69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 101,039 Views

  • 1,719 Comments

  • 3,445 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    566

    Overall
    101,039

ตอนที่ 11 : ก้าวแรกของผม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4998
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    28 ส.ค. 58

...วางระเบิด

ไม่นึกเลยว่างานแรกของผมในฐานะสมาชิกองค์กรหมายเลข 6 จะเป็นการวางระเบิดในชั้นจอดยานเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนและคณะผู้ติดตามจากเขต 4

อีกไม่กี่วันข้างหน้า เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเขต 4 จำนวน 12 คนและผู้ติดตาม จะเดินทางมาประชุมที่เขต 3 เพื่อร่วมหารือและหาข้อสรุปในการลงชื่ออนุมัติกฎหมายควบคุมพื้นที่มนุษย์กลายพันธุ์ มันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเขต  ซึ่งเขต 1 กับเขต 2 ก็กำลังทำแบบเดียวกัน ยกเว้นเขต 5 ที่คงไม่หารือกับใคร แต่จะรอพบกันในวันลงคะแนนเสียงไปเลย

“เราจะยับยั้งการประชุมครั้งนี้” มาร์คัสบอก เขาเรียกไวเปอร์และผมมาคุยเรื่องนี้พร้อมกัน

ผมหายใจแรง มันไม่ใช่อะไรที่ผมเตรียมใจไว้เลย “เพื่อไม่ให้พวกเขาทำสำเร็จใช่ไหม ..หมายถึงหารือกันจนได้ข้อสรุปว่าจะลงชื่อสนับสนุนกฏหมายตัวนี้หรือเปล่า”

“พวกเขาจะทำมันสำเร็จอยู่ดี ไม่ว่าเราจะวางระเบิดหรือไม่ก็ตาม แต่เราก็จำเป็นต้องทำ” มาร์คัสตอบ

“ทำไม” ผมงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเสี่ยงอันตรายไปทำเรื่องที่จะไม่เกิดผลประโยชน์อะไรเลยแบบนั้นด้วย ...ให้ตายเถอะ นั่นลานจอดยานของเจ้าหน้าที่รัฐนะ ไม่ใช่ร้านพิซซาข้างทาง!

“เป้าหมายของเราไม่ใช่การขู่หรือก่อความวุ่นวาย หรือแม้แต่ต้องการทำลายอะไร” มาร์คัสพูด “แต่จุดมุ่งหมายของเราคือการประกาศตัวและแสดงจุดยืน ให้คนที่ยังหวาดหวั่นและไม่มั่นใจ ได้รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้จริงๆ ให้เขาเชื่อมั่นว่าองค์กรมีพละกำลังและแข็งแกร่งมากพอ ที่เขาจะกล้าก้าวออกมาจากความกลัว และเข้าร่วมต่อสู้ด้วยกัน เพราะฉะนั้น เราจะหลีกเลี่ยงการสูญเสียเลือดเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายเราหรือฝ่ายนั้น แค่เอาให้มันกระหึ่มทั่วเมืองก็พอ”

“ไวเปอร์” มาร์คัสชี้หน้าไวเปอร์ “นายต้องช่วยดูแลเกล เพราะนี่เป็นงานแรกของเขา และนายห้ามทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง ได้ยินชัดใช่มั้ย”

ไวเปอร์หยุดการเคี้ยวหมากฝรั่ง ซึ่งเป็นอย่างเดียวที่เขาทำตั้งแต่มานั่งอยู่ตรงนี้ ก่อนจะถามออกมาแบบเนือยๆ “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่วางระเบิดหอประชุมไปเลย กระหึ่มกว่ากันเยอะ”

“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้เลย” มาร์คัสเสียงเฉียบ “ห้ามแตะต้องหอประชุม เราจะลงมือเฉพาะตรงอาคารจอดยาน และเน้นตรงจุดที่จอดยานของแขกจากเขต 4 เข้าใจไหม ถ้านายมีปัญหา ฉันจะถอดนายออกจากงานนี้ และให้คนอื่นไปแทน”

“โอเค เข้าใจแล้วครับท่าน” ไวเปอร์ยกมือยอมแพ้ ก่อนจะเหล่มองผม “อย่ากลัวจนฉี่ราดล่ะ ถึงเราจะทำงานสกปรก แต่ก็ไม่ได้เลอะเทอะขนาดนั้น อันที่จริงจะนอนเล่นอยู่ที่บ้านเลยก็ได้ ฉันไม่ได้ต้องพึ่งพาปลาทองปวกเปียก”

“เขาจะไม่ปวกเปียก” มาร์คัสขัดขึ้น “เพราะจากนี้เป็นต้นไป นายจะต้องเป็นคนสอนยิงปืนและศิลปะการป้องกันตัวให้เกลทุกวัน ไม่ต้องมองฉันแบบนั้น เพราะฉันไม่ได้พูดผิด ทุกวันแปลว่าห้ามเว้นแม้แต่วันเดียว ...เกล เธอต้องหาเวลาฝึกกับไวปอร์ มันจำเป็น”

ผมพยักหน้า ไม่ได้อยากยอมรับหรอก แต่ก็ไม่อยากตายง่ายๆเวลาเจอสถานการณ์คับขัน แต่ไวเปอร์ดูจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่งกว่า ที่ต้องรับหน้าที่ฝึกสอนผม เพราะเขาทำท่าเหมือนหายใจไม่ออก ก่อนจะลุกขึ้นและขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักครู่

“แล้วเควินล่ะ เขาไม่ได้เข้าร่วมทีมด้วยเหรอ” ผมถามขึ้น หลังจากที่ไวเปอร์เดินออกไปแล้ว

“เควินยังไม่พร้อม อารมณ์เขาแกว่ง ฉันไม่เสี่ยงให้เขาไปอยู่ใต้ความกดดันแบบไหนทั้งสิ้น” มาร์คัสส่ายหน้า “แต่ฉันก็จะให้คนอื่นช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายให้เขาไปก่อน ซึ่งคงไม่ใช่ไวเปอร์ ส่วนความพร้อมทางด้านจิตใจ ฉันคิดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ”

ผมเม้มริมฝีปาก ทำไมผมจะจับสังเกตไม่ออก ว่าเควินทำเป็นยิ้มแย้มตอนที่อยู่ต่อหน้าผม เพื่อไม่ให้ผมกังวลใจ แต่ผมรู้ดี ว่าในบางคืนที่เขาคิดว่าผมหลับ เควินจะลุกขึ้นมา และนั่งเหม่อมองออกไปนอกช่องหน้าต่างฝ้ามัวของตึกรวงผึ้งเป็นครึ่งค่อนคืน และในบางครั้งที่เขาง่วงหลับไปจริงๆ มันก็จะมักจะมาพร้อมอาการกัดฟันจากความเครียด และผมรู้ว่ามันไม่ใช่ความเครียดที่มาจากการทำงานในเหมือง

“นอกจากไวเปอร์แล้ว ในวันนั้นนายจะต้องทำงานร่วมกับเกร็กด้วยอีกคน” มาร์คัสกดที่แถบข้อมือ ให้ภาพผู้ชายคนหนึ่งฉายขึ้นมา เขาเป็นชายผิวสี รูปร่างผอมสูง อายุน่าจะมากกว่าผมหลายปี

“แค่เขาคนเดียว?”

