเปอร์น่ารักจังค่ะ
    ตอนหน้าของใครดีเลือกไม่ถูก
    #291
    0
  18. #290 VpupinaV (@meeepanda) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 20:07
    ขอของเกลกอนค่าาา ชอบเกลมากกว่าอ่ะ ฮิ ปลาทองน้อยน่าร๊ากก
    #290
    0
  19. #285 SilHouette (@cheschire) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 10:13
    กะแล้วเชียวว่าเควินต้องเคะ แต่ไม่คิดว่าจะไวไฟขนาดนี้5555 ชอบทุกคู่เลยค่ะเรื่องนี้ แต่อยากอ่านของหนูเกลต่อ แพทริคยังออกมาไม่สมค่าตัวเลย> <
    #285
    0
  20. #284 _มังกี้คุง (@poompromchot) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 01:24
    เง้ออ อุตส่าห์จิ้นเควินกับเกล สุดท้าย เคะ.. สินะ ช่างเต๊อะ ว่าจะถามนานล้ะ ชื่อเรื่อง 69 คืออะไรหรอไรต์ 5555 ตอนหน้าขอของเกลก่อนน นิคได้เยอะล้ะ หึ สุดท้ายนี้ สนุกมาก ยังคิดอยู่เลยว่าเมื่อไหร่ไรต์จะมาต่อ เปิดมาอีกที เอ้า มาต่อซะล่ะ 5555
    #284
    0
  21. วันที่ 19 เมษายน 2558 / 00:08
    เกลลลลลล ><
    #283
    0
  22. วันที่ 18 เมษายน 2558 / 21:32
    เควินดูโดนไวเปอร์พาไปไม่ดีซะแล้ว
    #282
    0
  23. #281 ~Melody~Male~ (@ormlet) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 19:54
    เกลค่ะะะะ ขอเกลต่อเถอะนะคะ แบบนี้มันค้างง ฮรือออ
    #281
    0
  24. #280 Prim (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 17:16
    great story ka. waiting for the next chapter naka.
    #280
    0
  25. วันที่ 18 เมษายน 2558 / 14:00
    คีธ-นิโคลัส
    ไวเปอร์-เควิน
    เกล-แพทริก
    ชอบทุกคู่ นิโคลัสก็ SM ดี แต่เกลกับแพทริก กรี้ดดดดดดดดดดด ชอบแพทริกอ่ะ ได้ใจจจจจจจ
    #279
    0