69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 102,544 Views

  • 1,722 Comments

  • 3,477 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    226

    Overall
    102,544

ตอนที่ 3 : เรื่องของเราทั้งสองฝ่าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    7 ส.ค. 58

ผมมองเควินโดนลากตัวออกไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นิ่งเป็นไอ้บื้อให้แพทริคยืนค้ำหัวอยู่อย่างนั้น

ทั้งหมอนี่ ทั้งนังเด็กนั่นไม่มีทางรอดตัวไปได้ง่ายๆหรอกแพทริกเดาะลิ้น เขาดูพึงพอใจกับเหตุการณ์นี้

พวกคุณทำแบบนั้นไม่ได้ ...มันโหดร้ายผมพูดเสียงแหบแห้ง ลำคอตีบตันไปหมด คลอเดียยังเด็กอยู่เลย เธอเพิ่งจะ 8 ขวบ

“8 ขวบสำหรับพวกครึ่งพันธุ์เนี่ยนะเด็ก พูดเอาฮาสินะ ยิ่งเป็นสายพันธุ์อันตรายแบบนี้ ยิ่งสมควร...” แพทริคละคำพูดไว้ แล้วแทนที่ด้วยการใช้นิ้วชี้ทำท่าเชือดคอ

ไร้มนุษยธรรมผมกำหมัดแน่น

มนุษยธรรม ชื่อมันก็บอกอยู่ทนโท่ว่าสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่พวกสัตว์

สุดจะทนแล้ว... ผมพุ่งโถมเข้ากระแทกเขาทั้งตัว แพทริกเซถอยไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะดันตัวผมออกอย่างแรง จนผมล้มลงก้นจ้ำเบ้า แต่แค่นั้นยังไม่พอ เขาตามมาขยุ้มคอเสื้อผม กระชากขึ้นจากพื้น

“โอ๊ะ!” แพทริคอุทาน เมื่อผมเอี้ยวคอกัดเข้าที่มือเขา แพทริคตาลุกวาวด้วยความโกรธ เขาลากตัวผมไปหน้าห้อง ถีบประตูให้เปิดออก แล้วโยนผมเข้าไป

แพทริคมองรอยกัดที่มืออย่างรังเกียจ ก่อนจะชี้หน้าผมที่ยังนอนเค้เก้อยู่บนพื้น “นี่ถือว่าฉันเมตตามากแล้วเกล  มันผิดตั้งแต่พวกเรายอมให้พวกครึ่งพันธุ์มาอาศัยปะปนอยู่กับมนุษย์โน่นแล้ว  ไม่ต่างอะไรกับปล่อยแผลเน่าไว้บนมือ รอเวลาให้พวกมันลามกินขึ้นมาทั้งแขน และสำหรับฉัน ตัดมือทิ้งยังดีกว่าให้พวกมันเหลืออยู่”

แล้วเขาก็เดินออกไป เสียงรองเท้าบู๊ตหนักๆย่ำไปบนพื้น ไม่มีใครกล้าโผล่หัวออกมาดูแม้แต่คนเดียว

...แผลเน่าเลยเหรอ

ผมค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น จะว่าขำก็ขำ จะว่าเจ็บก็เจ็บ แพทริกด่าได้แสบสันต์สมกับเป็นหน่วยลาดตระเวน ซึ่งผมว่าคงมีการบรรจุหลักสูตรวิธีดูถูกและข่มเหงจิตใจมนุษย์กลายพันธุ์ไว้ด้วยแหงๆ สมาชิกหน่วยลาดตระเวนถึงได้แสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์พวกเราได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องแบบนี้

ไม่นานนัก คุณโรเบิร์ตซึ่งเป็นหัวหน้าตึกก็มาเคาะประตูห้องผม คุณโรเบิร์ตเป็นเจ้าของตึกหลังหลังนี้และอีก 2-3 หลังในเขต 3 เขาเป็นมนุษย์ธรรมดา ซึ่งปกติแล้วจะเข้ากันได้ดีมากกับพวกหน่วยลาดตระเวน แต่ตึกหลังนี้ของเขา ที่มีมนุษย์กลายพันธุ์อาศัยรวมอยู่ด้วยเกือบ 20 ชีวิต ก็ทำให้คุณโรเบิร์ตไม่แล้งน้ำใจกับคนอย่างพวกเรามากนัก

“เกล เป็นอะไรรึเปล่า” เขาถาม

“เล็กน้อยครับ” ผมยิ้มเฝื่อนๆ พลางยกแขนที่มีรอยถลอกตรงใกล้ๆข้อศอกให้เขาดู “เคยเจอหนักกว่านี้”

คุณโรเบิร์ตพยักหน้าเล็กน้อย เขาเม้มริมฝีปากนิดๆ ก่อนจะพูดออกมา “คลอเดีย... น้องสาวของเควิน ถูกจับตัวไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ เธอคงไม่รู้สินะ”

ผมส่ายหน้า เมื่อวานผมออกไปทำงานตั้งแต่ช่วงบ่าย และกลับมาหลังเที่ยงคืน ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“แม่หนูนั่นปล่อยใยแมงมุมใส่เพื่อนในโรงเรียน แล้วโดนจับตัวออกไปทันที เควินรู้เรื่องหลังจากนั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ และก็อย่างที่เธอเห็น ตอนนี้เขาก็ถูกเอาตัวไปอีกคนแล้ว”

“แล้วมันจะเป็นยังไงต่อ มีโอกาส...บ้างไหม” ผมถามทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ

“ฉันก็ไม่รู้” คุณโรเบิร์ตถอนหายใจ เขาตบลงบนบ่าผมเบาๆ “เธอเองก็ดูแลตัวเองด้วย”

ผมยิ้มตอบเขา ผมเชื่อใจคุณโรเบิร์ต ค่าที่เขารู้จักผมมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และยังรู้จักกับพ่อแม่ของผมด้วย พ่อผมทำงานในโรงพยาบาล และรู้จักกับคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณโรเบิร์ต

พ่อผมอายุมากแล้วตอนที่พบกับแม่ ซึ่งไปที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเพื่อนที่กำลังป่วย แม่ผมเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ครึ่งปลาทอง ที่ฉลาด สุภาพเรียบร้อย และสวยน่ารักที่สุดเท่าที่พ่อเคยพบ  พวกท่านรักกันและมีผมในอีก 3 ปีต่อมา  ผมมีวัยเด็กที่สมบูรณ์ อบอุ่น และดีมากเท่าที่มนุษย์กลายพันธุ์คนหนึ่งจะมีได้ พ่อรักแม่มาก และคงจะเป็นผู้ชายแค่ไม่กี่คนในโลก ที่ยอมรับมนุษย์กลายพันธุ์เป็นภรรยาออกหน้าออกตา แทนที่จะหลบๆซ่อนๆเป็นเมียเก็บหรือชู้รัก และทิ้งไปอย่างไม่ใยดีเมื่อเผลอไปทำให้ท้องเข้า

ทุกอย่างเริ่มแย่ลงเมื่อพ่อผมตายไปตอนที่ผมอายุ 7 ปี เหลือแค่แม่คนเดียว ตอนนั้นผมโตมากแล้วถ้านับตามเกณฑ์ของมนุษย์กลายพันธุ์ รูปร่างพอๆกับวัยรุ่นอายุ 17-18 ที่เป็นมนุษย์ธรรมดา และถึงพ่อจะทิ้งเงินไว้ให้จำนวนหนึ่ง แต่ผมก็เริ่มทำงานไปพร้อมๆกับดูแลแม่ เราไม่ได้อยู่กันอย่างสะดวกสบายเท่ากับตอนที่พ่อยังอยู่ด้วยก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ยากอะไรมาก และเมื่อปีที่แล้ว ผมก็สูญเสียแม่ไปอีกคน

ผมถอนหายใจแรง ความทรงจำที่ดีนั้นช่วยหล่อเลี้ยงและทำให้ใจเราเข้มแข็งขึ้นได้ก็จริง แต่ในเมื่อเรายังยืนอยู่ในวันนี้ และยังมีพรุ่งนี้ให้ต่อสู้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่อยู่กับปัจจุบันให้ได้ ผมก้าวไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน และเดินออกไปข้างนอกอาคาร

อากาศข้างนอกวันนี้หนาวเยือก จนมีไอกรุ่นออกมาจากปาก เส้นทางจราจรบนอากาศยังคงคับคั่งเหมือนทุกวัน แต่บนถนนด้านล่างกลับดูบางตากว่าปกติ บรรยากาศเหมือนมีคลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว

ผมเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย สู่สวนสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลนัก เสียงซุบซิบแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ถึงเรื่องที่เป็นข่าวดังในวันนี้  และมันก็คือเรื่องที่ผมเพิ่งจะรู้มา ...เรื่องของเด็กมนุษย์กลายพันธุ์ที่เพิ่งถูกจับกุม

ผมเดินไปจนถึงสวนสาธารณะ นั่งลงตรงเก้าอี้ริมทางเท้า และกดแถบข้อมือเรียกรายชื่อร้านเบอร์เกอร์แบบส่งถึงที่ขึ้นมา ผมเลือกแฮมเบอร์เกอร์ร้านเจ้าประจำ (ผมไม่กินฟิชเบอร์เกอร์นะ ..เหตุผลคงไม่ต้องบอกใช่มั้ย)  และกดแจ้งพิกัดที่อยู่ ไม่ถึง 5 นาที แฮมเบอร์เกอร์ร้อนๆก็มาอยู่ในมือผม พร้อมเครื่องดื่มกลิ่นโกโก้ควันฉุย