“ใช่ แค่เกร็กคนเดียวที่นายจะต้องติดต่อโดยตรง และรหัสในการปฏิบัติงานครั้งนี้คือ แมลงสคารับ ถ้าเธอเห็นสัญลักษณ์นี้หรือคำพูดนี้ นั่นคือเพื่อนของเราที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นเหมือนกัน พร้อมจะทำงานไหมเกล”

“คิดว่าพร้อม”

มาร์คัสส่ายหน้า สีหน้าเขาราบเรียบ มีเพียงแววตาที่เข้มข้นทะลุทะลวง และมันทำให้ผมต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่

“ผมพร้อมทำงาน” ผมตอบออกไป

“ดี เพราะฉันจะไม่ฝากชีวิตของคนที่เหลือไว้กับความลังเลของใคร”

และเมื่อไวเปอร์กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง มาร์คัสก็พูดเข้ารายละเอียดสิ่งที่เราต้องทำในวันนั้น พวกเราจะทำงานเป็นทีมร่วมกับคนที่มาจากกลุ่มอื่นอีกหลายคน โดยที่จะไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามหรือแม้แต่หน้าที่ของคนเหล่านั้น  มันคือการป้องกันการซักทอดและสาวตัวไปสู่คนอื่นๆ หากมีใครสักคนพลาดโดนจับได้ อย่างมากเขาก็เปิดเผยชื่อผู้ร่วมงานได้อีกแค่คนสองคน ในตอนที่ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนซ้อมจนต้องเปิดปาก  และนั่นก็แปลว่าถ้าผมพลาด ไวเปอร์กับเกร็กก็มีโอกาสจบเห่ไปพร้อมกัน

ผมสูดลมหายใจ รู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียน ไวเปอร์จ้องผมเขม็งเหมือนจะข่มขู่ ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย เพราะผมแทบจะขย้อนอาหารกลางวันออกมาใส่ตักเขาอยู่แล้ว  “นายเละแน่...ปลาทอง”

ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ผมออกมาจากห้องทำงานของมาร์คัส พร้อมกับความหนักอึ้งที่กดทับอยู่บนไหล่ เควินยืนพิงกำแพงกระดำกระด่างรอผมอยู่ด้านนอก เขาเพิ่งเลิกงาน และมารอผมกลับที่พักด้วยกัน รอยยิ้มของเขาเจือความอ่อนล้าจากการทำงานที่ต้องอยู่ในสถานที่มืดทึบอุดอู้และเต็มไปด้วยฝุ่น 

“มารอนานรึยัง” ผมถามออกไป

“ไม่นานหรอก” เควินตอบ

“งั้นกลับกันเลยเถอะ วันนี้ฉันมีเนื้อบดมาด้วยก้อนนึง ผิวนอกมันมีกลิ่นไม่ดีแล้ว แต่เราเฉือนออกได้ ฉันขอพ่อครัวมา ดีกว่าทิ้งไปเปล่าๆ” ผมยักคิ้ว

“รอสักครู่ก็แล้วกัน ฉันขอแวะเข้าไปทักมาร์คัสสักหน่อย” เควินตบเบาๆที่ไหล่ผม

ไวเปอร์เดินออกมาจากห้องของมาร์คัสพอดี เควินทักทายเขาและยกมือเป็นเชิงห้ามไม่ให้ไวเปอร์จูบทักทายที่ปาก เพราะมันคงลงเอยด้วยการที่ไวเปอร์ดันเควินจนติดผนัง และบดเบียดร่างกายถูไถกับเนื้อตัวของเควินเหมือนกำลังแสดงหนังโป๊ โดยไม่แคร์ว่าผมยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้และผมไม่ใช่ผู้กำกับ ผมเบือนหน้าไปอีกทางอย่างเอือมๆ เมื่อเห็นเขาตีก้นเควินดังเพียะตอนที่ฝ่ายนั้นเดินผ่านเขาไปยังประตูห้องของมาร์คัส

“พรุ่งนี้เช้าเจอกัน” ไวเปอร์ชี้หน้าผม

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนนายเกินไป ฉันขอเลื่อนเป็นตอนสายๆได้มั้ย ฉันนอนดึกติดกันมาหลายคืนแล้ว เพราะต้องทำงานช่วงค่ำ” ผมบอก

“ไม่รบกวนอะไรนี่” ไวเปอร์ยักไหล่  “ขอแค่อย่าขัดจังหวะขึ้นมาตอนที่ฉันกำลังอะไรๆเควิน ระหว่างรอนายตื่นก็พอ”

“โอเค... เอาเป็นช่วงเช้าตามที่นายบอกแต่แรกดีกว่า”

ไวเปอร์ยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินจากไป ผมถอนใจฟู่ รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผมหันไปมองประตูห้องของมาร์คัส เควินยังอยู่ในห้อง  แล้วอะไรบางอย่างก็กระตุ้นให้ผมเดินไปทางนั้น ผมหยุดอยู่หน้าประตู และผลักบานประตูให้แง้มออกเล็กน้อย

 “แล้วทำไมคุณยังบอกไม่ได้ว่าคลอเดียเป็นตายร้ายดีอยู่ตรงมุมไหนของเขต 5  คุณเป็นสมาชิกระดับหัวหน้าหน่วยนะ คุณต้องรู้สิ คุณมีเส้นสายอยู่ทุกที่ แล้วทำไมถึงสืบเรื่องคลอเดียไม่ได้! ทำไมถึงไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย!?” นั่นเป็นเสียงของเควิน ที่เจืออารมณ์ดุเดือดและผิดหวัง

“เควิน องค์กรหมายเลข 6 มีเครือข่ายอยู่ในทุกเขตก็จริง แต่เขต 5 มันแตกต่างออกไป ที่นั่นยากต่อการแทรกแซง และมีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเข้าไปก็เข้าไปได้ ฉันรู้ว่านายห่วงน้องสาว ฉันก็ห่วงเหมือนกัน  แต่เขต 5 เป็นเขตควบคุมพิเศษ มันไม่ง่าย และฉันก็กำลังพยายามอยู่”

“เธอเป็นน้องสาวผมนะมาร์คัส” เสียงของเควินสั่นเครือ  เขาก้มหน้า มือที่วางประสานกันอยู่บนโต๊ะบีบและจิกเข้าหากัน

“ฉันรู้” เสียงมาร์คัสดูอ่อนโยน

“คุณต้องบอกผมนะมาร์คัส  ถ้าได้ข่าวของคลอเดียแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ”

“แน่นอน” มาร์คัสโน้มตัวมาข้างหน้า เขาวางมือบนหลังมือของเควิน “มันไม่มีเรื่องไหนเล็กน้อยหรอก ถ้าเป็นเรื่องของคนที่เรารัก”

วันนั้นเราทั้งคู่เดินกลับที่พักไปด้วยกัน ผมชวนเควินคุยถึงเรื่องทั่วๆไป ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมหรือเรื่องเศร้าอื่นๆ ผมไม่อยากให้เขารู้ว่าผมได้ยินสิ่งที่เขาคุยกับมาร์คัส เพราะถ้าเขาไม่ยอมพูดต่อหน้าผม ก็คือเขาไม่อยากให้ผมรู้ ว่าเขาจ่อมจมอยู่กับความทุกข์ใจมากขนาดไหน

เควินพูดน้อยลง แต่ก็ฝืนยิ้มให้ผมเป็นระยะๆเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ในใจ เขาไม่อยากให้ผมเจ็บปวด และผมก็ไม่อยากให้เขาเจ็บปวด ก็เลยต้องทำเป็นว่าทุกอย่างไม่ได้แย่อะไรมากมาย และเรายังอยู่กันได้ แต่ความจริงคือเราทั้งคู่ต่างก็เจ็บปวด และสิ่งที่เราทำได้ ก็คือการทำตัวให้เหมือนปกติที่สุด  และหวังว่าอีกคนจะยังพอมีความสุขได้บ้าง

และในคืนนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเควินนอนกัดฟันทั้งคืน

เช้าวันต่อมา ไวเปอร์ก็มาเจอผมตามที่นัดกันไว้  บอกเลยว่าผมไม่ได้หวังหรอก ว่าการฝึกความพร้อมทางร่างกายกับไวเปอร์ จะประกอบด้วยความสนุกสนานอะไร แต่ไม่นึกว่ามันจะห่วยแตกขนาดนี้

ผมอุตส่าห์ตื่นแต่เช้า วิ่งขึ้นลงบันได ชกลม และซิทอัพ เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ และเตรียมสมองให้ปลอดโปร่ง พร้อมรับอะไรก็ตามที่ไวเปอร์จะอนุเคราะห์ช่วยสอนให้

