69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 101,019 Views

  • 1,719 Comments

  • 3,443 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    546

    Overall
    101,019

ตอนที่ 17 : คำว่า 'ขอบคุณ' มันแทนคำว่า 'ชอบ' ไม่ได้หรอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5165
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    15 พ.ย. 58


นิโคลัสรู้ในวันต่อมา ว่าซิมเมอร์แมนน์ถูกทำร้ายโดยฝีมือของมนุษย์กลายพันธุ์

                ด้วยบาดแผลแบบนั้น ทำไมเขาจะมองไม่ออกว่ามันเกิดจากอะไร และครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นต่อหน้าเขาด้วยซ้ำ ...การเจาะทะลวงเข้าไปในช่องท้อง เพียงแต่ซิมเมอร์แมนน์ยังไม่ได้ถูกดึงตับไตไส้พุงออกมาเหมือนมนุษย์กลายพันธุ์ครึ่งเม่นคนนั้น แล้วไหนจะร่องรอยแบบอื่นที่ปรากฏให้เห็นนั่นอีก นิโคลัสรู้จักมันดี  เพราะมันปรากฏให้เห็นอยู่บนตัวเขาเสมอทุกครั้งที่ส่องกระจก

                ฝีมือไอ้ครึ่งพันธุ์กระหายเลือด คีธ สไตรเกอร์

                แต่โชคดีที่ซิมเมอร์แมนน์อึดเกินกว่าจะยอมตายง่ายๆ เขาบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังมีลมหายใจอยู่ ตอนที่ออคโทปุสส่งสัญญาณแจ้งเหตุร้ายออกไป และได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แต่ถึงอย่างนั้น ซิมเมอร์แมนน์ก็ยังต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอีกหลายวัน

ทหารถูกทำร้ายไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มนุษย์กลายพันธุ์ที่อยู่ในรัศมีหลายกิโลเมตรรอบที่เกิดเหตุถูกกวาดต้อนมาสอบสวน นิโคลัสรู้ว่ามีหลายคนที่ต้องเจ็บตัวทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย แต่นั่นก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ และน่าเสียดายที่คนอย่างคีธ สไตรเกอร์ ไม่มีทางตกเป็นผู้ต้องสงสัย เขาหายหน้าหายตาไปจากวงสังค2-3 วันหลังจากนั้น โดยที่ไม่มีใครนึกเอะใจอะไร นักธุรกิจอย่างเขามีธุระมากมายให้ต้องจัดการอยู่แล้ว

                และเมื่อคีธปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งที่ตึกรูปไข่  นั่นก็เป็นครั้งแรกที่นิโคลัสเป็นคนเดินเข้าไปหาฝ่ายนั้นเอง

                “นิค...” ริมฝีปากหยักสวยยิ้มเยื้อนและพูดชื่อเขา ดวงตาสีน้ำตาลโศกโรยเปล่งประกายน่ามอง คล้ายจะปลาบปลื้มยินดี  ที่เห็นนายทหารหนุ่มก้าวตรงมาหา

                “ไอ้สารเลว” นั่นเป็นคำแรกที่นิโคลัสทักออกไป “ฝีมือแกใช่ไหม ที่ทำร้ายลูก้า”

                รอยยิ้มมีเสน่ห์อ่อนจางลง พร้อมกับแววตาที่กร้าวกระด้างขึ้น “ห่วงเขาเหรอนิค แล้วทำไมไม่ห่วงผม ที่โดนมันยิงกลับมาด้วย”

                คำพูดนั้นทำให้นิโคลัสต้องมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา  ใบหน้าของคีธยังคงหล่อเหลาคมเข้ม แต่รอยคล้ำจางๆใต้ตาและริมฝีปากที่แห้งผาก ก็บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง โดยเฉพาะท่าทางการเคลื่อนไหว ที่ถ้าไม่สังเกตดีๆจะมองไม่ออกว่าฝ่ายนั้นดูจะระมัดระวังบริเวณลำตัวเป็นพิเศษ

นิโคลัสเหยียดมุมปากออกเล็กน้อย  2-3 วันที่ผ่านมา คีธคงลำบากไม่น้อยกับอาการข้างเคียงจากกระสุนพิเศษที่ใช้สำหรับมนุษย์กลายพันธุ์โดยเฉพาะ ใต้ชุดสูทหรูระยับนั่น คงซ่อนบาดแผลจากปืนของซิมเมอร์แมนน์ไว้ข้างใน

“กระสุนนั่น พัฒนาโดยบริษัทของแกเอง” ความสะใจเจืออยู่ในน้ำเสียงของนิโคลัส

“ใช่ ถ้าผมรู้ว่ามันจะเจาะเข้ามาในตัวผมแบบนี้ ผมคงสั่งให้ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์หัดอู้งานกันบ้าง”

“ลูก้าควรยิงให้โดนหัวใจแก”

“ปากหวานเหมือนเคยนะนิค” คีธยิ้ม “แต่คงยากหน่อย  เพราะผมคงควักหัวใจมันออกมาได้ก่อน เนื้อก้อนนั้นคงยังอุ่นและเต้นตุบๆอยู่ในมือผม ตอนที่ไอ้ยักษ์นั่นเล็งปืนมาตรงอกผม”

นิโคลัสขบกราม ภาพชายหนุ่มร่างใหญ่ที่นอนซมอยู่บนเตียงผู้ป่วยผุดขึ้นมาในความคิดเขา ซิมเมอร์แมนน์แข็งแกร่ง แต่ก็ยังมีวันเพลี่ยงพล้ำ “แกทำแบบนั้นทำไม”

“ผมไม่ชอบที่มันมาอยู่ใกล้คุณ” น้ำเสียงเขาติดจะเหนื่อยหน่าย เหมือนกำลังอธิบายเรื่องทั่วไปที่ควรรู้ๆกันอยู่แล้ว  ไม่ใช่การแทงเข้าไปในท้องคนอื่น “ความจริงคือไม่ชอบให้ใครมาเข้าใกล้คุณทั้งนั้น”

นิโคลัสส่ายหน้าช้าๆ  ...ไอ้หมอนี่บ้าเต็มขั้น “ฉันทำงานกับคนทั้งกองทัพ”

“ไม่เอาน่า...นิค อย่าทำเป็นไร้เดียงสานักเลย”  คีธแค่นหัวเราะหยันๆ “อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้ว่าไอ้หมอนั่นคิดยังไงกับคุณ มันมองคุณด้วยสายตาแบบไหน  ลึกๆแล้วมันอยากได้คุณใจจะขาด เวลาที่มันมองคุณมันจินตนาการอะไรอยู่ในหัวบ้าง คงไม่ใช่เรื่องการเมืองการปกครองหรอกมั้ง”

“ลูก้าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน”

“แต่มันอยากได้คุณเป็นเพื่อนร่วมเตียง ซึ่งผมบอกเลยว่าคงไม่มีวันนั้น ผิดตั้งแต่เริ่มคิด”

นิโคลัสสูดลมหายใจ “ด้วยเหตุผลแค่นี้ แกก็เลยจะฆ่าเขา”

“ไม่หรอกนิค ที่จริงผมตั้งใจแค่จะหักกระดูกแขนมันหลายๆท่อน ที่บังอาจมาแตะต้องคุณ แต่บังเอิญว่ามันดันยั่วให้ผมโกรธ ก็เลยพลั้งมือไปหน่อย ...อ้อ ที่จริงไม่ใช่มือหรอก แต่เป็นหางต่างหาก”

นิโคลัสพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมา “แกทำแบบนั้นไม่ได้ แกไม่ใช่เจ้าของร่างกายฉัน”

คีธนิ่ง เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนิโคลัส ราวกับจะสะกดไว้ไม่ให้มองไปที่อื่น และในชั่วพริบตาหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลสวยโศกก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิททั้งดวง “ผิดแล้วนิค คุณเป็นของผม เท่าๆกับที่ผมเป็นของคุณ”

นิโคลัสตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อฝ่ายนั้นโน้มตัวมาใกล้เขา

“และไม่ใช่แค่นั้น” เสียงของคีธแหบต่ำในลำคอเหมือนเสียงขู่ของสัตว์ “ผมทำได้ยิ่งกว่านี้ เพื่อกำจัดสิ่งที่ผมไม่ชอบ ให้พ้นจากเส้นทางของคุณกับผม”

แล้วร่างสูงกำยำก็ก้าวเดินจากไป นิโคลัสยังยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่หันไปมอง สีหน้าเขาเคร่งขรึม ขณะที่ในหัวกำลังประมวลเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความหมกมุ่นยึดติดของมันที่มีต่อเขา

เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าขอบเขตการกระทำของมันจะหยุดลงตรงไหน  และ มันจะทำอะไรได้อีกบ้าง  เพื่อให้ได้ครอบครองเขาเพียงคนเดียว...

                ......

                .......

                เสียงเตือนบอกช่วงเวลาการแจกอาหารดังเป็นจังหวะอยู่ตรงจุดรับต่างๆของย่านตึกรวงผึ้ง เหมือนชีพจรที่อาจหยุดลงได้ทุกเมื่อ ผมเงยหน้ามองตัวเลขที่กระพริบเปลี่ยนตามจำนวนคนที่รับอาหารไป มันถูกจ่ายออกไปเยอะแล้วสำหรับวันนี้ แต่ยังมีคนอีกมากที่ยังรออยู่ในคิว

บางทีผมก็สงสัยว่าพระเจ้าลงโทษเรารุนแรงเกินไปหรือเปล่า ผมหนาว หิว และสกปรก แต่ก็ยังมีคนอื่นอีกหลายคนอยู่ในสภาพแย่กว่า ตอนนี้เราไม่แปลกใจแล้ว เวลาเห็นร่างใครบางคนนอนฟุบอยู่ตามฟุตบาธ  แค่ภาวนาให้เขายังไม่ตาย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เกินกว่านั้น

มีคนตายเพิ่มทุกวันในย่านตึกรวงผึ้ง และรัฐก็แค่เก็บศพออกไป ไม่ใช่เหตุผลเพราะกลัวจะเน่าเหม็นอุจาดตา หรือกลัวจะเกิดโรคระบาด แต่เป็นเพราะไม่อยากให้ภาพเหล่านี้หลุดออกไป และถูกเผยแพร่โดยฝีมือนักข่าวที่ยังแอบแฝงอยู่ในละแวกนี้ 

ผมเดินลากขาอยู่ในแถวที่ต่อคิวรับอาหาร ริมฝีปากแห้งผากเป็นสะเก็ดและท้องลั่นโครกคราก ช่วงเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่รัฐปิดอุโมงค์และถนนเชื่อมสู่ตัวเมือง มันทำให้ผมได้กินอาหารแต่ละวันในปริมาณเท่ากับหนึ่งมื้อเบาๆ แต่ต้องแบ่งมันออกเป็น 3 ส่วนสำหรับ 3 มื้อ เพราะรัฐแจกให้แค่นั้น แต่การขาดสารอาหารยังไม่อันตรายเท่าการขาดน้ำ สำหรับมนุษย์กลายพันธุ์สายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างผม

