69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 102,242 Views

  • 1,721 Comments

  • 3,476 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    434

    Overall
    102,242

ตอนที่ 14 : ถ้ามันมีความหมาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    20 ก.ย. 58


ถัดจากวันประหารชีวิตนิวต์ไป 2 วัน ก็เป็นงานศพของอมิเลีย

                ผมไปร่วมในงานฝังศพที่สุสานทางตอนเหนือของเขต 3  ซึ่งเป็นสุสานพิเศษสำหรับคนรวยหรือคนที่มาจากตระกูลใหญ่  ในโลกที่มีผืนดินแค่หยิบมือเหลือให้มนุษย์อยู่อาศัยได้หลังจากผ่านสงครามและความเจ็บปวด ที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้เหมือนบาดแผลที่ปรากฏอยู่ทั่วร่างกาย เรายังคงเหลือสิ่งที่เรียกว่าศรัทธาในศาสนา

กระทั่งคนทั่วไปที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ก็ยังมีโอกาสฝากฝังร่างคนที่รักกลับสู่พื้นดิน แม้มันจะดูพิลึกเหมือนคอนโดหลุมฝังศพที่หลั่นลึกลงไปใต้ดินเป็นชั้นๆ เพราะเรามีที่ดินจำกัด แต่นั่นก็ยังดี เพราะพวกผมที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์น่ะไม่ได้รับสิทธิ์นั้นหรอก ถ้าเราตาย ก็ได้แต่เผาอย่างเดียว

ผมยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งด้านหลังสุดของกลุ่มคนที่อยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำ ซึ่งยืนสงบนิ่งโดยมีคุณโรเบิร์ตยืนอยู่ด้านหน้ากับบาทหลวง อมิเลียเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวที่คุกคามเธอมาเป็นเวลานาน  ผมไม่ได้กลับไปที่ห้องพักเก่าของตัวเองเลยสักครั้ง ตั้งแต่ย้ายออกมาจากที่นั่นกับเควินเพราะเขาโดนขับไล่ ผมเสียใจที่ช่วงก่อนหน้านี้ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่ได้ในเขตพื้นที่เสื่อมโทรมอย่างตึกรวงผึ้ง จนไม่ได้ถามไถ่หรือติดต่อกลับมาหาคุณโรเบิร์ต และไม่รู้ว่าครั้งหลังสุดที่อมิเลียต้องเข้าโรงพยาบาล จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตเธอ

                คุณโรเบิร์ตยืนก้มหน้ามองโลงศพของลูกสาวคนเดียวที่วางอยู่ในหลุม มันเป็นโลงศพสีดำที่มีการเพนต์ลวดลายเป็นรูปผีเสื้อเหมือนกับปกหนังสือที่ผมเคยให้เธอ ญาติพี่น้องของคุณโรเบิร์ตแต่ละคนดูมีบุคลิกและการแต่งตัวแบบคนมีฐานะดี  ผมเคยรู้มาว่าคุณโรเบิร์ตมาจากตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของเขต 2 แต่มารักกับแม่ของอมิเลียที่มีพื้นเพครอบครัวอยู่ในเขต 3  ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจมาปักหลักอยู่ที่นี่ แทนการไปอยู่ทางโน้นเหมือนสมาชิกคนอื่นๆในตระกูล แต่ผมไม่คุ้นเลยว่าเคยเห็นญาติรวยๆพวกนี้เดินทางมาเยี่ยมอมิเลียด้วย

                คำไว้อาลัยในงานศพนั้นซาบซึ้งและเรียกน้ำตาได้เสมอ แต่น่าแปลกที่วันนี้ผมไม่ได้ร้องไห้ และได้แต่มองคนอื่นๆส่งเสียงสะอื้นพลางซับหัวตาด้วยผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมด้วยสายตาว่างเปล่า  อย่าเข้าใจผิดว่าผมไม่มีความรู้สึก ผมรักอมิเลีย และใกล้ชิดเธอมากพอที่จะคิดว่าเธอเป็นเหมือนน้องสาวแท้ๆ  แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร

                หลังจากพิธีศพและการพูดแสดงความเสียใจอันยืดยาวต่อเนื่องของบรรดาญาติๆ คุณโรเบิร์ตก็เดินมาหาผม

                “เกล ขอบใจนะที่มาเจออมิเลียเป็นครั้งสุดท้าย”

                ผมใจหายเมื่อเห็นความร่วงโรยในตัวคุณโรเบิร์ต เขาดูแก่ลงกว่าเดิมสัก 10 ปีเห็นจะได้ ทั้งๆที่มันเพิ่งผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ “ผมขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยมอมิเลีย ผมไม่รู้เลยว่าเธอเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว ถ้ารู้ว่าเธอทรุดลงขนาดนี้ ผมคง...”

                “ไม่เป็นไร ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ฉันเองก็เหมือนกัน” คุณโรเบิร์ตสั่นหัวและพยายามยิ้มเหมือนจะปลอบผม แต่มันย่ำแย่จนดูไม่เป็นรอยยิ้ม “ฉันรู้ว่ามันลำบากที่ต้องเอาตัวรอดในย่านนั้น เธอดูซูบไปนะ”

                ผมตื้อในอกเมื่อเห็นความเอ็นดูฉายอยู่ในดวงตาแดงช้ำของเขา “คุณเองก็ดูเหนื่อยมาก มีอะไรที่ผมช่วยได้บ้างรึเปล่า ...อะไรก็ได้ ผมเต็มใจ”

                “ไม่มีแล้วล่ะ  อมิเลียไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครช่วยเรื่องนี้ได้” เขาเม้มริมฝีปากแน่น “ถ้ามีคนช่วยได้ฉันคงไม่ต้องรอให้เธอหรือใครมาถามแบบนี้ ฉันคงทำทุกอย่างให้อมิเลียยังมีชิวิตอยู่ ต่อให้ต้องแลกกับอะไรหรืออวัยวะส่วนไหนของฉัน หรือแม้แต่ชีวิตฉันเลยก็ยังได้”

                “คุณโรเบิร์ต...”

                เขายกมือขึ้นเป็นเชิงเสียใจที่ระบายอารมณ์ออกมา  “ขอโทษที ช่วงนี้ฉันควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ..เป็นธรรมดาของคนที่ต้องเสียลูก”

                “คุณขึ้นรถกลับที่พักเลยดีไหมครับ” ผมพูดอย่างเป็นห่วง พลางเหลือบตามองยานพาหนะคันหรูที่จอดรอเขาอยู่ “พวกญาติๆของคุณอาจไปรอคุณที่บ้านแล้วด้วย”

                “ญาติเหรอ...” คุณโรเบิร์ตพ่นลมหายใจเหมือนจะแค่นหัวเราะ “หมายถึงคนบางคนที่ฉันยังต้องใช้เวลานึกสักครู่ ว่าเคยเจอกันครั้งสุดท้ายตอนไหนนั่นน่ะเหรอ ฉันเหนื่อยจะโต้ตอบการแสดงความเสียใจจอมปลอมของคนพวกนั้นเต็มที เธออยู่เป็นเพื่อนฉันที่นี่สักครู่ก่อนได้ไหมเกล”

                “ครับ”

                เราเดินไปนั่งที่ม้านั่งตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่โดดเดี่ยวที่ทิ้งใบหมดต้น เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งๆที่ทำให้ที่นี่ดูหม่นเศร้ายิ่งขึ้น

                “ถ้าชีวิตย่านตึกรวงผึ้งมันแย่นัก ก็กลับมาอยู่ที่เดิมไหมเกล ฉันยังเก็บห้องเดิมไว้ให้เธออยู่นะ”

                ผมนึกถึงห้องเดิมที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้ในตึกของคุณโรเบิร์ต ถึงมันจะเป็นห้องขนาดเล็กสุดในตึกและค่าเช่าต่อเดือนถูกที่สุด แต่ถ้าเอามาเทียบกับตึกรวงผึ้ง ที่นั่นคงนับว่าเป็นสวรรค์ไปเลย “ขอบคุณครับ แต่ผมยังไปตอนนี้ไม่ได้ อาจจะ...ต้องรอให้อะไรๆมันเข้าที่กว่านี้ก่อน”

                ผมพูดทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ คำว่า เข้าที่ คืออะไร ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันวุ่นวายใหญ่โตไปขนาดนี้แล้ว เด็กหนุ่มคนเดิมที่เคยเดินออกจากตึกของคุณโรเบิร์ตในวันนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ผมก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง โลกของความเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเจ็บปวดและภาระที่ต้องแบกรับ ผมไม่สามารถกลับไปเป็นเด็กหนุ่มคนเดิมที่คอยมองอยู่ห่างๆ และหลอกตัวเองว่าเรื่องพวกนั้นมันไม่เกี่ยวกับเราได้อีกแล้ว ผมเปลี่ยนไปแล้ว... และไม่มีอะไรที่จะเหมือนเดิมอีกต่อไป