แต่สิ่งที่เขาทำก็คือ พาผมซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รุ่นสนิมเกรอะกรัง(ซึ่งคงหาชิ้นส่วนจากสุสานรถมาประกอบเป็นคัน) และไปส่งในซอยแคบๆด้านหลังของไนต์คลับแห่งหนึ่ง  ผมลงจากรถและเหยียบลงบนแอ่งน้ำตื้นๆสีน้ำตาลเหม็นหึ่ง ซึ่งไหลนองออกมาจากกองขยะ ซอยนี่โสโครกอย่างที่ไม่น่าจะเป็นหลังร้านที่ปรุงอาหารขายให้คนกิน แต่ก็อย่างว่าแหละ ที่นี่มันย่านตึกรวงผึ้ง มันก็เหมาะสมดีแล้วกับระดับของคนที่อาศัยอยู่ นี่พูดตามมุมมองของรัฐน่ะนะ

ผมมองไปที่ประตูด้านหลังไนต์คลับที่เปิดอ้า ลังบรรจุวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารวางซ้อนเกะกะ และกองล้นออกมาที่ถนนด้านนอก ผมมองลังใส่กะหล่ำปลีซึ่งวางอยู่ตรงแอ่งน้ำเน่า และแอบสาบานว่าจะไม่มีวันมากินอาหารที่ร้านนี้เด็ดขาด ต่อให้มีคนเลี้ยงก็ตาม

ไวเปอร์เดินเข้าไปหาชายร่างใหญ่ที่ยืนสั่งการเป็นภาษาสเปนกับคนงานที่ง่วนอยู่หลังร้าน พวกเขาคุยกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ไวเปอร์จะกระดิกนิ้วเรียกให้ผมเข้าไปใกล้

 “คืนนี้ที่นี่จะมีงานเลี้ยงแต่งงาน”  เขาบอก

“อือฮึ” ผมภาวนาให้คู่บ่าวสาวไม่กินอาหารที่มีส่วนประกอบของกะหล่ำปลีในคืนนี้ “แล้วเรามีธุระอะไรที่นี่”

“ฉันไม่มี แต่นายมี” ไวเปอร์ฉีกยิ้ม เขาชี้ไปที่ลังมันฝรั่งที่วางซ้อนกันหลายชั้นตรงประตู “เครื่องปอกมันฝรั่งมันเสีย”

“แล้ว...?”

“นายเลยต้องเป็นคนปอกมัน หมดนั่นเลย”

“เฮ้ย!” ผมตาโต “ไหนว่าเราจะฝึกศิลปะการต่อสู้กันไง!?”

ไวเปอร์ชักสีหน้า “ฟังนะปลาทอง ถ้านายมีปัญหากับการฝึกของฉัน ก็ไปหาครูฝึกคนอื่น คิดว่าฉันอยากทำนักรึไง ? ไอ้หน้าที่ช่วยฝึกให้นายนี่น่ะ นายไม่ได้สะดือสวยเท่าของเควินด้วยซ้ำ”

ผมอ้าปากพะงาบๆ ขณะที่ไวเปอร์เดินไปที่มอเตอร์ไซค์ “ปอกซะ อย่าให้เหลือแม้แต่หัวเดียว”

แล้วเขาก็สตาร์ทรถควันโขมงและบึ่งออกไปจากซอย ทิ้งผมไว้กับลังมันฝรั่งกองสูงท่วมหัว ซึ่งไม่ได้มีแค่แถวเดียวด้วย ชายร่างใหญ่โยนมีดเล่มหนึ่งมาหล่นแทบเท้าผม เขาถลึงตาและตะคอกเป็นภาษาสเปนเป็นเชิงว่า ทำงานซะทีไอ้กร๊วก ก่อนจะหันไปทุบหลังคนงานคนหนึ่งดังอั้ก ที่ทำปลาหลุดมือหล่นลงพื้นขณะลำเลียงส่งเข้าครัว

ผมยืนอึ้งอย่างไม่อยากจะเชื่อ ...นี่มันบ้ามาก  ไวเปอร์ไม่เคยเห็นสะดือผมด้วยซ้ำ!

และเย็นวันนั้น ผมก็กลับบ้านในสภาพอ่อนระโหยและเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ทั้งมือและแขนล้าไปหมดจากการใช้มีดปอดมันฝรั่งเป็นสิบๆลัง ผมทำปากมุบมิบแช่งชักหักกระดูกไวเปอร์ ตอนที่เห็นเขาทาบแถบข้อมือรับเงินค่าแรงของผมจากเจ้าของร้านหน้าตาเฉย และแน่นอนว่าไวเปอร์ไม่คิดจะแบ่งให้ผมแม้แต่เศษเสี้ยว เขาอ้างว่านั่นเป็นค่าฝึกสอน

วันต่อมาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ไวเปอร์เอาผมไปทิ้งไว้ที่ชั้นใต้ดินของอาคารจอดรถแห่งหนึ่งซึ่งมีน้ำท่วมขังถึงหัวเข่า และสิ่งที่ผมต้องทำก็คือ เข็นรถแต่ละคันไปยังทางลาด เพื่อขนส่งมันไปไว้ที่สุสานรถ  วันถัดไปก็เป็นโรงงานอาหารกระป๋องที่ปิดตัวลง แต่ยังเหลือสินค้าตกค้างที่ต้องลำเลียงออกไปทิ้ง และมีสารเคมีกลิ่นฉุนแสบจมูกระเหยออกมา ผมต้องกลั้นหายใจเป็นระยะๆ และวิ่งออกไปหายใจตรงช่องหน้าต่าง แต่ก็ยังมีบางครั้งที่สำลักจนน้ำหูน้ำตาไหล

แต่ที่แย่ที่สุดคือวันที่เขาพาผมไปที่บาร์เปลือย! ไวเปอร์บีบให้ผมต้องช่วยในการฝึกซ้อมการแสดงบนเวทีชุดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยสาวเปลือยหลายคนที่รัดตัวไว้ด้วยริ้วผ้าที่ห้อยลงมาจากราวตรงเพดาน พวกเธอจะแสดงลีลาเต้นยวนยั่วอยู่ท่ามกลางริ้วผ้าหลากสี ในขณะที่ผมต้องขยับย้ายเพื่อถ่วงน้ำหนักตรงชายผ้าอีกฝั่งให้สูงขึ้นและต่ำลง แทนนักแสดงคนหนึ่งที่ติดธุระมาร่วมซ้อมไม่ได้ เอวผมงี้บิดจนแทบหัก ในขณะที่ไวเปอร์ยืนหว่านเสน่ห์ให้สาวๆลูบไล้รอยสักรูปงูตรงต้นแขนของเขา

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ผมก็ถึงจุดหมดความอดทน  อีกแค่ไม่กี่วันผมก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกขององค์กรหมายเลข 6 แล้ว แต่ไวเปอร์ไม่เห็นจะสอนอะไรให้ผมเลย! ...ไหนล่ะการฝึกยิงปืน ...ไหนล่ะศิลปะการต่อสู้แบบมอสสาด การหัดต่อยมวย หรือแม้แต่การหัดสะเดาะกุญแจก็ยังดี!  แต่ไวเปอร์ไม่ทำอะไรเลย นอกจากส่งผมไปทรมานทรกรรมตามที่ต่างๆ แล้วก็ฮุบค่าแรงผม!

 “ไวเปอร์ ฉันจะไม่ไปกับนายแล้ว ถ้านายยังจะเอาฉันไปทิ้งให้ทำงานที่นั่นที่นี่อีก “ผมพูดเสียงเฉียบ ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้าเขาอย่างเอาจริง “และถ้าเราไม่เริ่มฝึกกันจริงๆ ฉันจะไปบอกมาร์คัส ขอเปลี่ยนไปฝึกกับคนอื่น”

ไวเปอร์เดาะลิ้น เขาหรี่ตามองผมด้วยดวงตาสีฟ้าเทาที่เรียวชี้ขึ้น “ไม่หรอกปลาทอง วันนี้เราจะไม่ไปทำงานที่ไหน”

แล้วเขาก็ทำตามที่พูดจริงๆ ไวเปอร์พาผมไปยังที่แห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า หลุมทรายมันเป็นเวิ้งทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่อยู่ทางด้านหลังของโรงผลิตกระแสไฟฟ้า หลุมทรายจะไปสิ้นสุดที่รั้วไฟฟ้าด้านหนึ่งของเขต 3 ซึ่งคงไม่มีใครอยากผ่านไปจากทางนี้ เพราะเวิ้งทรายไม่มีอะไรเลย นอกจากความแห้งแล้งและเนินทรายสูงๆต่ำๆ ที่คาดว่าจะมีศพคนที่ถูกเอามายิงทิ้ง แล้วให้ทรายช่วยกลบฝังอยู่มากมายเต็มไปหมด