ผมจ้องมองไปยังโบสถ์ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ขณะที่กัดแฮมเบอร์เกอร์ผสมเนื้อสังเคราะห์ 50% เข้าปาก หน้าโบสถ์มีคนจำนวนหนึ่งจับกลุ่มเล็กๆพูดคุยกันกระจัดกระจายอยู่หลายจุด สีหน้าพวกเขาค่อนข้างเคร่งเครียดและเจือความไม่พอใจ ผมอยู่ห่างออกมาหลายเมตร แต่ก็รู้ว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ยืนพูดคุยกันอยู่นั่น พวกเขามีลวดลายสวยๆตรงขมับข้างซ้ายเหมือนที่ผมมี

โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่ยินดีต้อนรับทั้งมนุษย์ธรรมดาและมนุษย์กลายพันธุ์ แตกต่างจากโบสถ์ส่วนใหญ่ ที่ถ้ามีมนุษย์กลายพยายามจะปะปนเข้าไป ก็จะโดดหยามด้วยการถ่มน้ำลายใส่พื้นตรงหน้าเพื่อแสดงการไม่ต้อนรับ ทางโบสถ์แต่ละแห่งไม่เคยมีนโยบายแบ่งแยกแบบนี้ก็จริง แต่เราจะรู้ได้เองว่าที่ไหนที่เราเข้าไม่ได้

ผมตัดสินใจเรียกซื้อข่าวจากพวกขายข่าวข้างถนน ก่อนจะต้องแปลกใจเล็กน้อย เมื่อพบว่าคนขายข่าวคนนี้ เป็นคนเดียวกับที่ทักผมเมื่อวันก่อน เขามีเรือนผมยุ่งๆสีน้ำตาลอมแดง และมีรอยยิ้มเจ้าชู้ขี้เล่น

“บุพเพสันนิวาสแน่ๆเลย” เขาพูดขึ้น ขณะที่ผมทาบแถบข้อมือตัวเองลงบนแถบข้อมือของเขา เพื่อจ่ายค่าซื้อข่าว “นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องกินต้องใช้ จะให้ฟรีทุกวันเลยนะ ...เอามั้ย”

ผมกลอกตา ก่อนจะพูดออกไป “ขอบใจ แต่ฉันไม่สน ไปจีบคนอื่นเถอะ”

“มีแฟนแล้ว?” ฝ่ายนั้นเลิกคิ้ว

“ไม่เชิง”

“ว้า...” หมอนั่นทำสุ้มเสียงผิดหวัง “เป็นเมียเก็บเศรษฐีไม่งั้นก็นายทหารสิท่า ...ว่าแล้วเชียว สวยๆแบบนี้ ไม่เหลือถึงเราหรอก”

ผมส่ายหัว นึกขำกับคำพูดเขาที่เดามั่วแต่ก็เกือบจะแม่น เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีระหว่างที่ผมกำลังเดินมาที่สวนสาธารณะ วิกเตอร์เพื่อนร่วมงานของผมโทรเข้ามา และบอกว่าผมควรหยุดงานก่อนสักวันสองวันเพื่อป้องกันความวุ่นวาย เพราะมีการติดต่อมาทางเจ้านายผม เพื่อสอบถามถึงมนุษย์ครึ่งปลาทองที่เปลือยท่อนบนว่ายน้ำโชว์ในงานเมื่อคืนนี้

มันคือการติดต่อทาบทามเพื่อเรื่องบนเตียงอย่างไม่ต้องสงสัย โชคดีที่เจ้านายของผมไม่ได้มีอาชีพเสริมเป็นพ่อเล้า เขาเรียกวิกเตอร์ที่สนิทกับผมเป็นพิเศษไปสอบถามเบื้องต้นถึงเรื่องของผม และผมก็โชคดีอีกชั้นที่มีวิกเตอร์เป็นเพื่อน เขาโม้เป็นตุเป็นตะว่าผมมีคนทาบทามขอเลี้ยงอยู่แล้ว แต่คงไปไม่รอดเพราะนิสัยส่วนตัว ที่ชอบมีคู่นอนเป็นพวกมนุษย์กลายพันธุ์ด้วยกันมากกว่า และตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าผมเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ด้วยรึเปล่า ผมงี้กลั้นหัวเราะจนแทบน้ำตาไหล

“มาร์คัส”  คนขายข่าวบอกชื่อตัวเอง ทั้งที่ผมไม่ได้ถาม

“เกล” ผมบอกไปสั้นๆ และเริ่มกวาดตามองเนื้อข่าว ก่อนจะเห็นว่าข่าวของคลอเดียอยู่ตรงฝั่งซ้าย เด่นพอๆกับข่าววงในเรื่องการผลักดันกฏหมายควบคุมพื้นที่พวกมนุษย์กลายพันธุ์

ข่าวที่ซื้อจากพวกขายข่าวใต้ดิน แตกต่างจากข่าวแจกฟรีที่รัฐอนุญาติให้เผยแพร่ลิบลับ ผมแทบหัวเราะออกมา เมื่อข่าวทางฝั่งรัฐบรรยายซะจนคลอเดียดูเหมือนอีเด็กปีศาจกระหายเลือด ที่พ่นใยมัดตัวเพื่อนโรงเรียนเดียวกันเพื่อกินทั้งเป็น ในขณะที่ข่าวใต้ดินดูจะบอกเล่าตามความเป็นจริงกว่านั้นมาก

ผมถอนใจแรงเมื่อคิดถึงเรื่องคลอเดีย

8 ปี สำหรับมนุษย์กลายพันธุ์ ไม่ถือว่าเป็นเด็ก...

คำพูดของแพทริกย้อนกลับมาในหัวผมอีกครั้ง และมันเป็นจริงเกินกว่าครึ่ง

มนุษย์กลายพันธุ์ส่วนใหญ่อย่างที่ผมเป็น จะเกิดขึ้นมาบนโลกพร้อมกับสิ่งที่บ่งชัดว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ทั้งในด้านลักษณะภายนอกและผลเลือด เราเกิดมาในร่างครึ่งคนครึ่งสัตว์ ไม่กี่ชั่วโมงหลังการเกิด เราเรียนรู้การเก็บซ่อนลักษณะสัตว์ไว้ใต้รูปลักษณ์มนุษย์ธรรมดา และจะแสดงตัวออกมาเฉพาะเวลาที่เราต้องการ หรือเมื่อเกิดความเจ็บปวด

เราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เพียงแค่ 4 ปี เราก็เทียบได้กับมนุษย์ธรรมดาในช่วงวัยรุ่นตอนต้น และนั่นเป็นเหตุผล ว่าทำไมรัฐถึงได้ประทับลวดลาย 9 เส้นไว้ตรงขมับของพวกเราตอนอายุเท่านั้น

และเมื่อเรามีอายุ 8 ปี นั่นก็คือร่างที่โตเต็มวัยสำหรับมนุษย์กลายพันธุ์ เราเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเหมือนมนุษย์ธรรมดาตอนอายุราว 20 ปี ทั้งในด้านรูปร่างและพัฒนาการทางสมอง และเริ่มชะลอการการเจริญเติบโตลง จนใกล้เคียงกับมนุษย์ธรรมดา ซึ่งในระยะนี้คุณจะแยกไม่ออกเลยว่านี่คือมนุษย์ธรรมดาอายุ 40 หรือมนุษย์กลายพันธุ์อายุ 25  และหลังจากนั้นอีกหลายปีร่างกายของพวกเราจะค่อยๆร่วงโรยลงอย่างช้าๆ และหมดอายุขัยตอนอายุราว 40 ปี ไม่มากไปกว่านั้น

โตเร็ว แก่ช้า อายุสั้น นั่นคือลักษณะของมนุษย์กลายพันธุ์ และตัวผมในตอนนี้ ที่ผ่านเวลาในโลกสวยๆใบนี้มาได้ 11 ปี ก็มีรูปร่างไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดาๆในช่วงอายุ 20-25  ที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน และจะยังคงรูปร่างหน้าตาประมาณนี้ไปได้อีกเป็นสิบปี

แต่มีอยู่ 1% ของพวกเราที่แตกต่างออกไป และเราเรียกพวกเขาว่ามนุษย์กลายพันธุ์ประเภทแสดงผลช้า มันคือการกลายพันธุ์ข้ามรุ่น พวกเขาจะไม่มีลักษณะของสัตว์อื่นแฝงอยู่ในร่างเลยตั้งแต่เกิด ตรวจเลือดก็ไม่พบ แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติในตัว

พวกเขาจะเจริญเติบโตแบบมนุษย์ธรรมดา รูปร่างลักษณะเหมือนมนุษย์ธรรมดา การพัฒนาด้านการเรียนรู้เป็นไปตามปกติ ไม่รวดเร็วก้าวกระโดดเหมือนมนุษย์กลายพันธุ์ ไม่มีใครหรือแม้แต่เจ้าตัวเอง จะรู้ว่าส่วนเล็กๆที่หลบซ่อนอย่างชาญฉลาดอยู่ในร่างกายนั้นคือสายพันธุ์ของสัตว์ชนิดอื่น จนกว่ามันจะแสดงตัวออกมาเองในวันหนึ่ง

“แย่นะ เป็นสายพันธุ์อันตรายด้วยสิ” มาร์คัสออกความเห็น

“เธอยังเด็กอยู่เลย” ผมพูดเสียงเบา “8 ขวบก็จริง แต่นี่ไม่ใช่กรณีมนุษย์กลายพันธุ์ทั่วๆไปนะ เธอไม่ได้เป็นตัวเต็มวัยด้วยซ้ำ พวกแสดงผลช้าส่วนใหญ่จะกลายร่างหลังจากเป็นหนุ่มสาวเต็มตัวแล้ว  ก่อนจะผันวงจรชีวิตไปตามแบบมนุษย์กลายพันธุ์ แต่นี่เธอยังเด็กจริงๆ เป็นเด็กเหมือนลูกมนุษย์ธรรมดาในอายุเท่ากัน”

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสจะเข้าสู่ร่างเจริญเติบโตเต็มที่ในเร็วๆนี้นี่ ก็เล่นปล่อยใยออกมาแบบนั้นแล้ว”

