69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 101,010 Views

  • 1,719 Comments

  • 3,442 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    537

    Overall
    101,010

ตอนที่ 10 : จูบ...อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5621
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    20 พ.ย. 58


                ชีวิตพวกมันไม่มีราคาอยู่แล้ว...

              พวกสายพันธุ์วิปริตผิดธรรมชาติ... 

   และไม่ว่ายังไง...เราก็ต้องรอด

            

           คำพูดเหล่านั้นยังดังก้องอยู่ในความคิด ขณะที่ผมได้ยินเสียงวืด เหมือนบางสิ่งพุ่งผ่านอากาศ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น กลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาจากหมู่ตึกที่อยู่ห่างตรงนี้ไปแค่บล็อกเดียว

               ตูม!!!

               เสียงระเบิดครั้งที่สองตามมาติดๆ และคราวนี้มันแรงจนรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนที่ผ่านจากพื้นขึ้นมาตามท่อนขา

               “เกล หลบ!” เควินคว้าตัวผมหลบก้อนอิฐที่ร่วงลงมาจากด้านบนอาคาร มันเฉียดหัวผมไปแค่นิดเดียว เราวิ่งออกห่างจากตัวอาคารทันที

               “เกิดอะไรขึ้น!” ผมถามอย่างแตกตื่น ขณะวิ่งไปกับฝูงชนที่แตกฮือและเสียงตะโกนโหวกเหวกอย่างตื่นตระหนก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงไหนจะปลอดภัย  ขอแค่ให้ห่างจากจุดเกิดระเบิดให้มากที่สุดก็แล้วกัน นี่เพิ่งจะผ่านมายังไม่ถึง  24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำไมมันถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก!

               “มาทางนี้!” เควินกระตุกแขนผมให้วิ่งตามเขา สัญญาณเตือนภัยหวีดดัง ออกโทปุสทุกตัวที่ลอยอยู่ในรัศมีการรับสัญญาณหันควับ และบินหวือมุ่งหน้าไปทางจุดเกิดเหตุ เสียงปืนดังรัวตามขึ้นมาติดๆ ผมใจเต้นระส่ำ ขณะได้ยินเสียงยานจากลาดตระเวนประกาศก้องถึงเหตุฉุกเฉิน

               “จะไปไหนเควิน ที่พักเราอยู่อีกด้านนะ!” ผมท้วง เสียงปืนยังดังขึ้นถี่ยิบ ชวนให้อกสั่นขวัญแขวน     

เควินกระชับมือผมแน่น และเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น  “เราไม่ได้จะไปที่นั่น นายไม่ได้ยินรึไงว่าเสียงปืนมันดังมาจากฟากนั้น อย่าเพิ่งถาม ฉันจะพานายไปที่ปลอดภัย”

               ผมวิ่งตามเควินลัดเลาะไปตามทางที่ผมไม่เคยไป เราวิ่งเข้าไปในซอยแคบๆที่เป็นซอยตัน ก่อนที่เควินจะผลักบานประตูหลังของบ่อนพนันแห่งหนึ่งและทะลุผ่านออกไปอีกด้าน ผมได้ยินเขาพึมพำพูดอะไรแปลกๆ และกดแถบข้อมือเพื่อติดต่อกับใครบางคน ก่อนจะต้องขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อไวเปอร์ เราวิ่งเข้าไปในตึกรวงผึ้งหลังหนึ่ง ที่แน่นอนว่าไม่เคยมีคนเฝ้าประตูหรือการรักษาความปลอดภัยใดๆอยู่แล้ว และยิ่งท่ามกลางความระส่ำระสายแบบนี้ด้วย

               เราทั้งคู่วิ่งอ้าวขึ้นไปถึงชั้นสิบ เหนื่อยจนหอบแฮ่กแต่ก็ไม่หยุดวิ่ง เควินผลักประตูห้องพักห้องหนึ่งที่ไม่ได้ล็อคไว้ และตรงดิ่งไปยังหน้าต่างที่ผุพังชำรุด ตรงขอบหน้าต่างมีกระดานไม้ผุๆแผ่นหนึ่งพาดยื่นออกไปในอากาศ เหมือนเอาไว้เป็นสะพานฆ่าตัวตาย  

               “เดินไปบนกระดานไม้นั่น แล้วกระโดดข้ามไปฝั่งโน้น” เขาสั่ง

               “อะไรนะ!?” ผมถามอย่างไม่เชื่อหู

               “กระโดดจากตรงนี้ไปตึกฝั่งนั้น มันเป็นตึกร้างที่ด้านล่างถูกปิดไว้เพราะรอการทุบทิ้ง ครั้งก่อนฉันถูกพามาที่นี่แหละ” เควินย้ำ “เร็วเข้า แผ่นไม้นั่นไม่ใช่แผ่นไม้จริงๆ มันแข็งแรง และมันเป็นทางเดียวที่จะพาเราไปที่นั่นได้จากตรงนี้ ไวเปอร์เพิ่งบอกฉันว่าใกล้ตึกที่พักเรามีการก่อจราจล ถ้าเรากลับไปตอนนี้เราจะโดนรวบไปด้วย เราต้องหาที่หลบภัย”

               ผมเบิกตาโต ตึกในละแวกนี้แออัดมากชนิดที่ว่าแสงแดดคงแทบจะไม่มีโอกาสส่องถึงพื้น ช่วงห่างระหว่างตึกแคบจนน่าจะได้ยินทุกกิจกรรมของคนที่พักอยู่ในตึกฝั่งตรงข้ามหากที่นั่นมีคนอาศัยอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ใกล้ขนาดที่จะข้ามไปได้แบบชิลๆเหมือนก้าวข้ามแอ่งน้ำบนถนนนะ!

ผมกลืนน้ำลายเอื้อก และเบิ่งตามองกระดานไม้ที่ยื่นโด่เด่ออกไปกลางอากาศ ก่อนจะได้ยินเสียงสัญญาณดังออกมาจากแถบข้อมือของเควิน เขากดรับและนิ่วหน้าเมื่อได้รับข่าวสารจากคนที่อยู่อีกฟากของสัญญาณ

“ฉิบ.. ไวเปอร์เปลี่ยนแผน ตอนนี้หน่วยลาดตระเวนยุ่บยั่บยังกับหนอน เขาบอกว่าจะพาเราไปที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า และตอนนี้เขาก็กำลังบึ่งมารับเรา”

“ไปที่ไหน”

“ฉันก็ไม่รู้ แต่เขาเรียกมันว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์”

ผมไม่มีโอกาสถามต่อ เรารีบวิ่งย้อนกลับลงมาจนถึงด้านล่าง ประจวบเหมาะกับที่ไวเปอร์มาถึงพอดี

ไวเปอร์ยังกับหลุดออกมาจากหนังเก่าๆสักเรื่อง ประเภทคนเถื่อนถนนโลกันตร์อะไรทำนองนั้นเลยแน่ะ เขานั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากเศษเหล็ก อันมีท่อสีสนิมขดไปมาและเครื่องยนต์ที่เหมือนขุดมาจากสุสานสงครามโลก

“ขึ้นมา” เขาสั่ง

ผมกับเควินปรี่ขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายเขา เครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ก่อนจะกระชากพาพวกเราออกจากที่นั่นด้วยความเร็วใกล้เคียงกับการบิน สู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งบนผืนแผ่นดินนี้

 

วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ไวเปอร์พูดถึง คือสุสานขยะ

               ผมยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางภูเขาขยะลูกเล็กลูกใหญ่ ที่เรียงรายซ้อนกันสุดลูกหูลูกตาเหมือนเนินในทะเลทราย เพียงแต่เนินทรายไม่ได้ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งชวนคลื่นเหียนแบบนี้ มันเป็นขยะที่ขนมาจากตัวเมือง และพักรอการกำจัดทิ้ง

               “ทึ่งล่ะสิ” ไวเปอร์ยิ้มมุมปาก ขณะพาเรามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหนองน้ำขนาดไม่ใหญ่นัก มันคงจะเป็นจุดที่น้ำไหลมารวมกันตรงผืนดินที่เป็นแอ่งลึกลงไป  “เดี๋ยวก่อน ยังมีที่น่าสนุกกว่านี้อีก”

               ผมกับเควินเหลือบมองหน้ากัน

“เราจะลงไปในนั้น” ไวเปอร์ชี้ไปที่หนองน้ำขุ่นๆ

               โดยไม่สนว่าผมกับเควินจะเต็มใจหรือไม่ ไวเปอร์โยนกล่องล็กๆขนาดเท่าหัวแม่โป้งให้ผมกับเควินคนละกล่อง “ใส่เลนส์กับอมกระเปาะอากาศเอาไว้”

               ในกล่องเป็นเลนส์ที่ใช้มองในน้ำกับลูกกลมเล็กๆเท่าเม็ดลูกอม เควินแตะเลนส์ลงบนดวงตาทั้งสองข้าง และอมกระเปาะอากาศไว้ในปาก ก่อนจะหันไปทางบึงน้ำที่มีขยะลอยฟ่อง

               “ฉันไม่เอา” ผมโยนกล่องคืนให้ไวเปอร์ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา เมื่อเห็นผิวตรงใต้กรามของผมเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นเหงือกปลา

               “เจ๋ง” เขายกนิ้วให้ ก่อนจะใส่กระเปาะอากาศเข้าไปในปาก และกระโดดลงไปในหนองน้ำเป็นคนแรก

               ผมกับเควินกระโดดตามลงไป ไม่รู้เหมือนกันว่าข้างล่างนั่นจะเป็นเมืองใต้น้ำหรือว่าอะไร ได้แต่หวังว่าจะเชื่อใจไวเปอร์ได้ ผมไม่ได้ไว้ใจไวเปอร์ขนาดนั้น แต่ใต้น้ำคือโลกสำหรับสายพันธุ์ของผมอยู่แล้ว  และความเชื่อมั่นของเควินก็ทำให้ผมไม่ขัดขวางอะไร

               หนองน้ำแห่งนี้ลึกกว่าที่มองเห็นจากด้านบนมาก เราทั้งหมดแหวกว่ายในน้ำขุ่นๆ ที่ด้านล่างมีสาหร่ายยาวพริ้วเป็นสายมากมายเต็มไปหมด มันเป็นสาหร่ายชนิดที่เกิดอยู่ในน้ำที่ค่อนข้างสกปรก ผมชะงักเมื่อรู้สึกว่าเควินหายไปจากสายตา ปรากฏว่าขาข้างหนึ่งของเขาไปติดอยู่กับดงสาหร่าย

ไวเปอร์พุ่งเข้าไปหาทันที เขาตัดสาหร่ายขาดและโอบเอวเควินให้ว่ายมาด้วยกัน ผมมองพวกเขาด้วยความรู้สึกแปลกๆ ...พวกเขาดูไม่เลวนะ เกือบจะเหมือนคู่รักทั่วๆไปที่ห่วงใยอาทรกันเลยล่ะ ถ้าเพียงแต่จะลืมความรู้สึกที่ว่าไวเปอร์เป็นงูพิษที่ไม่น่าไว้ใจ และเรากำลังมุ่งสู่อ้อมแขนขององค์กรที่ต่อต้านรัฐบาล

               สักพัก หนองน้ำนั่นก็พาเราก็ทะลุไปสู่ถ้ำแคบๆแห่งหนึ่ง

               ผมขึ้นจากน้ำและมองรอบๆอย่างทึ่งๆ มันเป็นถ้ำหินที่ชื้นแฉะและมีกลิ่นอับแปลกๆ เพดานถ้ำสูงกว่าหัวผมไปนิดเดียว ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าอีกฟากหนึ่งของบึงที่ดูเหมือนจะตื้นๆ กลับกลายเป็นทางผ่านสู่อะไรแบบนี้

               “ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย” เควินตัวหนาวจนตัวสั่น เขาเป็นคนเดียวในหมู่พวกเราที่ไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์ “คงเพราะน้ำเย็นมาก”

               “ไม่ใช่แค่เพราะน้ำหรอก”ไวปอร์พูด “เป็นเพราะอากาศข้างนอกถ้ำนั่นด้วยต่างหาก”

               ไวเปอร์เดินก้าวไปหาผนังถ้ำด้านหนึ่ง และยื่นมือเข้าไปสัมผัสระหว่างซอกหิน แผ่นหินตรงนั้นเลื่อนออกเป็นช่อง ไวเปอร์ยื่นมือเข้าไปและหยิบของบางอย่างออกมา ที่ทำให้ผมกับเควินถึงกับอึ้งเมื่อเห็นมัน

               มันคือหน้ากาก... เป็นหน้ากากหนังผสมโลหะสีดำ ที่ช่วงจมูกและปากยื่นยาวออกเป็นจงอยปากนก คล้ายกับหน้ากากของหมอรักษากาฬโรคในยุคกลาง

               “ข้างนอกถ้ำนั่นอากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ไวเปอร์ขยายความ “ถ้าสูดเข้าไปนานๆจะทำให้อ่อนเพลียมึนงง หรือถ้านานเป็นวันๆหรือเป็นอาทิตย์ก็อาจถึงขั้นประสาทหลอน ถ้าอ่อนแอหน่อยก็อาจติดเชื้อจนป่วยตายได้”

               ผมไคร่ครวญคำพูดของไวเปอร์อยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างแตกตื่น สุสานขยะอยู่ห่างไกลออกมาจากโซนที่พักอาศัยและอยู่ขอบสุดอาณาเขตด้านหนึ่งของเขต 2

               “นายจะบอกว่าข้างนอกนั่นเป็นป่าธรรมชาติงั้นเหรอ!” ผมโพล่งออกไป

               “ฉลาดนี่ปลาทอง เห็นหน้าสวยๆนึกว่าจะโง่” ไวเปอร์โยนหน้ากากให้เราทั้งคู่ “เรามุดใต้รั้วไฟฟ้าออกมานอกเขตการดูแลของรัฐแล้ว จากนี้ไปจะเป็นโซนอันตรายของพวกเขา แต่เป็นจุดหลบภัยของพวกเรา แค่อย่าให้หน้ากากหลุดก็พอ”

               ผมรับหน้ากากมาอย่างหวาดๆ ก่อนจะสวมมัน บอกตรงๆนะ พวกเราดูเหมือนกลุ่มลัทธิอะไรสักอย่างที่มืดดำชั่วช้าเอามากๆ

               “ไปเถอะ คนอื่นๆน่าจะรออยู่ก่อนแล้ว” ไวเปอร์ก้าวนำพวกเราออกไป

               นอกถ้ำเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่งที่ผมไม่เคยพบ ต้นไม้ใบหญ้ามองดูผิดแผกจากที่เคยเห็น ลำต้นและกิ่งก้านของมันเป็นสีคล้ำและบิดเบี้ยวหงิกงอราวกับฝืนยืนต้นอย่างทรมาน ใบไม้แต่แต่ละใบพิกลพิการเว้าแหว่ง ละอองฝุ่นบางๆลอยปะปนอยู่ในอากาศ