“เราจะซ้อมกันที่นี่” ไวเปอร์โยนกระเป๋าใบใหญ่ลงบนพื้น และบอกผม

ผมตื่นตัวขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นไวเปอร์รูดซิปกระเป๋าให้เปิดอ้า มันมีปืนและอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆหลายชิ้นที่ผมไม่รู้จัก ผมสูดลมหายใจ  ไวเปอร์ค่อนข้างฉลาดนะที่เลือกที่นี่ มันเวิ้งว้างไร้ผู้คน เราคงไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครได้ยินเสียงปืนที่เราซ้อมยิง

“ไปไกลกว่านี้หน่อยไม่ดีกว่าเหรอ” ผมหันไปมองกลุ่มอาคารที่ทะมึนอยู่ทางด้านหลัง โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทำงานทั้งวันทั้งคืน มันเต็มไปด้วยเครื่องจักรที่ใช้แรงงานคนแค่ไม่กี่คนคอยควบคุม ตัวอาคารอยู่ไกลจากจุดที่เรายืนอยู่พอสมควร แต่ผมคิดว่าน่าจะยังไกลไม่พอ

“ไม่จำเป็นหรอก” เสียงไวเปอร์ดังขึ้นทางด้านหลัง ก่อนที่ผมจะโดนทุบลงตรงไหล่จนเข่าทรุด

พลั่ก!

ไวเปอร์ชกเข้าที่ท้องอย่างไม่ยอมให้ผมได้มีโอกาสตั้งตัว ผมตาเหลือกเมื่อเขาซ้ำจนผมลงไปนอนกองคลุกกับทราย

“ทำ...ไม...” ผมพยายามเปล่งเสียงทั้งๆที่จุกจนแทบพูดไม่ออก

ไวเปอร์หัวเราะต่ำในลำคอขณะกดร่างผมให้นอนคว่ำ ผมใจหายวูบเมื่อเขามัดมือและเท้าผมด้วยเชือก ก่อนจะยัดผ้าใส่ปากผมไม่ให้ส่งเสียง ผมพยายามดิ้นขณะที่เขายกตัวผมเพื่อแบกขึ้นบ่า ไวเปอร์อัดเข้าตรงลิ้นปี่ และนั่นทำให้ผมสิ้นฤทธิ์

เขาแบกผมเดินย่ำไปตามเนินทราย ขณะที่ใจผมเต้นกระหน่ำ ...ไวเปอร์คิดจะทำอะไร!?

ในที่สุดไวเปอร์ก็หยุดเดิน เขาทิ้งร่างผมลงกับพื้นทราย ก่อนจะชี้ข้ามไปยังพื้นข้างๆตัวผม ม่านตาเขาขยายออก ขณะที่ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มประหลาด

ผมหันไปมองด้านนั้นทันที ก่อนจะต้องตกใจจนแทบช็อค เมื่อเห็นหลุมที่ขุดลึกลงไปในผืนทราย และในนั้นมีลังไม้ที่ประกอบขึ้นหยาบๆ ขนาดพอจะใส่ร่างคนสักคนลงไปได้ในสภาพนอนตัวงอ!

“มันเรียกว่าหลุมทรายไงเกล มีไว้ฝังคนที่เราอยากจะฆ่า” เสียงของไวเปอร์เจือความสนุก “และตอนนี้นายเป็นคนที่ต้องลงไปอยู่ในนั้น”

แล้วเขาก็ผลักร่างผมลงไปในลังใบนั้น!

ไวปอร์โยนมีดเล็กๆเล่มหนึ่งลงมาในลัง เขายังคงยิ้มขณะพูดกับผม “ฉันให้มีดไว้เล่มนึง เผื่อนายจะอยากใช้มันตัดเชือก แต่รีบหน่อยก็ดีนะ เพราะฝาปิดลังมันมีรอยแตกเต็มไปหมด ทรายจะค่อยๆเคลื่อนลงมาจากแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรในโรงงาน มันอาจจะไหลลงมาจนเต็มลังในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง แล้วทีนี้นายก็จะหายใจไม่ออก”

ไวเปอร์เดาะลิ้นด้วยท่าทางครุ่นคิด “ ...เอางี้ก็แล้วกัน เห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่นายมีให้แฟนคนล่าสุดของฉัน ฉันจะใส่ท่อหายใจเอาไว้ให้สักอัน จะนี่ไม่ได้กะจะให้ตายอย่างทรมานมากขึ้นนะ ...โอ๊ะ เกือบลืมเอาผ้าออกให้แน่ะ เผื่อนายอยากสวดภาวนาก่อนตาย”

 ไวเปอร์ดึงผ้าที่อุดปากผมออก ก่อนจะปิดฝาลังลงมาดังโครม

“ไวเปอร์! ปล่อยฉันออกไป!” ผมตะโกน แต่ไวเปอร์ไม่สนใจ ผมเห็นท่อพลาสติกอันหนึ่งเสียบผ่านรอยแตกของฝาลังเข้ามา

“ท่อนี่ยาว 2 ฟุตกว่าๆแน่ะ น่าจะช่วยให้พอมีอากาศหายใจตอนที่ทรายไหลลงมาปิดฝาลัง” เสียงของไวเปอร์ดังอยู่เหนือหัวผม “แต่ถ้านายเอาแต่ยืดยาด มันก็จะไหลลงมาจนปิดรูท่อได้อยู่ดี ...บ๊ายบาย หลับฝันดีนะปลาทอง”

แล้วไวเปอร์ก็เดินจากไป ขณะที่เม็ดทรายเริ่มไหลพรูลงมาบนฝาลัง...


ผมใช้เวลา 15 นาทีแรกไปกับการแตกตื่น และพยายามตะโกนให้ใครสักคนช่วย ก่อนจะต้องสำเหนียกในเวลาต่อมาว่ามันเป็นไปไม่ได้!  ไวเปอร์ไม่ได้เผื่อทางเลือกแบบนั้นไว้ให้ผมเลย ที่ตรงนี้ไกลเกินกว่าที่เสียงของผมจะส่งไปถึงใคร และยิ่งผมดิ้นรนรุนแรงจนเนื้อตัวกระแทกเข้ากับเนื้อไม้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการเร่งให้เม็ดทรายไหลลงมาตามรอยต่อและรอยแยกได้ง่ายขึ้น

ผมหอบหายใจแรง เมื่อรู้สึกว่าแสงสว่างที่ส่องลอดผ่านรอยแตกลงมาในลังนั้นเริ่มหายไปทีละจุด ผมเอียงหน้าหลบทรายที่ไหลลงมาตรงหัว ในขณะที่ยังรู้สึกถึงเม็ดทรายที่ร่วงพรูลงมาโดนส่วนอื่นของร่างกาย  ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็ตกอยู่ในความมืดมิด  ...ทรายไหลลงมากลบฝาลังจนมิดแล้ว

เหมือนถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในโลงศพแคบๆ  มีเพียงเสียงลมหายใจของผมที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจเต้น แม้กระทั่งเสียงทรายที่ยังคงไหลพรูลงมา ก็ยังเป็นแค่เสียงกระซิบแผ่วเบาในความมืด เหมือนเป็นนาฬิกาทรายที่นับถอยหลังสู่ลมหายใจสุดท้ายผม

อย่าแตกตื่น...คุมสติไว้

ผมบอกตัวเองและพยายามระงับความตื่นตระหนก  ทั้งๆที่มันทำได้ยากมาก  ฝาลังถูกทรายกลบมิดไปแล้วและออกซิเจนที่เหลืออยู่ในนี้จะพอให้ผมหายใจได้อีกกี่นาทีก็ไม่รู้และถ้าท่ออากาศนั่นถูกทรายกลบไปด้วยเมื่อไหร่ ก็เป็นอันจบชีวิตแสนสั้นของผม  ผมพยายามกล้ำกลืนก้อนแข็งๆที่พุ่งขึ้นมาถึงลำคอ ...ผมไม่อยากตายในสภาพแบบนี้เลย มันทรมานเกินไป แต่แล้วแขนข้างหนึ่งของผมก็กระทบเข้ากับผิวโลหะเย็นๆ

...มันคือมีดของไวเปอร์!