                “ฉันคิดถึงอมิเลีย” เสียงของคุณโรเบิร์ตเบาหวิวเหมือนสายลม

                “ผมก็คิดถึงเธอ”

                ไหล่ของคุณโรเบิร์ตสั่นไหวอยู่ข้างๆไหล่ผม เรานั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบท่ามกลางปุยของหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมา และคงทับถมลงบนใบไม้แห้งและเปลี่ยนที่ตรงนี้ให้กลายเป็นสีขาวโพลนในไม่ช้า คุณโรเบิร์ตยังคงร้องไห้กับการต้องสูญเสียอมิเลีย ในขณะที่ผมนั่งนิ่งและมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกๆ

ผมนึกถึงน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของแม่นิวต์  ความเจ็บปวดจู่โจมผมเหมือนค้อนที่ทุบลงตามเนื้อตัว และสร้างความพิการตามจุดต่างๆบนร่างผมอย่างเจ็บปวด ตามมาด้วยความเศร้าต่อการตายของอมิเลียที่ซ้ำลงมาอีก  อกผมสะท้อนเบาๆเหมือนจะร้องไห้ แต่มันก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมา และในนาทีถัดมาผมก็ชา

                ผมว่าตอนนี้ผมพอจะเดาออกแล้วว่าสิ่งนี้มันคืออะไร ...มันคือการสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องตัวเอง ไม่ให้ใจของเราพังยับเยิน และตัวตนจริงๆของเราจะยังมีอยู่

                มันคงจะคล้ายกับพวกทหารในศึกสงคราม ที่ความตายยังคงโหดร้ายเสมอ ไม่ว่าจะมาจากมือเราหรือฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความรู้สึก แต่เรายังต้องก้าวต่อ และต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ มันไม่ได้ง่ายเลยที่ต้องอยู่ให้ได้กับความรู้สึกผิดหรือความโกรธแค้นต่อความสูญเสีย แต่มันจำเป็น  ไม่อย่างนั้นเราอาจต้องลงเอยด้วยการฆ่าตัวเอง

ผมเศร้าใจเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นแบบนั้น

 

หิมะตกลงมาปกคลุมถนนจนเป็นสีขาวโพลนไปแล้วเมื่อผมกลับมาถึงย่านตึกรวงผึ้ง  ถ้าเป็นฝั่งเขตเมืองบรรยากาศแบบนี้จะดูเหงาเล็กน้อยแต่ก็สวยและโรแมนติก จนเราอาจเผลอขอใครสักคนแต่งงานให้หายเหงา แต่เมื่อเป็นที่นี่ หิมะคือความโหดร้ายที่หนาวเหน็บเจ็บกระดูก โดยเฉพาะเมื่อเรามีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างจำกัดอย่างที่เป็น

ผมเดินเข้าตึกที่พักและขึ้นไปยังชั้นห้องพักของตัวเอง และในขณะที่กำลังจะเปิดประตูห้อง ผมก็เหลือบไปเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งนั่งอิงซุกกันอยู่หน้าประตูห้องพักถัดจากห้องผมไปพอควร พวกเขามีกันอยู่ 3 คน หน้าตาเนื้อตัวซอมซ่อตามปกติของพวกเด็กในตึกรวงผึ้ง ผมอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหา

 “ทำไม่เข้าไปข้างในห้อง อยู่ตรงนี้เดี๋ยวก็หนาวตายหรอก” ผมถามขึ้น

“นี่ไม่ใช่ห้องเรา ห้องพวกเราอยู่ชั้นบน แล้วก็หมดเวลาจ่ายไฟแล้ว” คนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาตอบ ปากเขาสั่นและซีดจนเขียว “แต่ห้องนี้มีฮีตเตอร์แบบพกพา ..มันอุ่น”

ผมอึ้ง สิ่งที่เด็กทั้ง 3 คนนี้กำลังทำ คืออิงตัวกับประตูและพยายามขอไออุ่นที่ลอดออกมาจากช่องเล็กๆระหว่างขอบด้านล่างของบานประตูกับพื้น  เพราะตอนนี้เลยเวลาที่รัฐจะจ่ายไฟให้กับตึกรวงผึ้งทุกหลังไปแล้ว และพวกเราจะต้องผ่านค่ำคืนอันหนาวเหน็บไปถึงตอนเช้าให้ได้ด้วยหลอดทำความร้อนเล็กๆ ที่เรียกว่าฮีตเตอร์พกพา มันก็ไม่ค่อยจะพอเพียงหรอก แต่ก็ช่วยไม่ให้หนาวตายได้ และถ้าครอบครัวไหนไม่มีเงินพอจะซื้อ ก็คงต้องทำแบบที่เด็กพวกนี้กำลังทำอยู่

ผมตัดสินใจหยิบหลอดฮีตเตอร์ขนาดยาวเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท ผมกับเควินมีสิ่งนี้คนละอัน เราพกมันติดตัวไว้เสมอเพื่อให้ความอบอุ่นและป้องกันไม่ให้เราหนาวมากจนป่วย มันเป็นของใช้ที่จำเป็นมากอย่างหนึ่ง แต่ผมว่าตอนนี้เด็กพวกนี้คงจำเป็นกว่าผม

“ฉันยกให้ กลับไปห้องของพวกนายเถอะ” ผมยื่นมันให้เด็กคนที่โตที่สุด

เด็กนั่นตาโตเหมือนคิดว่าตัวเองหูฝาด แต่ก็รีบฉวยไปไว้ในมืออย่างรวดเร็วโดยไม่มีการขอบคุณสักคำ...มารยาทแย่จริงๆ ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะพากันผ่านหน้าผมไปเหมือนฝูงหนูที่ยังปราดเปรียวแม้จะอ่อนแรง และในตอนที่เกือบจะพ้นมุมห้องตรงบันได เด็กคนที่ตัวเล็กที่สุดก็หันมาทางผม เขามีใบหน้าเล็กแหลมและมีผมที่ยุ่งเหนียวเป็นกระเซิง “นายน่ะ อยู่ห้องโน้นเหรอ ชื่ออะไร”

“เกล” ผมแปลกใจนะที่เขาถาม

“อือ” เขาพยักหน้า ก่อนจะรีบก้าวตามพี่ๆไป

ผมถอนใจเบาๆแบบกึ่งเอ็นดูเด็กและกึ่งสมเพชตัวเอง ที่ทำตัวเหมือนเศรษฐีทั้งๆที่จนกรอบเป็นยาจก ก่อนจะต้องเดินออกจากตรงนั้นเพื่อไปหาซื้อฮีตเตอร์พกพาอันใหม่

ผมเดินฝ่าปุยหิมะไปตามทางเดินที่ชื้นแฉะและเย็นจนแทบจะทะลุพื้นรองเท้าเข้ามา จนในที่สุดก็เจอร้านสะดวกซื้อที่ยังเปิดอยู่ เจ้าของร้านแค่นเสียงดังเฮอะ เมื่อผมถามถึงฮีตเตอร์พกพาที่ราคาต่ำกว่าอันที่เขาหยิบมาให้ดู

“ซื้อไม้ขีดไฟแทนดีกว่ามั้ย” เขาแดกดัน แต่ก็กระชากลิ้นชักข้างตัวให้เปิดออก และหยิบฮีตเตอร์อีกอันออกมาวางบนเคาน์เตอร์ และกดปุ่มให้มันแผ่ความร้อนออกมาล่อใจผม

“มีของมือสอง จะเอารึเปล่า ราคาลดลงกว่าอันนั้นได้นิดหน่อย” เขาทำเสียงแบบไม่ง้อ “คิดไป 120 หน่วยก็แล้วกัน”

80” ผมต่อรอง ...ขอทีเถอะ ไอ้ฮีตเตอร์นี่เก่าหงำเหงอะตกรุ่นจนแทบจะเอาเข้าพิพิธภัณฑ์เซียงกงได้อยู่แล้ว

เขาชูนิ้วกลางให้ผม และยิ้มเป็นเชิงเตือนว่าผมจวนจะโดนเตะตูดแล้ว

ในที่สุดผมก็เดินตัวเบากลับตึกที่พักกับความอุ่นที่แผ่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท ผมจ่ายไป 100 หน่วยเพื่อฮีตเตอร์รุ่นดึกดำบรรพ์ และมันทำให้ผมตัวเบาเหมือนล่องลอย เนื่องจากจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในแถบข้อมือไม่มีน้ำหนักพอจะดึงผมให้เดินบนพื้นอย่างมั่นคงได้