ยิ่งลึกเข้าไปอากาศก็ยิ่งขมุกขมัว พันธุ์ไม้แปลกๆหนาตายิ่งขึ้น ไวเปอร์พาผมกับเควินไปหยุดยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขายกแขนกั้นไม่ให้ผมกับเควินเดินต่อ ก่อนจะเคาะลงบนเปลือกไม้เป็นจังหวะคล้ายกับเป็นรหัส และส่งเสียงออกไป

“วาฬบรูด้า ฉันไวเปอร์ เปิดทางให้ด้วย”

ผมกับเควินก้าวถอยหลังอย่างตกใจ เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ที่ขนาบ 2 ข้างเคลื่อนออกห่างจากกัน ตามด้วยเสียงลั่นครืนของหินบางก้อนและต้นไม้ในบริเวณนั้นอีกหลายต้นที่ขยับเลื่อน เปิดให้ด้านหน้ากลายเป็นลานโล่ง

“ฉันพาสมาชิกใหม่มารายงานตัว” ไวเปอร์ก้าวนำพวกเราออกไปยังลานดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้งเปื่อยผุ และหันมาพยักเพยิดให้เราตามไป

ผมกับเควินก้าวตามไปอย่างตื่นๆ ก่อนจะต้องประหลาดใจยิ่งขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าสีดำทยอยโผล่ออกมาจากพุ่มไม้และหลังต้นไม้ ก่อนที่หลายๆคนจะก้าวออกมาให้เห็นเต็มตัวว่าเป็นมนุษย์ที่สวมหน้ากากกันพิษเหมือนกันกับเรา แม้กระทั่งบนต้นไม้ก็ยังมีใบหน้าสวมหน้ากากสีดำโผล่ออกมา  ผมมองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น พวกเขามีกันอยู่กี่คน? ดูเหมือนจะมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง หรือกระทั่งเด็ก

ชายคนหนึ่งก้าวออกมาและตรงมาทางพวกเรา ผมรู้สึกคุ้นอย่างประหลาดกับรูปร่างและลักษณะท่าทางของเขา และเมื่อเขาถอดหน้ากากออก ผมก็อุทานออกไป “มาร์คัส!

มาร์คัสส่งยิ้มให้ผม รอยย่นเล็กๆปรากฏให้เห็นตรงหางตาของเขาแบบที่ผมคุ้นชิน

 “ยินดีต้อนรับ” เขาพูด ก่อนจะก้าวเข้ามากอดและใช้ผ่ามือหนาๆตบเบาๆที่แผ่นหลังผม ก่อนจะผละไปจับมือกับเควิน “ยินดีต้อนรับเธอด้วยเหมือนกัน เควิน”

ไวเปอร์หันไปมองรอบๆ และประกาศออกไป “นี่คือเกลกับเควิน เขาจะเข้ามาอยู่ในกลุ่มของเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

“ไว้ใจได้แค่ไหน” ใครคนหนึ่งตะโกนสวนออกมา

“เกลเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ตั้งแต่เกิด ส่วนเควินเพิ่งจะถูกฝังระเบิดจิ๋วลงตรงขมับเมื่อเร็วๆนี้ มาร์คัสเป็นคนชักชวนพวกเขามาเข้าเอง”

ชายคนเดิมพยักหน้า “ถ้ามาจากทางมาร์คัส ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”

คนอื่นๆดูเหมือนจะยอมรับด้วยเช่นกัน เมื่อรู้ว่ามาร์คัสเป็นคนชักนำเราสองคนเข้ามา

หลังจากนั้นพวกเราก็ไปยังถ้ำอีกแห่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีกไม่ไกลนัก ปากถ้ำแคบมากและถูกปกคลุมไว้ด้วยเถาไม้แห้ง ผมสะดุ้ง เมื่อมาร์คัสดึงตัวผมไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า

“อย่าเหยียบลงตรงนั้น มันมีกับดัก” เขาบอก “เราจะวางหิน 3 ก้อนเหลื่อมกันไว้เป็นจุดสังเกต”

ผมพยักหน้า พวกเขาวางกับดักไว้ทั้งด้านหน้าและด้านข้างของปากทางเข้าถ้ำ นอกจากนั้นยังมีพืชบางชนิดที่เป็นพิษขึ้นอยู่ในบริเวณรอบๆด้วย

“เกิดอะไรขึ้นที่ฝั่งโน้น” ผมถามเสียงเบา หลังจากที่มาร์คัสพาเราเข้าไปยังจุดซึ่งใช้เป็นที่ซ่อนตัวของพวกเขา ด้านในถ้ำค่อนข้างกว้างและลึก แต่ก็มืดทึบและมีซอกเล็กซอกน้อยเต็มไปหมด ผมสังเกตว่าทุกคนยังคงสวมหน้ากากเอาไว้

พวกเรา 4 คนนั่งลงตรงโขดหิน ที่ค่อนข้างห่างออกมาจากคนอื่นๆ ไวเปอร์จุดไฟเทียมดวงเล็กๆให้พอมีแสงสว่างและให้ไออุ่น

“ถ้าอึดอัดก็ถอดหน้ากากได้เป็นพักๆนะ แต่พยายามอย่าให้เกินครั้งละครึ่งชั่วโมง ไม่งั้นนายจะป่วยได้ง่ายๆ” มาร์คัสบอกขณะถอดหน้ากากออก ก่อนจะพูดต่อ “มีการก่อความวุ่นวายขึ้นอีก แต่รอบนี้แรงและขยายวงกว้างกว่าเดิม เมื่อคืนน่ะมันแค่ออเดิร์ฟ”

“ฝีมือพวกนาย?” ผมถาม

“ไม่ใช่ทั้งหมด” เขาส่ายหน้า “นายต้องยอมรับนะว่ารัฐสร้างความกดดันให้ทางฝั่งนี้มากจริงๆ กดมานานชนิดไม่ให้โงหัวขึ้นได้เลย ไม่ใช่แค่คนขององค์กรที่ออกมาเคลื่อนไหว ประชาชนธรรมดาก็ทนรับแทบไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ความไม่พอใจมันสะสมมานานและมากเต็มที แล้วพอมาถูกกระตุ้นด้วยออคโทปุสกับเรื่องของน้องสาวเควิน ก็เลยระเบิดตูมออกมาอย่างที่เห็น”

“รัฐบาลมันชาติชั่ว ไอ้ผู้บังคับการกองนั่นก็เหมือนกัน” ไวเปอร์ตาลุกวาว “มันโง่บัดซบที่ส่งน้องสาวเควินไปเขต 5

“พันเอกนิโคลัสน่ะเหรอ” มาร์คัสเลิกคิ้ว

“ไอ้สารเลวนั่นน่ะแหละ” ไวเปอร์พูดเสียงต่ำ สีหน้าดูหมิ่นหยามชิงชัง ...บอกเลยว่าถ้าเขาตั้งใจทำให้เควินประทับใจ เขาก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง

“เขาไม่โง่...ไวเปอร์ ที่จริงเขาฉลาดเลยล่ะ” มาร์คัสยิ้มบางๆ

“ที่ส่งน้องของเควินไปแดนสนธยานั่นน่ะนะ” ไวเปอร์ถ่มน้ำลาย

“แล้วเขาควรทำยังไง? ให้คลอเดียอยู่กับเควินต่อไปโดยรับยากดสภาพเหรอ แล้วจะยังไงต่อไปอีก” มาร์คัสส่ายหน้าช้าๆ  “แม่หนูนั่นจะกลายเป็นคนพิการที่ครึ่งบ้าครึ่งดี มีสติเป็นบางครั้ง และทุกครั้งที่มีสติก็ต้องทรมานกับความเจ็บปวดร่างกายและชะตาชีวิตที่เลวร้ายของตัวเอง ทั้งน่าสังเวชและปวดหัวใจ มันมีแต่จะสะสมความโกรธแค้นให้พวกมนุษย์กลายพันธุ์ยิ่งขึ้นไปอีก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง ไม่ได้จะมีผลดีอะไรกับรัฐเลย”

“แล้วยิ่งถ้ามองทางฝั่งมนุษย์ธรรมดาก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่” มาร์คัสพูดต่อ “พวกเขาจะตำหนิติเตียนรัฐที่ไร้ความสามารถในการปกป้องพวกเขาให้พ้นจากอันตราย  เด็กผู้หญิงน่ะน่าสงสาร แต่ไม่มีน้ำหนักเทียบเท่าความกลัวหรอก ผู้การโฮเวิร์ดคนนั้นน่ะไคร่ครวญมาอย่างดีแล้ว ถึงได้ตัดสินออกมาแบบนี้ นิ้วไหนเน่าก็ตัดนิ้วนั้นทิ้ง เจ็บแต่จบให้เร็วที่สุด”

“มันไม่จบนะ” ผมแย้ง “มันก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นนี่ยังไงล่ะ ก็เมื่อกี้นายเพิ่งจะบอกว่ามีทั้งประชาชนและคนขององค์กรที่ออกมาตอบโต้ด้วยความรุนแรง”

“เขาไม่ได้กลัวสงครามเลยเกล อาจรอมันอยู่แล้วด้วยซ้ำ นายคงได้ยินเรื่องร่างกฎหมายควบคุมเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์กลายพันธุ์แล้วใช่มั้ย”

“ก็เคยได้ยินมาบ้าง มันเคยจะเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วนี่ ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่โน่นแล้ว แต่สุดท้ายกฏหมายเรื่องนี้ก็ไม่เคยผ่าน”

“แต่ครั้งนี้มันอาจผ่าน” มาร์คัสพูดเคร่งขรึม “ยิ่งมีการก่อความรุนแรงขึ้นถี่ๆแบบที่เป็นอยู่นี่ด้วย”

“แล้วทำไมพวกนายถึงยังทำ!” ผมโวย “ทำไมองค์กรหมายเลข 6 ถึงยังเดินแต้มแบบนี้ ทั้งๆที่รู้ว่ารัฐรอให้เราทำแบบนี้อยู่แล้ว!?

 “มันเป็นเกมสงคราม...เกล อยู่นิ่งๆก็มีสิทธิ์แพ้ ต่อสู้ก็มีสิทธิ์แพ้ แต่พลังของประชาชนคือแต้มต่อของเรา ฟากนั้นหวังให้เราก่อความรุนแรง เพื่อสนับสนุนเหตุผลในการจับเราใส่กรง และฟากเราก็หวังให้ความรุนแรงนั้นแรงมากพอ ไม่ใช่แค่พอที่จะไม่ถูกจับใส่กรง แต่ให้มากพอจะทำลายกรงนั่นซะ”  

ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้ามาร์คัสแล้วก็เลื่อนไปมองหน้าเควินกับไวปอร์ แต่สองคนนั่นก็ดูเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน

“เอาเถอะ ไว้เราค่อยคุยกันเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนให้ทะลุปรุโปร่งทุกอย่างในวันเดียว” มาร์คัสถอนหายใจ “ตอนนี้นายน่าจะพักรอไปก่อน กลับออกไปตอนนี้ก็ยังกลับเข้าที่พักไม่ได้ เพราะจากข่าวล่าสุด ดูเหมือนจะมีเจ้าของตึกรวงผึ้งหลายหลังรวมตัวกันออกมาโต้ตอบเจ้าหน้าที่รัฐ บางบล็อกบ้าระห่ำถึงขั้นขนเอาอาวุธออกมาสู้ซึ่งๆหน้า  เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆแน่ เราคงต้องค้างคืนกันที่นี่”

ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีขึ้นมา “เอิ่ม..ที่นายพูดเมื่อกี้นี้ คงไม่ได้รวมถึงเจ้าของตึกที่ฉันพักอยู่ด้วยตอนนี้หรอกใช่มั้ย”

มาร์คัสมีสีหน้าเห็นใจขึ้นมาทันที “บิ๊กแม็คกับพรรคพวกขนปืนออกมาตั้งป้อมยิงออคโทปุสอยู่หน้าตึกเลย”

...ให้มันได้อย่างนี้

และในคืนนั้น ผมก็ได้รู้จักองค์กรหมายเลข 6 ขึ้นกว่าที่เคยรู้จักมานานหลายปี  องค์กรหมายเลข 6 ในแต่ละเขตแบ่งเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม ที่ทำงานประสานกันเป็นเครือข่าย โดยมีอุดมการณ์เดียวกันคือปลดปล่อยมนุษย์กลายพันธุ์จากการถูกกดขี่ และเรียกร้องให้มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับมนุษย์ธรรมดา โดยมีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

เงินทุนสนับสนุนแบบลับๆที่ใช้ในการขับเคลื่อน มาจากบุคคลและกลุ่มบุคลทั้งในรัฐอื่นและประเทศอื่นๆ ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ถูกปกปิดเป็นความลับ ที่รู้กันแค่ไม่กี่คนในระดับหัวหน้า เหตุผลเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคและป้องกันการสืบสาวซักทอดไปถึงตัวผู้สนับสนุนสำคัญๆรายอื่น

มาร์คัสเป็นหัวหน้ากลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งในเขต 3 ที่มีสมาชิกอยู่หลายร้อยคน และที่ผมพบในวันนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งได้รับความไว้ใจมากพอที่จะได้เข้ามาลึกถึงในวิหารศักดิ์สิทธิ์(ซึ่งต้องผ่านมาจากทางภูเขาขยะ) ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์บัญชาการลับของหน่วยเขา ผมรู้สึกอึ้งอยู่เหมือนกัน ที่มาร์คัสไว้ใจผมขนาดนี้

“ทำไมเป็นฉัน?” ผมหันถามไวเปอร์  เมื่อมาร์คัสแยกตัวออกไปเพื่อพูดคุยกับบางคนที่ดูท่าจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของกลุ่มเขา

“มาร์คัสบอกว่านายมีศักยภาพ” ไวเปอร์กวาดตามองผมด้วยสีหน้าเนือยๆ “อย่าถามฉันว่ามันคืออะไร เพราะจากสายตาของฉัน นายมีศักยภาพอย่างเดียวคือส่ายก้นยั่วอารมณ์ แต่โทษทีนะ สเป็คของฉันเป็นแบบอื่น”

ผมยิ้มตอบไวเปอร์ ขณะพยายามยั้งใจไม่ใช้นิ้วกระซวกลูกตาเขา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “มาร์คัสเป็นมนุษย์กลายพันธุ์นอกกฏหมายเหมือนนายสินะ ฉันเห็นเขาไม่มีไลน์โค้ดตรงขมับ เขาเป็นสายพันธุ์อะไร เดาว่าคงอันตรายมาก เพราะแค่ลูกกระจ๊อกอย่างนาย ยังเป็นถึงงูพิษทะเลทราย”