น้ำหนักตัวผมลดลงจากเดิมและชักจะอ่อนแรงลงทุกที เควินพยายามบังคับให้ผมกินขนมปังของเขา โดยการแบ่งมันไว้ให้ก่อนจะออกไปทำงาน แต่ผมกินไม่ลง เพราะรู้ว่าเควินต้องทำงานที่ใช้แรงงานหนัก ก็เลยทิ้งมันไว้แบบนั้นและอ้างว่าผมมีอาหารของผม เขาก็เลยต้องกลับมากินเองในตอนค่ำอยู่ดี เพราะกลัวมันจะบูดเสียไปเปล่าๆ

ไม่ไหวแล้ว...ใครบางคนงึมงำขึ้นในแถวรอรับอาหาร ที่ตอนนี้มีถึง 8 แถวยาวเหยียด เราอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ เราต้องไปรวมตัวกับพวกนั้น

หลายคนหันมา และมองหน้ากันไปมา  นายไม่เห็นที่พวกนั้นโดนรึไง

สิ่งที่คนเหล่านี้กำลังพูดถึง ก็คือการออกไปรวมตัวชุมนุมเพื่อประท้วงและต่อต้านการทำงานของรัฐบาลตามจุดต่างๆของย่านตึกรวงผึ้ง ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดจะอยู่บริเวณที่มีการปิดกั้นทางเชื่อมสู่เขตเมือง  มันเป็นการกระทำไม่กี่อย่างที่ยังพอทำได้หากไม่ต้องการอดตายไปเงียบๆ  และแน่นอนว่ามันอันตราย

หน่วยลาดกระเวนสลายการชุมนุมโดยการกราดยิงลงมาจากยานลาดตระเวน และโยนระเบิดควันเข้าใส่ พวกเขาไม่ได้ตายด้วยฤทธิ์ของอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง  แต่ส่วนใหญ่บาดเจ็บล้มตายจากความชุลมุนวุ่นวายตอนที่พยายามวิ่งหนี

ดูเผินๆเหมือนว่ารัฐจะไม่ได้ตั้งใจฆ่าพวกเรา เพราะบาดแผลจากระสุนปลอมสามารถเยียวยาให้หายเองได้ ด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น นอนหลับพักผ่อนและกินอาหารดีๆเพื่อให้ร่างกายรักษาตัวเอง  ซึ่งมันคงทำได้ไม่ยากหากคุณมีอาหารให้กิน มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตามปกติ แต่ผมถามหน่อยเถอะ ตอนนี้มีใครที่ยังปกติอยู่บ้าง?

ผมไม่เจอแพทริคอีกเลยตั้งแต่วันนั้น ที่เราจากกันด้วยจูบใต้ปุยหิมะ ย่านตึกรวงผึ้งกินพื้นที่กว้างใหญ่ แพทริคคงเลี่ยงที่จะไม่มาตรวจตราละแวกบล็อกที่ผมอาศัยอยู่ ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจหรอก

จูบนั่นเหมือนยาพิษที่มีรสชาติหอมหวานเย้ายวนใจ ที่อยากจะลืมก็ลืมไม่ลง ผมพยายามไม่คิดถึงมันให้มากนัก และบอกตัวเองให้มีความมุ่งมั่นที่จะเข้มแข็งกว่านี้  แพทริคชัดเจนในจุดที่ไม่ต้องการจะข้องเกี่ยวกับผม และสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากได้จากผม ก็คือให้ผมถอนตัวจากองค์กรหมายเลข 6 นั่นซะ

ผมนึกถึงตอนที่แพทริคดึงตัวผมออกมาจากการพุ่งเข้าใส่เพื่อนหน่วยลาดตระเวนของเขา ตรงข้างแถวรอรับอาหารในวันนั้น ก่อนจะขว้างแผ่นชิปใส่ผมและตะโกนให้ผมเอามันไปซื้ออาหาร แล้วก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องอื่น  ซึ่งผมเพิ่งจะเข้าใจหลังจากนั้นไม่นาน  ว่าแพทริคไม่ได้หมายถึงเรื่องที่ผมสอดมือเข้าไปช่วยชายชราคนนั้น เขาไม่ได้โกรธเพราะผมใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง แต่ทั้งหมดทั้งมวลเพราะเขารู้แล้ว ว่าผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรต่อต้านรัฐ

ส่วนหนึ่งในใจผมปั่นป่วนอย่างหวาดหวั่น เพราะไม่รู้ว่าแพทริครู้ได้ยังไงว่าผมเข้าร่วมกับองค์กรหมายเลข 6 ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ การถูกจับไปสอบสวนไม่ใช่ประสบการณ์ที่ควรลอง  ผมเคยได้ยินถึงวิธีบางอย่างที่ใช้ในการเค้นเอาความจริงจากผู้ต้องหา ซึ่งมันทำให้ความตายดูเป็นเรื่องน่ากลัวอันดับรองๆไปเลย 

แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครลากตัวผมไปสอบสวน

ผมปั่นป่วนไปอีกแบบเมื่อจิตใจทำตัวไม่รักดี ด้วยการพยายามหาเหตุผลในเรื่องนั้น แล้วมันก็ออกมาในรูปแบบที่เพ้อๆฝันๆ คิดเข้าข้างตัวเอง ซึ่งมันน่าหดหู่ใจสิ้นดี เพราะอย่าลืมว่าสุดท้ายแพทริคก็ประกาศใส่หน้า ให้ผมไปไกลๆจากชีวิตเขา

“ฉันจะไปรวมตัวกับพวกนั้น” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เมื่อหน่วยลาดตระเวนเดินออกไปไกลเกินกว่าจะได้ยินบทสนทนา “ใครจะไปกับฉันบ้าง”

“แกจะเอาชีวิตไปทิ้ง”

“อยู่ตรงนี้ต่างหาก ที่จะเป็นการทิ้งชีวิตตัวเอง บล็อก A กับบล็อก Q บางจุดมีการแบ่งอาหารและน้ำให้ด้วย ถึงจะน้อยกว่าของรัฐ แต่ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ฉันจะไปปักหลักกับพวกนั้น” เขาก้าวออกจากแถวด้วยความมุ่งมั่น “ฉันจะไปตอนที่ยังเหลือแรงสู้”

พวกเราที่เหลือมองตามร่างที่ก้าวอย่างเด็ดเดี่ยวจากไป แม้เขาจะอยู่สภาพที่สกปรกซอมซ่อไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ต่อแถวอยู่ตรงนี้ แต่มันไม่เหมือนกัน เขาดูมีพลังชีวิตแบบที่ทำให้พวกเราที่เหลือรู้สึกอิจฉาและอับอาย และต่อให้หาคำมาพูดแย้งว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่โง่  ก็ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้น้อยลง

ผมรอจนถึงคิวรับอาหารของตัวเอง ก่อนจะเดินแยกออกมาตรงมุมหนึ่งและกินอาหารของตัวเองเงียบๆ ขณะที่ใจครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง เนื้อขนมปังยังคงเหนียวและรสชาติแย่เหมือนเดิม แต่ผมก็กินมันเข้าไปด้วยความหิว

มาร์คัสขาดการติดต่อมาหลายวันแล้ว  ผมรู้ว่าเขาคงยุ่งและมีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย มีคนหลายคนที่ลำบากและพยายามขอความช่วยเหลือจากมาร์คัส ทั้งๆที่เขาติดอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง ผมไม่อยากจะเป็นอีกคนที่เข้าไปเพิ่มภาระที่หนักอึ้งอยู่แล้วให้เขา มาร์คัสไม่ได้ติดหนี้อะไรเรา และเขาคงไม่สามารถจะช่วยได้ทุกคน

ผมมองก้อนขนมปังสีน้ำตาลในมือที่ดูเหมือนแท่งยางมากกว่าจะเป็นอาหาร ก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินไปยังทิศทางเดียวกับที่ผู้ชายเมื่อครู่เดินจากไป

ผังเมืองของย่านตึกรวงผึ้งเป็นลักษณะบล็อกสี่เหลี่ยมตามแนวถนนที่ตัดกัน ถนนสายที่อยู่ในแนวตั้งจะเรียงตามตัวอักษรตั้งแต่ A ไปหา Z  ส่วนแนวขวางจะเรียงตามตัวเลข เริ่มจาก 1 ไปเรื่อยๆ และผมกำลังยืนอยู่ตรงบล็อก Q ซึ่งเป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่มีการชุมนุมประท้วงมากที่สุดในช่วงเวลานี้

ถนนทั้งสายของบล็อก Q ดูทรุดโทรมเหมือนโสเภณีแก่หง่อมที่ผ่านอะไรๆในชีวิตมาโชกโชนเกินเหตุ ตึกรวงผึ้งสูงทะมึนที่เรียงรายทั้งสองฝั่งถนน เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากการจลาจล เหล็กเส้นแทงโด่เด่อยู่นอกผิวคอนกรีตที่พังทลาย คราบเขม่าจากไฟไหม้จับเป็นรอยดำอยู่ตามช่องหน้าต่างรูปทรงหกเหลี่ยม เป็นรวงผึ้งที่คงไม่มีผึ้งตัวไหนอยากบินเข้าไป  

ตึกบางหลังพังถล่มลงมาเป็นกองอิฐกีดขวางอยู่บนถนน กลิ่นของเน่าคละคลุ้งปะปนอยู่กับกลิ่นขยะจนแทบจะอ้วกเอาของที่มีน้อยนิดในกระเพาะออกมา ซึ่งผมพยายามไม่คิดว่ากลิ่นเน่านั่นมาจากชิ้นส่วนมนุษย์ที่ทางรัฐไม่ส่งคนเข้ามาเก็บกวาด

ผมเดินไปตามแนวยาวของถนน โดยก้าวเลี่ยงสิ่งมีคมที่อาจแทงทะลุพื้นรองเท้าบู๊ตเข้ามาได้ พลางระมัดระวังเศษกระจกหรืออะไรอย่างอื่นที่อาจหล่นลงมาจากตัวอาคาร  เดิมทีย่านนี้ก็เสื่อมโทรมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้หนักข้อขึ้นไปอีก จนคิดว่าแค่เดินผ่านก็อาจเป็นบาดทะยักตายได้ ผมก้าวเร็วขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนแว่วอยู่ทางด้านหน้า

ข้างหน้าเป็นภูเขาก้อนคอนกรีตจากตัวอาคารด้านข้างที่ถล่มลงมาเป็นกองสูงขวางถนน  ผมตัดสินไต่ขึ้นไปตามก้อนอิฐจนขึ้นไปยืนอยู่บนยอด ก่อนจะสูดลมหายใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้า

ฝูงชนมากมายหลั่งไหลรวมตัวกันอยู่ที่นี่ เหมือนฝูงมดหรือแมลงจำนวนมาก ผมมองไกลออกไป และนับทีละช่วงตึกไปเรื่อยๆ ก่อนจะต้องส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ

...ให้ตาย ศูนย์กลางของกลุ่มชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดบนถนนสายนี้อยู่ที่บล็อก Q-24 ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งแรกของผมในย่านตึกรวงผึ้ง!