ผมกังวลเล็กน้อยกับเงินที่เหลืออยู่ แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยผมก็มีอาชีพ เควินก็เองเหมือนกัน (ถึงค่าแรงจากอาชีพของเขาจะน้อยจนเหมือนทำฟรีก็เถอะ) พรุ่งนี้ผมจะไปทำงานและคงต้องขอเบิกค่าแรงแบบวันต่อวันไปสักระยะ  และคงต้องทำงานล่วงเวลาให้มากที่สุด มันคงเหนื่อยแหละ แต่ดีกว่ายอมอดตายนะ

และในวันต่อมา ผมก็ได้รู้ว่าการขอทำงานอย่างหนักแบบไม่ต้องได้พักผ่อน เป็นการขอร้องที่เลิศหรูเกินไป

รัฐปิดอุโมงค์ที่เชื่อมระหว่างเขตเมืองกับเขตตึกรวงผึ้ง และปิดกั้นการจราจรทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ ด้วยเหตุผลของการควบคุมความปลอดภัย เนื่องจากการก่อวินาศกรรมในรัฐอื่นๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้  

ผมใจเต้นแรงเมื่อเห็นภาพข่าว มีการวางระเบิดหลายจุดในเขต 3 ของรัฐเนบราสก้า และในเขต 4 ของรัฐแคนซัสก็มีการปล้นยานลาดตระเวนและขับมันพุ่งชนตึกที่ทำการของรัฐ  นอกจากนั้นยังมีการก่อความรุนแรงในรูปแบบต่างๆกระจายไปตามเขตอื่นๆ

ท่ามกลางความแตกตื่นต่อข่าวร้าย  รัฐฟันธงชัดเจนว่าเป็นการก่อการร้ายโดยองค์กรหมายเลข 6 และการวางระเบิดหอประชุมในของเขตผมที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนก็คือการจุดชนวนเริ่มต้น  ความตื่นตระหนกแผ่กระจายอย่างรวดเร็ว ผมเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยยานมากมายจ่อท้ายติดกันยาวเหยียด เพื่อรอที่จะออกจากย่านตึกรวงผึ้ง

มันคือยานของคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ที่ยังติดค้างอยู่ในย่านนี้ และรัฐให้เวลาถึงตอนเที่ยงที่จะเดินทางกลับไปยังเขตที่อยู่ของตัวเอง ผมติดต่อไปหามาร์คัส  ซึ่งก็ใช้เวลาพักหนึ่ง กว่าเขาจะตอบรับ

“อยู่นิ่งๆก่อนเกล ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องออกไปไหน ตอนนี้พวกหน่วยลาดตระเวนกำลังโมโห และคงหาที่ลงเอากับพวกมนุษย์กลายพันธุ์” เสียงเขาดูเหมือนกำลังยุ่งมาก ซึ่งก็ไม่แปลกหรอก

“ผมต้องไปทำงาน”

“ด้วยวิธีไหนล่ะ” มาร์คัสสวนกลับ “รอดูอีกสักพักก่อนเถอะ พวกเขาคงไม่ขังเราไว้ตลอดไปหรอก แล้วเดี๋ยวฉันจะแจ้งความคืบหน้าให้รู้อีกที”

ผมรับคำและพยายามทำใจให้เชื่อในสิ่งมาร์คัสพูด แม้จะไม่ค่อยแน่ใจในสถานการณ์ตรงหน้านี่เลยเลย เราเหมือนอยู่ท่ามกลางกลียุค ที่คนกำลังหนีตายไปที่อื่น ภาพความเสียหายในรัฐต่างๆถูกฉายขึ้นมาให้ได้เห็นแทบทุกสี่แยก ตอกย้ำความหวาดหวั่นและเกลียดชัง ยานลาดตะเวนบินฉวัดเฉวียนไปตามช่องว่างระหว่างตึก เพื่อจับตาดูไม่ให้มีการก่อความวุ่นวายเพิ่มขึ้นได้อีก

วันนั้นจบลงด้วยการที่ผู้คนฝั่งเขตเมืองเดินทางกลับไปยังที่อยู่ของตัวเองได้ทั้งหมด และทิ้งให้ย่านตึกรวงผึ้งตกอยู่ในความหนาวเหน็บและมืดทึม มีเพียงสัญลักษญ์เส้นโค้ง 9 เส้น ที่ลอยเด่นสว่างอยู่เหนืออุโมงค์ที่เป็นทางผ่านของรถไฟ และถนนทุกสายที่จะเชื่อมไปถึงเขตเมือง

และในค่ำวันต่อมา ผมก็ได้รู้ความจริงเพิ่มเติมนอกเหนือจากส่วนที่รัฐไม่ได้บอก การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐของเขต 2 และเขต 3 ที่ต้องยกเลิกไปเมื่อคราวก่อน เพราะการวางระเบิดหอประชุมจากฝีมือพวกเรา ได้มีการจัดประชุมขึ้นอีกครั้งเรียบร้อยแล้วอย่างลับๆในวันนี้ และการปิดอุโมงค์และถนนสายต่างๆตั้งแต่เมื่อวาน จุดประสงค์ส่วนหนึ่งก็คือการควบคุมและปิดกั้น ไม่ให้พวกเรามีโอกาสโผล่เข้าไปขัดขวางได้อีก

มาร์คัสรู้ล่วงหน้าจากสายที่รายงานเข้ามาก่อนหน้าที่การประชุมจะเริ่มแค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆจากฝ่ายเรา ทั้งเขาและหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆในเขตนี้ปล่อยให้การประชุมดำเนินไปจนจบ

“ยังไงเขาก็ต้องประชุมกันจนได้ หน้าที่เราจบไปตั้งแต่การทำงานครั้งที่แล้ว” มาร์คัสบอกออกมาแค่นั้น

ผมหวั่นใจมากขึ้น เมื่อไวเปอร์แอบขยายความให้ผมกับเควินฟัง ว่าผลการประชุมออกมาเลวร้ายตามคาด เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้บังคับใช้กฏหมายควบคุมเขตที่อยู่ของมนุษย์กลายพันธุ์ และยังมีข่าววงในกระซิบมาว่ามีนายทหารระดับสูงบางคน กำลังดำเนินการอย่างลับๆเพื่อเสนอข้อตกลงให้กับเพื่อนสมาชิกบางคน ให้ยอมลงคะแนนสนับสนุนให้กฏหมายตัวนี้ผ่าน

“เอาน่า การลงคะแนนเสียงในวันจริงต่างหาก ที่จะตัดสินว่ากฎหมายตัวนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน” ไวเปอร์พูด

“ก็นายเพิ่งบอกว่ามีคนบางคนกำลังแอบซื้อเสียง” ผมแย้งเสียงแหลมสูง

“มันเป็นข่าวลือน่ะ”

“แปลว่าอาจไม่จริงใช่มั้ย”

“ฉันกำลังจะบอกว่าข่าวลือน่ะมีมูลเสมอแหละ” ไวเปอร์ตอบ

สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อหลายวันต่อมารัฐก็ยังไม่ได้เปิดประตูอุโมงค์เพื่อให้รถไฟผ่าน รวมทั้งประตูกั้นเขตบนถนนสายอื่นที่เชื่อมไปสู่เขตเมืองด้วย ความตื่นตระหนกและหวั่นใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธและหิว  ไม่มีใครในย่านนี้สามารถเดินทางไปยังฝั่งเมืองได้  ซึ่งมันก็หมายถึงการขาดรายได้ เราเหมือนอยู่ในเมืองที่กำลังจะถูกทิ้งให้ตาย  ร้านรวงหลายแห่งต้องปิดตัวลงชั่วคราว เพราะไม่อาจทำการขนส่งวัตถุดิบเข้า-ออก จากย่านนี้ได้

 “พวกมันจะขังเราไว้แบบนี้อีกนานแค่ไหนวะ!” ชายคนหนึ่งตะโกนออกมากลางถนนอย่างเหลืออด เขาทรุดลงกับพื้นและเริ่มคร่ำครวญจิกทึ้งทำร้ายตัวเอง

ผมมองเขาอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เขาไม่ใช่รายแรกที่สติแตก ตอนนี้เราเหมือนอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้ ที่เดินลากขาไปตามที่ต่างๆอย่างหิวโหย รัฐส่งเสบียงมาให้ย่านตึกรวงผึ้งอย่างมีน้ำใจ แต่กระทั่งคนโง่ที่สุดก็ยังเข้าใจ ว่านั่นเป็นความเมตตาบังหน้า ไม่ให้ชาวโลกประณามว่าอเมริกาโหดร้ายกับประชาชนของตัวเอง เพราะเสบียงที่ว่ามันน้อยนิดจนนึกว่าแจกลม  ซึ่งมันก็ไม่เชิงว่ารัฐโกหกตอแหล เพราะที่จริงเขาไม่ได้นับมนุษย์กลายพันธุ์ว่าเป็นคนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว  