“ไม่ มาร์คัสเป็นมนุษย์ธรรมดา” ไวเปอร์ดูไม่พอใจเท่าไหร่ที่ผมว่าเขาเป็นลูกกระจ๊อก แต่ผมน่ะพอใจสุดๆเลย

“หือ...?” ผมกะพริบตา

“แปลกใจสินะ ว่าทำไมมนุษย์ธรรมดาถึงจะต้องมาทุ่มเทต่อสู้เพื่อมนุษย์กลายพันธุ์ นายลองมองไปรอบๆสิ คนพวกนี้ส่วนใหญ่น่ะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ แต่ก็มีบางคนที่เป็นมนุษย์ธรรมดา และไม่ว่าจะอ้างอุดมการณ์สูงส่งอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่ผลักดันให้เรามาอยู่ตรงนี้ก็คือความหวังบางอย่าง พวกหนึ่งหวังให้อนาคตดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนอีกพวกทำเพื่อให้อดีตเจ็บปวดน้อยลง และมาร์คัสเป็นอย่างหลัง”

“หมายความว่าไง”

“มาร์คัสเคยมีครอบครัว” ไวเปอร์พูดต่อ “เขาเคยมีเมียมีลูก แต่ทุกอย่างก็หายวับไปไม่มีเหลือ ตอนที่เกิดจลาจลเมื่อหลายปีก่อน ลูกเมียของมาร์คัสโดนลูกหลงจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กวาดล้างแบบตั้งใจถอนรากถอนโคนจนกระทั่งพลาดพลั้งไปถึงคนบริสุทธิ์ มาร์คัสชดใช้ให้ครอบครัวในแบบของเขา สัมภาษณ์พอรึยัง? ให้ฉันมีโอกาสจู๋จี๋กับแฟนสักครึ่งนาทีได้มั้ย”

แล้วไวเปอร์ก็หันไปสนใจเควิน โดยไม่คิดจะเหลือบแลมาทางผมอีกเลย

วันต่อมา พวกเราทั้งหมดก็ข้ามฟากกลับมาสู่ผืนดินในการปกครองของรัฐเหมือนเดิม

เส้นทางที่ผ่านเมืองเหมือนมีเด็กซนๆโยนประทัดใส่โมเดลผังเมืองเป็นหย่อมๆ สัญลักษณ์ 9 เส้นลอยอยู่เหนือสี่แยกเกือบทุกแห่ง บอกให้รู้ว่าเป็นพื้นที่อยู่ในการควบคุมระดับพิเศษของรัฐ ห้ามพกอาวุธ และห้ามกลับเข้าที่พักหลัง 20.00 น.

ไวเปอร์จอดเอี๊ยดเมื่อเห็นแนวกั้นห้ามผ่านเป็นเส้นพาดกลางอากาศ อยู่ตรงหัวมุมถนนที่เป็นทางผ่านไปยังตึกที่ผมกับเควินพักอยู่ เขากดเช็คข้อมูลก่อนจะหันมาทางพวกเรา “พวกนายกลับเข้าที่พักไม่ได้ เพราะเมื่อคืนหัวหน้าตึกนายกับเพื่อนฝูงเปรี้ยวไปหน่อย ตอนนี้หน่วยลาดตระเวนเลยจับหมอนั่นยัดเข้าห้องเย็นแบบไม่ค่อยสมประกอบ แถมปิดตึกละแวกนี้ไม่ให้ใครใช้อาคารด้วย”

“แล้วคนในตึกทั้งหมดจะไปนอนที่ไหน” ผมกับเควินหน้าตาตื่น

“ยังกับพวกนั้นจะสน” ไวเปอร์ยักไหล่ “แต่นาย 2 คนไปค้างที่ห้องฉันได้ ส่วนฉันจะไปนอนที่คลับ before the dawn ชั่วคราว ฉันทำงานที่นั่นเป็นบางวัน”

ผมเลิกคิ้วแทบจะสูงถึงไรผม คลับ before the dawn เป็นคลับที่โชว์เต้นเปลือยอก แต่ข้างหลังเป็นซ่องสำหรับผู้มีรสนิยมโซ่แส้กุญแจมือ

ไวเปอร์กระตุกยิ้มมุมปาก “เห็นมั้ยว่าไม่ใช่คนหลักลอย”

และเมื่อไปถึงตึกรวงผึ้งของไวเปอร์ที่อยู่อีกโซนหนึ่ง ผมก็แอบกระซิบกระซาบถามเควิน ตอนที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน “นายรู้มาก่อนรึเปล่าว่าไวเปอร์มีอาชีพเป็นแมงดาคุมซ่อง”

“อืม เขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไร”

โอ...เค ผมกลอกตาใส่ลมฟ้าอากาศ ก่อนจะปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับศิลปะแนวเสมือนจริงบนผนังกระดำกระด่าง ที่ดูจะเน้นไปทางศิลปะการร่วมสังวาสและด่าพ่อล่อแม่หน่วยลาดตระเวน จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก

ทันทีที่ประตูห้องอ้าเปิด ไวเปอร์ก็ดึงตัวเควินเข้าไปกอดและผลักเขาลงนอนกับเตียง  เมื่อคืนไวเปอร์พยายามจะพาตัวเข้าไปแนบเนื้อกับเควินอยู่หลายรอบ แต่สถานที่และจังหวะไม่อำนวย ตอนนี้ก็เขาก็เลยกลัดมันเต็มที่

“เอ่อ...” ผมยืนบื้ออยู่ตรงประตูอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะนั่งลงใกล้เตียงแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือจะแกล้งทำเป็นท้องเสียกระทันหันดี รู้ใช่มั้ยว่าห้องในตึกรวงผึ้งน่ะแคบมากขนาดไหน

“เอิ่ม.. ขอเข้าห้องน้ำหน่อยนะ” ผมตัดสินใจในที่สุด

ผมพุ่งห้องน้ำเพื่อเข้าไปล้างหน้าล้างตา แต่ปรากฏว่าน้ำไม่ไหล ผมตบหน้าผากตัวเอง ก่อนหน้านี้มาร์คัสเตือนผมแล้วว่ามีหลายโซนในย่านตึกรวงผึ้งโดนตัดน้ำ และให้ไปขอรับน้ำดื่มตรงจุดบริจาค ส่วนกระแสไฟฟ้าจะมีการปล่อยให้ใช้เป็นระยะๆ แค่พอให้ไม่หนาวตาย และไม่อนุญาติให้ซื้อเพิ่มเป็นพิเศษ

ผมยืนอยู่ในห้องน้ำสักครู่ กะเวลาว่าไวเปอร์คงหอมปากหอมแก้มเควินจนชื่นใจหายอยากไปบ้างแล้ว แต่พอเปิดประตูห้องน้ำออกไปก็ต้องยืนทื่ออีกรอบ

“อื้อ..อ๊า ไวเปอร์ อย่าล้วงตรง..น..นั้น”

ไวเปอร์หยุดการห้ามด้วยการสอดลิ้นเข้าไปในปากของเควิน ผมรีบไสหัวไปที่ประตูห้องพร้อมกับพูดเร็วปรื๋อ “ฉันจะออกไปต่อคิวรับน้ำดื่ม”

อากาศด้านนอกหนาวจนแทบมือแข็ง แต่ปรากฏว่าแก้มผมร้อนผ่าว  ภาพการพยายามรวมร่างของไวเปอร์ยังติดตา และทำให้รู้สึกหวิวๆร้อนๆชอบกล

...บ้าจริง บ้านเมืองจะวินาศสันตะโรอยู่แล้ว สองคนนั่นยังอุตส่าห์มีอารมณ์กันได้อยู่อีกเรอะ!