ผมวิ่งลงจากภูเขากองอิฐ และเดินแทรกฝูงชนไปเรื่อยๆ จนไปยืนรวมอยู่หน้าเวทีชั่วคราวกับผู้คนที่รายล้อมตรงบริเวณนั้น

บิ๊กแม็ก เจ้าของตึกรวงผึ้งที่ผมเคยอาศัยอยู่ ยืนจังก้าอยู่บนรถหุ้มเกราะ พลางประกาศสุนทรพจน์ในแบบของเขาผ่านเครื่องกระจายเสียง ที่ปลุกเร้าผู้คนให้ยืนหยัดสู้ความอยุติธรรมของรัฐบาล

เสียงโห่ร้องอย่างถูกใจดังกระหึ่มเมื่อบิ๊กแม็คด่ารัฐบาลด้วยถ้อยคำหยาบคาย ผมรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนในที่นี้ล้วนมอซอและหิวโหย แต่กลับมีพลังอย่างประหลาด ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมหลายๆคนถึงตัดสินใจมารวมตัวกันที่นี่ ทั้งๆที่อาจโดนหน่วยลาดตระเวนกวาดล้างได้ทุกเมื่อ  มันอันตรายและเสี่ยงมาก แต่มันคือความรู้สึกของการมีชีวิต มีพลังของการต่อสู้และความหวังเรืองรองอยู่ตรงนี้

“ทำไมเขาถึงปิดตาข้างหนึ่ง” ผมหันไปถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

“นายเพิ่งมาร่วมชุมนุมวันนี้สินะ” เขากวาดตามองผม ก่อนจะยิ้มให้เมื่อเห็นรอยประทับ 9 เส้นชัดเจนอยู่ตรงขมับข้างหนึ่งของผม “บิ๊กแม็กเสียตาไปข้างหนึ่ง จากการถูกจับตัวไปเมื่อคราวก่อน”

ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ ครั้งก่อนที่ไวเปอร์พาผมกับเควินหลบภัยข้ามเขตออกไปยังป่าสารพิษ  บิ๊กแม็กกับพรรคพวกปักหลักดักยิงออกโทปุสอยู่หน้าตึก และถึงแม้จะทำลายได้แค่หนวดบางเส้นของออกโทปุส แต่หน่วยลาดตระเวนก็จับตัวเขาไป และเมื่อกลับออกมาอีกครั้ง บิ๊กแม็กก็เหลือลูกตาแค่ข้างเดียว

เสียงปรบมือและโห่ร้องดังกึกก้อง เมื่อบิ๊กแม็กจบสุนทรพจน์อย่างสวยงาม เขาพาร่างหนาตันในชุดหนังสีดำและรองเท้าบู้ตฝังหมุดแหลมบริเวณหน้าแข้งก้าวลงมาจากเวทีที่สร้างจากรถหุ้มเกราะ พลางแตะมือกับผู้คนที่มายืนรอให้กำลังใจเขาอยู่ข้างล่าง ดวงตายิบหยีกวาดมองและหยุดลงที่ใบหน้าผม

“เฮ้!ไอ้หนู ฉันจำแกได้” เขาชี้หน้าผมและหัวเราะร่า “แกเป็นเด็กของฉันนี่”

ผมพูดอะไรไม่ออก ถ้าการเป็นเด็กของบิ๊กแม็คคือการเจอกันไม่ถึง 5 นาที จ้องหน้ากันอย่างข่มขู่และเตือนด้วยคำพูดกระโชกโฮกฮากว่าอย่าเสือกทำอะไรผิดกฏของตึก  ผมก็ไม่มีอะไรจะเถียง

“สวัสดีครับ” ผมทักทายแบบเก้อๆเขินๆ “ผมเกล ที่เคยพักในตึกของคุณ”

บิ๊กแม็กเดินตรงเข้ามา ผมสะดุ้งเมื่อเขาใช้ฝ่ามือใหญ่ๆประกบลงสองข้างแก้มผม

“เมื่อก่อนแกหน้าสวยกว่านี้รึเปล่าวะไอ้หนู” เขาหรี่ตา หนวดเคราที่รกรุงรังกับตาที่ถูกปิดไว้ข้างหนึ่ง ทำให้ใบหน้าเขาน่ามองน้อยลงไปอีก “ตาแห้งยังกับปลาตาย หัดกินอะไรซะบ้าง”

ผมอึกอัก ไม่รู้จะพูดยังไงออกไปดี ถึงความอดอยากที่ก็เห็นๆกันอยู่

แต่แล้วบิ๊กแม็กก็ทำสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง เขาถอนใจอย่างสังเวช ก่อนจะหยิบขวดโลหะเล็กๆที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมา และโยนมันให้ผม มันคือกระเปาะเก็บน้ำ ซึ่งมีน้ำสะอาดบรรจุอยู่ในนั้นเกือบ 2 ลิตร เขาขยิบตาให้และพูด “โรเบิร์ตเป็นคนฝากฝังนายให้มาอยู่ที่ตึกฉัน หมอนั่นเป็นคนดี”

ผมเปิดฝาออก และดื่มน้ำในกระเปาะอย่างกระหายเต็มที่ ก่อนจะเดินตามบิ๊กแม็กเข้าไปยังที่พักชั่วคราวที่อยู่ด้านหลัง

เขาทักทายคนโน้นคนนี้ตลอดทาง ก่อนจะไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ที่ปูทับด้วยขนสัตว์นุ่มอุ่น รายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงร่วมอุดมการณ์ที่นั่งบ้างยืนบ้าง หรือบางคนก็กำลังดูข่าวจากแถบข้อมือตัวเองอย่างสนใจ ผมทรุดตัวลงนั่งใกล้บิ๊กแม็ก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมาอยู่ตรงนี้ แค่รู้สึกว่าคงดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยหากรับน้ำดื่มของมา แล้วก็รีบเปิดตูดกลับบ้านไปเลย

ผมมองเขาพูดคุยกับคนอื่นอยู่เงียบๆในเรื่องที่ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับความสารเลวของรัฐ และสิ่งที่พวกเขาอยากทำเพื่อเอาคืน การพูดคุยถึงการล้มการปกครองเป็นเรื่องอันตราย และควรระมัดระวังอย่างยิ่ง แต่สำหรับตรงนี้ มันไม่เหลือกฏเกณฑ์อะไรทั้งนั้น

“พร้อมไหมเพื่อน” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามบิ๊กแม็ก ซีกหน้าด้านหนึ่งของเขามีรอยแผลน่ากลัวเหมือนโดนจุ่มลงไปในน้ำเดือด

“แทบจะรอไม่ไหวแล้ว” บิ๊กแม็กตอบ

แล้วทั้งคู่ก็กระซิบกระซาบกัน ผมแกล้งทำเป็นลุกขึ้นและเมียงมองออกไปข้างนอกเพื่อให้พวกเขาคุยกันได้ถนัดๆ และเมื่อผมกลับมาตรงที่นั่งเดิมอีกครั้ง บิ๊กแม็กก็กระซิบบอกผม

“คืนนี้เราจะมีปฏิบัติการพิเศษ” บิ๊กแม็กมองหน้าผม ดวงตาที่เหลืออยู่ข้างเดียวของเขาวาววาม “แกจะมาร่วมด้วยรึเปล่าไอ้หนู”

“เอ่อ...ผมยังไม่แน่ใจ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าต้องทำอะไรบ้าง”

“แค่ดูก็พอ” บิ๊กแม็กยิ้มมีเลศนัย “เป็นสักขีพยาน ว่าพวกเราไม่ใช่ขี้ข้ารัฐบาล ที่ทำงานในเหมืองเพื่อปั่นไฟให้พวกมันใช้ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่จะขังไว้ในกรง แล้วโยนเศษอาหารเหลือๆมาให้ เราเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ  มีพละกำลังที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของตัวเอง และไอ้พวกชุดดำไม่ใช่พ่อเรา”

ผมอึ้งไปชั่วครู่กับคำพูดเขา พวกชุดดำหมายถึงหน่วยลาดตระเวน  ผมพอจะรู้เลาๆว่าแกนนำกลุ่มต่อต้านส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรหมายเลข 6  ซึ่งบิ๊กแม็กก็น่าจะใช่ด้วยเหมือนกัน แต่ก็อย่างที่มาร์คัสเคยเตือนไว้ ว่าพวกเราคือกลุ่มคนที่มารวมตัวกันด้วยอุดมการณ์เดียวกัน คือปลดปล่อยมนุษย์กลายพันธุ์จากการถูกกดขี่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นคนดี

มาร์คัสเคยบอกว่ากลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มในเขต 3 ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน ทุกกลุ่มทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิดหลักและการสนับสนุนขององค์กร แต่มีแนวทางปฏิบัติแตกต่างกันไป และเป็นธรรมดาของการรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ทุกรูปแบบในโลก ที่ย่อมต้องมีคนหลากหลายประเภทปะปนกัน ทั้งคนดี คนเลว คนหัวรั้นที่ควบคุมยาก รวมทั้งพวกแตกแถว

ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่ประมาท ทางที่ดีก็อย่าเปิดเผยตัวให้ใครรู้ง่ายๆว่าเป็นสมาชิกขององค์กร  แต่บิ๊กแม็กก็มีแรงกระตุ้นบางอย่างให้ผมสนใจ

“บางทีผมอาจจะมาได้” ผมตอบออกไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ซึ่งบิ๊กแม็กก็ตบบ่าอย่างพึงพอใจ

แต่สุดท้ายแล้ว คืนนั้นผมก็ไม่ได้ออกไปร่วมชุมนุมกับบิ๊กแม็ก ...เพราะข่าวร้ายที่มาถึงเควิน

 

บอกเลยว่าผมตกใจมากเมื่อกลับไปที่ห้องพัก แล้วพบว่าไวเปอร์กำลังปล้ำอยู่กับเควิน มันไม่ใช่การปล้ำแบบที่ผมเคยเห็นพวกเขาทำกันอยู่บ่อยๆ แต่ไวเปอร์กำลังพยายามทำให้เควินหยุดคลุ้มคลั่ง

“เกิดอะไรขึ้น!?” ผมถามอย่างแตกตื่น

“ช่วยกันก่อนได้มั้ย!” ไวเปอร์ตะคอกกลับ ตรงโหนกแก้มเขามีรอยปริแตก ซึ่งผมเดาว่าเป็นฝีมือเควิน

ผมรีบถลันเข้าไป เพราะเควินดูแย่มาก เขาดิ้นอย่างรุนแรง ขณะที่ไวเปอร์ดันตัวเขาเข้ากับผนัง

“เควิน มองฉัน” ผมแตะที่ใบหน้าเควิน “นี่เกลนะ ใจเย็นๆก่อน”

เสียงผมทำให้เควินรู้สึกตัวขึ้นได้บ้าง  เขาหันควับมามอง ซึ่งมันทำให้ผมตกใจมาก ดวงตาเขาแดงก่ำและแววตาก็เหมือนคนสติหลุด

“เกล...” เขาพึมพำ

“ใช่ ฉันเอง” ผมตอบ

เควินสะบัดตัวออกจากไวเปอร์ เขาโผเข้ามาและยึดตรงต้นแขนผมแน่น “เกล...ฉัน...ฮึก..”

“ใจเย็นๆ ค่อยๆพูด” ผมฝืนความเจ็บจากแรงบีบตรงต้นแขน และบอกเขา “ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว”

“คลอ...เดีย...” เควินเหมือนกำลังจะสำลัก ใบหน้าเขาเหยเก

“คลอเดียตายแล้ว” ไวเปอร์โพล่งขึ้นมา

“อ๊ากกกก....ไม่! ...ไม่!!!