“เกล แบ่งขนมปังไว้กินหน่อยมั้ย” เควินถามผมในเช้าวันหนึ่ง ก่อนที่เขาจะออกไปทำงาน ...แน่นอน เควินยังต้องไปทำงานเหมือง ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในย่านนี้เกินครึ่งอยู่ในสภาพตกงาน เพราะเมืองนี้ยังต้องการพลังงานไว้ใช้ แม้ว่ามันจะถูกจ่ายไปสู่เขตเมืองฝั่งเดียวก็ตาม

“ไม่เอา ฉันยังเหลือเงินอยู่บ้างนิดหน่อย เดี๋ยวซื้อกินเอง” ผมโกหก “นายพกใส่กระเป๋าไปเลย งานใช้แรงงานน่ะกินน้อยไม่ได้หรอก”

ผมพูดออกไปแล้วก็กระดากปาก เพราะขนมปังหนังหนูก้อนนั้นน่ะ มันทำให้เควินอิ่มได้สัก... เอิ่ม สองนาทีเองมั้ง เพราะมันทั้งเหนียวแล้วก็ก้อนใหญ่กว่ากำปั้นหน่อยเดียวเอง  แต่นี่นับว่าดีแล้วนะ เพราะอย่างน้อยเควินก็ยังหาเลี้ยงปากท้องตัวเองได้

เควินมองผมอย่างไม่แน่ใจ ผมรีบดันเขาไหล่ให้ออกไปจากห้อง เพราะกลัวว่าเควินจะขอดูเงินในแถบข้อมือผมขึ้นมา

ท้องผมแผดร้องขออาหารทันทีที่เควินเดินออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว ผมเอ่ยชมที่มันอดกลั้นไม่ส่งเสียงออกมาตอนที่เควินยังยืนอยู่ ที่จริงผมไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งแต่ตอนเที่ยงของเมื่อวาน และตอนนี้ผมก็หิวจนแทบจะกินขาตัวเองได้อยู่แล้ว

ผมเดินออกมานอกตึก ปะปนไปกับผู้คนที่เดินอยู่ตามถนน ฉึกฉักยึกยักอย่างอ่อนแรงเหมือนเหล่าซอมบี้ที่ออกมาหาสมองกิน ถึงในวันนี้หิมะจะหยุดตก แต่อากาศก็ยังเย็นเยียบจับใจ

ผมลองเสี่ยงดวงเคาะประตูเพื่อเข้าไปสมัครงานชั่วคราวในร้านขนมปังแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับคำตอบเป็นปืนที่สอดออกมา พร้อมกับเสียงตะคอกว่าถ้าขืนผมเข้าไปใกล้ถุงแป้งทำขนมปังที่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ถุงของเขาล่ะก็ ผมโดนยิงไส้ไหลแน่

เงินหมด... งานไม่มีทำ... หิวไส้กิ่ว... เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ผมเพิ่งเคยเจอ เพราะที่ผ่านมาต่อให้ชีวิตเคยดวงตกแค่ไหน มันก็ไม่ได้มาพร้อมกันตูมเดียวทั้ง 3 อย่าง และหลังจากพยายามอีกพักใหญ่เพื่อเยียวยาปัญหา 2 อย่างแรก และล้มเหลวอย่างไม่น่าแปลกใจ ผมก็ต้องแก้ปัญหาอย่างที่ 3 ด้วยการไปต่อคิวรับอาหารที่รัฐเอามาแจก

พวกหน่วยลาดตระเวนตะคอกใส่และมองพวกเราอย่างหยามเหยียด ขณะโยนถุงอาหารลงบนโต๊ะ รับได้แค่คนละถุงต่อวันเท่านั้น...ห้ามบ่น  และถ้าขืนใครซ่า มีหวังถูกตบด้วยด้ามปืน

แถวที่ต่อนั้นยาวเหยียดและเบียดเสียดอย่างน่าอึดอัด เราดูซกมกสกปรกเหมือนกลุ่มคนร่อนเร่หิวโหยที่รอเศษอาหาร บอกเลยว่าผมกลมกลืนมากกับคนอื่นๆ เพราะไม่ได้อาบน้ำมาตั้งแต่เมื่อวันก่อน ความหนาวเป็นแค่เหตุผลรอง เพราะเหตุผลหลักคือการประหยัดน้ำไว้ก่อน เสื้อผ้าก็ต้องเอามาใส่ซ้ำ ผมไม่รู้ว่ารัฐจะตุกติกหยุดจ่ายน้ำให้เราวันไหน ผมไม่กล้าประมาทเรื่องนี้

“ฉันหิว... ทนไม่ไหวแล้ว ขออาหารให้ฉันก่อนสักนิดเถอะ” ชายชราคนหนึ่งอ้อนวอนเสียงแหบโหย เขายืนอยู่ท้ายแถว และคงอีกเป็นชั่วโมงๆกว่าจะถึงคิวของเขา

หน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งเหลือบมองมา เขาชี้ไปที่แถวและพูดออกมาว่า “คิว” คำเดียว ก่อนจะเมินไปทางอื่นแบบไม่แยแส

“ขอร้องล่ะพ่อหนุ่ม ฉันป่วยอยู่” ชายชรายังขอร้อง เขาโงนเงนเหมือนจวนจะทรงตัวไม่อยู่

“หุบปากเถอะลุง อยากโดนอย่างหมอนั่นรึไง” ใครบางคนกระชากเสียงอย่างหงุดหงิด และชี้ไปที่ร่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่นอนกองอยู่ข้างกำแพงแบบหมดสภาพ เขาโดนหน่วยลาดตระเวนรายหนึ่งลากไปซ้อมหลังจากที่โวยวายไม่ยอมต่อแถว “เราก็หิวกันทุกคนนั่นแหละ!

ชายชราหุบปาก เขาตัวสั่นและก้มหน้า ผมทนมองไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจยกมือขึ้น  “ผมขออนุญาตสลับที่กับคุณลุงคนนั้น”

หน่วยลาดตระเวนคนเดิมเลิกคิ้ว วูบหนึ่งเขามีทีท่าเหมือนจะไม่ยอม แต่แล้วกลับยิ้มออกมาแบบนึกสนุก   “โอ๊ะ..โอ แถวนี้มีวีรบุรุษด้วยแฮะ”

เพื่อนหน่วยลาดตะเวนคนอื่นหันมามองและยิ้มตาม ผมกลืนน้ำลายเมื่อเขาก้าวช้าๆมาหาผม และใช้ปลายปืนแตะหน้าผมให้เอียงซ้ายขวา

“อื้อหือ... ตาสีม่วงซะด้วย” เขาบุ้ยปากเป็นเชิงให้ผมออกมาจากแถวได้ และเมื่อผมก้าวออกมาและกำลังจะไปเปลี่ยนที่กับชายแก่ตรงท้ายแถว เขาก็ขัดขึ้น “เดี๋ยวก่อน... แกลืมทำอะไรบางอย่าง”

“หือ?”

เขาชี้ไปที่ซอกตึก “แกต้องบ๊วบให้ฉันตรงมุมตึกโน่นก่อนไง ตาลุงนั่นถึงมีสิทธิ์สลับไปแทนที่แก ...อ้าว ฉันไม่ได้บอกก่อนหรอกเหรอ”

เสียงหัวเราะและเสียงเป่าปากแซวลอยมาจากกลุ่มหน่วยลาดตระเวนที่นั่งพักคุยกันอยู่ไม่ไกล ขณะที่ผมเบิ่งตามองเขาอย่างไม่เชื่อหู

“ว่าไง...เอาไม่เอา” เขาเดาะลิ้น และมองผมอย่างโลมเลียดูถูก “พันธุ์โสโครกอย่างแกนี่คงไม่เคยถูกหน่วยลาดตระเวนหิ้วหรอก...ใช่ไหม เห็นแก่หน้าสวยๆถึงจะมอมแมมไปหน่อย ฉันจะยอมให้แกได้ชิมของเด็ดของฉัน อย่าเอามือสกปรกมาโดนตัวฉันล่ะ ใช้แค่ปากอย่างเดียวพอ”

นี่มันบ้ามาก... ถึงผมจะอยากช่วยขนาดไหน ก็ไม่ใจดีถึงขั้นยอมบ๊วบให้ใครหรอกนะ! ผมสะกดกลั้นความรังเกียจไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า และพูดเสียงลอดไรฟัน “ผมทำไม่ได้ ขอโทษด้วย ผมไม่ขอสลับที่แล้ว”

                ผมหันกลับและก้าวไปทางจุดเดิมที่ต่อแถวอยู่ก่อนหน้านี้ แต่แล้วเขายื่นเท้าออกมา ขัดขาผมให้ล้มโครมลงบนพื้นสกปรก 

“ไปต่อท้ายแถว” เขายิ้มเย้ยอย่างสะใจที่ได้เอาคืนผมที่ปฎิเสธเขา

“แต่เมื่อกี้ผมยืนอยู่ตรงนั้น” ผมแย้ง

“แกออกจากแถว แกก็ต้องไปเริ่มใหม่”

ผมมองแถวยาวๆที่ขยับเลื่อนอย่างเชื่องช้า ผมต่อคิวนานจนได้เลื่อนไปอยู่ตรงกลางแล้ว ถ้าต้องไปต่อคิวใหม่ กว่าจะได้อาหารก็คงตะวันตกดินโน่นแหละ แต่ถ้าอาหารหมดไปซะก่อนที่จะถึงคิวผม ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

...สุดจะทนแล้ว ผมกำหมัดแน่น ความโกรธและความหิวที่บั่นทอนสติด้านที่ไตร่ตรองผลได้ผลเสีย ผลักดันให้ผมพยุงตัวขึ้นและพุ่งเข้าใส่เขา

“ฮว๊าก!!