ผมนิ่ง รู้ดีว่ามาร์คัสพูดมีเหตุผล

“พวกทางฝั่งโน้นก็พูดถึงกันอยู่” มาร์คัสบุ้ยทากไปทางโบสถ์ “ว่าทางเขตจะจัดการยังไงกับกรณีนี้”

ผมมองไปทางกลุ่มคนที่ยังจับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าโบสถ์ ...ไม่ได้จะพูดให้ท้อแท้นะ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินอะไรเลย มีแต่มนุษย์ธรรมดาที่ตัดสินเรา

“ฉันไม่คิดว่านั่นจะช่วยอะไรได้” ผมอ้าปากจะกัดเบอร์เกอร์อีกคำ แต่ก็ดันรู้สึกกินไม่ลงขึ้นมาเฉยๆ “สุดท้ายไม่ว่าจะออกมาแบบไหน พอใจหรือไม่พอใจ เขาก็บังคับให้เราต้องยอมรับไปตามนั้น และก็ไม่มีใครโต้แย้งอะไรได้ อย่าเพิ่งด่าว่าฉันไม่มีหัวใจ ฉันรู้จักเด็กคนนั้น และถ้ามันลงเอยในแบบแย่ๆ ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เสียใจมาก”

“นายมันขี้แพ้” มาร์คัสยิ้มเล็กๆแบบกึ่งเล่นกึ่งจริง

“ขอบใจที่ย้ำ ฉันไม่ลืมหรอกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างพวกนายเป็นพวกขี้ชนะ พวกฉันก็เลยต้องกลายเป็นพวกขี้แพ้”   

“นายไม่มีความเชื่อมั่นในฝั่งของตัวเองเลย”

ผมมองหน้ามาร์คัส ...ฝั่งของผมเหรอ? ฝั่งที่ทุกคนมีระเบิดเล็กๆฝังอยู่ตรงขมับเนี่ยนะ “แล้วนายมีรึไง”

“มีมากกว่านายก็แล้วกัน ...โอ๊ะโอ ขวัญใจประชาชนมาโน่นแล้ว ฉันว่าฉันเผ่นก่อนดีกว่า” มาร์คัสมองไปทางฝั่งตรงข้าม ที่ตอนนี้มียานลาดตระเวน 2 ลำ บินร่อนมาทางหน้าโบสถ์ มันเป็นยานสีดำที่มีรูปทรงด้านหน้าเพรียวโค้งเหมือนลูกรักบี้ขณะบินในอากาศ แต่ในเวลาที่จอดลงบนพื้นดิน ปีกเหล็กด้านข้างจะหุบเข้า ส่วนด้านหลังและข้างล่างจะเปิดออก เพื่อปล่อยล้อ 2 ล้อลงบนพื้น เหมือนการจอดของรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ แค่เพิ่มปืนกับอุปกรณ์ทำลายล้างอื่นๆเข้าไป

ยานลาดตระเวนจอดสนิทตรงถนนหน้าโบสถ์ หลังคาใสด้านบนเลื่อนลง หน่วยลาดตระเวน 2 นายในชุดเครื่องแบบสีดำก้าวลงมา กลุ่มคนที่ยืนคุยกันเงียบลงทันที ประชาชนทั่วไปที่เดินผ่าน ต่างพากันก้าวเร็วๆให้ห่างจากบริเวณนั้น

มาร์คัสลุกขึ้น “ไว้เจอกันนะ คราวหน้าไม่ต้องจ่ายค่าข่าวหรอก ขอจูบเบาๆที่แก้มก็พอ ...แต่จะว่าไป ขอเก็บล่วงหน้าก่อนเลยดีกว่า”

แล้วเขาก็โน้มตัวลงจูบที่แก้มผมอย่างรวดเร็ว ผมอ้าปากหวออย่างคาดไม่ถึง มาร์คัสยิ้มจนตาหยี ก่อนจะหันหลังแล้วก้าวเร็วๆออกไป พลางโบกมือไหวๆทิ้งท้าย

“...เชื่อเค้าเลย” ผมงึมงำและใช้หลังมือเช็ดตรงแก้ม

“สลายตัวซะ ไอ้พวกสวะ!” เสียงตวาดที่ดังมาจากฝั่งตรงข้าม ทำให้ผมต้องหันควับไปมอง ก่อนจะต้องเบิกตากว้างขึ้น เมื่อหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งขว้างลูกบอลกลมๆขนาดเท่าลูกปิงปองเข้าไปในกลุ่มชุมนุม

ลูกบอลลอยหวือไปตามแรงเหวี่ยง ก่อนจะหยุดกลางอากาศ และหมุนติ้ว

ฟี้ดดดด...

ฟุ่บ!

กลุ่มควันสีขาวระเบิดฟู่ จุดเล็กๆเหมือนประกายไฟพุ่งออกมารอบทิศทาง เสียงร้องอย่างตกใจดังขึ้น พร้อมกับการวิ่งหนีอย่างชุลมุนวุ่นวาย มันคือระเบิดควัน ที่ทำให้แสบตาจนน้ำตาไหล และสิ่งที่เหมือนประกายไฟนั่นก็คือเข็มขนาดเล็กจิ๋ว ที่จะสลายตัวไปทันทีที่ปักลงในวัตถุอื่น และส่งผลให้เกิดอาการชาซ่านไปตามมือและเท้า รวมทั้งริมฝีปาก เหมือนโดนฉีดยาชา ซึ่งมันทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างทุลักทุเลเหมือนปูเดิน ...และแน่นอน มันไม่ทำปฏิกิริยากับเครื่องแบบของหน่วยลาดตระเวน

“ทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้ด้วย!” ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนอย่างเจ็บแค้น เมื่อเขาเซแซ่ดไปชนหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งเข้า ก็เลยโดนทุบจนทรุดลงกับพื้น “พวกเราแค่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!

“ไม่ได้..ทำอะไรผิดเลย...” หน่วยลาดตระเวนคนนั้นลากเสียงล้อเลียนอย่างน่าเกลียด “อย่ามาโกหก ว่าไม่มีพวกแกสักคนในนี้เป็นสมาชิกองค์กรหมายเลข 6 ส้นตีนนั่น”

...กักขฬะจริงๆ

ผมเม้มริมฝีปาก องค์กรหมายเลข 6 คือกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวเพื่อความเสมอภาค เป็นขบวนการใต้ดินที่ทำงานอย่างลับๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของมนุษย์และมนุษย์กลายพันธุ์ โดยไม่มีใครข่มเหงใคร และแน่นอนว่าไม่ใช่ความเสมอภาคในแบบที่รัฐอยากได้

ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางจริงๆขององค์กรนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสมาชิกสำคัญๆมีใครบ้าง แค่รู้แบบครึ่งๆกลางๆจากข่าวใต้ดินว่ามีการสนับสนุนเงินทุนอย่างลับๆจากผู้มีอิทธิพลในบางเขต เพื่อการต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับมนุษย์กลายพันธุ์ มันเป็นเรื่องอันตรายที่ผมไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะแค่อายุขัย 40 ปี ก็สั้นพออยู่แล้ว

และเลข 6 ก็มีนัยยะสำคัญ ที่หมายความถึงอีกฝั่งของเลข 9 ซึ่งเป็นจำนวนเส้นของไลน์โค้ดตรงขมับของพวกเรา ที่เหมือนการตีตราทาสว่าเราเป็นสมบัติของฝั่งเลข 9  แต่ที่จริงแล้วทั้งสองเลขคือตัวเลขเดียวกัน แค่ถูกจัดวางให้กลับหัวลงและตีค่ามันต่างกัน เหมือนกับเราทั้งสองฝ่าย ที่แท้จริงแล้วต่างก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน

แล้วหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งก็หันมาทางนี้ เขาเป็นคนที่ขว้างระเบิดควันใส่ผู้ชุมนุม เขาเอามือถอดหน้ากากกรองควันออก เผยให้เห็นใบหน้าเต็มๆที่คุ้นตามาก  ผมเอามือลูบหน้าอย่างเซ็งสุดขีด ...แพทริค

แพทริคก้าวอาดๆข้ามฝั่งมาทางผม มองดูเท่ผสมน่ารังเกียจ เขาเล่นบทตำรวจเลวได้สมบทบาทยังกับเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ เขาดูเหมือนพวกตัวร้ายในหนัง ที่มักจะตายอย่างอนาถตั้งแต่ต้นๆเรื่อง แต่ถ้ารอดไปถึงตอนจบก็จะกลายเป็นพระเอกแทน ผมไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะนึกภาพให้แพทริคเป็นแบบแรก

“ไฮ...” ผมส่งเสียงทักออกไป เมื่อเห็นว่าเป้าสังหารของเขาตอนนี้คือผมแน่ๆ

“ออกมาขายตัวแต่เช้าเลยเหรอ เมื่อคืนมีคนเสนอราคาให้ไม่จุใจรึไง” 

...ห๊ะ???

“ข..ขายอะไรนะ” ผมกะพริบตาปริบๆ ในขณะที่แพทริคหัวเราะในลำคออย่างดูถูก ...เอารางวัลออสการ์สาขาไอ้เลวดีเด่นไปครองเลยเถอะ

“ขายตัวไง” แพทริคย้ำ “เห็นว่าเมื่อคืนโชว์ของน่าดูเลยนี่ พรรคพวกฉันพูดกันทั้งคืนถึง...”

เขากวาดตามองเนื้อตัวผม เหมือนผมกำลังเปลือยอยู่ ทั้งๆที่จริงๆแล้วผมสวมเสื้อ 2 ชั้น ก่อนจะพูดต่อ “ปลาก้นงอน หน้าท้องเนียน หัวนมชมพู โชว์เนื้อตัวซะขนาดนั้น คงได้ลูกค้าเยอะน่าดูสิท่า”

ผมแทบสำลักเครื่องดื่มกลิ่นโกโก้ ...หัวนมชมพู ...เอิ่ม ละเอียดไปมั้ย ผมมองหน้าแพทริคอย่างเพลียหัวใจ “แค่เพื่อนนายอยากอึ้บฉัน ฉันก็เลยต้องกลายเป็นไอ้ตัวงั้นสิ?”