ทั้งๆที่หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด แต่ผมก็ต้องเข้าไปช่วยไวเปอร์ยึดตัวเควินไว้ ผมสะดุ้ง เมื่อไวเปอร์ตบเควินดังพัวะ ก่อนจะจับตัวลงกระแทกกับพื้นและกดหัวเขาไว้

เควินส่งเสียงออกมาจากลำคอเหมือนสัตว์บาดเจ็บ น้ำตาหลั่งไหลออกมาจากดวงตาแดงซ่าน มือผมเย็บเฉียบและหัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกหลายอย่าง  เควินปลดปล่อยความเจ็บช้ำและเสียใจทั้งหมดออกมาเป็นเสียงร้องไห้แบบที่ผมไม่เคยได้ยินจากปากเขา ไวเปอร์เปลี่ยนจากกดเป็นกอด  เนื้อตัวเควินสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้น ขณะที่ไวเปอร์ส่งเสียงงึมงำปลอบโยน แต่ผมไม่รู้ว่านั่นจะแทรกเข้าไปในจิตใจที่แตกสลายของเควินได้มากแค่ไหน

ในที่สุดเควินก็สงบลงด้วยฤทธิ์ของยากล่อมประสาทที่ไวเปอร์ฉีดให้ ผมนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆร่างของเควิน ที่นอนปวกเปียกอยู่บนเตียง พลางถามเรื่องราวจากไวเปอร์

“คลอเดียตายยังไง” ผมถามออกไป มันแย่และยากมากที่จะเปล่งเสียงของคำนั้นออกมา เมื่อมันเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวที่เราผูกพัน “พวกนั้นฆ่าเธอเหรอ”

                “ถ้านายเรียกการผ่าดูการทำงานอวัยวะต่างๆของร่างกายว่าการฆาตกรรม มันก็คงใช่”

                ผมครางออกมาจากลำคออย่างปวดร้าว และต้องทรมานใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อฟังส่วนที่เหลือ  

                จากข่าวที่สืบมาได้อย่างยากลำบาก และมีรายละเอียดข้อมูลอย่างจำกัด มาร์คัสได้รู้เพียงแค่ว่าเวลานี้สมองของคลอเดียยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในห้องเก็บพิเศษของเขต 5  และสิ่งที่ทำให้เควินสติแตก ก็คือภาพถ่ายเนื้อตัวซีดๆของคลอเดียบนเตียงผ่าตัด ก่อนที่จะถูกแยกสมองออกไป

                “นายให้เควินดูภาพนี้เหรอ” ผมถามเสียงแหบโหย

                “ก็เขาไม่ยอมเชื่อว่าเด็กนั่นตายแล้วจริงๆ”

                “นายเลิกเรียกคลอเดียว่า เด็กนั่นได้ไหม? ฉันฟังแล้วไม่ชอบ”

                “โว้ว...โว้ว” ไวเปอร์ยกมือและส่ายหน้า “ขอที...ปลาทอง อย่าสติแตกอีกคน เพราะฉันจะไม่ทำกับนายแบบที่ทำกับแฟนฉัน แต่จะชกโป้งเดียวให้นายสลบไปเลย ฉันไม่รู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นการส่วนตัว จะให้เสแสร้งว่าโศกเศร้าให้ดูรึไง”

                ผมได้แต่เม้มปากแน่นเพราะหมดคำจะพูด

                แล้วไวเปอร์ก็ออกไป ทิ้งให้ผมอยู่กับเควินที่หลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยา

ผมขบกรามขณะรู้ถึงความอุ่นตรงหัวตาและภาพที่เบลอจากม่านน้ำ ผมเอื้อมมือไปลูบผมสีเข้มของเควินที่นอนคุดคู้อยู่ข้างตัวผม ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามอดทน และเก็บกดหวาดหวั่นไว้ในใจเพียงคนเดียว และให้ความหวังตัวเองให้ผ่านแต่ละวันไปได้ ด้วยการคิดว่าคลอเดียยังมีชีวิตอยู่ และน้องยังคงคิดถึงเขาเสมอ ต่อให้ไม่มีปาฏิหาริย์ให้ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งก็ตาม

แต่ตอนนี้สายใยสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กลับขาดสะบั้นลง ผมถอนใจอย่างอ่อนล้า และฟุบหน้าลงกับท่อนแขนของเควิน และภาวนาให้วันพรุ่งนี้เขาจะยังมีแรงมีชีวิตต่อไป

 

และในเช้าวันถัดมา ผมก็รู้ว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน ที่ไม่ได้ไปร่วม เป็นสักขีพยานให้กับปฎิบัติการพิเศษของบิ๊กแม็ก

ผมอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อรู้ข่าวตอนเช้าตรู่ของวันนั้น จากการแจ้งข่าวฉุกเฉินตรงจากมาร์คัสมายังทุกคนในกลุ่มของเรา ให้พร้อมเตรียมรับสถานการณ์  ...นี่มันเกินกว่าคำว่าตอบโต้ไปไกลมาก เพราะมันคือการโยนระเบิดตูมใส่รัฐบาลเลยต่างหาก!

พวกนั้นดักทำร้ายและจับตัวเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งมาได้ และตรึงเขาไว้กับเสาตรงสี่แยกใต้แสงเรืองรองของตราสัญลักษณ์เส้นโค้ง 9 เส้น...!

ผมไม่เคยเห็นอะไรอุกอาจบ้าระห่ำขนาดนี้มาก่อนในเขตเรา ก่อนหน้านี้ถึงย่านตึกรวงผึ้งของจะเขต 3 จะเหมือนอะไรที่ส่งกลิ่นตุๆใกล้เน่า แต่มันก็ไม่เคยเหม็นโฉ่ขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครกล้าลองดีถึงขั้นจับคนของรัฐมาขึงพืดกลางถนนแบบที่เพิ่งจะเกิดขึ้น

ภาพหน่วยลาดตระเวนที่หายใจรวยรินในสภาพเนื้อตัวอาบเลือด เส้นผมซีกหนึ่งบนหัวเขาหายไปจากการถูกลนด้วยไฟ มันเลวร้ายเกินกว่าจะรู้สึกสะใจที่เอาคืนได้ลงคอ ใจผมดิ่งวูบ เมื่อเผลอคิดไปว่าถ้าหน่วยลาดตระเวนคนนั้นเป็นแพทริค ผมจะทนมองภาพนี้ไหวไหม

 

นี่มันเกินไปหรือเปล่า...? เพราะถึงแม้เจ้าหน้าที่คนนั้นจะถูกพาตัวลงมา และเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนไปแล้ว แต่ภาพนั้นจะไม่มีวันหายไป มันจะถูกประทับอยู่บนใบหน้าของพวกเราทุกคนในเวลาที่หน่วยลาดตระเวนมองเรา

 “มันต้องมาถึงจุดนี้เข้าสักวัน” มาร์คัสพูดขึ้น “บิ๊กแม็กอาจล้ำเส้นไปมากจริง แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็อาจมีคนอื่นทำอยู่ดี แต่ให้ตายเถอะ! เขาควรจะฆ่าให้ตายไปเลย ดีกว่าเอาไปแขวนโชว์ในสภาพแบบนั้น!

ผมเข้าใจที่มาร์คัสหัวเสีย เพราะการได้รู้ว่าพรรคพวกเสียชีวิตอยู่ตรงตรอกไหนสักแห่ง ยังสร้างความโกรธแค้นได้น้อยกว่าเห็นเขาถูกตรึงอยู่กลางสี่แยก  มันคือการหยามแบบไม่ไว้หน้า และแทบไม่มีความหมายอะไรเลยว่าหน่วยลาดตระเวนคนนั้นจะรอดหรือไม่รอด เพราะพวกเราที่เหลือจบเห่แน่

 “นายเองก็ระวังตัวให้มากด้วยเกล อย่าเพิ่งออกจากตึกโดยไม่จำเป็น” มาร์คัสเตือนเสียงเข้ม “เพราะถึงหน่วยลาดตระเวนจะโต้ตอบแบบเหมารวม  แต่ภาพข่าวที่เผยแพร่ออกไป บางภาพมีนายอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อวานนี้ด้วย ถึงจะเป็นแค่จุดเล็กๆในกลุ่มคนจำนวนมาก แต่ถ้ามีใครตาไวแบบฉันและรู้จักนาย มันก็เป็นอันตราย”

ผมกลืนน้ำลาย และได้แต่พยักหน้ารับ

หลังจากนั้นเสียงปืนและระเบิดก็ดังขึ้นรัวๆในย่านตึกรวงผึ้ง ราวกับพลุในงานเทศกาลรื่นเริง

ผมยืนวนเวียนอยู่ในห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกไปนอกตึก ได้แต่แอบมองอยู่ข้างหน้าต่าง กลุ่มควันสีดำลอยขึ้นฟ้าตามจุดที่มีการชุมนุม ข่าวด่วนถูกส่งมาจากมาร์คัสเป็นระยะๆ ให้เห็นถึงการกวาดล้างที่เริ่มต้นขึ้นทันที โดยไม่รอให้ใครได้มีเวลาตั้งตัว

รัฐยิงขีปนาวุธใส่ตึกของบิ๊กแม็กจนพังราบ ปิดบัญชีการชุมนุมบนถนนสายนั้นแบบรวดเร็วทันใจ ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่ามีคนของรัฐปะปนอยู่ในกลุ่มชุมนุมด้วยเสมอ เหมือนกับที่ฝ่ายเราก็มีแอบแฝงอยู่ในฝั่งรัฐบาลเช่นกัน รัฐรู้ตัวคนที่ลงมือแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่จะประกาศออกมาให้รู้กันทั่วหรือเปล่า

แต่ผู้เสียชีวิตที่ตายเกลื่อนถนนสาย Q  ก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่มนุษย์กลายพันธุ์บังอาจทำกับคนของรัฐ

สองวันต่อมา ตรงใกล้สี่แยกจุดแจกอาหาร ก็มีบางอย่างจัดโชว์ราวกับนิทรรศการศิลปะ

มันคือร่างของคนตาย 9 คน ที่ถูกห้อยแขวนลงมาจากหน้าต่างของตึกรวงผึ้ง ในสภาพกลับหัวลง มันอุจาดทุเรศตากว่าที่เกิดขึ้นกับหน่วยลาดตระเวนโชคร้ายคนนั้นหลายเท่า เพราะแต่ละศพอยู่ในสภาพเปลือย มีร่องรอยการถูกทรมานก่อนตาย และมีบางส่วนของร่างกายที่เป็นลักษณะของสัตว์ ...ทุกศพเป็นมนุษย์กลายพันธุ์!