ในอกผมพลุ่งพล่าน ...นั่นคือตัวช่วยของผม!  และผมต้องใช้มันตัดเชือกที่มัดแขนกับขาออก เพื่อให้ร่างกายเป็นอิสระ ผมขยับตัวเพื่อหยิบมีด แต่มันไม่ง่ายเลยเมื่อผมถูกมัดมือไพล่หลัง ไม่ใช่ทางด้านหน้า หัวผมกระแทกเข้ากับฝาลัง ทำให้เม็ดทรายไหลพรูลงมามากขึ้น

แต่ในที่สุดผมก็คว้ามีดมาไว้ในมือจนได้ คมมีดบาดมือผมจนเลือดไหลเปรอะ เพราะผมต้องควานหยิบมันออกมาจากกองทราย ผมตะแคงตัว เกร็งอุ้งมือและนิ้วมือ และเริ่มใช้มันเถือเข้ากับเส้นเชือก

ท่ามกลางเม็ดทรายที่ร่วงพรูลงมาจนมีปริมาณ 1 ใน 4 ของลังไม้ ผมยังคงขยับมือบังคับด้ามมีด และจดจ่ออยู่กับมันเหมือนตอนปอกมันฝรั่งกองสูงเป็นภูเขา ...ผมจะตายแบบนี้ไม่ได้  ผมเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ที่เฮือกสุดท้ายตอนใกล้จะสิ้นใจ มันคือความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่จะกระตุ้นให้ร่างกายผมดึงลักษณะสัตว์ที่แฝงอยู่ในร่างออกมา และมันคงทรมานอย่างที่สุด เมื่อต้องอยู่ในร่างของสัตว์น้ำที่หายใจด้วยเหงือก ขณะที่ร่างถูกถมด้วยทราย

ในที่สุดเชือกที่มือก็ขาด ผมขยับตัวและเลื่อนมือมาตัดเชือกที่มัดขา มันค่อนข้างยากเพราะความคับแคบ  และตอนนี้เม็ดทรายก็เอ่อขึ้นมาถึงครึ่งลังไม้แล้ว ผมอยู่ในท่าเอี้ยวและฝืนเกร็ง เมื่อต้องการตัดเชือกในสภาพที่มีดต้องโผล่พ้นทราย และรักษาระดับหัวตัวเองให้อยู่เหนือทรายด้วย

และในที่สุดทั้งมือและขาผมก็เป็นอิสระ! ผมขยับตัวอย่างยากเย็น ตอนนี้ปริมาณทรายในลังมีมากจนขยับตัวลำบาก ผมอึดอัดยิ่งขึ้นเมื่อสูดลมหายใจ อากาศในนี้คงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ผมเงยหน้าอมท่อพลาสติกที่สอดผ่านลงมาเพื่อช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น ก่อนจะต้องไอโขลก เมื่อรู้สึกถึงเม็ดทรายที่บาดระคายคอ ข้างนอกนั่นมีลมพัด ไม่แปลกที่จะมีเม็ดทรายปลิวเข้ามาในท่อด้วย

ท่ามกลางอากาศที่มีจำกัด ผมเริ่มใช้ไหล่กระแทกเข้ากับฝาลัง  น้ำหนักทรายที่กดทับฝาลังทำให้ผมต้องทำมันซ้ำๆอยู่แบบนั้นจนกว่าฝาลังจะขยับเคลื่อน ความทรมานเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ยิ่งฝาลังขยับเลื่อนอ้าขึ้น ทรายก็ยิ่งเทลงมาจนแทบไม่เหลือที่ให้ขยับตัว  ตอนนี้ร่างผมโผล่พ้นทรายมาได้แค่หัวกับช่วงไหล่ อากาศน้อยลงจนหายใจลำบาก

...ไม่ไหวแล้ว ผมกำลังจะหมดแรง

ผมเอียงหน้าฮุบอากาศในท่อที่ปะปนด้วยเม็ดทราย ก่อนจะรวมรวมแรงเฮือกสุดท้ายขยับกระแทกสุดแรง!

แผ่นไม้ที่ประกอบเป็นฝาลังแตกหลุด  หัวและไหล่ผมโผล่ทะลุออกมาเหนือลังไม้ ขณะที่ทรายด้านนอกไหลบ่าลงมา ผมคงถูกทรายถมตายอยู่ในท่านั้นนั่นแหละ  ถ้าไม่ถูกใครบางคนช่วยดึงตัวขึ้นมา

ผมไอแรงจนแสบคอและเจ็บตรงอก  หน้าตาเนื้อตัวเต็มไปด้วยเม็ดทราย ก่อนที่จะนอนแผ่หมดแรงลงกับพื้น ข้างๆเนินทรายที่ลาดลงสู่จุดที่เกือบจะเป็นหลุมฝังศพของผมเมื่อกี้นี้นั่นแหละ

“เก่งมากปลาทอง” ไวเปอร์ชะโงกอยู่เหนือร่างผม เขากระตุกยิ้มพลางตบเบาๆตรงแก้มผม รอยสักรูปงูที่เลื้อยรัดพันจากข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ซึ่งเปรอะด้วยละอองทราย กับเส้นผมสีอ่อนจางที่สั้นเกรียน ทำให้ไวเปอร์ดูเหมือนงูพิษทะเลทรายยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่ผมเคยเจอเขา

“เข้าใจรึยังว่าหลายวันที่ผ่านมานายทำอะไร มันเป็นสิ่งที่ฝึกให้นายอึด เป็นทักษะที่ช่วยในการเอาชีวิตรอด เพราะโอกาสที่นายจะได้ลงมือจู่โจมคนของรัฐน่ะ มีน้อยกว่าการที่นายจะถูกจับตัวไปขังหรือทรมานเยอะเลย  การใช้กำลังสู้กลับคือทางเลือกสุดท้าย เพราะเราไม่ได้ถูกฝึกมาให้เป็นนักสู้เหมือนพวกทหารหรือหน่วยลาดตะเวน พวกนั้นเป็นมืออาชีพที่แข็งแกร่ง แต่พวกเราเป็นแค่ชาวบ้าน เป็นคนงาน เป็นเด็กเสิร์ฟในบาร์ การเอาชีวิตให้รอดในนาทีของความเป็นความตายต่างหาก ที่จำเป็นเป็นอันดับแรกสำหรับเรา”

                ไวเปอร์ดีดหน้าผากผมดังเป๊าะ “พรุ่งนี้ฉันจะให้นายจับปืน”

                ผมไม่รู้ว่าจะเกลียดหรือรักเขาดี แต่ที่แน่ๆ ทันทีที่มีแรงพอจะลุกขึ้นไหว ผมคงต้องชกเขาคืนสักมัดก่อนเลย             

ค่ำวันนั้นเควินปลอบขวัญผมด้วยไวน์ก้นขวดที่เหลือจากภัตตาคารที่ผมทำงานอยู่ ซึ่งพวกเราซุกไว้ใต้เตียงและตั้งใจว่าจะเอาออกมาดื่มในโอกาสพิเศษ ไวเปอร์เสนอหน้ามาร่วมปาร์ตี้เล็กๆของเราด้วย (มีแค่แซนด์วิชขนมปังหนังหนู กับไวน์ 3-4 อึก แต่ผมก็จะเรียกมันว่าปาร์ตี้ ...โอเค๊?) เขาเปิดประตูห้องเข้ามา และมองไวน์ในถ้วยพลาสติกของผมกับเควินอย่างดูถูก

“ดื่มอะไรกันอยู่น่ะ น่าขยะแขยงชะมัด”  ไวเปอร์โยนห่อกระดาษสีน้ำตาลยับยู่ให้ผมรับไว้ “เอาไอ้นี่ไป ถือซะว่าเป็นของฝากจากฉัน แฟนฉันจะได้กินของดีๆไปด้วยมั่ง ไม่ใช่มีแต่ของเหลือจากงานเลี้ยงในภัตตาคารนาย”