“จูบกันเมามันโชว์คนทั้งถนนได้นี่ ไม่ใช่ขายตัวก็แจกฟรีรึไง?”

...โอย เขาเห็นที่มาร์คัสจูบแก้มผมสินะ แพทริคมาจากโลกไหน? ..โลกที่คนส่วนใหญ่เป็นนักบวชกับนางชี และคนที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน จะใกล้ชิดกันได้มากสุดคือจับมือผ่านถุงมือใช่มั้ย ถึงได้มองว่าการการจูบแก้มมันติดเรทถึงขั้นอนาจาร ...ไม่ไหวแล้ว งานนี้ผมยอมแพ้

“แล้วแต่นายจะคิดเถอะ” ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับอกแบบยอมแพ้ ก่อนจะลุกขึ้น “ฉันไปดีกว่า”

แพทริคขยับเข้ามาขวาง

“ขวางทำไม หรือว่านายก็อยากซื้อฉัน?”

คำพูดของผมทำให้แพทริคชะงักเหมือนโดนสาดหน้าด้วยน้ำเย็น ก่อนจะเบ้ปากอย่างรังเกียจ “ฉันไม่ได้รสนิยมแย่ขนาดนั้น”

“ก็ว่างั้น”

แล้วผมก็ก้าวออกไป แพทริคเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย เหมือนกลัวว่าเชื้อสวะจากตัวผมจะกระเด็นไปแปดเปื้อนร่างกายอันสูงส่งของเขา ผมแอบสะใจเมื่อรู้สึกว่าตอกกลับเขาได้บ้างเล็กๆน้อยๆ

“จะรีบไปไหน นี่เพิ่งแปดโมงเอง ซ่องยังไม่เปิด” แพทริคตะโกนไล่หลัง

“ไม่ได้ไปซ่อง” ผมตอบกลับโดยไม่หันไปมอง “แต่จะรีบไปจัดคิวซั่มกับพวกที่เสนอราคามาให้ ยังได้กันไม่ครบเลย”

 

วันต่อมา  เควินก็ถูกปล่อยตัว เขากลับมาในสภาพอิดโรย ตาลึกโหล และริมฝีปากแห้งผาก ผมรีบไปที่ห้องเขาทันทีที่รู้ว่าเขากลับมาแล้ว

“เควิน! คลอเดียเป็นไงบ้าง” ผมถามอย่างร้อนใจ

เควินนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าก้มต่ำ เส้นผมยุ่งเหยิงปรกลงมาบนหน้าผากและดวงตาบางส่วน เสียงเขาสั่นสะท้าน “ไม่มีใครรู้ ฉันเองก็ไม่รู้ แค่ได้ยินพวกนั้นคุยกันว่าพวกทหารจะออกคำสั่งในวันพรุ่งนี้”

ผมขยับไปนั่งข้างเขา จับมือเย็นเฉียบที่บีบเกร็งอยู่เหนือหัวเข่า “อาจจะไม่แย่มากอย่างที่เรากลัวก็ได้ เพราะอย่างน้อย นายก็ถูกปล่อยตัวกลับมา พวกนั้นไม่ได้ทำร้ายนาย”

เควินเปล่งเสียงหัวเราะขมขื่นในลำคอ และนั่นทำให้ผมเอะใจทันที

“ทั้งๆที่ตรวจไม่พบอะไรในตัวฉัน แต่มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ...พวกนั้นไม่ได้ทำร้าย แต่มันทำลายฉัน”

แล้วเควินก็หันหน้ามาทางผม เขายกมือสั่นระริกเสยกลุ่มผมที่ปรกหน้าผากขึ้นไป ผมมองอย่างตกตะลึง เส้นโค้งสีเทา 9 เส้นเด่นชัดอยู่ตรงขมับด้านซ้ายของเควิน

เควินมองผมด้วยแววตาเจ็บปวดร้าวราน  “ทีนี้เราเหมือนกันแล้วนะ เกล”

               ......

               ......

 

               เก้าโมงเช้า

        แสงแดดอ่อนจางส่องผ่านกระจกปรับแสงเข้ามาในห้องอาหารกว้างขวาง บนชั้น 9 ของตึกรูปไข่ ที่เป็นเขตพักอาศัยของทหารและบุคคลที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยระดับพิเศษ

        นิโคลัสก้าวผ่านบานประตูกระจกใส ออกไปยังระเบียงโค้งรีรูปไข่ด้านนอก อากาศในวันนี้ค่อนข้างเย็นมากแต่ก็ยังมีแสงแดดอ่อนๆ เขานั่งลงที่โต๊ะอาหารตัวหนึ่งข้างราวกั้นโปร่งใสสูงระดับเอว พื้นที่ตรงนี้เหมือนยื่นออกไปในอากาศ และดูน่าจะไม่ปลอดภัยนัก ถ้านึกถึงว่าอาจจะมีใครบางคนลอบยิงมาจากตึกฝั่งตรงข้าม

แต่นิโคลัสรู้ดีว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริงๆ ลูกกระสุนจะติดแหง็กอยู่กลางอากาศ ห่างจากขอบระเบียงออกไปไม่กี่นิ้ว  ก่อนจะร่วงหล่นลงไปในนาทีต่อมา และคนตรงนี้ก็แค่ยิ้มมุมปากให้ลูกกระสุนโง่ๆ พลางเพลิดเพลินกับอาหารของตัวเองท่ามกลางวิวรอบตัวต่อไป  ตึกหลังนี้ทั้งหลังถูกครอบไว้ด้วยพื้นผิวพิเศษ ที่ดักจับและป้องกันจากการบุกรุกจากภายนอก ไม่มีใครหรืออะไรจะทะลุผ่านเข้ามาได้ นอกจากอากาศ

“ผู้การโฮเวิร์ด ขอผมนั่งด้วยคนได้มั้ย”

เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้น ดึงความสนใจของนิโคลัสจากเมนูอาหารตรงหน้า เขาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตัวสูงที่กำลังแตะพนักเก้าอี้ตรงข้ามเขาเป็นเชิงขออนุญาต ฝ่ายนั้นส่งยิ้มให้เขา เส้นผมดกหนาพลิ้วเบาๆตามแรงลม ปรกลงบนหน้าผากเหนือดวงตาข้างหนึ่ง

“ตามสบาย คุณสไตรเกอร์” นิโคลัสผายมือ

“เรียกผมว่าคีธเถอะ”

นิโคลัสเลิกคิ้วเล็กน้อย ...ถ้าเรียกว่าคีธแล้วไง ฝ่ายนั้นจะเรียกเขาว่านิคมั้ย?

“วิวสวย” คีธพูดขึ้น

นิโคลัสนิ่งไปเล็กน้อย ฝ่ายนั้นพูดโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเขา ไม่ได้เลื่อนไปมองวิวเลย คีธกระตุกยิ้มมุมปาก เขาชี้ไปทางสวนสาธารณะกลางเมือง “ผมหมายถึงป่ากลางเมืองนั่น”

นิโคลัสเบนสายตากลับมาที่รายการอาหาร เขาไม่อยากแปลความหมายของท่าทีกำกวมนั่น แค่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เหลี่ยมจัด โดยเฉพาะดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ที่มีชั้นตาลึกหนาดูโศกซึ้งเว้าวอน แต่กลับเจือความรู้สึกอันตรายและไม่น่าไว้ใจ ...แต่ก็นั่นแหละ ทหารกับพ่อค้าอาวุธสงครามย่อมร่วมโต๊ะอาหารกันได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจูบปากกันหวานชื่นหรอก

นิโคลัสกดเลือกอาหารเช้า 2-3 อย่างจากเมนู ตัวหนังสือในอากาศหายวับไป เหลือเพียงตัวเลขที่กำลังนับถอยหลัง ว่าอีกไม่กี่วินาทีอาหารที่สั่งจะถูกส่งตรงขึ้นมาบนโต๊ะ โดยที่ไม่ต้องมีคนนำมาเสิร์ฟ

“แปลกตาดีนะ เวลาคุณไม่ใส่เครื่องแบบ” คีธชี้ไปที่ชุดของนิโคลัส ซึ่งเป็นเสื้อแขนยาวธรรมดากับกางเกงสีเข้ม ซึ่งทำให้เขาดูเด็กกว่าอายุจริง และยิ่งรวมกับผมสีบลอนด์หม่น ที่วันนี้ปล่อยตามสบาย ไม่ได้จัดทรงเนี้ยบอยู่ใต้หมวกทหาร นิโคลัสก็ยิ่งดูเหมือนหนุ่มหล่อที่น่าจะไปนั่งอยู่ในคอฟฟีชอปหรูๆ ขับยานแพงๆร่อนไปตามเส้นทางในอากาศ  มากกว่าจะเป็นผู้บังคับการกองควบคุมมนุษย์กลายพันธุ์

“วันหยุด” นิโคลัสตอบสั้นๆ เขายกถ้วยกาแฟเข้มๆที่เพิ่งจะถูกส่งขึ้นมาบนโต๊ะขึ้นดื่ม ก่อนจะถาม “แล้วคุณล่ะ ชีวิตในเขต 3 เป็นยังไงบ้าง”

“ผมยังไม่ค่อยได้ออกไปไหนเท่าไหร่ เลยยังไม่ค่อยเจออะไรสนุกๆ”

“ที่จริงในตึกนี้ก็มีอะไรหลายอย่างให้คุณสนุกได้นะ  ชั้น 3 เป็นสปอร์ตคลับ สนามยิงปืนกับสนามยิงธนู หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณได้เหงื่อ ชั้น 4 มีโรงหนังกับบาร์ ที่นี่ควบคุมดูแลและให้บริการโดยมนุษย์ธรรมดากับหุ่นยนต์ ไม่ต้องห่วงว่าจะมีมนุษย์กลายพันธุ์ปะปนเข้ามาให้ต้องไม่สบายใจ”