ผมอาเจียนออกมาบนฟุตบาธ เมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของบิ๊กแม็กที่ท่อนล่างเปลี่ยนเป็นปล้องอวบกลม ซึ่งบ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ครึ่งไส้เดือนดิน ดวงตากลวงโบ๋ไร้ลูกตาทั้ง 2 ข้างที่มองมา และปากที่อ้ากว้างนั้นราวกับจะร้องขอความเมตตา สายลมพัดพาเอากลิ่นเหม็นจากศพ ซึ่งคละเคล้าระหว่างกลิ่นเลือดเน่าปะปนกับกลิ่นสาปสัตว์ลอยฟุ้ง ส่งสารถึงมนุษย์กลายพันธุ์ทุกคนในที่นี้ ว่าเราใกล้ถึงจุดจบแล้ว

รัฐออกข่าวว่าเป็นฝีมือกลุ่มต่อต้านมนุษย์กลายพันธุ์ ที่ออกมาตอบโต้การกระทำโหดร้ายที่พวกครึ่งพันธุ์บังอาจทำกับมนุษย์ธรรมดา  ด้วยวิธีแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเราทุกคนต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่ากลุ่มคนที่เกลียดชังมนุษย์กลายพันธุ์น่ะมีอยู่มากมายในประเทศนี้ มันไม่น่าแปลกใจหรอก ที่จะมีสักกลุ่มที่ทนไม่ไหว จัดศาลเตี้ยขึ้นมาพิพากษาอย่างสะใจแบบนี้

แต่เอาตรงๆนะ ผมว่ารัฐนี่แหละที่โคตรจะสนับสนุนอยู่หลังฉาก เพราะศพมนุษย์กลายพันธุ์ 9 ศพน่ะ บ่งบอกนัยสำคัญบางอย่าง เพราะมันคือ 9 ศพ ไม่ใช่ 5 หรือ 10 หรือตัวเลขอื่น มันไม่ต่างกับการประกาศอย่างเย้ยหยันให้รู้สำนึก ว่าชีวิตของพวกเราน่ะไม่มีค่าอะไรเลย และไม่มีวันโงหัวขึ้นจากเงาอำนาจของสัญลักษณ์ 9 เส้น ที่ประทับอยู่ตรงขมับของพวกเราทุกคนได้

รัฐเก็บศพออกไปแบบอ้อยอิ่งมาก พวกเขารอเวลากว่าครึ่งค่อนวัน กว่าจะปลดทุกศพลงมาข้างล่าง แตกต่างจากที่เข้าไปช่วยพาตัวเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนรายนั้นลงจากเสาที่ตรึงเขาไว้ ซึ่งเมื่อฟ้าสว่างก็ไม่เหลือเศษซากอะไรให้เห็นแล้ว นอกจากภาพถ่ายซึ่งกระจายออกไปทั่วในภายหลัง

บ่ายวันนั้น ผมเดินกลับไปที่พักในสภาพกระปลกกระเปลี้ย ห่ออาหารยังเก็บอยู่ใต้เสื้อโค้ทโดยไม่ได้แกะออกมากินสักคำ ภาพศพของบิ๊กแม็กกับพรรคพวกมันติดตาจนผมหมดแรงใจจะทำอะไร

ร่างเล็กๆวิ่งปรู๊ดออกมาจากบันได เมื่อผมก้าวเข้าไปในตึกที่พัก เขาเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กที่มีผมยุ่งเป็นกระเซิง ผมมองหน้าเรียวแหลมมอมแมมของเขา แล้วก็จำได้ว่าเขาคือเด็กคนหนึ่งในกลุ่มที่ผมเคยให้ฮีตเตอร์แบบพกพาไปหนึ่งอัน แต่วันนี้เขามาคนเดียว

“อ้าว... มาอยู่ตรงนี้ทำไม ไม่หนาวรึไง” ผมถามออกไป

“ผมมารอเจอพี่”

“หือ?” ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะถอนใจแรงและส่ายหน้า “โน... ฉันไม่ยกฮีตเตอร์ให้นายอีกอันแน่ คิดว่าฉันเป็นเศรษฐีรึไง”

“เศรษฐีเนี่ยนะ” เขามองสารรูปผมแล้วทำหน้าแบบที่ชวนโดนเขกหัวมากๆ “ผมว่าจะเอาไอ้นี่มาให้ต่างหาก”

แล้วเขาก็ยื่นมือออกมา ผมมองแผ่นกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนในมือเขาแล้วก็ขมวดคิ้ว

“มันเหลืออยู่แค่นี้แหละ จากที่เขาฝากเอาไว้ให้” เขาพูดอย่างแค้นๆ “ไอ้เวรหัวเกรียนที่สักรูปงูโง่ๆไว้ตรงแขนนั่นแย่งไปจากพวกเรา ทั้งๆที่ก็ไม่ใช่ของมันซักหน่อย เรายังไม่ชิมซักเม็ดเลยด้วยซ้ำ  โอ้ะ...ผมได้หมายความว่าพวกเราตั้งใจจะจิ๊กเอาไว้ทั้งขวดนะ  แค่คิดว่าถ้าหาตัวคนชื่อเกลไม่เจอ มันก็ต้องกลายเป็นของเราใช่มั้ยล่ะ”

“เดี๋ยวนะ นี่นายพูดเรื่องอะไร”

“ก็กาแฟเม็ดไฮโซนั่นไง ที่มีหน่วยลาดตระเวนคนนึงสั่งให้พวกเราเอาให้พี่ตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนนู้นน่ะ ไอ้หัวเกรียนนั่นเลวโคตรๆเลย มันเตะตูดพี่ชายผมด้วย! พวกเราพยายามรุมมันแล้วนะ แต่มันก็แย่งขวดไปจนได้ เหลือแต่ชื่อที่เขียนไว้บนกระดาษห่อนี่แหละ  คิดแล้วแค้น!

“ไหน” ผมรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาคลี่ออกดู มันเป็นแผ่นกระดาษขนาดเล็กกว่าฝ่ามือที่ฉีกขาดออกมาจากแผ่นใหญ่  และมีตัวหนังสือเขียนด้วยหมึกสีดำหวัดๆคล้ายกับรีบเขียน ลายมือนั้นแม้จะไม่สวยแต่ก็ลงน้ำหนักเข้มชัดบ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวเองของคนเขียน และมันอ่านได้ว่า เกล

ผมคว้าหมับที่ไหล่ของเด็กนั่น “เขาชื่ออะไร คนที่ฝากกาแฟบีดส์ให้ฉันน่ะ”

“เขาไม่บอก” เขาทำหน้ายู่ “และเราก็ไม่กล้าถามด้วย แค่หน่วยลาดตระเวนเข้ามาพูดด้วย ก็แทบจะฉี่ราดแล้ว แต่ผมจำได้อยู่นะ ว่าเขาตัวสูงๆไหล่หนาๆ ผมสีอ่อน หน้ามีรอยแผลนิดหน่อย แล้วก็เดินกร่างๆน่าหมั่นไส้”

ผมสูดลมหายใจเฮือก “ตาเขาสีฟ้าใช่ไหม สีฟ้าเหมือนท้องฟ้าแล้วก็มีขอบสีเข้มๆ เวลายิ้มจะดูเหมือนหยันๆหน่อยแต่ก็มีเสน่ห์ แบบที่ต่อให้เกลียดก็ยังอยากจะมองอีกอยู่ดี”

เด็กนั่นมองตอบผมด้วยสายตาว่างเปล่า

“โอเค...” ผมกระแอม “เขาเป็นหน่วยลาดตะเวน ตัวสูงประมาณหกฟุตกว่าๆใช่ไหม”

“ประมาณนั้น แล้วก็...ใช่ เขามีตาสีฟ้า”

“แล้วเขาฝากคำพูดอะไรถึงฉันหรือเปล่า”

“ไม่มี เขาแค่บอกว่าถ้าไม่อยากตายก็ส่งให้ถึงมือ” เด็กนั่นกลืนน้ำลายเอื้อก สีหน้าหวาดๆ “แต่นี่ผมก็ส่งให้ถึงมือพี่แล้วนะ”

ผมมองหน้าเขา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม

“ที่จริงฉันได้กาแฟขวดนั้นมาแล้วล่ะ” ผมยื่นมือไปยีผมเขา แล้วก็รู้สึกว่าไม่น่าเลย...ผมเขาเหนอะมาก “ไอ้เวรหัวเกรียนที่นายพูดถึงนั่นเป็นคนรู้จักของฉันเอง”

“พี่นี่คบแต่คนทุเรศๆนะ”

ผมยิ้มอีกครั้ง “นายชื่ออะไร”

“ฟิลลี่”

“ขอบใจมากฟิลลี่” ผมตบเบาๆที่ไหล่เขา “กลับห้องได้แล้ว และก็อย่าเที่ยวออกไปเดินเพ่นพ่านนอกตึกไปเรื่อยเปื่อยล่ะ มันอันตราย”

เขาฉีกยิ้มให้ผม ก่อนจะพาร่างผอมเล็กที่ปราดเปรียววิ่งหายไปทางบันได

ผมเข้าไปในห้องพัก และทิ้งตัวลงกับที่เตียงนอน เควินยังไม่กลับมา ช่วงนี้เขามักจะขลุกอยู่กับไวปอร์ ซึ่งบางครั้งก็พาเขาไปที่บาร์ด้วย ผมไม่ได้ห้ามอะไร เพราะมันอาจจะดีกว่านอนจมความทุกข์อยู่ที่ห้องตลอดเวลา

ผมเหยียดแขนยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมอง ชื่อของผมเด่นชัดอยู่ใต้แสงรำไรที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา มันเป็นลายมือหวัดๆบนกระดาษขาดรุ่ย แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็น แพทริคไปหัดเขียนลายมืออ่านยากแบบนี้มาจากที่ไหนนะ และตอนที่เขาเขียนแต่ละตัวอักษรของชื่อผมลงไป ...เขากำลังคิดอะไรอยู่

                ผมหลับตาลง และวางกระดาษแผ่นนั้นลงที่อก ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นสิ่งปลอบโยนหรือยึดเหนี่ยว แต่ความอบอุ่นก็ยังแผ่ซ่านเข้ามา โอบอุ้มประคับประคอง เหมือนสายน้ำชุ่มชื่นบนผืนดินแห้งแล้ง...

 

และในที่สุดการสั่งสอนให้รู้สำนึกก็มาถึงเราในอีกรูปแบบหนึ่ง

รัฐสั่งระงับแจกอาหารลงอย่างไม่มีกำหนด ด้วยเหตุผลในเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่...