ผมแกะห่อเลอะๆที่ขาดลุ่ย  มันมีทั้งรอยเท้าและคราบเปื้อน และบอกตรงๆว่าผมไม่อยากจินตนาการถึงของที่อยู่ข้างในเลย  มันคงผ่านอะไรมามากจนบอบช้ำเต็มที แต่แล้วผมก็ต้องตาโต เมื่อเห็นกล่องสีเงินที่อยู่ด้านใน ก่อนจะต้องรีบเปิดฝากล่อง และดึงขวดใสแจ๋วที่บรรจุเม็ดแคปซูลสีน้ำตาลออกมา

“นี่มัน...กาแฟบีดส์นี่” ผมอุทาน

“เออ” ไวเปอร์ยักคิ้ว

“แพงไปหน่อยนะ” เควินพูด

“ได้มาฟรี ตอนฉันเดินขึ้นมา ไอ้พวกเด็กข้างนอกมันกำลังตีกันเอาเป็นเอาตายเพราะแย่งของนี่ เห็นว่ามีไอ้งั่งบางคนวานให้เอามาส่งในตึกหลังนี้ ..ไหว้วานเด็กในตึกรวงผึ้งเนี่ยนะ พวกมันแทบจะกินเนื้อกันเองแล้วด้วยซ้ำ แต่โง่เองนี่...ช่วยไม่ได้”

“นายเลยแย่งมา”

“เตะสั่งสอนก่อน แล้วค่อยยึดมา” ไวเปอร์ตอบหน้าตาเฉย “เฮ้...มันเป็นการระงับการทะเลาะวิวาทนะ”

เควินส่ายหน้าอย่างเอือมๆ แต่ไวเปอร์ตีความว่านั่นเป็นท่าทางอ้อมๆที่แสดงออกถึงการชื่นชม เขานั่งลงข้างเควินและหอมฟอดตามแก้มตามคอของเควิน ซึ่งฝ่ายหลังดูจะรำคาญนิดๆ แต่ไวเปอร์ก็อนุมานเอาเองอีก ว่านั่นแปลว่าชอบมาก หื่นนะ แต่ไม่แสดงออก

                ทั้งๆที่เพลียไม่น้อย แต่คืนนั้นผมก็ไม่ได้หลับลงอย่างรวดเร็ว ผมล้มตัวลงนอนพร้อมกับเควิน และนิ่งเงียบอยู่ในความมืดแบบนั้นอีกนาน แม้แต่ตอนที่เสียงกัดฟันของเควินเริ่มขึ้น

ผมตะแคงตัวและมองผ่านหน้าต่างฝ้ามัวออกไปข้างนอก อากาศในคืนนี้เย็นจับจิต ผมกอดตัวเองให้อุ่น รสชาติกาแฟบีดส์ที่กินไปเมื่อตอนค่ำยังติดลิ้น มันเข้มละมุนและยอดเยี่ยมอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับไม่ประทับใจอย่างที่เคย

...ไม่เหมือนที่ผมเคยรับรสมันก่อนหน้านี้

ใบหน้าใครบางคนลอยขึ้นมาในความคิด และมันทำให้ผมอุ่นซ่านในอกทั้งๆที่อากาศหนาวจนตัวชา ผมไม่ได้พยายามปัดภาพนั้นออกจากหัวเหมือนที่เคยทำ ...มันไม่จำเป็นหรอก จากสิ่งที่ผมเลือก จุดยืนของผมกับเขามันอยู่กันคนละฟากอยู่แล้ว และคงไม่มีทางที่จะมีอะไรดีๆงอกเงยเป็นความสัมพันธ์ ...คงไม่ผิดอะไร ที่ผมจะเก็บเขาไว้นึกถึงในบางวัน  

และอีก 6 วันต่อมา  ผมก็ได้ปฎิบัติภารกิจครั้งแรก ในฐานะคนขององค์กรหมายเลข 6

                “ถ้าจะเกร็งขนาดนั้น ก็อ้วกออกมาเลยก็ได้นะ” ไวเปอร์มองผมอย่างเอือมๆ ขณะที่ผมเบิ่งตามองรถบรรทุกเล็กสำหรับส่งของ ที่จอดอยู่ตรงหน้าเหมือนมันเป็นไดโนเสาร์สักตัว มากกว่าจะเป็นรถสักคัน

                ผมกลืนน้ำลายเอื้อกอย่างฝืดคอ ด้านหลังของรถคันนี้เต็มไปด้วยกล่องหลายใบ ที่บรรจุวัตถุดิบที่จะใช้ในงานเลี้ยงต้อนรับแขกสำคัญจากเขต 4 ที่ประกอบด้วยนายทหารระดับผู้บังคับการกองทั้งสิ้น 12 นาย พร้อมผู้ติดตาม ซึ่งเดินทางมาประชุมที่เขต 3 เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับร่างกฎหมายควบคุมพื้นที่มนุษย์กลายพันธุ์ ที่ทุกคนจะต้องลงคะแนนเสียงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

                และผมกับไวเปอร์จะต้องนั่งไปในรถคันนี้ เพื่อส่งของทั้งหมดนี่ตรงจุดรับส่งของ ที่จะเชื่อมกับทางเดินไปสู่ครัว มันคงไม่มีอะไรชวนประสาทแดกหรอก ถ้าของเหลวในขวดน้ำเชื่อมบางขวดมันไม่เชิงว่าจะทำหน้าที่ผสมลงในของหวานสวยๆอย่างที่มันควรจะเป็น และในเกลือบางถุงจะไม่ได้ปะปนด้วยเกล็ดของแข็งสีขาวบางชนิด ที่ไม่ได้มีรสเค็ม ...มันคือส่วนประกอบในการทำระเบิด

                “ตกลงจะขึ้นมามั้ย” ไวเปอร์ร้องถามลงมาจากที่นั่งคนขับ “หรือจะไปใส่ผ้าอ้อมก่อน จะได้ไม่ฉี่ราดกางเกงตอนที่ต้องยกลังพวกนั้นลงจากรถ”

                ผมยืนยังนิ่ง ภาพใบหน้าของพ่อและแม่ลอยขึ้นมาในความคิด สลับกับภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ผมเผชิญมาตลอดชีวิตในฐานะมนุษย์กลายพันธุ์  ผมไม่ได้ลังเล  แต่เพราะตรงนี้คือจุดสำคัญในชีวิตผม ที่เพียงแค่ผมก้าวขึ้นไปนั่งบนรถกับไวเปอร์ ชีวิตผมจะหักเหจากเส้นทางเดิมไปตลอดกาล ผมจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ...เป็นกบฏ และเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้การควบคุมขององค์กรหมายเลข 6 อย่างที่รัฐนิยามเอาไว้

                “จะเปลี่ยนใจก็ได้นะ” ไวเปอร์พูดขึ้นอีก แต่คราวนี้ไม่ได้เจือด้วยอาการแดกดันเหมือนก่อนหน้า

                ผมมองตาเขา ก่อนจะสูดลมหายใจ และก้าวขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ

                ยี่สิบนาทีต่อมา อาคารหอประชุมพิเศษก็ปรากฏขึ้นในสายตา มันเป็นสถาปัตยกรรมรูปทรงรีเหมือนลูกรักบี้สีเงินที่ลอยอยู่กลางสระน้ำกว้างๆ จากตรงนั้นจะสามารถมองข้ามผืนน้ำไปยังอาคารลิเบอร์ตี้ซึ่งโดดเด่นอยู่กลางเมือง มันเป็นจุดชมวิวที่สวยมากและเป็นหน้าเป็นตาของเขต 3 ซึ่งการจัดงานอะไรก็ตามในหอประชุมแห่งนี้ เจ้าของงานจำเป็นต้องจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว และเป็นงานระดับไฮเอนด์ที่ชนชั้นรากหญ้าอย่าหวังว่าจะได้เฉียดเข้าไป