“ฟังดูหมือนคุณเกลียดพวกนั้นนะ” คีธเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “ผมหมายถึงมนุษย์กลายพันธุ์”

“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น”

“ที่จริงแค่คุณเป็นมนุษย์ธรรมดาก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว แต่บังเอิญว่าคุณเป็นผู้บังคับการกองควบคุมมนุษย์กลายพันธุ์ด้วย และเส้นทางการขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ก็ค่อนข้างหวือหวานิดหน่อย ผมยังประทับใจภาพการปราบจลาจลในเขต 4 เมื่อปลายปีก่อนอยู่เลย”

นิโคลัสนิ่ง  เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเขาเข้าร่วมในการปราบจลาจลครั้งใหญ่ในเขต 4 ที่มีการประท้วงและก่อความรุนแรงครั้งใหญ่ ซึ่งเป้าหมายก็คือการล้มล้างการปกครอง และปลดปล่อยมนุษย์กลายพันธุ์จากการถูกกดขี่  มันสร้างความเสียหายใหญ่โตจนเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม  มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ทั้งแบบขึ้นทะเบียนและพวกนอกกฎหมาย นิโคลัสอยู่ที่นั่นนาน 8 อาทิตย์ และเขาเป็นคนที่เหนี่ยวไกยิงผู้นำกลุ่มผู้ก่อความรุนแรง ซึ่งเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่นิโคลัสเข้าร่วมการปราบจลาจลในลักษณะนี้  และจุดโลหะเล็กๆที่เรียงอยู่ข้างแถบไหมสีเงินตรงปกเสื้อเครื่องแบบทหารของเขาก็บ่งบอกได้ดี ถึงการทำงานในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของเขาในฐานะทหารของกองทัพ

“ผมทำตามหน้าที่” นิโคลัสตอบเรียบๆ เขาปาดเนยลงบนขนมปังอุ่นๆ อาหารเช้าของเขาพร้อมอยู่บนโต๊ะ สดใหม่และหอมกรุ่นน่ากิน  “ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเกลียดหรือชอบ”

“เป็นคำตอบที่คลาสสิก ” คีธพยักหน้า “คุณเลยไม่ลังเลที่จะยิงหรือสั่งให้ระเบิดหัวใคร โดยเฉพาะพวกครึ่งพันธุ์น่ารังเกียจ ให้พวกมันหมดไปจากอเมริกาหรือหมดจากโลกไปได้เลยยิ่งดี เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา”

“ตกลงนี่เราจะคุยกันเรื่องสงครามใช่มั้ย”

“เปล่า” คีธส่ายหน้า แววตาเขาไหวระริกใต้เปลวแดดจางๆ มองดูเป็นสีน้ำตาลเหลือบทอง “ผมแค่คิดว่าเรามีบางอย่างเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องที่ข้ามกองศพพวกนั้นขึ้นมาอยู่ตรงนี้หรอกนะ แต่หมายถึงเรื่องที่รู้ว่าตัวเองควรทำและต้องทำอะไร”

“เดี๋ยวนะ คุณสไตรเกอร์ ดูเหมือนผมจะไม่ได้ถูกเรียกว่าไอ้ชาติชั่วกระหายเลือดเหมือนคุณ”

คีธหัวเราะเสียงดัง จนคนอื่นๆที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆหันมามองด้วยความอยากรู้ “โอเค...ผู้การ ผมยอมแพ้คุณตรงจุดนี้ แต่แน่ใจเหรอว่าคุณน่ะหมดจด”

“หมายความว่าไง”

“คุณลองเอาของใช้ของคุณให้ผมถือไว้สักชิ้นตอนนี้สิ ชิ้นไหนก็ได้ เพราะผมเป็น...สิ่งที่เรียกว่าไซโคเมทเลอร์ ผมสามารถอ่านอดีตของคุณจากของชิ้นนั้น”

“คุณทำไม่ได้หรอก”

“คุณกลัว?”

นิโคลัสส่ายหน้า เขาโน้มตัวไปข้างหน้า เท้าศอกลงบนโต๊ะและยื่นมือออกไป “ไม่จำเป็นต้องผ่านสิ่งของ  อ่านมันจากตัวผม”

คีธชะงักไปวูบหนึ่ง เขาจ้องมองฝ่ามือของนิโคลัสเหมือนมันเป็นสิ่งแปลกประหลาด รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า ก่อนจะแปรกลับมาเป็นเหมือนเดิมในนาทีต่อมา

คีธจับจ้องที่ใบหน้าของอีกฝ่ายขณะยื่นมือออกไป  นิโคลัสรู้สึกถึงบางสิ่งที่ฉายอยู่ในแววตาคู่นั้น แต่อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร และเมื่อปลายนิ้วทั้งสองฝ่ายสัมผัสกัน คีธก็คว้ามือของนิโคลัสไว้อย่างรวดเร็ว กระชับแน่นจนรู้สึกถึงความอุ่นในเนื้อหนัง  

“คุณเป็นคนที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ” คีธพูด “คุณเกิดในสถานะที่ดี มาจากครอบครัวที่มั่นคง และดำเนินชีวิตตามเส้นทางที่จัดเตรียมไว้อย่างดี ชีวิตคุณไม่เคยลุ่มๆดอนๆหรือเปะปะหลงทาง คุณค้นพบตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการทำ คุณมั่นคง เด็ดเดี่ยว และไม่ลังเลต่อเป้าหมาย คุณไม่รอมชอมในเรื่องที่คุณคิดว่าคุณทำถูกต้อง”

“นั่นไม่ใช่ไซโคเมทรี มันคือการพูดแบบมีข้อมูลรองรับ และอันที่จริง ผมว่าคุณสืบประวัติผมมามากกว่า และกำลังสงสัยว่าคุณสืบประวัติใครในนี้อีกบ้าง” 

คีธคลี่ยิ้ม เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ รอยยิ้มเขามีเสน่ห์ดึงดูดใจ “ผมยังพูดไม่จบเลยผู้การ ยังมีอีกเรื่องที่ผมยังไม่ได้พูด และเชื่อผมสิ เรื่องนี้ใครก็สืบไม่ได้”

“ว่ามา” นิโคลัสระบายลมหายใจ

“คุณมีความลับ” คีธจ้องตาเขา นิโคลัสรู้สึกถึงแรงบีบตรงฝ่ามือ “มีบางอย่างที่คุณปกปิดเอาไว้ และไม่เคยบอกใครกระทั่งคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท  มันเป็นรอยเลอะเทอะเล็กๆในชีวิตสมบูรณ์แบบของคุณ ที่เกิดจากความไร้เดียงสาอันงดงาม แต่คุณเกลียดมันและอาจจะยอมแลกด้วยอะไรก็ตามเพื่อกำจัดมัน”

“คุณทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า หมอดูคู่หมอเดา คุณสไตรเกอร์” นิโคลัสพูด และดึงมือออกในจังหวะเดียวกับที่เสียงทักทายดังขึ้น

 “อ้าว คุณสไตรเกอร์ นั่งกินอาหารเช้ากับผู้การโฮเวิร์ดงั้นเหรอ เราจะได้เห็นอะไรเด็ดๆจากการร่วมมือของพวกคุณรึเปล่า”

นั่นเป็นเสียงของพันตรีบอนด์วิลล์ เขาพาร่างอวบท้วมในชุดกางเกงขี่ม้าเดินเข้ามาหาทั้งคู่ เขายิ้มรื่นและพยักเพยิดทักทายคนนั้นคนนี้อย่างคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี

“ผมว่าจะไปซ้อมขี่ม้าสักหน่อย” เขาอธิบาย เมื่อเห็นคีธมองเครื่องแต่งกายของเขา “อาทิตย์หน้าเราจะมีการล่าสัตว์กัน เป็นงานสังสรรค์ระหว่างครอบครัวนายทหาร ผู้การโฮเวิร์ด คุณก็ไปด้วยสินะ

นิโคลัสพยักหน้าเล็กน้อย ในขณะที่คีธเลิกคิ้วอย่างสนใจ

“งานสังสรรค์ที่บ้านท่านนายพล” พลตรีบอนด์วิลล์อธิบายต่อ “พวกผู้ชายจะล่าสัตว์ในป่า ส่วนพวกผู้หญิงก็... อืม อย่างที่เรารู้ๆกัน แต่งตัวสวยๆให้พวกเราหายใจติดขัด แล้วก็ไประบายลงกับพวกสัตว์ ขณะที่พวกเธอรอดูว่าใครจะล่าสัตว์ได้เยอะที่สุด ...อ้อ คุณสไตรเกอร์ ผมมีความยินดีจะบอกว่าท่านนายพลเชิญคุณไปด้วย ถ้าคุณไม่ติดขัดอะไร”

“ผมยินดี” คีธผงกศีรษะเล็กน้อย และยิ้มให้บางคนที่กำลังหันมามองทางนี้ เพราะพลตรีบอนด์วิลล์พูดด้วยเสียงที่ไม่ได้เบาเลย

“คุณกำลังเป็นคนโปรดของเขตเรา” นายทหารคนหนึ่งที่นั่งโต๊ะข้างๆพูดกับเขา “หลังจากสร้างสรรค์ของอย่างออคโทปุสขึ้นมา และตอนนี้ก็เริ่มมีคนตั้งคำถาม ว่าระบบประมวลผลของออคโทปุสจะมีโอกาสคลาดเคลื่อนบ้างมั้ย อย่างเช่นตัดสินใจปล่อยลูกกระสุนใส่พวกมนุษย์กลายพันธุ์มากเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อพบว่ามีการทำร้ายมนุษย์คนอื่น”

“คุณอยากให้ผมตั้งโปรแกรมให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ” คีธตอบกลับ

คำตอบของเขาเรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากใครอีกหลายคน และมีบางคนหันมายกนิ้วให้ ก่อนจะหันไปสนใจอาหารเช้าของตัวเองกันต่อ พลตรีบอนด์วิลล์ถือวิสาสะนั่งลงร่วมโต๊ะกับนิโคลัสและคีธ และเริ่มผูกขาดการสนทนาไว้ที่ตัวเอง

 นิโคลัสขอตัว เมื่อจัดการอาหารเช้าของตัวเองเสร็จ คีธเดินตามออกมา ทั้งคู่อยู่ในลิฟต์ตัวเดียวกันที่กำลังเคลื่อนลงไปยังชั้นล่าง

“มีเดทสินะ” คีธพูดขึ้น

นิโคลัสเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“คุณใส่น้ำหอม และผมค่อนข้างจมูกไว” คีธเฉลย

“ผมไม่ได้ใส่น้ำหอม”

“หืม...” คีธส่งเสียงในลำคอ และยื่นหน้าเข้าไปใกล้เล็กน้อย “กลิ่นคุณเหมือนป่าเลย”

นิโคลัสหันไปมองหน้าฝ่ายนั้น ความสูงของทั้งคู่ไล่เลี่ยกัน นิโคลัสก็เลยเห็นแววล้อเล่นในดวงตาคู่นั้นได้อย่างชัดเจน

“ผมแค่อยากจับผิด ว่าคุณแอบมีสาวสวยซ่อนไว้” คีธพูด

นิโคลัสหันกลับมา เขายิ้มบางๆอย่างไม่ถือสา ...ผู้ชายคนนี้มีบุคลิกหลากหลาย  ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเพื่อนกัน แต่ก็คงไม่ได้แย่อะไรที่จะคบเอาไว้ก่อน  

นิโคลัสก้าวออกจากลิฟต์และเดินไปยังห้องซ้อมยิงปืน ในตึกรูปไข่หลังนี้ ชั้น 1 ถึงชั้น 9 จะเป็นส่วนพื้นที่บริการต่างๆ กับห้องพักของแขกพิเศษที่เข้ามาพักที่นี่ แต่ส่วนที่สูงกว่าชั้น 9 ขึ้นไป เป็นเขตที่พักของทหาร ซึ่งการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดยิ่งขึ้น การผ่านประตูเข้าไปต้องใช้การสแกนม่านตาควบคู่กับข้อมูลส่วนตัวบนแถบข้อมือ บุคคลทั่วไปไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ยกเว้นว่าได้รับอนุญาติเป็นกรณีพิเศษและต้องเข้าไปพร้อมกับทหารเท่านั้น      

นิโคลัสเล็งเป้าเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นผู้ชาย 2 คนกำลังมุ่งตรงมาที่เขา นิโคลัสยิงคนหนึ่งล้มลง ก่อนจะเบนไปยังอีกคน เขาเล็งตรงหน้าอกแล้วเหนี่ยวไก หุ่นยนต์คู่ซ้อมทรุดลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น แต่แล้วหุ่นยนต์ตัวแรกกลับลุกขึ้น กลายร่างเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ครึ่งแมงป่อง นิโคลัสลั่นไกส่งลูกปืนพุ่งทะลุหางที่กำลังชูขึ้นเพื่อโจมตี ก่อนจะซ้ำอีกนัดเข้าที่ช่องท้อง

 “แม่นตามเคยนะผู้การโฮเวิร์ด”

เสียงของนายพลคาร์เตอร์ที่ดังขึ้น ทำให้นิโคลัสต้องวางมือจากกระบอกปืน และหันไปทักทาย

“สวัสดีครับท่านนายพล” นิโคลัสพูด เขาค่อนข้างแปลกใจที่เห็นนายพลคาร์เตอร์ที่นี่ในวันหยุด ปกติแล้วนายพลคาร์เตอร์จะพักอยู่ในตึกรูปไข่ 3-4 วันต่อสัปดาห์ และจะไปพักกับครอบครัวที่บ้านของตัวเองทางฝั่งเหนือของเขตในวันที่เหลือ

“ผมมาคุยธุระกับแขกจากเขต 1 ในห้องรับรองชั้นล่าง ก็เลยแวะขึ้นมาเอาปืนสั้นรุ่นเก่าที่ฝากเอาไว้ที่นี่”  นายพลคาร์เตอร์พูด “เรื่องเด็กมนุษย์กลายพันธุ์ที่เป็นข่าวครึกโครมนั่นเป็นยังไงบ้าง วุ่นวายกันน่าดู นี่เห็นว่าเพิ่งเปลี่ยนร่างเป็นตัวเต็มวัยในห้องควบคุมภายในคืนเดียวเลยด้วยนี่ ...อันตรายนะ”

“พรุ่งนี้ผมจะมีคำสั่งออกไปครับท่านนายพล” นิโคลัสตอบ

นายพลคาร์เตอร์พยักหน้าเคร่งขรึม “ยังไงก็คิดให้ถี่ถ้วนล่ะ อย่าลืมว่าเขตอื่นก็จับตามองเราอยู่”

นิโคลัสรับคำ การจัดการปัญหาเกี่ยวกับมนุษย์กลายพันธุ์เป็นงานของเขา ที่ปกติแล้วนายพลคาร์เตอร์จะมองดูอยู่ห่างๆโดยไม่ก้าวก่าย แต่นิโคลัสรู้นัยยะที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น

นายพลคาร์เตอร์หมายมั่นปั้นมือถึงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของรัฐในสมัยหน้า และการทำให้เขตอื่นเห็นว่าที่นี่จัดการกับปัญหาความวุ่นวายที่เกิดจากมนุษย์กลายพันธุ์ได้ดีแค่ไหนในช่วงที่เขาดูแล ย่อมสร้างความมั่นใจให้พวกมนุษย์ธรรมดา และเป็นภาพลักษณ์ดีๆที่จะติดตัวไปกับนายพลคาร์เตอร์ ในวันที่เขาต้องการคะแนนเสียงสนับสนุน

นายพลคาร์เตอร์เดินออกไปจากตรงนั้น นิโคลัสหันกลับมาและเริ่มบรรจุลูกกระสุนอีกครั้ง

“นิโคลัส คุณเห็นร่างเติบโตเต็มที่ของเด็กกลายพันธุ์ที่ชื่อคลอเดียนั่นรึยัง” พลโทซิมเมอร์แมน ที่กำลังซ้อมยิงอยู่ในล็อคข้างๆถามขึ้น เขาเป็นชายร่างใหญ่ที่มีรอยแผลเป็นพาดอยู่บนซีกหน้าข้างหนึ่งและมีสีหน้าเคร่งเครียด หน้าตาของลูก้า ซิมเมอร์แมนอาจไม่ใกล้เคียงกับคำว่าหล่อเหลา แต่ใกล้เคียงกับคำว่าเมตตาที่สุดแล้ว สำหรับทัศนคติที่เขามีต่อพวกมนุษย์กลายพันธุ์

“ผมเห็นแล้วเมื่อคืน” นิโคลัสตอบ เด็กคนนั้นเจริญเติบโตแบบลัดขั้นตอน มันสร้างความเจ็บปวดจนเธอต้องกรีดร้องอย่างทรมาน  และสุดท้ายก็กลายร่างเป็นมนุษย์ครึ่งแมงมุมโดยสมบูรณ์ เธอเจริญเติบโตเป็นหญิงสาวที่มีต่อมผลิตใยอยู่ใต้ผิวหนัง มีเขี้ยวพิษที่แม้จะไม่มีปริมาณพิษมากพอที่จะทำเหยื่อเสียชีวิต แต่ก็เพียงพอที่จะที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ มีดวงตา 4 คู่บนหน้าผากเมื่อเปลี่ยนร่าง และอาจกำลังพร้อมสำหรับการขยายพันธุ์

“พวกนั้นพูดเล่นกันถึงการประหารต่อหน้าสาธารณะชน ป่าเถื่อนสิ้นดี ถึงจะเป็นการพูดเล่นเอาสนุก แต่บางเรื่องก็ควรจะเพลาๆกันบ้าง” พลโทซิมเมอร์แมนพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องนั้น” นิโคลัสบอก การประหารต่อหน้าสาธารณะชน เป็นการลงโทษขั้นสูงสุดในคดีอุกฉกรรจ์ของทุกเขต ที่ไม่มีให้เห็นมานานหลายปีแล้ว และเขาไม่คิดว่าใครจะนำมันกลับมาในเร็วๆนี้

“ผมรู้ว่าคุณจะตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมที่สุด” พลโทซิมเมอร์แมนหันมาทางนิโคลัส รอยแผลบนแก้มเป็นเส้นลากยาวเด่นชัดจากใต้ตาซ้ายลงมาจนถึงรอยเคราที่กราม  “พวกมนุษย์กลายพันธุ์บางคนเลวร้ายและเป็นภัยคุกคามจริง ซึ่งสมควรกำจัดทิ้ง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ใช่ และเรายังสามารถควบคุมพวกเขาได้ หากเลือกวิธีที่เหมาะสม อย่าลืมว่าครึ่งหนึ่งในตัวพวกเขา ก็เป็นคนเหมือนกับเรา”

นิโคลัสไม่ตอบอะไร เขาหันกลับมาเลือกหุ่นคู่ซ้อมในตาราง ...มนุษย์ธรรมดา 1 กับมนุษย์กลายพันธุ์ 2 นิโคลัสเงยหน้าขึ้น เพื่อจ้องไปยังเป้าหมาย ชายหนุ่มกำหนดลมหายใจและอยู่ในท่าเตรียม

...เขาคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะทำยังไงกับเรื่องวุ่นวายนั่น มันเป็นแค่งานอีกชิ้นที่เขาต้องจัดการ และไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของพลโทซิมเมอร์แมน หรือกระทั่งนายพลคาร์เตอร์