ตอนนี้ย่านตึกรวงผึ้งของเขต 3 กลายเป็นแดนเถื่อนอย่างแท้จริง ไม่มีใครถามหาความปลอดภัยได้อีกต่อไปแล้ว  แม้แต่กับพวกมนุษย์กลายพันธุ์ด้วยกัน การปล้นชิงทรัพย์เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แม้แต่ตอนกลางวันแสกๆ การถือห่ออาหารเดินตามถนน ไม่ต่างอะไรจากการเดินถือถุงเงินและตะโกนบอกให้โจรมาปล้น  พูดได้เต็มปากเลยว่าตอนนี้เราถูกทิ้ง ถูกลอยแพ ถูกลงโทษจากรัฐบาล โดยการปล่อยให้อดอาหารและฆ่ากันเอง

มาร์คัสเรียกประชุมด่วนในเวลาต่อมา

ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกเรียกไปที่ห้องประชุมลับหลังบาร์ของไวเปอร์ เพื่อฟังแผนที่จะแก้ปัญหานี้  เรานั่งล้อมวงฟังมาร์คัสพูดผ่านทางภาพโฮโลแกรม ในที่นี้มีทั้งคนที่ผมคุ้นหน้า และคนที่ผมไม่รู้จัก

“เราจะวางระเบิดอุโมงค์เพื่อเปิดทาง” มาร์คัสพูด

ผมถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ในขณะที่คนอื่นๆก็ดูจะอึ้งไปเหมือนกัน

“มันเป็นเรื่องจำเป็น” มาร์คัสพูดต่อ เหมือนเข้าใจความรู้สึกของพวกเรา “เราต้องเปิดทาง ก่อนที่คนทางฝั่งตึกรวงผึ้งจะคลั่งกันจนไปถึงจุดเลยเถิด จนกระทั่งเราก็ควบคุมอะไรไม่ได้ เราจะเริ่มจากการระเบิดอุโมงค์เป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นงานถนัดของกลุ่มเรา ส่วนการเปิดเส้นทางบนถนนสายอื่นๆ จะตามมาทีหลังโดยการปฏิบัติงานของกลุ่มอื่น”

“หน้าอุโมงค์มีคนไปชุมนุมอยู่เยอะมาก เราจะทำยังไงกับปัญหานั้น” คนหนึ่งถามขึ้น

“เราจะมีตัวล่อในเรื่องนั้น แต่แน่นอนว่าคงกันได้ไม่ทั้งหมด”

ความเงียบครอบคลุมลงมาในทันที เพราะมันหมายความว่าต้องมีคนบริสุทธิ์โดนลูกหลงไปด้วย

“มันจำเป็น” มาร์คัสย้ำคำเดิม “ปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้ รัฐกำลังฟอร์มทีมเพื่อกวาดล้างอีกระลอก และครั้งนี้เราเจอของจริงแน่ และฉันเชื่ออีกอย่าง ว่าต้องมีคนขนอาวุธสงครามออกมาสู้กลับเพราะเราเข้าตาจนแล้ว และถ้ารอให้เรื่องนี้เกิดขึ้น มันคือหายนะ จะไม่มีใครตรงนั้นรอดชีวิต และอย่าถามถึงส่วนอื่นๆที่เหลือ  ฉันรับประกันไม่ได้ว่าตึกหลังไหน ถนนเส้นไหน ที่รัฐจะยอมละเว้น”

มาร์คัสหยุดไปเล็กน้อย ขณะที่พวกเราไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ เขากวาดตามองใบหน้าของเราทีละคน

“เราจะทำงานเป็นทีมทั้งหมด 13 คน ซึ่งอยู่ฝั่งตึกรวงผึ้ง 8 คน และฟากเขตเมือง 5 คน”

ภาพของคนอีก 5 คนปรากฏขึ้นทางฝั่งมาร์คัส ผมไม่รู้จักพวกเขาสักคน แต่ก็จำได้ว่าผู้หญิงผมยาวหน้าตาสะสวยที่อยู่ถัดจากมาร์คัส คือคนที่ผมเคยเจอตรงลานจอดยาน ในวันที่เราวางระเบิดครั้งก่อน

“พวกนายทั้งหมดคือคนที่ฉันเลือกว่าเหมาะสมที่จะทำงานนี้ และก่อนที่จะลงรายละเอียดของแผนการ ฉันต้องการคำมั่นสัญญา สัจจะ และความเต็มใจ ใครที่คิดว่าทำงานนี้ไม่ไหว ก็ถอนตัวซะเดี๋ยวนี้ เพราะฉันจะจัดคนอื่นเข้ามาแทน”

ผมเหลือบมองคนอื่น รู้สึกเลยว่าหัวใจเต้นแรงมาก และในที่สุดผมก็ยืนขึ้น

“ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงเลือกผม”

มาร์คัสมองหน้าผม สีหน้าเขาไม่อ่อนโยนแต่ก็ไม่แข็งกร้าว “ฉันพิจารณาและเลือกจากคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดในตัวของแต่ละคน ทีมของเราไม่ได้ต้องการเฉพาะคนที่เก่ง แต่ทุกคนต้องเป็นส่วนผสมที่ขับเคลื่อนงานให้ลุล่วงไปได้”

“ถ้าสเปลนดิดคือส่วนที่เรียกว่าสมอง” เขาหันไปทางผู้หญิงผมยาวด้านข้างเป็นเชิงว่าหมายถึงเธอ “และไวเปอร์คือพละกำลัง นายก็เป็นส่วนที่เรียกว่าสติ”

มันอาจจะเป็นคำอธิบายที่กระชับมาก แต่ความเชื่อมั่นในสายตาและน้ำเสียงของมาร์คัส ก็ทำให้ผมและคนอื่นๆหมดความข้องใจ

“นายจะถอนตัวหรือเปล่า” เขาถาม

“ไม่”

มาร์คัสผงกหัวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางไวเปอร์ “ทำไมไฮดรายังมาไม่ถึง”

ผมกวาดตามองทางฝั่งพวกเราอีกครั้ง มาร์คัสบอกว่าทีมฝั่งตึกรวงผึ้งจะต้องมีอยู่ 8 คน แต่ตอนนี้ผมเห็นแค่ 7 คน

“ผมว่าเขาคงมาไม่ได้แล้ว” ไวเปอร์ตอบ “เมื่อกี้เพิ่งได้รับข่าวว่าเขาโดนยิงที่ขา จากการปะทะของพวกสวะแถวบล็อกนั้น”

มาร์คัสนิ่งคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “ฉันจะหาคนมาแทนไฮดรา”

 “ที่จริงผมมีอยู่คนหนึ่งที่คิดว่าเหมาะสม” ไวเปอร์เสนอขึ้น

“ลองว่ามา”

 “เควิน”

ผมหันควับทันที ...เควินน่ะเหรอ!? ไวเปอร์เสียสติไปแล้ว!

“คนที่เคยเป็นข่าวเรื่องน้องสาวกลายร่างเป็นมนุษย์ครึ่งแมงมุมที่โรงเรียนนั่นรึเปล่า” ใครอีกคนถามออกมา

“เขานั่นแหละ” ไวเปอร์พยักหน้า ก่อนจะหันไปพูดกับมาร์คัสต่อ “เขาบอกฉันว่าอยากมีส่วนร่วมในองค์กรมากกว่านี้ เขาพร้อมและเต็มใจที่จะลงมาแบบเต็มตัว”

“แล้วนายมั่นใจแบบนั้นด้วยรึเปล่าไวเปอร์”” มาร์คัสถามกลับ ซึ่งทำให้ผมร้อนรนขึ้นมาทันที

“ที่สุด” ไวเปอร์ยิ้ม “ถ้าถามถึงความฝักไฝ่ในองค์กร เควินไม่เหลือทางอื่นให้ต้องพิจารณาแล้ว มนุษย์ธรรมดาขับไสไล่ส่งเขา กระทั่งมนุษย์กลายพันธุ์บางคนยังรังเกียจ และถ้าถามถึงแรงบันดาลใจ ฉันว่าคงไม่มีใครเจ็บแค้นรัฐบาลเท่าเขาแล้วเหมือนกัน และฉันก็กำลังคิดว่า หากความเก็บกดคับข้องใจไร้ทางออกของเขาระเบิดออกมา เควินจะวิ่งเข้าไปจ้วงแทงหน่วยลาดตระเวน แล้วก็โดนยิงตายคาที่เลยหรือเปล่า แล้วทำไมเราไม่ให้เขาเข้ามาทำอย่างถูกต้องตรงจุดนี้” 

“เดี๋ยวนะ” ผมแย้งขึ้นทันควัน “อะไรทำให้นายคิดว่าเควินพร้อม เขาเพิ่งเสียน้องสาวไปหยกๆนะ”

“โอย...ปลาทอง” ไวเปอร์ถอนใจอย่างเบื่อหน่าย “เลิกทำเหมือนตัวเองเป็นแม่เขาสักทีเถอะ หมอนั่นแกร่งกว่าที่นายคิด บางคนอาจนอนร้องไห้จนตรอมใจตายตามไปอีกคน แต่เควินไม่ใช่แบบนั้นหรอก ฉันมั่นใจเรื่องนั้น หรือมีใครไม่แน่ใจในความรักที่มีต่อรัฐบาลของเขาบ้าง”

ประโยคสุดท้ายไวเปอร์หันไปถามคนอื่นๆ ซึ่งได้รับคำตอบเป็นการยักไหล่ แบมือ และยิ้มน้อยๆมุมปาก

ไวเปอร์ยิ้มกว้าง “หมดข้อสงสัย ที่นี้ก็อยู่ที่นายแล้วมาร์คัส ว่าจะยอมให้เขาเข้าร่วมในแผนหรือเปล่า”

มาร์คัสนิ่งคิดอย่างเคร่งขรึม รอยย่นเล็กๆตรงหว่างคิ้วทำให้เขาดูแก่กว่าอายุจริงไปสัก 3-4 ปี และในที่สุดมาร์คัสก็ชี้ที่ไวเปอร์และพูดออกมา  “ให้เขาอยู่ในการควบคุมของนาย”

และนั่นทำให้ผมต้องออกไปคุยกับไวเปอร์หลังจบการประชุม

“คิดดีแล้วเหรอ ที่ดึงเควินเข้ามา” ผมพูดเสียงขุ่นอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ

“ดีกว่าให้เขาตายข้างถนน เพราะระงับอกระงับใจไม่ไหวนะ” ไวเปอร์ไม่ยี่หระ

“นายรักเขาแน่เหรอไวเปอร์ ทำไมนายไม่ห่วงเขาเลย หรือแค่อยากทำอะไรๆให้มันสะใจนายเข้าไว้ ตามสันดานสัตว์เลือดเย็นที่ไม่เคยผูกพันกับอะไรเลย!” ผมตะโกนใส่หน้าเขาและผลักอกเขาอย่างโมโห “เขาเป็นเพื่อนฉันนะโว้ย!