ฮึย... บ้าหนักกว่านั้นอีก ผมเม้มริมฝีปากอย่างไม่อยากยอมรับ ว่าที่จริงผมก็แอบมีอารมณ์เหมือนกันแหละ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยต้องมาเดินเตะเศษขยะอยู่ข้างถนนนี่ไง สังเวชตัวเองชะมัด

จุดบริจาคน้ำมีคนต่อแถวยาวเหยียด จนต้องขดแถวคดไปคดมาเหมือนงูเลื้อย เกือบทั้งหมดเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ที่คงจะต้องออกมาระหกระเหินเพราะไม่สามารถกลับเข้าไปพักในตึกของตัวเองได้ แต่ละคนดูเหน็ดเหนื่อยซอมซ่อและมีท่าทางเหมือนอยากระเบิดอารมณ์ แต่ไม่มีปัญญาจะทำ เพราะหน่วยลาดตระเวนยืนคุมเชิงอยู่เต็มไปหมด

“เฮ้ย! แกน่ะ  ไปอาบน้ำซะมั่งไป๊ เหม็นกว่าขยะอีก” หน่วยลาดตระเวนใช้ปลายปืนกระทุ้งตรงสีข้างมนุษย์กลายพันธุ์คนหนึ่งในแถว พลางทำจมูกฟุดฟิดอย่างรังเกียจ

“เราไม่มีน้ำให้อาบ” อีกฝ่ายขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “น้ำจะกินยังแทบไม่พอด้วยซ้ำ ตอนนี้เราไม่มีบ้าน ไม่มีอะไรสักอย่าง”

“แกทำไมไม่ขุดรูอยู่ไปก่อน พวกสัตว์น่ะมีทางออกเสมอแหละ แกเป็นสายพันธุ์ปลาตีนรึเปล่า ถ้าใช่ก็ง่ายหน่อย ใช้ชีวิตอยู่ตามโคลนตมไปก่อนก็ได้”

หน่วยลาดตระเวนคนอื่นๆหัวเราะครืน ผมก้มหน้า ไม่อยากมองอะไรแบบนี้เลย และไม่เข้าใจด้วยว่าการกดหัวคนที่ด้อยกว่าอยู่แล้วนี่มันสนุกตรงไหน

“โอ้ย!

ชายอีกคนถลาออกจากแถวด้วยแรงถีบของหน่วยลาดตระเวนอีกนาย เขาล้มลงหน้าคลุกฝุ่น ก่อนจะหันไปถามอย่างคับแค้น “นี่มันอะไรกันวะ! ฉันทำอะไรผิด!?”

เจ้าของเท้าที่ถีบก้าวออกมายืนเด่นอยู่นอกกลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวน ผมเบิกตาโต ...นั่นมันแพทริค!

แพทริคก้าวช้าๆมาหยุดยืนตรงหน้าหนุ่มดวงซวย ก่อนจะชี้หน้า “แกได้น้ำไปแล้ว ฉันจำหน้าแกได้ เพราะฉะนั้น ไสหัวไปซะ”

“แล้วมันผิดตรงไหน ฉันไม่ได้แซงคิวใคร แต่มาต่อแถวดีๆ แล้วทำไมถึงจะขอน้ำเพิ่มอีกไม่ได้” อีกฝ่ายโวย

แพทริคทำท่าคิดเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมอง พลางส่งยิ้มยียวน “ก็แค่... ไม่ได้ว่ะ”

ชายคนนั้นหน้าเขียวด้วยความโกรธ และอ้าปากจะโต้กลับ แต่พอเห็นแพทริคขยับเท้าที่สวมบู๊ตหนังตันๆ เขาก็หุบปากลงและตาลีตาเหลือกออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

แพทริคกวาดตามองกลุ่มคนที่ยังเข้าคิวรออยู่ ผมขยับวูบไปหลบอยู่หลังคนข้างหน้ามากขึ้น และทำตัวลีบแบนอย่างที่สุดไม่ให้เขามองเห็น อย่าถามเหตุผลนะว่าทำไม เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

แต่ปรากฏว่าแพทริคมีเรดาร์ตรวจจับความกลัว และการพรางตัวก็ไม่ใช่คุณสมบัติเด่นของปลาทอง เขาเห็นผมจนได้ ตอนที่แถวเลื่อนไปข้างหน้า และผมแอบโผล่เสี้ยวหน้าออกไปแว๊บเดียวเพื่อดูว่าเขาเดินไปทางอื่นรึยัง จะหลบวูบเข้าไปอีกทีก็ไม่ทันแล้ว มันเสียเหลี่ยม!

แพทริคเดินอาดๆเข้ามาด้วยท่าทีเหมือนตรวจดูความเรียบร้อยทั่วไป เขาหรี่ตาเล็กน้อยเมื่อเดินมาถึงตัวผม

“เกล แม็กซ์เวลล์” ผมรายงานตัวเสียงแผ่วกับเจ้าหน้าที่รับลงทะเบียน ที่เช็คชื่อคนเข้าคิวรับน้ำ  

แพทริคมองเงียบๆ จนผมแจ้งที่อยู่เดิมตรงตึกรวงผึ้งที่ถูกปิดไม่ให้ใช้งานเสร็จ ตาเขางี้คมกริบแทบเฉือนเนื้อผมเป็นชิ้นๆแน่ะ

แล้วแพทริคก็เดินห่างออกไปคุมอยู่ตรงท้ายแถว ผมถอนใจอย่างโล่งอก ...ดีแล้ว อยู่ให้ห่างๆกันไว้แหละดี เพราะการเผชิญหน้าระหว่างเราไม่เคยลงเอยด้วยดีเลย ...แปลกนะ เขต 3 ก็กว๊าง..กว้าง ไม่รู้ทำไมผมถึงเจอเขาอยู่เรื่อย

ถ้าเราชอบใครสักคน... เราจะมองเห็นเขาเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแค่ไหน...

แว๊ก!!! 

ผมสะบัดหัวไปมาอย่างเสียจริต เพื่อลบภาพตัวหนังสือเพี้ยนๆในมโนภาพให้หายไป มันเป็นประโยคจากหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งผมเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว และสาบานเลย ว่าจะไม่หยิบมาอ่านเป็นครั้งที่สอง!

ในที่สุดผมก็ได้น้ำมาไว้ในครอบครอง ผมเก็บกระบอกเก็บน้ำยาวหนึ่งฝ่ามือไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท มันจะกลายเป็นน้ำสะอาดปริมาณหนึ่งถังในเวลาที่เปิดใช้จริงๆ ผมเดินออกจากแถว และเลี่ยงไปด้านหนึ่งที่เป็นเส้นทางกลับที่พัก

แล้วผมก็เจอแพทริคอยู่ตรงหัวโค้งถนน

ผมอึกอักอย่างตั้งตัวไม่ทัน แพทริคมองผมด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ ผมตัดสินใจจะก้าวผ่านหน้าเขาไปเงียบๆ โดยไม่ทักทาย ก็เราไม่ใช่เพื่อนกันนี่ และล่าสุดที่ผมพ่นกาแฟใส่โซฟาราคาแพงของเขา ก็ไม่ใช่อะไรที่เร้าใจชวนให้แพทริคอยากเป็นเพื่อนกับผมหรอก

“แฮ่ม...”