ยังไม่ทันจะพุ่งถึงเป้าหมาย ผมก็ถูกคว้าคอเสื้อและกระชากกลับอย่างแรงโดยหน่วยลาดตะเวนอีกคน

“โอ้ย!”  ผมล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปในแอ่งน้ำเย็นเฉียบจากหิมะบางส่วนที่ละลาย และโดยที่ไม่ไห้ผมได้มีโอกาสแม้กระทั่งยันตัวขึ้นยืนให้มั่นคง ผมก็โดนลากคอถูลู่ถูกังไปออกห่างจากแถวไปอีกทาง ผมตะโกนและดิ้นรนขณะที่หน่วยลาดตระเวนคนแรกยืนมองอย่างสะใจ

“เอาให้สลบคาตีนเลยแพทริค!” เขาบอก

ชื่อนั้นทำให้ใจผมกระตุกวูบ ผมเอี้ยวหน้าหันไปมองทันที แล้วใจที่กระตุกก็กลายเป็นกระเด้งกระดอนเมื่อเห็นว่านั่นเป็นแพทริคจริงๆ!

พ้นมุมตึกมาได้แค่นิดเดียว แพทริคก็เหวี่ยงผมไปชนเข้ากับผนัง

“ทำอะไรลงไป!” เขาคำราม

ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา แพทริคดูโกรธมาก หน้าเขาขึ้งเครียดแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงก่อนหน้านี้เขาจะนิสัยเสียและหาเรื่องด่าผมทุกครั้งที่เจอกัน แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป แพทริคดูเหมือนโกรธจริงๆ และมันทำให้คำพูดแสบๆที่ผมกะว่าจะพ่นใส่เขา ลดดีกรีความรุนแรงลงเหลือเพียงการอธิบายออกไปแบบง่ายๆ

“ฉันหิว... ต่อแถวมานานแล้วด้วย แต่เพื่อนนายคนเมื่อกี้จงใจใช้อำนาจกลั่นแกล้งฉัน”

“ฉันไม่สนว่าไอ้บ้านั่นจะอยากทำเรื่องเห้อะไร!” แพทริคยังหัวเสีย “ฉันพูดถึงเรื่องของนาย!

ผมกะพริบตา ไม่เห็นเข้าใจสักนิดว่าแพทริคกำลังพูดถึงอะไรอยู่

แพทริทดูเหมือนจะอารมณ์เสียหนักขึ้น เขาล้วงควักกระเป๋าตัวเองพลางสบถคำหยาบ ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาแล้วปามันใส่ผม “ไอ้นี่สำหรับความหิวของนาย จัดการเรื่องนั้นซะ แล้วก็ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องอื่น!

เสียงโลหะร่วงกราวลงบนพื้นและเกลื่อนอยู่แทบเท้าผม มันเป็นแผ่นโลหะสี่เหลี่ยมตีบางๆขนาดพอๆกับหัวแม่มือที่เรียกว่าชิป ใช้แทนเงินที่ไม่ได้มีจำนวนมากนัก เป็นเหมือนเงินย่อยที่เราพกไว้แทนการเก็บเป็นจำนวนเงินสะสมในแถบข้อมือ ผมมักจะได้ทิปเป็นชิปตอนทำงานเสิร์ฟอาหาร ชิปสีน้ำตาลมีค่าน้อยที่สุด ซึ่งบางคนก็ให้พวกขอทาน ส่วนชิปสีเงินมีค่ามากกว่านั้น มักจะให้เป็นน้ำใจแก่คนที่ทำงานบริการ หรือใช้ซื้ออะไรเล็กๆน้อยๆ

ผมมองแผ่นชิปที่หล่นเกลื่อนบนพื้น รวมๆแล้วมันคงพอให้ผมซื้ออะไรกินไปได้สักวันสองวัน ผมกำหมัด รู้เลยว่าความโกรธกำลังเริ่มแล่นขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นและจ้องตาเขา

“เก็บ” แพทริคสั่ง

“ไม่” ผมส่ายหน้า ...บ้าไปแล้ว ให้ตายผมก็ไม่เก็บ!

แพทริคคำรามในลำคออย่างเหลืออด เขาคว้าคอเสื้อผมและกระแทกเข้ากับผนังอีกรอบ “จะเอายังไง..หือ เกล!?”

ผมจ้องตาเขาอย่างไม่ลดละ “พาฉันไปเลี้ยงข้าวสิ แบบที่คนทำกับคนด้วยกัน ในร้านถูกๆที่มีแค่ขนมปังกับซุปห่วยๆก็ยังได้ จ่ายน้อยกว่าที่นายโยนมาให้นั่นอีก”

เส้นเลือดตรงขมับของแพทริคเต้นตุบเหมือนจะแตกภายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เขาดูอัดอั้นตันใจ และในที่สุดเขาก็ปล่อยคอเสื้อผมและชี้หน้า “ไม่มีทาง...มนุษย์กลายพันธุ์”

แล้วแพทริคก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมอยู่ตรงนั้นกับเศษเงินที่เขาโยนให้ และรอยรองเท้าหนาหนักที่ย่ำลงบนพื้นเลอะๆและใจผม

“ไปตายเลยไป...”

ผมงึมงำ ชินแล้วกับความเส็งเคร็งมะเร็งแดกของแพทริค ...ดีกับผมสักครั้งนี่มันยากมากรึไง? จะทำให้ขาดใจตายเลยมั้ย? ผมสั่นหัวเบาๆเมื่อนึกได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรกับคำถามนั้น เพราะบางทีแพทริคอาจยอมขาดใจตายจริงๆซะยังจะดีกว่ามาทำดีกับผมก็ได้

ผมก้าวออกมาจากตรงนั้น แต่แล้วอะไรบางอย่างก็ดึงให้ผมหันกลับไป ผมก้มลงเก็บชิปที่หล่นอยู่บนพื้น เอามันใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท ก่อนจะเดินออกมา

ลุงคนนั้นดีใจจนน้ำตาร่วงเผาะ เมื่อผมดึงแขนเขาออกมาจากแถว แล้วแอบเอาชิปทั้งหมดให้เขา เงินจำนวนนี้คงช่วยต่อชีวิตเขาได้ไปอีกระยะหนึ่ง เขาอวยพรให้พระเจ้าคุ้มครองผม ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาเลย

ผมมองแถวยาวเหยียดของผู้คนที่รอรับอาหารอย่างท้อแท้ แต่ผมไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว และในขณะที่ผมขยับก้าวเท้าไปทางนั้น ผมก็ซวนเซ

...บ้าฉิบ อย่าบอกนะว่าผมหิวจนเป็นลม

ผมซัดเซไปนั่งลงที่พื้นและเอนตัวพิงผนังตึกอย่างอ่อนแรง ในหัวมึนตื้อจนอยากจะล้มตัวลงนอนตรงนี้ ความหนาวเริ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ อีกสักพักหิมะต้องตกลงมาแน่ๆ ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทเพื่อสัมผัสกับฮีตเตอร์ เด็กขายไม้ขีดไฟคงมีความรู้สึกประมาณนี้แหละ หิว หนาว และอยากหลับ ...แต่ผมกลัวโดนขโมยฮีตเตอร์

ก่อนที่ผมจะยอมพ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนของพื้นเย็นเยียบและสกปรก ร่างผมก็ถูกกระชากให้ลุกขึ้น ผมเซแซ่ดและก้าวปัดเป๋ไปตามแรงฉุดกระชากลากถู

 “หุบปากเลย ไม่ต้องพูด” แพทริคเค้นเสียงลอดไรฟัน เมื่อพาร่างผมโยนโครมเข้าไปตรงที่นั่งของยานลาดตระเวน ซึ่งมันทำให้ผมหน้าตาตื่น

ฝัน... ฝันแน่ๆ แต่มันแย่ไปหน่อยมั้ย ที่ภาพหลอนก่อนตายยังเป็นฝันร้ายอีก!