หุ่นยนต์มนุษย์กลายพันธุ์ปรากฏตัวขึ้นก่อน นิโคลัสสูดลมหายใจและยกปืนขึ้น นิ้วแข็งแรงค่อยๆสัมผัสไกปืนขณะเล็งไปยังเป้าหมาย หุ่นยนต์มนุษย์กลายพันธุ์บิดร่างและคำรามอย่างดุร้าย นิโคลัสเหนี่ยวไกอย่างนุ่มนวลในจังหวะที่หยุดหายใจ กระสุนพุ่งเจาะเข้าที่กลางหน้าผากมนุษย์กลายพันธุ์

...ไม่มีความลังเลในดวงตาสีเทาซีดคู่นั้น

ช่วงเย็นของวันนั้น  นิโคลัสออกจากตึกรูปไข่ และเดินทางไปยังย่านธุรกิจการค้าอันคึกคักของเมือง  เขาก้าวเข้าไปในคอฟฟีช็อปซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของตึกหลังหนึ่ง ซึ่งตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่มีระดับ และไม่ได้มีคนพลุกพล่านเกินไป

ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง เขานั่งเท้าคางเหม่อมองออกไปด้านนอก นิ้วเรียวๆเคาะเบาๆลงบนแก้มตามจังหวะของดนตรี ขนตาของเขาเป็นสีน้ำตาลอ่อนงอนหนาเป็นแพ เฉดเดียวกับเส้นผมนุ่มพลิ้วที่ซอยไล่ลงมาถึงต้นคอ

               นิโคลัสเดินตรงเข้าไปหา ชายหนุ่มริมหน้าต่างหันมามอง ริมฝีปากแดงอิ่มคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็นนิโคลัส

               “ผมนึกว่าคุณลืมนัดผมไปแล้ว” เขาท้วงด้วยท่าทีไม่จริงจัง เมื่อนิโคลัสนั่งลงตรงเก้าอี้ตรงข้าม

               “ฉันไม่ลืมหรอกเลสลี่ มันเตือนอยู่บนแถบข้อมือ” นิโคลัสยื่นมือออกไปปัดปอยผมนุ่มๆที่ปรกตาสีเขียวสว่างของฝ่ายนั้น “ผมเธอยาวปิดตาแล้วนะ น่าจะไปตัดออกบ้าง”

               “ไม่” ฝ่ายนั้นคว้ามือเขาไว้ และจับให้แนบอยู่กับใบหน้า พลางขยับส่ายหัวไปมาเล็กน้อย เพื่อให้เส้นผมลงมาบังลวดลายตรงขมับด้านซ้าย เลสลี่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ลูกครึ่งกระต่าย หน้าตาเขาหมดจดน่ามอง และค่อนข้างเซ็กซี่

               “ที่ทำงานเป็นยังไงบ้าง” นิโคลัสไล้ข้อนิ้วลงบนแก้มเนียนเบาๆ ก่อนจะดึงมือออกอย่างนุ่มนวล

               “ห่วย” เลสลี่ตอบ “คุณส่งผมไปทำงานกับพวกตาแก่สติเฟื่อง”

               “เลสลี่... งานในสำนักงานถือว่าไม่เลวเลยสำหรับมนุษย์กลายพันธุ์ หรือเธออยากไปทำงานในเหมือง”

               เลสลี่ทำหน้าสยอง ก่อนจะค้อนประหลับประเหลือก “ขอทีเถอะนิค คุณไม่ใจร้ายกับอีหนูของคุณขนาดนั้นหรอก”

               นิโคลัสหัวเราะเบาๆ ใบหน้าเขาดูหล่อเหลามีเสน่ห์ ไม่เย็นชาเหมือนเวลาอื่นๆ และเมื่อนิโคลัสสั่งเครื่องดื่ม และเลสลี่ก็สั่งอาหารมา 2-3 อย่าง นิโคลัสก็ถามขึ้น “พักนี้เธอได้ไปเที่ยวแถวบาร์ในย่านตึกรวงผึ้งบ้างรึเปล่า”

               “ก็ไปบ้าง” ฝ่ายนั้นตอบ “ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ คนแถวนั้นน่ารังเกียจ งี่เง่า โลภ แถมยังมีแต่พวกหื่นๆ สมองพวกนั้นมีแต่เรื่องเหล้ากับเรื่องเงิน ไม่ค่อยมีใครฉลาดพอจะคิดเรื่องการยืนหยัดต่อสู้เพื่ออะไรหรอก ส่วนพวกที่ฉลาดกว่าก็ไม่ค่อยพูดอะไรมากแถวบาร์ มันอันตรายด้วย ผมไม่ค่อยอยากเข้าใกล้”

               “แล้วเรื่ององค์กรหมายเลข 6 ล่ะ ได้ยินอะไรมาเข้าหูบ้างมั้ย”

               “ก็ไม่เชิง” เลสลี่จิบไวน์ “ผมไม่ได้ยินอะไรลึกๆเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพวกนั้นเลย ยิ่งมีหน่วยลาดตระเวนเพ่นพ่านมากเป็นพิเศษแบบช่วงนี้ พวกนั้นยิ่งระวังตัว แต่...นิค  ผมคิดว่าพวกเขาอาจไม่ได้คุยหรือส่งข่าวกันตามบาร์หรือบ่อนแบบเดิมๆแล้วล่ะ แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน”

               นิโคลัสพยักหน้าช้าๆ “ช่างเถอะ เธออย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์กรนั่นก็แล้วกัน ฉันไม่อยากให้เธอเจ็บตัว”

               เลสลี่เบิกตาขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสวยคลี่ออกเป็นรอยยิ้มซนๆ “นี่เป็นวิธีของคุณใช่มั้ยนิค ทำเป็นไม่สนใจเรื่องอะไรแบบนั้นเท่าความปลอดภัยของผม  แต่จริงๆก็หลอกใช้ผม หลอกถามข่าวจากผมที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงมนุษย์กลายพันธุ์ คุณจงใจทำให้ผมคิดว่าคุณน่ะห่วงใยใส่ใจ แล้วผมก็หลงรักคุณหัวปักหัวปำ”

               “ฉันอยากให้เธอปลอดภัย ตรงนี้เป็นความจริง”

               เลสลี่ช้อนตาขึ้นมอง รอยยิ้มหยอกเย้าแปรเปลี่ยนเป็นยวนยั่วท้าทาย “งั้นก็พิสูจน์สิ ว่าคุณอยากได้อย่างอื่นจากผมมากกว่า”

               ......

               ......

               “นิค... อื้ม... อา..”

เสียงครางกระเส่าดังออกมาจากริมฝีปากแดงชุ่มชื้น เลสลี่กำลังขยับเคลื่อนอยู่เหนือร่างของนิโคลัสบนเตียงขาวสะอาด สะโพกกลมกลึงเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ รับเอาความสุขจากความแข็งแกร่งของนิโคลัสเข้าไป

               นิโคลัสรั้งเอวบางให้กดตัวลง เขาขยับสะโพกสวนขึ้นไป

               “อ๊ะ..!” เลสลี่สะบัดหน้า จิกเล็บลงบนแผ่นอกของอีกฝ่าย

นิโคลัสเลื่อนมือข้างหนึ่งไปยังตุ่มไตที่ชูชันลอยเด่น เขาคลึงและขยี้มันด้วยปลายนิ้ว เลสลี่ครางออกมาเสียงดัง ผิวแก้มและเนื้อตัวของเขาขึ้นสีชมพูซ่านเหมือนสีของกลีบกุหลาบ

“นิค... แบบนั้นผมจะ...”

นิโคลัสรั้งตัวของเลสลี่ให้นอนลงบนที่นอน เขาขยับขึ้นไปอยู่ด้านบน และสอดมือใต้ข้อพับเข่าให้สะโพกของอีกฝ่ายลอยยกขึ้น ก่อนจะขยับสะโพกกดฝังส่วนที่เชื่อมกันให้ลึกลงไป เลสลี่สั่นสะท้าน ร่างเขาสั่นไหวตามจังหวะการกระแทก ก่อนจะส่งเสียงหวีดเบาๆออกมาจากริมฝีปาก เมื่อความสุขสุดยอดมาถึง

               ......

               นิโคลัสกลับมาถึงที่พักของตัวเองบนตึกรูปไข่ในเวลาตีหนึ่ง ห้องพักของเขากินเนื้อที่ 1 ใน 4 ของชั้นนั้น มันเป็นสิทธิพิเศษของนายทหารระดับผู้บังคับการกรม

               นิโคลัสถอดเสื้อผ้าและก้าวเข้าไปในห้องน้ำ กิจกรรมกับกระต่ายเซ็กซี่ในตอนค่ำทำให้เขาได้เหงื่อพอสมควร เขาออกคำสั่งด้วยเสียงให้สายน้ำโปรยปรายลงมาอาบไล้เนื้อตัวผสมกับแชมพูกลิ่นหอมอ่อนๆ นิโคลัสชอบการอาบน้ำแบบดั้งเดิมมากกว่าการเข้าไปในแคปซูลอาบน้ำ แล้วให้ระบบช่วยทำความสะอาดร่างกายตามโปรแกรมที่ตั้ง

               ...กลิ่นป่าอย่างงั้นเหรอ

               สายน้ำไหลผ่านเส้นผมสีบลอนด์หม่นที่เปียกลู่ ไหลลงมาตามร่างกายที่ตึงแน่นสมส่วน มันก็แค่กลิ่นของแชมพู 1 ใน 120 กลิ่นที่มีให้เลือกในห้องอาบน้ำที่นี่

นิโคลัสใช้เวลาอาบน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกมาและเดินไปยังห้องนอน เขาปรับแสงที่กระจกให้มืดลงและให้มองเห็นได้ด้านเดียวจากข้างในห้อง เขามองออกไปยังวิวด้านนอกที่เต็มไปด้วยแสงไฟพราวเป็นจุดๆ ร่างเปล่าเปลือยยืนอยู่ข้างหน้าต่างบานใหญ่ มองดูเหมือนประติมากรรมแสนสมบูรณ์แบบ นิโคลัสเสยผมที่ยังชื้นอยู่นิดๆ เขารู้สึกคล้ายกับว่าอุณหภูมิในห้องวันนี้อบอุ่นกว่าวันอื่นๆ