แพทริคกระแอมเบาๆในจังหวะที่ผมก้าวผ่านตรงหน้าเขาพอดี  ซึ่งมันทำให้ผมต้องหันไปมองอย่างช่วยไม่ได้ แพทริคจ้องตาผมและเดาะลิ้น ก่อนจะอ้าปากเล็กน้อยให้ผมเห็นกาแฟบีดส์ที่อยู่ในปาก

เป๊าะ...

เขากัดกร้วม บดให้เม็ดบีดส์แตกตัวทำปฏิกิริยากับอากาศ กลายเป็นกาแฟหอมละมุนเข้มข้นราวกับน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ แพทริคอืออาในลำคออย่างเปี่ยมสุขขณะดื่มด่ำกับรสชาติที่เคล้าอยู่ในปาก ผมนิ่งจังงัง นัยน์ตาจ้องมองริมฝีปากฉ่ำชื้นของเขาเหมือนโดนสะกด ขณะที่แววตาแพทริคเหมือนจะยิ้มน้อยๆอย่างสะใจ

แล้วผมก็ก้าวเข้าไปหาเขา

ผมโทษทุกอย่างในโลกนี้เลย ทั้งความหิวโหยอดอยาก สงคราม อากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ฝูงนกบนท้องฟ้าที่เหลืออยู่แค่ไม่กี่พันธุ์ ดอกไม้สีสันแปลกตาในป่าสารพิษ ความเหลื่อมล้ำในสังคม และสุดท้าย...ริมฝีปากของแพทริคที่อิ่มเต็มอย่างเร้าอารมณ์

ผมกดกลีบปากเข้ากับริมฝีปากเขา หัวใจเต้นแรงอย่างที่มันไม่เคยเต้นในจังหวะนี้มาก่อน ริมฝีปากแพทริคนุ่มและอุ่น ผมได้รสชาติกาแฟบนกลีบปากเขา มันหวานอร่อยและนุ่มละมุนจนเคลิบเคลิ้ม ผมแทบทรงตัวไม่อยู่ เมื่อรู้สึกถึงลิ้นอุ่นๆของแพทริค และความวูบหวิวที่พล่านไปตามกระแสเลือด

“บ้าเอ้ย... น้ำแค่นี้ก็ต้องเรื่องมากด้วย”

เสียงพูดคุยที่แว่วมาไม่ไกล ทำให้เราทั้งคู่เด้งตัวออกจากกันทันที เด็กวัยรุ่น 2 คนโผล่มาตรงหัวโค้ง และเดินผ่านเราไปอย่างไม่ได้สนใจ และคงไม่รู้เลยสักนิดว่ามนุษย์กลายพันธุ์กับเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนเพิ่งจะจูบกัน

ยิง... แพทริคต้องยิงผมทิ้งแน่ๆ

ผมค่อยๆเลื่อนสายสายตาจากปืนตรงสะโพกขึ้นไปหาใบหน้าเขาอย่างหวาดหวั่น

แพทริคมองตรงมาที่ผมด้วยแววตาว่างเปล่า เหมือนวิญญาณหลุดไปอีกโลก เขานิ่งจนน่ากลัว ผมก้าวถอยหลังและละล่ำละลักออกไป

“นายยั่วฉันเองนะ โทษฉันไม่ได้ ฉันหิวจนสติแตกควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว และอีกอย่าง...นั่นมัน...” ความร้อนพุ่งปรี๊ดขึ้นใบหน้าผม  “มันไม่ใช่จูบนะ ฉันน่ะนอนกับคนนั่นคนนี้ไปทั่ว ขายตัวมั่วไปหมดนายก็รู้ แค่นั้นน่ะนับเป็นจูบไม่ได้หรอก มันห่วยแตกยังกับเอาปากไปถูกับดินแน่ะ เพราะฉะนั้น อย่ามากล่าวหาฉัน และห้ามเอาผิดกับฉันด้วย!

แล้วผมก็โกยแน่บออกมาจากตรงนั้นอย่างไม่คิดชีวิต

ผมกลับมาถึงที่พักของไวเปอร์ในไม่กี่นาทีต่อมา โชคดีที่สองคนนั่นเสร็จธุระกันแล้ว และตอนนี้ไวเปอร์ก็แค่นั่งเอนตัวอยู่บนเตียง มองผมที่กระหืดกระหอบอยู่ตรงประตูห้อง

เควินมองหน้าผมและขมวดคิ้ว“เกล เป็นอะไรรึเปล่า”

“หือ?”

“นายหน้าแดงแป๊ดเลย หรือว่าจะเป็นไข้”

ไวเปอร์เหลือบตามองผม “เข้าป่าวันเดียวก็ป่วยแล้ว ใจเสาะชะมัด”

ผมหันควับไปมองไวเปอร์อย่างเคียดแค้น “นาย.. เสร็จธุระแล้วก็รีบไปซะ นี่ห้องนาย แต่ตอนนี้ฉันกับเควินยึดมันแล้ว สายพันธุ์ของฉันไม่ดุร้ายเท่าของนายก็จริง แต่ขอเตือนว่าอย่าเสี่ยงกับอารมณ์ฉันดีกว่า”

ไวเปอร์ดูงงสุดขีด แต่พอเควินส่ายหน้าและพยักพยิดเป็นเชิงขอร้องให้กลับไปก่อน ไวเปอร์ก็ลุกขึ้นและเดินออกไป โดยไม่ลืมชูนิ้วกลางใส่หน้าผม

“แม่_ง... นี่มันอะไรวะ แล้วปลาทองน่ากลัวตรงไหน...” เขางึมงำ

ผมอธิบายเควินว่าผมไม่ได้เป็นไข้ แค่เหนื่อยและเครียดมากไปหน่อย ผมเข้านอนหลังจากนั้นไม่นาน แต่ก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้เลย ในอกผมร้อนรุ่มและเนื้อตัวก็วูบวาบแปลกๆ

ไวเปอร์... ไอ้งูผีหื่น เพราะเขานั่นแหละ ที่เล่นหนังสดโชว์ให้ผมดูอย่างไม่รู้จักเกรงใจ ทำให้ผมสติเพี้ยนจนไปทำอะไรแบบนั้นกับแพทริค ผมแตะริมฝีปากตัวเองอย่างเลื่อนลอย ...นั่นมันแค่จูบเอง จูบแบบงี่เง่าด้วย แล้วทำไมผมต้องมานอนหวิวแบบนี้ ทั้งๆที่มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับใครเลยสักนิด

กว่าผมจะหลับลงได้ก็ปาเข้าไปครึ่งคืน และยังฝันถึงดินแดนกาแฟอันพิลึกพิลั่นหลอนประสาทในอีกครึ่งคืนที่เหลือด้วย

 

และไม่กี่วันต่อมาหลังจากนั้น  ผมก็ถูกมาร์คัสเรียกตัวเพื่อเข้ารับภารกิจแรก  ในฐานะสมาชิกขององค์กรหมายเลข 6

 

................................................................................................