ไวเปอร์กระชากคอเสื้อผม และผลักผมไปชนผนัง เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ “ความห่วงของนายเป็นแบบไหนเกล? แบบที่เก็บเขาไว้ในโหลแก้ว แล้วก็หวังว่าจะไม่มีใครไปทุบมันแตกน่ะเหรอ  โทษที ฉันไม่ใช่แบบนั้นว่ะ เพราะความห่วงของฉันคือเก็บคนที่ฉันห่วงไว้ข้างตัว ถ้าจะตาย ก็ตายอยู่ข้างๆกัน”

 ผมหายใจแรง และเค้นเสียงถามออกไป “ทำไมนายถึงอาสาเป็นคนบอกข่าวเรื่องคลอเดียให้เควินฟัง”

“เขาเป็นแฟนฉัน มีอะไรเข้าใจยากตรงไหน” ไวเปอร์เลิกคิ้ว “เรามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน ในรูปแบบที่แนบแน่นอย่างที่นายไม่เข้าใจ”

“ไม่ใช่ว่าต้องการใช้มันเพื่อบีบคั้นอารมณ์เควิน  แล้วก็ผลักเขาให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจหรอกเหรอ”

“กล่าวหากันเกินไปนะ ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย”

“นายอยากให้เขาถลำลึกแบบไม่มีทางจะก้าวถอย  แต่ฉันไม่ลืมว่านายคืองูพิษที่ไม่เลือกวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นายอาจห่วงเขาตามที่นายอ้างอยู่บางส่วน แต่ฉันไม่คิดว่านายจะดีได้ขนาดนั้น ฉันว่านายต้องการให้เควินยึดติดอยู่กับนายแบบถอนตัวไม่ได้”

“วิเคราะห์ได้ดี” เขาผงกหัวอย่างกวนประสาท “ให้ A สำหรับความช่างคิด แต่นายสอบตกในเรื่องความเชื่อใจคนในกลุ่มว่ะ...ปลาทอง”

แล้วไวเปอร์ก็ปล่อยคอเสื้อผม ก่อนจะเดินออกไปแบบไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มอีก ผมมองตามแผ่นหลังและทรงผมสั้นเกรียนของไวเปอร์ ผมยอมรับเรื่องความเก่งของเขา แต่เขาเป็นคนที่ผมไม่กล้าไว้ใจ

เช้าวันต่อมา เราก็มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อพูดคุยกันถึงรายละเอียดต่างๆในแผน และคราวนี้มีเควินเข้ามาร่วมด้วย

อาหารและน้ำถูกแจกจ่ายมาในกลุ่มอย่างอุดมสมบูรณ์ ผมรู้จากปากเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งที่เราเรียกเขาว่าเห็บหมา ว่านั่นเป็นเหมือนสวัสดิการสำหรับคนที่กำลังจะปฏิบัติภารกิจสำคัญ เราต้องกินให้อิ่มและผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พร้อมที่สุดสำหรับการทำงาน

 “ขอน้ำเยอะๆเลยได้ไหม ฉันอยากเทใส่หน้าตัวเองแล้วก็ราดลงบนหัว” ผมบอก

“ขออะไรสมกับเป็นปลาทองจริงๆ”  เห็บหมาหัวเราะ และโยนกระเป๋าที่เต็มไปด้วยกระเปาะเก็บน้ำให้ผม

และในเวลาต่อมา ผมก็ได้รับรู้เรื่องราวอื่นเพิ่มเข้ามาอีก และบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ผมไม่มีวันคาดถึง...

ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปจนถึงวันปฏิบัติภารกิจ เราทั้ง 8 คนจะต้องมาอยู่รวมกันที่จุดเก็บตัว เพื่อซักซ้อมแผนและเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์ที่สุด เราจะได้รู้ชื่อจริง นามสกุลจริงของกันและกัน รวมทั้งที่อยู่ที่จะหาตัวพวกเราพบหลังจากจบการทำงาน

มันคือการฝากชีวิตไว้กับทีม เป็นคำมั่นสัญญาว่าเราเชื่อใจกันได้  เพราะเราต่างก็มีข้อมูลสำคัญของทุกคนในทีมอยู่ในกำมือ แต่แค่คำสัญญายังไม่พอ เราทุกคนในทีมรวมทั้งคนที่อยู่ทางฝั่งเขตเมือง จะได้รับการฝัง ปลิงจิ๋วลงตรงท้องแขน และฉีดยาสกัดไว้ตรงข้อพับแขน เพื่อไม่ให้ปลิงจิ๋วเคลื่อนผ่านขึ้นไปไกลกว่านั้นได้

ปลิงจิ๋ว ไม่ใช่ปลิงจริงๆ แต่มันคือแคปซูลขนาดเล็กจิ๋ว ที่บรรจุสารอันตราย ที่สามารถทำปฏิกิริยาต่อสมอง ให้เราสูญเสียความทรงจำระยะสั้นไปได้ และนั่นจะทำให้ความลับของเพื่อนร่วมทีมจะยังเป็นความลับต่อไป หากใครบางคนในทีมโชคร้ายโดนคนของรัฐจับตัวไปได้ขณะปฏิบัติงาน

ผมหายใจติดขัดกับข้อมูลนั้น

การฟื้นความทรงจำหลังฤทธิ์ของสารในปลิงจิ๋ว ต้องใช้ระยะเวลาเป็นปีกว่าความทรงจำจะค่อยๆกลับคืนมา ซึ่งเวลานานขนาดนั้น อะไรๆก็อาจเกิดขึ้นได้ อย่างเช่นการชิงตัวออกมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือไม่ก็อาจมีเหตุการณ์อื่นที่ทำให้คลี่คลายได้ด้วยตัวของมันเอง

ปลิงจิ๋วจะเคลื่อนที่อยู่ใต้ผิวหนังเราเหมือนปลิง และเราจะไม่สามารถผ่าเอามันออกมาได้เอง เพราะต้องใช้เครื่องมือพิเศษและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ดังนั้น ถ้าเราทำงานสำเร็จ และกลับไปพบกันที่จุดหลบภัยที่เรียกว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในฝั่งป่าสารพิษ เราจะได้รับการผ่าเอาปลิงจิ๋วออกมาที่นั่น

แต่ถ้ามีอะไรผิดพลาดพลาดในการทำงาน จนทำให้ไปไม่ถึงที่หมาย ปลิงที่ฝังอยู่ในแขนก็จะพุ่งผ่านยาสกัดที่หมดหมดฤทธิ์ลงหลังภารกิจ แตกตัวออกและปล่อยสารให้ทำหน้าที่ของมัน  และผมจะลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองในหลายเดือนที่ผ่านมานี้

ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ผมนั่งนิ่ง ครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างอยู่คนเดียวนานเป็นชั่วโมงหลังการประชุม

 

เย็นนั้น ผมกลับมายังที่พักเดิมเพื่อเก็บข้าวของและตามไปสมทบกับไวเปอร์และเควินที่บาร์ แต่ผมไม่ได้รีบเก็บของในทันที ผมหยิบของชิ้นหนึ่งที่อยู่ในห้องก่อนจะมุ่งไปยังบันได เดินวนเวียนตามชั้นอื่นๆ และขึ้นลงหลายรอบ จนกระทั่งเมื่อผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเปิดประตูห้องพักของตัวเอง เธอมีถุงใบเขื่องวางอยู่ข้างประตู

“แม่กลับมาแล้ว!” เสียงเล็กๆที่คุ้นหูดังแทรกอยู่กับเสียงของพี่ๆ

“ฟิลลี่” ผมส่งเสียงเรียกออกไป

ผู้หญิงคนนั้นหันมามองอย่างไม่ไว้ใจ เธอดันถุงมอมๆเข้าไปในห้อง และกันร่างของฟิลลี่ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

“ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ ผมเป็นเพื่อนกับฟิลลี่ พักอยู่ที่ห้องชั้นล่างลงไปนี่เอง” ผมรีบอธิบาย “ขอคุยกับฟิลลี่สัก 2-3 นาทีแค่นั้นเอง ตรงหน้าประตูนี่แหละ ไม่ได้จะไปที่ไหน”

“พี่เขาชื่อเกล” ฟิลลี่หันไปบอกแม่ของเขา “เคยให้ฮีตเตอร์เรามาอันนึง”

แม่ของฟิลลี่พยักหน้านิดๆ และก้าวเข้าไปข้างใน โดยที่ยังเปิดประตูห้องอ้าเอาไว้

“เราต้องแยกของที่กินได้ออกมาจากถุงขยะนั่น” ฟิลลี่อธิบาย

ผมมองเขาอย่างเอ็นดู มันโหดร้ายนะ ที่เด็กตัวแค่นี้ก็ต้องสู้ชีวิตไม่ต่างกับผู้ใหญ่ตัวโตๆ แต่ผมก็หวังว่ามันจะทำให้ฟิลลี่แข็งแกร่ง ไม่พ่ายแพ้ง่ายๆให้กับอะไรก็ตามที่เขาอาจต้องเผชิญในอนาคต

“วันนี้นายได้จะกินอะไรที่สุดยอดกว่าของในถุงนั้นแน่”

แล้วผมก็ยื่นห่ออาหารที่เตรียมไว้ให้เขา มันมีขนมปังเนื้อดี เนื้อแท่ง และเนยหอมอร่อยอยู่ในนั้น ผมแบ่งมันมาหลังจากเสร็จการประชุม

ฟิลลี่เบิกตาโต เขาแทบจะส่งเสียงหวีดร้องออกมา

“ชู่ว...ใจเย็นๆ มันเป็นของนายทั้งหมดนี่แหละ” ผมรีบแตะที่ปากฟิลลี่ และยัดทั้งหมดไว้ในอ้อมแขนเขา “แต่ฉันอยากวานให้นายทำอะไรบางอย่างให้หน่อย ...ได้ไหม”

ฟิลลี่พยักหน้าเร็วๆ

“ยังจำหน้าหน่วยลาดตระเวนคนที่ฝากกาแฟให้ฉันได้ใช่ไหม”

“จำได้”

“ถ้านายเจอเขามาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีก  ฉันฝากนี่คืนให้เขาหน่อย เขาชื่อแพทริค” ผมยืนขวดกาแฟบีดส์เปล่าๆ ที่ผมกินมันหมดไปแล้วให้ฟิลลี่ “และช่วยบอกเขาด้วย ว่าฉัน...”

“ชอบเขา” ฟิลลี่โพล่งออกมา

“เฮ้ย..! อะไรนะ?” ผมแทบทำขวดกาแฟหลุดมือ “ฉันยังไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นออกมาเลยนะ!

“หน้าพี่มันฟ้อง ว่าพี่กำลังจะพูด”

โอย...ไอ้เด็กแก่แดด

ผมพยายามเพิกเฉยกับความร้อนที่ซ่านขึ้นมาบนใบหน้า และพูดออกไป “บอกเขาแค่ว่าฉัน...ขอบคุณก็พอ”

“พี่จะไปไหนเหรอ”

ผมมองหน้าเล็กๆที่ไร้เดียงสาของฟิลลี่ ผมจะบอกได้ยังไง ว่ากำลังจะไปทำงานให้องค์กรที่ต่อต้านรัฐ และถ้ามันมีอะไรผิดพลาด ผมคงไม่ได้เจอกับเขาอีก หรือถ้าได้เจอ ก็คงจำเรื่องราวของเขาไม่ได้แล้ว

“แค่จะไปที่อื่นสักระยะน่ะ”

“อย่าไปที่อันตรายนะ อย่างแถวบล็อก Q หรือบล็อก A ที่ถูกกวาดล้างนั่นน่ะ ตอนนี้มีแต่พวกเดนตายไปหลบซ่อน เพราะไม่มีใครกล้าไปเดินแถวนั้นแล้ว หน่วยลาดตระเวนยังไม่อยากไปบินตรวจเลย”

ผมยิ้มให้ความฉลาดของเขา “ที่อันตรายสำหรับบางคน ก็อาจปลอดภัยสำหรับบางคนนะ แต่โอเค...ฉันจะฟังไว้ก็แล้วกัน นายเองก็ดูแลตัวเองดีๆด้วยนะ”

ฟิลลี่พยักหน้า

ผมเดินกลับไปยังชั้นที่พักของตัวเอง และเริ่มเก็บของ เพราะจะต้องย้ายไปที่พักที่มาร์คัสจัดไว้ให้เพื่อเก็บตัว และเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ผมเหม่อลอยขณะที่ก้าวผ่านประตูอาคารออกไปยังด้านนอกที่อากาศหนาวเยือก

ขวดใบนั้นที่ผมฝากไว้ให้แพทริค มันไม่ได้ว่างเปล่าหรอก แต่บรรจุความรู้สึกบางอย่างของผมเอาไว้จนเต็ม มันอาจจับต้องไม่ได้ แต่ผมหวังว่าแพททริคจะรู้สึกได้

ผมคงทำได้ดีที่สุดแค่นี้แหละ

......