โอเค...ไม่เชิงเป็นฝันร้ายหรอก เพราะเสี้ยวหน้าด้านข้างของแพทริคน่ะจัดว่าดูดีเลย เขาไม่ได้หล่อมาก แต่ก็คมสัน และจมูกโด่งๆกับรอยแผลตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยกับท่าทางกร่างๆของเขา ก็ทำให้เขามีเสน่ห์แบบเถื่อนถ่อยนิดๆ และถ้านี่เป็นภาพฝันผมก็น่าจะลองยื่นมือไปแตะดูสักหน่อยนะ

“ทำอะไร” แพทริคถลึงตาใส่ผม ซึ่งมันทำให้ผมต้องหดมือกลับทันที

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแพทริคจะขับยานลาดตระเวนพาผมไปยังที่พักของเขา เราผ่านแนวกั้นมาได้อย่างง่ายดาย เพราะยานของหน่วยลาดตระเวนแทบจะเป็นยานชนิดเดียวที่ผ่านเข้า-ออก ระหว่างสองฝั่งเมืองได้อย่างอิสระ

และเมื่อเข้าไปถึงห้องพักของเขา แพทริคก็ชี้ไปทางโต๊ะอาหารเล็กๆที่อยู่ถัดไปจากโซฟานั่งเล่น

“รอตรงนั้น” เขาพูดเสียงห้วน

ผมทำตามอย่างไม่คิดจะปริปากบ่น ไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเขาพาผมมาที่นี่ทำไม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆผมก็กลายเป็นคนสมองโล่งจนไม่คิดว่านี่มันแปลกๆหรอกนะ แต่ตอนนี้ผมไม่มีแรง

ผมทั้งหิวและกระหายจนต้องถือวิสาสะรินน้ำที่อยู่ตรงโต๊ะใส่แก้วดื่มอั้กๆ กระทั่งน้ำธรรมดาๆก็ยังให้ความรู้สึกดีจนเหมือนฝัน เพราะดูเหมือนที่นี่จะไม่ได้ขาดแคลนน้ำจนผมต้องจิบทีละหน่อยอย่างประหยัด ผมเหลือบมองแพทริคที่เดินเข้าไปในครัว ความสดชื่นของน้ำสะอาดทำให้ร่างกายตื่นตัวขึ้นได้บ้าง แล้วผมก็นึกถึงคำพูดหลอกเด็กที่เคยได้ยินเป็นประจำขึ้นมาประโยคหนึ่ง

...พวกหน่วยลาดตระเวนบางทีก็จับมนุษย์กลายพันธุ์มาทำซูชิ

ผมว่าผมใกล้บ้าแล้ว ที่คิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ในตอนนี้ ผมมองเงาวิบวับที่สะท้อนจากมีดในมือของแพทริค แล้วก็รู้สึกว่าควรทำให้ตัวเองผ่อนคลายลงกว่านี้ด่วนเลย ผมเหลือบตามองแพทริคอีกครั้งและตัดสินใจเอ่ยออกมา

“แพทริค ฉัน..เอ่อ ขออาบน้ำหน่อยได้ไหม”

แพทริคหันควับ มีดในมือเขาดูใหญ่กว่าที่ผมคิดไว้ โดยเฉพาะตอนนี้ ที่เงาของมันทาบอยู่บนใบหน้าถมึงทึงของเขา เส้นเลือดตรงลำคอเขาเต้นตุบเหมือนความดันเลือดพุ่งสูงกะทันหัน “นาย...คิดจะอาบน้ำในบ้านฉัน?”

นี่มันเดจาวูชัดๆ! มันเหมือนกับครั้งก่อนที่ผมมาที่นี่เลย! และผมยังจำได้ว่าสุดท้ายมันลงเอยด้วยการที่แพทริคโยนผมออกไปนอกห้องอย่างไม่ใยดี

“ไม่เป็นไร ฉันไม่อาบก็ได้” ผมรีบกลับลำ “แค่คิดว่านายอาจจะเหม็น”

แพทริคขบกราม วูบหนึ่งผมคิดว่าเขาอาจจะพุ่งเข้ามาแทงผมไม่ยั้ง และเปลี่ยนเมนูซูชิเป็นปลาสับ แต่แล้วแพทริคก็เค้นเสียงออกมาแบบไม่เต็มใจสุดฤทธิ์ “เร็วๆด้วย”

ผมพยักหน้าหงึกหงัก และก้าวอย่างเจียมตัวไปทางห้องน้ำ ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย เพราะแพทริคไม่แม้แต่จะเหลือบมาทางนี้ เขายัดก้านผักใส่เครื่องบด และกดปุ่มอย่างเกรี้ยวกราด

ผมถอนหายใจฟู่เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องน้ำ และถอดเสื้อผ้าออกอย่างกระปลกกระเปลี้ย ชุดที่ผมใส่มันสกปรกมอมแมมจนผมต้องย่นจมูกอย่างรังเกียจ ก่อนจะหันไปเห็นเครื่องซักผ้าแบบฝังผนังที่อยู่ใกล้ๆอ่างล้างหน้า ผมยิ้มอย่างยินดีขณะกดปุ่มเปิดฝา และยัดเสื้อผ้าเข้าไป

การอาบน้ำไปพร้อมๆกับซักผ้า เป็นกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำตอนที่ยังอาศัยอยู่ในที่พักใกล้เขตเมือง ผมเปิดน้ำใส่อ่างและลงไปนอนแช่ มีความสุขมากจนนึกว่าตายไปแล้วขึ้นสวรรค์ที่มีแต่ฟองสบู่ ผมใช้เวลาในการสระผมและขัดถูเนื้อตัวอย่างเต็มที่ แพทริคจะก่นด่าที่ผมใช้เวลานานก็ช่างปะไร ถ้าไม่สะอาดเอี่ยมทั้งตัวผมไม่ออกไปเด็ดขาด เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอาบน้ำแบบจัดเต็มอย่างนี้อีกเมื่อไหร่ และถ้าแพทริคไม่พอใจ ก็เข้ามาลากตัวผมออกไปจากตรงนี้เลยสิ

ผมยิ้มออกมาเหมือนคนบ้า เมื่อคิดว่าแพทริคจะทำหน้าแบบไหนถ้าเขาเข้ามาจริงๆ คงโกรธจนหน้ามืด เส้นศีลธรรมสั่นแล้วคว้าปืนมายิงเลยมั้ง โทษฐานที่ผมต่ำช้าหน้าด้านถึงขั้นเปลือยกายอาบน้ำในอ่างของเขา ทั้งๆที่ความจริงก็ไม่มีใครใส่เสื้อผ้าอาบน้ำกันอยู่แล้ว

และเมื่อผมกลับออกไปที่โต๊ะอาหาร ก็เห็นแพทริคทำหน้าบึ้งตึงใส่ตามธรรมชาติ ผมสูดลมหายใจเฮือก เมื่อเห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ

มันคืออาหารสดใหม่! ขนมปังสีน้ำตาลหนานุ่มฟู 2 ก้อนโตๆ กับเนื้อแท่งฝานเป็นชิ้นราดด้วยซอส และซุปผักข้นหอมเนยที่ยังมีควันฉุย ผมเบิ่งตาโตขณะบังคับตัวเองไม่ให้กระโจนใส่แล้วยัดทุกอย่างเข้าปากในคำเดียว

“จะกินรึไม่กิน” แพทริคพูด “ถ้าไม่กินจะได้เอาไปเก็บ”

เรื่องอะไรจะยอมเสียโอกาส ผมรีบขอบคุณแล้วฉีกขนมปังใส่ปาก ตามด้วยการจ้วงซุปแบบรัวไม่ยั้ง เนื้อนี่ไม่ต้องพูดถึง หายวับยังกับถูกสูบ เพราะผมเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันมีรสชาติแบบไหน แพทริคกอดอกมองดูผม โดยไม่วิจารณ์การกินของผมด้วยคารมปวดแสบปวดร้อนอย่างที่เขาน่าจะทำ ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของแพท-เดอะแสบสันต์แมน

ขนมปังก้อนแรกเข้าไปอยู่ในท้องผมเรียบร้อยแล้ว และขณะที่ผมกำลังพาอีกก้อนเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนกัน แพทริคก็พูดขึ้น

“รู้ใช่ไหม ว่านี่จะเป็นครั้งเดียว”

“หือ?” ผมชะงักมือที่กำลังจุ่มขนมปังลงในซุป

“ฉันจะไม่ทำแบบนี้อีก” แพทริคมองหน้าผม สายตาเขาไม่มีแววล้อเล่น “ไม่ทำ”

ผมมองตอบเขา ขนมปังเหมือนจะติดคอขึ้นมาดื้อๆ “หมายความว่ายังไง”

แพทริคนิ่งไปชั่วครู่ คำอธิบายเหมือนลอยค้างอยู่ในอากาศ และผมอยากรู้มากว่ามันคืออะไร

“เกล...”