นิโคลัสหันกลับมา เขาเดินไปที่เตียงและคิดว่าจะอ่านอะไรอีกสักพักแล้วถึงค่อยเข้านอน และในจังหวะที่ก้าวไปเกือบจะถึงเตียง นิโคลัสก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันตรงหางตา เขาหันตามทันที แต่ก็ดูเหมือนจะช้าไป นิโคลัสรู้สึกแปลบปลาบตรงแผ่นหลังเหมือนโดนสะกิดด้วยปลายมีด ก่อนที่ความรู้สึกแสบชาจะซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว

และในวินาทีต่อมา ร่างหนึ่งก็แนบชิดเข้ามาทางด้านหลังของเขา ท่อนแขนกำยำข้างหนึ่งเคลื่อนผ่านจากหัวไหล่มาโอบกอดแผ่นอกเขาไว้ ในขณะที่ฝ่ามืออีกข้างขยับมาสัมผัสตรงเนินหน้าท้อง

นิโคลัสเบิกตากว้างขึ้น เมื่อเห็นแขนข้างนั้นกำลังเปลี่ยนสภาพ มันเริ่มจากนิ้วมือที่เปลี่ยนจากนิ้วธรรมดาๆกลายเป็นนิ้วที่มีผิวหนังหยาบเป็นข้อและมีกรงเล็บเรียวแหลม เกล็ดแข็งเป็นเหลี่ยมหนาสีน้ำตาลงอกเริ่มจากตรงข้อมือ และลามขยายเป็นชั้นๆขึ้นไปอย่างรวดเร็ว!  ชั่วพริบตาเดียวแขนข้างนั้นก็ดูเหมือนกับถูกหุ้มด้วยเกราะแข็งหนาซ้อนกัน ราวกับเกราะหุ้มของสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์   

สวัสดียามดึก ผู้การนิโคลัสเสียงแหบต่ำกระซิบข้างหู  “...ชอบมนุษย์กลายพันธุ์รึเปล่า?”

 




 

              



.....................................................................................................................



หวายยยย... อะไรกันเนี่ย

ขอเตือนก่อนเลย ว่าตอนหน้าอย่ากะพริบตานะคะ  > <


อ่านมาถึงตอนนี้กันแล้ว มีใครเดาออกรึยังคะ ว่าพระเอกเรื่องนี้คือใคร  ลองทายดูนะคะ  เผื่อถูก  ^ ^











ช่วงนี้อ่านคอมเม้นต์เพลินเลย ขอบคุณที่เข้ามาพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันนะคะ  ผู้แต่งชอบมากค่ะ  จุ๊ฟๆ  ^3







 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

64 ความคิดเห็น

  1. #1701 สนุกดี (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 03:47

    เดาว่า แพทริก คือพระเอก คู่น้องเกล


    ส่วนมนุษย์กลายพันธุ์ที่เข้ามาประชิดตัวนิค คือทารกที่นิคปล่อยไปในอดีต และ มนุษย์กลายพันธุ์คนนี้คือคู่ของนิค

    #1701
    0
  2. #1675 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 21:52
    ผู้ดารแอบเลี้ยงอีหนูกระต่ายไว้หรอเนี่ย แต่เราว่าผู้การเหมาะดับนักธุรกิจมากกว่าน้าาา
    #1675
    0
  3. #1657 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:57
    ลุ้นต่อไป มีคู่ไหนบ้าง
    #1657
    0
  4. #1592 kanun0_0 (@kanun0_0) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 17:15
    กำลังคิดว่าจะเม้นอะไรดี แต่พอเลื่อนมาเห็นภาพปลากอบเท่านั้นแหละ
    อือหืมมมม>.....< #แค๊ปแปปนะค่ะ
    #1592
    0
  5. #1582 ducky (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 21:00
    เราว่าเรื่องนี้มีหลายคู่น่ะ แล้วแต่คนชอบน่ะ และคีธกับนิโคลัสคือหนึ่งในนั้น ส่วนเกลกับแพทริกก้อน่าจะใช่ และคีธคือมนุษย์กลายพันธุ์ที่นิคได้ปล่อยไป พอดูอายุแล้วมันก้อน่าจะใช่เลยแหละ
    #1582
    0
  6. #1478 f_onp97 (@bonjour0301) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 14:38
    ตอนนี้ขอไม่เดาเพราะภาพปลากรอบช่าง... -.,-
    #1478
    0
  7. #1438 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 14:44
    ปลาทองน้อยของเราตอกกลับแพทริคได้ดี ไม้เบื่อไม้เมา ใครที่เข้ามายามวิกาลงี้ พระเอก? เก่งขนาดไหนถึงเข้ามาถึงในห้องได้
    ปล.อายุขัยไม่น่าจะมีถึงแค่นี้เลย ฮือ
    #1438
    0
  8. #1272 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 / 08:25
    นิโคลัส มีเลี้ยงอิหนูเป็นกระต่ายซะด้วย แล้วนั่นใครละ
    #1272
    0
  9. #1198 AlowHa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 18:58
    เรื่องนี้

    มีสองคู่หรอกเหรอ

    &#128561;&#128561;&#128561;&#128561;&#128561;
    #1198
    0
  10. #1094 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 05:00
    ตอนนี้ ฉันไม่รู้อะไรทั้งน้านนน TT
    #1094
    0
  11. #1070 STEM1995 (@eveymin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2559 / 14:56
    ใครอ่าาาา ว่าแต่คีธคือตัวที่นิคยิงเมื่อหลายปีก่อนรึเปล่า
    #1070
    0
  12. #1066 Tomb Keeper (@feliona413) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2559 / 07:39
    คีธ&นิค แต่ยังไม่รู้ว่าเกล คืออะไร มีบทบาทยังไง ถึงเป็นตัวเอกดำเนินเรื่องอีกด้านสลับกัน
    #1066
    0
  13. #917 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 02:54
    โอ่ยโหยย อะไรน่ะ ตัวอัลไลลลลลลลลลล
    รู้สึกชอบกระต่ายคนนั้นอ่ะ นิโคลัสนี่ไม่เบาา
    #917
    0
  14. #874 NongYingNutty (@haruminilove) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 18:56
    ว้ายยย นิโคลัสแอบซุกอิหนู
    #874
    0
  15. #667 kwa_rkh (@kwa_rkh) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 / 23:53
    ตกใจมากที่นิคมีอีหนู 5555
    #667
    0
  16. #548 ALoHaTheStars (@alohathestars) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2558 / 14:33
    เดาว่าคู่ของนิคคงเป็นคนที่ถูกยิงตอนนิคอายุ16แล้วปล่อยให้หนีไปวันนั้นแน่เลย ป่านนี้พระเอกเราคงโตแล้วผ่านมาตั้ง12ปี แอบอึ้งนิดๆที่นิคมีอิหนู5555 ไม่คิดว่าจะมีกับเค้าด้วย
    #548
    0
  17. #275 เดย์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 23:55
    น้องว่าพระเอกต้องเป็นหนูที่ถูกยิงตอนต้นเรื่องแน่ๆเลยยย

    เดามั่วสุดๆ 555
    #275
    0
  18. วันที่ 16 เมษายน 2558 / 22:56
    ห๊ะ  คุณผู้พันโดนโจมตีแล้ว  กรี๊ดดดดดดดดด 
    ลุ้นค่ะ  ชอบผู้พันสุดหล่ออออออออ
    ฉากดมในลิฟท์นี่  เล่นเอาตื่นเต้นกลั้นหายใจตามเลยค่ะ
    เริ่มมีรายละเอียดเพิ่มให้ตื่นเต้นอีกแล้วววววว
    #268
    0
  19. วันที่ 4 เมษายน 2558 / 21:39
    ชอบง่า หนุกมากกกกก
    #243
    0
  20. #213 KillerKill (@valasmps) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มีนาคม 2558 / 02:09
    คีธเป็นผู้ชายที่น่าสงสัยจริซๆนะ // เกลตอกหน้าแพทริคได้ดีมากลูก // นิคมีอีหนูเป็นของตัวเองด้วยเหรอจ๊ะ~
    #213
    0
  21. #161 RINKUWAc .™ (@hasuki) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:40

    กรี๊ดดดดด เลสลี่กระต่ายน้อยน่าฟัด >///< //นอกใจเกลเเป็ป 5555

    #161
    0
  22. #120 GDiariez (@barney) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:40
    ชอบบรรยากาศในเรื่องมากๆเลยค่ะ มันแสดงถึงการถูกกดขี่/แบ่งแยกได้ดีมากๆๆ การบรรยายก็ดี ชอบมากๆเลยค่ะ บอกตามตรงคือเดาพระ-นายไม่ออกเลย แต่ขอถามได้มั้ยคะว่าเรื่องนี้มีกี่คู่คะ
    #120
    0
  23. #119 tochilo (@tochilo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 17:30
    น่าติดตามมากๆเลย

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 18:34
    #119
    0
  24. #117 Romeo sane ★ . (@sanyorizta) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 / 18:17
    คีธคู่นิคจริงเหรอคะ T^T
    แพคทริกคู่เกลจริงๆเหรอคะ TT^TT
    กรรมม เราอวยคู่นิคกับเกลง่ะ แง้วววววววว
    ขอให้เป็นคู่นิคเกลๆๆๆๆ ._.
    #117
    0
  25. #116 PPZ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:55
    หวายยยยย//ปิดตา

    เราชอบฉากวับๆแวมๆจังเลยค่ะ(??)

    ใครเป็นพระเอก.. เลือกไม่ถูกจริงๆค่ะ
    #116
    0