                ไวเปอร์ขับรถขึ้นไปตรงฝั่งอาคารจอดรถ ซึ่งมีความสูงทั้งหมด 9 ชั้น จากฝั่งนี้จะมีทางเชื่อมสู่ด้านในอาคารได้เพียง 2 จุด คือจุดส่งของชั้นล่าง กับจุดทางเข้าห้องโถงตรงชั้น ซึ่งเป็นจุดจอดยานเพื่อรับส่งแขกที่จะเข้าไปในอาคาร ก่อนจะนำไปจอดไว้ที่ฝั่งจอดยานพาหนะ ซึ่งชั้น 1-6 จะเป็นที่จอดทั่วไป แต่เหนือขึ้นไปกว่านั้นคือชั้นวีไอพี และเป้าหมายในการวางระเบิดครั้งนี้ของเราก็คือชั้น 2

                ผมกับไวเปอร์ผ่านจุดตรวจเข้าไปยังทางเชื่อม  เรามีอยู่ในเครื่องแบบพนักงานของบริษัทส่งสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งในวันนี้จะมีการวิ่งเข้ามาส่งวัตถุดิบที่ต้องใช้ในช่วงเบรคของการประชุมทั้งหมด 3 คัน และคันที่ผมกับไวเปอร์ขับเข้ามา เป็นคันเดียวที่ไม่ใช่พนักงานตัวจริง ไวเปอร์ไม่จำเป็นต้องปลอมตัว เพราะเขาไม่มีประวัติในสารบบของรัฐอยู่แล้ว แต่ตัวผมสิ แทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย ผมกลายเป็นหนุ่มผิวเข้ม ที่มีดวงตาสีน้ำตาลและมีสิวเต็มแก้ม

                จุดตรวจในชั้นนี้ไม่เข้มงวดอะไรมากนัก เพราะเราไม่สามารถเข้าไปในตัวอาคารได้ ทำได้เพียงลำเลียงสินค้าลงมาให้คนข้างในนำมันเข้าไป ตัวสินค้าต่างหากที่ถูกตรวจละเอียดมากกว่า

                ใจผมเต้นแรงเมื่อต้องลงจากรถลงเพื่อเปิดประตูตู้เก็บของที่อยู่ตรงท้ายรถ แต่พยายามเก็บซ่อนไว้ใต้ท่าที คนของหอประชุมยืนรออยู่ตรงท้ายรถ 4 คน เพื่อรอรับของที่ผมกับไวเปอร์จะส่งให้ ผมเผลอขบกรามเมื่อสบตาเข้ากับเกร็กที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ของหอประชุม เขาเบนสายตาจากใบหน้าผมอย่างรวดเร็วโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน ซึ่งมันทำให้ผมรู้ตัวว่าต้องควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้

                ผมกับไวปอร์ทยอยดึงกล่องวัตถุดิบออกมาจากด้านในตู้เก็บสินค้า และส่งให้คนของหอประชุมตรวจดู ก่อนจะประทับตรา ตรวจแล้ว  และส่งต่อไปยังด้านใน มือผมเย็นเฉียบขณะดันกล่องเกลือที่ปะปนด้วยสารซึ่งใช้ในการทำระเบิดไปทางเกร็ก

                “แมลงสคารับ” เกรกกระซิบ เมื่อเห็นผมมีทีท่าเหมือนจะลังเล

                ผมออกแรงอีกเล็กน้อยเพื่อผลักกล่องใบนั้นเข้าสู่มือของเกร็ก และหันไปลำเลียงกล่องใบอื่นต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                สิ่งที่ผมกับไวเปอร์ทำนั้นกินเวลาแค่ไม่กี่นาที แต่เป็นไม่กี่นาทีที่เลือดในตัวผมเย็นเฉียบจนแทบจะทำให้ร่างแข็งทื่อ ในที่สุดผมกับไวเปอร์ก็ขับรถออกมาจากตรงนั้น แต่ต่างจากเดิมตรงที่คราวนี้ผมเป็นคนขับ!

                “ใจเย็นไว้นะ นายทำงานส่วนเมื่อกี้ได้ดีแล้ว” ไวเปอร์พูดเบาๆโดยไม่หันมามองผม เขาดูนิ่งและควบคุมสติได้ดีมาก “และส่วนที่เหลืออีกนิดเดียว ...ก็อย่าพลาดล่ะ”

                ผมพยักหน้าน้อยๆแบบที่แทบจะสังเกตไม่เห็น งานผมยังเหลืออีกหนึ่งส่วน และเป็นส่วนที่ผม ผมขับมาจนเห็นทางแยกอยู่ข้างหน้า ที่ด้านหนึ่งเป็นทางลาดขึ้นสู่ลานจอดรถชั้น 2  กับอีกด้านที่เป็นทางออกซึ่งผมควรจะไป

                “อีก 5 วินาทีนับถอยหลัง” เสียงจากหมุดตรงติ่งหูของผมดังขึ้น  มันไม่ใช่เครื่องประดับจริงๆ แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างผมกับอีกฟาก ที่กำลังแทรกแซงการทำงานของกล้องและตัวเซ็นเซอร์ ที่ติดไว้เป็นจุดๆในอาคารจอดรถ

                “ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์ ตัดสัญญาณ!

                ผมขับพุ่งขึ้นทางลาดเมื่อฟากนั้นนับถึงศูนย์ ผมมีเวลาแค่ไม่ถึง 2 นาที ในการส่งไวเปอร์ลงที่ชั้นนี้ และต้องรีบขับวนลงไปให้ทัน ก่อนที่กล้องและตัวเซ็นเซอร์จะทำงานอีกครั้ง

                ไวเปอร์พุ่งผ่านหน้าต่างออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อผมชะลอรถให้ช้าลง ผมมองจากกระจกมองหลัง เห็นเขากลิ้งเข้าไปหลบอยู่ใต้ท้องรถคันหนึ่ง ไวเปอร์ต้องซ่อนตัวอยู่ที่ชั้นนี้จนกว่าระเบิดจะถูกส่งออกมา และนำไปติดตั้งตามจุดต่างๆที่เรากำหนดไว้ ผมรู้ว่าเขาต้องร่วมงานกับคนอื่นอีกหลายคนเพื่อทำการนี้ แต่นั่นนอกเหนือจากขอบเขตที่ผมจะรับรู้ว่ามีใครบ้าง

                ผมเพิ่มความเร็วเพื่อที่จะออกไปจากตรงนี้ให้ทันเวลา ชั้นนี้ถูกเคลียร์ให้ปลอดคนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อป้องกันพยานรู้เห็น ผมใจหายวาบเมื่อเห็นยานลำหนึ่งเพิ่งจะจอดลงตรงช่องจอดใกล้กับทางลาดที่จะวิ่งลงสู่ชั้นล่าง ผู้หญิงร่างสูงเพรียวในชุดเครื่องแบบของรัฐก้าวลงมาจากยานที่เพิ่งจอดสนิท

                ...ซวยแล้ว ฉิบหายแน่ๆ!

                ผมตกอยู่ในอาการกึ่งช็อคเมื่อเธอหันหน้ามาทางด้านนี้ ในขณะที่ผมทำได้แค่ชะลอความเร็วลง ให้ดูเหมือนไม่ได้กำลังเร่งรีบอย่างมาก แต่ถึงยังไงรถส่งของในชั้นจอดรถทั่วไปก็ดูไม่ปกติเอาซะเลย โดยเฉพาะในวันที่มีการประชุมสำคัญแบบนี้ แต่แล้วผมก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นเธอขยิบตาให้ และเมื่อเธอยกมือขึ้นมาเสยผมที่ยาวเป็นลอนขณะที่ผมขับรถแล่นผ่าน ผมก็เห็นเต็มตาว่าแหวนบนนิ้วเธอเป็นรูปแมลงสคารับตัวเขื่อง

                “เร็วขึ้นกว่านี้อีก ระบบเซ็นเซอร์กำลังจะทำงานในอีก 3 วินาที”

                เสียงจากหมุดตรงติ่งหูผมดังขึ้น ขณะที่ผมขับพุ่งไปยังทางลาดแบบเหยียบมิด และผ่านลงมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

                “เมื่อกี้ที่นายเห็น เธอเป็นพวกเดียวกับเรา” เสียงจากหมุดเจื้อยแจ้วรายงาน

...บ้าเอ้ย! บอกให้เร็วกว่านี้ไม่ได้รึไง!