น้ำเสียงเขาทำให้ผมสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที เพราะมันไม่กระโชกโฮกฮาก และเกือบจะเหมือนว่าเขาแคร์ผมด้วยซ้ำ

“นายก็รู้ว่าฉันอึดอัดที่เราต้องมาทำแบบนี้” แพทริคพูด “นายกับฉัน... มันไม่ใช่อะไรที่ควรเป็นแบบนี้เลย นั่งร่วมโต๊ะ กินอาหาร ทำเหมือนว่านายกับฉันเป็นเพื่อนกัน”

รสชาติอาหารในปากผมฝาดเฝื่อนขึ้นมาในทันใด ผมมองหน้าเขา ความเจ็บแปลบที่ไม่รู้มาจากไหน ทิ่มแทงอยู่ตามเนื้อตัวผม  “แล้วยังไง? ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเราจะเป็นเพื่อนซี้กัน แต่ฉันก็ไม่ได้ลืมนะ ว่าตอนที่เราเจอกันที่บาร์ครั้งแรก นายดูจะไม่ได้รังเกียจฉันเลย และอันที่จริง ฉันคิดว่าเราค่อนข้างเข้ากันได้ดีด้วยซ้ำ”

แพทริคเม้มปาก เขาดูไม่อยากจะพูดต่อเลย “มันไม่มี เรา แต่แรกแล้วเกล”

“อ้อ...” ผมพยักหน้าและยิ้มให้เขา ขณะที่ข้างในเป็นอีกแบบ และสิ่งนั้นมันทำให้ผมพล่ามเรื่องที่ไม่เคยนึกเลยว่าตัวเองจะพูดออกมา “ไม่เคยมีอะไรสักนิดเดียวเลยสินะ ระหว่างนายกับฉันน่ะ นายจะบอกอะไรกันแน่แพทริค เลิกอ้อมค้อมแล้วก็แทงให้ตรงเป้าซะที นายต้องการอะไรจากฉัน”

แพทริคจ้องตาผม เสียงเขาเข้มต่ำ “ฉันต้องการให้นายหยุด อะไรก็ตามที่นายกำลังคิดจะทำ หรืออาจจะทำลงไปแล้ว มันขัดกับแนวความคิดของฉัน และนาย...ต้องหยุดมันเดี๋ยวนี้”

ผมใจหายวาบ มองหน้าแพทริคด้วยดวงตาที่เบิ่งค้าง ขณะไตร่ตรองแต่ละคำพูดของแพทริค ความหวาดหวั่นอันเย็นเยียบไล่ขึ้นมาจากพื้น แผ่ลามขึ้นไปตามสันหลัง

หรือแพทริคจะรู้... ว่าผมทำงานให้องค์กรหมายเลขหก!

แพทริคไม่ได้รอฟังคำตอบจากผม เขาแค่เหลือบมองที่จานอาหารและพูดออกมา “กินต่อให้หมดเถอะ”

 อาหารส่วนที่เหลือเหมือนถูกบังคับให้กลืนฟองน้ำกับแผ่นกระดาษ ผมไม่รับรู้รสชาติ มีแค่สัมผัสที่เกิดขึ้นในปากและลำคอ แต่ผมก็ยังจะกินมันจนหมด

ผมปล่อยให้ตัวเองมาถึงตรงนี้ได้ยังไง? ทำไมถึงยอมขึ้นยานลาดตระเวนมากับเขาแต่แรกโดยไม่เอะใจอะไรเลย ผมโหยหาความอบอุ่นสบายใจจนต้องคว้าทุกอย่างที่ผ่านมาตรงหน้า โดยลืมห่วงว่าตอนที่ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงมันจะทำให้ผมเจ็บกว่าเดิมหรือเปล่า และวิมานในห้องอาบน้ำกับการนึกถึงแพทริคในแบบที่ทำให้ผมยิ้มได้ ก็เป็นส่วนที่ส่องสว่างในใจผม ท่ามกลางความหม่นมัวที่ผมกำลังเผชิญ ผมติดกับดักที่กระโจนลงไปหามันเอง

ระหว่างทางที่แพทริคพาผมกลับไปยังย่านตึกรวงผึ้ง ผมไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย แพทริคเองก็เหมือนกัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำปั้นปึ่งเย็นชาหรือแก้แค้นเขา ไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบนั้น ดีที่สุดที่ผมต้องทำในตอนนี้ก็คือรีบจัดการกับความสับสนว้าวุ่นของตัวเอง ที่เหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ในหัว จนไม่สามารถแยกแยะเรื่องราวที่ควรจะเข้าใจง่ายๆได้ ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตอนนี้ผมเจ็บปวดอย่างมากตรงจุดไหน หรือที่จริงแล้วผมเจ็บหรือเปล่า

แพทริคจอดยานตรงหน้าตึกรวงผึ้งที่ผมพักอยู่ บนถนนแทบจะร้างผู้คน จะมีบ้างก็แค่คนจรจัดที่นอนขดตัวอยู่ตามซอกตึก และเอาบางอย่างที่ดึงมาจากกองขยะช่วยห่มคลุมป้องกันตัวเองจากความหนาว

บานประตูยานลาดตระเวนเลื่อนเปิดออก พาความเย็นจากด้านนอกมากระทบผิวเนื้อ มันหนาวจนเรามีไอบางๆกรุ่นออกมาเวลาที่หายใจ

“ขอบคุณมาก” ผมบอกแพทริค ก่อนจะก้าวลงมา

“เกล” เสียงแพทริคเรียกผม “นายลืมของ”

ผมหันกลับไปหาเขา ...ใช่จริงๆ ผมทำฮีตเตอร์แบบพกพาหล่นอยู่บนเบาะที่นั่ง แพทริคหยิบมันขึ้นมาและยื่นมันให้ผม เราสบตากันขณะที่ผมยื่นมือออกไป แล้วบางสิ่งก็เกิดขึ้น

แพททริคยื่นมือมาคว้าต้นแขนผมไว้ เขาดึงตัวผมกลับเข้าไปในยานลาดตระเวน แล้วก็จูบ...

เหมือนหิมะละลายลงใต้ฝ่าเท้าผม แพทริคบดเบียดริมฝีปากลงกับกลีบปากผม นุ่มและอุ่นจนความเย็นบนผิวแก้มจางหาย และถูกแทนที่ด้วยความร้อนที่ซ่านไปตามใบหน้า ผมขยุ้มลงตรงต้นแขนเขาเมื่อลิ้นชื้นๆสอดแทรกเข้ามา ขาผมอ่อนยวบ และทิ้งตัวให้เอนอิงกับท่อนแขนแข็งแรงที่โอบตรงแผ่นหลัง ฝ่ามืออีกข้างของแพทริคขยับสอดมาตรงท้ายทอย ลูบไล้ด้วยน้ำหนักของปลายนิ้วให้ความรู้สึกของผมกระเจิดกระเจิง

มันไม่ใช้การจูบแบบครึ่งๆกลางๆแบบที่ผมขโมยจากเขา ตอนที่เขาแกล้งกัดเม็ดกาแฟบีดส์เยาะเย้ยผม มันดูดดื่ม วาบหวิว และเต็มไปด้วยความรู้สึก ในอกผมร้อนวูบและเลยลงไปยังช่องท้องอย่างรวดเร็ว แพทริคเองก็คงไม่ต่างกัน เพราะเขาเหมือนจะไม่อยากถอนริมฝีปากออกเลย กระทั่งฝ่ามือของเขาก็ยังฟ้องว่าอยากสัมผัสเนื้อตัวผมขนาดไหน และถ้าแพทริคจะบอกว่าระหว่างเราไม่เคยมีอะไรเลย ...เขาก็โกหก

มันยังไม่เต็มอิ่ม ไม่ถึงจุดที่เราอยากจะหยุด แต่สุดท้ายเราทั้งคู่ก็ต้องผละออกจากกัน ผมหายใจถี่และมองหน้าเขา “นี่มันหมายความว่ายังไง?”