เฮ่อ... กว่าจะอัพนิยายสำเร็จก็จิ้มไปจิ้มมา กว่าจะได้  ระบบใหม่นี่ไม่คุ้นเลยค่ะ 

ตอนนี้หนูเกลหวั่นไหวซะ  ต้องโทษไวเปอร์เหรอ?   โทษแพทดีกว่ามั้ย รึโทษตัวเองดี 555  ไว้คอยดูกันเนาะ ว่าฟีโรโมนปลาทองจะทำอะไรหน่วยลาดตระเวนได้มั่งรึเปล่า


เจอกันตอนหน้าค่ะ  จุ๊ฟๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

38 ความคิดเห็น

  1. #1682 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 18:45
    น้องงงง น้องเกลลูกกกกก เราต้องเล่นตัว อย่าไปยอมเขาง่ายๆ สิลูกกกกก
    #1682
    0
  2. #1661 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:47
    ชอบเกล
    #1661
    0
  3. #1596 kanun0_0 (@kanun0_0) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 13:59
    แพทริคโกรธหรอ รึสตั้น แต่เราขอมโนว่าหลังจากที่เกลเดินออกมาแล้วแพทริคก้ล้มลงด้วยความเขิล---- ///โดนตรบ
    #1596
    0
  4. #1566 Boatbateau (@boatnp) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 09:26
    อยากอ่านมุมของแพทริคบ้างจังค่ะ
    #1566
    0
  5. #1492 f_onp97 (@bonjour0301) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 13:19
    โทษไวเปอร์ที่เล่นหนังสดให้ดูซะงั้น55555

    แพทนี่เริ่มหลงเสน่ห์ปลาทองแล้วมั๊ย 55555 น่าเห็นใจพี่เขานะ เกลียดอะไรก็ได้แย่างงั้นแหละ ปล.แกล้งเกลได้เด็กน้อยอีกละ อะไรคือกินกาแฟอวดเกล
    #1492
    0
  6. #1445 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 19:10
    ปลาทองเร่าร้อนน้อ 555555 รุกเข้าจู่โจมพ่อแพทริคก่อนเลยนะไม่ใช่เล่น พ่อหนุ่มลาดตระเวนว่าไง คนแต่เขาถามว่าฟีโรโมนปลาทองจะเป็นไงบ้างด้วยแหละนาย
    #1445
    0
  7. #1399 Pak-Duk (@pakduk) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2559 / 23:07
    คู่อื่นเขาไปถึงไหนกันละคะะะะ นุ้งแพทกับนุ้งปลาทองเพิ่งจูบกัน555555555555 แต่เขินหนักมากกกกก แอร๊ยยยย=.,=///
    #1399
    0
  8. #1279 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 / 22:12
    หึหึ อิเฮียไวเปอร์ งูหื่นจัด มาถึงก็จัดเควินซะงั้น

    น้องปลาทอง เลยแบบ อ๊ายยย ไปจูบปากอิเฮียทหาร เลยเป็นไง ฮ่าๆ
    #1279
    0
  9. #1214 Sed leo (@reginadelcielo) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2559 / 04:12
    ชอบพาร์ทหนูเกลจริงจริ๊งงงครบรสสุดๆ
    #1214
    0
  10. #1099 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 07:11
    เออ ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าปลาทองน่ากลัวตรงไหน 5555
    #1099
    0
  11. #1090 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 00:13
    แหมะ กาแฟสื่อรักเหรอหนูเกล
    #1090
    0
  12. #880 NongYingNutty (@haruminilove) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 20:33
    แหมๆ อยากกินกาแฟกระทันหัน เขินนนน
    #880
    0
  13. #804 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 22:55
    รู้สึกชอบคู่ไวเปอร์กับเควิน คึคึ
    #804
    0
  14. #764 Kanokwan Praekeo (@lufylove) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 07:57
    ต้องโทดทีแพทน่ากินไปหน่อย ขนาดปลาทองยังอดเข้าไปขย่ำไม่ได้ 555
    #764
    0
  15. #581 เรนนี่ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 / 10:06
    ผมกับไวเปอร์ก้าวตามไปอย่างตื่นๆ (น่าจะเป็น ผมกับเควิน รึเปล่า)

    ว่าแต่ ปลาทองนี่ไม่ใช่พวกอ่อนแอหรอกเหรอ ได้ยินมาว่าเลี้ยงยากสุดๆ แล้วอย่างนี้เกลอยู่ในน้ำสกปรกไม่เป็นไรเหรอ

    บทนี้แพททริกยั่วเกลชัดๆ
    #581
    0
  16. #415 TiwticAmp_90 (@winnaya) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 22:17
    อร๊ายยย ... ชอบคู่นี้ น่ารักดี หนุ่มน้อยปลาทองกับเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณสุดซึน 5 5555
    แพทริกอึ้งไปเลยล่ะสิ
    #415
    0
  17. #394 tea (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2558 / 16:13
    เขินนน 555+



    หนูเอ้ยย //ผิด ปลาทองน้อย ถึงจะอยากกาแฟแค่ไหนก็น่าจะยั้บยั้งชั่งใจกันบ้างน้า..



    อะไรนะที่อยากนั้น ไม่ใช่กาแฟเหรอ 55+



    ลุ้นคู่รองมากกว่าคู่หลักอีกค่ะ คู่หลักพอรู้หล่ะว่าดราม่ามากมายโดนบังคับเชลยรักแน่ๆ แต่คู่น้องปลานี่



    จะจีบ(???) กันแบบไหนนะ
    #394
    0
  18. #392 สายลับพี (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2558 / 08:24
    เขินแถกกกกกกกกกกกกกกกกกอ่ะ!

    ปลาทองน้อยลืมตัวบ่อยๆก็ดีนะ

    [แพทริคคิดงี้ชัวร์555555555]



    "แล้วปลาทองมันน่ากลัวตรงไหน"

    เราก็สงสัยเหมือนกัน555555







    นิคกับคีธจะลงเอยยังไงล่ะเนี่ย



    แล้วคีธใช่คนที่ให้เงินสนับสนุนองค์กรหมายเลข6แบบลับๆหรือเปล่านะ?





    สนุกมากกกกกก

    รอมาอัพต่ออยู่นะครับ

    #392
    0
  19. #391 RINKUWAc .™ (@hasuki) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 19:38

    แอร๊ยยยยยยยยยยยย หนูเกล >///////< เอาใจไปเลย! ถึงจะเป็นปลาทองก็รุกได้นะ!!

    #391
    0
  20. #388 VpupinaV (@meeepanda) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2558 / 01:10
    โอ๊ยย อยากรู้จริงตาแพตเป็นยังไงหลังโดนหนูเกลจู่จู๊บ ตอนหน้าจะเป็นของใครคะ ขอเป็นหนูเกลนะคะ อยากอ่านต่อเร็วๆจัง อร๊ายยย หนูเกลน่ารัก #เกลFC
    #388
    0
  21. #387 OoMoKonAoO (@mind_hana) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 23:29
    คาดว่าตอนนี้แพทริคคงเป็นบ้าไปแล้วค่ะ555

    อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปยั่วน้องปลาทอง

    เจอจูบไปทีเดียวถึงกับนิ่งไปเลยสินะ



    ปล.คูไวเปอร์ เควินนี่ก็แซ่บไปนะ เจอกันทีไรร้อนแรงใส่กันตลอด
    #387
    0
  22. #386 Aquamarine (@AquamarineJang) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 22:06
    ฮา ไวเปอร์ มากๆ  นั่นสิ ปลาทองน่ากลัวตรงไหน 5555+  
    #386
    0
  23. #385 AreeYong (@Aree-Yong) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 19:31
    แกยั่วแพคทริคมันมากไปละ เดี๋ยวก็โดน กิน ไม่รู้ตัวอ่ะเกล -"-
    #385
    0
  24. #384 aun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 16:21
    น้องปลาทองเรายั่วเรอะ555
    #384
    0
  25. #383 super__p (@sunonwater) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 15:41
    ชอบคู่นี้อ่ะ น้องใจกล้ามาก แพทเอ๊ย จับปลาทองไปเลี้ยงเลย ฉันเชียร์
    #383
    0