                ผมกลับถึงจุดนัดหมายอย่างปลอดภัยในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน มาร์คัสรอผมอยู่กับพรรคพวกอีกหลายคนที่มารวมตัวกันในอาคารร้าง เพื่อรอดูผลงานของพวกเรา

“เยี่ยมมากเกล งานแรกแท้ๆ” มาร์คัสตบบ่าผมและเอ่ยชม

                ผมยิ้มตอบเขา ขณะที่คนอื่นๆก็ส่งยิ้มให้ผมด้วยเหมือนกัน หัวใจผมพองโตอย่างประหลาด รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าชีวิตช่างมีความหมายอย่างที่ไม่เคยคาดถึงมาก่อน  และการมีตัวตนของผมก็สำคัญต่อโลกใบนี้

                “มารอดูด้วยกัน” มาร์คัสพยักเพยิดให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้เก่าๆข้างตัวเขา อีกราว 5 ชั่วโมงการประชุมจะเริ่มขึ้น และระเบิดลูกแรกจะทำงานในเวลาเดียวกันกับที่ประธานกำลังกล่าวเปิดการประชุม และคนขององค์กรหมายเลข 6 หลายกลุ่มทั้งในเขต 3 และเขตอื่นๆจะต้องได้เฮ เมื่อเห็นภาพยานบางลำของบรรดาผู้ติดตามจากเขตอื่นซึ่งจอดรวมกันอยู่ตรงชั้น 2 ลอยกระเด็นออกมาเหมือนจรวด และร่วงหล่นลงในทะเลสาปที่ล้อมรอบอาคารหอประชุมอันน่าภาคภูมิ

                และนั่นก็เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็น ก่อนที่จะได้รู้ว่าไวเปอร์ไม่ได้ทำแค่วางระเบิดลานจอดรถชั้นสอง....



............................................................................................................



รอบหน้าได้เจอนิโคลัสกับคีธแน่นอนค่ะ 

รอนะคะ  ^3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

42 ความคิดเห็น

  1. #1683 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 19:42
    กรี๊ดดดดด ไวเปอร์ทำอะไรอี๊กกกก เป็นคนที่ยากแท้หยั่งถึงมาก
    #1683
    0
  2. #1662 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:16
    นังไวเปอร์
    #1662
    0
  3. #1597 kanun0_0 (@kanun0_0) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 14:37
    มีลางว่าคนส่งเมล็ดกาแฟคือตาหน่วยลาดเวร เอ๊ย ลาดตระเวนแน่ๆ แต่ไวเปอร์ทำอะไรอ่ะ
    #1597
    0
  4. #1493 f_onp97 (@bonjour0301) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 13:11
    ไวเปอร์ทำเกอนกว่าที่สั่งป่าว55555555
    #1493
    0
  5. #1446 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 19:38
    คนที่ส่งเม็ดกาแฟให้คือใครน้า ตาซึนลาดตระเวนคนนั้นรึเปล่า ไวเปอร์ทำอะไรเพิ่มหรือเปล่า เอาเข้าไป
    #1446
    0
  6. #1281 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 00:30
    ไวเปอร์ คงไม่ได้วางระเบิดห้องประชุม หรอกใช่ไหม
    #1281
    0
  7. #1100 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 07:31
    ไวเปอร์ แกทำอาร๊ายยย 5555
    #1100
    0
  8. #1091 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 01:02
    ไวเปอร์นี่ตัวป่วนชัดๆ
    #1091
    0
  9. #926 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 / 02:03
    ไวเปอร์ทำเกินกว่าเหตุแน่ๆ 55555555555555555555
    #926
    0
  10. #805 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 23:07
    มันจะมีวันที่ปลาท้องไปเจอกับพวกคีธกับนิคไหม มีอยู่2คู่ แต่คนละฝั่งกันเลย
    #805
    0
  11. #446 super__p (@sunonwater) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 01:49
    สนุกมาก ตามๆ ชอบน้องปลาทองมากเลย
    #446
    0
  12. #434 แพนคุง彡 (@momojimi) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2558 / 00:51
    น้องปลาทองกับพี่แพทจะได้เจอกันอีกมั้ยคะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    โอ้ยแค่คิดก็เจ็บป่วย ไปลงกับนางไวเปอร์ดีกว่า #หมั่นไส้

    ชอบที่น้องปลาบอกว่าจะไม่พยายามผลักแพทออกจากหัวเหมือนทุกที เพราะเราอยู่คนละฟาก #น้ำตามา
    พี่เชื่อว่าปาฏิหาร์จะมีจริงและทั้งสองจะได้รักกันขร่ะะะะะะะะ เชื่อเพพพพพพพพพพ่
    #434
    0
  13. #432 Slowdrive (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2558 / 09:15
    คิดถึงนิโคลัสมาก
    #432
    0
  14. #431 BlackCat [Disappear!!] (@laktheghost) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2558 / 00:28
    แพทริคส่งมาป่าว(
    #431
    0
  15. #430 PPZ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2558 / 23:10
    เอ....กาแฟบีดส์ของใครหน่อ...หวายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    /ปูเสื่อนั่งรอตอนของนิคต่อ



    สู้ๆค่าาาาาาา
    #430
    0
  16. #429 Hazel_nut (@hazel-nut) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2558 / 16:59
    ไวเปอร์ทำอะไรอ่ะ พี่ทิ้งไว้ให้ลุ้นตลอดเลยยยย แล้วกว่าจะได้รู้ก็ต้องรอ แต่ไม่เป็นไร หนูรอได้ค่าาา ไม่สบายก็ดูแลตัวเองให้หายไวๆ น้าา
    #429
    0
  17. #428 AreeYong (@Aree-Yong) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 07:46
    คิดถึง writter เช่นกันค่ะ คิดถึงเกลด้วย กลับมาคราวนี้ ถึงคิวปลาทองออกบู๊แล้วใช่ไหม ปล.คีธกับนิโคลลัส คงกลับมาพร้อมกับแซ่บเช่นเดิมใช่ไหมคะ ^ /// ^
    #428
    0
  18. #427 Dh139 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 13:50
    สนุกมากค่ะ รอคู่คีธนิคเสมอนะคะ
    #427
    0
  19. #426 aimnb (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 01:16
    โอ๊ยยยยย ตื่นเต้นมาก รอครึ่งหลังค่ะ สู้ๆนะคะคุณคนเขียน รอติดตามเสมอค่ะ ^______^
    #426
    0
  20. #425 ยิ้มสิ-ยิ้ม!!!!! (@sasa-like) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2558 / 17:36
    ฝึกหนักมากๆๆๆอ่ะ สู้นะเกล
    #425
    0
  21. #423 Kath' (@victory-smile) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2558 / 13:42
    เกลียดไวเปอร์!!! แกทำอะไรน้องปลาทองของช้านนนนนนน
    #423
    0
  22. #422 RINKUWAc .™ (@hasuki) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2558 / 11:55
    ทำไมรู้สึกเหกมือนกำลังดูหนัง buried ก็ไม่ปาน อิงูบ้า อิอสรพิษลิ้นสองแฉก
    หน่อยๆๆๆๆๆ เกลสู้ๆนะ หลุดออกไปได้ก็ตบมันให้หน้าทิ่มไปเลย


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 สิงหาคม 2558 / 11:55
    #422
    0
  23. #421 PPZ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2558 / 07:54
    มาแล้วววววววววววววว ว้ากกกกกกกกกกกกก เย้~~~~~~~!!!

    ฮือออออออออออ คิดถึงแรง //กอดค่ะกอดดดดดดดดด



    จู่ๆก็นึกหมั่นไส้ไวเปอร์ค่ะ(ปกติก็หมั่นไส้ตลอดค่ะ555555555555)

    ฮึมมมมมมมมมมมมมมมมมม บังอาจมาทำกับปลาทองเรา



    *รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่าาาาา
    #421
    0
  24. #420 nong pair (@pair160242) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2558 / 06:04
    นังไวเปอร์นี่ร้ายจริง นี่คืออุตส่าห์เห็นใจเพราะเป็นเพื่อนของแฟนนะเนี่ย -*-
    #420
    0
  25. #419 VpupinaV (@meeepanda) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2558 / 04:22
    เป็นการฝึกที่อปลกและทรหดมากค่ะ สู้ต่อไปนะเกลนะ
    #419
    0