แพทริคไม่ตอบ เขาได้แต่มองดูผมด้วยสายตาที่อึดอัดใจอย่างมาก ละอองหิมะโปรยลงบนไหล่และเส้นผมของเขา ไอบางๆลอยกรุ่นออกมาจากริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไม่มีคำพูด

“ถ้ามันมีความหมายก็พูดออกมาสิ!” ผมโพล่งออกไปดังๆ

 วูบหนึ่งแพทริคเหมือนเกือบจะยอมแพ้ให้กับบางอย่างที่รุกเร้าอยู่ในตัวเขา แต่มันกลับจางหายไปในดวงตา และแทนที่ด้วยความหนักแน่นอันน่าโมโห เขาเปล่งคำพูดออกมา “เกล... ทำตามที่ฉันบอก  อย่าพาตัวเองไปหาอันตราย อย่าพยายามสู้กับอะไรที่นายไม่มีทางชนะ”

ผมส่ายหน้า ทั้งโกรธและผิดหวัง ปุยหิมะหล่นลงบนใบหน้าส่งความเย็นเข้ามาตามผิวเนื้อ ผมก้าวถอยออกมา

“นายไม่มีสิทธิ์ขออะไรจากฉันทั้งนั้น...แพทริค”

ผมหันหลัง และก้าวย่ำไปบนหิมะที่ทับถมกันอยู่บนถนน ไม่หันกลับไปมองว่าแพทริคจะยังอยู่ตรงนั้นหรือออกไปแล้ว ผมยกมือขึ้นมาเช็ดตรงริมฝีปาก ถูไปมาอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ ความเย็นจากอากาศทำให้ความเจ็บนั้นชัดเจนขึ้น และผมกำลังรอ ว่าเมื่อไหร่ความเจ็บจะเปลี่ยนเป็นความชา

 

..........................................................................................

  

อา.... รับรู้ถึงคลื่นความรักของคนอ่าน ที่กำลังไหลหลั่งไปหาแพทริค ^ ^

ช่วงนี้ผู้แต่งรู้สึกคล้ายๆจะอกหักค่ะ เพราะนักวาดที่หมายตาไว้ว่าอยากให้มาวาดปกนิยายเรื่องนี้ให้ เค้างานเยอะมากกกกกก คิวยาวไปจนถึงสิ้นปีหน้าเลยทีเดียว sad มากเลย  T^T สำนักพิมพ์ก็อุตส่าห์ใจป้ำยอมทุ่มให้แล้ว แต่สุดท้ายถ้าไม่มีวาสนาต่อกัน ก็คงต้องทำใจ

สงสัยต้องมองหาคนใหม่ คนที่จะมาเป็นของเราจริงๆ ...ฮา เพ้อไปแล้ว

กลับมาที่นิยายกันดีกันดีกว่าค่ะ ตอนที่ผู้แต่งคิดพล็อตเรื่องนี้ ในหัวมีแต่ภาพเรื่องราวของนิโคลัสกับคีธเต็มไปหมดเลย แต่ไม่รู้ทำไมตอนแต่งจริง เกลออกมาป้วนเปี้ยนกินเนื้อที่มากกว่าซะอีก ...ฮา ของบางอย่างคนแต่งก็รู้พร้อมๆกับคนอ่านนะ ^ ^

ตอนหน้าจะเป็นตอนของใคร รอลุ้นกันต่อนะคะ  จุ๊บๆค่ะ ^3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

45 ความคิดเห็น

  1. #1704 สนุกดีค่ะ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 16:40

    สนุกมากค่ะ อ่านลืมเวลาเลย

    #1704
    0
  2. #1686 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 23:06
    คู่นี้เส้นทางรักยาดยิ่งกว่าคีธกับนิคเสียอีก ทางการกับกบฏ ไหนจะปมในใจของแพทที่น้องสาวโดนทำร้ายจากมนุษย์กลายพันธุ์ ทั้งๆ ที่รักกัน แค่มันยากเหลือเกิน
    #1686
    0
  3. #1665 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:46
    สงสาร ยิ่งเกลไปเป็นคนของหมายเลข 6 แล้วด้วย ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แล้วทำไมแพทไม่รู้ใจตัวเองให้เร็วกว่านี้ล่ะ
    #1665
    0
  4. #1567 Boatbateau (@boatnp) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 23:33
    มันเป็นอะไรที่อึดอัดอะ จะเอายังไงก็พูดออกไปสิแพท อยากมีสิทธิ์สั่งให้เค้าไม่ทำอะไร ก็ลองพยายามเปลี่ยนสถานะตัวเองให้มีสิทธิ์สิ
    #1567
    0
  5. #1499 แว่น โย คุง (@yolove48) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 19:11
    ว้อยยยยยยย
    #1499
    0
  6. #1448 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 21:27
    รักแต่สถานะมันค้ำคออยู่ใช่ไหม
    #1448
    0
  7. #1346 Aree (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 16:16
    ว้ายย แพทริคคค -/////-

    ชอบเขาก็ไม่บอก ทิฐิน่ะ ลดๆซะบ้าง

    (แต่ก็น่าจะลดละนะ ก็ไปจูจุ๊บเขาซะขนาดนั้นอะ)

    หลงรักแพทริก เอิ้วววว
    #1346
    0
  8. #1285 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 16:38
    รู้สึกถึงใจที่กระตุก เมื่ออ่านตอนท้ายจบ อ่า
    #1285
    0
  9. #1206 A low Ha (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 23:53
    ชอบอีกแล้วค่ะตอนนี้

    ชอบบรรยากาศ

    บรรยายได้หนาวเหน็บดีจริงๆ

    ทั้งสภาพเเวดล้อม ทั้งสภาพจิตใจ

    เรื่องดำเนินเร็วดี กระชับ

    แต่เรื่องความสนุกกับความฟินก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

    ทีแรกนึกว่าจะฟัดกันในห้องแพทริคซะอีก 555555
    #1206
    0
  10. #1113 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 11:08
    หน่วงไปอีก สงสารจัง
    #1113
    0
  11. #1102 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 08:16
    ชอบคู่นี้ที่สุดเลย จะทำยังไงต่อไป
    #1102
    0
  12. #882 NongYingNutty (@haruminilove) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 22:00
    คู่นี้ตอนแรกก็ฟินแล้วก็หน่วงแล้วก็ฟินแล้วก็กลับมาหน่วงอี๊กกก TT
    #882
    0
  13. #808 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 23:37
    มองไม่เห็นหนทางสว่างเลยค่ะT_T
    #808
    0
  14. #792 hellalin (@hellalin) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 เมษายน 2559 / 04:48
    ชอบคู่นี้มากนะ แต่ทำไมเวลาอ่านชื่อแพทริคทีไร เราได้ยินเสียงsponge bob ทุกที ... #ดูการ์ตูนมากเกินไป 5555555
    #792
    0
  15. #738 sunprai (@prai335) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 มีนาคม 2559 / 01:25
    ชอบคู่นี้ แงงงง้ ????? เดาทางแต่ละตอนไม่ถูกเลย จะเป็นไงต่อไป ฮึก
    #738
    0
  16. #733 07042529 (@wonn) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มีนาคม 2559 / 05:32
    T_T ร้องเบย
    #733
    0
  17. #709 UnsTopaBle (@unstopable) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:37
    เศร้าาาา เรื่องนี้จะลงเอยยังไงเนี้ยยย ไม่เห็นหนทางแห่งความสุขเลย
    #709
    0
  18. #585 กระปุกทองคำ (@theskynight33) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 / 19:09
    รักครั้งนี้หน่วงเกินไปแล้ววววว ฮือออ
    #585
    0
  19. #552 Himitsume (@himitsu-me) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 / 10:43
    ชอบคู่นี้><
    #552
    0
  20. #517 เศร้าจริมๆ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2558 / 19:52
    ฮื่อออ ความสัมพันธ์ของพวกเธอมันอะไรกันย่ะ คนอ่านปวดใจล์

    ทำตามหัวใจเถอะค่ะคุณแพท!!!
    #517
    0
  21. #508 0397890 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2558 / 09:56
    ขอคู่แพคเกลเยอะๆๆนะค่ะ
    #508
    0
  22. #492 PPZ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กันยายน 2558 / 23:20
    แพทเกลลลลลลลลลลลลลลลล>< คิดถึงคู้นี้มากกกกก(ก.ล้านตัว)

    เกลอาบน้ำแล้วรู้สึก สดชื่นแทนเลยค่ะ5555555



    *รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆ /กอดดด

    *สอบเสร็จไรเสร็จ มานั่งอ่าน ฟินมากข่ะ //ฮ่าฮ่า

    #492
    0
  23. #491 _ Night Kung _ (@dragonpim) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 22:21
    จะรอตอนต่อไปนะค่ะ >____<
    #491
    0
  24. #490 kwan (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 21:56
    อะ อะ ไองี่เง่าแพทริคคคคค!!!

    บังอาจทำหนูเกลเสียใจ

    เดึ๋ยวแม่ตบคว่ำเลยนี่
    #490
    0
  25. #489 cisqua_chocola (@cisqua-chocola) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 15:54
    งืออออออ โอ้ยยยยยยยย ไรท์ค้าาา อ่านแล้วสงสารทั้งคู่เลยค่า ;w; จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกก็ไม่ได้ จะตัดทิ้งก็ไม่ขาด โอ้ยยยยย เจ็บ รอออกเล่มๆๆ นะคะ
    #489
    0