......

และในคืนนั้น  ผมก็ได้รู้ข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นๆทุกคนในทีม ทั้งชื่อจริงๆและที่อยู่ และมีปลิงตัดความทรงจำชอนไชอยู่ในท้องแขน



................................................................................................................



โอยยยยย... หน่วงหัวใจเหลือเกิน สงครามชีวิตปลาทองน้อย

แต่เราต้องมีความเชื่อมั่นค่ะ ว่าจะต้องมีฉากหวานรออยู่ข้างหน้า  อดใจรออีกนิดนะคะ  มันต้องมาถึงจนได้ค่ะ แล้วมันจะต้อง....อร่อย > <  คิดว่างั้นนะ  ...ฮา



อ้อ.... ผู้แต่งขอบคุณนะคะ สำหรับการท้วงเรื่องคำที่พิมพ์ผิดหรืออะไรอย่างอื่น บางทีมันรีบพิมพ์ก็มีพิมพ์ผิดบ้างถูกบ้างหลุดไปค่ะ  อาจจะไม่ได้กลับไปแก้ตอนเก่าๆนะคะ เพราะยังไงก็ต้องไปแก้นู่นนั่นนี่หลายอย่างก่อนจะส่งต้นฉบับจริงๆอยู่แล้ว  แต่จะพยายามให้ผิดน้อยที่สุดในตอนต่อๆไปค่ะ  หรือถ้าใครมีเรื่องอื่นๆที่รู้สึกว่ามันตะหงิดๆก็ทักขึ้นมาได้นะคะ  จะได้เอามาปรับปรุง  ^ ^



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

35 ความคิดเห็น

  1. #1718 Azraelist (@azraelist) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:05

    ชอบคู่คีธนิคจริงๆ
    #1718
    0
  2. #1689 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 08:03
    สู้ๆ นะทุกคน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด นี่เป็นไรไม่รู้ แต่ค่อนข้างเชื่อใจไวเปอร์อยู่ (อย่าทำให้เราผิดหวังนะไวเปอร์)
    #1689
    0
  3. #1668 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:56
    ปลาทองสู้ๆนะ
    #1668
    0
  4. #1569 Boatbateau (@boatnp) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 14:51
    รอฉากหวานอยู่ทุกตอน 55555
    #1569
    0
  5. #1451 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 22:56
    ลางสังหรณ์บอกว่าคนที่จะโดนทำให้ลืมคือเกลไหม โอโน้ว เฮ้อ
    แต่พวกรัฐไม่ยุติธรรมและใจร้ายมากเลยจริง ๆ
    #1451
    0
  6. #1351 Aree (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 17:48
    หน่วงอีกแย้ววววว T T

    รอซีนหวานๆของคู่นี้

    โลกนี้ช่างน่ากลัวเสียจริง

    ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

    ฝ่ายที่ต่อต้านหรือทำทำในสิ่งที่ตรงข้ามกันกับผู้ที่มีอำนาจครองโลก

    ก็จะถูกเรียกว่า'ผู้ก่อการร้าย'

    55555555..



    #1351
    0
  7. #1287 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 20:43
    ลุ้นจริงๆ จะมีใครเจ็บ ตายอีกไหม
    #1287
    0
  8. #1216 ALowHA (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2559 / 10:41
    อยากให้เควินตายอ่ะ

    น่าจะอิน

    ซาดิสชิบ 555555





    #1216
    0
  9. #1118 STEM1995 (@eveymin) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 12:22
    ทำไมมนุษย์กลายพันธุ์ต้องลำบากขนาดนี้ สงสารรรร
    #1118
    0
  10. #1117 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 11:57
    เป็นปลาทองที่สู้ชีวิตจริงๆ
    #1117
    0
  11. #810 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 12:28
    เจ็บปวดกระดองใจจริงๆเล้ยยย ยิ่งกว่ายุคมืด
    #810
    0
  12. #663 Naty nutt (@natyada7938) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มกราคม 2559 / 23:12
    ตอนแรกก็กะจะอ่านเอาฉากหวานเติมน้ำตาลให้ชีวิตนะ แต่พออ่านไปอ่านมาเราไม่รู้สึกถึงความหวานเลยอ่ะ (คหสต) แต่รู้สึกได้ถึงความสนุก ความมันส์ ยิ่งอ่านยิ่งติด คือแบบ...เลิศอ้ะ!!!
    ณ วินาทีนี้จะนิคหรือเกล จะวายไม่วาย จะหวานไม่หวาน เราก็อ่านหมดน่ะแหล่ะ มันมันส์จริงๆ นะ >O<
    #663
    0
  13. #586 กระปุกทองคำ (@theskynight33) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 / 20:35
    อยากให้แฮปปี้กันไวๆอ่ะ นี่เดี๋ยวหน่วง เดี๋ยวมุ้งมิ้งแบบนี้คือทรมาณแรงมากกก T.T
    #586
    0
  14. #583 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 / 13:58
    อยากอ่านต่อแล้วววว ทำไมรู้สึกว่าเค้าลางมันจะบอกว่าเกลไม่รอด...
    #583
    0
  15. #582 เรนนี่ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 / 10:06
    ชอบเรื่องนี้จังค่ะ แต่ดูเหมือนนานๆทีคนเขียนจะมาอัพ อยากให้มาบ่อยๆจังเลย

    รอตอนต่อไปค่ะ
    #582
    0
  16. #580 AreeYong (@Aree-Yong) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 / 07:52
    เกลน้อยกำลังจะโตเต็มวัยแล้ว พอนึกถึงอนาคตที่อาจต้องสู้กับแพททริคซึ่งๆ หน้าแล้วปวดใจ
    #580
    0
  17. #577 ALoHaTheStars (@alohathestars) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 / 00:22
    หูยเหมือนรู้สึกว่าเกลจะต้องโดนจับเลยแล้วก็คงลืมทุกอย่างไปจำแพทไม่ได้ไรงี้ แพทก็เก็บไปเลี้ยง5555
    คู่เควินก็ดูคบเพื่อผลประโยชน์นิดๆอยู่นะ ดูไม่ค่อยรักกันจริงเท่าไร
    คู่นิคเราขอดูต่อไปก่อนละกัน เราว่าถ้าคีธตามวุ่นวายกับนิคไปเรื่อยๆ นิคน่าจะรู้สึกเปลี่ยนไปบ้างนะ แบบว่านิคเริ่มรู้สึกห่วงใยคีธขึ้นมาอะไรแบบนี้ 55555 เดาสุดพลังบอกเลย
    #577
    0
  18. #576 tea (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 / 16:37
    รู้สึกว่าปลาทองโดนจับแน่ แล้วสูญเสียความทรงจำ แพททริกก็เก็บเข้าบ้านสบายแฮ่ //โนขนรอบสะดือนะคะ พลีสสสสส//



    ส่วนไวเปอร์..แอบคิดว่าก็ชอบเควินนะแต่เป็นแบบที่แกลพูดมากกว่า คือหวังผลนั้นแหละ



    ส่วนมาร์คัส....ทำไมรู้สึกถึงเคมีลูก้ามาร์คัสกันน้่า
    #576
    0
  19. #575 ravyy (@sweet-smile) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 23:36
    แงงงงงงงงง ชอบน้องปลาทองงงง สู้ๆนะลูกก ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา
    #575
    0
  20. #574 lormay (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 14:32
    คิดไว้ละว่าน่าจะมีซักวัน คือในที่สุดเกลก็ระเบิดความรู้สึกที่มีต่อไวเปอร์ออกมา ..(ไม่ได้ระบิดแบบ..ทนไม่ไหว ขอสารภาพรักอะไรงี้นะ--แต่เราขอสารภาพว่าบางทีก็แอบจิ้นสองคนนี้ >///<) คิดไว้ว่าเกลน่าจะมองนางแบบติดลบ ตั้งแต่แรกล่ะ และยิ่งลบไปเรื่อยๆเริ่มั้งแต่บอกว่าเป็นแมงดาคุมซ่องละ

    ไวเปอร์ฮีชัดเจน เวลาเรียกปลาทองๆ เหมือนแดกดันอยู่ลึกๆ ประมาณว่าเกลชื่ออะไรก็ไม่อยากเสียเวลาจำ จากประสบการณ์ที่โชกโชนก็ดูเป็นผู้ชายอันตรายสำหรับเควินจริงๆนั่นแหละ แต่เราว่าฮีก็ชัดเจนนะ คือสนใจแต่เควินไง ไม่สนใจเกลและเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนมากกกก

    เอาจริงๆ เราก็ชอบนางนะ ชอบมากกว่าคีธเยอะเลย หุหุ ไม่รู้ว่านางจะแผลงฤทธิ์อะไรอีก และจริงๆคิดไงกับเควิน ก็เป็นเรื่องที่เราอยากรู้เหมือนกัน เป็นแบบที่เกลพูดจริงรึเปล่า คือนางเหมือนไม่ยึดติดอ่ะ อะไรก็ได้ เควินก็เหมือนกันที่คบด้วยก็แบบ เออ คบด้วยก็ได้



    ตอนนี้เป็นตอนที่ความรู้สึกของเกล...ปิดไม่มิดอีกต่อไป ขนาดเด็กยังรู้เลยอ่ะ และเราก็ได้รู้ว่าเกลหลงเสน่ห์ตาสีฟ้าของอิตาแพทนี่เอง อิอิ ส่วนอิตานั่นก็ชอบเกลตั้งแต่เจอครั้งแรก เฮ้อ หนุ่มสาว(?) ผู้มีอุดมการณ์เป็นเส้นขนาน คือรู้สึกดูรันทดกว่าคู่คีธ-นิคอีกอ่ะ



    ไรท์คะ เราเชื่อนะคะ เชื่อค่ะว่ามันจะหวาน (งือ...//ซับน้ำตา)

    #574
    0
  21. #573 RINKUWAc .™ (@hasuki) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 17:14
    อูยยยย ถ้าเกลพลาดโดนจับนี่ แพททริคต้องน้ำตาไหลเป็นสายเลือดเแน่ๆ คนที่ชอบเก็บไปคลั่ง(คิด) จำตัวเองไม่ได้ 55555555
    #573
    0
  22. #572 koi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 02:04
    ประโยคที่ไวเปอร์พูด กับมาคัส พร้อมกับยิ้มน่ะค่ะ มันเป็นเควิลน่ะค่ะ
    #572
    0
  23. #571 PPZ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 / 23:10
    ถ้าเกลโดนจับขึ้นมาจริงๆละก็.....อืมมมมมมT^T

    อยากให้เจอกันเร็วๆจัง ฮืออออ

    ฟิลลี่นี่กามเทพตัวน้อยชัดๆ

    รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่า
    #571
    0
  24. #570 [:Wynn:] (@jemakub) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 / 17:26
    เกลลลลลลลลล
    #570
    0
  25. #569 aejaka (@aejaka) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 / 14:04
    พ่อปลาทองน้อยของแพทริกกกกกก
    #569
    0